Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตตผลไม่ใช่ของยาก เพราะไม่มีการลงทุน

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684669

การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตตผลไม่ใช่ของยาก เพราะไม่มีการลงทุน

การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตตผลไม่ใช่ของยาก เพราะไม่มีการลงทุน

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 19.23 น.

คำสอนระหว่างเข้าพรรษาปี ๒๕๒๑ โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี 

ตอนที่ ๒ ขณิกสมาธิ

ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย สำหรับวันนี้ก็ขอปรารภ เรื่องอานาปานุสสติกรรมฐานต่อไป สำหรับการเจริญพระกรรมฐาน ท่านจะจับกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม เช่น อานาปานุสสติกรรมฐาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติ เราก็มักจะปฏิบัติควบกับพุทธานุสสติกรรมฐาน การทำอย่างนี้ไม่ใช่ของผิด เป็นของถูก เขาเป็นพระอรหันต์กันมามากแล้ว

ก็ขอเตือนว่าท่านจะใช้กรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม จงใช้กองนั้นให้ถึงอรหัตตผล ในเมื่อเราเริ่มทำสมถะกองใด จงใช้สมถะกองนั้นให้ถึงอรหัตตผล คือว่าไม่ต้องเที่ยววิ่งไปหาที่โน่นวิ่งไปหาที่นี่อีก ไอ้ความดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่จิตของเรา ทราบไว้แต่เพียงเท่านี้ การพลั้งพลาดที่ผ่านมาแล้วจงถือว่าเป็นครู คำว่าพลั้งพลาดในที่นี้ เพราะว่าเราใช้เวลามาก แต่ทว่าผลแห่งการปฏิบัติมีผลน้อย

ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าขาดความเข้มแข็งของจิต ถ้าพูดตามประสาชาวบ้านเขาถือว่าไม่เอาจริงเอาจัง สักแต่ว่าทำ สักแต่ว่าศึกษา มีความเมาในตน มีความเมาในจิต เมาในราคะ เมาในโลภะ เมาในความโลภ และก็เมาในความโกรธ เมาในความหลง ก็เพราะว่าเมา จึงไม่สามารถจะทำจิตให้เบาบางจากกิเลสได้

เหตุที่จะมา อย่างเดียวก็คือ ขาดความเอาจริงเอาจัง จรณะ ๑๕ ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ บารมี ๑๐ ฟังแล้วไม่สนใจ อิทธิบาท ๔ ฟังแล้วก็วางไว้ พรหมวิหาร ๔ ฟังแล้วก็ทิ้งไป ที่เราไม่สามารถจะก้าวเข้าไปสู่ระดับของความดีได้ เพราะว่าขาดคุณธรรมประเภทนี้

ฉะนั้น ถ้าหากว่าการขาดคุณธรรมประเภทนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถือว่าพวกเราเป็นอาภัพพะบุคคล เป็นบุคคลที่เอาดีไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้

แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สายเกินไป คำว่าอาภัพพะบุคคลนั้น หมายความว่า บุคคลที่ไม่เอาจริงเอาจัง เราก็กลับเสียใหม่ได้ กลับเป็นคนจริงคนจังเสีย

การเจริญพระกรรมฐานถึงขั้นอรหัตตผลไม่ใช่ของยาก เพราะไม่มีการลงทุน เราลงแต่กำลังใจอย่างเดียว ฉะนั้นถ้ากำลังใจเข้มแข็ง ก็หมดเรื่องกัน ไม่มีอะไรหนักสำหรับท่านที่มีอารมณ์ใจเข้มแข็ง และก็เป็นคนมีความฉลาด ฉลาดในที่นี้ต้องหลีกจากกิเลส จงอย่าเอากิเลสมาฉลาด

จำพุทธภาษิตที่ว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนด้วยตนเอง กล่าวโทษโจทก์ความผิด อย่าไปโยนความผิด อย่าไปโยนโทษให้ไปอยู่กับใคร

ถ้าความเร่าร้อนในใจเกิดขึ้นกับเรา เราต้องแสวงหาความผิดของตนเอง กล่าวโทษโจทก์ตนเองไว้เสมอ ถ้าเราไม่เลว ไม่มีความเร่าร้อน ถ้าหาความเลวในชาตินี้ไม่ได้ ก็ต้องไปค้นคว้าหาความเลวในชาติต่อๆ กันมา

ในเมื่อเราพบหรือไม่พบ ในที่สุดเราก็ยกประโยชน์ให้แก่ขันธ์ ๕ เพราะว่าเรามีขันธ์ ๕ เราจึงมีความเร่าร้อน ถ้าเราไม่มีขันธ์ ๕ เราไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕ คือขันธ์ ๕ ของเรา เราไม่ติดในขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น เราไม่ติดในทรัพย์สินทั้งหลายทั้งหมดในโลก เราจะมีทุกข์มาจากที่ไหน

ผลที่สุดเราก็มายกโทษให้แก่ใจของเรา ว่าใจเรามันเลว ใจเราชอบเกาะสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นสาระ ถ้ากำลังใจของท่านทรงได้แบบนี้ ความเป็นอรหันต์เป็นของไม่ยาก และใช้เวลาไม่นาน

กำลังใจของท่านต้องดูตัวอย่าง เมื่อสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ที่ควงไม้ศรีมหาโพธิแต่คราวนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ทรงตั้งอธิษฐานจิตว่า เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งลงไปก็ตามที ชีวิตินทรีย์ของเราจะสลายไปก็ตาม ถ้าเราไม่สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้

ความจริงน้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระชินสีห์ตอนนี้ ท่านต้องจำและก็ทำตามด้วย อย่าทำตนเป็นอาภัพพะบุคคล

สำหรับอานาปานุสสติกรรมฐาน เราเริ่มทำใหม่ๆ รู้สึกว่าจะเป็นของยากไปนิดหนึ่ง คำว่ายาก ก็คือกำลังใจของเรายังเข้มแข็งไม่พอ

ความจริงงานที่ผ่านมาสำหรับผม ผมมีความเข้าใจถึงความยากความลำบาก ในการเจริญพระกรรมฐานในเบื้องต้น แต่ทว่าความยากความลำบากของผม ดูเหมือนว่ามันจะมีอยู่ ๓ วันเท่านั้น ในความรู้สึกในด้านของสมถะภาวนา

อันนี้โปรดอย่าคิดว่าผมเป็นพระอรหันต์ภายใน ๓ วันนับแต่บวช และก็จงอย่าคิดว่าผมเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ถ้อยคำใดๆ ที่เป็นคำสอน ขอให้ถือว่าเป็นคำสอนมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราก็มาอธิบายสู่กันฟัง

แต่ขอทุกท่านจงอย่าหลงตัว ว่าเป็นผู้ทรงฌานเป็นพระอริยเจ้า ความเป็นพระอริยเจ้าไม่ต้องประกาศ เห็นหน้าปั๊บ รู้จัก ได้ยินชื่อ ก็รู้ว่าเป็นพระอริยเจ้า หากว่าท่านยังไม่เป็น และก็หลงว่าเป็นนี่มันจะซวย ไม่ต้องประกาศเขา ความดีอยู่ที่เรา เราไม่ได้บวชเพื่อการบูชาของชาวบ้าน เราบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ

มาพูดกันถึงด้านอานาปานุสสติกรรมฐานที่มันมีความหนักไปหน่อย นั่นก็คือในตอนต้นที่เราเริ่มปฏิบัติ อาศัยที่ใจของเรามันหยาบมาก่อน อาศัยที่อารมณ์ของเรามันหยาบมาก่อน อาศัยที่เราไม่ได้ใช้สติสัมปชัญญะควบคุมกำลังใจ อารมณ์ใจมันเชื่องกับความคิดที่ไม่มีขอบเขต

ตอนนี้ ในเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แนะนำให้เราใช้อานาปานุสสติกรรมฐาน ก็เพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งหรือว่าประหัตประหารอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต ฉะนั้น ต่อไปท่านจะเจริญสมถะกองไหนก็ตาม จะเจริญภาวนากองไหนก็ตาม หรือว่าจะเจริญวิปัสสนากองใดก็ตาม เป็นอันว่า ส่วนนั้นๆ กรรมฐานกองนั้นๆ จะเว้นอานาปานุสสติกรรมฐานไม่ได้

อันดับแรก ขอให้ทุกท่านทำอานาปานุสสติกรรมฐานให้เข้าถึงฌาน ๔  เอากันจริงกันจัง อย่าสักแต่ว่าทำ

ความกลุ้มมันจะเกิดขึ้นนิดหน่อย เพราะว่าใหม่ๆ เราจะควบคุมกำลังใจให้มันทรงอยู่ ใจมันก็คอยจะแยกไปโน่นแยกไปนี่ คิดโน่นคิดนี่ คิดป้วนเปี้ยน เรียกว่านอกรีตนอกรอย อย่างนี้อย่าเพิ่งตกใจว่าเราจะไม่ดี

ถ้าบังเอิญ เราทำกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกควบพุทธานุสสติกรรมฐานไปได้สักนาทีสองนาที จิตนี้ไม่เกิดอารมณ์พล่าน แล้วต่อมามีความรู้สึกกลัวว่า โอ หนอ นี่ใจเราออกนอกลู่นอกทางไปแล้วหรือ เราก็ดึงอารมณ์เข้ามา ดึงอารมณ์เข้ามาจับอานาปานุสสติกรรมฐานให้เป็นปรกติ กับพุทธานุสสติกรรมฐานควบคู่กัน ประเดี๋ยวหนึ่งมันก็ไป มันไปเรารู้ตัวเราก็จับมันมาใหม่

การทำอย่างนี้จงอย่าทำแต่เฉพาะเวลาที่ได้ยินคำสอน จงใช้เวลาของท่านตลอดวัน ที่ทำงานอยู่ พูดอยู่ กินอยู่ ขี้อยู่ เยี่ยวอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ ใช้เวลาเป็นปรกติ

คำว่าเวลาเป็นปรกติ จะถามว่า เวลาพูดรู้ลมหายใจเข้าออกได้หรือ เวลาพูดนั่นจริงๆ เราจะขาดเฉพาะภาวนาเท่านั้น

การกำหนดรู้ลมหายใจหายใจออกเป็นของไม่ยาก เพราะอะไรจึงว่าไม่ยาก ถ้าหากว่าเรารู้ไปด้วย มันเป็นของไม่ยาก มันไม่ได้ห้ามปากของเราพูด

เวลาทำงานจะรู้ลมหายใจเข้าออกไปด้วย มันก็ไม่ห้ามมือเราทำ เวลาเราจะเดินไปไหน เราจะรู้ลมหายใจเข้าออก มันก็ไม่ได้ห้ามเดิน

เป็นอันว่าลมหายใจเข้าหายใจออก เราก็ลืมบ้างไม่ลืมบ้างเป็นของธรรมดา แต่ทว่าท่านทั้งหลายมีความเข้มแข็งของจิต ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนจริงๆ อาการของอารมณ์อานาปานุสสติจะรู้สึกว่าไม่ยาก

แต่ทว่าเวลาที่ท่านทั้งหลายจะฝึกไป ผมขอแนะนำว่า ควรจะตั้งเวลาทรงฌานไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ในขณะที่จิตของท่านเข้าถึงฌาน ด้วยอำนาจพุทธานุสสติกรรมฐานหรือว่าอานาปานุสสติกรรมฐาน

ในตอนนี้ ผมจะพูดเฉพาะอารมณ์ของอานาปานุสสติกรรมฐาน แต่ทว่าเวลาที่ท่านว่างจากคำพูด พูดคุย เวลาที่พอที่จะภาวนาได้ หายใจเข้านึกว่าพุท หายใจออกนึกว่าโธ ไม่ใช่เป็นของแปลก เป็นของดี ถ้าภาวนาไม่ได้ ปากมันต้องพูด ใจมันต้องคิดอย่างอื่น ก็ใช้แต่อานาปานุสสติกรรมฐาน

อานาปานุสสติกรรมฐานจะทำให้ท่านสบายใจ มีความสุข จงอย่าลืมว่าวันทั้งวัน ผมไม่ได้บอกให้ท่านคิดเรื่องอื่น ให้คิดถึงอานาปานุสสติกรรมฐาน

หากว่าจะมีคำถามเข้ามาว่า ถ้าจะทำงาน ถ้ากำหนดรู้อานาปานุสสติกรรมฐานคือลมหายใจเข้าออก งานมิเสียเหรอ

