นับถอยหลังศึกประชามติ ยิ่งใกล้ยิ่งแหลมคมร้อนระอุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/223675

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะที่บรรดาขุนพลกลุ่มอำนาจเก่าระบอบทักษิณทั้ง 17 แกนนำ พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงเดินเกมเคลื่อนไหวสุมไฟป่วนประเทศท้าทายอำนาจรัฐถล่มคสช. และจ้องล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่จะมีการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ ขณะเดียวกันฝ่ายที่หนุนร่างรัฐธรรมนูญนำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยก็ประกาศจะสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงโดยถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจทางเฟซบุ๊คส่วนตัวตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. เป็นต้นไป วันละ 5 นาที ทุกวันจนถึงวันลงประชามติ

สำหรับเครือข่ายระบอบทักษิณหลังจากที่ศูนย์ปราบโกงการทำประชามติของกลุ่มเสื้อแดงต้องยุติไปจากการเอาจริงของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)ที่จับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาป่วนเมืองขั้นเด็ดขาด รวมทั้งการแจ้งความดำเนินคดีกับ 19 แกนนำเสื้อแดง นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ท้าทายคสช.ด้วยการเปิดตัวศูนย์ปราบโกงที่ห้างอิมพิเรียล ลาดพร้าว โดยไม่สนใจคำสั่งห้ามของคสช. แต่กลุ่มเสื้อแดงก็ แก้เกมด้วยการวิ่งรอกเดินสายร้องเรียนทั้งองค์การสหประชาชาติและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯว่า ถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยหวังจุดกระแสโลกล้อมไทยและเกิดการต่อต้านคสช.ภายในประเทศ

สำหรับคสช.ใช้ยุทธวิธีด้วยปฏิบัติการเชิงรุกแบบตาต่อตาฟันต่อฟันจัดการกับขบวนการป่วนเมืองระบอบทักษิณโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ถึงกับโทรศัพท์สายตรงชี้แจงกับ นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังและเป้าหมายแอบแฝงของขบวนการระบอบทักษิณที่พยายามสร้างสถานการณ์ป่วนจนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงและโรดแมปที่จะนำไปสู่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในปีหน้า

แต่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงก็ยังคงพลิกแพลงรูปแบบการเคลื่อนไหวโดยการทำสงครามคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงผ่านทางโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการทุกรูปแบบเพื่อก่อกวนขัดขวางข่มขู่การเดินสายชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทำให้แม้แต่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติเป็นคนเยือกเย็นถึงกับหมดความอดทนประณามพวกที่ก่อกวนเป็นอันธพาลและเป็นพวกที่ไม่รักชาติ

การออกมาเคลื่อนไหวต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของเครือข่ายระบอบทักษิณทั้งพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง นักวิชาการและนักศึกษาเสื้อแดงได้สร้างความสับสนลังเลต่อประชาชนไม่น้อยว่าจะลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงหรือไม่

ด้วยเหตุนี้การออกมารณรงค์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ นายสุเทพ จึงเหมือนตัวช่วยคอยถ่วงดุลการเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของขบวนการระบอบทักษิณและเพิ่มโอกาสให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงมีโอกาสผ่านการทำประชามติมากขึ้น

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงตอบโต้การออกมาหนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ นายสุเทพ โดย นายจตุพร ประกาศจะรณรงค์ต้านร่างรัฐธรรมนูญผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ โดยอ้างว่าเพื่อความเท่าเทียม

การออกมาเคลื่อนไหวหนุนและต้านร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเข้มข้นร้อนแรงขึ้นทุกขณะประกอบกับปมปัญหาหลังจากที่มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามาตรา 61 วรรคสองของพ.ร.บ.การทำประชามติขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เตือนว่า หากกลุ่มการเมืองคิดว่าหากไม่มีมาตรา 61 วรรคสองแล้วจะเคลื่อนไหวป่วนเมืองได้อย่างอิสระก็คงคิดผิดเพราะมาตรา 61 วรรคหนึ่งยังอยู่และมีเนื้อหาที่ครอบคลุมมากกว่าวรรคสองด้วยซ้ำโดยห้ามการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อการทำประชามติ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คำสั่งคสช. หรือหากสถานการณ์เลวร้ายนายกฯก็สามารถใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวจัดการแก้ปัญหาได้

แม้คสช.หรือรัฐบาลจะเอาจริงกับแผนสุมไฟป่วนประเทศของขบวนการระบอบทักษิณเข้มข้นเพียงใดก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าขบวนการระบอบทักษิณจะไม่หยุดปฏิบัติการบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาลด้วยการสุมไฟให้เกิดวิกฤติ เพราะนี่คือทางรอดเดียวสำหรับระบอบทักษิณที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และที่สำคัญคือต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวจะถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาชี้ชะตาว่าจะต้องรับโทษติดคุกหรือไม่

ทีมข่าวการเมือง

องค์กรสงฆ์โยนกลองไปมา ซื้อเวลาจับสึกธัมมชโย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/223587

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การที่มหาเถรสมาคม(มส.) ในการประชุมครั้งล่าสุดโดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ทำหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและเป็นอาจารย์ของธัมมชโย เจ้าสำนักจานบินมีมติไม่รับปัญหาธัมมชโยไว้พิจารณาแล้วโยนปมเผือกร้อนให้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์(สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลางไปตัดสินใจเอาเองว่าจะจับสึกธัมมชโยหรือไม่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโยนกลองซื้อเวลา และสะท้อนความอ่อนแอขององค์กรสงฆ์

ธัมมชโย มีชนักปักหลังหลายข้อหาทั้งการถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ออกหมายจับข้อหาพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แต่ ธัมมชโย และเหล่าสาวกพยายามขัดขวางและหลบเลี่ยงหมายจับ รวมทั้งข้อหาที่ถูกร้องให้จับสึกตามพระบัญชาของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่เมื่อปี 2542 กรณีที่ยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวและอวดอุตริมนุสธรรมเผยแพร่ลัทธิที่ขัดกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นการผิดพระธรรมวินัยร้ายแรง

