Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่าจากถนนข้าวสาร ไทยปิดหนีโควิดต่อไปไหวหรือ? #SootinClaimon.Com

Posted on April 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/566083

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่าจากถนนข้าวสาร  ไทยปิดหนีโควิดต่อไปไหวหรือ?

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่าจากถนนข้าวสาร ไทยปิดหนีโควิดต่อไปไหวหรือ?

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 05.00 น.

“ถามว่ากลัวไหม? ถ้ากลัวเราก็ไม่มีกิน ถามว่าโควิดมันจะเอาคนอายุ 60-70 ไป ถ้าจะไปก็ไปเลย ป้าไม่ได้คิดอะไรแล้ว ไม่มีห่วงแล้ว ถ้าตายลูกป้าก็ได้ฌาปนกิจ ป้าปลงกับชีวิตแล้ว ไม่อยากอะไรแล้ว ขายตรงนี้ วันนี้เรารอดตายแล้วพรุ่งนี้เราต่อสู้กันใหม่ ทุกวันนี้ป้าไม่คิดแล้ว ทุกวันนี้ก็หาเพื่อลูกเพื่อหลาน”

“ป้านา” หญิงวัย 64 ปี บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวขณะกำลังตั้งแผงรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้งและไส้กรอกในพื้นที่ “ถนนข้าวสาร” ซึ่งหากเป็นช่วงเวลาปกติก่อนสถานการณ์โรคระบาด การค้าขายบนถนนข้าวสารต้องบอกว่าคึกคักมาก เมื่อหักต้นทุนแล้ว หากเป็นวันธรรมดาทั่วไปจะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 บาท แต่หากเป็นช่วงพิเศษอย่าง “เทศกาลสงกรานต์” ที่ถนนข้าวสารจะจัดงานระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน ของทุกปี รายได้จะพุ่งไปถึงวันละ 2,000 บาท

ผู้สื่อข่าวพบหญิงชรารายนี้ในวันที่ 13 เม.ย. 2564 วันแรก ของเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ที่คนไทยไม่ได้เล่นสาดน้ำเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลายทั้งในไทยและทั่วโลก ป้านา พื้นเพเป็นคน จ.ปราจีนบุรี แต่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2531 ชี้ให้ดูว่าตนเองต้องพยายามป้องกันด้วยการสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไปและต้องเผชิญความเสี่ยงก็ตาม

“พอมีข่าวล็อกดาวน์ก็จบเลย ทุนก็เททิ้งไปเลย ปีนี้ป้าก็เฉยๆ นะ ปีที่แล้วป้าจมไปไม่ถึงหมื่น ประมาณ 7,000-8,000 บาท แต่มันก็เยอะนะ ซื้อไข่ซื้ออะไรมาแล้ว แต่ปีนี้ป้าไม่ได้ตุนของเลย ป้าขายแบบสบายๆ ไม่หวังแล้วจริงๆ แล้วยิ่งโควิดอย่างนี้
ป้ายังไม่รู้จริงๆ วันนี้ป้าลงของพันกว่าบาทป้าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะอย่างไร? จะมีคนมาเดินมาเที่ยวไหม? ป้าก็ขายของป้าไปเรื่อยๆ” แม่ค้าวัย 64 ปีรายนี้ กล่าว

เช่นเดียวกับ “พี่ดำ” ชายวัย 50 ปี พื้นเพเป็นคน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่มาขับรถสามล้อในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ที่เล่าว่า ก่อนยุคไวรัสโควิด-19 ระบาด มีรายได้จากค่าโดยสาร หักค่าเช่ารถวันละ 400 บาทแล้วยังเหลือเงินกลับบ้านเฉลี่ยวันละ 1,000 บาทในวันธรรมดา และวันละ 2,000 บาทในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยหนึ่งในความภูมิใจคือการที่สามารถส่งลูก 2 คนเรียนจบมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องพึ่งพากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

แต่แล้ววิกฤติโรคระบาดก็พาฝันร้ายมาเยือน โดยช่วงล็อกดาวน์ ระหว่างเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2563 พี่ดำตัดสินใจทิ้งเมืองหลวงไปอาศัยอยู่ที่บ้านภรรยาใน จ.ร้อยเอ็ด และเมื่อกลับมารายได้ก็ไม่ได้ดีอย่างเดิมอีก เฉลี่ยวันละ 400-500 บาท หักค่าใช้จ่ายประจำแล้วเหลือเงินเข้าบ้านเพียง 200 บาทต่อวันเท่านั้น แต่ยังดีอยู่บ้างตรงที่ค่าเช่ารถสามล้อถูกลงเหลือวันละ 100 บาท แม้กระทั่งรถแท็กซี่ก็ยังทราบว่าทุกวันนี้เหลือค่าเช่ารายวันเพียง 200 บาท

