2มลทินสมเด็จช่วงที่ยังไม่เคลียร์ ควรหรือที่จะทูลเกล้าฯเป็นสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/225383

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดูเหมือนขบวนการดันสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ช่วง วัดปากน้ำ พระอุปัชฌาย์ของธัมมชโย เจ้าสำนักจานบินขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ดูจะออกอาการเร่งรีบลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ตั้งแต่การประชุมลับของมหาเถรสมาคม (มส.) และมีมติเสนอชื่อสมเด็จช่วงทันทีหลังเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯไม่กี่วัน และล่าสุดพระเมธีธรรมาจารย์ หรือพระประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) อดีตแกนนำเสื้อแดง ถึงกับออกมาขู่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รีบทูลเกล้าฯสมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชโดยเร็วหลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วว่ามติของมส.ที่เสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นสังฆราชไม่ขัดต่อมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์

ความจริงแล้วเรื่องปัญหาการตีความมาตรา 7 เป็นเรื่องข้อกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การทูลเกล้าฯเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ซึ่งนายกฯต้องรับผิดชอบนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรอบคอบและพิถีพิถัน โดยผู้ที่จะเป็นประมุขสงฆ์องค์ใหม่ต้องเป็นผู้มีจริยวัตรที่ใสสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริงไม่มีมลทินด่างพร้อยแม้แต่น้อย

หากนำพระเถระผู้ใหญ่ที่มีคดีอื้อฉาวติดตัวหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางประการขึ้นทูลเกล้าฯคงเป็นเรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่งซึ่งดูเหมือนว่าพล.อ.ประยุทธ์จะแสดงจุดยืนชัดเจนในการเสนอชื่อพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า จะไม่นำสิ่งที่มีปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯ

แม้กฤษฎีกาจะตีความว่ามติมส.ที่เสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชไม่ขัดมาตรา 7 แต่กฤษฎีกาก็มีหน้าที่แค่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐบาล อีกทั้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกายังขัดกับความเห็นของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินที่เห็นว่า มติมส.ขัดมาตรา 7 ที่กำหนดให้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชโดยความเห็นชอบของ มส. แต่มส.กลับลัดขั้นตอนส่อเจตนาเร่งรีบรวบรัดโดยชิงมีมติเสนอชื่อสมเด็จช่วง ดังนั้นปัญหานี้ยังไม่จบอาจมีการยื่นเรื่องให้ศาลปกครองชี้ขาดอีกรอบ

วกกลับมาประเด็นสำคัญเรื่องการทูลเกล้าฯสมเด็จช่วงซึ่งมีสมณศักด์สูงสุดเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ ปัญหาอยู่ที่ สมเด็จช่วง มีมลทิน 2 เรื่องใหญ่นั่นคือ 1.มีคดีติดตัวกรณีมีรถเบนซ์หรูโบราณผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง โดยมีหลักฐานว่า สมเด็จช่วง จ่ายเงิน 1 ล้านบาท จากบัญชีส่วนตัวเพื่อตกแต่งรถเบนซ์

2.สมเด็จช่วง ทั้งในฐานะพระอุปัชฌาย์และประธานมส.ส่อพฤติการณ์ปกป้องสนับสนุน ธัมมชโย ผู้เป็นศิษย์มาตลอด ทั้งๆ ที่ ธัมมชโย เคยถูกดำเนินคดีฐานยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวและอวดอุตริมนุสธรรมจน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระบัญชาให้ปาราชิกพ้นความเป็นพระตั้งแต่ปี 2542 อีกทั้ง ธัมมชโย ยังถูกออกหมายจับฐานพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น และดื้อแพ่งไม่ยอมมอบตัวตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งจากพฤติการณ์ของ สมเด็จช่วง ในฐานะประธานมส.ถูกฟ้องร้องฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของกฎหมายอาญา ส่วนในทางธรรมในฐานะพระอุปัชฌาย์ถือว่าละเลยความรับผิดชอบและหน้าที่ในการขัดเกลา
ธัมมชโย ซึ่งเป็นศิษย์

ด้วยมลทิน 2 ประการดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่าสมควรหรือไม่ที่จะนำชื่อสมเด็จช่วงขึ้นทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นประมุขสงฆ์องค์ใหม่

ทีมข่าวการเมือง

วงการสงฆ์ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ขจัดเหล่าอลัชชีในคราบผ้าเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/225185

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปัญหาความเลวร้ายเน่าเฟะในวงการพุทธศาสนาขณะนี้ได้มาถึงจุดที่ปราชญ์ นักการศาสนา หรือแม้แต่สงฆ์แท้ที่มีชื่อเสียงต่างเห็นว่าต้องมีการสังคายนาครั้งใหญ่อย่างจริงจัง และเป็นความหวังที่จะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ก็ในยุคอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นี่แหละ