สำนักจานบินนั้นมีทรัพย์สินมหาศาลและมีสาวกทั่วประเทศจำนวนมาก และที่สำคัญ ธัมมชโย ยังเป็นศิษย์ของ สมเด็จช่วง จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีอิทธิพลเหนือองค์กรสงฆ์ในทุกระดับรวมทั้งมส. ตลอดจนพระเถระผู้ใหญ่ทั้งหลาย ทำให้ที่ผ่านมาองค์กรสงฆ์ถูกมองว่าคอยปกป้องช่วยเหลือ ธัมมชโย มาตลอด

ก่อนหน้าที่ มส.จะมีมติโยนเผือกร้อนกลับไปให้เจ้าคณะหนกลางเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ทางรัฐบาลโดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแลกรมดีเอสไอ และ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งดูแลเกี่ยวกับศาสนาได้หารือกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เพื่อให้เป็นคนกลางในการหารือกับมส.เพื่อหาข้อยุติปัญหาของ ธัมมชโย โดยต้องการให้สงฆ์แก้ปัญหาของสงฆ์ด้วยกันเอง แต่ในที่สุดมส.ก็โยนกลองปัญหาไปยัง สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ โดยอ้างมติของมส.ครั้งที่ 4/2544 วันที่ 9 ก.พ. 2544 เพื่อให้การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกฎมส.และระเบียบมส.ดียิ่งขึ้น จึงให้เจ้าคณะใหญ่ทุกหนปฏิบัติพร้อมกับเจ้าคณะทุกระดับ ทุกกรณีให้เป็นที่ยุติในเขตปกครองแต่ละหน

ทั้งนี้ นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่าจากมติมส.ที่ออกมา พศ.จะไม่นำ
ปัญหา ธัมมชโย เข้าพิจารณาในที่ประชุมมส.อีกแล้ว เว้นเสียแต่จะมีการรายงานเพื่อทราบต่อที่ประชุม ซึ่งก็หมายความว่า มส.ปิดประตูพิจารณาปัญหา ธัมมชโย และโยนปัญหาพ้นตัวโดยจะพิจารณาก็ต่อเมื่อเจ้าคณะหนกลางพิจารณาจนได้ข้อยุติในปัญหาของ ธัมมชโย แล้วเท่านั้น

ที่สำคัญมติมส.ที่ออกมายังหมายความว่า ปัญหาของ ธัมมชโย ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ระดับเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาคจนมาถึงเจ้าคณะหนกลางคือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ทั้งๆ ที่ปัญหา ธัมมชโย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนแม้แต่น้อยและเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายปีแล้ว

แต่ที่ ธัมมชโย ยังลอยนวลอยู่ได้และได้รับการปกป้องถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะอิทธิพลของสำนักจานบินที่ครอบงำองค์กรสงฆ์ทั่วประเทศในทุกระดับตั้งแต่ระดับบนสุดลงมา

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 ธัมมชโย ซึ่งมีคดียักยอกทรัพย์และอวดอุตริมนุสธรรมเป็นชนักปักหลังก็ใช้วิธีระดมเหล่าสาวกมาเป็นโล่มนุษย์ป้องกันตัวเองจากการถูกจับกุม และด้วยอิทธิพลของสำนักจานบิน ในที่สุดทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ต้องยอมอ่อนข้อปล่อยให้อิทธิพลเหนือกฎหมายโดยยอมให้ ธัมมชโย มอบตัวที่วัดชนะสงครามแทนที่จะเป็นสถานีตำรวจโดยมีเงื่อนไขว่าต้องได้รับการประกันตัวทันทีโดยไม่ถูกจับสึกทำให้มีการตั้งคำถามว่า หรือเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เพราะฉะนั้นเมื่อมส.โยนเผือกร้อนหนีปัญหาซื้อเวลาจึงต้องจับตาไปที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ซึ่งจะเป็นบุคคลสำคัญที่จะพิสูจน์ว่ายึดมั่นในความถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยการดำเนินการขั้นเด็ดขาดปัญหาธัมมชโยในเวลาอันรวดเร็ว หรือจะยอมอ่อนข้อให้ธัมมชโยเหมือนเหตุการณ์เมื่อปี 2542 หรือจะซื้อเวลาด้วยการโยนปัญหากลับมาที่ฝ่ายบ้านเมืองอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วคิดแต่หาเรื่องป่วน บ่อนทำลายชาติเพื่อตัวเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/223411

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การออกมาเคลื่อนไหวของเหล่าสมุนขบวนการเพื่อแม้วนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศมากว่า 2 ปี เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองแม้แต่น้อยนอกจากคิดแต่เรื่องบ่อนทำลายป่วนประเทศ

อย่างกรณีล่าสุดที่ไทยพลาดการเข้าแข่งขันเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชามติ(ยูเอ็นเอสซี) ปรากฏว่าเหล่าสมุนขบวนการเพื่อแม้วคือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อแม้ว ฉวยโอกาสออกมาประโคมข่าวโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นเพราะนานาประเทศไม่ยอมรับรัฐไทยที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งส่อเจตนาบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง เพราะการเลือกสมาชิกยูเอ็นเอสซีครั้งนี้ประเทศต่างๆ ไม่มีการพูดถึงเรื่องการรัฐประหารของไทยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้หากไทยถูกบอยคอตต์ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศจริงอย่างที่ส่อเจตนาบิดเบือนองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)คงไม่เชิญ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ไปร่วมปราศรัยในการประชุมใหญ่ยูเอ็นครั้งที่ผ่านๆ มา หรือแม้แต่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯก่อนหน้านี้ก็ยังเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ไปร่วมประชุมในเวทีระดับนานาชาติหลายครั้ง