โชเฟอร์สามล้อรายนี้ ยอมรับว่า เมื่อสถานบันเทิงกลับมาเปิดได้ย่อมเป็นกังวลว่าสถานการณ์โรคระบาดจะกลับมาอีกจากทั้งการเป็นสถานที่ปิดในห้องปรับอากาศแต่มีคนรวมกลุ่มหนาแน่น บวกกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้การระมัดระวังตัวลดลง แต่ถึงกระนั้นก็เห็นอกเห็นใจเพราะหากไม่อนุญาตให้เปิดเลยย่อมกระทบต่อคนที่ต้องประกอบอาชีพ
ทำมาหากิน

“วัคซีนเท่านั้นที่จะช่วยได้ เอายาสมุนไพร ยาอะไรมันต้านไม่ทันหรอก โรคมันร้ายแรง ตราบใดไม่มีวัคซีน..ยาก! ไม่หาย
อาจจะเป็นกลายพันธุ์ใหม่ไปอีก สายพันธุ์ใหม่บวกไปเยอะ ดูสถานการณ์แล้วเด็กเล็กติดหมด เด็กไม่เคยติดก็ติดแล้วตอนนี้ มันไม่ได้เลือกกินนะโรค คุณจะอายุเท่านี้ๆ จะต้องเลือกกิน มันกินหมด ผมมองไกลๆ นะ อันนี้ความคิดผม ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ถ้ายังไม่ได้วัคซีนพร้อมกันหมด..ยากครับ!” พี่ดำ กล่าว

ขณะที่ ญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสาร ให้ความเห็นว่า “การที่รัฐบาลสร้างกระแสความกลัวโรคระบาดมากจนเกินไป ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้” แทนที่จะอธิบายสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการติดเชื้อโควิด-19 แล้วมีอัตราการป่วย หรือป่วยหนัก หรือเสียชีวิตเท่าไร เพราะ “ไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเชื้อโรค” อย่างในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ที่รัฐพยายามให้การประกอบอาชีพของประชาชนใกล้เคียงปกติมากที่สุด หากติดเชื้อแต่ไม่มีอาการก็ให้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

“คุณบอกเขาก็ได้ เป็นไข้ก็กินยาลดไข้ พาราก็มี ไอก็กินยาแก้ไอ ฟ้าทะลายโจรก็กินไป ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ไข้ลง ออกไปไหนก็ใส่แมส ล้างไม้ล้างมือเสีย ใช้ชีวิตให้มันเป็นปกติ แต่คุณปลูกจิตใต้สำนึก อย่าไปนู่นนี่นั่น แล้วใครหารับประทาน คุณก็ไม่ยื่นข้าวยื่นน้ำให้เขา เราชนะมาตรการเยียวยามันช่วยกระตุ้น มันช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยจริงๆ อันนี้ยอมรับ แต่แล้วท้ายที่สุดแล้วอย่างไรล่ะ ก็หมดแล้ว มันเหมือนกับฉีดยาไประยะหนึ่ง พอเชื้อมันเริ่มต่อต้านขึ้นมา คุณมีเข็มสองไหม เข็มสองก็ไม่มี มาตรการอื่นอย่างไร คุณจะแจกอย่างนี้อีกนานแค่ไหน แจกจนเหมือนกับประเทศอื่นที่เขาล่มสลายหรือ เมื่อไหร่คุณจะสอนให้ประชาชนถือคันเบ็ดตกปลาเอง” ญาดา กล่าว

จากถนนข้าวสารสู่การมองภาพรวมทั้งประเทศ “ในช่วงก่อนวิกฤติไวรัสโควิด-19 ระบาด เศรษฐกิจไทยเคยมี
รายได้จากการท่องเที่ยวหลักล้านล้านบาทต่อปี” และเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีผู้ได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ผู้ค้าอาหารริมทาง ผู้ขับขี่พาหนะรับ-ส่งผู้โดยสาร พนักงานนวด ไปจนถึงผู้ประกอบการโรงแรมและอื่นๆ อีกมากมาย “เราจะอยู่ในสถานการณ์นี้ไปได้อีกนานเท่าไร?” จึงเป็นคำถามสำคัญ

ไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค “Paisal Puchmongkol” เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2564 เสนอแนะ 7 ข้อแก้วิกฤติครั้งนี้ 1.เปิดเสรีนำเข้าวัคซีนโควิด-19 และชุดตรวจหาการติดเชื้อ 2.เลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและกลับสู่การบริหารประเทศตามกลไกปกติ 3.กระทรวงสาธารณสุข ประกาศรายชื่อยาให้ประชาชนใช้รักษาตนเองในเบื้องต้นเมื่อพบอาการผิดปกติ หากอาการหนักจึงค่อยไปโรงพยาบาล

4.เลิกปั่นกระแสสร้างความหวาดกลัวเพื่อให้สังคมกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมถึงยกเลิกการประกาศไทม์ไลน์ว่าผู้ติดเชื้อ
เพื่อป้องกันความแตกแยกในสังคมและป้องกันความเสียหายเกินจริง 5.นำยาค็อกเทลและพลาสมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยปอดอักเสบหรือปอดบวมได้โดยเร็วที่สุด 6.ทำความเข้าใจโดยการเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยโควิดที่แท้จริง โดยแยกจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคปอดอักเสบและวัณโรค ออกจากกันให้ชัดเจน และ 7.แนะนำให้ผู้มีอาการผิดปกติสวมหน้ากาก กักตัวอยู่ในพื้นที่กำหนดของตัวเอง นอกนั้นใช้ชีวิต และทำงานปกติ

เมื่อการปิดกิจการต่างๆ ไม่สามารถทำติดต่อกันได้นานๆ..การอยู่ร่วมกับไวรัสร้ายให้ได้ดังข้อเสนอข้างต้นก็อาจเป็นสิ่งที่น่าคิด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : สงกรานต์’64 โควิดระลอกใหม่ ‘กลับบ้าน’ ชีวิตยังต้องดำเนินไป #SootinClaimon.Com

Posted on April 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/565358

สกู๊ปแนวหน้า : สงกรานต์’64โควิดระลอกใหม่  ‘กลับบ้าน’ชีวิตยังต้องดำเนินไป

สกู๊ปแนวหน้า : สงกรานต์’64โควิดระลอกใหม่ ‘กลับบ้าน’ชีวิตยังต้องดำเนินไป

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.45 น.

“สงกรานต์” เป็น 1 ใน 2 เทศกาลหยุดยาวที่ทุกๆ ปีคนไทยซึ่งทำงานอยู่ตามเมืองใหญ่ต่างๆ โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะได้เดินทางกลับบ้านไปพบหน้าและร่วมเฉลิมฉลองกับครอบครัว เติมพลังใจให้กันและกันก่อนจะกลับมาสู้ชีวิตกันต่อไป กระทั่งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ทำให้ภาพของสงกรานต์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะไม่มีการเล่นสาดน้ำประแป้งแล้ว แม้แต่การเดินทางกลับภูมิลำเนาก็ยังเป็นที่ลังเลของใครหลายคน เพราะบุตรหลานวัยแรงงานกลัวจะนำเชื้อไปแพร่ใส่ญาติผู้ใหญ่สูงวัยที่เคารพรัก

สถานการณ์การระบาดระลอกล่าสุดเริ่มปรากฏเป็นข่าวเมื่อต้นเดือน เม.ย. 2564 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อในกรุงเทพฯ ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปกว่า 40 จังหวัด ดับฝันธุรกิจภาคการท่องเที่ยวที่หวังจะได้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยกันในช่วงหยุดยาวสงกรานต์ 2564 มาต่อลมหายใจระหว่างรอเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สื่อมวลชนรายงานข่าวประชาชนจำนวนมากยกเลิกการจองโรงแรมและคืนตั๋วโดยสารทั้งรถไฟและรถทัวร์ ขณะที่บางจังหวัดตั้งการ์ดสูง กำหนดให้คนมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องกักตัว 14 วัน