วงการสงฆ์ปัจจุบันซ่อนไว้ด้วยสิ่งชั่วร้ายที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งต่อพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติ และมีแนวโน้มที่จะเลวร้ายมากขึ้นหากไม่หยุดยั้งและปฏิเสธเสียตั้งแต่บัดนี้ จากการที่วงการสงฆ์กลายเป็นแหล่งแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของเหล่าอลัชชีในคราบผ้าเหลืองที่แผ่ขยายอิทธิพลเผยแพร่สิ่งชั่วร้ายรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ถึงขนาดบางสำนักตั้งตัวเป็นอาณาจักรดุจรัฐอิสระที่กฎหมายแตะต้องไม่ได้ด้วยเหิมเกริมในอำนาจอิทธิพลทั้งด้านเงินที่มีอยู่อย่างมหาศาลมากกว่างบประมาณแผ่นดินถึงกว่าเท่าตัว และสาวกทั่วประเทศจำนวนมากที่ยังหลงงมงายกับลัทธิขายบุญถึงกับยอมเป็นโล่มนุษย์ปกป้องเจ้าลัทธิอันเลวร้าย

สำนักจานบินถูกตั้งข้อสังเกตว่านอกจากเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นกับพรรคเพื่อแม้วที่ต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ โดยสำนักจานบินถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้อิทธิพลและผลประโยชน์ครอบงำแทบจะทุกองคาพยพของประเทศแม้แต่องค์กรสงฆ์อย่างมหาเถรสมาคม (มส.) หรือพระเถระผู้ใหญ่ทั่วประเทศที่ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและผลประโยชน์ของสำนักจานบิน

นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือส.ศิวรักษ์ นักคิดผู้มีชื่อเสียง นายไพบูลย์นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว.วชิรเมธี และบุคคลสำคัญอีกหลายท่านเคยเสนอแนวคิดให้มีการปฏิรูปวงการสงฆ์อย่างจริงจังก่อนที่พุทธศาสนาจะล่มสลาย โดยเฉพาะ นายสุลักษณ์ เสนอให้คสช.ใช้โอกาสภายใต้อำนาจพิเศษสังคายนาวงการสงฆ์อย่างจริงจัง ด้วยการยกเลิกสมณศักดิ์ของสงฆ์และต้องมีระบบตรวจสอบทรัพย์สินของพระเถระผู้ใหญ่ตลอดจนวัดทั่วประเทศเพราะทุกวันนี้วงการสงฆ์เต็มไปด้วยธุรกิจผลประโยชน์และมุ่งแสวงหาอำนาจและกิเลสต่างๆ มากกว่าการแสวงหาการหลุดพ้น

นอกจากนี้ยังมีเสียงร่ำลือในเรื่องการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งพระเถระในระดับต่างๆ รวมทั้งมีการเล่นพรรคเล่นพวกในหมู่สงฆ์

เมื่อองค์กรสงฆ์ตั้งแต่ระดับบนสุดถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ใช่แบบอย่างที่ดีเต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาวและปกป้องเจ้าลัทธิอลัชชีในคราบผ้าเหลือง แน่นอนว่าวงการสงฆ์ในทุกระดับย่อมเสื่อมโทรมอยู่ในสภาพที่แฝงไปด้วยความเลวร้ายและกล้าประพฤติชั่วโดยไม่ละอายหรือเกรงกลัวต่อบาป

เพราะฉะนั้นจึงมีแต่อำนาจพิเศษภายใต้ยุคคสช.เท่านั้นที่จะสังคายนาวงการสงฆ์ครั้งใหญ่อย่างจริงจัง เพราะพลาดจากโอกาสนี้แล้วอย่าหวังที่จะเห็นการปฏิรูปวางรากฐานวงการสงฆ์ให้พ้นอิทธิพลการครอบงำของเหล่าอลัชชีในคราบผ้าเหลืองในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งคิดแต่เรื่องผลประโยชน์และคะแนนเสียงที่ตัวเองจะได้รับและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคเพื่อแม้ว ซึ่งเป็นพวกเดียวกับสำนักจานบินมีอำนาจเป็นรัฐบาล

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วออกอาการร้อนตัว ป้องแก๊งนศ.ป่วนประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224950

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองโฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ออกมายืนยันว่า ขบวนการที่ใช้สารพัดวิชาการป่วนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงมีคนชักใยอยู่เบื้องหลังโดยเป็นขบวนการหน้าเดิมๆซึ่งขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังตรวจสอบเชิงลึกเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ย้ำว่า ขบวนการป่วนมีคนต่อท่อน้ำเลี้ยงหนุนหลังมั่นใจจับตัวบงการได้พร้อมส่งสัญญาณเตือนอาจมีคนติดคุกอีกเยอะอาจเป็นไปได้ว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ติดตามความเคลื่อนไหวขบวนการป่วนเมืองมาตลอดเพียงแต่ไม่ลงมือจับกุมเพราะต้องการอ่อยเหยื่อเพื่อสาวไปให้ถึงตัวจอมบงการชัดขึ้นเรื่อยๆ

การออกมาส่งสัญญาณเอาจริงจัดการตามกฎหมายกับขบวนการใช้สารพัดวิชามารป่วนการทำประชามติเกิดขึ้นหลังจากที่ขบวนการป่วนเหิมเกริมหนักถึงขนาดปลอมแปลงเอกสารชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่เผยแพร่แจกจ่ายแก่ประชาชน โดยมีการจัดทำเอกสารที่หน้าปกเหมือนเอกสารของกรธ. แต่เนื้อหาภายในบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง

ขบวนการที่ถูกพุ่งเป้าตรวจสอบก็คือนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่มี นายรังสิมันต์ โรม และ นายสิรวิชญ์
เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” เป็นแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวป่วนอย่างต่อเนื่องโดยมีเบาะแสว่าได้ท่อน้ำเลี้ยงและใบสั่งจากแกนนำขบวนการเพื่อแม้วบางคนซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

