Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วังน้ำเขียว’นครปฐม ตัวอย่างท้องถิ่นลดอุบัติเหตุ #SootinClaimon.Com

Posted on November 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614007

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วังน้ำเขียว’นครปฐม  ตัวอย่างท้องถิ่นลดอุบัติเหตุ

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 07.15 น.

ประเทศไทยนั้นได้ชื่อว่ามีถนนที่เป็นอันตรายอันดับต้นๆ ของโลก ตั้งแต่รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2558 ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก และแม้ในปี 2561 จะลดลงมาอยู่ในอันดับ 9 แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงเพราะติด 1 ใน 10 ประเทศแรก ซึ่งในแต่ละปีนั้นมีผู้สังเวยชีวิตบนถนนในไทยหลักหมื่นคน ยังไม่ต้องนับจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้พิการที่มีเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ทั้งนี้ การลดความเสี่ยงเจ็บ-ตาย-พิการบนท้องถนน “ท้องถิ่น” มีบทบาทสำคัญอย่างมากเพราะมีความเข้าใจสภาพภูมิประเทศ และเข้าถึงประชาชนสามารถสร้างความตระหนักได้ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยกตัวอย่างจากการถอดบทเรียน “ตำบลวังน้ำเขียว” พื้นที่ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง

ตำบลวังน้ำเขียว อยู่ในพื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบ่อยครั้ง และมีชาวบ้านในชุมชนเสียชีวิตทุกปี โดยเฉพาะที่จุดเสี่ยงบริเวณสี่แยกตำบลวังน้ำเขียว ซึ่ง ชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) นครปฐม อธิบายว่า บริเวณนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องด้วยเป็นแยกหลักของชุมชน ทำให้มีรถสัญจรเป็นจำนวนมาก และมักทำผิดกฎจราจรคือไม่เดินรถไปตามเส้นทางจราจร

“มติที่ประชุมได้ลงความเห็นว่า ควรสร้างวงเวียนเพื่อกำหนดทิศทางการเดินรถให้ถูกต้องตามหลักการ เราได้ปรึกษากับทีม รพ.สต. และกำนันผู้ใหญ่บ้านว่า เราจะทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยในชุมชนของเราจึงได้พูดคุยกันและลงความคิดเห็นว่าสร้างวงเวียนหลังจากมีการสร้างขึ้นมา เราก็พบผลลัพธ์คือสามารถลดอุบัติเหตุลงได้ ความปลอดภัยก็ดีขึ้น” สจ.ชรินทร์ กล่าว

ด้าน สุดใจ มอนไข่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) วังน้ำเขียว กล่าวว่า การขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุ เริ่มขึ้นในปี 2559 ซึ่งขณะนั้น อ.กำแพงแสน ได้งบประมาณสนับสนุนจาก สสส. จึงเริ่มจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์ของตำบล นำเรื่องอุบัติเหตุยกมาเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของกองทุนโดยหลักการทำงาน คือ เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ ซึ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและงบประมาณจาก สสส. ผ่านสมาคมหมออนามัย ก็ได้ทำการวิเคราะห์จุดเสี่ยง

“มีการเชิญตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้าร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อสะท้อนปัญหาในพื้นที่ของตนเองว่ามีจุดเสี่ยงตรงไหนบ้าง แล้วนำมาทำแผนที่จุดเสี่ยงร่วมกัน พร้อมระบุแนวทางแก้ไขเอาไว้ร่วมกัน จากนั้นนำไปเสนอ นายก อบต. ให้ช่างโยธาฯ ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง เราพบว่ามี 42 จุดที่เสี่ยงอุบัติเหตุ จึงค่อยๆ ดำเนินการดูแล ปรับภูมิทัศน์ เช่น ติดป้ายสัญญาณเตือน ทาสีถนนจุดเสี่ยง จนในปีล่าสุดไม่พบอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว นับเป็นจุดเริ่มต้นของ รพ.สต. ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องอุบัติเหตุ จากที่ในอดีตเคยมองว่าเป็นงานของตำรวจ” ผอ.รพ.สต.วังน้ำเขียว ระบุ

ขณะที่ รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า ความสำเร็จของตำบลวังน้ำเขียว ถือเป็นต้นแบบ
ความสำเร็จของการทำงานด้านการลดอุบัติเหตุทางถนน ที่ สสส. เข้ามาร่วมสนับสนุนทำให้เกิดเครือข่ายแกนนำหมออนามัยรุ่นใหม่ โดยงานที่สำคัญคือเขาต้องหาต้นเหตุของปัญหาให้เจอ ปัญหาที่กระทบกับสุขภาพ

“ที่ตำบลวังน้ำเขียว พบว่า ก่อนเริ่มโครงการมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 6 ศพ ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ โดยหมออนามัยเชื่อมการทำงานกับเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพ เชื่อมโยงกับหน่วยงานท้องถิ่น นำมาสู่แผนการออกแบบจัดการประจำปี และลงมือปฏิบัติจริงจัง” รุ่งอรุณ กล่าว

การร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชนตำบลวังน้ำเขียว ส่งผลให้เป็น “ต้นแบบตำบลขับขี่ถนนปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ” ที่สำคัญประสบการณ์ต่างๆ ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุของชุมชนแห่งนี้ ได้ถูกถอดรหัสกลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญขับเคลื่อนความปลอดภัยทางท้องถนนให้กับชุมชนอื่นต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับบทบาทกระทรวงเกษตรฯ หนุนเสริมประชาชนยุควิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

Posted on November 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613388

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับบทบาทกระทรวงเกษตรฯ หนุนเสริมประชาชนยุควิถีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ตอนนี้มัน New Normal ผมเห็น New มาหลายปีแล้ว ต่อไปไม่มีแล้ว มันเป็น Next เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน 3 สิ่งหลักๆ ใหญ่ๆ 1.ที่อยู่อาศัย ท่านสังเกตดีๆ ต่อไปที่อยู่อาศัยมันไม่ใช่แค่ที่พักที่หลับที่นอน จะเป็นทั้งที่ทำงาน ที่บันเทิง ที่ออกกำลังกาย คือเป็นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง 2.การดำเนินชีวิต จะเป็นสังคมไร้การสัมผัส จะไม่แตะไม้แตะมือ ไม่จ่ายเงินสด ใช้เสียงสั่งเปิดประตูบ้าน เปิดทีวี จะไม่แตะไม่สัมผัส ไร้การสัมผัสคือ Untouched อันนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป นั่นก็คือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิต

3.เรื่องภาคการเกษตรไม่ใช่แค่ปลอดสารพิษ มันจะต้องดูในเรื่องระบบการผลิต ดูเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องพันธุ์ ดูแรงงาน ดูระบบการผลิตทั้งหมด ที่จะได้มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิต GAP มาตรฐานโรงงานการแปรรูป GMP แล้ว 3 แนวโน้มนี้มันจะเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกับปัจจัย 4 ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การอุปโภค-บริโภคต่างๆ แม้กระทั่งการใช้เงิน การใช้พลังงาน”

คำกล่าวของ ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบรรยายหัวข้อ “การปรับตัวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่งานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทยต้องเปลี่ยนโฉม” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังกล่าวถึง “10 กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง” ได้แก่ 1.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 2.โครงสร้างประชากร เกิดสังคมสูงวัยซึ่งส่งผลต่อแรงงานที่จะลดลง 3.งานบางอย่างจะหายไปแต่ก็จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น 4.วิถีชีวิตเปลี่ยน เช่น การย้ายถิ่นย้ายงาน ครอบครัวเล็กลง 5.เมืองขยายตัวมากขึ้น เกิดเมืองอัจฉริยะ (Smart City) 6.ประเด็นสุขภาพจะเน้นการป้องกันมากกว่ารักษา

7.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อากาศผันผวนมากขึ้น เช่น ฝนอาจตกตามค่าเฉลี่ย แต่จะไปกระจุกในบางพื้นที่หรือบางเวลา 8.กระแสโลกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้น 9.พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจุบันราคายังค่อนข้างแพง เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และ 10.เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในบรรยากาศตึงเครียด

ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลต่อภาคเกษตรให้ต้องปรับเปลี่ยน ตั้งแต่การผลิตที่ต้องเน้นคุณภาพมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค รวมถึง
ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น สมุนไพรที่แปรรูปเป็นยาหรือเวชสำอาง เป็นต้น มีการใช้ระบบ “ฟาร์มอัจฉริยะ” โดยกระทรวงเกษตรฯ ริเริ่มโครงการนำร่อง “1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” ครบวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด

“กระทรวงเกษตรฯ เราพร้อมที่จะรับตรงนี้ นั่นก็คือสิ่งที่จะทำให้ถึงหมุดหมายเป้าหมายตรงนี้ได้ก็คือ 1.การพัฒนากำลังคนภาคการเกษตร 2.พัฒนากระบวนการ 3.ผลักดันวิจัยและนวัตกรรมการเกษตร และ4.ยกระดับความร่วมมือเครือข่ายเพื่อพัฒนาภาคเกษตรจากทุกภาคส่วน” ทองเปลว ระบุ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบายขยายความไปทีละข้อ 1.พัฒนากำลังคนภาคเกษตร เรื่องนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำแผนพัฒนากำลังคนภาคเกษตรของประเทศ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยกลุ่มเกษตรกร สถาบันด้านการเกษตร ผู้ประกอบการทางการเกษตร ตลอดจนเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ

สำหรับเกษตรกรนั้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.1 เกษตรพอเพียง ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็น “ผู้สูงวัย” กลุ่มนี้ต้องรักษาไว้อย่าทอดทิ้ง เพราะเป็นเกษตรพื้นฐานและที่ผ่านมาเป็นผู้ดูแลสังคมไทยยามเกิดวิกฤต 1.2 เกษตรอุตสาหกรรม หรือเกษตรแปรรูป เป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องได้รับการส่งเสริมด้านเทคโนโลยี งานวิจัยและนวัตกรรม 1.3 เกษตรท่องเที่ยว ซึ่งภาคเกษตรนั้นไม่ได้อยู่โดยลำพัง แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาคอื่นๆ

2.พัฒนากระบวนการทำงาน ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้สั้นลง วางแผนให้ชัดเจนในระดับพื้นที่ โดยให้แต่ละกรมในกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด อีกทั้งจะต้องใช้ระบบ “Agri-Map” ซึ่งบ่งชี้ลักษณะของแต่ละพื้นที่ เช่น ดิน น้ำ ว่าเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใด ตลอดจนแนะนำแหล่งส่งผลผลิตที่ปลูกได้ไปขาย 3.ผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรม งานวิจัยการเกษตรมีอยู่แล้วจำนวนมาก สิ่งที่ต้องคิดต่อคือจะนำไปใช้ได้อย่างไร ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมวิจัยเกี่ยวกับทิศทางของเกษตรในยุคต่อไป

4.ยกระดับความร่วมมือเป็นเครือข่าย การพัฒนาด้านการเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่สามารถทำเองโดยลำพังได้ ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น
พาณิชย์ มหาดไทย นอกจากนี้ ปัจจุบันแต่ละจังหวัดจะมี “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)” ตั้งอยู่ทุกอำเภอ เป็นพื้นที่ที่ทุกหน่วยงานจะเข้าไปทำงานร่วมกันได้ รวมถึง “ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC)” ที่มีอยู่ทุกจังหวัด ตลอดจนศูนย์เครือข่ายนับหมื่นแห่ง โดยสิ่งที่สำคัญยิ่งคือการต้องมองตลอดห่วงโซ่ รวมถึงการแปรรูปและการตลาด

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นกระทรวงที่ใหญ่ เป็นกระทรวงที่ทำงานทั้งวิชาการและบริการประชาชน” ทองเปลว กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ปรับปรุงอย่างไรลดเหลื่อมล้ำ? #SootinClaimon.Com

Posted on October 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/610900

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ปรับปรุงอย่างไรลดเหลื่อมล้ำ?