ผมก็ขอตอบว่า งานที่ท่านทำ มันจะเป็นงานที่ดีที่สุด เพราะว่าอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นอารมณ์ละเอียด เป็นอารมณ์ทรงสติสัมปชัญญะ ขณะที่เราจะคิดงาน ก็วางอานาปานุสสติกรรมฐานสักครู่หนึ่ง ใช้การคิดพิจารณา

แต่ความจริงคนที่เขาคล่องแล้ว เขาไม่ทิ้งอานาปานุสสติกรรมฐาน เพราะว่าขณะที่จับอานาปาฯอยู่ ใช้ขนาดต่ำๆ แค่อุปจารสมาธิ ตอนนั้นอารมณ์จิตมันเป็นทิพย์ เมื่ออารมณ์จิตเป็นทิพย์ ปัญญามันก็เกิด ในเมื่อปัญญาเกิด งานที่ท่านจะทำมันจะมีอะไรยาก

ขอจงพยายามทำกันให้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกี้นี้พูดไปว่า เวลาที่เจริญไป ขอท่านทั้งหลายตั้งเวลากำลังฌานไว้ด้วย นั่นก็คือหาเวลาตั้งไว้ ด้วยการนับก็ดี หายใจเข้าหายใจออกนับเป็น ๑ หายใจเข้าหายใจออกนับเป็น ๒ ก็นับไปเลยก็ได้ถึง ๑๐

และตั้งจิตไว้ว่าตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ นี่ จะไม่ยอมให้จิตของเราแลบไปสู่อารมณ์อื่น ถ้ามันไปสู่อารมณ์อื่นเมื่อไหร่เราจะตั้งต้นใหม่ทันที และหากว่าถ้าถึง ๑๐ แล้วจิตของเราดี มีความสุข เราก็ยังไม่เลิก ตั้งต่อไปอีก ๑๐

เมื่อถึง ๑๐ แล้วยังดีอยู่ เราก็ยังไม่เลิก ต่อไปอีก ๑๐ ในระยะใหม่ๆ แค่ ๑๐ ต้นมันก็ไม่สามารถจะควบคุมได้ แต่เราก็ต้องนำน้ำใจขององค์สมเด็จพระจอมไตรมาใช้ ว่าแค่ ๑๐ ต้นจิตยังซ่านอยู่ สมเด็จพระบรมครูทรงดำริว่า เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งไปก็ตามที ชีวิตินทรีย์จะตายไปก็ตาม ถ้าเราไม่สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด เราจะไม่ลุกจากที่นี่

เราก็จงคิดว่าถ้า ๑ ถึง ๑๐ นี้เอาดีไม่ได้ จะให้มันตายไปเสียเลย จิตพล่านนิดเริ่มตั้งต้นใหม่ รักษาอารมณ์ใจให้เข้าถึงสุข อย่างนี้เป็นจุดหนึ่ง

แต่เมื่อนานๆ ไป ถึงครึ่งเดือนแล้ว ถ้าหากว่าท่านยังทำแค่ ๑๐ ผมก็ถือว่าเลวเกินไปสำหรับผ้ากาสาวพัสตร์ หรือว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิงที่อยู่ในเขตนี้ เมื่อถึงเวลา ๑๕ วันผ่านไป ท่านทั้งหลายยังรักษาอารมณ์ถึง ๑๐ ก็คิดว่าไม่ควรจะอยู่ในที่นี้ มันเลวเกินไปสำหรับเขตของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะผมทำมาก่อน ผมรู้ อย่ามาอ้างเหตุอ้างผลใดๆ ทั้งหมด การอ้างเหตุอ้างผลกับบุคคลที่ผ่านมาแล้วมันไม่เกิดประโยชน์ ทำไมแค่นับ ๑ ถึง ๑๐ มันเป็นเวลานิดเดียว ที่เขาใช้กันกว่าจะถึง ๗ วัน นับ ๑ เป็น ๑๐๐ แล้ว บางที ๒๐๐ ๓๐๐ จิตมันยังสบาย ทำให้มันคล่อง

ถ้าเราทำกันทั้งวัน ไอ้ความยุ่งของจิตมันไม่มี ความโลภมันก็ไม่เกิด ความรักในอารมณ์ต่างๆ ก็ไม่เกิด ความโกรธความพยาบาทมันก็ไม่เกิด ความหลงมันก็ไม่เกิด มันจะเกิดมายังไง เพราะจิตมันมีสภาพรับอารมณ์อารมณ์เดียว

ในเมื่อจิตมันรับอารมณ์ที่เป็นกุศล ทรงสติสัมปชัญญะด้วยอานาปานุสสติกรรมฐาน แล้วอะไรมันจะเข้ามาอีก ที่มันเข้ามาได้เพราะว่า พวกท่านทั้งหลายมีหน้าที่แต่เพียงฟัง ดีไม่ดีกำลังสอนอยู่อย่างนี้ก็ไม่ฟัง ไปฟังวิทยุเสียบ้าง ไปนั่งคุยกันเสียบ้าง ไปทำงานกันเสียบ้าง นั่นแสดงถึงความเลวอย่างหนักของพวกท่านจึงไม่ได้ดี

อันนี้ผมขอพูดแต่เฉพาะคนที่ไม่สนใจ สำหรับท่านที่ดีก็มีอยู่มาก ที่สามารถปราบปรามอารมณ์ร้ายที่มีอยู่ในจิต ความหยาบในจิตหมดไปเหลือแต่ความละเอียด

คนที่มีความหยาบในจิตหมดไป เหลือแต่กองธรรมที่ละเอียด จะดูว่าเขามีความขยันขันแข็งในการงาน จิตใจเขาไม่ได้ฟุ้งซ่านไปในด้านโลกียธรรม มีความมุ่งมั่นโดยเฉพาะว่างานที่ทำนี่มันเป็นอามิสบูชา และการตั้งใจปฏิบัติงานโดยไม่คิดสินจ้างรางวัล มันเป็นปฏิบัติบูชา เป็นจาคานุสสติกรรมฐาน

หรือที่เราเรียกว่า พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง เรียกว่า การถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนกว่าจะเข้านิพพาน เป็นอย่างนี้

ที่พูดอย่างนี้จะถือว่าไปยกยอปอปั้นหลอกใช้คน ดูน้ำใจของเขาว่าเขาทำงานน่ะเขาทำเพื่อตัวหรือว่าทำเพื่อพระพุทธศาสนา เขาไม่เคยรับฟังว่าจะจ้างเท่าไหร่ ให้รางวัลเท่าไหร่ เขาก็ทำกันด้วยความเต็มใจ การทำอย่างนี้เป็นพุทธบูชา คือเป็นปฏิบัติบูชาตรงในพระพุทธเจ้า กระทำในทรัพย์สินขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่เขาทำกันอย่างนี้ ผมก็ทำมาอย่างนี้ ไม่เห็นว่างานทำลายพระกรรมฐาน เวลาหยิบงานขึ้นมา จิตใจก็ตั้งหน้าโดยเฉพาะในการงานที่เราทำ สำหรับพระที่รักษาสมบัติของพระพุทธศาสนามีการผลัดเวรเปลี่ยนกัน นี่เป็นพุทธัง ชีวิตังจริง ธัมมัง ชีวิตัง สังฆัง ชีวิตังจริงเหมือนกัน เพราะว่ายอมพลีความสุขส่วนตัว เอามารักษาทรัพย์สินของพระศาสนา

เวลาท่านเดินไปเดินมาน่ะ ก็ใช้การเดินเป็นเขตของการจงกรม อย่าปล่อยให้ใจมันเสียเวลา เวลานั่งอยู่ก็จับอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นปรกติ ความจริงงานประเภทนี้ได้กำไรมาก

๑. รักษาทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา เป็นการแสดงความกตัญญูต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. ใช้โอกาสใช้สมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนาไปด้วย ช่วยกำลังใจให้มีความสุขเข้าถึงอารมณ์ฌาน

เป็นอันว่า สำหรับวันนี้ก็ขอแนะนำท่านในส่วนที่จะใช้อานาปานุสสติกรรมฐาน กับพุทธานุสสติกรรมฐานควบคู่กันไป แต่ว่างานเฉพาะนี้เป็นงานเฉพาะของอานาปานุสสติกรรมฐาน คือจงพยายามใช้กำลังใจให้อยู่ขอบเขต มีความเด็ดเดี่ยว ถือว่าทำไม่ได้ให้มันตายไป

พระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านบรรลุมรรคผล ท่านก็เป็นคนมีสิบนิ้วเหมือนเรา สองมือสิบนิ้ว มือละห้านิ้ว มีอาการ ๓๒ เหมือนเรา ถ้าดูตามประวัติของท่านแล้ว เรากับท่านไม่ต่างกันอะไรนัก เว้นไว้แต่ว่าเรามีกำลังใจเท่าท่านหรือไม่เท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานอน ก่อนจะนอนจับลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ จนกว่าจะหลับไป ให้มันหลับไปด้วยการดูลมหายใจเข้าออก ตื่นขึ้นมาใหม่ๆ จะลุกขึ้นมาหรือไม่ลุกก็ตาม เวลาเช้ามืด ใช้อารมณ์ใจให้มันถึงที่สุดทุกวัน

นี่ความจริงผมสอนมาแล้วนะเรื่องนี้นะ เห็นบางท่านที่ผลุบๆ โผล่ๆ น่ะ เป็นอันว่ารู้ ผมรู้ว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้สนใจอะไร เป็นที่น่าเสียดาย ชีวิตของท่านที่ตายแล้วมันจะต้องลงนรก เราจะประมาทกันเพื่อประโยชน์อะไร เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ดีก็สึกไป มันก็หมดเรื่อง ฆราวาสก็เหมือนกัน เห็นว่าเขตพระศาสนาไม่ดีก็ออกไปเสียก็หมดเรื่อง อย่ามาอยู่ให้เปลีองที่ของพระศาสนาเพื่อประโยชน์อะไร

เพียงแค่รักษากำลังใจเท่านี้ ยังถือว่าลำบาก มันก็ควรแล้วที่จะต้องไปลากโคลนทำงานให้สบายใจตามอัธยาศัยของตน นี่การพูดอย่างนี้ จะถือว่าด่าใครไม่ใช่ เพราะต้องการให้ดี รักษากำลังใจนั้น มันเสียอะไรบ้าง

เวลาเดินไปบิณฑบาต ก้าวเท้าซ้ายหายใจเข้า ก้าวเท้าขวาหายใจออก ทำมันไปจนกว่าจะบิณฑบาตจนกลับ แค่นี้จิตมันก็ทรงฌานแบบสบายๆ อย่าไปหาเวลาที่ไหน

ไอ้ที่เรื่องปรารภอะไรอย่างอื่นภายนอก จงรู้ตัวว่าเราบวชมาเพื่อ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตังกาสาวัง คะเหตวา เราอธิษฐานว่า ขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ฉะนั้น ทางใดก็ตามที่เป็นปัจจัยของพระนิพพานเราต้องทำให้ได้ เราต้องชนะใจ อย่าลืมว่าวันเดียวสองวันมันไม่ชนะ ทำไปมันทุกวันมันต้องถึงคำว่าชนะ คำว่าไม่ชนะไม่มี ถ้าเรามีความพยายาม

ชาวนาน่ะเขาไถนาด้วยควายตัวเดียวไถคันเดียว เนื้อที่ ๓๐-๔๐ ไร่ เขาทำได้ เพราะว่าเขาใช้รอยไถน้อยๆ แต่ว่าไถบ่อยๆ ไม่ยอมหยุด ข้อนี้มีอุปมาฉันใด

แม้แต่อานาปานุสสติกรรมฐานก็เช่นเดียวกัน มันจะกลุ้มมันจะกลัดประการใดก็ตามที เราถือว่ากิจนี้เป็นกิจที่เราจะต้องทำ ยอมตายมันซะสิ ถ้ามันทำไม่ได้ให้มันตายไป เดินไปเดินมาอย่าทิ้งอารมณ์อานาปานุสสติ เดินไปก็ใช้เท้าเป็นเครื่องวัด ก้าวไปเท้าซ้ายหายใจออก ก้าวไปขวาหายใจเข้า เอามันอย่างนี้เรื่อยๆ ไป อย่าไปนั่งนึกนั่งคิดอะไร

