Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : 2ศตวรรษ‘กรุงเทพมหานคร’ นิยาม‘ความสุข’ของคนเมือง

Posted on February 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/630472

สกู๊ปแนวหน้า : 2ศตวรรษ‘กรุงเทพมหานคร’  นิยาม‘ความสุข’ของคนเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงปัจจุบันของประเทศไทย ผ่านร้อนผ่านหนาวต่างๆ มานานกว่า 2 ศตวรรษ (ในปี 2565 จะครบ 240 ปีการสถาปนากรุงเทพฯ) รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันอย่างการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ “เมือง” มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเพื่อตอบโจทย์ “ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)”ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดวงเสวนา “กรุงเทพในอนาคตเป็นของใคร” จัดโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

วิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ นักวิจัยด้านการคาดการณ์อนาคตFutureTales Lab by MQDC กล่าวว่า ในอนาคตการใช้ชีวิตจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ เห็นได้จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวบางส่วนเพื่อที่จะให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการเรื่องสุขภาพได้ดีมากขึ้น เทคโนโลยีในอนาคตอย่าง “HealTech” จะเข้ามามีบทบาทในสังคมเป็นอย่างมาก จึงทำให้ประชาชนสามารถสร้างข้อมูลผู้ป่วยขึ้นมาได้เอง โดยส่งให้แพทย์รักษาได้อย่างท่วงที นอกจากนี้“Indoor Technology” จะต้องมีเทคโนโลยีสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

เช่น การออกสภาพอากาศระดับเมืองและภายในบ้านให้ดีมากขึ้น ซึ่งในต่างประเทศอย่างเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการออกแบบเมืองให้มีการสอดรับกับความปลอดภัยด้านสุขภาพโดยการสร้าง “Social distancing dashboard” เพื่อให้ประชาชนทราบถึงความหนาแน่นของประชาชนในเมือง เพื่อที่จะได้เตรียมการเว้นระยะห่างทางสังคมได้อย่างท่วงที การทำงานและการเรียนจะเปลี่ยนไปเนื่องจากถูกบังคับให้ต้องทำงานหรือเรียนที่บ้าน ซึ่งด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารออนไลน์ทำให้ประชาชนมีวิถีชีวิตรูปแบบใหม่

แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มที่ต้องการการสนับสนุน เช่น นักเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งงานในเมืองจะเปลี่ยนไป เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมีความคิดในการใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ ซึ่งทั่วโลกมองว่าอีกนานกว่าจะเข้ามา แต่จากหลังโควิด-19 คนจะรู้สึกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน อาจจะสร้างความกลัวมากกว่าความสนุก เพราะฉะนั้นการเข้ามาของหุ่นยนต์ในการทำงานแทนมนุษย์ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

วิพัตรา กล่าวต่อไปว่า อนาคตของกรุเทพมหานครในการพัฒนาเมืองจะขึ้นอยู่กับเทรนด์ใหญ่ (Megatrend) 7 เรื่อง ได้แก่ 1.Wellbeing For All ผู้คนจะใส่ใจในเรื่องของความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาวะที่ดีของทุกสิ่งมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์เพียงอย่างเดียว 2.Wise Nation ซึ่งในปี 2568 จะมีแรงงานผู้สูงอายุมากขึ้น จะต้องนำจุดเด่นของผู้สูงอายุมาแบ่งปันให้กับคนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเมืองได้ดี โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่จะใช้ประสบการณ์ที่เป็นจุดแข็งของผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้เป็นสังคมที่ชาญฉลาดได้

3.Data Dominance โดยประเทศจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์กับสมาร์ทซิตี้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต 4.Platform Transparency จากสถิติในการประท้วงทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแปลว่าการออกมาเรียกร้องของประชาชนทั่วโลกมีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นความจำเป็นต่อการสร้างแพลตฟอร์มที่โปร่งใสของภาครัฐ เป็นสิ่งสำคัญในการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ในการสร้างเมืองที่ตรงความต้องการของประชาชน 5.Waste to Jobs คือการจัดการขยะไร้ประสิทธิภาพ จะทำให้สร้างงานให้กับคนมากขึ้นเช่นกัน

6.Health Holidays เนื่องจากประเทศไทยมีเรื่องของเศรษฐกิจการท่องเที่ยงเป็นที่หนึ่ง แต่การปรับตัวในอนาคตจะต้องทำเรื่องการพักผ่อนด้านสุขภาพ หรือกลุ่มชาวต่างชาติที่เกษียณอายุและอยากอาศัยที่ไทย และ 7.Village Harmony เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจด้านสุขภาพมาขึ้น จึงทำให้เลือกใช้ชีวิตในชนบทมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความแออัดในเมืองได้เป็นอย่างดี

รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล ประธานกฎบัตรสุขภาพ กล่าวว่า ความสุขของประชาชนทุกคนพึงต้องการ คือ “มีความมั่นคง มีที่พักอาศัย และมีงานทำ” ซึ่งทำให้อนาคตของกรุงเทพฯ เป็นในทางดี จากการวัดความสุขของมวลประชาชาติ ที่จัดตั้งโดยสหประชาชาติ (UN) พบว่าประเทศไทยมีความสุขของมวลประชาชาติอันดับที่ 54 ของโลก ส่วนอันดับที่ 1 คือประเทศฟินแลนด์

ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีสูงกว่าไทย คือ ประเทศสิงคโปร์ ที่อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก โดยตัวชี้วัดที่ทำให้ประสบความสำเร็จด้านความสุข ได้แก่ 1.ธรรมาธิบาล ถ้าสังคมมีความเหลื่อมล้ำมาก ความสุขของคนในประเทศจะไม่ค่อยมี 2.การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ถ้าหากไม่สามารถที่จะพัฒนาให้ประชาชนมีรายได้อย่างเหมาะสม จะทำให้ประชาชนไม่มีความสุขเช่นกัน 3.วัฒนธรรม ใช้วัฒนธรรมเข้ามาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต และยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และ

4.ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ทุกคนต้องการแม่น้ำลำคลองที่สะอาด และไม่มีกลิ่นรบกวน แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ถ้าประชาชนมีปัญหาสุขภาพก็คงมีความสุขไม่ได้” จึงอย่ามองปัญหาโควิด-19 เป็นเรื่องระยะสั้น แต่จะต้องเรื่องรู้ที่อยู่ร่วมกันและจัดการอย่างเป็นระบบ และอย่าทิ้งปัญหาโรคภัยอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ ไวรัสเอชไอวี (เอดส์) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อให้เกิดความสุขของคนในเมือง

ผศ.ดร.ไตรทศ ขำสุวรรณ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า การสร้างความสุขของคนในกรุงเทพฯ จะต้องเข้าใจก่อนว่าการใช้ชีวิตของคนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่ต้องการคือเรื่องของความปลอดภัย ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และความสุขในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ มีความหลากหลายในช่วงอายุ และมีพื้นที่ทั้งหมด 30 กว่าเขต

ซึ่งแต่ละพื้นที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน การที่จะทำให้เกิดความสุขที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำจึงมีไม่เท่ากัน ถ้ามองผ่านเรื่องความเหลื่อมล้ำออกไป การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชน แต่ละเขตความมีกรอบเรื่องการใช้ชีวิตให้มีสุขลักษณะที่ดี การไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน และการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ตอบโจทย์กับคนในกรุงเทพฯ

ปารีณา ประยุกต์วงศ์ สมาคมเครือข่ายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มีประมาณ 20 ล้านคน แต่ไม่ใช่คนในกรุงเทพฯ จริงๆ ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 20-30 เท่านั้น เรื่องของ “Active Citizen” หรือ “การมีส่วนร่วมของคนในสังคม” จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขซึ่งทุกคนในกรุงเทพฯ มีสิทธิ์เข้าถึงความสุขในเชิงเศรษฐกิจ ความสุขในเชิงสิ่งแวดล้อมที่ดี ความสุขในการอยู่ในสังคมที่ดี และความสุขในสุขภาวะที่ดี แต่ต้องเคารพสิทธิ์กันและกัน

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยควรกังวลแค่ไหน? เด็กเกิดน้อย-ประชากรลด

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628901

สกู๊ปแนวหน้า :  ไทยควรกังวลแค่ไหน?  เด็กเกิดน้อย-ประชากรลด

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

“ปี 2506-2526 ช่วง 20 ปีนี้มีเด็กเกิดในประเทศไทยปีละเกินกว่าล้านคน ผมเรียกว่าประชากรรุ่นเกิดล้าน หรือตอนหลังก็มาเรียกกันว่าสึนามิประชากร ใน 50 ปีก่อนพอดีเลยนะ ในปี 2514 มีเด็กเกิดในประเทศไทย 1,200,000 คน เป็นจุดยอดที่สุด สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เกิดได้อย่างไรปีละ 1,200,000 คน ตอนนั้นประเทศไทยมีประชากรอยู่ 34 ล้านคน แต่เกิดตั้ง 1,200,000 คนแต่พอหลังจากปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเกิดจะลดลงเรื่อยๆ มาถึงปี 2562 มาแตะ 6 แสนคนเท่านั้น แล้วพอมาเจอปี 2563 ลงมาถึง 580,000 คน ผมก็ว่ามันลงเร็วเหมือนกัน”

ศ.(เกียรติคุณ) ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการเสวนา (ออนไลน์) “โควิด-19 ทำให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบ เร็วเกินคาด” ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจของสถาบันฯ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยในปี 2563 มีประชากรเกิดใหม่ 587,368 คน ในขณะที่ปี 2564 ก็ยิ่งน้อยลงไปอีกโดยมีประชากรเกิดใหม่ 544,570 คน

อาจารย์ปราโมทย์ กล่าวต่อไปถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย “การแต่งงานลดลง” สาเหตุไล่ตั้งแต่ผู้หญิงไทยได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีสถานภาพดีขึ้น (จนหลายคนบอกว่าหาคู่ยาก) ตลอดจนความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น และเพศสภาพเหล่านั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะมีลูกเหมือนกับคู่ชาย-หญิงที่แต่งงานกัน “แต่งงานแล้วก็ไม่อยากมีลูก” ด้วยข้อจำกัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา นั่นทำให้อัตราการเกิดลดลง นอกจากนั้น การระบาดของไวรัสโควิด-19ในช่วง 2 ปีล่าสุดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการไปโรงพยาบาล

ในทางกลับกัน อัตราการตายกลับสูงขึ้น เช่น ในปี 2563มีผู้เสียชีวิต 501,438 ราย และปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 563,650 ราย ซึ่งสาเหตุไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพแต่เป็นเพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและแน่นอนว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไปตามอายุขัย ซึ่งก็เป็นไปได้ที่สถานการณ์โควิด-19 อาจมีผลต่อการตายที่เพิ่มขึ้น ทั้งโดยตรงคือการติดเชื้อ และโดยอ้อมคือตายเพราะอาการเจ็บป่วยอื่นๆ แล้วรักษาไม่ทันเพราะผู้ป่วยโควิด-19 ล้นโรงพยาบาล รวมถึงฆ่าตัวตายเพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการล็อกดาวน์ เช่น ตกงานขาดรายได้

“ทุกอย่างมันเกินคาดไปหมด โควิดนอกจากจะทำให้การเพิ่มของประชากรไทยติดลบเป็นครั้งแรกแล้ว ซึ่งอันนี้มันเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ อย่างตัวเลขของการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยโดยสภาพัฒน์ทำไว้ เราจะเริ่มติดลบกันในปี 2571 เหตุการณ์ของการเปลี่ยนแปลงประชากรประเทศไทยติดลบเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 7 ปี คืออย่างเราก็ตามเรารู้ว่าประเทศไทยเกิดลดลง-ตายเพิ่มขึ้นแน่ๆ อย่างไรไม่มีโควิดมันก็จะเป็นอย่างนั้น แต่อย่างนี้ผมก็ต้องโทษโควิดแล้วว่ามันทำให้การเปลี่ยนเปลงนี้มันเร็วขึ้น 7 ปี” อาจารย์ปราโมทย์ ระบุ

จากสถิติการเกิดที่ปรากฏข้างต้นรวมถึงอัตราการเจริญพันธุ์ หมายถึงจำนวนบุตรที่หญิงคนหนึ่งให้กำเนิดตลอดช่วงอายุที่เป็นวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันหญิงไทย
มีบุตรเฉลี่ย 1.2 คน ระดับเดียวกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน อาจารย์ปราโมทย์ ย้ำถึงความสำคัญของ “นโยบายส่งเสริมการเกิด” แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตาม เพื่อไม่ให้อัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลงไปมากกว่านี้

อาทิ สวัสดิการในการเลี้ยงดู ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์กรณีผู้มีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม “แม้อัตราการเกิดน้อยจะน่าเป็นห่วงว่าแรงงานอาจขาดแคลน” แต่อีกด้านหนึ่ง “คุณภาพของประชากรที่เกิดมาแล้วก็สำคัญ” เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศได้ทั้งแรงงานไร้ฝีมือและมีฝีมือ รวมถึงนำเทคโนโลยีจักรกลและปัญญาประดิษฐ์ (Robot & AI) เข้ามาทดแทนแรงงานคน