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.20 น.

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่เรียกกันติดปากว่า“บัตรคนจน” เป็นโครงการที่ริเริ่มในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนแล้วรัฐบาลจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งเพื่อลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงค่ำวันที่ 21 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา (ออนไลน์) “สำรวจสภาพความเหลื่อมล้ำไทย EP1 : บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการลดความเหลื่อมล้ำ” โดยมี วีระวัฒน์ภัทรศักดิ์กำจร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย ซึ่งที่มาที่ไปของการศึกษานโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีการคัดกรอง โดยมุ่งเจาะจงเป้าหมายไปที่ผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการค้นหาคนจน ก่อนหน้านี้รัฐไทยเคยพยายามทำมาแล้ว เช่น ในปี 2525 หรือปี 2547 แต่ข้อมูลที่จัดเก็บไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเริ่มต้นใช้งานจริงในเดือน ก.ย. 2560” ตั้งเป้าหมาย “ลดความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงโอกาส รายได้และพื้นที่” นำพาเศรษฐกิจและสังคมไทยก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง และนำไปสู่ความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการประเมินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเป็นรูปธรรมว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด” ทั้งที่ใช้งบประมาณมากพอสมควร เช่น ในปีงบประมาณ 2564 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีงบประมาณ 49,500 ล้านบาท ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เดือน เม.ย. 2560 กำหนดคุณสมบัติอายุ 18 ปีขึ้นไป มีรายได้และทรัพย์สินทางการเงิน (เช่น เงินฝาก) ในปี 2559 ไม่เกิน 1 แสนบาท อีกทั้งยังพิจารณาเรื่องทรัพย์สินที่ครอบครอง เช่น อสังหาริมทรัพย์ บ้านหรือที่ดินเพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกินที่กำหนด

ในช่วงแรกนั้นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะให้วงเงิน 200 และ 300 บาทต่อเดือนตามฐานรายได้ (รายได้น้อยได้วงเงินมาก) แต่ต้องใช้ซื้อสินค้ากับร้านค้าที่มีเครื่องอ่านบัตร (EDC) เท่านั้น ไม่สามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้,ค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อ 3 เดือน และค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก. รถไฟ รถไฟฟ้า 500 บาทต่อเดือน โดยมีผู้ลงทะเบียน 14.5 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ได้รับบัตร 11.4 ล้านคน

ปี 2561 มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจตามชุมชนต่างๆ ว่ามีผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ (เช่น พิการหรือป่วยติดเตียง) หากพบก็จะดำเนินการให้ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังมีโครงการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฝึกอาชีพ แลกกับการเพิ่มวงเงินในบัตรให้อีก 100 และ 200 บาทต่อเดือนตามฐานรายได้ ปี 2562 เริ่มมีการโอนเงินสดเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งผู้ถือบัตรสามารถกดออกมาใช้ได้ เหตุผลคือรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากนั้นในปี 2563 มีโครงการมากมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19กระทั่งในปี 2564 มีการสำรวจพบมีจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน ประกอบกับตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีการให้ผู้ถือบัตรแจ้งรายได้ใหม่ว่ายังเป็นผู้มีรายได้น้อยอยู่หรือไม่ และไม่มีการลงทะเบียนรายใหม่ ทำให้ระยะหลังๆ เริ่มมีข่าวว่าจะมีการดำเนินการดังกล่าว โดยใช้รายได้ครัวเรือนเป็นเกณฑ์ อีกทั้งจะนำทรัพย์สินอื่นๆ เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต มาเป็นปัจจัยพิจารณาด้วย

งานวิจัยใช้ฐานข้อมูล “การสำรวจภาวะสังคมและเศรษฐกิจครัวเรือน (SES)” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2560 และ 2562 ซึ่งการสำรวจนี้ทำทุกๆ 2 ปีต่อครั้ง (ส่วนข้อมูลปี 2564 ยังไม่แล้วเสร็จ) และมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวเลือกในคำถามเรื่องการได้รับผลประโยชน์ (แบบไม่ต้องคืน) จากโครงการช่วยเหลือของรัฐหรือไม่ (ในช่วง5 ปีล่าสุด) ตั้งแต่ปี 2561

“ผลการศึกษา” (ใช้เฉพาะข้อมูลปี 2562 พบว่า “การกระจายผลประโยชน์” แบ่งเป็น 1.การกระจายผลประโยชน์ของประชากรรวม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ ในการลดจำนวนกลุ่มรั่วไหล (ไม่เข้าเกณฑ์แต่ได้บัตร) และกลุ่มตกหล่น (เข้าเกณฑ์แต่ไมได้บัตร) 2.การกระจายผลประโยชน์ของประชากรที่รายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี พบว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูจะให้ประโยชน์กับกลุ่มที่พอมีรายได้ขึ้นมาในระดับหนึ่ง หรือไม่ใช่กลุ่มคนจนที่สุด และ 3.การกระจายรายได้ พบว่า แทบไม่ส่งผลต่อการกระจายรายได้

“ข้อเสนอแนะ” แบ่งเป็นด้านต่างๆ ประกอบด้วย 1.ชี้เป้า เนื่องจากที่ผ่านมามีทั้งกลุ่มตกหล่นและกลุ่มรั่วไหล ขณะเดียวกันรายได้ของประชากรแต่ละปีก็อาจไม่คงที่ ปีนี้มีรายได้ดี ปีต่อไปเศรษฐกิจไม่ดีรายได้ก็อาจลดลง จำนวนผู้มีรายได้น้อยในแต่ละปีย่อมไม่เท่ากัน “ควรให้รายงานรายได้ทุกปีคล้ายกับการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา” ซึ่งในบางประเทศมีการจูงใจให้รายงานรายได้ หากรายได้ถึงเกณฑ์ก็เสียภาษี แต่หากไม่ถึงเกณฑ์รัฐจะโอนเงินอุดหนุนให้ แม้ข้อมูลอาจตรงหรือไม่ตรงบ้าง แต่ก็ยังมีการปรับปรุงข้อมูล หากพบเหตุน่าสงสัยจึงไปตรวจสอบภายหลัง

2.จัดสูตร ที่ผ่านมาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแบ่งวงเงินเพียง 200 กับ 300 บาท ซึ่งอาจจะเป็นเกณฑ์หยาบเกินไปเพราะไม่แตกต่างกันมาก ควรปรับแก้ให้ผู้มีรายได้น้อยพิเศษ หรือกลุ่มคนจนที่สุด ได้วงเงินมากขึ้นเพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากโครงการ และ 3.บูรณาการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเดียวไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำหรือทำให้เกิดการกระจายรายได้ จึงต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ เพิ่มเติม ต่อยอดจากข้อมูลประชากรที่ได้จากโครงการนี้

“เราไม่ควรเข้าใจไปว่านโยบายสวัสดิการมันเป็นเครื่องมือเดียวในการลดความเหลื่อมล้ำ เราต้องไปดูส่วนอื่นอีก เราต้องไปดูอำนาจต่อรองหรือแรงงาน เราต้องไปดูว่าโครงสร้างภาษีที่เก็บมันมีความบิดเบือนมากน้อยแค่ไหน มันช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มากน้อยขนาดไหน สวัสดิการมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่ว่ามันมีส่วนอื่นๆ อีก ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ทุกส่วนมันมีความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำทั้งหมด” วีระวัฒน์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ ผู้ใหญ่เรียกร้อง-รุ่นใหม่คิดต่าง #SootinClaimon.Com

Posted on October 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/610725

สกู๊ปแนวหน้า : มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ  ผู้ใหญ่เรียกร้อง-รุ่นใหม่คิดต่าง

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ช่องว่างระหว่างวัย (Gap Generation)” หมายถึงความไม่เข้าใจกันระหว่างคนที่เกิดต่างยุคสมัย เนื่องจากแต่ละยุคนั้นมีบริบททางสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนแต่ละยุคจึงได้รับการอบรมสั่งสอน ให้คุณค่าสิ่งที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน การพูดคุยหรือใช้ชีวิตร่วมกัน จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ช่องว่างระหว่างวัย กลายเป็น“ความขัดแย้งระหว่างวัย (Crash Generation)” ทำลายสัมพันธภาพที่เคยดีระหว่างกันให้เกิดรอยร้าวหรือขาดสะบั้นลง

เมื่อเร็วๆ นี้ เฟซบุ๊คแฟนเพจ “มนุษย์ต่างวัย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“จะตอบไงดี.. พ่อแม่ชอบถามว่า เมื่อไรจะมีหลานให้อุ้ม?”กล่าวถึงหนึ่งในคำถามที่หลายคนคงเคยได้ยินจากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ “เมื่อไรจะมีลูก” หรือแม้แต่ “เมื่อไรจะแต่งงาน”มาบ้างไม่มากก็น้อย

ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา นักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงงานวิจัยที่สัมภาษณ์คน 2 รุ่น คือเจนเอ็กซ์ (Gen X : เกิดปี 2508-2522)กับเจนวาย (Gen Y : เกิดปี 2523-2540) ซึ่งแม้ว่าคนทั้ง 2 รุ่นจะเป็นลูกของคนรุ่นเบบี้บูม (Baby Boomer : เกิดปี 2489-2507) เหมือนกัน แต่เนื่องจากคนเจนเอ็กซ์เกิดในยุคที่พ่อแม่กำลังก่อร่างสร้างตัว ส่วนคนเจนวายเกิดในยุคที่พ่อแม่เริ่มมีฐานะมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว บวกกับคนเจนวายเกิดในยุคที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศวิธีคิดของคนทั้ง 2 รุ่นจึงแตกต่างกัน