ผู้นำหลายประเทศยังเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเยือนอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันก็มาเยือนไทยทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจนหัวบันไดแทบไม่แห้งเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

ที่สำคัญไทยยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ยูเอ็นให้เป็นประธานกลุ่มประเทศจี -77 ซึ่งมีเกือบ 200 ประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิกอันแสดงให้เห็นถึงการยอมรับของนานาประเทศที่มีต่ออำนาจรัฐไทยยุครัฐประหารอย่างชัดเจน

การออกมาบ่อนทำลายภาพพจน์ของคสช.และรัฐบาลโดยขบวนการเพื่อแม้วส่อเจตนากลบเกลื่อนความสำเร็จอันเป็นผลงานโบแดงของคสช.และรัฐบาลและเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยเพระจะเกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมากนั่นก็คือ การที่ทางการสหรัฐฯปรับระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยดีขึ้นจากเดิมเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 อันเนื่องมาจากการที่ทางการไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจังในการปราบปรามการค้ามนุษย์ ขณะที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งช่วงที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยมาตลอด

การที่ทางการสหรัฐฯปรับระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยดีขึ้นจะทำให้ไทยรอดพ้นจากการถูกบอยคอตต์ทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯรวมทั้งกลุ่มประชาคมยุโรปหรืออียูซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมากกว่าเรื่องที่ไทยไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกยูเอ็นเอสซีอย่างเทียบกันไม่ได้

แต่ขบวนการเพื่อแม้วกลับจ้องเดินเกมมุ่งแต่จะโจมตีเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งอย่างกรณียูเอ็นเอสซีซึ่งสะท้อนธาตุแท้ความเป็นอันธพาลป่วนเมืองพร้อมที่จะทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของ

ทีมข่าวการเมือง

แม้ว-ขวัญชัย-ธัมมชโย แบบอย่างอันเลวร้าย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/223189

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การที่นายขวัญชัย ไพรพนา อดีตแกนนำคนเสื้อแดงจ.อุดรธานี หนีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินให้จำคุกนายขวัญชัย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญาและปรับ 5 แสนบาท คดีที่พาแก๊งอันธพาลเสื้อแดงบุกถล่มเวทีการปราศรัยและทำร้ายมวลชนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จ.อุดรธานี เมื่อปี 2551 โดยอ้างหน้าตาเฉยว่าจะกลับมารับโทษก็ต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น

นายขวัญชัย หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลตั้งแต่ต้นโดยยอมทิ้งเงินประกันตัวหลายแสนบาทอันแสดงให้เห็นถึงการรู้ตัวว่ากระทำผิดจริง ซึ่งการอ้างว่าจะมารับโทษก็ต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้นช่างเหมือนกับข้ออ้างของ ธัมมชโย เจ้าสำนักจานบิน ไม่ผิดเพี้ยนโดยแถลงการณ์ของสำนักจานบินอ้างว่า ธัมมชโย จะยอมมอบตัวตามหมายจับข้อหาพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก็ต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น

และก็เหมือนกับพฤติการณ์ของอดีตนายกฯนักโทษหนีคุกที่หนีโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญาในคดีทุจริตตามคำพิพากษของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหลังหนีออกนอกประเทศอดีตนายกฯนักโทษหนีคุกก็บิดเบือนอ้างว่าที่ไม่ยอมรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเพราะศาลถูกแทรกแซงจากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำพิพากษา อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกส่งทีมทนายถือถุงขนมบรรจุเงิน 2 ล้านบาท ไปหยั่งเชิงหมายติดสินบนศาลแต่ไม่สำเร็จจึงรู้ตัวว่าไม่รอดชิงหนีออกนอกประเทศ

การที่ นายขวัญชัย อ้างว่าจะยอมกลับมารับโทษเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นข้ออ้างที่บิดเบือนลวงโลก เพราะที่ผ่านมาคนในระบอบแม้วหลายต่อหลายคนหรือแม้แต่อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกเองก็หนีหมายจับหรือหนีคำพิพากษาของศาลในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ข้ออ้างทั้งของ นายขวัญชัย อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุก และ ธัมมชโย ล้วนเป็นข้ออ้างที่บิดเบือนเนื่องจากคำพิพากษาของศาลกับเรื่องบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะศาลเป็นสถาบันที่อยู่คู่กับชาติและดำรงความเป็นอิสระในฐานะหนึ่งในอำนาจอธิปไตยมาช้านาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะผู้มีอำนาจปกครองประเทศไม่ว่ายุคใดสมัยใด อีกทั้งคำพิพากษาของศาลกว่าจะมาถึงขั้นศาลฎีกาย่อมต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเนื่องจากผ่านการกลั่นกรองทั้งจากฝ่ายตำรวจ อัยการ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ กว่าจะมาถึงศาลฎีกา

จากพฤติการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนในระบอบแม้วและสำนักจานบินที่พอถูกจับได้ว่าทำผิดและศาลพิพากษาลงโทษกลับไม่ยอมรับอำนาจศาลหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่กลับพยายามตะแบงหาทางเอาตัวรอดด้วยการใช้เล่ห์ศรีธนญชัยต่างๆ นานาเพื่อหนีโทษความผิดของตัวเอง

กรณีของนายขวัญชัย อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก และธัมมชโย จึงเป็นการสร้างบรรทัดฐานแบบอย่างอันเลวร้ายเพราะทำตัวอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมและทำลายหลักนิติรัฐตลอดจนความศักดิ์สิทธิ์ของศาล

ทีมข่าวการเมือง

จับตาเพื่อแม้วจับมือปชป.-ชพน. เพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/223039