ในช่วงท้ายของการเสวนา อาจารย์ปราโมทย์ ยังได้คำถามจากผู้ชมทางบ้าน เช่น 1.สถานการณ์โควิด-19 คนอยู่บ้านมากขึ้น คู่รักมีโอกาสอยู่ร่วมกันมากขึ้น จะมีผลต่อการเพิ่มประชากรหรือไม่? เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคู่ และเป็นประเด็นที่น่าศึกษาว่ามีผลมาก-น้อยเพียงใด 2.หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ อัตราการเกิดจะกลับมาเพิ่มเท่ากับอัตรการตายหรือไม่? ประเด็นนี้ต้องไม่ลืมว่านอกจากโควิด-19 แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คนมีลูกน้อยลง ทั้งการแต่งงาน ความหลากหลายทางเพศ ปัญหาการมีบุตรยาก ผู้หญิงมีเสรีภาพในชีวิตสูงขึ้น ฯลฯ

3.หากนโยบายส่งเสริมการเกิดไม่ทำให้คนมีลูกมากขึ้นเพราะวิถีชีวิตคนยุคใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้อัตราการเกิดลดลงไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อประเทศ นอกเหนือจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน? ประเด็นนี้จริงๆ แล้วการพัฒนาประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรแต่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ จะเกิดน้อยไม่ก็เป็นอะไรหากทำให้คนที่เกิดมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ

“ที่เราทำการศึกษามา แน่นอนถ้าเป็นไปอย่างนี้ถ้าไม่นับแรงงานหรือคนที่จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เอาเฉพาะการเกิดและการตาย ในอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้าที่เราทำการศึกษาไว้ ประชากรไทยก็จะลดลงเหลือประมาณ 50 ล้านคน แล้วอีก 100 ปีข้างหน้า ถ้าไม่เอาเรื่องการย้ายถิ่นเข้ามา ประเทศไทยจะเหลือประชากรอยู่ไม่ถึง 30 ล้านคน” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงอนาคตประชากรไทย

4.หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป การคาดประมาณประชากรที่สภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ทำไว้ต้องคำนวณกันใหม่หรือไม่? การคาดประมาณประชากรใช้สมมุติฐานจากข้อมูลการเกิดและการตาย ทั้งนี้ โดยปกติแล้วประเทศไทยจะสำรวจสำมะโนประชากรทุกๆ 10 ปีเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประชากร บวกกับดูแนวโน้มการเกิด ดังนั้น หากข้อมูลเปลี่ยนไปก็ต้องมาคาดประมาณกันใหม่

ด้าน ณปภัช สัจนวกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวปิดการเสวนาด้วยการยกบทสัมภาษณ์หนึ่งของ ลี กวนยู อดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์ ซึ่งครั้งหนึ่งมีคนไปถามท่านว่า “ท่านเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจสิงคโปร์ให้เจริญก้าวหน้า แล้วยังมีอะไรอีกบ้างที่ท่านยังไม่ได้ทำหรือทำไม่สำเร็จ?” ซึ่ง ลี กวนยู ก็ตอบสั้นๆ ว่า “การเพิ่มประชากรสิงคโปร์” และยอมรับว่า “การที่ชาวสิงคโปร์มีลูกกันน้อยเพราะนั่นคือทางเลือกหนึ่งของชีวิต” และคำตอบนี้ก็เป็นข้อคิดที่สำคัญ

“เรื่องแบบนี้ท้ายที่สุดมันไม่มีใครสามารถไปบังคับใครได้ รัฐบอกให้คุณมีลูกคุณก็ต้องมี หรือคนในครอบครัวก็ตาม แต่หน้าที่ของรัฐคืออะไร? สำหรับหน้าที่ของรัฐ
ที่มีผลต่อเงื่อนไขของการมีลูกน้อย คือพยายามทำให้สังคมน่าอยู่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือพยายามสร้างแรงจูงใจผ่านสิ่งที่เรียกว่าระบบสวัสดิการต่างๆ ให้เป็นตัวเร่งคนที่เขาอยากจะมีลูกอยู่แล้วในวันนี้ ให้เขาคิดน้อยลงว่ามันไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรที่ทำให้เขาจะเลี้ยงลูกไม่ได้ ผมคิดว่าอันนี้มากกว่า” อาจารย์ณปภัช กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หลายปี-กี่เทศกาล’ไม่ต่าง ‘เจ็บ-ตายบนถนน’ฉากวนซ้ำ

Posted on January 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628724

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หลายปี-กี่เทศกาล’ไม่ต่าง  ‘เจ็บ-ตายบนถนน’ฉากวนซ้ำ

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เริ่มต้นกันที่ Topic (หัวข้อ) พอกระจายข่าวไป พรรคพวกที่รู้จักกันก็หัวเราะ บอกคุณหมอรู้ไหมว่าที่ได้ไปต่อคือกุญแจรถ อันนี้เป็นคำพูดที่คนเขาพูดแล้วมันตกใจ เพราะมอเตอร์ไซค์ซื้อมาใช้แล้วก็ถูกชนเรียกว่ารถยับเยิน คนก็เสียชีวิตไปเลย เหลือแต่กุญแจรถ อันนี้ได้ไปต่อ ดาวน์รถก็ยังไม่หมดเลย เหลือแต่กุญแจรถส่งคืนไป ผมสะอึกเลยนะ เป็นตลกร้าย ก็น่าสนใจว่าวิธีการคิดที่มันสะท้อนจากเพียงคุยกับคนทั่วๆ ไป เขาก็บอกว่ามอเตอร์ไซค์ไงที่มันไม่ได้ไปต่อกันเยอะเลย”

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) และอดีตเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “จบเทศกาลปีใหม่…ใครได้ไปต่อ” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เมื่อช่วงต้นเดือนม.ค. 2565 สะท้อนภาพความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะกับผู้ใช้ “มอเตอร์ไซค์” หรือจักรยานยนต์ ซึ่งไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี “สถิติผู้บาดเจ็บล้มตายบนถนนเมืองไทย” ในกลุ่มผู้ใช้พาหนะ2 ล้อเครื่องนี้ “ยืนหนี่ง” มาทุกยุคสมัย

สำหรับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง “7 วันอันตรายปีใหม่ 2565” ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2564-4 ม.ค. 2565 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,707 ครั้ง เสียชีวิต 333 รายบาดเจ็บ 2,672 คน แม้ในภาพรวมจะดูลดลง แต่สัดส่วนความสูญเสียกลับเทไปที่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์อย่างมีนัยสำคัญ จากปีก่อนๆ ที่ผ่านมา ความสูญเสียที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70 แต่ในครั้งนี้ทะลุเกินร้อยละ 80 โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ผู้คนหันมาเดินทางด้วยพาหนะส่วนบุคคลกันมากขึ้น และมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะราคาถูกที่สุด” ที่สามารถซื้อหามาใช้ได้

นพ.อนุชา กล่าวต่อไปว่า ด้วยระบบข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนามากขึ้นทำให้มองเห็นภาพชัดขึ้น แต่ก็เป็นภาพเก่าๆ ที่ไม่ต่างจากเดิม ดังนั้นหากจะให้ประเทศเดินหน้าต่อก็ต้องล้างภาพเหล่านี้ให้ได้ เห็นได้จาก “ขับเร็ว-เมา-ตัดหน้ากระชั้นชิด” เป็นสาเหตุ3 อันดับแรกของความสูญเสียบนท้องถนนที่ปรากฏในข่าวทุกปี สื่อมวลชนเพียงคอยดูว่าเทศกาลใดปีไหนสาเหตุอะไรจะอยู่อันดับ 1-2-3 เท่านั้น

ในความพยายามแก้ปัญหา หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ “บังคับตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย” หากเป่าลมหายใจไม่ได้ก็ใช้วิธีเจาะเลือด เรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุข มีแนวปฏิบัติว่าหากทางตำรวจส่งมาก็ตรวจให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเบาใจได้ว่าไม่ต้องมีภาระในส่วนนี้ ทำให้ข้อมูลการดื่มแล้วขับมีความชัดเจนขึ้น แต่ขั้นต่อไปคือจะทำอย่างไรให้โทษหนักขึ้นด้วย โดยเฉพาะประเภท “ผิดซ้ำซาก” เคยถูกจับดื่มแล้วขับแล้วก็กลับไปทำแบบเดิมอีก

แต่นอกจากการดื่มแล้วขับ “ความเร็ว” ก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความสูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อไปบวกกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาแล้วยังขับขี่ด้วยความเร็วสูง ง่วงนอนแล้วยังขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือแม้จะไม่ได้ดื่มหรือง่วง แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงแล้วไปเจอพาหนะคันอื่นตัดหน้า โอกาสเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก็สูงขึ้น อีกด้านหนึ่ง “การที่สามารถตกลงกันเงียบๆ ระหว่างผู้ก่อเหตุกับผู้เสียหายหลังเกิดเหตุ เป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน” ไม่ว่าสาเหตุมาจากดื่มแล้วขับหรือขับรถเร็ว

“เราจะต้องมีปรากฏการณ์ของการทำให้เห็นเลยว่า การขับรถไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็วสูงหรือเรื่องการเมา กฎหมายต้องพยายามพูดดังๆ สื่อต้องพูดดังๆ ว่า 3-4 อย่างมันเป็นต้นเหตุที่เป็นฐานของทุกอย่าง แล้วสัญญาณที่ออกไปให้ชัดเจน ก็เหมือนที่เราสงสัยว่าลูกบิ๊กบางคนที่ขับรถเร็วมาก ไปวุ่นวายกับเรื่องวัดความเร็วอยู่นั่น เหตุผลก็เพราะว่าถ้าสามารถยืนยันได้ว่าเร็วมากในการที่ไม่ควรจะเร็ว ก็จะเป็นตัวสะท้อนกลับไปให้ระบบความยุติธรรม หรืออะไรต่อมีอะไรเล่นงานให้เห็นชัดที่สุด” นพ.อนุชา ระบุ

รองประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด ยังกล่าวอีกว่า “คนไทยยังไม่ถูกสอนให้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยเท่าที่ควร” เช่น วันนี้จะไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ จะวางแผนการเดินทางอย่างไรโดยไม่ต้องขับรถเอง หรือการใช้อุปกรณ์ป้องกันยามขับขี่อย่างหมวกกันน็อกหรือเข็มขัดนิรภัย ดังที่เห็นว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ใช้เครื่องป้องกันดังกล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐพงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2564-ต้อนรับปีใหม่ 2565 เท่าที่ติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) พบว่า “ผู้เสียชีวิตจากการใช้มอเตอร์ไซค์ เกือบทุกรายไม่สวมหมวกกันน็อก” ซึ่งก็ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ผู้เสียชีวิตมักไม่คาดเข็มขัดนิรภัย บวกกับ “ปัจจัยเดิมๆ” ที่พบตลอดมาอย่าง “เมา” การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ และ “ซิ่ง” ใช้ความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

“ปีนี้เคสส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นแล้วเรารู้สึกหดหู่ คือส่วนใหญ่ตายเพราะถูกรถที่เมามาชน มอเตอร์ไซค์ที่ตาย หลายๆ เคสพบว่าถูกรถยนต์ที่เมาแล้วขับมาชน คนที่เมาเราก็แปลกใจว่าทำไมคนที่เมาส่วนใหญ่ไม่ตาย คนที่โดนชนจากคนเมามักจะตาย คือเราขับมาอยู่ดีๆ แล้วโดนคนเมาขับมาชนน่ากลัวมากเรื่องเมาแล้วขับ” ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าว

รศ.ดร.กัณวีร์ อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการตัดหน้ากระชั้นชิดว่าน่าจะหมายถึงเหตุเกิดบริเวณทางแยกหรือจุดกลับรถ โดยเฉพาะ “เกาะสี” หรือพื้นถนนที่มีการทาสีตรงกลางแบ่งช่องจราจรขาเข้า-ขาออกไว้ ซึ่งหลายครั้งผู้ขับขี่ฝ่ายหนึ่งจะเลี้ยวขวาเข้าซอยโดยขับขี่ลัดเกาะสี ในขณะที่ผู้ขับขี่อีกฝ่ายก็ขับรถสวนมาด้วยความเร็วในทางตรงฝั่งตรงข้ามทำให้เกิดการชนกันได้

นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรม “ขับช้าแซงขวา” หมายถึงโดยปกติแล้วช่องจราจรขวาสุดมีไว้เพื่อใช้ความเร็วแซงรถคันหน้าแล้วกลับเข้าไปอยู่ในช่องจราจรทางซ้าย แต่ก็มีผู้ขับขี่ในช่องจราจรขวาสุดแล้วก็ไม่ได้ขับเร็ว ส่งผลให้รถคันอื่นที่ตามหลังมาไม่สามารถใช้ช่องขวาสุดเพื่อเร่งแซงได้ ก็ต้องไปแซงทางซ้ายที่รถในช่องนั้นใช้ความเร็วช้ากว่าแล้วก็เกิดอุบัติเหตุ แต่อีกด้านหนึ่ง “ขวาเร็วแล้วก็ยังมีพวกเร็วกว่าขับจี้ท้าย” อีกทั้งเปิดไฟสูงใส่ แบบนี้เรียกพฤติกรรมขับขี่แบบก้าวร้าวก็เป็นความเสี่ยงอีกเช่นกัน