ถึงกระนั้น ผู้คนอีกไม่น้อยยังคงตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนา ดังที่ทีมงาน “สกู๊ปแนวหน้า” ตระเวนสำรวจสถานีขนส่งหลายแห่งในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันศุกร์ที่ 9 เม.ย. 2564 อันเป็นวันสุดท้ายของการทำงานก่อนจะหยุดยาวตั้งแต่ 10-15 เม.ย. 2564 เริ่มกันที่ “สถานีรถไฟหัวลำโพง” ซึ่งต้องบอกว่า สงกรานต์ 2564 คงจะเป็นสงกรานต์ครั้งสุดท้ายของที่นี่ เพราะตามแผนของกระทรวงคมนาคม ต้องการย้ายชุมทางรถไฟหลักของกรุงเทพฯ ไปที่ สถานีกลางบางซื่อ ภายในเดือน พ.ย. 2564 ปิดตำนานสถานีรถไฟเก่าแก่ที่รับใช้คนไทยมากว่า 1 ศตวรรษนับตั้งแต่ปี 2459

บ่ายสามโมงเศษๆ บรรยากาศที่หัวลำโพงยังไม่คึกคักมากนัก แต่ก็เริ่มมีคนมาซื้อตั๋วรถไฟหรือบางส่วนก็มาติดต่อคืนตั๋วที่หน้าเคาน์เตอร์ ขณะที่เก้าอี้บริเวณลานกว้างด้านใน กว่าครึ่งถูกจับจองโดยผู้คนที่รอเดินทาง ส่วนด้านหน้าทางเข้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหยิบเจลล้างมือแบบถุงแจกจ่ายให้ผู้ที่ผ่านการวัดอุณหภูมิและได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่สถานี ตามมาตรการลดความเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19

“เพชร” ชายวัย 50 ปี อาชีพรับราชการ สนทนากับผู้สื่อข่าวพลางนั่งรับประทานอาหารบนพื้นหลังแนวเก้าอี้กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ระหว่างรอรถไฟเพื่อกลับบ้านที่ จ.พัทลุง เขากล่าวว่า โควิดรอบนี้ต่างจากรอบที่แล้ว ตรงที่รอบที่แล้วเป็นของใหม่แต่รอบนี้เป็นผลต่อเนื่องกันมา และเชื่อว่าคนจำนวนมากคงเครียดเพราะวิกฤติโรคระบาดนี้ส่งผลกระทบอย่างถ้วนหน้าต่อการใช้ชีวิตไม่มากก็น้อย แม้แต่ข้าราชการที่หลายคนอาจจะมองว่าไม่น่ากระทบเลยก็ตาม

“มันกระทบหมดแหละครับ คืออย่างน้อยๆ การทำงานของเราที่ต้อง Work from Home (ทำงานจากที่บ้าน)อะไรต่างๆ พวกนี้ มันจริงๆ ภาพรวมมันกระทบหมดบางเรื่องสิ่งที่เราเคยทำประจำบางอย่างก็ต้องหยุดเพื่อตรงนี้ถามว่ามีเพื่อนที่ลำบากไหม? มันก็มี คือทุกคนก็บ่นกัน อย่างผมเองก็สัมผัสหลากหลายอาชีพ เราก็จะรับฟังจากคนโน้นคนนี้ ถามว่ามีกรณีไหนฟังแล้วสะเทือนใจบ้างไหม? ส่วนมากก็เป็นภาคบริการ คือบางคนไม่ได้มีเงินเก็บ บางคนหาเช้ากินค่ำ พอไม่มีเงินเก็บ ไปทำอะไรต่างๆ มันถูกปิดไปหมดก็ลำบาก จากเดิมทำงานมีรายได้ทุกวันๆ ไม่มีเงินเก็บก็จริงแต่เขาก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่พอเขาไม่สามารถไปทำงาน เขาก็ไม่มีรายได้ตรงนั้น” เพชร กล่าว

เมื่อถามต่อไปว่ากังวลหรือไม่กับการเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟท่ามกลางข่าวสถานการณ์โรคระบาดที่ค่อนข้างรุนแรง หนุ่มใหญ่รายนี้ยอมรับว่ากังวลอยู่บ้าง แต่ตนเองก็ต้องมีมาตรการป้องกัน เช่น สวมหน้ากากปิดปาก-จมูกตลอดการเดินทาง แต่ก็ยังใจชื้นได้บ้างเพราะเลือกโดยสารรถไฟชั้น 3 ซึ่งเป็นรถเปิดหน้าต่างโล่งไม่ใช่รถปรับอากาศ ดังนั้นความเสี่ยงน่าจะลดลงบ้าง สุดท้ายเมื่อถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับทั้งคนที่คืนและไม่คืนตั๋ว เรื่องนี้มองว่าแต่ละคนมีเหตุจำเป็นที่ต้องเดินทางไม่เหมือนกัน