ถ้าท่านทำกันอย่างนี้จริงๆ ผมให้เวลาอย่างเลวที่สุด เพียงแค่เดือนเดียว อารมณ์ฌานในอานาปานุสสติกรรมฐานเป็นของท่าน สำหรับที่จิตใจของท่านทั้งหลายเข้าสู่อารมณ์ฌาน จะเป็นฌานไหนก็ตาม ฌานก็ดี อุปจารฌานก็ดี ใจของท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีแต่ความเรียบร้อยของจิต มีอารมณ์แนบสนิทในด้านของกุศล ทั้งการจะทำการจะพูดการจะคิดของแต่ละบุคคล เต็มไปด้วยอารมณ์ที่เยือกเย็น ปราศจากเวร ปราศจากภัย ไม่เดือดร้อนในกิจการงานใดๆ ที่มันจะเกิดกับเราหรือมันจะหมดไปจากสภาพของเรา

เอาละ สำหรับวันนี้ ก็ขอเตือนกันไว้แต่เพียงเท่านี้ สำหรับวันพรุ่งนี้จะได้พูดถึงอารมณ์ของฌาน ในขณะที่ท่านทั้งหลายเอาจิตของท่านก้าวเข้าไปสู่ระดับอานาปานุสสติกรรมฐานที่เป็นฌาน แล้วก็อย่าลืมว่า เฉพาะอานาปานุสสติกรรมฐานนี้ ผมจะแนะนำท่านถึงอรหัตตผล จะได้ทราบว่าคำสอนขององค์สมเด็จพระทศพลแต่ตอนก่อนที่เราปฏิบัติ
ควรทำให้ได้ถึงอรหัตตผลได้ทุกจุด

เอาละ ต่อแต่นี้ไป ขอบรรดาท่านทั้งหลาย จงตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าที่ท่านจะเห็นว่า เวลานั้นเป็นการสมควร เพราะว่าผมไม่ให้เวลากับท่าน ให้ท่านทำตามอัธยาศัยของท่าน

จบ ตอนที่ ๒ ขณิกสมาธิ (คัดลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=45167) – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์ : เวรระงับด้วย…การไม่จองเวร โดย พระณัฐพงษ์ โชติโก

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683855

ธรรมะวันอาทิตย์ : เวรระงับด้วย...การไม่จองเวร โดย พระณัฐพงษ์ โชติโก

ธรรมะวันอาทิตย์ : เวรระงับด้วย…การไม่จองเวร โดย พระณัฐพงษ์ โชติโก

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.29 น.

2 ตุลาคม 2565 วัดสร้างถ่อใน มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ 2 รูป บนเนื้อที่ 7 ไร่ ประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ แม้ว่าจะ เป็นวัดขนาดเล็ก ทว่าทุกวัน จะพบเห็นพุทธศาสนิกชน ญาติโยม ใส่หน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้า เดินทางเข้าไปทำบุญ ทำทาน สร้างกุศล ทุกคน  และทำกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา จะมีพุทธศาสนิกชนญาติโยมมากเป็นพิเศษ ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด19 อย่างเคร่งครัด  

พระณัฐพงษ์ โชติโก อายุ 52 ปี เจ้าอาวาสวัดสร้างถ่อใน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ญาติโยม ผู้เฒ่า ผู้แก่ ในหมู่บ้านสร้างถ่อใน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน เมื่อครั้งหลวงปู่แหวน สุจินโน บวชเป็นสามเณร เคยเดินทางมาพร้อมเพื่อนสามเณรด้วยกัน จำพรรษาที่วัดสร้างถ่อใน เพื่อศึกษาวิชาความรู้ในหลักธรรมเพิ่มเติม ระหว่างจำพรรษา นางนาถ เป็นโยมอุปถาก สามเณรทั้ง 2 รูป จนออกพรรษา ต่อมา สามเณร(หลวงปู่แหวน) 2 รูป จะเดินทางต่อไปยังภาคเหนือ ก่อนไปไม่ได้เอา ใบลาน กระโถน และภาชนะใส่หมากเคี้ยว ไปด้วย

นางนาถจึงเก็บไว้ และมอบให้กับทางวัดสร้างถ่อใน ซึ่งใบลาน บทสวดมนต์ของหลวงปู่แหวน ก็เป็นไว้ที่ตู้พระไตรปิฎก บนศาลาการเปรียญวัด และกระโถนก็เก็บไว้ที่วัด ส่วนภาชนะใส่คำหมาก ไม่ทราบว่า อยู่ที่ไหน ซึ่งสามเณรทั้ง 2 รูป เดินทางไปเรื่อยๆจนถึง จ.เชียงใหม่

ต่อมา อายุครบ 20 ปี ก็บวชเป็นพระทั้ง 2 รูป จำวัดอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง ไม่นาน พระสงฆ์เพื่อนหลวงปู่แหวน ขอลาสิกขา สึกจากพระเป็นฆราวาส และแต่งงานมีครอบครัวไป ส่วน หลวงปู่แหวน ก็อยู่จำวัดดอยแม่ปั๋ง จนมรณภาพ จึงเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่ง หลวงปู่แหวน สุจินโน เมื่อครั้งเป็นสามเณร เคยเดินทางมาจำพรรษาที่วัดสร้างถ่อในแห่งนี้มาก่อน 

พระณัฐพงษ์ โชติโก เจ้าอาวาสวัดสร้างถ่อใน กล่าวว่า วัดสร้างถ่อใน มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยอายุกว่า 100 ปี อยู่ 2 องค์ นามว่า พระอู่ทองและพระอู่ไท ว่ากันว่า ชาวเมืองสุโขทัย ซึ่งมีภรรยา เป็นคนบ้านสร้างถ่อใน ได้อันเชิญพระทั้ง 2 องค์ มาประดิษฐานที่นี่ ซึ่งก่อนนั้น คนเฒ่าคนแก่ฝันว่า พระพุทธรูป 2 องค์ ต้องอยู่คนละที่ ซึ่งพระอู่ไท ขออยู่บนศาลาการเปรียญวัด ส่วนพระอู่ทอง จะอยู่ข้างล่าง อย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีโฮมอัดหนังสือเก่าแก่ ตั้งอยู่ใกล้ๆด้วย ทั้งนี้ พระอู่ทอง – พระอู่ไท ซึ่งเป็นพระคู่แฝด ประชาชนนับถือมาก หากอธิษฐาน ขออะไร จะได้ดั่งใจประสงค์ทุกประการ 

ที่ผ่านมา มีพุทธศาสนิกชน ญาติโยม เข้ามากราบขอพรจากพระทั้ง 2 องค์  เป็นประจำ ก่อนกลับ ก็จะแวะรดน้ำมนต์ ฟังธรรมเทศนา เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ให้ดำเนินชีวิตประจำวัน ประสบความสำเร็จ อย่างมั่นคง ยั่งยืน  

พระณัฐพงษ์ โชติโก เจ้าอาวาสวัดสร้างถ่อใน เทศนา เรื่องเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ว่าในสมัยพุทธกาล ยังมีเศรษฐีสองสามีภรรยาครอบครัวหนึ่ง มีบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อโตเป็นหนุ่มพร้อมจะมีครอบครัว เพื่อสืบสกุล เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติ บิดาจึงได้หาหญิงสาวมาแต่งงานให้เป็นภรรยา ทั้งสามีภรรยาได้อยู่กินกันหลายปี ไม่มีบุตรสืบสกุลเลย จึงทำให้ครอบครัวเศรษฐีมีปัญหาร้อนใจ วันหนึ่ง จึงได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งหมดได้ตกลงให้บุตรชายมีภรรยาน้อยได้ จึงได้หาหญิงสาวมาเป็นภรรยาคนที่สอง 

ส่วนภรรยาคนแรกก็บอกภรยาคนที่สองว่า ถ้าเธอตั้งท้องได้เมื่อใดก็ขอให้บอก จะได้ช่วยหาอาหารเสริมมาบำรุงครรภ์ให้ ภรรยาคนที่สองถือใจซื่อ พออยู่กินกันมาได้ 5 – 6 เดือน เธอก็ตั้งท้อง และได้บอกเรื่องนี้กับภรรยาคนที่หนึ่ง ภรรยาคนที่หนึ่งอิจฉา เพราะกลัวว่า ลูกภรรยาคนที่สองได้สืบมรดาต่อไป จึงได้เอายาใส่ในอาหารเพื่อให้เด็กแท้งออกมา ไม่นานเด็กแท้งออกมาจากครรภ์มารดา

ต่อมาตั้งครรภ์คนที่สองอีก เหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนเดิม คือถูกวางยาแท้งออกมาอีก เมื่อเธอตั้งครรภ์คนที่สาม ครั้งนี้เธอปิดปากเงียบ โดยไม่บอกภรรยาคนที่หนึ่ง ต่อมา ท้องโตขึ้น ภรรยาคนที่หนึ่งเมื่อเห็นท้องโตขึ้นเรื่อยๆ จึงคิดอุบายที่จะกำจัดทั้งแม่และลูกในท้อง จึงวางแผนใส่ยาพิษที่แรงมากลงไปในอาหาร ในที่สุดทั้งมารดาและลูกถูกยาพิษตาย ก่อนตายได้กล่าวอาฆาตว่า “ขอให้เกิดเป็นสัตว์ร้าย กินแม่และลูกแกทุกชาติไป”  

ภรรยาน้อยเมื่อตายเกิดเป็นแมว ภรรยาใหญ่เกิดเป็นแม่ไก่ เมื่อออกไข่มาครั้งใด แมวลักไข่กินทุกครั้ง นานเข้าตะครุบกินแม่ไก่ด้วย เมื่อทั้งสองตาย แมวเกิดเป็นกวาง (ภรรยาน้อย) ไก่เกิดเป็นเสือ (ภรรยาใหญ่) พอกวางออกลูกน้อยมา เสือตะครุบกินเป็นอาหาร นานเข้ากินแม่ ทั้งเสือและกวางตาย เสือเกิดเป็นกุลธิดาเศรษฐี ที่นามากมาย ส่วนกวางเกิดเป็นนางยักษิณี  เมื่อนางกุลธิดาคลอดลูกออกมา

ขณะอุ้มไปที่นา นางยักษิณีแปลงร่างเป็นมนุษย์ ขออุ้มลูกของนาง นางกุลธิดาตายใจปล่อยให้อุ้ม จากนั้นนางยักษิณีกัดกินเด็กเป็นอาหาร ต่อมา คลอดลูกคนที่สองก็เกิดเหตุการณ์เหมือนเดิม ลูกคนที่สองถูกนางยักษิณีกัดกินอีก ต่อมาเมื่อนางกุลธิดาท้องแก่ สามีพาไปคลอดที่บ้านแม่ของนาง พอแข็งแรงกลับมาอยู่บ้านย่า

ขณะสามีไปอาบน้ำ นางกุลธิดากำลังให้นมลูก ระหว่างนั้น นางยักษิณีถูกเวรมาตักน้ำให้ท้าวเวสสุวรรณ จึงพบนางกุลธิดาให้ลูกกินนมอยู่ ก็เลยทิ้งถังน้ำ วิ่งไล่นางกุลธิดา เธอจึงอุ้มลูกน้อยวิ่งเข้าไปในวัดเชตวันมหาวิหารอย่างไม่คิดชีวิต เข้าไปจนถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกราบลงใกล้กับพระบาท พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทราบด้วยญาณ จึงมอบให้ พระอานนท์นำนางยักษิณี ที่ติดอยู่ประตูหน้าวัด และพาเข้าไปในวัด นางยักษ์นั่งอยู่ข้างนางกุลธิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่า 

“อะโกธะทิมัง อะวะธิมัง อะธินิมัง อะหาสิเม เยจะตัง อุปะมัย หันติ เวระรัง เตสัง นะสัมมะติ“ ผู้ใดผูกโกรธไว้ว่า ผู้นั้นด่าเรา ผู้นั้นเฆี่ยนเรา ผู้นั้นชนะเรา ผู้นั้นลักทรัพย์ของเราไป มีการผูกเวรอยู่ย่อมไม่ระงับ เธอทั้งสองได้ผูกเวรกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ถ้าเธอทั้งสองไม่พบเราตถาคต เวรย่อมไม่ระงับอยู่สิ้นกาลนาน บัดนี้ เธอทั้งสองมาถึงเราตถาคต ขอพวกเธอทั้งสองจงระงับเวรเสีย 

จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้นางยักษิณีสมาทานศีลห้า แล้วให้นางกุลธิดาเอาเด็กให้นางยักษิณีอุ้ม เธอไม่สามารถกินเด็กต่อไปได้ เพราะศีลห้าควบคุมจิตใจให้ตั้งอยู่ในความเมตตา พระตถาคตได้ให้เธอทั้งสองไปประกอบสัมมาอาชีพตามเดิม 

นางกุลธิดาสงสารนางยักษิณี จึงขอรับเธอไปเลี้ยงที่บ้าน แม้จะหาที่อยู่ให้หลายแห่งเธอไม่อยู่ กลับไปอยู่ที่เถียงปลายนา และตั้งใจรักษาศีลห้า คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ดื่มสุราและไม่ทำผิดในกาม และนางยักษิณีหยั่งรู้ดินฟ้าได้ด้วย ถ้าปีไหนฝนจะมาก จะน้อย จะบอกให้นางกุลธิดาได้รู้ เพื่อจะได้ทำนาได้ข้าวอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านแถบนั้นจึงได้มาขอความเมตตาจากนางยักษิณี ให้ทำนายฟ้าฝนให้จนทำนาได้ผลอุดมสมบูรณ์ทั่วกัน

ชาวบ้านได้นำข้าวปลาอาหารมาตอบแทนบุญคุณนางยักษิณี ซึ่งเธอได้นำข้าวและอาหารไปทำบุญถวายพระสงฆ์ทุกวัน จนถึง 7 ปี เป็นข้าวสลากภัต (ชาวอีสานเรียกว่า ข้าวสาก จะมีการทำบุญข้าวสากในระหว่างเดือน 6 เดือน 7) เมื่อนางยักษิณีตายจากโลกนี้ ได้จุติเป็นนางเทพธิดาอยู่ชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานิสงส์ผลบุญนั่นเอง.012

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กรรมฐานทำไม่ยาก ที่ยากเพราะไม่เข้าใจ โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683803

กรรมฐานทำไม่ยาก ที่ยากเพราะไม่เข้าใจ โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

กรรมฐานทำไม่ยาก ที่ยากเพราะไม่เข้าใจ โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 19.04 น.