รศ.ดร.กัณวีร์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อดูสถิติการเกิดอุบัติเหตุตามช่วงเวลาเป็นรายชั่วโมง พบว่า “กลางคืน=เสี่ยงสูง” เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายน้อยกว่าช่วงกลางวัน ทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีสาเหตุจากความเร็วเกิดในช่วงกลางคืนสูงกว่ากลางวัน โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับผู้ขับขี่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาก็มักจะขับขี่ด้วยความเร็วสูง โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ยิ่งมากขึ้น

“การบังคับใช้กฎหมายเรื่องการขับรถเร็วมาก-น้อยแค่ไหน ก็ปรากฏว่ามันยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเรายังดูจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีเรื่องของการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ค่อนข้างน้อยมาก อย่างดื่มแล้วขับการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างเข้มข้น มีการตรวจเลือดตรวจลมหายใจ แต่เรื่องเร็ว เรื่องของการตรวจจับความเร็วต้องบอกได้เลยว่ายังน้อยอยู่มากๆ ถ้าเทียบกับประเทศที่มีระบบการจัดการความเร็วที่ดี” รศ.ดร.กัณวีร์ ระบุ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : วิกฤตผู้อพยพทะลักยุโรป (จบ) สลายพรมแดนทำจริงไม่ง่าย

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623081

สกู๊ปแนวหน้า :  วิกฤตผู้อพยพทะลักยุโรป (จบ) สลายพรมแดนทำจริงไม่ง่าย

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

ยังคงอยู่กับงานเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนเบลารุสและซีเรีย : วิกฤตผู้อพยพกับการเมืองโลก” จัดโดย ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในตอนที่แล้ว (ฉบับวันที่ 18 ธ.ค. 2564) ได้กล่าวถึง เบลารุส ประเทศที่เป็นเส้นทางใหม่ในการอพยพจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเข้าไปยังประเทศในกลุ่ม สหภาพยุโรป (EU-อียู) ซึ่งเส้นทางนี้ที่เกิดขึ้นได้ดูจะเป็นเกมการเมืองระหว่างเบลารุสกับ EU ส่วนในตอนนี้ จะเป็นประเด็นที่ EU ถูกตั้งคำถามว่ายังยึดมั่นค่านิยม “ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-สิทธิมนุษยชน” อยู่หรือไม่? จากท่าทีที่มีต่อผู้อพยพ

รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าย้อนไปเมื่อปี 2558 ซึ่งขณะนั้น ออสเตรีย พบประชาชนรอต้อนรับผู้อพยพ แต่หลังจากนั้น ฮังการี ได้สร้างกำแพงกั้นจากเดิมที่เคยเปิดให้เป็นทางผ่าน ซึ่งขัดต่อหลักการของ EU ที่ต้องการให้การเดินทางในประเทศในกลุ่มนั้นเป็นไปอย่างเสรี อีกทั้งสมาชิก EU ทั้ง 27 ชาติ ต้องดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการรับผู้อพยพด้วย

“เราจะเห็นว่ามันมีประเทศสมาชิกบางประเทศในยุโรปที่ไม่อยากแชร์โควตาการรับผู้ลี้ภัย ก็คือ ฮังการี โปแลนด์ สโลวาเกีย สาธารณรัฐเช็ก ดังนั้นยุโรปก็พยายามปฏิรูปมาตลอดในด้านกฎเกณฑ์ ก็มีการออกกติกาใหม่มาอีกในปี 2020 (2563) ก็เพื่อมาจัดการกับเหตุการณ์ที่คั่งค้างมาตั้งแต่ปี 2015 (2558) แต่ในปี 2021 (2564) มีผู้ลี้ภัยเข้ามาแบบผิดปกติในพรมแดนโปแลนด์ ลัตเวียและลิทัวเนียก็คือบริเวณนี้” รศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าว

รศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าวต่อไปว่า คลื่นผู้อพยพระลอกล่าสุดแปลกไปจากเดิมเพราะที่ผ่านมาการอพยพจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเข้าไปยังประเทศในกลุ่ม EU จะใช้วิธีนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านประเทศหน้าด่าน เช่น โมร็อกโก ตุรกี แต่ครั้งล่าสุด ผู้อพยพนั่งเครื่องบินไปลงที่เบลารุสเพื่อข้ามจากเบลารุสเข้าไปในพื้นที่ของกลุ่ม EU

ซึ่งเชื่อกันว่า ประธานาธิบดีเบลารุสอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนกา (Alexander Lukashenko-อ่านแบบภาษาเบลารุส) ปล่อยให้มีการโฆษณาชวนเชื่อกับผู้อพยพเพื่อให้มาใช้เบลารุสประเทศเป็นทางผ่านไปยัง EU โดยเข้าทางชายแดนที่ติดกับโปแลนด์และลิทัวเนีย เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของ EU เนื่องจาก EU มองว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีเบลารุสเมื่อปี 2563 ลูกาเชนกา ได้รับชัยชนะท่ามกลางข้อสงสัยในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการจัดการเลือกตั้ง และเมื่อประชาชนออกมาชุมนุมประท้วง ลูกาเชนกา ก็สั่งให้ปราบปรามอย่างรุนแรง

แต่เมื่อมาถึงเบลารุสแล้ว ผู้อพยพก็อยู่ในสถานการณ์ “กลับไม่ได้-ไปไม่ถึง” ด้านหนึ่งเบลารุสไม่มีนโยบายรับผู้อพยพ แต่อีกด้านหนึ่งโปแลนด์ก็ปิดพรมแดน อีกทั้งประเทศอื่นๆ ยังส่งทหารมาช่วยตรึงกำลังบริเวณชายแดนดังกล่าวอีก อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพต้องการเพียงใช้เส้นทางดังกล่าวผ่านเข้าไปยังประเทศกลุ่ม EU ชั้นใน เช่น เยอรมนี สวีเดน ไม่ได้ต้องการอยู่อาศัยในโปแลนด์หรือลิทัวเนียแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเกิดมุมมองว่า โปแลนด์กับลิทัวเนียกำลังทำเพื่อ EU หรือไม่ เพราะทั้ง 2 ประเทศจะปล่อยผู้อพยพผ่านไปก็ได้

“เราเห็นการจัดการที่บรัสเซลส์ (เมืองหลวงของเบลเยียม ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ EU) โดนยึดอำนาจจากรัฐอย่างโปแลนด์ และ Baltic State ในการล็อกผู้ลี้ภัยแทน ขอพูดสถิติแบบเร็วๆ ตอนนี้ผู้ลี้ภัยตั้งแต่ปี 2015 อยู่ในเยอรมนี 32.4% อันดับ 2 คือสวีเดน 13% ซึ่งเราจะเห็นว่าถึงแม้สวีเดนเป็นอันดับ 2 แต่ด้วยขนาดของประเทศ สวีเดนรับภาระค่อนข้างหนัก”รศ.ดร.ณัฐนันท์ ระบุ

ขณะที่ ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เหตุผลของการอพยพนอกจากต้องการหลบหนีการประหัตประหารแล้ว ยังมีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งยุโรปนั้นเป็นเป้าหมายของคนจากทั่วโลก เพราะในสายตาของคนนอกแล้ว คุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในยุโรปนั้นดูจะดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง ยุโรปเองก็มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ สถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละชาติก็ไม่เท่ากัน เช่น ชาวโปแลนด์ต้องออกไปหางานทำในประเทศอื่นๆ ในยุโรป เป็นต้น

ส่วนประเด็นผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองระหว่างประเทศอื่นๆ กับ EU นั้นก็ไม่ได้เพิ่งเกิดกับเบลารุส ก่อนหน้านี้มีบางประเทศเคยทำมาแล้ว เช่น ตุรกี ซึ่งต้องการเข้าเป็นสมาชิกของ EU และเรียกร้องให้เจรจากันไม่เช่นนั้นจะปล่อยให้ประเทศตนเองเป็นทางผ่านของผู้อพยพเข้าไปใน EU หรือ โมร็อกโก ที่เคยตอบโต้ชาติสมาชิก EU อย่าง สเปน ที่ให้ผู้นำของ ซาฮาราตะวันตก เข้าไปรักษาตัว ด้วยการปล่อยให้ผู้อพยพข้ามทะเลจากโมร็อกโกเข้าไปยังสเปน ซาฮาราตะวันตกเเป็นดินแดนที่โมร็อกโกอ้างสิทธิ์ แต่ก็มีข้อพิพาทกับฝ่ายที่ต้องการตั้งเป็นประเทศใหม่

ภาณุภัทร กล่าวต่อไปว่า ทาง EU เองก็พยายามสร้าง “พื้นที่กลางทาง” หรือหาประเทศอื่นๆ ไว้รับผู้อพยพแทนที่จะให้เข้าไปใน EU อาทิ มีการให้งบประมาณสนับสนุนตุรกี และเจรจาว่าหากตุรกีรับผู้อพยพไว้ ในอนาคตอาจได้รับการยอมรับจาก EU มากขึ้น หรือแม้แต่ชาติตะวันออกกลางอย่าง จอร์แดน EU ก็เคยไปเจรจาเพื่อให้ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้ผู้อพยพเข้าไปทำงานได้โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงยุโรป โดย EU จะสนับสนุนทั้งงบประมาณและการให้ธุรกิจต่างๆ เข้าไปลงทุน

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ผู้อพยพคือประเด็นเปราะบางของ EU” ถึงขนาดที่หลายชาตินำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์กับ EU ได้ โดยการเมืองภายในของประเทศในกลุ่ม EU เอง ก็จะพบพรรคการเมืองหรือผู้นำที่มีแนวคิดแบบฝ่ายขวาเข้าสู่อำนาจหรือได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากขึ้น จากความรู้สึกในแง่ลบกับผู้อพยพของประชาชนในประเทศนั้นๆ กลายเป็นว่าในขณะที่ EU พยายามสลายพรมแดนภายในกลุ่มประชาคม แต่กลับกั้นพรมแดนระหว่าง EU กับภูมิภาคอื่นๆ

“วิกฤตครั้งนี้มันสอนให้เรารู้ว่า อย่างน้อย Migration (การอพยพ) จะกลายเป็น Political Tool (เครื่องมือทางการเมือง) ที่สำคัญอันหนึ่งแล้วจะอยู่กับเราไปตลอด แล้วมันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นผ่านโควิด เพราะโควิดมันจะกลายเป็นอีก Criteria (เกณฑ์) คือการตรวจโรคจำเป็นอีก Criteria ที่ทำให้การย้ายถิ่นมันยากยิ่งขึ้น ต้องมีวัคซีนกี่เข็มไม่รู้ ไม่พอยังต้องมีวัคซีนพาสปอร์ตของประเทศนั้นๆ เสียด้วยซ้ำไปในการที่จะเดินทางเข้าไปได้

มันทำให้ความพยายามที่จะให้มีสิ่งที่เรียกว่า Common Value (คุณค่าหลัก) ที่ยุโรปพยายายามสร้างมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมามันกำลังสั่นคลอนหรือสูญสลายไปหรือเปล่า? เพราะเห็นการถดถอยของสิ่งนี้ผ่าน Brexit (อังกฤษถอนตัวออกจาก EU) ส่วนหนึ่งของ Brexit มาจาก Migration โดยเฉพาะจากโปแลนด์ ฉะนั้นสิ่งเกิดขึ้นคือพรมแดนในยุโรปที่ตอนนี้ไม่มี มันจะค่อยๆ กลับมาเกิดขึ้นมากขึ้นหรือเปล่า?” ดร.ภาณุภัทร ฝากประเด็นชวนคิด


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วิกฤตผู้อพยพทะลักยุโรป เกมการเมืองบนความหวังคน (1)

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/622909

วิกฤตผู้อพยพทะลักยุโรป เกมการเมืองบนความหวังคน (1)

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“การย้ายถิ่น” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติของมนุษย์ ทั้งเพื่อหลบหนีภัยอันตราย เช่น การลี้ภัยจากความเสี่ยงถูกประหัตประหารหรือทำร้ายซึ่งเกิดจากอคติทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศสีผิว ฯลฯ และเพื่อแสวงหาโอกาส เช่น หนีความลำบากยากจนไปหางานทำที่รายได้ดีกว่าบ้านเกิด แต่เมื่อเกิดความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ มีการแบ่งเส้นเขตแดนและกำหนดกฎเกณฑ์การเข้า-ออก การย้ายถิ่นจึงเกิดข้อจำกัดขึ้น ถึงกระนั้น หากแรงจูงใจมีมากพอ คนก็พร้อมจะฝ่าฝืนกฎเหล่านั้น ดังจะเห็นข่าวผู้อพยพและผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก

ดังเรื่องวุ่นๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปในช่วงไม่กี่เดือนล่าสุด หลังผู้อพยพจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือแห่เดินทางเข้าไปในประเทศ เบลารุส โดยหวังว่าจะใช้เป็นทางผ่านไปยัง สหภาพยุโรป (EU-อียู) แต่กลายเป็นว่า โปแลนด์ ประเทศหน้าด่านของกลุ่ม EU ซึ่งติดกับเบลารุส ประกาศปิดพรมแดน แต่เบลารุสก็ไม่ได้มีนโยบายรับผู้อพยพ คนเหล่านี้จึงตกอยู่ในสภาพ “กลับไม่ได้..ไปไม่ถึง” ติดค้างอยู่ระหว่างชายแดนของทั้ง 2 ชาติ

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนเบลารุสและซีเรีย : วิกฤตผู้อพยพกับการเมืองโลก” ที่ รร.มณเฑียรสุรวงศ์ กรุงเทพฯ โดย รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปูพื้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบลารุส ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่พยายามดำรงอยู่ให้ได้ท่ามกลางอิทธิพลทั้งจาก EU กับ สหรัฐอเมริกา จากค่ายโลกตะวันตก และ รัสเซีย พี่ใหญ่แห่งอดีตค่ายโซเวียตที่มีพรมแดนติดกับเบลารุสทางตะวันออก

หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 2534 เบลารุสได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างโดดเด่นหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอดีตค่ายโซเวียตด้วยกัน ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ในยุคแรกๆ มีความพยายามเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน และอิงกับโลกตะวันตกมากขึ้น ผลคือเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาเงินเฟ้อ และนั่นทำให้เบลารุสเริ่มเปลี่ยนมาให้น้ำหนักกับแนวทางเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทชี้นำ

ปัญหาเศรษฐกิจของเบลารุสในครั้งนั้น ยังเป็นก้าวแรกของ อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนกา (Alexander Lukashenko-อ่านแบบภาษาเบลารุส) ในการก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2537 ลูกาเชนกาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยนโยบายสำคัญคือเพิ่มบทบาทรัฐวิสาหกิจในขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทน้อยลง ยุคสมัยแรกๆของเบลารุสภายใต้การนำของประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ลูกาเชนกา อัตราการว่างงานมีน้อย ประชาชนได้รับสวัสดิการรัฐด้านสุขภาพ ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษา

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของเบลารุสเริ่มเกิดภาวะอิ่มตัว โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ไม่ค่อยปรับตัวเพราะอยู่ได้โดยไม่ต้องแข่งขัน ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเป็นทุกข์กับปัญหาปากท้องขณะเดียวกัน หลังปี 2553 เป็นต้นมา เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนที่เชื่อมั่นในลูกาเชนกา กับคนที่เห็นว่าเบลารุสถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง โดยฝ่ายหลังนี้ก็มีทั้งที่อิงตะวันตกและอิงรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยุคนี้ ลูกาเชนกา ได้กลายเป็นผู้นำแบบ “อำนาจนิยม” ไปแล้ว คู่แข่งในการเลือกตั้งยุคหลังๆหากไม่ถูกจับกุมคุมขังก็ต้องถูกกดดันให้ลี้ภัยไปต่างแดน

“ช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ปี 2543-2552) เศรษฐกิจรัสเซียบูมมาก GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) สูงมาก กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่เรื่องของพลังงานที่ทำให้รัสเซียโต แล้วในเวลาเดียวกันเบลารุสก็พ่วงไปกับรัสเซียด้วย เพราะตัวเองเป็น Transit (ทางส่งผ่าน) ท่อเข้าไปยุโรป ตรงนี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เบลารุสเติบโตมั่งคั่ง แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกมันเริ่มตกต่ำ ตรงนี้ก็เกิดปัญหาตามมาเศรษฐกิจก็แย่ตามไปด้วย อีกประการหนึ่งคือเบลารุสก็มีหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น จากประมาณ 8.4% ในปี 2005 (2548) ขึ้นไปอยู่ที่ 47.8% ในปี 2018 (2561)

และหนี้ส่วนใหญ่ที่มีก็มีต่อรัสเซียด้วยเช่นกัน การแก้ปัญหาตรงนี้ก็สร้างความไม่พอใจ ตัวอย่างหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนเบลารุสมากๆ คือการขึ้นอายุเกษียณ มันน่าจะดี!แต่มันแปลว่า Pension (บำเหน็จบำนาญ) ของผู้เกษียณอายุต้องชะลอออกไป เพราะรัฐถังแตกไม่มีเงิน รัสเซียก็เหมือนกัน ขยายเวลาเกษียณอายุของคนออกไป ของเบลารุสผู้หญิงจากอายุ 55 เป็น 58 ผู้ชายจาก 60 เป็น 63 และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย” รศ.ดร.จิตติภัทร ระบุ

รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวต่อไปว่า ภาพที่หลายคนมองเบลารุสคือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่จริงๆ แล้ว เบลารุสดำเนินนโยบายแบบ Hedging หรือมีการต่อรองผลประโยชน์กับทั้งรัสเซียและโลกตะวันตก ขณะที่อัตลักษณ์ของชาตินั้นก็ไม่ได้ชัดเจนนักว่าจะไปทางใด เห็นได้จากแนวคิดทั้งอิงตะวันตกและอิงรัสเซียไม่ใช่กระแสหลักในสังคมเบลารุส ส่วน ลูกาเชนกาที่ครองอำนาจยาวนานก็ไม่ได้ทำจุดนี้ให้ชัดเจน

อนึ่ง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในวันที่9 ส.ค. 2563 ลูกาเชนกา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นอกจากคู่แข่งรายสำคัญจะถูกจัดการให้พ้นทางแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ยังลงแข่งได้ซึ่งเป็นภรรยาของหนึ่งในอดีตคู่แข่งของ ลูกาเชนกา ที่ถูกกดดันจนต้องไปลี้ภัยในต่างประเทศ ควรจะเป็นผู้ชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ นำไปสู่การชุมนุมประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่ง ลูกาเชนกา ก็สั่งใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ EU ใช้มาตรการคว่ำบาตรเบลารุส ส่วนเบลารุสก็ตอบโต้ด้วยการปล่อยผู้อพยพผ่านเข้าไปใน EU หวังต่อรองให้ยุติการคว่ำบาตร

“ผู้อพยพในครั้งนี้มันเหมือนเกมอำนาจในการต่อรองของเบลารุสแล้วก็อาจจะรวมไปถึงรัสเซียด้วย กับสหภาพยุโรป ถึงแม้สุดท้ายเกมนี้เบลารุสอาจจะแพ้ แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกาเชนกาชนะคือการที่ Survivor (อยู่รอด) ของระบอบการเมืองกับเผด็จการของลูกาเชนกา แต่มันก็มาพร้อมกับ Cost (ราคา) หรือค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการที่จะต้องพึ่งพิงกับรัสเซียที่สูงมากขึ้น แล้วก็เรื่องอำนาจต่อรองกับ EU ซึ่งลูกาเชนกาคิดว่าการใช้ผู้อพยพลี้ภัย จะทำให้ EU ซึ่งอาจจะเรียกว่าพูดง่ายๆ คือหน้าบาง ยังไงก็ต้องรับผู้อพยพลี้ภัย แต่มันไม่ใช่แบบนั้น” รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

ขณะที่ ภาณุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่ผู้อพยพจำนวนมากแห่กันเข้าไปในเบลารุสนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากที่ผ่านมา เส้นทางอพยพไปยุโรปที่นิยมใช้กันคือจากตะวันออกกลางผ่านประเทศตุรกี หรือจากตะวันออกกลางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าไปในประเทศกรีซหรืออิตาลี แต่ในกรณีของเบลารุส พบการดำเนินการประสานกันระหว่าง

1.บริษัททัวร์ มีการโฆษณาว่าหากเดินทางไปเบลารุสจะมีโอกาสสูงในการได้เข้าไปในประเทศกลุ่ม EU 2.สายการบินมีเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง เช่น กรุงแบกแดด ประเทศอิรักไปยังเบลารุส อีกทั้งยังโฆษณาด้วยว่าเมื่อไปถึงแล้วจะได้พักโรงแรมหรู มีรถรับ-ส่งจากสนามบินถึงโรงแรม และจากโรงแรมไปยังชายแดน แล้วจะมีคนมารับข้ามเข้าไปใน EU เพื่อพาไปทำงาน และ 3.วีซ่า มีการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้กับผู้ที่ต้องการใช้เบลารุสเป็นทางผ่านเข้าไปในเขต EU โดยค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางจะอยู่ที่ราว 6,000-20,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 198,000-660,000 บาทต่อหัว

“อันนี้เป็นเรื่องเล่าของคนหนึ่งคนที่ผมจะเอามาเป็นตัวอย่างในการนำเสนอ ผู้ชายคนนี้เป็นชาวเคิร์ด มีความหวังต้องการจะไปยุโรปอยู่แล้วเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แล้วการไปไม่ใช่แค่เรื่องลี้ภัยการประหัตประหารอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องอัตราการว่างงานสูงขึ้นจากโควิดในประเทศตัวเองด้วย และที่สำคัญกว่านั้น ยุโรปมีโอกาสอีกอย่างที่สำคัญคือการศึกษา เพราะการศึกษามันคือ Mobility (การเคลื่อนย้าย) สำหรับคนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้คือ Motivation (แรงจูงใจ) ของคน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาก็เริ่มหาแล้ว จะไปที่ไหน? ถ้าจะไปเส้นทางปกติเดิมก็จะลำบาก เราจะเห็นนั่งเรือไป เห็นเรือล่มต่างๆ นานา จนกระทั่งวันดีคืนดีมีโฆษณาจากสายการบินหนึ่งในทีวี แล้วก็บอกว่าถ้าไปจะมีค่าต้นทุนจากแบกแดดไปลิทัวเนียประมาณ 10,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 330,000 บาท)แล้วบริษัททัวร์เป็นคนจัดทุกอย่างให้หมดเลย ทั้งเครื่องบินทั้งได้อยู่ในโรงแรม พอเห็นภาพนี้ ผู้ชายคนนี้ก็รู้ว่าการเดินทางในเส้นทางนี้อาจจะเหมาะสมมากกว่า เพราะฉะนั้นการเดินทางในเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ถูกเลือกใช้สำหรับเขาในการย้ายถิ่น”ภาณุภัทร ยกตัวอย่าง

ในตอนแรกได้กล่าวถึงภูมิหลังของประเทศเบลารุส รวมถึงเส้นทางใหม่ของผู้อพยพซึ่งดูเหมือนมีการส่งเสริมให้เกิดขึ้น ส่วนในตอนต่อไป จะกล่าวถึงท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ที่ด้านหนึ่งเป็นที่รับรู้ในสายตาชาวโลกว่าเป็นประชาคมที่ยึดมั่นในค่านิยม “ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-สิทธิมนุษยชน”แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายว่าด้วยผู้อพยพได้นำไปสู่การโต้แย้งเมื่อ EU ไปส่งเสริมค่านิยมดังกล่าวในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

(โปรดติดตามต่อในฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 ธ.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : สมดุล‘โลกเกม-ชีวิตจริง’ สนุกได้ไม่ติด‘บ้าน’มีส่วน

Posted on December 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/621408

สกู๊ปแนวหน้า : สมดุล‘โลกเกม-ชีวิตจริง’  สนุกได้ไม่ติด‘บ้าน’มีส่วน

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“วีดีโอเกม” หรือบ้างก็เรียก “เกมคอมพิวเตอร์”ถือกำเนิดขึ้นบนโลกนี้ครั้งแรกในปี 2501 เมื่อ วิลเลียม ฮิจินโบธัม (William Higinbotham) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน คิดค้นเกม “Tennis For Two” ซึ่งหน้าจอมีลักษณะคล้ายเรดาร์และผู้เล่น 2 คน ควบคุมคันบังคับเพื่อตีลูกโต้กันไป-มา จากนั้นได้พัฒนามาตามลำดับ จากเกมตู้(Arcade) เครื่องเล่นเกม (Console) เกมที่เล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC หรือ Notebook) จนถึงเล่นบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile)