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตากรณีที่คุณหญิงหน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อแม้ว ที่ปกติไม่เผาผีกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ครั้งนี้กลับเป็นตัวตั้งตัวตีนัดหารือกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคปชป.และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา(ชพน.)ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแผนการเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกัน

ทั้งนี้แกนนำ 3 พรรค เห็นตรงกันว่านักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองเดินมาสู่จุดนี้จึงจะนัดพูดคุยเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาในสัปดาห์หน้า ซึ่ง คุณหญิงหน่อย อ้างว่าไม่เกี่ยวกับพรรค แต่เป็นการรวมตัวของกลุ่มนักการเมืองเก่าแก่เห็นความเป็นไปของบ้านเมืองไม่ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศและคนรุ่นต่อไป

ด้าน นายสมศักดิ์กล่าวว่า คนที่จะมาร่วมพูดคุยไม่ใช่มีแค่ 3 คนเท่านั้น แต่จะชวนอดีตสส.จากพรรคอื่นๆ มาร่วมหารือด้วย ซึ่งหลังจากหารือจนได้ข้อยุติแล้วจะมีการแถลงร่วมกันเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่านักการเมืองเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวหากเป็นความจริงใจไม่ใช่แผนเล่ห์มายาสาไถยของเหล่านักเลือกตั้งที่สำนึกตรงกันว่าตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้บ้านเมืองวิกฤติจนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องเข้ามายึดอำนาจ และต้องการทำเพื่อประเทศและคนรุ่นต่อไปก็ถือเป็นสัญญาณจุดเริ่มต้นที่ดีและเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับอนาคตของชาติบ้านเมืองที่นักการเมืองต้องปฏิรูปครั้งใหญ่

แต่ข้อน่าสังเกตก็คือการออกมาเปิดประเด็นเรื่องการนัดหารือของกลุ่มนักการเมืองที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า โดย คุณหญิงหน่อย เป็นการให้สัมภาษณ์ก่อนที่ คุณหญิงหน่อยนายนิพิฏฐ์ และนายสมศักดิ์ จะเข้าร่วมอภิปรายที่จัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดล โดยทั้ง 3ต่างอภิปรายถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงจนยับเยิน

ทำให้สงสัยว่าหรือการนัดหารือของเหล่านักการเมืองพรรคต่างๆ ในสัปดาห์หน้า ก็เพื่อจับมือประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้หากวิเคราะห์แนวโน้มท่าทีของบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆที่ผ่านมาต่างต่อต้านการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคสช.อยู่ในทีมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นไม่ว่าผลหารือของเหล่านักเลือกตั้งจะได้ข้อสรุปอย่างไรก็เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นผลดีต่อร่างรัฐธรรมนูญและแผนเดินหน้าปฏิรูปประเทศของคสช.

อย่างไรก็ตาม คงต้องรอลุ้นระทึกการหารือจนได้ข้อสรุปและแถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการของเหล่านักเลือกตั้งในสัปดาห์หน้า ซึ่งแม้จะอ้างว่าเป็นการเคลื่อนไหวในนามส่วนตัว แต่โดยพฤตินัยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นการสะท้อนสัญญาณของบรรดาพรรคการเมืองเพราะแต่ละคนล้วนเป็นระดับคีย์แมน และที่สำคัญจะได้รู้กันว่านักการเมืองเหล่านี้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างที่อ้างหรือทำเพื่อตัวเองกันแน่

ทีมข่าวการเมือง

ที่ดินสำนักจานบินเขาใหญ่ พิรุธส่อไม่ชอบมาพากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/222841

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นายชำนาญ กลิ่นจันทร์ ปฏิรูปที่ดินจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพิกัดโครงการก่อสร้างสาขาสำนักจานบินเวิลด์พีซวัลเล่ย์เขาใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 900 ไร่ พบว่าได้ขยายล้ำเข้าไปในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.)

นายชำนาญ ให้ความเห็นด้วยว่ากรณีเวิลด์พีซวัลเล่ย์เหมือนกับกรณีโบนันซ่ารีสอร์ท โครงการมูนแดนซ์ และบ้านพักตากอากาศของพิธีกรข่าวชื่อดังซึ่งรุกที่ส.ป.ก.เขาใหญ่ แต่กลับมีโฉนด ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเป็นการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหากพบว่าที่ดินเวิลด์พีซวัลเล่ย์ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายต้องถูกเพิกถอนกรรมสิทธิ์

นพ.มโน เลาวณิช อาจารย์คณะแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็น อดีตพระสำนักจานบินและเป็นอดีตคนใกล้ชิดธัมมชโย เปิดเผยว่านอกจากสาขาที่เขาใหญ่ สำนักจานบินได้กว้างซื้อที่ดินทั่วประเทศไว้จำนวนมากโดยที่ดินดังกล่าวส่วนหนึ่งได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อาทิ ที่เกาะยาว จ.พังงา ภูเรือ จ.เลย ที่จ.สระแก้ว ในภาคอีสานและอีกมากมาย แม้แต่ที่ดินติดทะเลก็ซื้อไว้ซึ่งคาดว่าอาจใช้สร้างเป็นรีสอร์ท

นพ.มโน ยังตั้งข้อสังเกตว่าหากตรวจสอบผู้ถือครองที่ดินของสำนักจานบินทั่วประเทศเชื่อว่าจะไม่ใช้ชื่อวัดหรือมูลนิธิ แต่จะใช้ชื่อเหล่าสาวกสำนักจานบินเป็นนอมินีเพื่อให้เปลี่ยนมือง่าย

การที่สำนักจานบินพยายามยึดครองที่ดินทั่วประเทศเป็นพื้นที่มากมายมหาศาลเชื่อว่าเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแผ่ขยายอิทธิพลโดยก่อนอื่นต้องยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพราะพื้นที่จะเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานในการแผ่ขยายอิทธิพลในเรื่องการหาทุนรวมทั้งการหามวลชนสาวก ยิ่งยึดพื้นที่ได้มากก็ยิ่งมีเงินและมวลชนสนับสนุนมากซึ่งเมื่อแผ่ขยายอิทธิพลถึงจุดๆหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการยึดครองประเทศไว้ในอุ้งมือ