หลังจากที่ คสช.เอาจริงเตรียมสอบจอมบงการและท่อน้ำเลี้ยงที่อยู่เบื้องหลังขบวนการวิชามารป่วนการทำประชามติ ปรากฏว่า สองแกนนำขบวนการเพื่อแม้วออกอาการส่อเหมือนร้อนตัวเรียงหน้าออกมาตอบโต้อำนาจรัฐทันที

โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมต.พรรคเพื่อแม้ว ไม่เชื่อว่าจะมีการใช้วิชามารปลอมเอกสารของกรธ.แล้วนำมาแจกจ่ายจริงอย่างที่ คสช.อ้างเพราะยังไม่มีการแสดงหลักฐานให้เห็น อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่จำเป็นต้องปลอมเพราะเนื้อหาแย่เป็นปัญหาเกินกว่าที่คนทั้งประเทศจะยอมรับได้อยู่แล้ว

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง ออกกล่าวเชิงปกป้องกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ โดยอ้างว่าการที่อำนาจรัฐตรวจสอบเบื้องหลังนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะเถียงสู้นักศึกษาไม่ได้ก็เลยหาว่ามีท่อน้ำเลี้ยงเพื่อเอาผิดยัดข้อหามาเรื่อยๆ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของขบวนการนักศึกษา

เพราะฉะนั้นคสช.ต้องทำความจริงให้ปรากฏด้วยการตรวจสอบสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่ชักใยและให้ท่อน้ำเลี้ยงขบวนการป่วนทำประชามติเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม และเพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่าสร้างข่าวโคมลอยเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

ระบอบทักษิณป่วนทุกแนวรบ รอโอกาสเปิดศึกแตกหัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224836

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เครือข่ายระบอบทักษิณทั้งพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง นักวิชาการและนักศึกษาเสื้อแดงหน้าเดิมๆ ยังคงดาหน้าออกมาเปิดศึกยั่วยุ ท้าทาย และบ่อนทำลายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.อย่างต่อเนื่องและนับวันจะร้อนแรงขึ้นทุกขณะ และเป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงนี้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุกมาป้วนเปี้ยนแถวประเทศใกล้ไทย อาทิ ฮ่องกง และสิงคโปร์ โดยมีแกนนำระบอบทักษิณทยอยบินไปพบเป็นระยะๆ

ความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมาบัญชาการรบเพื่อเปิดศึกใหญ่กับอำนาจรัฐคสช.ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างขวัญให้บรรดาเครือข่ายระบอบทักษิณทั่วประเทศเกิดความฮึกเหิมอยู่ตลอดเวลาเพื่อรอโอกาสที่ระบอบทักษิณจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ขณะเดียวกันขบวนการระบอบทักษิณก็ฉวยโอกาสหาเรื่องบิดเบือนบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาล อาทิ กรณีที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความรับผิดชอบลาออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ โดยอ้างถึงการประกาศลาออกจากตำแหน่งของ นายเดวิด คาเมรอน นายกฯอังกฤษ ทันทีที่ผลการทำประชามติของอังกฤษให้สหราชอาณาจักรออกจากประชาคมยุโรป หรืออียู ซึ่งเกมการเมืองของระบอบทักษิณดังกล่าวถูกตอบโต้ว่าปัญหาของอังกฤษต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะไทยอยู่ในช่วงภายใต้อำนาจพิเศษจากการรัฐประหารไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งการทำประชามติของอังกฤษรัฐบาลอังกฤษเป็นผู้ดำเนินการตามนโยบายของผู้นำอังกฤษที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าต้องการให้สหราชอาณาจักรอยู่กับอียูต่อไปซึ่งเมื่อผลประชามติออกมาว่าให้อังกฤษแยกจากอียู ผู้นำอังกฤษจึงต้องรับผิดชอบต่างจากของไทยซึ่งร่างรัฐธรรมนูญจัดร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือคสช.

อีกเรื่องหนึ่งที่ระบอบทักษิณฉวยโอกาสหยิบยกมาเป็นข้ออ้างโจมตีบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาลก็คือกรณีไทยแพ้การแข่งขันชิงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี)โดยบิดเบือนอ้างว่าเป็นเพราะทั่วโลกไม่ยอมรับอำนาจรัฐที่มาจากการรัฐประหารของไทย ทั้งๆ ที่ความจริง 2 ปีหลังคสช.ยึดอำนาจผู้นำไทยได้รับเชิญจากนานาประเทศให้ไปเยือนแม้แต่การประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติหรือมหาอำนาจอย่างสหรัฐ อีกทั้งไทยยังได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มประเทศจี-77 ซึ่งมีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งผู้นำจากประเทศทั่วโลกก็มาเยือนไทยแทบจะหัวบันไดไม่แห้งเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือ

การอ้างเรื่องไทยพลาดเก้าอี้ยูเอ็นเอสซีของระบอบทักษิณในอีกด้านหนึ่งก็เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลคสช.นั่นคือการที่ทางการสหรัฐปรับระดับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยดีขึ้นจากระดับเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2 เนื่องจากเห็นว่าคสช.แก้ปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งปล่อยปละละเลยมาตลอด