“เจนเอ็กซ์ค่อนข้างมีชีวิตที่เป็นแบบแผนมากกว่า หมายถึงจะยอมรับในแบบแผนมากกว่า เช่น เรียนจบ หางานทำแต่งงาน ต่อไปก็มีลูก เขาจะยอมรับใน Pattern (รูปแบบ) นี้มากกว่า ในขณะที่พอไปสัมภาษณ์เจนวาย จะเห็นความอิสระเสรีของการใช้ชีวิตมากกว่า คนเจนวายเขาจะอยาก Explore (สำรวจ) โน่นนี่ Explore ตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองจะมีศักยภาพมาก-น้อยแค่ไหน ต้องการจะมีอิสระในชีวิตก็จะไม่ยึดติดแบบแผนว่า เรียนจบจะต้องหางานบริษัทที่มั่นคง ทำงานให้ได้รายได้ดี อะไรอย่างนี้

แล้วสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างเห็นในเจนวาย คือเจนวายจะไม่ค่อยชอบมี Commitment (พันธะผูกมัด) แล้วการมีลูกมันคือ Commitment ของทั้งชีวิต อันนี้จะเห็นความแตกต่าง อาจจะทำให้เข้าใจคนเจนวายมากขึ้น ว่าเขามีทัศนคติอย่างนี้พร้อมกับที่เขาได้รับสื่อต่างๆ ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นคำว่าครอบครัวในอุดมคติหรือชีวิตในอุดมคติ มันก็เป็นข้อแตกต่างกับคนเจนที่ผ่านๆ มาพอสมควร”ผศ.ดร.มนสิการ กล่าว

ผศ.ดร.มนสิการ อธิบายต่อไปว่า เหตุที่คนเจนวายไม่ชอบมีพันธะ เพราะเติบโตมาในยุคที่พ่อแม่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง จึงกล้าให้อิสระหรือให้ทางเลือกกับลูกในการตัดสินใจใช้ชีวิต เช่น บางคนเรียนจบก็ยังไม่รีบหางานทำทันที แต่ไปทำอะไรเพื่อค้นหาตัวเองก่อน มองว่าชีวิตออกแบบเองได้ ไม่ได้มองเห็นว่าชีวิตมีแต่การทำงานได้เงินดีและมั่นคงเท่านั้น อาทิ ไปทำอาชีพอิสระ (Freelance) หรือไปทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ด้วยเห็นว่างานดีมีหลากหลายไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่เข้า 8 โมงเช้า-เลิกงาน 5 โมงเย็นเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เน้นศึกษาประชากรชนชั้นกลางหรือคนในเขตเมืองเป็นหลัก จึงอาจไม่ได้ภาพรวมของประเทศ อีกทั้งยังวิเคราะห์ได้ยากเกี่ยวกับมุมมองเรื่องการมีลูกของคนทั้ง 2 วัย เนื่องจากเจนเอ็กซ์นั้นอยู่ในช่วงที่มีความพร้อมมากกว่าเจนวายที่อายุเพิ่ง 20 กว่าๆ จนถึง 30 เศษๆ ยังอยู่กับการค้นหาตัวเอง ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากตอบว่าไม่ค่อยอยากมีลูก โดยให้เหตุผล เช่น สังคมไม่น่าอยู่จึงไม่อยากให้เด็กมาเกิดในสังคมแบบนี้ ซึ่งสังคมนั้นมีแรงกดดันกับทั้งตัวเองและกดดันในการเลี้ยงลูกที่แตกต่างจากสมัยก่อน

“คนที่ไม่มีลูกจะเห็นตัวอย่างจากเพื่อนบ้าง คนในเฟซบุ๊คบ้าง จากญาติ จากพี่ จากน้อง จากลูกพี่ลูกน้อง อะไรต่างๆ โห!..จะเข้าอนุบาลต้องไปต่อแถวกันตั้งแต่ตีสามเพื่อที่จะเข้าโรงเรียนนี้ ต้องจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะเท่าไร เรียนอะไร อายุ 6 เดือนไปเรียนกระตุ้นสมองกันแล้ว คือมันเป็นความกดดันที่รู้สึกว่าถ้าฉันมีลูก ถ้าฉันไม่ทุ่มขนาดนี้ ลูกฉันจะไปแข่งกับคนอื่นได้อย่างไร มันก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญ มันดูเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เลี้ยงลูกมันยิ่งใหญ่อยู่แล้ว แต่สังคมสมัยนี้มันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม

แล้วการที่คนรุ่นพ่อแม่ก็จะบอกว่า โอย!..ก็ไม่ต้องอะไรมาก โรงเรียนแถวบ้านก็ได้ ไม่เห็นต้องไปเรียนโน่นนี่อะไรเยอะแยะ คือต้องเข้าใจคนเจนนี้ว่าความกดดันที่เขาเห็น เพื่อนๆ ที่เขาเห็นเลี้ยงลูก มันทำใจยากมากที่จะวางใจว่าฉันเลี้ยงธรรมดาแล้วลูกจะแข่งกับคนอื่นได้ จะเอาตัวรอดในสังคมนี้ได้ คือมันวางใจยากสำหรับคนเจนใหม่ที่จะปล่อยขุดดินขุดทรายไปเดี๋ยวก็ดีเอง มันทำใจยาก” ผศ.ดร.มนสิการ ระบุ

ด้าน ศ.ดร.อรัญญา ตุ้ยคัมภีร์ อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำกับผู้สูงอายุ อธิบายว่า “คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นปัจเจกชนมากกว่าคนรุ่นก่อน” ในยุคสมัยใหม่คนแต่ละคนจะมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง ในขณะที่ “ยุคก่อนหน้านั้นการมีลูกถือเป็นค่านิยมสำคัญ” เห็นได้จาก คำอวยพร “ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง” ที่มักได้ยินอยู่เสมอในงานแต่งงาน

อย่างไรก็ตาม การถามว่าเมื่อไรจะมีลูก อาจแบ่งเจตนาได้หลายเรื่อง 1.หยอกเย้า เนื่องจากเป็นคำถามที่ติดปากหรือกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว 2.ห่วงใย ถามเมื่อเห็นจังหวะเหมาะสม เช่น เห็นความพยายามที่ไปปรึกษาแพทย์ ทำกระบวนการต่างๆ เพราะอยากจะมีลูก และ 3.กดดัน ถามอยู่เสมอทั้งที่ลำพังลูกก็มีภาระต่างๆ เต็มไปหมดแล้ว แต่พ่อแม่อยากได้หลาน หรือก็คือตั้งอยู่บนความต้องการของพ่อแม่เอง

“มันมี 2 แบบ คือกดดันตรงๆ พูดบ่น พูดเนื้อหาตรงๆ ว่าอยากได้หลาน แต่อีกอันหนึ่ง อันหลังลูกจะเจ็บปวดกดดันแบบอ้อมๆ ให้ลูกรู้สึกผิด ค่อยๆ หย่อนความรู้สึกผิด แก่ไปแล้วคงไม่มีใครมาเลี้ยงฉัน อะไรอย่างนี้ ถ้าเราสังเกตเห็น Pattern (รูปแบบ) อย่างนี้ต้องหาวิธีที่จะดูแลกันแล้ว มันเป็นประเด็นที่พ่อแม่คงมีอะไรค้างใจ อาจจะเป็นเพราะวัยท่านหรืออื่นๆ หมายถึงวัยท่านถูกสะสมสิ่งนี้มา” อาจารย์อรัญญากล่าว

หลากหลายเหตุผลที่ทำให้คนเป็นผู้ใหญ่มองการมีลูกเป็นเรื่องสำคัญ 1.เชื่อว่าเป็นการกระตุ้นการเติบโตของสมองที่ทำหน้าที่ด้านความรักเอื้ออาทร โดยเฉพาะแม่ที่เคยมีลูกแล้ว แม้ต่อมาจะไม่ได้เลี้ยงอีกเพราะลูกโต แต่สมองส่วนนี้ก็ยังอยู่ จึงแสดงออกในรูปแบบอื่น เช่น รักสุนัข-แมว การได้เลี้ยงหลานจึงเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของผู้ใหญ่ที่เคยเป็นแม่มาก่อน2.ค่านิยมที่มองว่าครอบครัวที่สมบูรณ์คือการมีพ่อแม่และลูก เป็นอุดมคติของสังคม ซึ่งการรื้อถอนนั้นทำได้ยาก และอาจแสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์อรัญญา แนะนำลูกที่มีพ่อแม่ชอบถามคำถามเหล่านี้ 1.เข้าใจก่อนว่าพ่อแม่ห่วงใยหรือกดดัน โดยหากพบว่าเป็นความห่วงใย การอธิบายให้เข้าใจก็จะง่ายขึ้นว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว แต่หากพบว่าเป็นการกดดัน อาจต้องใช้เวลาในการค้นหาว่าอะไรคือที่มาของความกดดันหรือความคาดหวังนั้น ซึ่งไม่ต่างจากเรื่องของการทำงาน ที่คนรุ่นพ่อแม่อาจจะคุ้นเคยกับการทำงานที่เดียวไปจนเกษียณแล้วห่วงลูกที่ย้ายงานบ่อยๆ ว่าจะไม่มั่นคง แต่ในยุคนี้ การย้ายงานที่ใหม่อาจหมายถึงได้ค่าจ้างสูงขึ้น ได้แสดงความสามารถมากขึ้น เป็นต้น

2.หาโอกาสเปิดอกคุยกัน หากครอบครัวใดพ่อแม่กับลูกสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ การอธิบายโดยใช้ข้อมูลประกอบก็จะทำได้ง่าย เพราะพ่อแม่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพ 3.มีคนกลางช่วยอธิบาย หากพ่อแม่มองลูกเป็นคู่กรณี ไม่รับฟังข้อมูลหรือเหตุผล ซึ่งดีกว่าการเดินหนีหรือพูดจาประชดประชัน เพราะจะทำให้ความขัดแย้งไม่จบลง ทั้งนี้เชื่อว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังจนกำหนดเป็นทัศนคติและวิถีชีวิต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการให้ข้อมูล

อาจารย์อรัญญา ฝากทิ้งท้ายด้วยตัวอย่าง “การชอบเก็บของ” ซึ่งครอบครัวไทยเมื่อจะย้ายที่อยู่มักเก็บข้าวของต่างๆ ติดตัวไปด้วยเหตุผลด้านคุณค่าทางใจ แต่เมื่อได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศ พบว่าเมื่อจะย้ายบ้านคนที่นั่นจะทิ้งข้าวของแทบทุกอย่างไว้ ซึ่งนอกจากจะได้แบ่งปันของที่ตัวเองไม่ใช้แต่ยังใช้งานได้ให้กับผู้อื่นแล้ว ยังประหยัดเงินค่าขนย้ายที่อาจจะแพงกว่าราคาสิ่งของเสียอีก และต่อมาเมื่อกลับมาเมืองไทย นิสัยดังกล่าวก็ติดตัวกลับมาด้วยเช่นกัน และอธิบายให้แม่เข้าใจว่าการทิ้งสิ่งของไปบ้างมีประโยชน์อย่างไร