การที่จะได้ดีหรือไม่ได้ดี มันอยู่ที่ความจริงใจของเราเท่านั้น การเจริญพระกรรมฐานที่บอกว่าทำแล้วไม่ได้ดี ก็เพราะคนเราหาความจริงไม่ได้นั่นเอง ไม่ใช่มีอะไรยากลำบากที่ไหน เป็นของธรรมดา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงหาอะไรมาสอนเรา นอกจากนำกฎธรรมดาที่เรามีอยู่ ให้เรามาใช้ปฏิบัติให้ถูกทางเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาธิจิต เราก็ใช้กันอยู่เป็นปกติ แต่ว่าองค์สมเด็จพระชินศรีเห็นว่า สมาธิแบบนั้นเป็นโลกียสมาธิ ไม่เป็นทางหมดทุกข์

องค์สมเด็จพระบรมครูต้องการให้เรามีความสุข จึงให้ใช้สมาธิด้านกุศลจิต คิดหากุศลเข้าใส่ใจไว้เป็นประจำ ให้จิตมันจำไว้เฉพาะด้านกุศลอย่างเดียวจนเป็นเอกัคตารมณ์

เมื่อจิตทรงสมาธิได้ดีแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็สอนวิปัสนาญาน มีอริยสัจ เป็นต้น ให้พิจารณาเห็นทุกข์ เหตุแห่งความทุกข์ที่มันจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยตัณหา มีความผูกพันในร่างกาย ซึ่งมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราก็วางร่างกายเสีย เพื่อพระนิพพาน

โอวาทธรรทมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ขอบคุณลานธรรมจัก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=39732 – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การให้ทานในเขตและนอกเขตพระพุทธศาสนา โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on October 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683651

การให้ทานในเขตและนอกเขตพระพุทธศาสนา โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

การให้ทานในเขตและนอกเขตพระพุทธศาสนา โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.34 น.

สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารเสด็จไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก (เพื่อโปรดพระพุทธมารดา) องค์สมเด็จพระชินสีห์ประทับที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้นมีเทวดา 2 ท่าน มาเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก่อนคนอื่นทั้งหมด เว้นไว้แต่พระอินทร์ พระอินทร์ท่านเป็นเจ้าภาพ ท่านรับอยู่ก่อน มีเทวดาองค์หนึ่งมา คือ ท่านอินทกเทพบุตร มานั่งอยู่ข้างๆ ขาเบื้องขวา ท่านอังกรุเทพบุตร มานั่งข้างขาเบื้องซ้าย เทวดามากันมากมายหมดดาวดึงส์ ท่านอินทกเทพบุตรนั่งตรงที่เดิม แต่ท่านอังกรุเทพบุตรต้องถอยไปอยู่ท้ายบริษัทอยู่ริมนอก เพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในดาวดึงส์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (ท่านบันดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกันได้ยินถึงคนที่คอยท่าน อยู่ที่เมืองพาราณสี ที่เมืองมนุษย์ คนทุกคนฟังชัด) องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ ถามว่า “อังกุระ เมื่อสมัยเมื่อตถาคตขึ้นมาใหม่ๆ มาถึงใหม่ เธอนั่งใกล้ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วน แต่ว่าเธอกลับมานั่งท้ายบริษัท ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก”

ท่านอังกุระ จึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ภันเตภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มากแล้วในสมัยนั้น เป็นต้นกัปป์คนมีอายุยืนมากอายุถึง 80,000 ปีจึงตาย ต่อมาสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่เหลืออีก 20,000 ปี จะสิ้นอายุ จึงได้ให้ตั้งโรงทาน 80 แห่ง คือ 1 โยชน์ 1 แห่ง โรงทานนี้ให้แก่คนกำพร้าคนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งอาหารการบริโภค ผ้าผ่อนท่อนสไบ ของใช้ตามสมควร แต่ว่าเวลานั้นว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรมคนไร้ศีลไร้ธรรม ไม่มีพระพุทธเจ้าทรงสอน บุญญาธิการที่ได้ จึงน้อยเกินไป (ลงทุนมาก 20,000 ปี ตั้งโรงทาน 80 แห่ง เลี้ยงไม่จำกัด ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท คิดเอาว่าเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร แต่ว่าอาศัยว่า คนผู้รับเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้ก็ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นักเวลานั้น ศีลธรรมน้อยเกินไป เป็นของธรรมดาของชาวโลก วัตถุทานที่ได้มาก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้นเวลาตายจาก ความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด) เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่ๆ นั่งใกล้พระ องค์แต่ในที่สุด ก็ต้องมานั่งท้าย เพราะบุญญาธิการ ไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย”

หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตร จึงถาม ท่านอินทกเทพบุตร ว่า ” อินทกะ เมื่อตถาคต มาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้เวลานี้ เทวดามาหมดสวรรค์ ชั้นดาวดึงสเทวโลก เธอก็นั่งตรงนี้ ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์ เธอสร้างความดี คือ บุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่นอกจากพระอินทร์”

ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“ภันเตภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยเป็นมนุษย์นั้นเป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนอยู่ในป่า ต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ก็มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่าทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้”

ฟังตอนนี้ ก็คิดด้วยนะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายว่า คนที่มีความรู้คุณ ยอมรับนับถือความดี ของบุคคลผู้มีคุณแล้วสนองคุณท่านนี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นคนดี ตามพระบาลีท่านว่า

“นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา” ซึ่งแปลว่า “บุคคลใดรู้อุปการคุณ ที่ท่านทำแล้ว แล้วก็ทำดี สนองตอบแทนคุณท่าน เราขอสรรเสริญบุคคลนั้น ว่าเป็นคนดี”

เป็นอันว่า เมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์สดับแล้ว ท่านก็เล่าต่อไป ท่านอินทกะถวายคำตอบต่อไปว่า “มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ใน พระพุทธศาสนาเดินทางมา ก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้าง ตามฐานะของคนจนคนป่า ยามปกติไม่มีของ สำหรับทำบุญคนจนนี่ก็ไม่มีพระ บางครั้งพระมาก็ไม่มีของถวาย ก็เลยจำใจนิ่ง เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัว พอมีอยู่บ้าง พระก็มาพอดี มีโอกาส ได้อาราธนาพระ ถวายเป็นสังฆทาน ครั้งเดียวในชีวิต ในชีวิต ของข้าพระพุทธเจ้า เป็นคนจน ถวายสังฆทานครั้งเดียว แต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย ตายจากความเป็นคน จึงมาเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดา อื่นนอกจากพระอินทร์

นี่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ฟังแล้วต้องคิดว่า ท่านอังกรุเทพบุตร ทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์น้อย ท่านอินทกเทพบุตร ทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มีมากในพระพุทธศาสนา

ฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าต้องเลือกเขต เลือกนา การหว่านพืชในที่ดอนเกินไป ไม่มีน้ำเลี้ยงพืช ก็แห้งตาย การหว่านพืช ในที่ลุ่มเกินไป น้ำท่วมพืชก็ตาย จะต้องดูถึงพื้นนาที่ดีๆ ข้าวหรือพืชจึงจะงาม ผลจึงจะดกมีผลคุ้มค่าและเกินค่าที่เราทำ อย่างท่านอินทกเทพบุตร ท่านเป็นคนจนแสนจน แต่ว่าท่านถวายสังฆทานตาม เขตในพระพุทธศาสนา แล้วก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาอันนี้เป็นปัจจัยสูงสุด

แต่ก็เป็นที่น่าปลื้มใจ ที่คณะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและภิกษุสามเณร ทั้งในวัดก็ดี นอกวัดก็ดี นิยมการบำเพ็ญทานอันดับสูงนั่นคือ

1. พอใจในการถวายสังฆทาน ถวายสังฆทาน มีของมาถวายจัดเป็นชุด โดยเฉพาะก็มี ของน้อยก็มี ของมากก็มี นี่เป็นสังฆทานและ

2. ก็มีมากท่านนิยมมาเลี้ยงพระ การเลี้ยงพระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปไม่ต้องบอก ก็เป็นสังฆทาน 100 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้การใส่บาตรหน้าบ้าน โดยไม่จำกัดพระ อันนี้ก็เป็นสังฆทาน อานิสงส์ใหญ่มาก ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายกย่องว่า การบำเพ็ญทาน ถวายแด่พระองค์เอง 100 ครั้ง มีผลไม่เท่าถวายสังฆทานครั้งเดียว และ

3. บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท พระก็ดี เณรก็ดีที่นิยมการช่วยส่งเสริมในการสร้างวิหารทาน ถึงกับมาสร้างห้องเป็นห้องๆ เป็นชื่อของตัวเอง เป็นชื่อน่ะไม่ใช่โชว์ ที่เขาติดชื่อน่ะ จะได้ทราบว่า ใครทำไว้ ลูกหลาน จะได้โมทนา ได้เป็นส่วนบุญด้วย สร้างพระพุทธรูปสวยสดงดงาม

รวมความว่า การบริจาคทานของบรรดาท่านพุทธบริษัททำถูกต้องอย่างนี้มีอานิสงส์มาก

คัดมาจาก หนังสือบารมี 10 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ขอบคุณลานธรรมจัก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=21961 – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตายจากคนอาชีพจับปูทะเลขายแล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก

Posted on September 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683142

ตายจากคนอาชีพจับปูทะเลขายแล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก

ตายจากคนอาชีพจับปูทะเลขายแล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.19 น.

ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ก่อนจะตายถ้าจิตใจผ่องใส นึกถึงบุญกุศลนิดหน่อยตายแล้วก็ไปสวรรค์ทันที เรื่องนี้ให้ชื่อเรื่องว่า เทพธิดาปูทะเล เรื่องมีอยู่ว่า…

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกนั่งอยู่กับ ท่านปัญจสิกขเทพบุตร ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเหมือนเลขาของท่านพระอินทร์ เห็นนางฟ้า ๘ องค์ รูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามมาก ผิวพรรณผ่องใส เครื่องประดับก็สวย แต่มีองค์หนึ่งนั่งใกล้มากที่สุด ท่านมองหน้าไม่ละสายตา เบื้องหลังนางฟ้า ๘ องค์ไกลออกไปประมาณ ๒ เส้น เป็นภาพผู้หญิงอ้วนใหญ่ ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ในความรู้สึกของอาตมาเป็นภาพนางยักษิณี จึงหันไปถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า “บนสวรรค์มีภาพประเภทไม่สวยอย่างนี้เหมือนกันรึ” ท่านตอบว่า“ปกติไม่มี แต่นางฟ้า ๘ องค์นี้เป็นคนมีบาปอยู่เบื้องหลัง” หมายความว่าในระยะต้นสร้างบาปไว้มากแต่ว่าไม่ถึงอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมได้แก่ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ยุยงให้สงฆ์แตกกัน ตอนช่วงหลังของชีวิตและตอนใกล้จะตายได้ทำกำลังใจเป็น สัมมาทิฐิ รู้จักการให้ทาน รู้จักการรักษาศีล รู้จักการเจริญภาวนา เวลาจะตายจิตใจก็เกาะความดี เมื่อตายแล้วก็มาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก่อน แต่ทว่าบาปยังติดตามอยู่ ถ้าไม่สร้างความดีต่อเป็นการป้องกัน เมื่อจุติไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อไรบาปจะดึงเธอทั้งหมดลงอบายภูมิทันที

ท่านพุทธบริษัทเมื่ออ่านหรือฟังแล้ว จงคิดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา”
เวลาก่อนจะตาย จิตใจเป็นอกุศลหรือเศร้าหมองนิดหน่อย ก็จะไปอบายภูมิทันที

“จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา”
ก่อนจะตาย แม้แต่จิตใจผ่องใสในด้านของบุญกุศลนิดหน่อย ก็จะไปสวรรค์ทันที

อาตมาหันไปถามนางฟ้าที่อยู่ใกล้มากที่สุด และมองหน้าไม่ยอมละ ถามเธอว่า “สมัยเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน” เธอตอบทันทีว่า “จำฉันไม่ได้รึ” อาตมาบอก “ถ้าอย่างนั้นขอดูภาพเดิม” ให้เห็นภาพเธอเป็นคนแก่อายุประมาณใกล้ ๖๐ ปี รูปร่างใหญ่เทอะทะ ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ ถามเธอว่า “รูปร่างของเธอเป็นอย่างนี้ เธอมีสามีหรือเปล่า” เธอตอบว่า “มี” เธอแสดงภาพให้เห็นตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้วก็เป็นสาววัยรุ่นถึงสาวใหญ่ ตอนสาวรุ่นรูปร่างทรวดทรงดี หน้าตาดี ผิวพรรณไม่ดำ ผิวเนื้อดำแดงและเกลี้ยง ร่างกายมาเปลี่ยนแปลงตอนอายุใกล้ ๔๐ เธอเป็นคนจน

เวลานั้นอาชีพจริงๆ ก็คือ จับปูทะเลมาขาย ปูทะเลจับมาได้ก็ต้องมัด จับปั๊บมัดปุ๊บ ทำมาแต่เด็กก็ทำได้คล่องรวดเร็วแล้วก็เอามาขาย พอเป็นสาวขึ้นมาก็จับปูทะเลขายเหมือนเดิม แต่งงานแล้วก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม มาเปลี่ยนแปลงเอาจริงๆ เมื่อตอนอายุ ๓๐ ปีเศษ ขายปูได้กำไรพอสมควรมีทุนอยู่บ้าง ไม่จับปูเองแล้วแต่เป็นคนซื้อปูมาขายและคุมการขาย

ให้นึกดูว่า สภาพปูถูกมัดกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แบบนั้น มันทรมานขนาดไหน มีการเจ็บปวด มีการเมื่อยขนาดไหน สรุปแล้วเธอทำบาปมาอย่างหนัก เป็นบาปที่ติดตามมา ที่เห็นเป็นภาพนางยักษิณีอยู่ข้างหลังตอนที่มาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว

ความจริงในตอนระยะต้นๆ ตั้งแต่เด็กมาจนถึงสาวใหญ่ แต่งงานแล้วก็ตาม บุญเธอก็ทำบ้างแต่ก็ทำบุญแบบผิวเผิน หมายความว่าใส่บาตรบ้างแต่ก็นานๆ ใส่ครั้ง นานๆ ก็ไปฟังเทศน์บ้างแต่ก็ไม่ตั้งใจนัก เขาทำบุญเรี่ยไรก็ทำบ้างแต่ไม่ได้ตั้งใจมาก ทำประเภทปัดสวะให้ผ่านพ้นไป ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่แจกฎีกาพึงทราบว่า คนที่เขาทำบุญตามฎีกาเขาจำใจทำกันมา แต่ก็ได้บุญถึงแม้จะได้บุญไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ตาม เปรียบเหมือนชาวบ้านเขามีข้าว ๑ กะละมังได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เราได้บุญไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีข้าวแค่ ๑ จาน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ต่อมาเมื่อเธอมีอายุ ๔๐ ปีเศษๆ ก็มีความรู้สึกว่าอาชีพเดิมมันบาปทั้งหมด ก็เพราะบังเอิญมีพระหลวงตาที่น่าเคารพท่านหนึ่ง ท่านเป็นพระอยู่ใกล้บ้านไปรับบาตรเป็นประจำ ผ่านอยู่เสมอ ท่านอธิบายให้ฟังว่า “การทำแบบนี้มันบาป” ในที่สุดเธอก็ละจากอาชีพขายปูทะเลมาเป็นอาชีพรับจ้างอย่างอื่นที่ไม่เป็นบาป ความจริงน่าขอบคุณหลวงตาองค์นั้นที่ท่านแนะนำ ตอนหลังเธอตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ บุญใหญ่เธอทำมาเป็นปกติ ใส่บาตร ฟังเทศน์ ใครไปเรี่ยไรก็ให้ ทำบุญมาเรื่อยๆ จิตใจเป็นบุญกุศล

ต่อมาระยะใกล้จะตาย ๔ เดือน เธอก็มีโอกาสมาที่วัดท่าซุง ในงานเป่ายันต์เกราะเพชร เห็นวัดเข้าก็ชอบใจ คิดในใจว่าวัดสวยๆ แบบนี้หายาก เธอสนใจมณฑปแก้วที่ปิดกระจกทั้งข้างนอกและข้างใน ก็ชอบใจมากเข้าไปนั่งไหว้พระดูภาพพระก็ชอบใจ มีจิตใจสดชื่น ไปนั่งนานจนกว่าจะถึงเวลาเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ไปรับยันต์เกราะเพชรตอน ๔ โมงเช้า ปรากฏว่าเขาประกาศว่ารถจะออก ๔ โมงเย็น จึงไปนั่งป๋ออยู่ที่มณฑปแก้วใหม่ สดชื่นมากจิตใจจับอยู่ที่นั่น

ต่อมาได้ทราบข่าวว่า ที่ซอยสายลมมีพระวัดท่าซุงไปสอนพระกรรมฐานที่นั่น เธอก็ไปกับเขาด้วย ไปเจริญพระกรรมฐานวันแรกเธอบอกว่า “ภาพพระที่มองเห็นเวลาลืมตา แต่เวลาหลับตาแล้วพระองค์นั้นไม่เห็น เห็นแต่ปูที่คลานยั้วเยี้ยที่เธอจับมาก็ดี ภาพที่เธอกำลังมัดปูก็ดี นั่งขายปูก็ดี”

รวมความว่า ภาพปูปรากฏเต็มไปหมด จะมองเท่าไรก็ไม่เห็นภาพพระเห็นแต่ปูแทน ในที่สุดลืมตาดูพระใหม่ ทิ้งภาพปู พอเห็นภาพพระแจ่มใสดี สดชื่น นานๆ เข้าจึงหลับตาใหม่ ก็ปรากฏเห็นภาพปูอีก เป็นอันว่าวันแรกของการเจริญพระกรรมฐานคือวันเสาร์ ไม่มีผลเห็นพระแต่มีผลเห็นปูทะเลแทน เธอก็เศร้าสลดใจ พอถึงเวลาอุทิศส่วนกุศล พระท่านแนะนำว่า “ให้ขอท่านพระยายมราชและเทพเจ้าเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศล”

เผอิญท่านพระยายมราชท่านมาบอกกับอาตมาในวันนั้นว่า “ถ้าใครทำบุญไว้ เวลาอุทิศส่วนกุศลให้บอกท่านให้เป็นพยาน ถ้าบังเอิญต้องผ่านสำนักท่าน การสอบสวนเรื่องบาปก็ไม่มี ท่านจะเป็นพยานให้เพราะบุญมีอยู่แล้ว จะส่งไปสวรรค์ก่อน” เธอบอกว่า “ดีใจในถ้อยคำนี้” เวลาพระท่านนำอุทิศส่วนกุศลสดชื่นมาก ตั้งใจจริงๆ เพราะว่าปูเป็นเหตุ ถึงอย่างไรก็ไม่ขอลงนรกแน่ เธอคิดในใจว่า “ถ้าขืนลงนรกเสียท่าปูแน่ ปูนับเป็นพันเป็นหมื่นมันตามเล่นงานแน่นอน เธอไม่ได้คิดถึงไฟนรกคิดถึงแต่ปูอย่างเดียว พออุทิศส่วนกุศลเสร็จเธอก็รีบไปที่จุดสังฆทาน จะเอาชุดใหญ่ ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๒,๐๐๐ เงินก็ไม่มี ผสมผเสได้ ๑๐๐ บาท ก็ถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาททันที

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สองไปใหม่ตอนกลางวัน ตั้งใจไปถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาททันทีและก็ฟังพระท่านคุยไป นั่งดูพระพุทธรูปไป ตัดสินใจว่าวันนี้จะไม่ยอมให้ภาพปูเข้ามากวนใจ จะขออยู่กับพระพุทธรูป หลับตาบ้างลืมตาบ้าง ใครจะคุยอย่างไรก็ช่าง สนใจพระพุทธรูปอย่างเดียว พอตอนกลางคืนเจริญพระกรรมฐาน เวลาหลับตาปรากฏว่า ภาพปูกับภาพพระแย่งกัน ภาพพระเกิดขึ้นบ้าง เห็นภาพปูบ้างสลับกัน เธอก็ดีใจว่าวันนี้พระสู้กับปูแล้วปูแพ้ เพราะภาพปูเกิดขึ้นมาน้อย เห็นภาพพระมากกว่า พอเจริญพระกรรมฐานเสร็จก็ถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาทอีก

ต่อมาวันที่สาม ก็ทำอย่างนั้นอีก พอไปถึงปุ๊บไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ตั้งหน้าตั้งตาจ้องพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ที่พูด มองลีลาพระสงฆ์ที่นั่งพูดบ้างและจำภาพพระพุทธรูปบ้าง ดูสองอย่าง อย่างไหนเลือนก็จับอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทน ตั้งใจจับพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ช่วยกันขับปู วันนี้ชนะเด็ดขาดภาพปูไม่ปรากฏเห็นแต่ภาพพระอย่างเดียว เห็นชัดทั้งภาพพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ ภาพปูไม่เกิด เธอดีใจมาก

ก็รวมความว่าเธอทำอย่างนี้มาได้ ๓ ครั้ง วาระที่สุดของชีวิตของเธอก็มาถึง เวลาที่จะตายจริงๆ เธอมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวัน ปวดศีรษะบ้าง แน่นหน้าอกบ้าง เสียดท้องบ้างเป็นปกติ แต่ในเวลานั้นก็ตั้งใจภาวนาว่า “พุทโธ” นึกถึงภาพพระกับพระสงฆ์ที่เคยเห็น ภาพก็ชัดเจนแจ่มใสเป็นบางครั้ง บางทีมันปวดมากภาพก็หายไป พอคลายหน่อยจิตก็เห็นภาพ แต่ใจไม่ยอมปลด มันจะปวดอย่างไรก็ตาม ก็ตั้งใจภาวนา “พุทโธ” บ้าง “นะมะพะธะ” บ้าง จับภาพพระพุทธเจ้าบ้าง จับภาพพระสงฆ์บ้างสลับกันไปในที่สุดก็ตาย

เวลาจะตายเธอบอกว่าไม่มีความรู้สึกว่ามันจะตาย มันเป็นแต่มีความรู้สึกวูบไป อาการปรากฏทีแรกมันอืดเสียดมาก เมื่ออาการอืดเสียดหายไป มีนงงหายไป จิตมีอารมณ์เป็นสุขมาก มีความเยือกเย็น มีความสบาย จิตก็จับภาพพระพุทธรูปภาวนาว่า “พุทโธ” เดี๋ยวก็ “นะมะพะธะ” สลับกับทั้ง ๒ อย่าง ภาพพระก็เกิดมีสภาพแจ่มใส สดใสขึ้น สวยขึ้นๆ ตามลำดับ เป็นทองอร่ามขึ้น ในที่สุดพระท่านยิ้ม เมื่อเห็นภาพพระพุทธรูปยิ้ม เธอก็มีอาการสดชื่น ตอนนี้เองเธอบอกว่า “มีความรู้สึกว่าวูบเหมือนกับตกจากที่สูง และมีความรู้สึกอีกทีหนึ่งก็มาอยู่ที่วิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานสวยสดงดงามมากแพรวพราวเป็นระยับ เป็นเพชรสีน้ำมันก๊าด จะขาวก็ไม่ใช่แต่ใส