ขณะที่อีกด้านหนึ่งขบวนการระบอบทักษิณพยายามเดิมเกมป่วนก่อคลื่นใต้น้ำทั้งบนดินและใต้ดินโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นวิธีการชั่วร้ายสกปรกหรือไม่เพียงใด โดยเฉพาะการบ่อนทำลายอำนาจรัฐผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วยการเผยแพร่ข้อความเท็จโจมตีคสช.และรัฐบาลรวมทั้งการปล่อยข่าวบิดเบือนผ่านทางอดีตสส.พรรคเพื่อไทยในจังหวัดต่างๆ จน พล.อ.ประยุทธ์ ถึงกับเปิดเผยว่า มีอดีตสส.บางพรรคปล่อยข่าวโดยปลุกระดมชาวบ้านในจังหวัดของตัวเองว่าหากยังสนับสนุนคสช.และรัฐบาลต่อไปจะมีการยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคและโครงการเรียนฟรี 15 ปี

จากการเคลื่อนไหวของขบวนการระบอบทักษิณที่เข้มข้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำชัดว่าจะไม่มีการปรองดองกับคนที่ทำผิดกฎหมายแล้วไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมกับส่งสัญญาณเร่งคดีโครงการรับจำนำข้าวซึ่งมีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ข้อยุติภายในปีนี้ โดยเฉพาะการฟ้องทางแพ่งต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะจำเลยคนสำคัญเพื่อให้ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท

คดีโครงการรับจำนำข้าวถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบอบทักษิณซึ่งนอกจากโทษทางแพ่งแล้วที่สำคัญกว่าคือน.ส.ยิ่งลักษณ์มีแนวโน้มนับถอยหลังไปสู่ประตูคุกเข้าไปทุกขณะจากโทษทางอาญาที่ใกล้ชี้ชะตาเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งชะตากรรมของน.ส.ยิ่งลักษณ์จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ระบอบทักษิณเร่งเกมเปิดศึกแตกหักเพราะสิ่งที่นายทักษิณกังวลและยอมไม่ได้เด็ดขาดคือเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ผู้เป็นน้องสาวต้องติดคุกและถูกยึดทรัพย์เพราะตัวเอง

ทีมข่าวการเมือง

โค้งสุดท้ายจุดเปลี่ยนสำคัญ ชี้ชะตาสมเด็จช่วง-ธัมมชโย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224706

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีความชัดเจนในสองเหตุการณ์สำคัญในวงการผ้าเหลืองที่มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนั่นคือปัญหาของสองอาจารย์ศิษย์คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง แห่งวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และธัมมชโย เจ้าสำนักจานบิน

สมเด็จช่วง กำลังมาถึงโค้งสุดท้ายที่จะชี้ว่าจะได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชอย่างถูกต้องตามกฎหมายและชอบธรรมหรือไม่ หลักจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีผู้ยื่นเรื่องร้องต่อสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่มหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งมี สมเด็จช่วง เป็นประธานรวบรัดประชุมลับและมีมติให้ สมเด็จช่วง เป็นสมเด็จพระสังฆราช หลังเสร็จพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เพียงไม่กี่วัน อันเป็นการขัดต่อมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์ เนื่องจากทำผิดขั้นตอน เพราะมาตรา 7 กำหนดให้การเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชต้องเริ่มจากนายกฯเสนอไปยัง มส. ไม่ใช่มส.เลือกแล้วเสนอมาให้นายกฯรับทราบ

ก่อนหน้านี้สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องแล้วมีความเห็นว่า มติของมส.ขัดกับมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์ และส่งข้อสรุปความเห็นไปยังรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเหมือนที่ปรึกษากฎหมายของรัฐตีความเพื่อความรอบคอบและเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ทั้งนี้พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาตรา 7 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

ล่าสุดคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาข้อกฎหมายเสร็จแล้วแต่ไม่เปิดเผยโดยรายงานผลการพิจารณาไปยัง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯที่ดูแลด้านศาสนา เพื่อแถลงต่อสาธารณชนในสัปดาห์หน้า ซึ่งคงต้องจับตาดูต่อไปถึงผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะออกมาอย่างไร

แต่ไม่ว่าผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะออกมา อย่างไรก็ตาม สำหรับ สมเด็จช่วงแล้วยังต้องเผชิญวิบากกรรมหากจะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะมีมลทินถูกสังคมตั้งคำถามในเรื่องความเหมาะสมทั้งจากเรื่องครอบครองรถเบนซ์โบราณเถื่อนที่กำลังมีการดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการถูกตั้งข้อสังเกตว่าให้ท้ายปกป้อง ธัมมชโย ซึ่งเป็นศิษย์มาตลอด โดยมส.ยุค สมเด็จช่วง ลงมติว่า ธัมมชโย ไม่ปาราชิกพ้นความเป็นพระอันเป็นการขัดต่อพระบัญชาของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังราชฯ ที่ชี้ว่า ธัมมชโย ปาราชิกพ้นความเป็นพระตั้งแต่ปี 2542 จากคดียักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวและอวดอุตริมนุสธรรมเผยแพร่ลัทธิที่ขัดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง

ทางด้าน ธัมมชโย ล่าสุดได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเช่นกันหลังจากที่พยายามดื้อดึงยื้อเกมไม่ยอมเข้ามอบตัวตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ข้อหาพัวพันการฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ย้ำว่าอาจจะต้องมีการขออำนาจศาลออกหมายค้นสำนักจานบินเพื่อจับกุม ธัมมชโย เป็นครั้งที่สองหากยังดื้อดึงท่ามกลางรายงานข่าวว่า หมายค้นรอบสองนี้อาจจะไม่ใช่แค่ตรวจค้นกุฏิของ ธัมมชโย แต่อาจจะเป็นการตรวจค้นทั่วทั้งสำนักจานบิน

ส่วนการที่ ธัมมชโย ตั้งแง่ต่อรองขอประกันตัวทันทีหากมอบตัวนั้น พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอกล่าวว่า ขณะนี้คงเลยจุดนั้นมาแล้วเพราะดีเอสไอส่งสำนวนคดีไปยังอัยการแล้ว ดังนั้นจึงอยู่ในอำนาจและดุลยพินิจของอัยการและศาลที่จะพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ โดยอัยการกำหนดชี้ชะตาจุดเปลี่ยนของ ธัมมชโย ในวันที่ 13 ก.ค.นี้

ที่สำคัญมีสัญญาณจากรัฐบาลว่าหาก ธัมมชโย และเหล่าสาวกยังพยายามทำตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายขัดขวางการจับกุมดำเนินคดีก็อาจจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญเพื่อยุติปัญหาให้ได้โดยเร็วและเกิดประสิทธิภาพ

ปัญหาของสำนักจานบินอาจจะไม่จบแค่การจับตัว ธัมมชโย มาดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ความลี้ลับในขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลของสำนักจานบินทั้งในและนอกประเทศ ตลอดจนอิทธิพลของสำนักจานบินที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากลและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติจึงมีแนวโน้มที่จะถูกตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการฟอกเงินหรือด้วยมาตรา 44 โดยเฉพาะที่ดินของสำนักจานบินทั้งสำนักงานใหญ่ที่ จ.ปทุมธานี และสาขาในหลายจังหวัดทั่วประเทศพบว่ามีการรุกป่าหรือครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย อาทิ กรณีล่าสุดคือ สาขาสำนักจานบินเวิลด์พีซ วัลเล่ย์เขาใหญ่ ที่สร้างอย่างหรูหราอลังการดุจรีสอร์ทพื้นที่หลายร้อยไร่พบว่ามีการรุกที่ ส.ป.ก.โดยผิดกฎหมายนับร้อยไร่

ภายใต้สถานการณ์ที่สองอาจารย์ศิษย์คือ สมเด็จช่วงและ ธัมมชโย กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนแห่งวิบากกรรมสำคัที่ใกล้เข้าตาจนเข้าไปทุกขณะ ปรากฏว่าเหมือนมาตามนัดเมื่อแก๊งผ้าเหลืองขาประจำคือ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จันทสาโร) หรือที่ข่าวร่ำลือว่าแท้ที่จริงคือ นายประสาร หนองพร้าว อดีตหนึ่งในแกนนำเสื้อแดงภาคอีสาน ในคราบเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย(ศพศ.) ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสองอาจารย์ศิษย์ ด้วยการส่งหนังสือถึงสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสขึ้นไปทั่วประเทศให้ออกมาแสดงพลังโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้นต้องจับตาระเบิดเวลาศึกผ้าเหลืองตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เพราะกำลังมาถึงโค้งสุดท้ายที่ร้อนแรงและแหลมคมมากขึ้นทุกขณะ

ทีมข่าวการเมือง

สารพัดวิชามารท้าอำนาจรัฐ บิดเบือนจ้องคว่ำรธน.ปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224566

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ยิ่งใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง 7 ส.ค. เข้าไปเท่าไหร่เกมใต้ดินจากสารพัดวิชามารของขบวนการเพื่อแม้วก็ดุเดือดท้าทายอำนาจรัฐมากขึ้นเท่านั้น จนก่อนหน้านี้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ถึงกับประณามว่าเป็นการกระทำของคนไม่รักชาติ เพราะทั้งปล่อยข่าวบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญและข่มขู่เจ้าหน้าที่ซึ่งออกเดินสายรณรงค์ชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้กับชาวบ้านทั่วประเทศ

ล่าสุด นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. เผยว่าที่จ.เชียงใหม่มีการแจกจ่ายเอกสารบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญโดยทำอย่างเป็นขบวนการ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือขณะนี้มีการจัดตั้งกองทัพมดออกปลุกระดมชาวบ้านแบบปากต่อปากบิดเบือนเพื่อให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติที่จะมีขึ้นโดยอาจจะมีเรื่องสินจ้างรางวัลเป็นแรงจูงใจ

สอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า มีอดีตสส.บางพรรคใช้วิชามารไปปลุกระดมชาวบ้านในพื้นที่ของตัวเองด้วยการจงใจบิดเบือนว่า หากหนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงและสนับสนุนคสช.และรัฐบาลให้มีอำนาจต่อไปจะมีการยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงการเรียนฟรี 15 ปี

การปลุกระดมปล่อยข่าวบิดเบือนลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปและนับวันจะท้าทายมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.การทำประชามติมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการแพร่ข้อมูลบิดเบือนโจมตีร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางโซเชียลมีเดีย

สารพัดวิชามารของขบวนการเพื่อแม้ว ถือเป็นปัญหาท้าทายศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยฯช่วงการทำประชามติซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นโดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีฝ่ายทหารและตำรวจคอยให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตามแม้แผนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของขบวนการเพื่อแม้วจะประสบความสำเร็จ แต่คสช.และรัฐบาลก็ถือไพ่เหนือกว่าและกุมไพ่ตายไว้ในมือ

เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ คสช.และรัฐบาลก็ยังคุมอำนาจต่อไปซ้ำอาจงัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาใช้ยาแรงที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยให้อยู่หมัด

ทีมข่าวการเมือง

แก๊งป่วนหน้าเดิมแค่หยิบมือเดียว ตัวบ่อนทำลายถ่วงเดินหน้าประเทศ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224374

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ยิ่งใกล้วันลงประชามติ 7 ส.ค.นี้เข้าไปเท่าไหร่ก็จะยิ่งเห็นธาตุแท้ขบวนการป่วนเมืองอำนาจเก่าทั้งเหล่าสาวกเพื่อแม้ว แก๊งเสื้อแดง และนักวิชาการนักศึกษาผีโม่แป้งที่ล้วนเป็นพวกขาประจำหน้าเดิมๆแค่หยิบมือเดียว แต่ออกมาเคลื่อนไหวยั่วยุท้าทายอำนาจรัฐอย่างเหิมเกริมเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆหวังบ่อนทำลายอำนาจรัฐและสุมไฟให้กลายเป็นวิกฤติ

การเคลื่อนไหวของเหล่าขบวนการป่วนชาติเหล่านี้หากเป็นยุคเผด็จการแท้จริงอย่างยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ป่านนี้พวกป่วนเมืองผีโม่แป้งทั้งหลายอาจถูกอุ้มหายหรือขังลืมไปแล้ว แต่นี่เป็นยุคเผด็จการที่มีจิตใจประชาธิปไตยโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงยอมอ่อนข้อ
ไม่เคยใช้ความรุนแรงมาตลอด แต่ปรามด้วยกระบวนการตามกฎหมายทุกประการ ทำให้เหล่าแก๊งป่วนชาติย่ามใจสร้างสถานการณ์ยั่วยุท้าทายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

พวกหน้าเดิมขาประจำที่ออกมาป่วนถ้าเป็นพรรคเพื่อแม้วก็ อาทินายวัฒนา เมืองสุข, นายอนุสรณ์ เปี่ยมสะอาด, นายจาตุรนต์ ฉายแสงหรืออาจสลับฉากด้วยการออกแถลงการณ์ในนามพรรคหรือโดยบรรดาขุนพลพรรคเพื่อแม้วที่ดาหน้าออกมาป่วน ส่วนหากเป็นเสื้อแดงก็นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง และ นายณัฐวุฒิใสยเกื้อ เลขาธิการคนเสื้อแดง

ด้านขบวนการที่เป็นอาจารย์และนักศึกษาขาประจำ อาทิ นายอนุสรณ์ อุณโณ จากค่ายท่าพระจันทร์ หรือแก๊งนักศึกษาหัวโจกสำคัญก็คือ นายสิรวิชญ์เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” และนายรังสิมันต์ โรม

ขบวนการป่วนประเทศเหล่านี้อ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่โดยเนื้อแท้ซ่อนแผนมุ่งสุมไฟบ่อนทำลายคสช.เพื่อปูทางให้ระบอบแม้วกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศเพื่อเสพสุขแบ่งปันผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ กันอย่างอิ่มหมีพีมัน

การที่ก่อนหน้านี้นักศึกษา 13 คนที่ออกมาเคลื่อนไหวป่วนจนถูกจับกุมดำเนินคดีปรากฏว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพียงแค่ปรามและไม่อยากเอาเรื่องเอาราวมากนักโดยยอมให้ประกันตัว ซึ่งมีนักศึกษา 6 คน ยื่นขอประกันตัว แต่กลับปรากฏว่ามี 7 คน นำโดยนายรังสิมันต์ เจ้าเก่าไม่ขอประกันตัวอันเป็นการเผยธาตุแท้แผนการที่ส่อเจตนาหาเรื่องหวังอาศัยเป็นข้ออ้างกระพือข่าวว่าถูกอำนาจรัฐคสช.คุกคามสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิมนุษย์เพื่อใช้สร้างกระแสต่อต้านภายในประเทศและชักศึกเข้าบ้านให้องค์กรนานาชาติรุมประณามกดดันคสช.

พฤติการณ์ของขบวนการป่วนเมืองแค่หยิบมือเดียวสร้างความเบื่อหน่ายเอือมระอาต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเต็มที เพราะนอกจากมือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำ วันๆ จ้องแต่พยายามหาเรื่องป่วนบ่อนทำลายฉุดประเทศไม่ให้เดินไปข้างหน้าหวังให้บ้านเมืองกลับไปสู่ยุควงจรอุบาทว์อันชั่วร้ายของระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นและเป็นต้นเหตุที่สร้างความแตกแยกบอบช้ำล่มจมให้ประเทศอย่างหนักตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทีมข่าวการเมือง

ถึงเวลาใช้ม.44 สางปมลึกสำนักจานบิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224184