“เชื่อว่าบรรยากาศในครอบครัว เรื่องของใต้ภูเขาน้ำแข็งมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเรามีการให้ข้อมูล ให้น้ำหนักว่าทำแล้วลูกต้องเสียอีกเยอะเลย ค่าของที่ลูกเก็บไว้ อยากให้ท่านที่ยังหนักใจกับภูเขาน้ำแข็งว่ามันอาจจะเปลี่ยนไม่ได้

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ภัยคุกคามยุคดิสรัปชั่น ‘พนันออนไลน์’โควิดเร่งโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/610266

สกู๊ปแนวหน้า : ภัยคุกคามยุคดิสรัปชั่น  ‘พนันออนไลน์’โควิดเร่งโต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “โควิดกระตุ้นและเร่งเร้าให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้น” ซึ่งก่อนหน้านี้แม้จะพูดถึงคำว่า “ดิสรัปชั่น (Disruption)” กันมาหลายปี แต่ยุคโควิดที่ต้อง “ล็อกดาวน์” รัฐสั่งปิดกิจการต่างๆ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายและรวมกลุ่มเพื่อตัดเส้นทางการระบาดของโรค ได้ทำให้สภาพดังกล่าวปรากฏชัดเจน ทั้งการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การเรียนออนไลน์ แม้แต่การสั่งอาหารก็ยังใช้บริการส่งผ่านแอปพลิเคชั่น

แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นสามารถถูกนำไปใช้ทางใดก็ได้ไม่ว่ามืดหรือสว่าง ดังกรณีของ “พนันออนไลน์”ซึ่งเล่นง่ายผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องไปที่บ่อน กำลังเป็นปัญหาใหญ่มากในยุคนี้ที่มีให้เห็นตามหน้าสื่ออยู่เนืองๆ จากข่าวอาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นที่ผู้ต้องหาหลายรายรับสารภาพว่า “ติดหนี้พนันออนไลน์”ซ้ำร้ายบางรายยังเป็นเพียง “เยาวชน” รวมถึงการชักชวนให้เล่นนั้นยังยกระดับจากการส่งข้อความ (SMS) ไปสู่การโทรศัพท์มาชักชวน ล่อลวงด้วยการให้ “เครดิต” เล่นฟรีล่วงหน้าไปก่อน

ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ปราบพนันออนไลน์ … เรื่องพูดง่ายที่ทำไม่สำเร็จ” จัดโดย ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน (Center for Gambling Studies) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข้อมูลสถานการณ์การพนันในปี 2564 เทียบกับปี 2562 แสดงให้เห็นว่าโควิด-19ทำให้การพนันในบ่อนมีขนาดเล็กลง แต่ยังพบผู้เล่นพนันในบ่อนถึง 4.18 ล้านคน ลดลงร้อยละ 16.1 และมีวงเงินพนัน 108,805 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.6

ส่วนการพนันออนไลน์แม้ยังมีขนาดเล็กกว่าการพนันในบ่อนแต่ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจำนวนนักพนันออนไลน์ 1.12 ล้านคน เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 135 และมีวงเงินหมุนเวียน 107,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 431.3 ประเภทการพนันออนไลน์ที่เป็นที่นิยม คือ 1.บาคาร่า ป๊อกเด้ง ร้อยละ 78.8 2.สล็อตแมชชีน ตู้เกม ร้อยละ 36.8 3.ไฮโลโปปั่น น้ำเต้าปูปลา ร้อยละ 20.8 และ 4.เกมไพ่อื่นๆ เช่น ผสมสิบ เสือมังกร

“สาเหตุที่ทำให้นักพนันหันมาเล่นพนันออนไลน์มากขึ้น ได้แก่ 1.สะดวก ง่าย เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา มากถึงร้อยละ92.4 2.มีรูปแบบการแทงพนันที่หลากหลาย ร้อยละ 45.6 3.ฝาก-ถอนเงินจากระบบได้อย่างรวดเร็ว ร้อยละ 39.6 4.เพื่อนชวน ร้อยละ 38 5.โปรโมชั่นจูงใจ ร้อยละ 36 และ 6.ร้อยละ 19.6 ระบุว่า ช่วงโควิดระบาดบ่อนการพนันปิดจึงหันมาเล่นออนไลน์ที่สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา

ซึ่งคนที่เล่นการพนันในปี 2564 ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายว่าจะเป็น Problem Gamblers หรือนักพนันที่มีปัญหามีมากถึง 3.512 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนอายุ 15-25 ปี 6 แสนคน และผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป 2 แสนคน แต่ในแง่สัดส่วนพนันออนไลน์ทำให้พบนักพนันที่เป็นปัญหามากที่สุดถึงร้อยละ 37.1 ไล่ตามมา คือ หวยอื่นๆร้อยละ 35.6 พนันทายผลฟุตบอล ร้อยละ 33.5 และพนันในบ่อน ร้อยละ 31.3” อาจารย์นวลน้อย ระบุ

ขณะที่ ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า พบความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 กับการพนันใน 7 ประเด็น ได้แก่ 1.มาตรการควบคุมโรคของประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมการพนันแบบดั้งเดิม 2.ตลาดการพนันออนไลน์ฉกฉวยโอกาส ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด 3.ผู้คนย้ายฐานจากการพนันโลกจริงไปสู่การพนันออนไลน์เพิ่มขึ้น และเกิดนักพนันหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นจากการพนันออนไลน์

4.การพนันออนไลน์มีผลด้านลบต่อผู้เล่นมากกว่าการพนันแบบเดิม เช่น กลุ่มนักพนันอายุน้อย รายได้ต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงจะติดการพนันได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น 5.การยกเลิกการแข่งขันกีฬารายการสำคัญทำให้เกิดตลาดทดแทน บางคนหันไปเล่นพนันกีฬาชนิดอื่นที่ยังมีการแข่งขันหรือพนันอีสปอร์ต (E-Sports : การแข่งขันวีดีโอเกม) 6.หลังการระบาดของโควิด-19 กาสิโนจะกลับมาฟื้นตัว และ 7.ผู้คนหันเข้าหาการพนันออนไลน์ข้ามชาติมากขึ้น

“สถานการณ์การพนันของไทย พบว่า การปิดด่านพรมแดนทำให้บ่อนกาสิโนชายแดนต้องหยุดกิจการชั่วคราวจึงเกิดรูปแบบออนไลน์เข้ามาตอบสนองความต้องการแทน และช่วงเริ่มผ่อนคลายก็พบบ่อนเถื่อนลักลอบเปิด จึงเกิดบ่อนการพนันเป็นคลัสเตอร์แพร่ระบาดโควิด-19 และเกิดรูปแบบการเล่นในชุมชน บ่อนวิ่ง เป็นลักษณะการพนันที่ใกล้ตัวอย่างเห็นได้ชัด” อาจารย์ณัฐกร กล่าว

ด้าน ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการพนัน มักทำงานแบบ “แมวไล่จับหนู” อีกทั้งยังเป็นลักษณะ “ต่างแมวต่างทำ” จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนเป็นการทำงานแบบ “ทศกัณฐ์” ช่วยกันสอดส่องและบูรณาการการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานกลางในประสานขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน อีกทั้งต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการร่วมมือการหยุดพนัน อาทิ

“กรมสุขภาพจิต” เพราะการพนันมีความเกี่ยวข้องโดยตรงต่อสุขภาพจิต “สถาบันการเงิน” ในการช่วยเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติ และร่วมกับ
“ผู้ให้บริการโทรศัพท์” แจ้งเตือนการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติของบุคคลที่อาจหลงเป็นเหยื่อของเว็บพนัน “ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์” เพราะเว็บพนันใช้ช่องทางออนไลน์ในการหลอกล่อเพื่อชักชวนให้คนไปหลงเล่นพนัน และ “ภาคประชาชน” ในการเฝ้าระวังชุมชน ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันสังคมเพื่อการรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของการพนันที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบตลอด

“ปัญหาการพนันที่มีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ขณะนี้มีแนวโน้มการขยายตัวของปัญหาที่จะมีมากขึ้น ทำให้ต้องการการทำงานที่มีมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จึงเสนอให้ภาครัฐตั้งศูนย์อำนวยการจัดการปัญหาการพนัน โดยให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมเพื่อเป็นกลไกการควบคุมดูแลปัญหาจากการพนันที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับเรื่องสร้างการรู้เท่าทันเรื่องการพนัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจหลงผิดเชื่อคำโฆษณาและการชักชวนเล่น
การพนัน” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดเมือง-อยู่กับโควิด(จบ) ‘แรงงานข้ามชาติ’อยู่จุดไหน #SootinClaimon.Com

Posted on October 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/609322

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดเมือง-อยู่กับโควิด(จบ)  ‘แรงงานข้ามชาติ’อยู่จุดไหน

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.35 น.

ในตอนที่แล้ว (เปิดเมือง-อยู่กับโควิด (1) ถอดบทเรียนดูแลคนฐานราก : สกู๊ปแนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 16 ต.ค. 2564) เรื่องเล่าจากงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คนทุกข์ในเมือง : โรคระบาด ปากท้อง บ้าน และงาน” จัดโดย สมาคมสังคมวิทยาสาธารณะ ได้กล่าวถึงแรงงานหรือคนระดับฐานรากที่มีความสำคัญในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของเมืองและประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ไปแล้ว ส่วนในฉบับนี้ จะเป็นเรื่องของ “แรงงานข้ามชาติ” ที่มีความสำคัญเช่นกัน แต่ปัญหานั้นซับซ้อนยิ่งกว่าคนไทย และเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเปิดอีกครั้ง หลายอาชีพก็น่าจะมีความต้องการใช้แรงงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น

สืบสกุล กิจนุกร หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บอกเล่าเรื่องราวการทำงานกับแรงงานข้ามชาติและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ จ.เชียงราย อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ว่า ที่นี่มีการตั้ง“ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ” ขึ้นมาตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 ระบาดระลอกแรก เป็นองค์กรอาสาสมัครที่ทีมงานเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานข้ามชาติ ทำงานในลักษณะร่วมกับชุมชนของแรงงานข้ามชาติ และทำงานแบบองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ได้รับทุนสนับสนุนซึ่งต้องมีแผนและเป้าหมายการดำเนินงาน

ศูนย์นี้มีการทำงานเป็น 3 ระยะตั้งแต่ระลอกแรก ได้แก่ 1.บรรเทาความเดือดร้อนและระวังตนเอง เช่น การแจกถุงยังชีพ 2.เข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม เช่น สิทธิแรงงาน รวมถึงสร้างความร่วมมือทั้งกับภาครัฐและภาคชุมชนของไทย และ 3.รับมือกับการระบาดในเมือง ซึ่งเป็นภารกิจล่าสุด เริ่มตั้งแตเดือน ก.ย. 2564 เป็นต้นมา
ซึ่ง “สถานการณ์โควิด-19 นำมาซึ่งความเสี่ยง” 3 เรื่องคือ “ปากท้อง” จากการถูกเลิกจ้างหรือลดเวลาทำงานส่งผลกระทบกับค่าใช้จ่ายประจำวัน “สุขภาพ” ขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย และ “การข้ามแดน”เพราะพรมแดนถูกปิด