จากหัวลำโพง ผู้สื่อข่าวเดินทางต่อไปยัง “สถานีรถโดยสารสายใต้ใหม่ (ถนนบรมราชชนนี)” เมื่อไปถึงในเวลาประมาณ 17.10 น. บรรยากาศยังไม่คึกคักมากนัก โดย “อนุชา” หนุ่มใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าเวรดูแลชานชาลาประจำวัน เล่าว่า วันที่ 9 เม.ย. 2564 กลับมีผู้ใช้บริการน้อยกว่าวันที่ 8 เม.ย. 2564 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนโยบายที่คลุมเครือ ในขณะที่ส่วนกลางไม่ห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด แต่บางจังหวัดออกประกาศกำหนดให้คนเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเมื่อไปถึงแล้วต้องกักตัว 14 วัน ถึงกระนั้นก็ต้องรอดูหลังเวลา 18.00 น. อีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรอจนถึงเวลา 18.00 น. เศษๆ โดยประมาณ พบบรรยากาศที่ขนส่งสายใต้เริ่มคึกคักขึ้น ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามารอรถที่ชานชาลาจนเริ่มหนาแน่น หนึ่งในนั้นคือ
“ป้าประจวบ” หญิงวัย 65 ปี ที่เดินทางมาหาลูกสะใภ้ที่กรุงเทพฯ แต่ก็ต้องรีบกลับ จ.นครศรีธรรมราช อย่างเร่งด่วนหลังจากที่ค้างได้เพียงคืนเดียว โดยป้าประจวบ เล่าว่า อยู่ที่บ้านมีหน้าที่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ด้วย ซึ่งในการระบาดระลอกแรกเมื่อ 1 ปีก่อน ก็ได้ออกไปช่วยตรวจตราตามตลาดแถวบ้าน ให้ผู้ขายและผู้ซื้อปฏิบัติตามมาตรการลดความเสี่ยงโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

“อยากให้ช่วยกันระวังตัวหน่อย เสี่ยงเยอะให้ระวังตัวกันด้วย ไปถึงบ้านถ้าเขาให้กักตัวก็กักเลย อย่าไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่มันอันตรายกับเพื่อนอยู่ นี่ป้าก็เป็นห่วงว่า
พาหลานไปเขาจะให้กักตัวไหม? ไปถึงเราต้องแจ้งทาง รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ถ้าให้กักก็กัก ป้าไปถึงต้องแจ้งทางโน้นเลย หรือไม่ก็ชุมชนหรือกำนันว่าเรามาจากกรุงเทพฯ” ป้าประจวบ ระบุ

เวลาประมาณเกือบสามทุ่ม ผู้สื่อข่าวปิดท้ายการสำรวจที่ “สถานีขนส่งสายเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิต 2)” แต่ก่อนจะมาถึงที่นี่ ได้มีการแวะไปดูที่ “สถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย)” ก่อนในเวลาราวๆ สองทุ่ม ซึ่งบรรยากาศของขนส่งเอกมัยค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับหัวลำโพงหรือสายใต้ใหม่ และรวมถึงหมอชิต 2 ที่พบว่าแม้เวลาจะล่วงเลยเข้าผ่าน 21.00 น. มาแล้ว แต่ผู้คนก็ยังทยอยมานั่งรอตามม้านั่งหรือซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์

“โก” คุณลุงวัย 65 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ และ จ.นนทบุรี อาชีพคนงานก่อสร้าง ตอนที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดครั้งแรกในปีที่แล้วไม่ได้รับผลกระทบอะไรเพราะงานก่อสร้างที่ทำไม่ได้ถูกระงับ กระทั่งในปีนี้เมื่อไม่ได้ทำงานมาหลายวันจึงตัดสินใจเกษียณตัวเองด้วยการเดินทางกลับบ้านไปอยู่กับหลานที่ จ.นครราชสีมา แต่ก็ยังแย้มนิดๆ ว่าในอนาคตหากสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลงอาจจะกลับมาเมืองหลวงและปริมณฑลอีกครั้ง แต่วันนั้นคงหารายได้ด้วยการเก็บของเก่าขายแทน เพราะอายุขนาดนี้คงไม่มีใครจ้างให้ทำงานก่อสร้างแล้ว

“เราเดินทางหนึ่งก็รักษาความสะอาด สองก็ใส่แมสไม่อึดอัดถ้าต้องใส่ตลอดการเดินทางเพราะว่ามันจำเป็น แล้วต้องช่วยกันครับ ถ้าไม่ช่วยกันแล้วจะทำอย่างไรได้ ผมติดคุณ คุณติดผม” ลุงโก กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนกับป่า’ อยู่ร่วมกันได้ โลกเปลี่ยน..เมื่อไหร่ไทยปรับ? #SootinClaimon.Com

Posted on April 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/565157

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนกับป่า’อยู่ร่วมกันได้  โลกเปลี่ยน..เมื่อไหร่ไทยปรับ?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนกับป่า’อยู่ร่วมกันได้ โลกเปลี่ยน..เมื่อไหร่ไทยปรับ?