สำหรับสาขาสำนักจานบินเวิลด์พีซวัลเล่ย์เขาใหญ่มีการสร้างอย่างใหญ่โตหรูหราซึ่งส่อไปในทางเหมาะที่จะเป็นรีสอร์ทเพื่อทำธุรกิจหาทุนมากกว่าที่จะเป็นสถานปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับสาขาสำนักจานบินในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอุปสรรคของฝ่ายเจ้าหน้าที่ขณะนี้ก็คือสำนักจานบินไม่ยอมให้เข้าตรวจสอบเวิลด์พีซวัลเล่ย์อันสะท้อนพิรุธส่อเจตนากลบเกลื่อนเหมือนพฤติกรรมของเหล่าสาวกสำนักจานบินที่พยายามปกปิด เบี่ยงเบนประเด็น และขัดขวางการเข้าจับกุม ธัมมชโย ที่พยายามหนีหมายจับข้อหาพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

แต่ยิ่งแสดงพิรุธไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบก็ยิ่งสะท้อนความไม่ชอบมาพากล และยิ่งทำให้สังคมเรียกร้องต้องทำความจริงให้ปรากฏ เพราะไม่เพียงเวิลด์พีซวัลเล่ย์เขาใหญ่ แต่สำนักจานบินถูกตั้งข้อสงสัยว่าครอบครองที่ดิน ซึ่งก่อสร้างเป็นสาขาทั่วประเทศอย่างผิดกฎหมายเป็นพื้นที่มหาศาล ทั้งนี้หากตรวจสอบพบว่าที่ดินสาขาสำนักจานบินไม่ชอบด้วยกฎหมายนอกจากยึดที่ดินกลับมาเป็นของรัฐแล้ว ต้องเอาผิดทั้งผู้ครอบครองและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งปละปละละเลยหรือออกเอกสารสิทธิให้สำนักจานบินเข้าครอบครองพื้นที่โดยมิชอบ

ทีมข่าวการเมือง

เกมไร้สาระอ้างประชามติอังกฤษ? จี้บิ๊กตู่แสดงสปิริตไขก๊อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/222644

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ว่าแล้วเชียวหลังจากที่ผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักรมีมติให้อังกฤษแยกตัวเป็นอิสระจากกลุ่มประชาคมยุโรป(อียู) จนทำให้นายเดวิด คาเมรอน นายกฯเมืองผู้ดีประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่สนับสนุนให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไป ปรากฏว่าเหล่าลิ่วล้อและแนวร่วมขบวนการเพื่อแม้ว อาทิ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.แรงงานยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ฉวยโอกาสเรียงหน้าออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)แสดงสปิริตเหมือนนายกฯอังกฤษด้วยการลาออกหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงไม่ผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้

สำหรับ นายพิชัย ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในตัวป่วนขาประจำของขบวนการเพื่อแม้วที่ออกมาเคลื่อนไหวบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ส่วน นายนิคม ที่ผ่านมาส่อพฤติกรรมเป็นร่างทรงทาสรับใช้ขบวนการเพื่อแม้วมาตลอด

การเรียกร้องให้ผู้นำไทยแสดงความรับผิดชอบเหมือนผู้นำอังกฤษหากประชามติไม่ผ่านถือเป็นการฉวยโอกาสเดินเกมการเมืองอย่างอคติและมีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งบ่อนทำลายโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเชิงสร้างสรรค์และชอบธรรมแม้แต่น้อย และเป็นการเปรียบเทียบในเหตุการณ์ที่เป็นคนละเรื่อง คนละสถานการณ์ คนละวัฒนธรรมการเมืองอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ นายพิชัย และ นายนิคม หรือแกล้งไม่รู้ว่าอำนาจรัฐขณะนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติหลังการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคสช.ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ประเทศจึงไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแต่อยู่ภายใต้รัฏฐาธิปัตย์ที่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือคสช.ที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศขจัดสิ่งเลวร้ายเน่าเสียที่รัฐบาลระบอบแม้วที่มาจากการเลือกตั้งสร้างและทิ้งไว้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า แต่สมุนขบวนการเพื่อแม้วทั้งสองกลับอ้างสปิริตในระบอบประชาธิปไตยมาใช้กับคณะรัฐประหาร ทั้งๆ ที่พฤติกรรมรัฐบาลเพื่อแม้วยุคเรืองอำนาจตลอดช่วงที่ผ่านมาตรงกันข้ามกับหลักประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ยังเกิดคำถามว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ แสดงสปิริตลาออกตามข้อเรียกร้องจริงแล้วชาติบ้านเมืองจะมีอะไรดีขึ้นบ้างภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติขณะนี้ นอกจากความสะใจของขบวนการเพื่อแม้วที่มุ่งแต่จะสร้างความสับสนวุ่นวายทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ

ดังนั้นแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการทำประชามติ แต่ถึงอย่างไรประเทศก็ยังต้องเดินหน้าปฏิรูปและมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้าตามโรดแมป อีกทั้งผลสำรวจของโพลล์สำนักต่างๆ ก่อนหน้านี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังให้การสนับสนุน คสช.และรัฐบาล ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น หากไม่ผ่านการทำประชามติก็มีทางออก นั่นคือเริ่มต้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะใช้เวลาเร็วขึ้นโดยคสช.มีอำนาจนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือนำร่างที่จัดเตรียมไว้แล้วประกาศใช้ได้ทันที