“แรงงานข้ามชาติอยู่ในทุกที่” ตั้งแต่แคมป์คนงานก่อสร้างย่านชานเมือง ไปจนถึงร้านค้าหรือหอพักในเมือง หรือแม้แต่ในบ้านของใครหลายคน “แรงงานข้ามชาติมักอาศัยอยู่เป็นชุมชนและครอบครัวใหญ่” แม้จะเป็นห้องเช่าเล็กๆ ก็จะอาศัยอยู่รวมกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำระบบกักตัวและรักษาโรคที่บ้าน (Home Isolation) “บริการที่ชุมชนช่วยเหลือกันเองเข้าถึงได้ง่ายกว่าภาครัฐ” เพราะอาสาสมัครรู้ว่าชุมชนไหนลำบากมาก-น้อยเพียงใด

“เมื่อเราสร้างตัวตนของเราขึ้นมา มันทำให้ผมคิดว่าตอนแรกหน่วยงานภาครัฐช็อก กอ.รมน. เรียกไปคุย ถามว่าอาจารย์ทำอะไรอยู่? คือเขาไม่รู้ว่ามีแรงงานข้ามชาติอยู่ในเมือง เขาไม่รู้ว่าแรงงานข้ามชาติอยู่ในหอพักเป็นจำนวนมากเราก็อธิบายไป แต่สุดท้ายด้านหนึ่งก็คือมันทำให้การควบคุมโรคมันเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น ตรวจโควิดเชิงรุกรอบแรกยังใช้น้ำลายในการตรวจอยู่เลย โรงพยาบาลประจำจังหวัดก็ไม่รู้จะไปตรวจแรงงานข้ามชาติอยู่ไหนที่อยู่ในหอพัก เพราะเขาเข้าไม่ถึง เขารู้จักก็คือรู้จักศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติก็ใช้พวกเราเข้าไปช่วยทำงาน” สืบสกุล กล่าว

หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าต่อไปว่า ในการทำงานด้านการเข้าถึงสิทธิ มีการให้ความรู้เรื่องประกันสังคม การขึ้นทะเบียนแรงงาน ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ทำงานร่วมกับสำนักงานจัดหางานจังหวัด โดยเฉพาะการตั้งจุดรับขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของแรงงานจากเดิมที่ต้องใช้บริการจากนายหน้า โดยมีอาสาสมัครที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งทำงานในไทยมานานมาช่วยด้านงานเอกสารที่ทั้งหมดเป็นภาษาไทย เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะใช้ภาษาไทยได้ค่อนข้างดี

ส่วนการแสวงหาความร่วมมือกับชุมชนไทย มีการทำงานร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จัดอบรม อาสาสมัครสาธารณสุขแรงงานข้ามชาติ (อสรช.) เพื่อทำงานร่วมกับ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) โดยชวนผู้นำชุมชนแรงงานข้ามชาติ กับ อสม. ไทยในเขตเทศบาล มาอบรมร่วมกัน “เหตุที่ จ.เชียงราย ไม่ใช้คำว่าอาสาสมัครแรงงานต่างด้าว (อสต.) เนื่องจากเป็นคำที่ให้ความรู้สึกดูถูกและกีดกัน” แม้จะอบรมได้เพียงครั้งเดียวจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ 3 ครั้ง เพราะเกิดโควิด-19 ระบาดใหญ่ในพื้นที่จึงต้องระงับไป แต่ก็ทำให้ทั้ง 2 กลุ่มมีปฏิสัมพันธ์กัน

“เมื่อเกิดการระบาดทำให้มีการส่งต่อข้อมูล เพราะว่าในเมืองมันยังมี อสม. ทำงานอยู่ ก็ส่งต่อข้อมูลมายังเราที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ เราก็มีคนลงไปดูได้ ก็ทำให้การควบคุมการระบาดทำได้ง่ายมากขึ้น ถามว่าเราทำงานกับระยะรับมือการระบาดในเมือง ตอนนี้ทำอะไร มันระบาดมาหลายระลอก แต่ระลอกนี้แรงสุดก็คือตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564 เป็นต้นมา มันระบาดจากชานเมืองมาก่อน คือในแคมป์คนงานก่อสร้าง ผู้ติดเชื้อประมาณ 100 คน

แต่สิ่งที่เขาทำคือปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง แล้วบริษัทก็ดูแลอาหารการกิน ก็มี รพ.สต. ลงไป ทางทีมเราก็ลงไปช่วยอธิบายเรื่องสิทธิของคนงาน โดยเฉพาะเมื่อเขาถูกกักตัว 14 วัน เขามีสิทธิได้รับการชดเชยจากการว่างงานจากประกันสังคม เราเข้าไปอธิบายเรื่องนี้พร้อมกับเรื่องอาหารการกิน การรักษาโรค และการเซตระบบระหว่างแรงงานข้ามชาติกับ รพ.สต. เราออกแบบการสื่อสารที่เป็นภาษาเมียนมากับไทย ให้แรงงานกับ รพ.สต. ได้คุยกัน ทำให้ง่ายมากขึ้นในการสื่อสารและติดตามอาการของผู้ป่วย” สืบสกุล ระบุ

สืบสกุล สรุปบทเรียนการทำงานด้านแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์โควิด-19 พบว่า 1.ทุกคนรู้ว่าขาดแรงงานข้ามชาติไม่ได้..แต่ไม่มีใครอยากดูแล ทุกคนรู้ว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจของเมือง แต่ในภาพรวมไม่ค่อยมีใครอยากดูแลคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งสาเหตุมาจากคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ฐานเสียงในการเลือกตั้ง ส่วนนายจ้างนั้นมีทั้งที่ดูแลแรงงานดีและไม่ดี2.ข้อจำกัดจากระเบียบราชการ หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถซื้อสิ่งของจำเป็นไปช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยได้

3.ขาดการทำงานแบบบูรณาการ ในพื้นที่หนึ่งมีหลายหน่วยงานแต่มีลักษณะต่างคนต่างทำ ซึ่งการเกิดขึ้นของศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ เป็นเพราะต้องการ
อุดช่องว่างนี้ 4.ทุกคนรู้ว่ามีแรงงานข้ามชาติ..แต่ไม่มีใครอยากรู้จัก ประเด็นนี้ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐแต่รวมถึงสังคมไทยด้วย เช่น เคยเจอเจ้าของหอพักรายหนึ่ง บอกว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในหอพักใกล้ๆ กันไม่มีบัตร ซึ่งหมายถึงเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งที่จริงๆ แรงงานเหล่านั้นมีบัตรซึ่งหมายถึงเป็นแรงงานถูกกฎหมาย เมื่อถามกลับไปว่ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มีบัตร เจ้าของหอพักก็ตอบสั้นๆ ว่าไม่รู้แต่เดาเอาเอง เป็นต้น

“ตอนนี้ทุกร้านทุกบ้านมีแรงงานข้ามชาติทำงานอยู่สถานการณ์โควิดบอกเราว่าเราใช้แรงงานเขา แต่เราไม่ได้ดูแลเขา” หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวในท้ายที่สุด


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น (จบ) ‘ต่างแดน’แห่ออกหวั่นสมองไหล #SootinClaimon.Com

Posted on October 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/608658

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น (จบ)  ‘ต่างแดน’แห่ออกหวั่นสมองไหล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

ในตอนที่แล้ว (สกู๊ปแนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 ต.ค. 2564หน้า 5 : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1) “ชนบทสู่เมือง” 4ยุคอพยพ) ได้กล่าวถึง “การย้ายถิ่นภายในประเทศ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยาย (ออนไลน์) ชุด “วิวัฒนาการการย้ายถิ่นของประเทศไทยร่วมสมัย”โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนในฉบับนี้ จะกล่าวถึง“การย้ายถิ่นระหว่างประเทศ” โดยมีนักวิชาการของสถาบันฯ ภัทราภรณ์ จึงเลิศศิริ เป็นผู้บรรยาย

สำหรับการย้ายถิ่นไปต่างประเทศของคนไทย จะเป็นเรื่องของ “แรงงาน” เสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยมองเห็นโอกาสที่จะได้ค่าจ้างสูงกว่าในบ้านเกิดและลู่ทางในการเดินทางไป ประเทศที่คนไทยนิยมไปขายแรงงาน เช่น ประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตลอดจนประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง สิงคโปร์

ส่วนการเดินทางไปยังประเทศในโลกตะวันตก ก็ยังพบความแตกต่าง กล่าวคือ คนไทยที่เดินทางไป สหรัฐอเมริกา มักไปด้วยช่องทางการทำงานและตั้งถิ่นฐาน ในขณะที่คนไทยที่เดินทางไปประเทศในทวีปยุโรป มักไปด้วยช่องทางการแต่งงานข้ามชาติ“ข้อค้นพบที่น่าสนใจ..คนไทยที่ย้ายไปอยู่ยุโรปมักเป็นเพศหญิง”ทั้งนี้ ข้อมูลจาก กรมการกงสุล ระบุว่า ณ ปี 2563 มีคนไทยอาศัยอยู่ในต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย 1,276,546 คน

ซึ่ง 10 อันดับประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุด ประกอบด้วย อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 488,000 คน อันดับ 2 ออสเตรเลีย 100,856 คน อันดับ 3 ญี่ปุ่น 86,666 คน อันดับ 4ไต้หวัน 82,608 คน อันดับ 5 สวีเดน 74,101 คน อันดับ 6 เยอรมนี 59,130 คน อันดับ 7 สหราชอาณาจักร 45,884 คน อันดับ 8 นอร์เวย์ 31,387 คน อันดับ 9 เกาหลีใต้ 32,861 คน และอันดับ 10 อิสราเอล 26,641 คน

“เราพบว่าคนไทยมีการย้ายถิ่นทั้งแบบชั่วคราว หมุนเวียนและถาวร แบบชั่วคราวคือเราไปทำงานแล้วพอหมดสัญญาหรือได้ค่าแรงที่พอใจ เราก็กลับประเทศไทย แบบหมุนเวียนคือไปต่างประเทศซ้ำหลายๆ ครั้ง อย่างเช่นกลุ่มที่ไปเก็บเบอร์รีที่แถวสแกนดิเนเวีย และแบบถาวรก็คือผู้ที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานรกรากในประเทศปลายทางอย่างถาวร” ภัทราภรณ์ กล่าว