จากความบันเทิงออฟไลน์ที่เล่นกันในบ้านหรือในร้านเกมเฉพาะจุด วีดีโอเกมได้พัฒนาเข้าสู่ยุคออนไลน์ที่แต่ละคนสามารถร่วมเล่นเกม หรือแข่งขันเกมกันได้ผ่านอินเตอร์เนต มูลค่าทางธุรกิจของวงการเกมก็เพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่การทำเกมประเภท “เกมเล่นฟรี (แต่อยากได้ของดีๆ ต้องเสียเงินซื้อ)” ไปจนถึงการเกิดขึ้นของ “อีสปอร์ต (Esports)” หรือการจัดการแข่งขันวีดีโอเกม ที่มีการตั้งทีมแข่งขันซึ่งเรียกกันว่า “นักกีฬา” มีรายได้เป็นกอบเป็นกำและชื่อเสียงโด่งดังไม่ต่างจากนักกีฬาประเภทอื่นๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง “ติดเกม (Game Addict)” ที่หมายถึงการเล่นเกมมากเกินไปจนเสียงาน-เสียการเรียน หรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ก็กำลังเป็นปัญหาสำคัญไม่ว่าในต่างประเทศหรือในไทยเอง ดังที่เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “เกมสมดุล ครอบครัวสมดุล” มีวิทยากรหลายท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเตอร์เนตร่วมพัฒนาไทย เล่าว่า ปัจจุบันลูกชายเรียนจบและทำงานแล้ว แต่เมื่อย้อนมองไปตอนที่ลูกยังเด็ก เวลาที่ยุ่งอยู่กับงานก็ต้องปล่อยให้ลูกเล่นเกม ซึ่งก็ทันตั้งแต่ยุคเครื่องเล่นเกมที่ต้องเสียบตลับเกม ต่อมาที่ยุคเครื่องเล่นเกมแบบแผ่นซีดี มาจนถึงเกมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีด้านภาพสวยงามขึ้นมาก อีกทั้งยังสามารถเล่นร่วมกันหลายคนผ่านเครือข่ายซึ่งตอบโจทย์ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ ขณะที่เกมก็มีหลายแนว นอกจากแนวต่อสู้ตีรันฟันแทง ยังมีเกมจำลองการทำธุรกิจ จำลองการแพทย์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในช่วงที่ปล่อยให้ลูกชายอยู่กับเกม พบว่าลูกไม่สามารถควบคุมเวลาการเล่นได้ รวมถึงควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มีพฤติกรรมก้าวร้าวพูดจาไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวินัยและความรับผิดชอบ โดยสรุปแล้วเกมจึงมีผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ ดังนั้น สำหรับพ่อแม่จะทำอย่างไรให้ลูกควบคุมตนเองได้ เช่น ช่วงสอบหรือช่วงมีงานต้องทำ จะงดเล่นเกมด้วยตนเองได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าพ่อแม่อยากทำ แต่อาจยังไม่มีคำตอบว่าต้องทำอย่างไร-ทำเมื่อไร และอะไรคือความพอดี ที่สำคัญเมื่อพฤติกรรมรุนแรงถึงจุดที่ต้องไปพบจิตแพทย์ลูกอาจจะไม่ยอมไปอีก

ศรีดา ระบุว่า มีลูกศิษย์ที่สอนด้านการพัฒนาเกม ยืนยัน “ผู้พัฒนาเกมมุ่งหวังให้เล่นแล้วต้องติด และเกมนั้นก็ตอบสนองความต้องการบางอย่างของมนุษย์ได้” ทั้งการแข่งขันที่บันทึกสถิติ การเล่นร่วมกันหลายคน หรือ “เติมเต็มสิ่งที่ทำไม่ได้หรือทำได้ยากในโลกจริง” อาทิ “เกมแนวกีฬา” หากเล่นกีฬาจริงๆ ต้องฝึกซ้อมกันกี่ปีกว่าจะเก่ง แต่การเล่นเกมใช้เวลาเล่นเพียงหลักสัปดาห์ก็เก่งได้แล้ว หรือ “เกมแนวต่อสู้ตีรันฟันแทง” ในชีวิตจริงการทำร้ายคนหรือการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้นมีความผิด แต่ในเกมสามารถทำได้ เป็นต้น

“เด็กบางคนตัวเล็ก เล่นกีฬาก็แพ้ แต่ว่าในเกมมันทะลุพิกัดของเรื่องร่างกาย สามารถที่จะไปเป็นแชมป์ในเกมได้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะไม่มีที่ยืนในสังคม พ่อแม่ดุด่าครอบครัวมีปัญหาเถียงทะเลาะหรือปัญหาเศรษฐกิจ เด็กก็หนีไปอยู่ในเกม ทำเงินในเกม หาเพื่อนในเกม ฉะนั้นอันนี้ถือเป็นแรงจูงใจ แต่มันก็มาสู่ประเด็นว่าพอจูงไปเรื่อยๆ เกมมันเป็นธุรกิจ สร้างมาให้ติด พอติดแล้วก็เสียไปหมด ชีวิตพัง

ฉะนั้นนี้เราเลยต้องพูดว่า เฮ้ย!.วันนี้เราอยู่กันอย่างไร มันตอบโจทย์ทุกคนแล้วไม่เสียชีวิต ไม่เสียเวลา หรือภาคธุรกิจที่ทำเกมมา ทำอย่างไรที่เขาจะมาช่วยดูแลเด็ก เพราะอันนี้ต้องยอมรับ อย่างเกมส่วนใหญ่ที่ทำเงินอยู่ตอนนี้เป็นเกมของต่างประเทศ ดังนั้น รายได้ต่างๆ มันก็จะออกไปต่างประเทศ แต่เด็กติดเกมหรือมีปัญหา หรือพ่อแม่ที่ทุกข์ทรมานอยู่เป็นคนไทยเรา กระทรวงต่างๆ ภาคส่วนต่างๆ ที่เขาดูแล เราจะมาช่วยกัน Balance (รักษาสมดุล) ตรงนี้ได้อย่างไร” ศรีดา กล่าว

ฉัตรกาญจน์ ปาริฉัตต์กุล นักกีฬา Esports เล่าว่าเติบโตมากับเกมตั้งแต่ยุคเครื่องเล่นเกมแบบเสียบตลับเกม เริ่มเล่นเกมตั้งแต่อยู่ชั้น ป.2 เพราะที่บ้านทำงานเลิก 3-4 ทุ่มไม่มีเวลาให้ ประกอบกับเพื่อนๆ ในละแวกบ้านไม่ว่าใครก็เล่นเกมกันหมด ถ้าไม่ไปรวมกลุ่มเล่นกับเขาด้วยก็จะเหมือนโดดเดี่ยวอ้างว้าง การเล่นเกมจึงมีความหมายในด้านการเข้าสังคมด้วย กระทั่งโตขึ้นมาถึงช่วงเข้าเรียนชั้นปี 1 ระดับมหาวิทยาลัย ก็หารายได้จากการเล่นเกม เช่น นำของในเกมไปขายเป็นเงินจริง หรือเข้าร่วมการแข่งขันเกม ทำให้เริ่มมองการเล่นเกมในฐานะอาชีพ

แม้จะมีรายได้จากเกมเป็นเรื่องเป็นราว แต่อีกมุมหนึ่งฉัตรกาญจน์ ยอมรับว่าบริหารจัดการเวลาชีวิตได้ไม่ดีนัก เช่น ในช่วงที่เรียนอยู่ ถึงขั้นพกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไว้อีกเครื่องสำหรับเล่นเกม ถึงขั้นเอาแต่เล่นเกมโดยไม่เข้าเรียน ใครชวนไปเที่ยวไหนก็ไม่ไป แม้กระทั่งครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัดตนเองก็ยังเอาแต่อยู่ในห้องพักเพื่อเล่นเกม แต่ก็สามารถเรียนจบมาได้ และเมื่อทำงานแล้วเกมก็กลายเป็นอาชีพเสริม โดยใช้เวลาช่วง 20.00-22.00 น. ซึ่งเลิกงานแล้วเข้าร่วมแข่งขันเกม แต่เวลานั้นวงการ Esports ก็ยังไม่ค่อยมีการตั้งทีมเพื่อรับนักกีฬาเข้าร่วมกันมากนัก

กระทั่งการมาของเกม “RoV” ซึ่งเป็นเกมแรกที่มีการกำหนดฐานเงินเดือนของสมาชิกแต่ละทีมที่จะเข้าร่วมแข่ง เมื่อมองแล้วว่าคุ้มค่าจึงลาออกจากงานหลักแล้วมาหารายได้ในฐานะนักกีฬา Esports อย่างเต็มตัว อนึ่ง ปัจจุบันเกมยังมีความหมายด้านการลงทุนด้วย เช่น เกมที่เกี่ยวข้องกับเงินคริปโต (Cryptocurrency) แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกมมีอิทธิพลกับชีวิตคน เช่น ในชีวิตจริงคนคนหนึ่งอาจจะแพ้ แต่เมื่อเข้าไปเล่นเกมแล้วเล่นชนะก็ได้รับคำชมว่าเก่ง ซึ่งนั่นก็ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ต้องการคำชมจากผู้อื่นหรือต้องการเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน

“เด็กติดเกมคือส่วนใหญ่เป็นที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลมากกว่า ผู้ปกครองกลับบ้านมา 2-3-4 ทุ่ม มันทำให้ไม่สามารถกำหนดเวลาของลูกได้ชัดเจนมากนัก ไม่มีข้อบังคับ ส่วนใหญ่ที่คุยกันคือพ่อแม่มีกฎข้อบังคับ อันนี้ลูกส่วนใหญ่จะไม่ติดเกมแล้วพอโตขึ้นก็คิดได้เอง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ แต่ปัจจุบันเด็กติดเกมส่วนใหญ่คือพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ เราจะทำกันอย่างไรตรงนี้ที่ทำให้ลูกไม่ติดเกม แก้ไขได้อย่างไรดี” ฉัตรกาญจน์ กล่าว

รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในทางการแพทย์ไม่ได้วัดการติดเกมจากเวลาที่เล่นเกม แต่วัดจากพฤติกรรมโดยรวมว่าสร้างความเสียหายกับชีวิตตนเองหรือไม่” เช่น หากเล่นเกม 6 ชั่วโมงต่อวัน แต่รับผิดชอบหน้าที่หลัก (เรียนหนังสือหรือทำงาน) ตลอดจนรักษาสุขภาพ (ออกกำลังกายและพักผ่อน) ได้ดีก็ไม่ถือว่าติดเกม ขณะที่เล่นเกมเพียง 2 ชั่วโมงต่อวัน แต่เวลาที่เหลือไปดูคลิปวีดีโอต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกม หรือไปทำอย่างอื่นที่กระทบหน้าที่หลักและสุขภาพ แบบนี้เข้าข่ายติดเกม

“อยากจะเน้นให้ผู้ปกครองทุกท่านทราบ ทำไมบางบ้านดูเหมือนง่ายในการจัดการกับเด็ก แต่บางบ้านยากจังเลย ทำไมลูกดื้อ เถียงทุกอย่าง แล้วบางครั้งผู้ปกครองก็จะ Point (ชี้)นิ้วไปที่เด็ก บอกเด็กมันติดเพื่อน มันเชื่อเพื่อนมากกว่า โทษไปที่บริษัทเกม สร้างเกมมาทำไมทำให้เด็กติด แต่หลายครอบครัวที่ผมเจอ เป็นการยากสำหรับผู้ปกครองกลุ่มนี้จริงๆ ที่จะมองย้อนกลับไปที่ตัวเอง ว่าเป็นเพราะตัวเองไม่มีเวลาให้กับลูกหรือเปล่า ไม่กล้าที่จะยอมรับว่ามันเป็นส่วนความรับผิดชอบของเขาเอง

ซึ่งในครอบครัวลักษณะแบบนี้ ในการที่จะบำบัดแก้ไขบอกได้เลยยากมากๆ เรามีเคสพ่อแม่พามาด้วยเด็กติดเกม พอมาที่โรงพยาบาลสิ่งที่เขาคาดหวังคือ หมอจะมี
Magic Word (คำพูดวิเศษ) พูดล้างสมองเด็กภายในครึ่งชั่วโมง-หนึ่งชั่วโมงให้หายจากการเป็นเด็กติดเกม อันนี้คือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง มันไม่ใช่ง่ายอย่างนั้น ไม่มีหมอวิเศษคนไหนทำได้อย่างนั้นในการพูดให้เด็กเปลี่ยนความคิด-ความเชื่อ จากเด็กที่ติดเกมกลายมาเป็นเด็กที่รักการเรียน” รศ.นพ.ชาญวิทย์ ระบุ

รศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวต่อไปว่า “หลายครอบครัวที่สามารถแก้ไขพฤติกรรมเด็กติดเกมได้ คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมากไม่ใช่เด็กแต่กลับเป็นพ่อแม่” โดยพ่อแม่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน อาทิ ให้เวลาลูกมากขึ้นทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน สนใจว่าขณะนี้ลูกนั้นอยู่กับอะไร เช่น โลกในเกม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ของพ่อแม่ได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก

ซึ่งดีกว่าการไปจับผิดโดยไม่ได้มองบริบทการเลี้ยงดู!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เก็บขยะ-รับซื้อของเก่า’ งานฐานรากแต่สำคัญกับเมือง

Posted on December 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/619991

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เก็บขยะ-รับซื้อของเก่า’  งานฐานรากแต่สำคัญกับเมือง

วันเสาร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “เมืองที่ไม่ทอดทิ้งใคร : คนเก็บขยะรีไซเคิล (Inclusive cities for informal waste workers)” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดงานเสวนาที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของหลากหลายอาชีพในเมือง เริ่มจาก “เก็บขยะ-รับซื้อของเก่า” แม้จะเป็นอาชีพที่ถูกมองว่าอยู่ระดับล่างในสังคม แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อเมือง

ชาร์ล็อต อเดลินา (Charlotte Adelina) นักวิจัย สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (SEI) ประเทศสวีเดน เล่าถึงงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พบประเด็นน่าสนใจ อาทิ การไม่ขึ้นทะเบียนทำให้มีสถานะเป็นแรงงานนอกระบบ ขาดแรงจูงใจในการเก็บขยะประเภทที่ขายไม่ได้ จึงเป็นความท้าทายของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ว่าจะผลิตภาชนะจากวัสดุที่สามารถจัดเก็บ ทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายได้หรือไม่-อย่างไร ทั้งนี้ ในปัจจุบันคนเก็บขยะในเมืองถูกมองด้วยสายตาที่เข้าใจมากขึ้นกว่าในอดีตที่มีอคติแบบเหมารวม

ผศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงโครงการวิจัย “รวบรวมสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในอนาคตสำหรับกลุ่มคนเปราะบาง” ซึ่งตนเองรับผิดชอบในส่วนของคนเก็บและคัดแยกของเก่า ว่า อาชีพประเภทนี้แบ่งได้4 กลุ่มคือ 1.เก็บขยะจากกองขยะ-บ่อฝังกลบ 2.เก็บขยะและรับซื้อของเก่า 3.รับจ้างคัดแยกขยะตามร้านรับซื้อของเก่าและ 4.พนักงานเก็บขยะทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดที่ไม่สามารถจัดเก็บเอง สามารถจ้างบริษัทเอกชนได้)

ลักษณะของผู้เกี่ยวข้องกับงานเก็บขยะ-คัดแยกของเก่า พบว่ามีเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษา หรือแม้แต่ไม่ได้รับการศึกษา อายุเฉลี่ย 30-50 ปี และพบเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต่ำสุดคือ 9 ปี อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกใช้แรงงานบังคับ แต่ติดตามพ่อแม่ไปทำงานด้วยเพราะไม่มีใครดูแล มักมีพื้นเพเป็นคนต่างจังหวัดอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และต่อมาก็รวมตัวกันเป็นชุมชน

ขณะที่ด้านรายได้ แม้เหตุผลของการเข้าเมืองเพราะอยู่ชนบททำเกษตรแล้วรายได้ไม่ดี แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็พบว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายได้และมีหนี้สิน การกำหนดราคาของเก่าจะขึ้นอยู่ที่ปลายน้ำซึ่งหมายถึงกิจการที่นำวัสดุรีไซเคิลไปแปรรูปหรือนำไปใช้ โดยมีร้านรับซื้อของเก่าเป็นกลางน้ำ และคนเก็บของเก่าเป็นต้นน้ำ ดังนั้นอำนาจต่อรองของคนเก็บของเก่าจะน้อย อีกทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างคือการอนุญาตให้นำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศ ทำให้ราคาขยะในไทยตกลง เห็นได้จากร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งก็ล้มหายตายจากไปเพราะต้นทุนสู้ไม่ไหว

การทำงานของคนเก็บของเก่า จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ก่อนกลับมาในตอนบ่ายเพื่อคัดแยก หากมีของที่ขายได้ในปริมาณมากพอก็จะขายทันทีเพราะต้องการเงินหมุนเวียน ซึ่งจะต่างจากพนักงานเก็บขยะของหน่วยงานรัฐที่มักจะเก็บขยะตอนกลางคืนและต้องเสร็จก่อนเช้ามืด เพื่อไม่ให้กระทบกับการจราจร นอกจากนี้ งานเก็บของเก่ายังมีลักษณะเป็นงานตามฤดูกาล เช่น คนที่เป็นเกษตรกรในชนบท ช่วงใดที่ขยะหรือของเก่ามีราคาดีก็อาจจะพักการทำเกษตรแล้วเข้ามาเก็บของเก่าในเมือง

ในด้านสุขภาพ คนเก็บขยะมีความเสี่ยงการทำงาน เช่น ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน ทำงานกลางแดดร้อน ดื่มน้ำโดยไม่ได้ถอดถุงมือที่ใช้เก็บขยะเพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา ขยะบางส่วนที่พบก็นำมาใช้เอง อาการป่วยจึงมักเป็นการปวดเมื่อย โรคทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และโรคผิวหนัง ซึ่งไม่ใช่ว่าคนเก็บขยะไม่ทราบ แต่ด้วยความเร่งรีบประกอบกับการลดค่าใช้จ่ายจึงจำเป็นต้องละเลยรวมถึง “ถูกของมีคมบาด” ซึ่งเรื่องนี้ต้องฝากประชาชนทั่วไปที่ทิ้งขยะด้วย หากเป็นขยะมีคม เช่น เศษแก้วแตก ฯลฯขอให้จัดการให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นอันตรายก่อนทิ้ง

ผศ.ดร.อุ่นเรือน ยังยกตัวอย่าง “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่” ที่กลุ่มซาเล้งเก็บของเก่าลุกขึ้นมาจัดตั้งสมาคมอาชีพ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้เกิดจากที่ผ่านมามีซาเล้งประสบอุบัติเหตุถูกรถเฉี่ยวชนไม่สามารถติดตามได้ จึงมีการให้สมาชิกสวมเสื้อกั๊ก มีเบอร์โทรศัพท์ให้แจ้งเหตุเพื่อแจ้งกับญาติพี่น้องได้ แต่กว่าที่ภาครัฐจะให้การรับรองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถึงกระนั้น ปัจจุบันมีเพียงเขตประเวศเพียงเขตเดียวในกรุงเทพฯที่รับจดทะเบียนสมาคมอาชีพซาเล้งเก็บของเก่า ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สามารถขยายผลไปสู่เขตอื่นๆ ได้

อนึ่ง ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น บราซิลมีการจัดตั้งกลุ่ม Waste Picker Organizations (WPOs) มีบทบาทในการจัดการขยะในเมือง ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานของแรงงานคัดแยกขยะ หรือ อินเดีย มีการจัดตั้ง Kagad Kach Patra Kashtakari Panchayat (KKPKP) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานกลุ่มคัดแยกขยะ รวมถึงจัดตั้ง SWACHที่เป็นสหกรณ์ของผู้คัดแยกขยะ ซึ่งช่วยให้คนเก็บขยะทำงานร่วมกับครัวเรือนและสำนักงานต่างๆ ได้โดยไม่ถูกตีตรา อีกทั้งยังเจรจาขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นได้ด้วย

บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการศึกษาขององค์กร WIEGO ที่ทำงานด้านแรงงานนอกระบบในหลายประเทศ ให้ข้อสรุปถึง “ความสำคัญของอาชีพเก็บของเก่าต่อเมือง”เช่น ทำหน้าที่คัดแยกสิ่งของที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ส่งต่อให้ภาคธุรกิจอื่นๆ จึงเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ

งานเก็บของเก่ายังช่วยรักษาความสะอาดของเมือง และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบันจากปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริหารเมืองควรมองเห็น คือ 1.สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน 2.สิทธิที่จะอยู่ในเมืองและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย 3.รายได้และสวัสดิการในการทำงาน และ 4.ส่งเสริมการร่วมกลุ่มและรับฟังความต้องการ

ด้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานินนักวิชาการ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะที่เคยศึกษาประเด็น “คนไร้บ้าน”กล่าวว่า คนไร้บ้านนั้นผูกพันกับการเก็บของเก่าและเป็นภาพจำของสังคม เพราะคนไร้บ้านเห็นของเก่าเป็นของที่พอจะนำไปขายหารายได้มาเลี้ยงชีพ และมักหาของเก่าตามพื้นที่สาธารณะ เช่น จุดทิ้งขยะ แตกต่างจากคนเก็บของเก่าที่อาศัยในชุมชน ซึ่งจะมีพาหนะ เช่น รถซาเล้ง ตระเวนรับซื้อตามบ้านเรือนหรือสถานประกอบการต่างๆ โดยขวดพลาสติกเป็นของเก่าที่คนไร้บ้านนิยมเก็บ เพราะน้ำหนักเบาขนย้ายง่าย

คนไร้บ้านที่เก็บของเก่าขายจะรู้ว่าพลาสติกแบบใดให้ราคาดี รู้ว่าหากแกะฉลากสินค้าออกจะเพิ่มราคาขายได้เฉลี่ยร้อยละ 20 เพราะในส่วนของฉลากไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ คนไร้บ้านต้องแข่งขันกับพนักงานเก็บขยะของรัฐเพราะใช้พื้นที่สาธารณะเหมือนกัน แต่จะไม่ทับซ้อนกับคนเก็บของเก่าที่อาศัยในชุมชนเพราะไม่ได้ไปหาตามบ้านเรือนหรือสถานประกอบการ ขณะที่นโยบายของหน่วยงานท้องถิ่นที่กำหนดให้ร้านรับซื้อของเก่าต้องไปตั้งอยู่นอกเมืองทำให้ร้านต้องจัดพาหนะมารับซื้อของเก่าในเมือง แล้วก็มากดราคาของเก่าจากคนนำมาขายอีกทอดหนึ่ง

“ราคาของเก่าที่ลดลงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและโอกาสการหลุดพ้นจากสถานะคนไร้บ้าน” ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ขวดใสราคาอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันเหลือเพียง 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนขวดขุ่นปัจจุบันราคาอยู่ที่ 10-12 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนจะอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้
ในอดีตนั้นคนเก็บของเก่าสามารถหาเงินได้เพียงพอกับการไปเช่าที่อยู่อาศัยได้ง่ายกว่าปัจจุบัน

นอกจากนี้ “กระแสรักษ์โลก” ซึ่งด้านบวกคือความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้านลบคือคนเก็บของเก่าย่อมได้รับผลกระทบ เช่น ขวดพลาสติกอาจถูกใช้น้อยลงรายได้ของคนเก็บของเก่า โดยเฉพาะคนไร้บ้านซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางย่อมลดลง จะมีบรรยายเพื่อบรรเทาผลกระทบและเปลี่ยนผ่านสำหรับคนกลุ่มนี้อย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปลด‘ขายบริการ’พ้นอาชีพผิด ‘ตีทะเบียน’ตอบโจทย์?..น่าคิด

Posted on December 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/619514

สกู๊ปแนวหน้า : ปลด‘ขายบริการ’พ้นอาชีพผิด  ‘ตีทะเบียน’ตอบโจทย์?..น่าคิด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายเรื่องที่ถูกว่า “สีเทา” แม้จะรู้ว่ามีอยู่จริงแต่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นรณรงค์มากขึ้น ไล่ตั้งแต่ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ที่มีการล่ารายชื่อจนครบ 1 หมื่นชื่อตามที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 “ยกเลิกกฎหมายห้ามโฆษณา” ใน มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและทำให้รายใหญ่ได้ผูกขาดไปโดยปริยาย

“ภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่” สืบเนื่องจากกรณี “น้องไข่เน่า” และแพลตฟอร์ม “โอนลี่แฟน (Onlyfans)” เป็นข่าวโด่งดัง นำไปสู่การเรียกร้องให้การทำสื่อแนวดังกล่าวถูกปลดพ้นอาชีพผิดกฎหมาย รวมถึง “บ่อนกาสิโน” ที่ 2 นักการเมืองซึ่งก่อนหน้านี้ดูจะเป็น “คู่ปรับ” มีวิวาทะกันอย่าง มงคลกิตติ์สุขสินธารานนท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กับสิระ เจนจาคะ สส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ ในเรื่องดังกล่าวกลับมีความเห็นไปในทิศทางคล้ายกัน คือถึงเวลาแล้วที่ต้องหยิบยกขึ้นมาศึกษาหาความเป็นไปได้หากจะมีขึ้นจริงในสังคมไทย

“เซ็กซ์ เวิร์คเกอร์ (Sex Worker)” หรือผู้ขายบริการทางเพศ ซึ่งจะเรียกว่า “โสเภณี” บ้าง “พนักงานบริการ” บ้าง ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีความพยายามเรียกร้องให้ “ปลดล็อก” พ้นอาชีพผิดกฎหมาย ผ่านการยกเลิกความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 หากเป็นความสมัครใจและไม่ใช่เด็ก-เยาวชน แต่ก็ “ไม่ง่าย” เพราะคำว่า “ศีลธรรมอันดี” และ “เมืองพุทธ” คือด่านสำคัญที่ทำให้สังคมไทยกระอักกระอ่วนใจที่จะพูดถึง

เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊คแฟนเพจ “CARE คิด เคลื่อน ไทย” จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “Sex Worker ถูกกฎหมายจะเป็นไปได้ไหมในสังคมไทย”มีผู้ร่วมเสวนาหลายท่าน อาทิ อัญชณาภรณ์ พิลาสุตาอดีตพนักงานบริการ และ Ambassador of Swing Thailand(มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ) เล่าว่า ตนเองเป็นสาวประเภทสองเดินทางไปเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตอนแรกว่าจะไปเป็นนางโชว์อันเป็นอาชีพที่สาวประเภทสองนิยมทำ แต่จับพลัดจับผลู มีพนักงานโรงแรมมาชวนไปเพราะมีลูกค้าให้หาพนักงานบริการให้

โดยเมื่อพบกับลูกค้าก็ได้รับการเสนอเงิน 3,000 บาทแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก่อนหน้านั้นเคยทำงานโรงงานได้เงินเดือน 6,000 บาท แต่มาทำงานนี้วันเดียวก็ได้เงินจำนวนเท่ากันแล้ว “ยอมรับว่าผลประโยชน์มันล่อใจ” นอกจากเงินแล้วหลายครั้งยังได้สิ่งตอบแทนเป็นสิ่งของอื่นๆ เช่น มีลูกค้าประจำที่พอจะมาหาก็จะซื้อกระเป๋าบ้าง น้ำหอมบ้างติดไม้ติดมือมาฝากด้วย

“อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจกับเขาก่อนว่าเราเลือกที่จะเดินทางสายนี้ เราเลือกที่จะดำเนินการแบบนี้ เราต้องยอมรับให้ได้ก่อน เนื้อตัวร่างกายฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ อันดับสองเราก็ต้องเคลียร์กับครอบครัวก่อนว่าทำอาชีพอย่างนี้ไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร ไม่ได้ไปปล้นไปฆ่าใครมา ซึ่งเราก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เรากินก็ไม่ได้กินคนเดียว พ่อแม่เราก็ต้องอิ่มด้วย บุคคลที่อยู่ข้างหลัง มันไม่มี Sex Worker คนไหนหรอกที่จะมาทำงานแล้วทำเพื่อตัวเอง เขามีบุคคลที่อยู่ด้านหลังที่จะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว” อัญชณาภรณ์ กล่าว

อัญชณาภรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า “แม้วันหนึ่งการขายบริการทางเพศจะไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะทำให้คนแห่มาทำอาชีพนี้กันมากขึ้น” เพราะไม่ใช่งานง่ายๆ ต้องอาศัยทักษะเช่นกัน ไล่ตั้งแต่เมื่อลูกค้าเดินมาจะทำให้ลูกค้าหันมาสนใจได้อย่างไรท่ามกลางพนักงานบริการคนอื่นๆ ต่อมาคือการสนทนากับคนที่แตกต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ

มุมมองจากนักวิชาการ เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า“Sex Worker ถูกทำให้กลายเป็นอาชีพต้องห้าม เนื่องจากสังคมตั้งบรรทัดฐานว่าความสัมพันธ์ทางเพศควรจะเป็นอย่างไร และการมีเพศสัมพันธ์โดยแลกกับเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ ถือว่าอยู่นอกบรรทัดฐานนั้น” แต่ละสังคมก็จะมีระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การที่สังคมมองว่าเป็นอาชีพไม่ดี ไปจนถึงสังคมที่กำหนดบทลงโทษไว้ในกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐสภาของไทยได้รับข้อเรียกร้องให้ยุติความผิดฐานค้าประเวณี ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะซึ่งตนเองก็อยู่ในอนุฯ ชุดนี้ด้วย ซึ่งอนุฯจะทำหน้าที่พูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออก เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ถูกตั้งข้อหาแปลกๆ เช่น เตร็ดเตร่ในที่สาธารณะ ทำลายทัศนียภาพ รวมถึงผู้ขายบริการถูกกระทำความรุนแรงแต่สังคมไม่เชื่อ เป็นต้น

“สิ่งที่น่าสนใจก็คือจะทำอย่างไรให้เวลาคนคิดกฎหมายนี้สามารถขจัดมายาคติและการผลิตซ้ำเรื่องของความเข้าใจผิดที่เกี่ยวข้องกับ Sex Work ออกไป เช่น งานนี้งานสบายรายได้ดีใครก็มาทำได้ คนกลุ่มนี้อาจจะมีความเสี่ยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องถูกขจัดให้หมดไปในเรื่องของมายาคติและการผลิตซ้ำ อย่างต่อมาคือองค์ประกอบของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าอยู่ในไหน แล้วพยายามทำความเข้าใจว่ารูปแบบแต่ละอุตสาหกรรม รูปแบบแต่ละบริการ หรือรูปแบบของแต่ละสถานประกอบการ

อย่างต่อมาคือเรื่องการส่งเสริมสิทธิด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก รวมไปถึงความเข้าใจ Sexuality (เพศวิถี) ที่เปลี่ยนไป ดังนั้นถ้าเอาบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศ เพศสัมพันธ์เกิดขึ้นกับคนที่เพศสภาพหญิงกับเพศสภาพชายเท่านั้นอาจจะไม่เพียงพอกับการทำความเข้าใจ Sex Worker ที่มีความหลากหลายในการให้บริการทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเพศวิถี” อาจารย์เคทยกตัวอย่างประเด็นที่ต้องสร้างความเข้าใจ

อีกด้านหนึ่ง “มิ้ว ณ ชมวิว” อดีตผู้ประกอบการธุรกิจอาบอบนวด เปิดประเด็นชวนคิดเรื่อง “ทางเลือกและความเสี่ยง”ระหว่าง “อยู่กับร้าน” ที่สามารถปฏิเสธกรณีลูกค้ามีรสนิยมวิตถาร หรือขอความช่วยเหลือหากถูกทำร้ายร่างกายได้ กับ “ออกไปรับงานเอง” ซึ่งต้องเสี่ยงกับการเจอลูกค้าที่ไม่ดีหรือถูกเบี้ยวค่าตัวก็ยังพบว่ามีจำนวนไม่น้อยเลือกอย่างหลังเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าทำอาชีพนี้ ดังนั้นการทำให้ถูกกฎหมายโดยเน้นไปที่การตั้งสถานบริการอาจไม่ตอบโจทย์ เช่น คนที่รับงานเองอาจคิดว่าหาเงินพอซื้อประกันสุขภาพชั้นดีได้ จึงไม่ต้องการสวัสดิการจากรัฐ

ปิดท้ายด้วย ชานันท์ ยอดหงษ์ นักกิจกรรมผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ LGBTQ และผู้หญิง กล่าวว่า ในอดีตไทยเคยมีกฎหมายที่เปิดช่องให้กับอาชีพ Sex Worker ไล่ตั้งแต่ พ.ร.บ.ป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) เปิดให้ตั้งสถานบริการได้ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แม้จะห้ามตั้งสถานบริการแต่ยังทำเองแบบส่วนบุคคลได้ กระทั่งมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 จึงห้ามในทุกรูปแบบ ขณะที่ในต่างประเทศกฎหมายก็แตกต่าง เช่น บางประเทศให้ตั้งสถานบริการได้ แต่บางประเทศก็ให้เฉพาะทำเองส่วนบุคคล

ดังนั้นสำหรับประเทศไทยหลังจากนี้ควรเป็นอย่างไร..คงต้องให้ผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยกัน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : หา‘ความจริงร่วม’ลดขัดแย้ง ‘พูดคุย-เข้าใจ-ไม่ด่วนตัดสิน’

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618649

สกู๊ปแนวหน้า : หา‘ความจริงร่วม’ลดขัดแย้ง  ‘พูดคุย-เข้าใจ-ไม่ด่วนตัดสิน’

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“Post-Truth” หรือแปลทับศัพท์แบบไทยๆ ว่า “ยุคหลังความจริง” เป็นคำที่ในปี 2559 พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด (Oxford Dictionary) ได้ยกให้เป็นคำแห่งปี โดยนิยามไว้ว่าหมายถึง “การที่ผู้คนตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อและอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง(relating to circumstances in which people respond more tofeelings and beliefs than to facts)”ซึ่งแม้ว่า Post-Truth จะเป็นคำที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 แล้วก็ตาม แต่ก็เพิ่งมาถูกกล่าวถึงมากในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด

Post-Truth ยังเชื่อมโยงกับอีกคำหนึ่งคือ “Echo Chamber” หรือ “ห้องเสียงสะท้อน” เป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อคนเราส่งเสียงออกไปแล้วเสียงนั้นก็จะสะท้อนกลับมาในแบบเดียวกัน ซึ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับการสื่อสารผ่าน “Social Media” หรือ “สื่อสังคมออนไลน์” ที่สามารถเลือกได้ว่าจะรับข้อมูลข่าวสารหรือรับใครเป็นเพื่อน แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักเลือกรับที่ตรงจริตของตนเอง เมื่อบวกกับระบบของสื่อออนไลน์เองที่จะคัดกรองข้อมูลเฉพาะที่แต่ละคนชอบมาให้ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละคนก็จะยึดติดกับข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งและยากที่จะเปิดรับข้อมูลที่แตกต่าง

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัลส่งท้ายปลายปี 2564 ครั้งที่ 19 “จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม” โดยความร่วมมือของหลายองค์กร อาทิ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Centre for Humanitarian Dialogue (“hd) สถาบันเชนท์ฟิวชั่น และ มูลนิธิฟรีดริชเนามัน ประเทศไทย

ในช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ “จากข่าวลวงสู่ความฉลาดยุคดิจิทัล : มุมมองจากเยาวรุ่นถึงบูมเมอร์”ซึ่งในช่วงหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการได้ชวนวิทยากรบนเวทีให้ความเห็นเกี่ยวกับยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายและทำให้ผู้คนในสังคมแตกแยกแบ่งฝ่ายกันมากขึ้น คำถามคือแล้วจะหา “ความจริงร่วม”หรือความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมร่วมกันได้อย่างไร

มุมมองจากคนรุ่นใหม่ สุธิดา บัวคอม ตัวแทนทีม “บอท” จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันระดมสมองเชิงลึก “FACTkathon : Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จแสวงหาความจริงร่วม” กล่าวว่า แม้กระทั่งยุคนี้ที่ผู้คนนิยมเชื่อคนดังบนโลกออนไลน์ (Influencer) ก็ยังแยกได้อีกว่าจะเลือกเชื่อคนดังคนใด ซึ่งก็ต้องผ่านการพูดคุยกัน แต่ก่อนหน้านั้นต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech)เสียก่อน ต้องเปิดพื้นที่ให้คนที่มีสถานะแตกต่าง เช่น วัย อำนาจ ได้พูดคุยกันอย่างเต็มที่

“ก่อนที่จะพัฒนาไปถึงขั้นนั้น ต้องเริ่มจากเด็กกับผู้ใหญ่ต้องสามารถคุยกันได้ก่อนโดยไม่มีอำนาจบางอย่างมากั้นตรงกลาง พื้นที่นี้พยายามมีแต่ว่ามันไม่ใช่เป็นพื้นที่จริงสักเท่าไร คือมันเป็นเวทีแบบนี้แต่ไม่ได้ถูกให้เด็กพูดทุกเรื่องจริงๆ มันมีกรอบกำหนดอยู่ที่เรารู้ว่าไม่สามารถข้ามไปสู่เรื่องนี้ได้”สุธิดา กล่าว

เช่นเดียวกับ ไอริณ ประสานแสง ตัวแทนทีม “New Gen Next FACTkathon” จากมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขันระดมสมองเชิงลึก FACTkathon : Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วมกล่าวว่า อยากให้ยอมรับก่อนว่ามนุษย์นั้นมีอคติ (Bias) อยู่แล้วดังนั้นแม้ไม่เป็นกลางก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เปิดใจรับฟังอีกมุมหนึ่งบ้างก็พอ

“ถ้าเกิดเราบอกว่าเราเป็นกลาง แต่ลึกๆ เรายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเชื่อ เราศรัทธาอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ ต่อให้มีความจริงมากขนาดไหนแต่คุณยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าคุณคิดอะไร คุณยังไม่รู้ความเป็นมนุษย์ของตัวคุณเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อยากให้ทุกคนยอมรับก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาถกกัน เพราะความจริงมันไม่เหมือนข้อเท็จจริง มันไม่ใช่ขาว-ดำ มันอยู่ตรงกลางเป็นสีเทา ฉะนั้นเรามาพูดกันได้”ไอริณ กล่าว

ความเห็นจากคนทำงานแวดวงสื่อมวลชน พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทยอสมท กล่าวถึงคำว่า “ความเข้าใจกัน” เช่น คนรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่ ทั้ง 2 วัยมีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกัน แต่อาจไม่ได้มองสัดส่วนตามข้อเท็จจริงทำให้การคุยกันทำได้ยากขึ้น อาทิ ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กคล่องแคล่วในทักษะด้านดิจิทัล แต่เห็นว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องปรึกษาเด็ก

กระทั่งเมื่อผู้ใหญ่ถูกหลอกจากการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ จึงค่อยมาปรึกษาเด็กว่าจะเอาเงินคืนได้อย่างไร เป็นต้นในทางกลับกัน เด็กควรเข้าใจว่าทั้งบ้านได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้เด็กมีทักษะด้านดิจิทัล หากเปรียบกับบริษัทแล้วหมายถึงตำแหน่ง Chief Technology Officer (CTO) หมายถึงเป็นฝ่ายดูแลด้านเทคโนโลยีประจำองค์กร ทั้งการทำให้องค์กรเจริญขึ้นด้วยเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาความปลอดภัยองค์กร

“จริงๆ คือทรัพยากร Assign (มอบหมาย) หน้าที่เข้าไปมันไม่ได้ Assign เฉพาะเอาความบันเทิงด้านดิจิทัลเข้าไป แต่ก็Assign หน้าที่บางอย่างเข้าไปในตัวของบุคคลนั้นด้วย ฝั่งผู้ใหญ่ควรจะรู้ว่าเด็กๆ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ก็ควรจะสอบถาม แล้วตัวเด็กๆ ควรจะรู้ว่าผู้ใหญ่จำนวนมากในบ้านผ่านจำนวนฝนมามากกว่า มีประสบการณ์หลายๆ อย่างมากกว่า แม้ความรู้จะน้อยกว่า แต่ผ่านประสบการณ์มากกว่า ดังนั้นเด็กๆ อาจจะดูว่าส่วนไหนควรจะต้องถามผู้ใหญ่ ในมุมเดียวกันเพียงแต่มันกลับข้างกัน” พีรพล กล่าว