วันเสาร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

เดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่มีประเด็นร้อนเรื่อง “คนกับป่า” เช่น ในช่วงปลายเดือนที่มีข่าวชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ถูกลงโทษ “ปลดออกจากราชการ” จากที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ตามมติการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

มติปลดออกดังกล่าวเนื่องมาจาก ชัยวัฒน์ เกี่ยวข้องกับกรณี “นำกำลังเจ้าหน้าที่บุกเผาบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย เมื่อปี 2554” ซึ่งในขณะที่ฝ่ายหนึ่งซึ่งต่อสู้เรื่องการอยู่ร่วมกันได้ของป่ากับชุมชน รวมถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ มองว่าคำสั่งปลดออกนี้เท่ากับความยุติธรรมบังเกิดแล้ว แต่สำหรับฝ่ายที่สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นธรรมและทำลายขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

และย้อนไปอีกในช่วงต้นเดือนเดียวกัน ในช่วงที่สถานการณ์ “#Saveบางกลอย” กำลังตึงเครียด เมื่อมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมเฮลิคอปเตอร์เข้าไปนำตัวชาวบ้านที่ขอกลับไปอาศัย ณ “บ้านใจแผ่นดิน” หรือบ้านบางกลอยบน ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานออกมา พร้อมตั้งข้อหาบุกรุกป่าก่อนที่ศาลจะให้ประกันตัว ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษา “พีมูฟ” ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องคนกับป่า ในวันที่พีมูฟมาช่วยจัดกิจกรรมเสวนา“ก่อนฟ้าสางที่…บางกลอย” ที่เวทีชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล ไว้อย่างน่าสนใจ

“มีป่าไม้น้อยมากที่ไม่เชื่อแนวคิดนั้น (หมายถึงไม่เชื่อในแนวคิดที่ว่าในป่าต้องไม่มีคนอยู่) แต่ท้ายที่สุดก็อยู่ในระบบไม่ได้ มันถูกปลูกฝังมาจากสถาบันการศึกษา มันมีอยู่สถาบันเดียว ความรู้วิชาวนศาสตร์มันไม่เป็นสหวิทยาการ เหมือนกับคณะรัฐศาสตร์ที่สอนได้ทุกมหา’ลัย มันก็จะเกิดการแข่งขัน ในขณะที่วิชาวนศาสตร์ในประเทศไทยมันไม่เกิดการแข่งขัน มันผูกขาดอยู่ในสถาบันเดียว แล้วมันก็มีระบบโซตัส (SOTUS) ระบบพี่ระบบน้อง แล้วคนเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลิตเข้ามาในระบบ ใน 2-3 กรมในกระทรวงทรัพย์ ฉะนั้นมันก็ต้องสั่งสมวิธีคิดแบบนี้”

นี่คือความเห็นที่ ประยงค์ กล่าวถึง “ความคิดกระแสหลักของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ” ทำให้การทำงานกับเจ้าหน้าที่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย “มันเป็นมายาคติเกี่ยวกับเรื่องป่าที่เข้าใจกันผิดๆ คือถ้าเชื่อว่าคนอยู่กับป่าไม่ได้ อย่างไรมันก็ยอมรับอะไรไม่ได้เลย” เมื่อประกอบกับการที่ “ชาวบางกลอยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” ปัญหาก็ยิ่งทวีความซับซ้อนยุ่งยากขึ้นไปอีก

ที่ปรึกษาพีมูฟ เล่าต่อไปว่า “แนวคิดนำคนออกจากป่าเดิมเกิดในโลกตะวันตก..แต่วันนี้ตะวันตกก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว” เช่น สหรัฐอเมริกา ในอดีตเคยห้ามชาวอินเดียนแดงเข้าไปในอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน แต่ปัจจุบันแม้จะไม่ถึงขั้นอนุญาตให้เข้าไปอยู่อาศัย แต่ก็อนุโลมให้เข้าไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อได้ ในทวีปยุโรปเองก็มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ปรับ และนั่นทำให้เกิดปัญหากับ 4,100 ชุมชนทั่วประเทศ