ข้อมูลจาก กองบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ กรมการจัดหางาน ชี้ว่า “คนไทยส่งเงินกลับประเทศจำนวนมาก” เห็นได้จาก 5 ปีล่าสุด ปี 2559 ประมาณ 1.14 แสนล้านบาท ปี 2560 ประมาณ 1.26 แสนล้านบาท ปี 2561 ประมาณ 1.44 แสนล้านบาท ปี 2562 ประมาณ 1.92 แสนล้านบาท และปี 2563 ประมาณ 1.94 แสนล้านบาท แม้กระทั่งคนที่ไปตั้งถิ่นฐานถาวร ณ ประเทศปลายทางแล้วแต่ก็ยังมีการส่งเงินกลับมายังประเทศไทย

อนึ่ง นอกจากส่งเงินแล้ว ยังส่งผ่านความรู้และทักษะต่างๆ ที่ได้รับจากต่างแดนกลับมาด้วย โดยเฉพาะ “ชาวเอเชียแม้จะย้ายถิ่นไปแล้วแต่ยังค่อนข้างรักษาสายสัมพันธ์กับประเทศบ้านเกิด” ไม่ว่าจะเป็นการส่งเงินหรือความรู้จากต่างแดนกลับไปก็ตาม ซึ่งผิดคาดจากที่เชื่อกันว่าคนที่ย้ายไปแล้วจะไม่ผูกพันกับถิ่นเดิม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาบางชิ้น พบว่าการส่งเงินกลับบ้านเกิดมีจำนวนลดลง

เช่น การศึกษาคนไทยที่ไปสร้างครอบครัวอยู่ในอังกฤษ โดยเหตุผลอาจจะมาจาก 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือคนที่อยู่อังกฤษก็ต้องสนใจครอบครัวที่อังกฤษมากขึ้น กับอีกด้านคือภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในประเทศไทยเริ่มลดลง เช่น ลูกหลานเรียนจบ มีงานทำฐานะดีขึ้น หรือญาติที่ป่วยอาการทุเลาลงจนหาย แต่ถึงกระนั้น หากญาติที่เมืองไทยเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่ย้ายถิ่นไปต่างประเทศแล้วก็ยังพร้อมจะช่วย โดยเปลี่ยนจากการส่งเงินกลับบ้านเกิดเป็นประจำ เป็นการช่วยเหลือแบบครั้งคราวตามเหตุปัจจัยต่างๆ

“คนไทยในต่างประเทศยังมีการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างเครือข่ายในประเทศที่ตัวเองไปอยู่ก่อน จนในปัจจุบันเราเห็นว่าเครือข่ายเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วก็เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป ซึ่งมีจุดประสงค์ในการที่จะช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังให้ความรู้กับคนไทยในต่างประเทศอีกด้วย มีการทำงานร่วมกับภาครัฐในการส่งเสริมศักยภาพคนไทย และให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆไปพร้อมกัน” ภัทราภรณ์ ระบุ

เมื่อศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ แม้สาเหตุหลักของการแต่งงานมาจากเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงก็พบคนอีกมากที่แต่งงานเพราะต้องการมีวิถีชีวิตใหม่ๆ หรือแม้แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของครอบครัว ทำให้ผู้หญิงไทยหลายคนแม้จะมีการศึกษาสูงแต่ก็เลือกแต่งงานกับชาวต่างชาติ
เพราะต้องการย้ายออกไปจากกรอบวิถีเดิมๆ ในประเทศไทย

สำหรับประเด็น “การศึกษาการย้ายถิ่นระหว่างประเทศที่น่าสนใจในอนาคต” จะมีทั้งการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในประเทศไทย สังคมของคนไทยในต่างประเทศ ลูกครึ่ง กิจกรรมต่างๆ ที่มีลักษณะข้ามชาติ รวมถึง “บทบาทของสื่อออนไลน์และค่านิยมการย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่” ดังที่เห็นการรวมกลุ่มทางเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่พบคนวัยทำงานจำนวนมากสนใจอยากออกไปหางานทำหรือไปตั้งรกรากในต่างประเทศ และมีคนรุ่นก่อนหน้าที่ได้ไปแล้วมาแชร์ข้อมูลจุดประกายความหวังว่าจะสามารถไปแล้วประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

“คนกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างจากแรงงานย้ายถิ่นในอดีต เพราะว่ามีความเป็นชนชั้นกลางมากขึ้น มีการจบการศึกษาในระดับปริญญาและเป็นแรงงานทักษะสูง โดยเขาก็มองว่าประเทศไทยไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ วัฒนธรรมการทำงานหรือสภาพเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ ก็เลยมองหาโอกาสภายนอกที่จะไปสร้างชีวิต และได้ค่าตอบแทนที่ดีมากขึ้น”ภัทราภรณ์ กล่าว

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ภัทราภรณ์ มองว่า อาจต้องหันกลับมามองดูประเทศไทย “จะดึงดูดแรงงานทักษะสูงให้อยู่ในประเทศได้อย่างไร” เพราะหากคนเหล่านี้ย้ายออกจากประเทศไทยไปจริงๆ แล้ว เราจะประสบปัญหา “สมองไหล” ที่ค่อนข้างรุนแรง เมื่อประกอบกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น นโยบายด้านการย้ายถิ่นจึงต้องถูกให้ความสำคัญ

เพราะประเทศต้องการคนวัยทำงานเพื่อให้ระบบสวัสดิการยังดำเนินต่อไปได้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1) ‘ชนบทสู่เมือง’4ยุคอพยพ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607756

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1)  ‘ชนบทสู่เมือง’4ยุคอพยพ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น” นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เกิด “การย้ายถิ่น” จากพื้นที่ที่มีความเจริญน้อยกว่าไปสู่พื้นที่ที่มีความเจริญมากกว่าเพื่อแสวงหาโอกาส ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการบรรยาย (ออนไลน์) ชุด “วิวัฒนาการการย้ายถิ่นของประเทศไทยร่วมสมัย” ฉายภาพประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นของคนไทย แบ่งเป็น 2 ตอนคือ ในประเทศและระหว่างประเทศ จากนักวิชาการ 2 ท่านของสถาบันฯ

รศ.ดร.โยธิน แสวงดี ผู้รับหน้าที่บรรยายเรื่อง“การย้ายถิ่นภายในประเทศ” กล่าวว่า การย้ายถิ่นเกิดได้โดยอาศัยปัจจัย 2 ด้านคือ “ปัจจัยผลักดันจากต้นทาง-ปัจจัยดึงดูดจากปลายทาง” ที่สำคัญคือ “เศรษฐกิจ” เช่น ในชนบทการจ้างงานมีน้อย ในขณะที่ครัวเรือนมีฐานะไปทางยากจน รายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ รวมถึงตัวแปรอย่างสภาพทางธรรมชาติ อาทิ พื้นที่มีความแห้งแล้ง กลับกันในเมืองใหญ่มีแสงสีศิวิไลซ์ มีการจ้างงานที่รายได้สูงกว่า จึงเป็นที่มาของชาวชนบทอพยพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้าไปหางานทำในเมือง

“ความคาดหวังที่คาดว่าจะได้ในถิ่นปลายทาง เช่น การมีงานทำ การได้รับค่าจ้างที่ดีขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังที่นักย้ายถิ่นต้องการ หลายคนก็ประสบความสำเร็จ หลายคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากข้อมูลที่ผมเคยวิจัยไว้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จจะย้ายถิ่นกลับบ้านภายใน 2 เดือน เพราะหากว่างงานภายใน 2 เดือนไม่มีใครจ้าง ค่าใช้จ่ายที่เตรียมตัวมา ค่าพักอาศัย ค่าอาหารต่างๆก็จะหมดไป” รศ.ดร.โยธิน กล่าว

ในการย้ายถิ่นและการอยู่อาศัยในพื้นที่ใหม่นั้นผู้ย้ายถิ่นมักพึ่งพาเครือญาติหรือเครือข่ายทางสังคม เช่น คนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันซึ่งประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นในสังคมไทย อาจแบ่งได้เป็น4 ยุค ได้แก่ 1.ปี 2398-2513 ยุคนี้เรียกว่า “Thailand 1.0”สังคมไทยยังเป็น “สังคมเกษตรกรรม” การย้ายถิ่นยังเป็นระหว่างชนบทกับชนบทเพื่อแสวงหาที่ดิน เนื่องจากรัฐบาลในยุคนี้สนับสนุนให้ประชาชนจับจองที่ดินเพื่อทำการเกษตร การย้ายถิ่นในยุคนี้มักเป็นการย้ายถิ่นในภาคเดียวกัน เพราะการเดินทางข้ามภูมิภาคยังเป็นเรื่องยากลำบาก

กระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2500 ที่การคมนาคมพัฒนามากขึ้น พบการย้ายถิ่นจากจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่กรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือที่สมัยนั้นยังแยกกันระหว่างจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากสถิติการย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปี 2498-2503 อยู่ที่ 785,357 คน คิดเป็น 35.8 ต่อประชากร 1 พันคน แต่ในช่วงปี 2508-2513 จะอยู่ที่ 1,765,680 คน คิดเป็น 61.5 ต่อประชากร 1 พันคน

2.ปี 2513-2529 หรือเรียกว่า “Thailand 2.0” สังคมไทยเข้าสู่ “สังคมอุตสาหกรรม” ในช่วงแรกอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้พื้นที่แถบนี้เกิดโรงงานขึ้นจำนวนมาก ควบคู่ไปกับจัดตั้งสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน รองรับการผลิตและพัฒนาแรงงานฝีมือ จากนั้นได้มีการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมขึ้นในพื้นที่ 2 จังหวัดชายฝั่งตะวันออก คือ ชลบุรีและระยอง เนื่องจากมีความพร้อมทั้งสนามบินและท่าเรือ นำไปสู่ทางเลือกในการย้ายถิ่นไปหางานทำเพิ่มขึ้น

3.ปี 2529-2559 หรือเรียกว่า “Thailand 3.0” สังคมไทยเข้าสู่ “ยุคเทคโนโลยี” นอกจากระบบคมนาคมจะดีขึ้น เช่น มีการตัดถนนสายรองเชื่อมถนนสายหลักมากขึ้นแล้ว ยังรวมถึงการสื่อสารด้วย เช่น โทรเลขและจดหมาย ต่อมาผู้คนเริ่มใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารรวมถึงแหล่งงานได้มากขึ้น อีกด้านหนึ่ง ผู้ย้ายถิ่นรุ่นก่อนหน้าที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายทางไม่ว่าจะเป็นที่พักแบบเช่าหรือซื้อ ก็จะคอยรองรับผู้ย้ายถิ่นหน้าใหม่ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน อนึ่ง ยุคนี้เป็นอีกช่วงที่พบการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ในปี 2535 สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่าร้อยละการย้ายถิ่นจากเขตชนบทเข้าสู่เมืองจะประมาณ 15.5% แต่ที่น่าสังเกต พอขยับมาเป็นปี 2545 สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 13.4% (ปี 2540) เป็น 19.2% (ปี 2545) นับว่ากราฟได้เขย่งขึ้นบ้าง สะท้อนว่าการย้ายถิ่นของประเทศไทยจากชนบทเข้าสู่เมืองยังมีความนิยมกันอยู่” รศ.ดร.โยธิน ระบุ