ขณะที่อดีตสื่อมวลชนที่ผันตัวไปทำงานในองค์กรด้านเทคโนโลยี ธนภณ เรามานะชัย Trainer Google News Intiative (GNI) ให้ความเห็นว่า “การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)” เป็นทักษะที่สำคัญกับทุกเพศทุกวัย เช่น รู้ว่าแพลตฟอร์มต่างๆ (เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ)ถูกพัฒนาขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ถอยหลังกลับมาเมื่อรู้สึกว่าตนเองถลำลึกเข้าไปมากเกินไป อีกทั้ง “คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอบ่อยๆ ก็ได้” การได้มาพูดคุยกันจริงๆ บางครั้งอาจทำให้เข้าใจกันได้มากกว่า

พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน(ประเทศไทย) กล่าวว่า การหาความจริงร่วมอย่างไรก็ต้องเริ่มจากพูดคุยกัน และเป็นการพูดคุยที่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นรุ่นไหนแต่หมายถึงผู้คนโดยรวม เพื่อนำไปสู่การหาความจริงร่วมในสังคม ทั้งนี้ ความขัดแย้งและความเห็นต่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการในการหาความจริงร่วม คือการมีพื้นที่ให้ความจริงที่หลากหลายโดยไม่ต้องตัดสินถูก-ผิด แต่เป็นการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างไรก็ตามต้องแยกแยะให้ได้ด้วยระหว่างข้อมูล ความรู้และความคิดเห็น อีกทั้งต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้..และความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอับอาย!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บูรณาการ-ตรงจุดรายกลุ่ม’ ทางออกแก้ปัญหา‘คนไร้บ้าน’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615528

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บูรณาการ-ตรงจุดรายกลุ่ม’  ทางออกแก้ปัญหา‘คนไร้บ้าน’

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“คนไร้บ้าน” หรือ “คนเร่ร่อน” หมายถึงผู้ที่ใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะ เช่น บนทางเท้าริมถนน บริเวณป้ายรถเมล์ คนไร้บ้านเป็นปรากฏการณ์คู่เมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีสาเหตุจากทั้งด้านเศรษฐกิจ เห็นได้จากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ทำให้คนตกงานขาดรายได้จนบางส่วนไม่สามารถเช่าที่อยู่อาศัยได้อีก หรือด้านปัญหาส่วนตัว อาทิ รู้สึกว่าบ้านไม่น่าอยู่ จึงออกมาใช้ชีวิตข้างถนน เป็นต้น

คนไร้บ้านเป็นปัญหาสังคมที่ถูกพูดถึงเป็นระยะๆ ล่าสุดกับหลายข่าวที่กล่าวถึงคนไร้บ้านบางส่วนมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญกับคนทั่วไป เช่น เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2564 มีข่าวชายท่าทางเมาสุรา พูดจาลวนลามและทำร้ายร่างกายหญิงสาวบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ ซึ่งคดีนี้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ในวันที่ 9 พ.ย. 2564 หรือกรณีชายคล้ายคนเมาสารระเหย เดินเตร็ดเตร่บริเวณ ถ.สุขุมวิท ใกล้สำนักงานขนส่ง จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีรายงานข่าวช่วงต้นเดือน พ.ย. 2564 ว่าก่อเหตุทั้งลวนลามหญิงสาวและทำร้ายร่างกายเด็ก

ข่าวข้างต้นนำมาซึ่งเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา “จัดระเบียบ” เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม “คำว่าจัดระเบียบนั้นสามารถมองได้หลายมุม” ดังความเห็นของ สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา ที่มองว่า “คนไร้บ้านไม่สามารถทำให้หายไปได้ แต่จะทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะของคนกลุ่มนี้ไม่ก่อความเดือดร้อนกับคนทั่วไป” นั่นคือประเด็นที่ต้องช่วยกันคิด

สิทธิพล ยกตัวอย่างคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง หากไปขับไล่ไม่ให้อยู่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็จะย้ายไปอยู่ในจุดอื่นอยู่ดี ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เมื่อมีการจัดระเบียบท้องสนามหลวง ทำให้คนไร้บ้านที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวย้ายมารวมกันที่หัวลำโพง แต่ผู้เกี่ยวข้องสามารถจัดระบบบริการต่างๆ ที่จำเป็นกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ อาทิ การตั้งจุดแจกอาหาร หากทำเป็นจุดเฉพาะแล้วกำหนดให้คนไร้บ้านมารับในจุดนั้น ความเป็นระเบียบก็จะเกิดขึ้น และยังลดปัญหากลุ่มที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ด้วย

“ผมเรียกคล้ายๆ มาเฟีย เป็นพวกคนมีบ้าน คนในชุมชน เขามาสร้างกลุ่มแก๊ง รวบรวมสมัครพรรคพวก เอาคนไร้บ้านไปเป็นพวก แล้วมาทำเรื่องของการจัดระเบียบนู่นนี่นั่น หมายถึงจัดแถวคนไร้บ้านที่มารับข้าวที่มาแจก แต่จะมีการเรียกรับผลประโยชน์บ้าง เอาของไปแจกอะไรอย่างนี้ บางทีก็มีทำร้ายร่างกาย กลุ่มมาเฟียนี้ก็จะมีปัญหา เขาก็จะกร่างๆ กินเหล้า อะไรแบบนี้” สิทธิพล ระบุ

สำหรับคนไร้บ้านที่มีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญกับคนทั่วไป เช่น ตั้งวงดื่มสุราส่งเสียงดัง สิทธิพล กล่าวว่า คนกลุ่มนี้ถือเป็นส่วนน้อย และตำรวจสามารถดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กดดันมากๆ พฤติกรรมย่อมลดลง และเมื่อนำคนเหล่านี้ออกไปก็จะเหลือแต่คนที่มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตจริงๆ โดยจากข้อมูลที่ปรากฏในงานวิจัย พบว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งคนวัยนี้มีศักยภาพในการก่ออาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นหรือทำร้ายร่างกายมีน้อย

ส่วนประเด็นคนไร้บ้านที่มีอาการทางจิต หรืออาการที่เกิดจากการใช้สารเสพติด เช่น สารระเหย ที่มีรายงานข่าวว่าก่อความเดือดร้อนแล้วตำรวจไม่รู้จะจัดการอย่างไรสุดท้ายทำได้เพียงจับๆ ปล่อยๆ ประเด็นนี้จริงๆ แล้วมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องครอบคลุมอย่างครบวงจร เช่น พ.ร.บ.สุขภาพจิต ที่ผู้พบเห็นคนไร้บ้านที่น่าจะมีอาการทางจิต สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำตัวไปเข้ากระบวนการรักษาได้โดยไม่ต้องมีญาติพาไป รวมถึงกระบวนการบังคับบำบัดผู้ติดยาเสพติดก็เช่นกัน สามารถทำได้หากเห็นว่าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น

นอกจากนี้ หลังผ่านกระบวนการบำบัดรักษาแล้วเมื่อออกมาสู่สังคมแล้วไม่มีผู้ดูแลและอาการก็ยังไม่ได้ดีขึ้นในระดับที่สามารถดูแลตนเองได้ สิ่งที่ทำได้คือการส่งต่อไปอยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ เพียงแต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติตามกฎหมายยังมีปัญหา เช่น ตำรวจควบคุมตัวไปส่งโรงพยาบาลแต่โรงพยาบาลไม่รับไว้เพราะเข้าใจว่าต้องมีญาติพามาด้วย ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าไม่ต้องมีญาติก็ได้ หรือสถานสงเคราะห์ที่ต้องรับผู้ป่วยต่อจากโรงพยาบาลไปฟื้นฟู ยังไม่สามารถดูแลเพื่อการฟื้นฟูได้ เป็นต้น

สอดคล้องกับความเห็นของ สมพร หารพรม ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่กล่าวว่า “การแก้ปัญหาที่ตรงจุดนั้นไม่อาจมองแบบเหมารวม เพราะคนไร้บ้านมีหลายกลุ่ม และต้องทำงานแบบบูรณาการ” เช่น เมื่อตำรวจไปจับกุมแล้วพบว่าติดสารเสพติด เบื้องต้นตำรวจจะมีอำนาจควบคุมตัวไว้ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หากพ้นไปแล้วก็ต้องปล่อยตัว ดังนั้นต้องมีหน่วยงานอื่นมารับช่วงต่อ อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)นำตัวไปบำบัดฟื้นฟู เช่นเดียวกับผู้มีอาการทางจิต ก็ต้องส่งต่อให้กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลที่ดูแลด้านนี้

“กรณีที่ป่วยทางจิตเขาจะมีขั้นตอนในการดูแล ถ้ารักษาหาย หายในความหมายของโรงพยาบาลคือได้รับยา ถ้าไม่ถูกกระตุ้นเขาจะไม่เครียด ไม่กลับมาป่วย อะไรอย่างนี้ แต่มันต้องมีครอบครัว มีที่หรือศูนย์อะไรก็แล้วแต่ ทำให้เขาไม่มีความเครียดและได้กินยาต่อเนื่อง เขาถึงจะหลุดไม่มีกลับมาป่วยอีก หรือยังป่วยแต่อาจจะน้อยลง แต่ปัจจุบันมันไม่มีเรื่องนี้” สมพร ระบุ

ขณะที่หากเป็นคนไร้บ้านในวัยสามารถทำงานได้ สมพร เล่าว่า เท่าที่เคยสำรวจจะพบคนกลุ่มนี้เมื่อมีรายได้ก็จะเจียดเงินส่วนหนึ่งไปเช่าห้องพักรายวัน ราคา 30-60 บาทต่อคืน เพราะมีห้องน้ำและสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่มกว่าการอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ดังนั้น กระทรวงแรงงาน น่าจะมีบทบาทในการหางานให้คนเหล่านี้ทำเพื่อให้มีเงินไปจ่ายค่าที่พัก ส่วนสาเหตุที่ไม่ยอมไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ เพราะคนที่อยู่ในนั้นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-70 เป็นผู้มีอาการทางจิต อีกทั้งกฎระเบียบที่ไม่ตอบโจทย์คนไร้บ้านกลุ่มนี้ที่ต้องการอิสระและสามารถจัดการตนเองได้

ยังมีคนไร้บ้านกลุ่มอื่นๆ อีกที่เป็นประเด็นท้าทาย เช่น กลุ่มวัยทำงานตอนปลาย อายุ 40 หรือ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งคนทั่วไปหากตกงานในวัยนี้ก็มักจะหางานใหม่ได้ยาก และคนไร้บ้านวัยเดียวกันนี้จะยิ่งหางานยากกว่าเพราะมีข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษา หรือกลุ่มสูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และสถานดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ได้เข้าไปอยู่ได้ง่าย หลายแห่งก็เต็มแล้ว รวมถึงกลุ่มผู้ต้องขังพ้นโทษ ออกจากเรือนจำมาไม่สามารถหางานทำได้เพราะมีประวัติอาชญากรรมจึงถูกตีตรา ครั้นจะกลับบ้านก็ไม่ได้เพราะครอบครัวและชุมชนก็ไม่ยอมรับ เป็นต้น

“พยายามเสนอเรื่องกลไกการทำงานแบบบูรณาการว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องตรงไหน เช่น ถ้าเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายตำรวจก็ต้องเข้ามา อย่างหน่วยงานรัฐเขาก็อาจจะไม่สามารถทำได้ก็ต้องเป็นทางตำรวจเข้ามาร่วมมือ ป่วยทางจิตก็กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องมาร่วมมือ ผู้สูงอายุแน่นอนว่าตรงกับทาง พม. ต้องมีกรมกิจการผู้สูงอายุเข้ามาดูแลมาช่วยกันในการที่จะแก้ปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ในที่สาธารณะได้อย่างไร” สมพร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,893,999 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
สกสค เซ็น 5 โรงพิมพ์ จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69
องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69
พีระพันธุ์ โพสต์ซึ้งกินใจ อวยพรวันเกิดบิ๊กตู่ คุณความดียังอยู่ในความทรงจำไม่ลืม
'อิงฟ้า'ควงคู่ 'ชาล็อต'พร้อมนำทัพศิลปิน-นางงาม ร่วมยินดีกับ 'บอสณวัฒน์'
เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด "มิน อ่อง หล่าย" คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน
รอรับรมต.ใหม่! ธรรมนัส สั่งเก็บของออกจากกระทรวงเกษตรฯ
ฟ้า พรหมศร ยุติอดอาหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ยับ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ-มุกแป๊ก
อดีต สส. พรรคประชาชน เผยประสบการณ์ ถูกทาบทามเป็น ‘งูเห่า’ โดนตื้อ 7 ครั้ง ข้อเสนอสูงสุด 80 ล้าน

Recent Posts

  • สหรัฐฯ พลิกนโยบาย ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล หวังสกัดราคาพลังงานพุ่ง
  • ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด
  • ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต
  • อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3
  • ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เกาหลีใต้ เจ็บ 53 สูญหาย 14 ราย หวั่นสารเคมีระเบิด-อาคารถล่ม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d