“สิ่งที่ยอมรับกันไม่ได้ใน 4,100 ชุมชนคือเขาอยู่มาก่อนประกาศอุทยานทั้งสิ้น หมายถึงประวัติชุมชนในอุทยานคล้ายๆ บางกลอย ปัญหาคือคนที่ไปเปิดใช้ที่ดินหลังประกาศอุทยานควรจะเป็นคนที่โดนข้อหาบุกรุกคนที่อยู่มาก่อน สิ่งที่อยู่มาก่อนเป็นไปไม่ได้ที่จะไปบุกรุกสิ่งที่มาทีหลัง ทีนี้เขาไม่ยอมการพิสูจน์สิทธิ์ตรงนี้ก็เลยเหมาไป อันนี้หลักคิดเรื่องนี้เลย ยอมให้คนอยู่กับป่าไม่ได้ ถึงแม้ตอนนี้ยอมรับความจริงแล้วว่าคุณไปประกาศทับเขาไว้ 4,200,000 ก็ยังไม่ยอม ยังไงก็ยังเป็นอุทยานอยู่ แต่อนุญาตให้คุณอยู่ชั่วคราว เป็นอาณานิคมผมต่อไป” ประยงค์กล่าว

ที่ปรึกษาพีมูฟ ให้ความเห็นอีกว่า “อย่างน้อยก็ควรให้สิทธิ์ชุมชนอยู่ได้ภายใต้เงื่อนไข” เช่น ห้ามขายพื้นที่ออกจากแนวเขตเดิมที่กันไว้ ห้ามนำที่ดินไปขาย โดยให้สิทธิ์แบบชุมชนเพื่อให้ช่วยกันควบคุมดูแล พร้อมกับกล่าวถึงบทเรียนจาก “คชก.” ที่เกิดขึ้นใน 2535 ซึ่งมีการอพยพชาวบ้านออกจากป่าเช่นกัน แต่ชาวบ้านก็ต่อสู้จนท้ายที่สุดเกิดเป็นกรณี “คชก. คืนถิ่น” ที่ชาวบ้านสามารถกลับไปอาศัยยังพื้นที่ทำกินเดิม

คดีเผาไล่ที่ชาวบ้านบางกลอยหรือใจแผ่นดินนั้น ศาลปกครองมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2561 แม้จะไม่อนุญาตให้ชาวบ้านกลุ่มที่ฟ้องคดีกลับไปอยู่ในพื้นที่
ดังกล่าวได้เพราะไม่มีหลักฐานเอกสารสิทธิ แต่ก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้านที่ร่วมกันฟ้องคดีนี้ด้วย รวมถึงยอมรับการมีอยู่จริงของบ้านใจแผ่นดินในฐานะชุมชนเก่าแก่

อนึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดถึง มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าลำดับศักดิ์กฎหมายต่ำกว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นำไปสู่การผลักดัน “(ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งในงานเสวนา “มานุษยวิทยากฎหมายกับพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการชุมนุมกรณีบางกลอยข้างทำเนียบรัฐบาล มีการสรุปข้อน่าสนใจของร่างกฎหมายนี้

เช่น ให้ก่อตั้งคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) การรับรองสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์ เป็นพื้นที่กลางให้แต่ละกลุ่มได้มาหารือกันในข้อเสนอถึงภาครัฐเกี่ยวกับการดูแลประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงให้จัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อใช้ประกอบการออกนโยบายต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนพื้นที่ที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์รวม 63 กลุ่ม หรือ 6.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 9.68 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องปฏิบัติตามทั้งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 70 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ และภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยไปลงนามยอมรับไว้ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD) กับ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) ร่างกฎหมายนี้จึงมีความสำคัญ

ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า หาก (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สามารถผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้จริงและใช้แล้วได้ผลดี อาทิ เกิดพื้นที่คุ้มครองเชิงวัฒนธรรมแล้วพบว่าคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความอุดมสมบูรณ์ยังคงอยู่ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้ใช้ประโยชน์ ก็อาจนำไปสู่การขยายผล ซึ่งข้อพิพาทกรณีชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังร่วมถึงชุมชนทั่วไปด้วย