ถามเธอว่า “ที่ได้วิมานสวยอย่างนี้เพราะอะไร” เธอตอบทันทีว่า “เพราะสนใจในมณฑปแก้วและพระพุทธรูปในมณฑปแก้ว” ถามว่า “ไปในมณฑปแก้วนั้นกี่ครั้ง” เธอตอบว่า “ไป ๓ ครั้งติดใจ เวลามีงานก็ไป ยามปกติก็ไป เวลาไปต้องเข้าไปในมณฑปแก้วก่อน ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป ภาวนาให้สบาย ตัดภาพปูทิ้งไปเห็นพระแทน ดูภาพมณฑปแก้วก็ชอบใจ อันนี้เป็นปัจจัยให้วิมานแก้วใสมาก สว่างมาก” ถามว่า “เธอมีเทพบุตรหรือนางฟ้าเป็นบริวารเท่าไร” เธอยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่มีเทวดาเป็นบริวาร มีแต่นางฟ้าเป็นบริวาร ๔,๐๐๐ องค์ เครื่องประดับประดาก็มีมาก” บอกเธอว่า “อยากจะเห็นวิมาน”

ก็ปรากฏว่าเวลานั้นวิมานก็ลอยมา บ้านเราในเมืองมนุษย์ยกไปไหนไม่ได้ แต่ในเมืองสวรรค์วิมานลอยมาทันที นางฟ้าทั้งหมดหน้าตาแจ่มใสมาก วิมานของเธอใหญ่มากและมีความสว่างไสวมาก ถามเธอว่า “เธอมีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องบาปเก่า” เวลานี้ภาพนางยักษิณียังปรากฏอยู่ เธอบอกว่า “ภาพนางยักษิณีนี่ความจริงไม่ใช่นางยักษิณีจริง เป็นภาพที่แสดงออกเมื่อท่านปรากฏนี่เอง ตามปกติฉันไม่เห็น แต่ว่าภาพนั้นคงเป็นพยานให้ท่านทราบว่า ฉันยังเป็นคนมีบาป” ถามเธอว่า “เธอทราบไหม ถ้าหมดบุญจากสวรรค์ที่ดาวดึงส์เธอจะไปไหน” เธอก็ตอบว่า “ทราบ เขาจะนำฉันไปไว้นรกขุมที่ ๕”

ถามเธอว่า “จะไปไหม” เธอก็ตอบว่า “ที่ไปซอยสายลมพระท่านสอนว่า ให้หนีไปพระนิพพาน เวลานี้ฉันตั้งใจไปพระนิพพาน ฉันไปฟังเทศน์ที่พระจุฬามณีเจดียสถานเสมอ ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์และที่ประชุมเทวสภา ก็มีหลายวาระที่บรรดาพระโพธิสัตว์ท่านมาเทศน์ วันไหนพระโพธิสัตว์ท่านไม่ว่างมา ท่านพระอินทร์ก็เทศน์แทน ท่านเทศน์สงเคราะห์ให้เทวดาทุกองค์บำเพ็ญกุศลต่อ ให้ทุกคนมองดูกรรมดั้งเดิมของตัวเองก่อนที่จะตาย ว่ามีกรรมที่เป็นอกุศลไหมและกรรมที่เป็นอกุศลนั้นทิ้งเราหรือยัง เทวดาและนางฟ้าทุกองค์ก็ปฏิบัติตามท่าน รวมความว่าไม่มีเทวดา ไม่มีนางฟ้าองค์ไหนที่ไม่มีบาปกรรมต่อท้ายอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นเทวดาและนางฟ้าทุกองค์ก็ตั้งใจบำเพ็ญกุศลหวังไปพระนิพพาน

เมื่ออาตมาคุยกับเธอจบก็ถามเธอว่า “มีอะไรสั่งไปถึงทางบ้านบ้างไหม” เธอก็ตอบว่า “ฉันขอสั่งเมื่อท่านเขียนหนังสือแล้วก็บอกเขาด้วยว่า ฉันคนชื่อ ป อยู่หน้า ตายเมื่ออายุ ๕๗ ปี อาชีพเดิมจับปูทะเลและก็ขายปู ต่อมาเมื่ออายุ ๔๐ ปีเศษก็กลายเป็นนักบุญ เวลานี้มีความสุขมาก ขอบรรดาลูกหลานทุกคนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ที่คิดว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขแก่ตัวเองนั้น ความจริงไม่จริงมันจะลากไปสู่อบายภูมิ จะมีความทุกข์หนัก มันไม่คุ้มกันกับความสุขนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอิ่ม ฉะนั้นขอบรรดาลูกหลานและพี่น้องทุกคนจงละบาปอกุศล ทำงานรับจ้างเขาที่ไม่เป็นบาปดีกว่า…”

คัดลอกจากจากหนังสือตายแล้วไปไหน โดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี (ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=47703) – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทำบาปมาตั้งมากมายแต่ทำบุญนิดเดียวแล้วจะไปสวรรค์ได้อย่างไร : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

Posted on September 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682888

ทำบาปมาตั้งมากมายแต่ทำบุญนิดเดียวแล้วจะไปสวรรค์ได้อย่างไร : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ทำบาปมาตั้งมากมายแต่ทำบุญนิดเดียวแล้วจะไปสวรรค์ได้อย่างไร : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.13 น.

เรื่องนี้มีคนถามมาหลายคนว่า ทำบาปมาตั้งมากมายแต่ทำบุญนิดเดียวแล้วจะไปสวรรค์ได้อย่างไร ก็ขอเอาถ้อยคำของพระนาคเสนกล่าวตอบพระยามิลินท์มาให้ทราบ พระนาคเสนท่านเปรียบบาปมีอุปมาเหมือนก้อนหิน บุญมีอุปมาเหมือนเรือ เรือจะใหญ่มากใหญ่น้อยจอดลอยไว้ ก้อนหินจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ถ้าเอาก้อนหินโยนลงไปในเรือ เมื่อหินตกลงไปในเรือแล้วหินจะจมน้ำไม่ได้ แต่ถ้าเราเอาก้อนหินโยนลงไปในน้ำหินมันก็จม การที่หินในเรือไม่จมก็เพราะเรือขวางไว้

ข้อนี้มีอุปมาฉันใดจิตใจของคนก็เหมือนกัน ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า “จิตเต สังกิลิฎเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา” ถ้าจิตออกจากร่างมีอารมณ์เศร้าหมองก็ไปสู่ทุคติ คือ อบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน “จิตเต ปริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา” ถ้าเวลาจิตจะออกจากร่างมีความบริสุทธิ์ นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลก็ไปสู่สุคติ คือสวรรค์ก่อน 

ถ้าหมดอำนาจของความดีคือบุญ ก็จะกลับมารับโทษตามเดิม เว้นไว้แต่บำเพ็ญบารมีต่อ ข้อนี้อุปมาได้เหมือนกับคนเรา ถ้าเป็นหนี้เขามากๆ เจ้าหนี้เขาทวง ดีไม่ดีใช้หนี้เขาไม่หมดจะต้องติดตะรางแทนหนี้ แต่ในขณะที่เจ้าหนี้ทวงอยู่นั้น บังเอิญเราถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ สัก ๒-๓ ใบ มีทุนใหญ่แล้วไม่ชำระหนี้ หนีเจ้าหนี้ไปอยู่ต่างประเทศ เจ้าหนี้ก็ไม่มีโอกาสจะทวงได้ เราก็เป็นสุขสบายเพราะทรัพย์สินที่เรามีอยู่ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ไปก่อร่างสร้างตัวให้เป็นผู้มีอันจะกินต่อไป กินทุนเก่าถ้าหมดทุนกลับมาที่เก่าเมื่อไร เจ้าหนี้ทวงใหม่ เมื่อนั้นก็จะมีโทษตามที่เราเป็นหนี้เขา ข้อนี้มีอุปมาฉันใด เรื่องบุญกับบาปก็เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า สุปติฎฐิตเทพบุตรคนนี้ สมัยที่เป็นมนุษย์เป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนัก คือ เกิดมาตั้งแต่เด็กพอทำงาน แกก็มีปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดเวลา วันดีไม่ละวันพระไม่เว้น ฆ่าสัตว์เป็นอาจิณกรรม อทินนาทานลักขโมยเขา ถ้ามีโอกาสก็เอามาก กาเมสุมิจฉาจาร ท่านชอบจริงๆ ผู้หญิงสาวๆ เด็กๆ ท่านก็ชอบมาก ปรนเปรอด้วยเงินด้วยทอง มุสาวาทเป็นปกติ การดื่มสุราเมรัยเป็นเกมกีฬา ใครเขามาบอกบุญบอกทาน วัดโน้นเขาจะสร้างนั่น วัดนี้เขาจะสร้างนี่ ไปทำบุญตรุษ ไปทำบุญสงกรานต์ แกเห็นแล้วแกล้งทำไม่เห็น ได้ยินแล้วแกล้งทำไม่ได้ยิน ดีไม่ดีพระเทศน์ก็ส่งเสียงกลบ ทำลายพระธรรมเสียอีก ฉะนั้น ถ้าพระองค์ไม่ช่วย เธอจุติจากความเป็นเทวดาแล้วจะต้องไปตกอเวจีมหานรกไล่มาตามลำดับ พอมาเป็นคนก็เป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติ เพราะกฎของกรรมที่คนเขาบอกบุญได้ยินแล้วแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เวลาพระเทศน์หรือพระสวดแกล้งส่งเสียงกลบให้คนอื่นฟังไม่ชัด

ต่อจากนั้นก็ต้องเป็นคนตาบอด ๕๐๐ ชาติ เพราะใครมาบอกบุญบอกทาน เห็นแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น แล้วก็มาเป็นคนบ้า ๕๐๐ ชาติ ก็เพราะดื่มสุราเมรัย หลังจากนั้นก็มาเป็นคนพิการง่อยเปลี้ยเสียขา ๕๐๐ ชาติ เพราะโทษปาณาติบาตที่ทำไว้มาสนับสนุน เป็นเศษของกรรมจึงจะหมด พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่า “ถ้าเทศน์อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ ท่านสุปติฎฐิตเทพบุตรจะไม่ได้พระโสดาบัน จะต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก เพราะว่ามีกรรมหนัก จริตไม่พอกับพระอภิธรรมคือ มีอารมณ์หยาบมาก แต่ถ้าเทศน์อุณหิสวิชัยสูตร เมื่อฟังแล้วจะตรงกับอัธยาศัย พอเทศน์จบก็จะได้พระโสดาบัน โทษทัณฑ์ทั้งหมดจะถูกปิดคือ ไม่มีโอกาสจะลงโทษได้ เพราะว่าพระโสดาบันนั้นเกิดเป็นเทวดาแล้วก็เกิดแค่มนุษย์ ถ้ายังไม่ไปพระนิพพานจุติลงมาเป็นมนุษย์ แล้วก็เกิดเป็นเทวดาหรือพรหม

พระโสดาบันมีอารมณ์หยาบ เกิดเป็นมนุษย์ ๗ ชาติ ไปพระนิพพาน

พระโสดาบันมีอารมณ์อย่างกลาง เกิดเป็นมนุษย์ ๓ ชาติ ไปพระนิพพาน

พระโสดบันมีอารมณ์อย่างละเอียด เกิดเป็นมนุษย์ ๑ ชาติ ไปพระนิพพาน

ฉะนั้น โทษทัณฑ์ทั้งหลายที่จะต้องตกนรก ไปเป็นเปรต ไปเป็นอสุรกาย ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่มี แต่ทว่าการมีขันธ์ ๕ เป็นคนก็ต้องพบกับเศษของอกุศลกรรม ในฐานะที่มีร่างกายเป็นเครื่องรับ เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเทศน์อุณหิสวิชัยสูตร พอเทศน์จบท่านสุปติฎฐิตเทพบุตรก็เป็นพระโสดาบัน เป็นเทวดาต่อไปจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ท่านก็ยังไม่ได้จุติ

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้ทำความชั่วมามากแต่ว่ามีความดีนิดหนึ่งก่อนจะตาย เมื่อเป็นเทวดาก็ประมาทในความดี หลงระเริงจนตัวเองจะต้องมารับผลของความชั่ว แต่ว่าได้ดีเพราะท่านอากาสจารีเทพบุตรไปเห็นวิมานเศร้าหมอง เครื่องทิพย์เศร้าหมอง เหงื่อไหลจากรักแร้ ตามธรรมดาเทวดาจะมีเครื่องทิพย์ผ่องใสอยู่เสมอ วิมานก็ผ่องใส เหงื่อไม่มี ถ้ามีเหงื่อเมื่อใด เครื่องทิพย์เศร้าหมองเมื่อใด ก็แสดงว่าเทวดาองค์นั้นจะต้องตายเป็นกฎของเทวดา แต่ท่านสุปติฎฐิตเทพบุตรยังมีบุญอยู่ อาศัยองค์สมเด็จพระบรมครูทรงช่วยจึงพ้นจากนรกไป เมื่อเป็นพระโสดาบันได้แล้วก็ชื่อว่ามีความสุขพ้นจากแดนอบายภูมิแน่นอน…”

…………………

โอวาทธรรมคำสอนพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี (ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=47676) – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มนุษย์จริงๆ แล้วมาจากไหน และอะไรเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติ : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on September 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682649

มนุษย์จริงๆ แล้วมาจากไหน และอะไรเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติ : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

มนุษย์จริงๆ แล้วมาจากไหน และอะไรเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติ : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.14 น.