เพราะฉะนั้นจากพฤติการณ์เหล่าเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วที่ออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจึงเป็นแค่การฉวยโอกาสสร้างความปั่นป่วนสับสนทำลายภาพพจน์ความชอบธรรมของคสช.และรัฐบาล ทั้งๆ ที่ควรส่องกระจกดูเงาตัวเองที่สร้างความเลวร้ายและเป็นต้นเหตุของวิกฤติทำลายชาติบ้านเมืองจนย่อยยับมาถึงทุกวันนี้

ทีมข่าวการเมือง

ระบอบทักษิณจับมือธรรมกาย ระเบิดเวลาลูกใหญ่ท้าทายอำนาจรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/222497

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เครือข่ายระบอบทักษิณประกาศท่าทีชัดเจนดับเครื่องชนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยกลุ่มเสื้อแดงภายใต้การนำของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง ประกาศเดินหน้าตั้งศูนย์ปราบโกงการทำประชามติทั่วประเทศ ขณะที่ 17 ขุนพลพรรคเพื่อไทยดาหน้าส่อเจตนาปลุกระดมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงโดยเมินคำเตือนที่แข็งกร้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่ประกาศแข็งกร้าวห้ามจัดตั้งศูนย์ปราบโกงการทำประชามติ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ขณะเดียวกันสำนักธรรมกายซึ่งระดมสาวกตั้งกำแพงโล่มนุษย์ขัดขวางหมายจับธัมมชโย เจ้าสำนักธรรมกายฐานพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยทั้งระบอบทักษิณและสำนักธรรมกายต่างชูประเด็นประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวอันเป็นการท้าทายกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ และเป็นการประกาศท่าทีพร้อมทำศึก

แตกหักกับคสช.

สำหรับระบอบทักษิณนับเป็นการดาหน้าออกมาเคลื่อนไหวของบรรดาขุนพลระบอบทักษิณแบบเต็มทีมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 และเป็นการเคลื่อนไหวแบบดับเครื่องชนอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจคสช.อีกต่อไปโดยอาศัยเรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกงการทำประชามติและการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเป็นชนวนสุมไฟให้เกิดวิกฤติระส่ำระสายบ่อนทำลายเสถียรภาพของคสช.และรัฐบาลทั้งภายในและภายนอกประเทศ

การเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติกรณีการถูกปิดกั้นการตั้งศูนย์ปราบโกงการลงประชามติรวมทั้งเชิญชวนให้สหประชาชาติส่งตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์การทำประชามติของเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง นำโดย นายจตุพร เป็นส่วนหนึ่งของการชักศึกเข้าบ้านส่อเจตนาบ่อนทำลายคสช.จากนอกประเทศ

แต่แผนการตั้งศูนย์ปราบโกงการทำประชามติทั่วประเทศของแกนนำเสื้อแดงถูกคสช.ใช้ไม้แข็งสั่งปิดโดยอาศัยคำสั่งคสช.ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิบัติการเชิงรุกแบบตาต่อตาฟันต่อฟันด้วยการชิงโทรศัพท์สายตรงถึง นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ตัดหน้ากลุ่มเสื้อแดงเพื่อแฉพฤติกรรมของขบวนการระบอบทักษิณที่ยังพยายามป่วนเมืองขัดขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่ง นายบัน คี มูน แสดงความเข้าใจและเห็นใจคสช.

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงแม้ถูกปิดศูนย์ปราบโกงประชามติแต่ก็ยังเดินหน้าท้าทายอำนาจรัฐด้วยการเลี่ยงหันไปเคลื่อนไหวผ่านทางโซเชียลมีเดีย ขณะที่ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่า 70% ไม่เห็นด้วยกับการตั้งศูนย์ปราบโกงการทำประชามติของกลุ่มเสื้อแดงโดยมองว่าเป็นเกมที่มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง

ในภาวะที่ระบอบทักษิณตกอยู่ในภาวะเสื่อมทรุด สำนักธรรมกายก็ตกอยู่ในภาวะหลังพิงฝาทำให้สองเครือข่ายอันทรงอิทธิพลซึ่งเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกันมาช้านานส่อพฤติการณ์จับมือกันเคลื่อนไหวเพื่อดับเครื่องชนคสช.

ที่ผ่านมาเครือข่ายระบอบทักษิณและสำนักธรรมกายช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดทั้งเปิดเผยและปิดลับส่อเดินไปสู่เป้าหมายผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศ โดยฝ่ายหนึ่งมีแผนยึดครองฝ่ายอาณาจักร ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพยายามขยายอิทธิพลครอบงำฝ่ายศาสนจักร ซึ่งความเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นจึงไม่แปลกที่ยุครัฐบาลทักษิณเรืองอำนาจสุดขีดสั่งถอนฟ้อง ธัมมชโยในคดียักยอกทรัพย์สินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเอาดื้อๆ เพียงไม่กี่วันก่อนศาลจะพิพากษาชี้ชะตาทำให้ ธัมมชโย รอดคุกพ้นจากการถูกจับสึกมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมาก็มีสาวกสำนักธรรมกายส่วนหนึ่งเข้าร่วมด้วย เช่นเดียวกันโล่มนุษย์สาวกสำนักธรรมกายก็มีการ์ดและมวลชนเสื้อแดงปะปนในคราบสาวกชุดขาวเพื่อขัดขวางการบุกจับ ธัมมชโย

แถลงการณ์ของศิษย์สำนักธรรมกายในวันที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางไปสำนักธรรมกายเพื่อคุมตัวธัมมชโย สร้างความเหลือเชื่อโดยแถลงการณ์ระบุว่า ธัมมชโย จะยอมมอบตัวต่อเมื่อมีรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนผนึกกำลังกับขบวนการระบอบทักษิณอย่างเป็นเนื้อเดียวกันโดยมีเป้าหมายปฏิเสธอำนาจรัฐโดยคสช. และชูประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหว

ดังนั้นสถานการณ์จากนี้ไปต้องจับตาอย่ากะพริบสำหรับการจับมือกันของสองกลุ่มพลังอันทรงอิทธิพลคือระบอบทักษิณกับสำนักธรรมกายที่ส่งสัญญาณพร้อมเปิดศึกแตกหักกับอำนาจรัฐเพราะต่างก็ตกอยู่ในภาวะหลังพิงฝาด้วยกันทั้งคู่

ทีมข่าวการเมือง

โกงยุครัฐบาลระบอบแม้ว ตรวจตรงไหนก็เจอตรงนั้น?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/222396

วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

รัฐบาลระบอบแม้วไม่ว่ายุคไหนล้วนเต็มไปด้วยข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬาร โดยตัวอย่างเล็กๆ ล่าสุดก็คือกรณีที่องค์การคลังสินค้าตรวจสอบปริมาณมันเส้นคงคลังของรัฐตั้งแต่ยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดระบอบแม้ว ในโกดังแห่งหนึ่งในจ.อุบลราชธานี พบว่า มันเส้นหายไป มูลค่าราว 66 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบกลโกงด้วยการนำแกลบใส่ถุงบิ๊กแบ๊กซุกซ่อนอยู่ภายในกองมันเส้น คิดเป็นมูลค่าอีกราว 10.5 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ รัฐดำเนินคดีทุจริตมันเส้นไปแล้ว 13 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐราว 295 ล้านบาท

นี่แค่ตัวอย่างจิ๊บๆ ผลงานทุจริตยุครัฐบาลระบอบแม้ว มิฉะนั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คงไม่สั่งยึดทรัพย์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก 46,000 ล้านบาท ฐานร่ำรวยผิดปกติโดยไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล

หนึ่งในตัวอย่างการทุจริตยุครัฐบาลแม้วเรืองอำนาจสุดขีดก็คือ การออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ลดภาษีโทรศัพท์มือถืออันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตระกูลชินคาดว่าเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่เป็นการออก พ.ร.ก.ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการออก พ.ร.ก.จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินร้ายแรงต่อความมั่นคงหรือต่อเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น

อีกหลายตัวอย่างการทุจริตยุครัฐบาลระบอบแม้ว อาทิ การแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัททีโอทีกับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(เอไอเอส) อันเป็นธุรกิจมือถือของตระกูลชินในอดีตที่เอื้อประโยชน์ต่อเอไอเอสทำให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์กว่า 70,000 ล้านบาท คดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกที่ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จน นายทักษิณ ต้องหนีโทษความผิดออกนอกประเทศหลังส่อเจตนาพยายามติดสินบนศาลแล้วแต่ไม่สำเร็จ คดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานครทั้งๆ ที่กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร อยู่ในบัญชีกลุ่มธุรกิจเอ็นพีแอลที่มีฐานะย่ำแย่ซึ่งทำให้รัฐเสียประโยชน์มูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่าผู้มีอำนาจและคนในครอบครัวรับสินบน กรณีรัฐบาลแม้วสั่งให้ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออก หรือเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่ามูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยเพื่อให้รัฐบาลพม่านำไปซื้อสินค้าด้านการสื่อสารโทรคมนาคมจากธุรกิจเครือตระกูลชินอันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ที่เป็นคดีอื้อฉาวสุดอมตะนิรันดร์กาลก็คือโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ ที่รอการตัดสิน

ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือ “หมอเลี้ยบ” อดีตรมว.ไอซีที ยุครัฐบาลแม้ว กับพวกในข้อหาอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัทชินแซทแทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดทำให้รัฐเสียประโยชน์มหาศาล

จากพฤติการณ์ปูมหลังการทุจริตของรัฐบาลระบอบแม้วจึงอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ตรวจตรงไหนก็เจอโกงตรงนั้น

ทีมข่าวการเมือง

หมัดเด็ดDSIที่ธัมมชโยต้องผวา ชงปปง.สอบขุมทรัพย์สำนักจานบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/222253

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ยิ่งทีมโฆษกสำนักจานบินโดยเฉพาะนายองอาจ ธรรมนิทา ออกมาแถลงแก้ตัวและตอบโต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการประจานธัมมชโยและสำนักจานบินมากขึ้นเท่านั้น เพราะพฤติการณ์ที่ผ่านมาของคนสำนักจานบินอาจเรียกได้ว่าล้มละลายไปแล้วทางความน่าเชื่อถือและยิ่งดิ้นเอาตัวรอดด้วยวิธีการที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าตะแบงบิดเบือนก็จะยิ่งทำให้ธัมมชโยและสำนักจานบินใช้กรรมหนักมากขึ้นเท่านั้น

สำนักจานบินออกมาส่อเจตนาอ่อยเหยื่อโดยพร้อมตั้งกองทุนเยียวยาจ่ายเงิน 400 ล้านบาท เพิ่มเติมแก่ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบจากคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นหากมีหลักฐานพบว่ามีส่วนโยงใยกับสำนักจานบินจริงอย่างที่มีข่าวว่าดีเอสไอพบหลักฐานเพิ่มเติมเป็นเช็คสั่งจ่ายให้ธัมมชโย และคนในสำนักจานบินขณะเดียวกัน นายองอาจ ยังอ้างว่าสำนักจานบินจ่ายเยียวยาหรือพูดตรงๆคือคืนเงินที่ถูกมองว่าเป็นเงินโจรให้กับเหยื่อสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไปแล้ว 1,000 ล้านบาทเศษ

ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่สำนักจานบินยอมคายเงินฟอกและเงินโจรส่อเจตนาหวังเอาตัวรอดด้วยการปิดปากไม่ให้ผู้ฝากเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นซึ่งเป็นโจทก์ถอนฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งทางแพ่งนั้นอาจยอมความกันได้แต่ในทางอาญานั้นความผิดสำเร็จแล้วยอมความกันไม่ได้