สุดท้ายคือ 4.ปี 2560-ปัจจุบัน หรือยุค“Thailand 4.0” ทิศทางของประเทศเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) มีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robots) และระบบคอมพิวเตอร์มาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น ในยุคนี้การย้ายถิ่นยังคงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง เช่นเดิม เพราะมีความพร้อม

โดยเฉพาะการมีสนามบิน 2 แห่งอย่างดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ทำให้พื้นที่นี้ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือที่อยู่ถัดไป อย่างสนามบินอู่ตะเภา ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ตลอดจนสนามบินตาคลี จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันเป็นสนามบินทางทหาร) ที่มีศักยภาพรองรับการขนส่งทางอากาศ ทั้งนี้ “การย้ายถิ่นในประเทศยุค 4.0 มีน้อยมาก” หากนับจากปี 2560-2563 เฉลี่ยปีละ 5-6 แสนคน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.8-1.0 เท่านั้น

รศ.ดร.โยธิน กล่าวต่อไปว่า หากดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2562 พบว่า กรุงเทพฯ ยังเป็นจังหวัดที่เป็นเป้าหมายการย้ายถิ่นมากที่สุด รองลงมาคือ เชียงใหม่ เมืองเอกของภาคเหนือ อันดับ 3 นครราชสีมา เมืองเอกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอันดับ 4 นครศรีธรรมราช เมืองทางภาคใต้ อนึ่ง “นับจากปี 2555 เป็นต้นมาพบการย้ายถิ่นของผู้สูงอายุ” โดยเป็นการย้ายออกจากกรุงเทพฯ และภาคกลางไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งมาจากการที่มีประชากรวัยเกษียณทั้งจากภาครัฐ (ราชการ-รัฐวิสาหกิจ) และภาคเอกชน (บริษัทห้างร้านต่างๆ)

และหากให้คาดการณ์ต่อไป “ในอนาคตเชื่อว่าการเดินทางไปหางานทำแบบข้ามจังหวัดหรือภูมิภาคไม่น่าจะมากเท่ายุคที่ผ่านมา” เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่พัฒนาไปมาก เห็นได้จาก “การทำงานที่บ้าน (Work from Home)” เป็นกระแสที่มาแรงในปัจจุบัน พนักงานในสำนักงาน ไปจนถึงพ่อค้า-แม่ค้า สามารถทำงานของตนได้ทางออนไลน์ เมื่อรวมกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ที่พัฒนามากขึ้นด้วยแล้ว ดังนั้นการอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทแต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

“แบบแผนการย้ายถิ่นของประเทศไทยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมให้ Work from Home มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยิ่ง ระบบคลื่น (สัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เนต) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานคือไฟฟ้ากับน้ำหากมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อส่งเสริมปัจจัยการผลิต ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่วางแผนไว้ ในความก้าวหน้าของประเทศไทยในยุคถัดไป” รศ.ดร.โยธิน กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พึ่งตนได้-ชุมชนร่วมหนุน’ ปรับรับ‘สังคมสูงวัยสุดยอด’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607592

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พึ่งตนได้-ชุมชนร่วมหนุน’  ปรับรับ‘สังคมสูงวัยสุดยอด’

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ในปี 2568 ทั้งโลกจะมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 หรือประมาณ 1.2 พันล้านคน ซึ่งมากถึงร้อยละ 70 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าปี 2593 จะมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 20หรือประมาณ 2 พันล้านคน ซึ่งมากถึงร้อยละ 80 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ในส่วนสถานการณ์ในไทยจากข้อมูลปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 17.57 ของประชากรไทย แต่ในปี 2574 จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 เมื่อสำรวจในครัวเรือนพบว่า ทุกครัวเรือนมีผู้สูงอายุอาศัยทุกหลัง”

พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในเวทีเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ“การสูงวัยในที่เดิม (Ageing in Place) : ข้อเสนอนโยบายเพื่อการรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” เมื่อช่วงต้นเดือนต.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยสภาวะสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นสภาวะที่เป็นความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากได้พัฒนาระบบสาธารณสุขและการแพทย์ให้มีความก้าวหน้า จนสามารถอยู่รอดปลอดภัยและมีชีวิตยืนยาวในสังคม ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมการเกิดได้จนนำไปสู่จำนวนสัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่อีกด้านหนึ่ง สภาวะที่เกิดขึ้นยังนำมาซึ่งความท้าทาย “เมื่อมีการพัฒนาไปแล้ว จะมีภาวะของมนุษย์ที่มีอายุยืนยาวขึ้นแต่มีความพิการด้วย” ซึ่งวิธีการที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้คือ “จะต้องทำให้ประชากรคล่องแคล่ว” มีสุขภาพดี สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ ซึ่งกระบวนการ Active Ageing (พฤฒพลัง) จะต้องมีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะมีสุขภาพดี มีส่วนร่วมในสังคม และมีความมั่นคง ถึงจะไปถึงเส้นคุณภาพชีวิตได้

“การพัฒนาสังคมสูงวัยเพื่อให้ผู้สูงอายุ จะต้องมีเสรีภาพที่จะเลือกและตัดสินใจ ซึ่งการพัฒนานโยบายจะต้องอยู่บนพื้นฐานสิทธิของความเป็นมนุษย์ ซึ่งสูงวัยในที่เดิมหรือ Ageing in Place ไม่ได้หมายถึงเรื่องของที่พักอาศัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อม ความปลอดภัย และบริการด้านสังคม” พญ.วัชรา กล่าว

เมื่อมองดูตัวอย่างจากต่างประเทศ ณปภัทร สัจนวกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงบทเรียนจากโลกตะวันตกที่เข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัยไปก่อนแล้ว ว่า ในอดีตผู้สูงอายุมีจำนวนไม่มากรัฐสามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นแม้ภาครัฐจะพยายามสร้างที่พักอาศัยมากยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่เพียงพอ ภาระหน้าที่จึงตกไปอยู่กับชุมชนในการดูแล

ทำให้ในเวลาต่อมา บรรดาประเทศในกลุ่ม OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) จึงเริ่มปรับเปลี่ยนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวไปสู่การดูแลที่บ้านมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุมีทางเลือกที่จะมีอิสระได้ โดยวิธีการที่จะทำให้สามารถรองรับสังคมสูงวัยได้ คือ ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะต้องแข็งแรง ซึ่งวิธีการดูแลที่บ้านจะช่วยลดงบประมาณและสร้างความยั่งยืน

อนึ่ง ภาพที่ชวนสลดหดหู่ในหลายประเทศทางตะวันตก ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 คือ สถานดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นจุดที่มีการเสียชีวิตของ
ผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงเป็นแรงกระตุ้นให้มีการปรับเปลี่ยนเช่น ประเทศอังกฤษ มีเสียงเรียกร้องให้แทนที่สถานดูแลผู้สูงอายุด้วยระบบสนับสนุนที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์ว่า ในปี 2574 จะมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ หรือเรียกว่า สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)

“ประเทศไทยมีเรื่องของด้านสุขภาพที่ดี มีความมั่นคงด้านรายได้ที่ดีพอสมควร แต่เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่คือ จะดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อาศัยอย่างไรโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงจำเป็นต้องสนับสนุนให้ผู้สูงอายุอาศัยในบ้านเดิม หรือชุมชนของตนเองให้นานที่สุด ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เกิด Ageing in Place ในไทยได้มีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ สถานที่สุขภาพ และสังคม ซึ่งมีผู้สูงอายุเป็นตัวกลางของการทำงานทั้งหมด” ณปภัทร กล่าว

กรณีศึกษาของไทยในระดับพื้นที่ นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและญาติหลายคนปฏิเสธที่จะไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล แต่มีความประสงค์จะรักษาที่บ้านเพราะมีความคุ้นชิน ซึ่งการกำหนดให้ Ageing in Place เป็นเป้าหมายหลักนั้น กทม. ได้จัดทำแผนพัฒนาชีวิตผู้สูงอายุ โดยกำหนดว่าผู้สูงอายุต้องมีที่อยู่อาศัย และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

นอกจากนี้การดูแล Ageing in Place ยังต้องดูแลในทุกมิติ ทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี บริการทางสังคม บริการทางสุขภาพ ซึ่งผู้สูงอายุที่ไม่มีใครดูแลเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน จะทำอย่างไรให้คนรอบข้างสามารถตอบสนองกับภาวะเจ็บป่วยได้ทันเวลา โดยกรุงเทพฯ มีสัดส่วนผู้สูงอายุประมาณ 1.1 ล้านคน หรือราวร้อยละ 20.6ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหลายเขตมีผู้สูงอายุจำนวนมาก สัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 30 ของประชากรทั้งเขต เช่นเขตสัมพันธวงศ์ มีผู้สูงอายุร้อยละ 32 เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายร้อยละ 30 และเขตพระนคร ร้อยละ 29 เป็นต้น

“ในส่วนการทำงานพยายามตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้โครงการดูแลผู้สูงอายุจิตสังคม ซึ่งจะทำอย่างไรให้ชะลอหรือเป็น Active Ageing ให้นานที่สุด โดยได้เริ่มดำเนินการแล้วประมาณ 2,200 คน ซึ่งสามารถทำให้ผู้สูงอายุสามารถเดินได้ ไม่นอนติดเตียงและให้ชีวิตอยู่ได้ปกติ โดยคาดว่าในปี 2565 จะขยายต่อโครงการให้เป็น300 กว่าชุมชน และมีผู้สูงอายุเข้าร่วมประมาณ 1 หมื่นคน” นพ.ธนัช ระบุ

ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในภาพรวม ศิริลักษณ์มีมาก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมรับมือผู้สูงอายุในไทยได้ทำมานานแล้ว โดยการให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านที่คุ้นเคย ไม่ได้สนับสนุนให้สร้างสถานสงเคราะห์เพิ่มในส่วนของภาครัฐ แต่ให้สร้างความร่วมมือของภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเรื่องของแผนผู้สูงอายุก็มีอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติแผนที่ 2 กำหนดชัดเจนในเรื่องของผู้สูงอายุที่อาศัยในบ้าน จะต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

“สิ่งที่จะช่วยให้ดำเนินงานได้เร็ว คือ การสร้างกระแส หรือการรณรงค์ในภาคเอกชน นอกจากนี้ยังทำองค์ความรู้ให้ชุมชน เนื่องจากการที่จะปรับปรุงบ้านหรือที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุในชุมชน สมาชิกชุมชนจำเป็นต้องมีความเข้าใจ การทำงานของภาครัฐจำเป็นต้องร่วมคิดร่วมทำ ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดรับกับความต้องการของผู้สูงอายุ และท้องถิ่น เนื่องวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่ และรูปแบบที่อยู่อาศัยไม่เหมือนกัน” ศิริลักษณ์ กล่าว