ที่ว่าจะมีไฟบรรลัยกัลป์มา เพราะว่าคนมีจิตบาปมาก ศีล ๕ ทำไม่ค่อยจะครบ เช่น ปาณาติบาต เป็นต้น อายุมันจะน้อยลงทุกที จนกระทั่งอายุถึง ๑๐ ปี เป็นอายุขัย 

ตอนนี้เกิด “มิคสัญญี” ไม่มีการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน จะรบราฆ่าฟันกันมาก พระอาทิตย์ท่านรำคาญเต็มที่ โผล่มาทีละ ๒ ดวง ๓ ดวง ๔ ดวง ตายหมด ทีนี้ถึง ๗ ดวง น้ำในมหาสมุทรก็แห้ง ต้นไม้แห้งกรอบจัด ผลที่สุดเป็นไฟลุก ไฟไม่ได้ไหม้มาจากไหน อาศัยน้ำแห้ง ต้นไม้แห้งกรอบเต็มที่ ความร้อนหนัก ก็เกิดไฟลุกขึ้นก็ล้างกันเสียทีหนึ่ง

เมื่ออารมณ์สงสัยเกิดขึ้น ฉันก็อดที่จะอยากรู้ตามความเป็นจริงไม่ได้ ในที่สุด คืนวันหนึ่งฉันนั่งคุมกรรมฐานอยู่ ความสงสัยเรื่องรู้เลยธงเกิดขึ้นมาขวางจิต จึงถามท่านผู้รู้ที่เป็นสัพพัญญวิสัย ท่านทรงพยากรณ์ให้ทราบดังนี้

หลังจากกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ๔,๐๐๐ ปี จะมีไฟล้างโลก ล้างแต่โลกมนุษย์เท่านั้น ไม่ลุกลามไปถึงเทวดา ท่านบอกว่ามันเริ่มความเร่าร้อนตั้งแต่ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปีแล้ว จากนั้นไปพวกอธรรมเกิดมาก มีอำนาจวาสนามาก ทำให้ความสงบสุขไม่มี เพราะพวกอธรรมเป็นพวกเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม

โลกจะร้างไม่มีต้นหญ้ากอไม้ แม้แต่น้ำในมหาสมุทรก็ไม่มี ไปครบ ๑,๐๐๐ ปี หลังจากนั้นแล้วจะมีฝนใหญ่ตกลงในมนุษยโลก แม่น้ำและมหาสมุทรจะเต็มไปด้วยน้ำ พื้นโลกจะชุ่มชื่น ต้นหญ้าต้นไม้ จะเริ่มงอกงามขึ้นเป็นลำดับ จนโลกทั้งโลกกลายเป็นป่าไม้

หลังจากโลกที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นหญ้าใบไม้นั้น ทิ้งระยะนาน ๑ หมื่นปี สัตว์โลกเริ่มเกิด สัตว์และคนที่มาเกิดยุคต้นนั้นไม่ได้อาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด มาเกิดแบบโอปปาติกะ คือ มาเกิดด้วยอำนาจกรรม คือเป็นตัวตนขึ้น

จะยังไม่มีพระอาทิตย์พระจันทร์ส่องแสง มีแสงสว่างเกิดจากอำนาจบุญของแต่ละบุคคล คือมีแสงสว่างออกจากตัวเองเป็นสำคัญ

เรื่องอาหารนั้น ในระยะแรกยังไม่ต้องการอาหาร มีความอิ่มด้วยธรรมปีติ เพราะแต่ละคนที่มาเกิด ล้วนแล้วแต่มาจากเทวดาหรือพรหมทั้งนั้น ไม่มีสัตว์นรกหรือเปรตเจือปน โลกจึงเต็มไปด้วยความสุข หาความทุกข์ไม่ได้ นอกจากกฎธรรมดา คือความเสื่อมของสังขาร

เรื่องการทะเลาะยื้อแย่งไม่มี คนทุกคนเป็นคนสวยหมด มีผิวขาวเหลือง เนื้อละเอียดทั้งหญิงและชาย มีแต่คนรวย ไม่มีใครจน มีแต่คนใจบุญ ไม่มีใครใจบาป เมื่อโลกมีมนุษย์และสัตว์บริบูรณ์ มีดวงจันทร์ มีดวงอาทิตย์ ระยะเวลานับแต่มีสัตว์โลกเกิดในโลก เวลาล่วงมาได้ล้านปี

คนสมัยนั้นมีอายุครองตนเองได้ ๔ หมื่นปี เป็นอายุขัย ท่านว่าตอนนั้น พระศรีอาริย์จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า เขตที่ท่านลงมาตรัส สมัยปัจจุบันเรียกว่า เขตเมืองพม่า 

พูดถึงไฟบรรลัยกัลป์แล้วน่ากลัวจริงๆ นะ แต่ถ้าคนชั่วมีมาก ก็ควรล้างกันเสียที

………………………

โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์ : เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา โดย พระอธิการ รังสี ปมุติโต

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682301

ธรรมะวันอาทิตย์ : เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา โดย พระอธิการ รังสี ปมุติโต

ธรรมะวันอาทิตย์ : เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา โดย พระอธิการ รังสี ปมุติโต

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.14 น.

25 กันยายน 2565 ธรรมะวันอาทิตย์ พาไปนมัสการพระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ ที่วัดบ้านดงสีโท ต.หนองมะแซว อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ถึงแม้จะเป็นวัดขนาดเล็ก ผู้คนไม่ค่อยรู้จักมากนัก ทว่ายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ยึดเหนี่ยวทางใจ บรรดาญาติโยม พุทธศาสนิกชน เข้าไปกราบไหว้บูชา ขอพรพระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ เป็นประจำ เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นมงคลชีวิต แก่ตนเองและครอบครัว 

สำหรับ พระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ ตามตำนานเล่าว่า ชาวขอมและชาวข่า โบราณ มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง มักจะอพยพย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย โดยใช้เส้นทางในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในการเดินทางเป็นหลัก หากพื้นที่เหมาะสมใกล้แหล่งน้ำ จะทำที่พักพิงปลูกบ้านสร้างเมือง ชั่วคราว พร้อมกับ ปั้นพระพุทธรูป เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นกำลังใจในการเดินทางต่อไป 

พระอธิการรังสี ปมุติโต อายุ 57 ปี เจ้าอาวาสวัดบ้านดงสีโท บ้านดงสีโท ต.หนองมะแซว อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เล่าประวัติ พระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ วัดบ้านดงสีโทให้ฟังว่า จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนบ้านดงสีโท ว่ากันว่านานมาแล้ว บริเวณที่ตั้งวัดบ้านดงสีโท เป็นเมืองเก่าของชาวขอม และคนข่าโบราณ ประมาณ 1,000 ปี ซึ่งรูปร่างชาวขอมสันทัด ส่วนคนข่า จะมีรูปร่างสูงใหญ่ 8 ศอก บางคนจะเรียกคน 8 ศอก มีถิ่นที่อยู่ไม่แน่นอน อพยพย้ายถิ่นฐานไปตามแหล่งน้ำ ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เช่น อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ระหว่างที่พักอยู่พื้นที่ใด จะมีการปั้นพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นกำลังใจในการเดินทางให้คลาดแคล้วปลอดภัยกับภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงที่อาจะเกิดขึ้นได้ 

กระทั่ง เดินมาถึงป่าดงสีโท ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดบ้านดงสีโท ซึ่งเป็นเนินไม่สูงมากนัก เหมาะในการพักค้างแรมชั่วคราว จึงมีการก่อสร้างที่พักอาศัยและปั้นพระพุทธรูปนามว่า พระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธเพื่อกราบไหว้บูชา และทำพิธีทางศาสนา ซึ่งชาวขอมพักอยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปที่อื่น จึงทำการยกเคลื่อนย้าย พระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ ไปด้วย แต่ว่ายกอย่างไรก็ยกไม่ขึ้น พยายามยกขึ้นเสลี่ยงอยู่หลายวันก็ยกไม่ขึ้น ต่อมามีการเข้าทรง จึงทราบว่าพระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ ต้องการอยู่ที่นี่ จึงนำใบไม้มาปกปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น หากเดินทางผ่านมาที่เก่าอีก ก็จะทำพิธีบูชาต่อได้

กระทั่งมีชาวบ้าน เข้ามาหาของป่า จึงพบเห็นพระพุทธรูป นามว่า พระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ ประดิษฐานอยู่กลางป่าดงสีโท จึงแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ ระหว่างนั้น คนเฒ่า คนแก่ ในหมู่บ้าน ฝันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยู่กลางป่าดงสีโท ท่านต้องการอยู่ที่นี่อย่าเคลื่อนย้ายไปไหน เพื่อคุ้มครองรักษาชาวบ้านดงสีโท ให้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งตรงกับ ที่พบพระพุทธรูปในป่าดงสีโท จึงมีการประชุมคนในหมู่บ้าน ตกลงให้บริจาคทุนทรัพย์คนละเล็กคนละน้อย ก่อสร้างเป็นที่ครอบองค์พระเจ้าใหญ่ศรีสุทโธ ให้แข็งแรง สามารถบังแดดบังฝนได้ เรียกว่า วิหาร อย่างที่เห็นในปัจจุบัน จากอดีตถึงปัจจุบัน ด้วยแรงศรัทธามีผู้คนเดินทางเข้ามาอธิฐานขอให้ท่านช่วยเหลือ ในด้านต่างๆหลากหลาย และสมหวังทุกราย ซึ่งจะมีมหรสพแก้บนแทบจะทุกคืน   

พระอธิการรังสี ปมุติโต เจ้าอาวาสวัดบ้านดงสีโท ต.หนองมะแซว อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า วัดบ้านดงสีโท ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนบ้านดงสีโท อยู่กลางหมู่บ้านดงสีโท เป็นวัดขนาดเล็ก เพราะมีพระสงฆ์ 3 รูป มรรคนายก 1 คน สังกัด มหานิกาย บนเนื้อที่ 7 ไร่ เป็นที่ตั้งของ กุฏิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ ฯลฯ 

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2559 ได้มีการก่อสร้างพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย นามว่า พระโตโคตมะ เพื่อเป็นศูนย์รวมใจและประกอบพิธีทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนชาวบ้านดงสีโทและใกล้เคียง โดยเฉพาะบริเวณใต้ฐานองค์พระโตโคตมะ ทำเป็นห้องสมุด บรรจุพระไตรปิฎก และหนังสืออื่นๆ เพื่อให้เป็นคลังปัญญาเด็กและเยาวชน คนในหมู่บ้าน ได้ศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้าเรื่อง พุทธศาสนา และอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น 

พระอธิการ รังสี ปมุติโต เจ้าอาวาสวัดบ้านดงสีโท ต.หนองมะแซว อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เทศนา เรื่อง กิเลส ตอนหนึ่งว่า มนุษย์บางจำพวกติดข้องอยู่ในมัจฉริยะ ความตระหนี่หวงแหนเหนียวแน่นยิ่งนัก พอกพูนในสันดาน ผูกพันธนาการจำจองอยู่ในวัฏสงสาร ตั้งหมื่นชาติแสนชาติ อนันตชาติ หรือทั้งกัป ก็ไม่พ้นจากทุกข์ได้เสียที เพราะความตระหนี่หวงแหนเป็นกิเลส เกิดขึ้นจากจิต กระทำให้จิตบังเกิดเป็นคนเหนียวแน่นหวงแหนสิ่งสรพัดทั้งปวงในโลกนี้ทั้งสิ้น