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปมลี้ลับดุจแดนสนธยาในหลายมิติและทำตัวดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายของสำนักจานบินเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจไม่ใช่จะยุติแค่การจับตัวธัมมชโย เจ้าสำนักจานบินมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมในข้อหาพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แต่เป็นปมที่ซ่อนความไม่ชอบมาพากลของอาณาจักรที่อาจเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ทรัพย์สินอันมหาศาลของสำนักจานบินทั้งในและต่างประเทศที่ประเมินกันว่าอาจจะมีมูลค่ามากกว่า4 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินถึงเกือบเท่าตัวถูกตั้งข้อสงสัยถึงเบื้องหลังที่มาที่ไปของทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลเหล่านี้ ซึ่งส่อไปในทางมีการเล่นแร่แปรธาตุฟอกเงิน และนำเงินทำบุญด้วยจิตศรัทธาของประชาชนไปใช้ในทางมิชอบที่นอกจากไม่ใช่กิจของสงฆ์แล้ว ยังอาจมีการเบียดบังทรัพย์สินเหล่านี้มาเป็นสมบัติส่วนตัว ดังที่ ธัมมชโย เคยถูกดำเนินคดีมาแล้วฐานนำทรัพย์สินวัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท ใช้ชื่อตัวเอง

ทรัพย์สินมหาศาลของสำนักจานบินควรมีการตรวจสอบเชิงลึกอย่างละเอียดว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือไม่และเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินของวัดเหล่านี้ควรเป็นกรรมสิทธิ์ของสาธารณะโดยจะต้องไม่มีการยักยอกไปเป็นสถานที่เสพย์สุขหรือเป็นสมบัติส่วนตัวของใคร

นอกจากนี้ยังพบว่าอาณาจักรสาขาสำนักจานบินในหลายจังหวัดส่อเจตนาทำผิดกฎหมายด้วยการรุกป่าหรือพื้นที่หวงห้าม อาทิ สาขาที่จ.พังงา หรือที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมคือที่ เวิลด์พีซวัลเล่ย์เขาใหญ่ เนื้อที่ 900 ไร่ ที่พบว่าไม่มีเอกสารสิทธิและรุกเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.) นับร้อยไร่

แต่ที่สำคัญนอกจากพฤติกรรมที่ส่อตั้งตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายแล้ว สำนักจานบินยังส่อพฤติการณ์มอมเมาประชาชนด้วยลัทธิที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาด้วยการโฆษณาชวนเชื่อธุรกิจขายบุญโดยอาศัยหลักการตลาดที่สร้างความศรัทธาด้วยสถานที่และพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่อลังการเต็มไปด้วยแสงสีเสียงอันตระการตา และมายาภาพแห่งอิทธิปาฏิหาริย์เป็นเครื่องมือมอมเมาให้ประชาชนหลงเชื่อยอมตัวเป็นสาวกอย่างงมงาย

ทั้งนี้ แม้แต่องค์กรสงฆ์สูงสุดและพระเถระผู้ใหญ่แทบทั้งประเทศถูกตั้งข้อสังเกตว่าล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักจานบินโดยมีเรื่องผลประโยชน์และอำนาจเป็นตัวยึดโยง

การที่สำนักจานบินมอมเมาและแผ่ขยายอิทธิพลจนมีสาวกทั่วประเทศจำนวนมากหากใช้มวลชนไปในทางที่ผิดหรือชั่วร้ายและยิ่งหากปล่อยให้สร้างอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านเงินทุนและมวลชนที่พร้อมจะยอมตายตามคำสั่งของผู้นำลัทธิก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

ล่าสุด พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งเป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯและหัวหน้าคสช. เพื่อนำตัวธัมมชโยมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเสนอว่านอกจากจับตัวธัมมชโยแล้วควรใช้มาตรา 44 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการตรวจสอบปมการฟอกเงินและเบาะแสที่ไม่ชอบมาพากลทั้งหมดของสำนักจานบินในทุกมิติเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่จะเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติในอนาคต

ทีมข่าวการเมือง

ศูนย์คุมป่วนประชามติ หอกสนองคืนเพื่อแม้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/224012

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามตั้งศูนย์ปราบโกงการทำประชามติของกลุ่มเสื้อแดง ล่าสุดรัฐบาลก็ใช้แผนหอกสนองคืนแผนป่วนประเทศของเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วด้วยการตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงขึ้นในทุกจังหวัดทุกอำเภอทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป

ศูนย์ดังกล่าวมีภารกิจหลัก 3 ประการ คือ 1.บริหารจัดทำแผนเผชิญเหตุติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดกัด 2.เสาะหาข่าวขบวนการบิดเบือนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และการทำผิดตามพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ หรือก่อเหตุป่วนเมือง 3.การแก้ไขปัญหาการรวมตัวของมวลชนให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ย้ำจะไม่ยอมให้มีการโกงหรือขัดขวางการทำประชามติอย่างเด็ดขาดเพื่อให้การทำประชามติเป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อย

แผนหอกสนองคืนทำเอาแกนเครือข่ายเพื่อแม้วถึงกับพล่าน อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มเสื้อแดง ถึงกับออกมาโวยวายแก้เกี้ยวอ้างว่าเป็นการก๊อบปี้ศูนย์ปราบโกงประชามติของคนเสื้อแดงที่ถูกห้ามไปก่อนหน้านี้ และเป็นการใช้อำนาจจับผิดกันเองซึ่งไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการโกง

การตั้งศูนย์รักษาความสงบการทำประชามติถือเป็นมาตรการแก้ลำแผนสุมไฟป่วนประเทศของขบวนการเพื่อแม้วได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในกทม.และในจังหวัดต่างๆ เพราะปรากฏว่ามีอดีตสส.พรรคเพื่อแม้วและเครือข่ายในจังหวัดต่างๆ มีการเคลื่อนไหวปลุกระดมบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาล รวมทั้ยุยงให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง โดยบิดเบือนอ้างว่าหากยังสนับสนุนคสช.และรัฐบาล ด้วยการรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีการยกเลิกโครงการต่างๆ ที่เป็นสวัสดิการของประชาชน อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการเรียนฟรี 15 ปี หรือการช่วยเหลือชาวนา

ทั้งนี้ การที่กำหนดให้ทุกจังหวัดจะต้องรับผิดชอบด้านการข่าวทำให้ต้องติดตามความเคลื่อนไหวขบวนการป่วนประเทศโดยเฉพาะขบวนการเพื่อแม้วทุกฝีก้าว

นอกจากนี้ศูนย์รักษาความสงบการทำประชามติยังเป็นการสกัดการซื้อเสียงโดยขบวนการเพื่อแม้วที่เชื่อว่ามีการทุ่มทุนมหาศาลหวังทำทุกวิถีทางเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงให้ได้

เพราะฉะนั้นแผนตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของกลุ่มเสื้อแดงหวังสุมไฟป่วนเมืองนอกจากล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว ยังเป็นหอกสนองคืนเพราะภายใต้ศูนย์รักษาความสงบการทำประชามติโดยมีเครือข่ายอำนาจรัฐทั่วประเทศเป็นเครื่องมือสยบขบวนการเพื่อแม้วซึ่งนับจากนี้ไปแผนเคลื่อนไหวป่วนเมืองต่างๆ จะถูกจับตาทุกฝีก้าวและหากล้ำเส้นเมื่อไหร่ก็เจอมาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดเมื่อนั้น

ทีมข่าวการเมือง

จับตาเพื่อแม้วดิ้นอ้างปรองดอง ซ่อนเป้าดันนิรโทษกรรมทักษิณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/223795

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การออกมาแสดงบทบาทของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำขบวนการเพื่อแม้ว ซึ่งเคยได้รับฉายาจากสื่อประจำทำเนียบรัฐบาลว่า “มายา”ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงแหลมคมขึ้นทุกขณะกำลังถูกจับตา โดยเฉพาะข้อเสนอของคุณหญิงหน่อยที่เสนอแนวคิดนัดตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาหารือ เพื่อหาทางออกให้ประเทศ

แต่การออกมาเคลื่อนไหวของ คุณหญิงหน่อย ครั้งนี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีเป้าหมายแอบแฝงซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะเกิดขึ้นขณะที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก มาปักหลักป้วนเปี้ยนอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งถูกมองว่า มาบัญชาการรบเปิดศึกกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล และขณะที่แกนนำเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วกำลัง
ดาหน้าออกมาถล่มคสช.และรัฐบาลอย่างหนักโดยไม่กลัวแตกหัก

ที่สำคัญการออกโรงของ คุณหญิงหน่อย ยังเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงร่ำลือว่า มีเป้าหมายเพื่อที่จะผลักดันแนวทางสร้างความปรองดองด้วยการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวนิรโทษกรรมแบบสุดซอยให้กับคนทุกกลุ่มทุกสี โดยอ้างเพื่อความปรองดอง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงก็คือผลักดันให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับ นายทักษิณ และเหล่าแกนนำขบวนการระบอบทักษิณที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง เมื่อปี 2553 และที่สำคัญคือทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวรอดพ้นจากโทษความผิด

เพราะฉะนั้นจึงต้องจับตาการนัดหารือแกนนำพรรคต่างๆ จากการจุดประเด็นของ คุณหญิงหน่อย ซึ่งอาจเป็นเกมอาศัยพรรคต่างๆ เป็นเครื่องมือ โดยมีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
ความผิดแก่ผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทุกคนทุกสีและทุกคดีแบบล้างไพ่โดยอ้างเพื่อสร้างความปรองดองเพราะประเทศบอบช้ำมามากแล้ว ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงหากมีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ นายทักษิณ และพวกแทนที่จะสร้างความปรองดองกลับจะยิ่งเป็นชนวนสุมไฟให้เกิดความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรงซึ่งมีบทเรียนให้เห็นมาแล้วในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่พยายามลักไก่ผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยจนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จำนวนเกือบ 10 ล้านคน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนจะรู้เท่าทันเกมของขบวนการเพื่อแม้วจึงออกมาเบรก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ยกเลิกนัดหารือกับ คุณหญิงหน่อย พร้อมย้ำว่า ในสถานการณ์ขณะนี้นักการเมืองไม่ควรเคลื่อนไหวในลักษณะที่ทำให้เกิดความสับสนและสร้างความหวาดระแวงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เผยเป็นนัยว่ามีความพยายามเสนอให้นิรโทษกรรมคนบางคนมายังรัฐบาล

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ส่งสัญญาณปิดประตูตายเรื่องนิรโทษกรรมโดยย้ำว่าทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและยึดหลักกฎหมาย โดยคนทำผิดต้องกลับมารับโทษก่อนเท่านั้น แล้วค่อยมาพูดเรื่องนิรโทษกรรม

ทีมข่าวการเมือง