ด้าน ศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยประเด็นที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิด Ageing in Place คือ ต้องพิจารณากำหนดระบบสวัสดิการสังคมให้ชัดเจน “กฎหมายยังเอื้อต่อระบบสุขภาพแต่ไม่ได้เอื้อต่อระบบสังคม โดยระบบสังคมยังช่วยเหลือแค่ผู้สูงอายุที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จึงทำให้ไม่ทั่วถึงทุกคน” นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับระบบการจัดการบริการสังคมเท่ากับระบบทางกายภาพ และต้องสร้างความเข้มแข็งของระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและสภาวะแวดล้อม

เพื่อให้ผู้สูงอายุดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและไม่ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้สูงอายุด้วย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศบาลตำบลบ่อตรุ’ ศูนย์เด็กเล็กปรับตัวยุคโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/606041

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศบาลตำบลบ่อตรุ’ ศูนย์เด็กเล็กปรับตัวยุคโควิด

วันเสาร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

สถานการณ์โรคระบาด “โควิด-19” หนึ่งในด้านที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ “การศึกษา” เนื่องจากสถานการศึกษาทุกระดับถูกปิดตามมาตรการ “ล็อกดาวน์” เพื่อควบคุมโรค โดยเฉพาะ “เด็กเล็ก” เช่น นักเรียนระดับปฐมวัย ที่ผลกระทบอาจรุนแรงยิ่งกว่าเด็กโต เพราะการปิดเรียนเป็นเวลายาวนานก่อให้เกิดปัญหากับพัฒนาการของเด็กไม่ว่าจะเป็นร่างกาย สมอง การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อีกทั้งโอกาสที่จะสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับเด็กเพื่อก้าวไปสู่การเรียนในขั้นพื้นฐานก็ยิ่งลดลง และยังอาจทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วย

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างที่น่าสนใจจาก “ศูนย์พัฒนาเด็กต้นแบบ” ในพื้นที่ เทศบาลตำบลบ่อตรุ อ.ระโนด จ.สงขลา ที่พยายาม “ปรับตัว” พยุงให้การเรียนการสอนยังเดินหน้าต่อไปได้ โดย นิยดา จันทร์ทอง ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) โรงเรียนวัดประดู่ เทศบาลตำบลบ่อตรุ เล่าว่า ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ทำให้ ศพด. โรงเรียนวัดประดู่ ได้ปรับรูปแบบการสอน และการทำกิจกรรมใหม่ทั้งหมด ในเบื้องต้นทาง ศพด. จะมีการประสานไปยังผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองเข้ามารับใบงาน พร้อมรับฟังแนวทาง รูปแบบ วิธีการดูแลลูกๆ ในเบื้องต้น

“กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ ศพด.ได้มอบหมายให้ผู้ปกครองไปนั้นจะเน้นการกิจกรรมตามสถานการณ์โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้ผู้ปกครอง และให้ผู้ปกครองสามารถนำกิจกรรมต่างๆ ไปต่อยอดสำหรับการสอนเด็กๆ ที่บ้านได้ เช่น ช่วงวันแม่ที่ผ่านมาก็ให้ผู้ปกครองสอนเด็กๆ ทำพวงมาลัย นอกจากนี้ทาง ศพด. ยังมีกิจกรรมเพื่อเน้นการสร้างและกระตุ้นพัฒนาการในตัวเด็กเล็กร่วมด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กผ่านการส่งดินน้ำมันไปให้เด็กปั้นที่บ้าน การฝึกความอดทนและฝึกสมาธิโดยการส่งหนังสือนิทานไปให้เด็ก หลังจากนั้นทาง ศพด. จะให้ผู้ปกครองรายงานกลับมาว่าเด็กฉีกหนังสือนิทานหรือไม่ ส่วนการสร้างปฏิสัมพันธ์จะเน้นการฝึกให้เด็กพูดคุยกับคนในครอบครัวก่อน เพราะระยะนี้เด็กอาจจะไม่สามารถออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ได้” นิยดา กล่าว

นิยดา เล่าต่อไปว่า “ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความเข้าใจ และสามารถนำกิจกรรมไปประยุกต์สอนลูกๆ ได้ค่อนข้างดี” ซึ่งการให้ผู้ปกครองเป็นตัวแทนคุณครูในช่วงที่เปิดการเรียนการสอนไม่ได้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะต้องยึดเป็นแนวทางหลัก เพราะผู้ปกครองเป็นคนที่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุดในระยะนี้ โดยขอฝากถึงผู้ปกครองเพิ่มเติมว่า “ในระหว่างนี้พยายามฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้นให้ได้” แม้ว่าบางครั้งอาจจะเสียเวลารอพวกเขาไปบ้าง แต่การฝึกให้เด็กเล็กทำอะไรง่ายๆ เอง นั้นถือเป็นบทเรียนที่สำคัญกับตัวเด็กเช่นกัน

สุวิดา ศรีนาค ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลตำบลบ่อตรุ อ.ระโนด จ.สงขลา เปิดเผยว่า ในพื้นที่เทศบาลตำบลบ่อตรุมีศูนย์พัฒนาเด็กภายใต้การดูแลจำนวน 4 ศูนย์ มีเด็กเล็กประมาณ 151 คน ครู 15 คน โดยทางเทศบาลได้มีนโยบายในการดูแลเด็กก่อนวัยเรียนตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งได้มีการกำหนดกิจกรรม หลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย พัฒนาด้านสมอง

และส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว รวมไปถึงการพัฒนาสถานที่ ห้องเรียนให้น่าเรียน ซึ่งที่ผ่านมาทางเทศบาลและศูนย์ได้เตรียมความพร้อมรอเปิดเทอมไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทุกอย่างไม่สามารถดำเนินการได้ ทางเทศบาลจึงได้มีการหารือกับครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 4 ศูนย์ เพื่อปรับรูปแบบการเรียนการสอนช่วงที่ต้องปิดศูนย์ฯเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

“รูปแบบการส่งต่อความรู้ไปให้เด็กๆ นั้น เทศบาลได้จัดทำใบงานพร้อมทั้งอธิบายวิธีทำ-วิธีการสอนให้แก่ผู้ปกครอง โดยในใบงานนั้นจะมีกิจกรรมที่ให้เด็กๆ ทำจำนวน 5 กิจกรรม โดยให้ทำวันละ 1 กิจกรรมเท่านั้น ทั้งนี้กิจกรรมที่ใส่เข้าไปในใบงานนั้น จะเป็นกิจกรรที่ช่วยเสริมสร้างทั้งด้านร่างกาย และพัฒนาการด้านการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมให้ผู้ปกครองช่วยเด็กพูดคุย คำตอบถามง่ายๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก กิจกรรมหนึ่งสัปดาห์แรกพบ เป็นกิจกรรมแนะนำเพื่อนร่วมชั้น ครูประจำชั้น ห้องเรียน ผ่านรูปถ่ายบนในงาน เพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยเหมือนกับการได้ไปเรียนจริงในห้องเรียน นอกจากนี้เทศบาลยังได้มีแนวทางให้ครูอัดคลิปวีดีโอสั้นๆ เพื่ออธิบายวิธีการสอนเด็กทำกิจกรรมให้แก่ผู้ปกครองด้วย” ผอ.กองการศึกษา เทศบาลตำบลบ่อตรุ ระบุ

สุวิดา กล่าวต่อไปว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กค่อนข้างมากสิ่งที่เทศบาลและครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กต้องทำคือการปรับกระบวนการ รูปแบบให้การเรียนรู้เกิดความต่อเนื่อง เด็กทุกคนได้ทำกิจกรรมเหมือนกับการมาเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ แต่ต้องทำบนพื้นฐานที่ไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้แก่ผู้ปกครอง เพราะในบางครอบครัวผู้ปกครองต้องออกไปทำงานนอกบ้านปล่อยลูกไว้กับปู่ ย่า ตา ยาย

ดังนั้นทางเทศบาลจึงพยายามหาวิธีการที่จะช่วยให้ผู้ปกครองสอนเด็กๆ ได้ง่ายและสะดวกที่สุด อย่างน้อยหากไม่สามารถสอนตามกิจกรรมที่ให้ไปได้ ผู้ปกครองก็สามารถสอนให้พวกเขาได้ช่วยเหลือตนเองผ่านการให้ทำกิจวัตรประจำวันเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัว และเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กกลับเข้ามาเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ อีกครั้งหลังสถานการณ์ดีขึ้น

ด้าน นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพกายศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า เด็กปฐมวัย ถือเป็นช่วงวัยที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างพัฒนาการ เพราะจุดเริ่มต้นการเรียน และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กจะเริ่มต้นขึ้นในวัยนี้ ซึ่งที่ผ่านมาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่อนข้างมาก แต่จากการประเมินคุณภาพภายนอก สมศ. พบว่า หน่วยงานปกครองท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีมาก

“หลายพื้นที่มีการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองได้นำกิจกรรม หรือแนวทางไปสอนเด็กๆ ที่บ้านต่อ ด้านผลการประเมินคุณภาพภายนอกในระดับการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) ที่ สมศ. ได้ดำเนินการประเมินและรับรองผลไปแล้วนั้น มีสถานศึกษาเข้ารับการประเมินจำนวนทั้งสิ้น 4,540 แห่ง พบว่าสถานศึกษา มีผลการประเมินด้านคุณภาพของเด็กปฐมวัย อยู่ในระดับดีจำนวน 3,307 แห่ง คิดเป็น 73% ของจำนวน ศพด. ทั้งหมด” รักษาการ ผอ.สมศ. กล่าว

ทั้งนี้ สมศ. ได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพทั้งด้านผู้เรียน ด้านการจัดการเรียนการสอนในระยะนี้ โดยศูนย์พัฒนาเด็กจะต้องดำเนินการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของเด็กเล็กให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังต้องพยายามพัฒนา-อบรมครูผู้สอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงไป

รวมถึงได้แนะนำให้ประสานงานกับผู้ปกครองและชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นภายในชุมชนและครอบครัว รวมไปถึงการนำเอาผลการประเมินที่ได้รับไปปรับใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดความต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในส่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ยังไม่ได้รับการประเมิน สมศ.ก็ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการประเมินที่มีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่จะได้รับจากการประเมินภายนอกในรอบปี 2564 ผ่านการให้ความรู้บนช่องทางต่างๆ

โดยเชื่อมั่นว่า การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจะช่วยให้สถานศึกษาในทุกระดับมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน!!!

สำนักงานรับรองมาตรฐาน

และประเมินคุณภาพการศึกษา

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,894,659 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน
อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก
คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี
อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน
อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้
แนวหน้าวาทะเด็ด

Recent Posts

  • ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
  • โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม
  • “ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน
  • คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
  • ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d