แต่ที่สำคัญการส่อเจตนาคืนเงินหวังปิดปากเช่นนี้เท่ากับเป็นการประจานว่า ธัมมชโย และพวกฟอกเงินและรับของโจรจริงตามหมายจับของดีเอสไอ

แม้สำนักจานบินพยายามตะแบงใช้วิธีคืนแล้วอ้างไม่ผิด แต่กลับปรากฏว่ากลุ่มผู้เสียหายจากคดีสหกรณ์ฯคลองจั่นอีกจำนวนหนึ่งที่มี นายธรรมนูญอัตโชติ เป็นแกนนำกลับใจเด็ดเมินเงินปิดปากของสำนักจานบินด้วยการเดินทางไปยังสำนักดีเอสไอเรียกร้องให้มีการขยายผลสืบหาเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ถูกยักย้ายถ่ายเทไปยังสำนักจานบินให้ถึงที่สุดเพราะเชื่อว่ายังมีการซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนมากจากเงินที่ถูกโกงไปทั้งหมดกว่า 16,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ถูกโกงมาคืนเหยื่อสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นให้ได้มากที่สุดเพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุที่ใช้เงินที่สะสมมาชั่วชีวิตไปฝากหวังกินดอกผลในบั้นปลายชีวิต แต่กลับถูกโกงจนหมดเนื้อหมดตัวจนขณะนี้หลายหมื่นคนต่างเครียดต้องทนทุกข์แสนสาหัส

เหล่าเหยื่อสหกรณ์ฯคลองจั่นที่ถูกโกงยังประจานสำนักจานบินด้วยการชูป้ายที่หน้าสำนักดีเอสไอซึ่งป้ายผ้าขนาดใหญ่ระบายความแค้นและประชดประชันอย่างเจ็บแสบมีใจความว่า“อวดอุตริ คุยโวต่อหน้าศิษย์ว่ารู้ทุกเรื่องในโลกนี้โลกหน้า แต่มันไม่รู้ว่าศุภชัยโกงเงินสหกรณ์มาทำบุญให้วัดเป็นพันล้านใครจะเชื่อว่ามันไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกันลักทรัพย์ รับของโจร ฟอกเงินคราวนี้ชิตังเม…..คุกๆๆ……ชิตังเม..,…คุกๆๆแน่นอน”

ถ้าสำนักจานบินและ ธัมมชโย เชื่อมั่นในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และยึดมั่นในตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงอย่างที่สร้างภาพก็คงไม่ส่อพฤติการณ์ฟอกเงินและรับของโจรจนสร้างความทุกข์แสนสาหัสให้กับผู้สูงอายุจำนวนมากมาย และหากมีพฤติกรรมจริงตามที่ถูกตั้งข้อหาอย่าว่าแต่การดำรงความเป็นพระ แต่สมควรถูกดำเนินคดีและลงโทษอย่างรุนแรงตามกระบวนการยุติธรรมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างเพราะส่อพฤติการณ์เป็นลัทธิลวงโลกและเป็นภัยต่อสังคม

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่ต้องจับตาก็คือท่าทีจาก พ.ต.ท.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอ ที่เผยว่าดีเอสไอจะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของสำนักจานบิน

การยื่นเรื่องให้ปปง.ตรวจสอบขุมทรัพย์สำนักจานบินถือเป็นหมัดเด็ดที่เชื่อว่าสร้างความหวาดผวาแก่ ธัมมชโย และสำนักจานบินเป็นอย่างมาก และอาจเป็นหมัดน็อกเพราะขุมทรัพย์ปริศนาดำมืดของธัมมชโย และสำนักจานบินทั่วประเทศ รวมทั้งสาขาในประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะที่ดินมีการประเมินกันว่ามีมูลค่าหลายล้านล้านแต่ที่ผ่านมาเป็นเรื่องลี้ลับที่ถูกปกปิดมาตลอด และที่หลายคนสงสัยก็คือทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลของสำนักจานบินส่วนหนึ่งเชื่อว่าได้มาโดยมิชอบ แต่ถูกอำพรางด้วยวิธีการฟอกเงินโดยในบรรดาทรัพย์สินของเครือข่ายสำนักจานบินคาดว่าจะต้องมีเงินที่ถูกยักยอกจากสหกรณ์ฯ คลองจั่นรวมอยู่ด้วยจำนวนมากเพียงแต่ถูกเล่นแร่แปรธาตุในรูปแบบต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจสอบ

ทั้งนี้ หากขุมทรัพย์สำนักจานบินถูก ปปง.ตรวจพบว่าไม่ชอบมาพากลหรือตอบไม่ได้ชัดเจนว่าได้มาอย่างไรหรือนำทรัพย์สินของวัดไปเป็นสมบัติส่วนตัวของเจ้าลัทธิหรือคนใกล้ชิดก็อาจต้องถูกอายัดทรัพย์สิน และถูกดำเนินคดี ซึ่งในอดีต ธัมมชโย เคยมีประวัติถูกดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์สินวัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาทมาเป็นชื่อตัวเองมาแล้วจน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระบัญชาให้ปาราชิกพ้นความเป็นพระตั้งแต่เมื่อปี 2542 ซึ่ง ธัมมชโยก็ใช้วิธีคืนทรัพย์สินที่ยักยอกแล้วตะแบงอ้างว่าไม่ผิดและไม่ยอมสึกจากการเป็นพระอันเป็นการขัดพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชฯ

เพราะฉะนั้นสาธารณชนต้องจับตาการตรวจสอบขุมทรัพย์สำนักจานบินของปปง. เพราะงานนี้เชื่อว่าต้องเจอเรื่องความไม่ชอบมาพากลทั้งขุมทรัพย์ภายในสำนักใหญ่จานบินที่จ.ปทุมธานี หรือสาขาในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การใช้วิธีการซิกแซ็กตั้งสาขารุกป่าสงวนแห่งชาติพื้นที่มหาศาล