เบื้องต้นก็หวงแต่ชีวิตของตนผู้เดียว ต่อมา เมื่อมีภริยา น้ำใจก็กระพือตัวกว้างขวางออกไปหวงแหนเอาซึ่งภริยาอีก ครั้นเมื่อมีบุตราบุตรี กล่าวคือมีลูกมีหลาน ก็กระพือตัวให้ใหญ่มากขึ้น หวงแหนไว้ซึ่งลูกหลานของตน ครั้นมีบ้าน มีเรือน มีไร่ มีนา มีทรัพย์ มีสมบัติข้าวของเงินทอง ช้าง ม้า วัว ควาย สัตว์เลี้ยงทั้งหลายมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งกระพือใจให้ใหญ่โตออกไปเท่านั้น  หุ้มห่อเอาบ้าน เอเรือน เอาไร่ เอานา เอาข้าว เอาของ เงินทอง และสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย

ด้วยความเข้าใจว่า เป็นของตนจริงๆ และเป็นตัว เป็นเรา เป็นเขา ตามสมบัติของโลกเรียกกันก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่ไม่รู้เท่าสมบัติแล้ว ก็ชื่อว่า หลงสมบัติ จึงจำเป็นต้องถือตนถือตัว ถือเรา ถือเขา ถือดี ถือชั่ว ถือถูก ถือลูก ถือหลาน ถือทรัพย์ ถือสมบัติ “ มยุหํ ๆๆ” แปลว่า ของกู ๆๆ ลูกกู หลานกู บ้านกู เรือนกู ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองของกู เรือกสวน ไร่นา สัตว์เลี้ยงต่างๆเป็นของกู กูสร้างขึ้นไว้ กูทำหลักฐานเอาไว้ จะให้เจริญรุ่งเรืองอยู่ ในโลกไปชั่วกัลปาวสาน มีลูกมีหลานกูจะให้สืบแทนตระกูลของกู กูไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธานไปได้เลย 

เมื่อบุคคลเป็นผู้ลุมัจฉริยะฝังอยู่ในสันดานจนเป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือนดังนี้ อญาณวฑฺติโก ย่อมเป็นผู้ปราศจากปัญญาณ ไม่สามารถจะส่องให้เห็นทางนรก ทางสวรรค์ ทางนิพพาน จึงไม่ต้องการบำเพ็ญทานกุศลในพระพุทธศาสนาต่อไป แม้ใครจะมาชักชวน หรือลูกเต้า หลาน เหลน นำเอาทรัพย์สมบัติออกไปทำบุญทำทานไม่ได้เป็นอันขาด ตลอดจนมีนักปราชญ์อาจารย์ผู้ฉลาดมาเทศนาให้รู้จักทางนรก ทางสวรรค์ ทางนิพพาน ชี้แจงให้เอาตนพ้นจากวัฏสงสารก็ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส และไม่ต้องการทั้งนั้น และกลับบังเกิดความผิดอกผิดใจเสียด้วย 

และพระอธิการรังสี ปมุติโต เทศนาตอนสุดท้ายว่า ให้กำลังใจ ญาติโยม ที่ประสบความทุกข์ยากหลายเรื่อง ว่า ให้ยึดมั่นถือมั่นตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก เกี่ยวกับ ศีล ภาวนา สมาธิ และให้ทุกคนมีสติ ให้คิดว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนต้องประสบ หนีไม่พ้น  ที่สำคัญต้องมีสติ มีกำลังใจ  จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ด้วยดี.012

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตายจากคนที่’ความชั่วมีมาก ความดีไม่ปรากฏ’แล้วไปเกิดเป็นเทวดา : ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682225

ตายจากคนที่'ความชั่วมีมาก ความดีไม่ปรากฏ'แล้วไปเกิดเป็นเทวดา : 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

ตายจากคนที่’ความชั่วมีมาก ความดีไม่ปรากฏ’แล้วไปเกิดเป็นเทวดา : ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.27 น.

“…ท่านสุปติฎฐิตเทพบุตร ท่านทำกรรมชั่วหนักมากเรียกว่า “ความชั่วมีมาก ความดีไม่ปรากฏ” แต่ท่านไม่มีโอกาสลงนรก ก็เพราะตอนที่ใกล้จะตาย ท่านนึกถึงความชั่วของท่านได้ ท่านมีความทุกข์หนัก จิตเลี้ยวเข้าไปหาพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน คิดว่าเขาเล่าลือกันว่า “พระพุทธเจ้าช่วยคนที่มีความทุกข์ให้มีความสุขได้ ก็เลยนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า นึกถึงคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ขอบารมีพระพุทธ ขอบารมีพระธรรม ขอบารมีพระสงฆ์ จงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด” จิตจับอยู่ในไตรสรณาคมณ์ เมื่อตายแล้วจิตออกจากร่างกลายเป็นเทวดา เลยไม่ได้รับผลของความชั่ว ตอนที่เป็นเทวดาขณะที่พระพุทธเจ้าไปเทศน์พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ปรากฎว่าท่านสุปติฎฐิตเทพบุตรจะต้องจุติพอดี ท่านอากาสจารีเทพบุตร ก็เข้าไปเตือน ท่านจึงมองดูตัวของท่านว่าท่านตายจากเทวดาแล้วท่านจะไปไหน เพราะเทวดามีอารมณ์เป็นทิพย์จึงรู้สถานที่ไป ก็ทราบชัดว่าเมื่อจุติจากเทวดาแล้วก็ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรกระยะเวลา ๑ กัปตามอายุของอเวจี เมื่อออกจากอเวจีมหานรกแล้วก็มาผ่านนรกบริวารอีก ๔ ขุม เมื่อพ้นจากนรกบริวาร ๔ ขุมแล้วก็ต้องมาตกยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม เพราะท่านทำกรรมหนักคือ กรรมในยมโลกียนรกมีกี่อย่างท่านทำหมด เมื่อพ้นจากยมโลกียนรก ๑๐ ขุมแล้วก็ต้องมาเป็นเปรตตามลำดับ ๑๒ จำพวก พ้นจากเปรต ๑๒ จำพวกแล้วก็มาเป็นอสุรกาย เมื่อพ้นจากความเป็นอสุรกายแล้วก็มาเป็นสัตว์เดรัจฉานคือ เป็นแร้ง ๕๐๐ ชาติ เป็นกา ๕๐๐ ชาติ เป็นสุนัขบ้า ๕๐๐ ชาติ เมื่อพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็มาเกิดเป็นคนคือ เป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติ เป็นคนตาบอด ๕๐๐ ชาติ เป็นคนบ้า ๕๐๐ ชาติ เป็นคนพิการง่อยเปลี้ยเสียขา ๕๐๐ ชาติ จึงจะมาเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

เมื่อท่านรู้กฎของกรรมของท่านแล้วท่านก็ตกใจ จึงบอกให้อากาสจารีเทพบุตรช่วยท่าน อากาสจารีเทพบุตรก็บอกว่า “เราก็เป็นเทวดาเหมือนกันจะช่วยท่านอย่างไร คนที่จะช่วยได้ก็เห็นจะมีท่านพระอินทร์องค์เดียว” ก็เลยพากันไปหาพระอินทร์ พระอินทร์ก็เลยบอกว่า “ฉันก็เป็นเทวดาเหมือนท่านช่วยไม่ได้ ท่านที่จะช่วยได้ก็คือ พระพุทธเจ้า เวลานี้พระองค์กำลังมาแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ที่พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์” ต่างก็พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอินทร์ก็กราบทูลเรื่องราวของสุปติฎฐิตเทพบุตรให้พระพุทธเจ้าทราบ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่า “เทวดาองค์นี้มีกรรมหนัก สมัยเป็นมนุษย์เป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนัก แต่มาเป็นสัมมาทิฐิชั่วเวลาไม่กี่นาที คือเวลาใกล้จะตาย จิตน้อมเข้ามาเคารพในคุณพระรัตนตรัย”

………………

บางส่วนจากคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี (ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=47675) – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การวางกำลังใจเมื่อถูกนินทา โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’

Posted on September 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682081

การวางกำลังใจเมื่อถูกนินทา โอวาทธรรม 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

การวางกำลังใจเมื่อถูกนินทา โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.31 น.

เรื่อง “โลกธรรม ๘” มีใจความดังต่อไปนี้ …ท่านสัญชัยปริพาชกด่านินทาพระพุทธเจ้า จนกระทั่งลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเกือบจะทนไม่ไหว องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงทราบขณะนั้นอยู่ห่างกันพระพุทธองค์ทรงดำริว่า ถ้าเราไม่กำจัดเรื่องนี้ ต่อไปสัญชัยปริพาชกจะต้องถูกกรรมหนัก ดีไม่ดีก็จะถูกลูกศิษย์ของพระองค์ทุบตีเอาก็ได้

ฉะนั้น สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาจึงเสด็จไปหาสัญชัยปริพาชก พอถึงท่านสัญชัยปริพาชกก็ปูอาสนะให้นั่ง เอาน้ำใช้น้ำบริโภคมาถวายพระองค์ เอาเภสัชมาให้ฉัน องค์สมเด็จพระภควันต์ก็ไม่ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปู ไม่รับประเคนน้ำใช้ น้ำฉัน ที่ทำแบบนั้น ไม่ใช่ทำด้วยอาการโกรธ แต่พระพุทธองค์ทำเป็นปัญหา แล้วต่อมาสมเด็จพระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า “สัญชัย ท่านด่าตถาคตรึ”

ท่านสัญชัยไปไหนไม่รอดก็ยอมรับ สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า “สัญชัย คำสาปแช่งของท่าน คำด่าของท่านน่ะ ฉันไม่ได้รับหรอกนะ”

แล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสต่อไปอีกว่า “สัญชัย อาสนะก็ดี น้ำใช้ บริโภคก็ดี ที่ท่านส่งให้ตถาคต แต่ตถาคตไม่รับ เวลาที่ตถาคตกลับ ของเหล่านี้จะตกอยู่กับใคร”

ท่านสัญชัยก็ตอบว่า “ก็ตกอยู่กับข้าพระพุทธเจ้าสิ พระพุทธเจ้าข้า”

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “สัญชัย คำสาปแช่งของท่านก็เหมือนกัน ที่ท่านสาปแช่งไปน่ะ ตถาคตไม่ได้รับหรอก เมื่อตถาคตไปแล้ว ของเหล่านั้นคือคำสาปแช่งน่ะ มันจะตกอยู่กับใคร”

ท่านสัญชัยก็ตอบว่า “ก็ตกอยู่กับข้าพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับวัตถุต่างๆ ที่นำมาถวายพระองค์ แล้วพระองค์ไม่รับ เวลาเสด็จกลับแล้วไม่เอาไปมันอยู่ที่นี่ก็ต้องตกเป็นของข้าพระพุทธเจ้า”

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ท่านจะด่าตถาคตไปทำไมเล่า เมื่อด่าแล้วก็เป็นการด่าตัวเอง ก็ไม่ควรจะด่า” เป็นอันว่า ท่านสัญชัยก็เลิกด่าพระพุทธเจ้าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา…

………………………….

บางส่วนจากคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,869,799 hits

Join 4,127 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

คุณแหน : 19 กุมภาพันธ์ 2569
มศว Kick Off ‘Green U’ มหา’ลัยสีเขียว + 6 ออฟฟิศสีเขียว เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในชุมชนโดยรอบ
อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน
สู้เพื่อเด็กไทย! หมอวี เผยกมธ.สธ.เรียก สปสช.แจง 6 ประเด็นร้อนปมวัคซีน IPD ในเด็กเล็ก
ผลคะแนนเลือกตั้ง 69 อย่างเป็นทางการ กกต รวม 400 เขต แล้วทั่วประเทศ
ททท. ยกระดับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านโมเดล ‘Drive Tourism’ ชวนคนไทยขับรถเที่ยวกับแคมเปญ ‘EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP’
อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?
บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก
ภัยเงียบ ผู้ชาย 90% มีเชื้อ HPV และไม่รู้ตัว
IKEA ญี่ปุ่น มอบตุ๊กตาอุรังอุตัง “แม่ของพันซ์คุง” ให้สวนสัตว์อิชิกาวะ

Recent Posts

  • นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”
  • ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก
  • อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน
  • มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง
  • Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d