“จริงๆ แล้วเราต้องเปลี่ยนระบบคิด เพราะถ้าเราดูพื้นที่ป่าสงวน อุทยาน พื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า มีอยู่กี่ล้านไร่แล้วเรามีบุคลากรเท่าไหร่ ไม่พอ ฉะนั้นเราต้องดึงพลังเหล่านี้เข้ามาเป็นพลังบวก แทนที่เราจะขัดแย้งกันระหว่างคน 6 ล้านกว่าคนกับรัฐไทย ดึงมาเป็นพลังบวกเลย เป้าหมายยังอยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์อยู่ ความอุดมสมบูรณ์ยังเป็นเป้าหมายหลัก แต่ว่าแน่นอน หน่อไม้หน่อน้อยที่มันไม่ได้กระทบความอุดมสมบูรณ์ใหญ่ เพื่อการดำรงชีวิต ถ้าเราปรับตรงนี้ได้ ผมคงว่าตรงนี้จะเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นพลังบวกของสังคม” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เดินหน้า ‘บำนาญพื้นฐาน’ สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุไทย #SootinClaimon.Com

Posted on April 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/563784

สกู๊ปแนวหน้า : เดินหน้า‘บำนาญพื้นฐาน’  สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุไทย

สกู๊ปแนวหน้า : เดินหน้า‘บำนาญพื้นฐาน’ สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุไทย

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.45 น.

“เบี้ยยังชีพอาจยังไม่ได้ใช้หลักการของประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เราก็เลยเห็นว่าความสำคัญของมันคือต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อนว่าถ้าเราคิดว่ามันเป็นเบี้ยยังชีพเราก็จะให้เป็นตัวเลขที่ไม่สมเหตุสมผล ที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จริง ทีนี้ถ้าตัวเลขจะสมเหตุสมผลก็ต้องคิดใหม่ว่าสิทธิ์ของผู้สูงอายุควรจะมีชีวิตพื้นฐานให้มันอยู่รอดปลอดภัยมีคุณภาพ มันควรจะอยู่ได้”

คำกล่าวของ สุรีย์รัตน์ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ในเวทีเสวนา “บำนาญแห่งชาติ เป็นจริงได้อย่างไรในร่างแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. ….” ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภาคประชาชนเรียกร้อง“บำนาญพื้นฐาน” มากว่า 10 ปี ต่อเนื่องมาจากการขับเคลื่อนกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจนสำเร็จในปี2545 จากนั้นเมื่อเริ่มเห็นว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยทำให้ในปี 2550 เริ่มมีการพูดคุยเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้สูงอายุจนเกิดระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขึ้นและได้รับการสานต่อแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลไปหลายชุดและต่างพรรคการเมืองก็ตาม

แต่การขับเคลื่อนบำนาญพื้นฐาน หรือ “การจ่ายเงินให้คนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาทอย่างถ้วนหน้า” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยหลังจากภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อได้กว่า 13,000 คน ซึ่งเข้าเกณฑ์การเสนอกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนเข้าชื่อไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคนแล้ว ยังต้องคอยติดตามทวงถาม อาทิ ในวันที่ 13 ก.ค. 2563 ภาคประชาชนมีการจัดกิจกรรม “ปาร์ตี้ปิ่นโต” นัดกินข้าวที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

กลับมาที่งานเสวนา สุรีย์รัตน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่มีศักยภาพ เช่น ออมเงินมาทั้งชีวิต หรือมีระบบบำนาญอื่นมาเสริมก็ไม่เป็นไร แต่พื้นฐานต้องขอให้ยกระดับ จึงเป็นที่มาของการขอปรับจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ขยับขึ้นมาเป็นบำนาญพื้นฐานเดือนละ 3,000 บาท ที่อิงกับเส้นความยากจน อันหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ประชาชนสามารถมีจ่ายเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้ในแต่ละเดือน

ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน ไม่ควรรับรองกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากร่างกฎหมายบำนาญพื้นฐานภาคประชาชนซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.
ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ที่มีกลไกการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่หากต้องการผลักดันเรื่องนี้ รัฐบาลก็สามารถแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ได้

“สมมุติถ้าเรายึดที่เส้นความยากจน แล้วสภาพัฒน์ก็มีการประเมินว่ามีคนยากจนอยู่เท่าไร ถ้าผู้สูงอายุ 10 ล้านคนได้เงิน เปลี่ยนจากเบี้ยยังชีพเป็นบำนาญพื้นฐานคนละ 3,000 บาทต่อเดือน พวกนี้ก้าวข้ามเส้นความยากจนทันทีเลย เราตอบโจทย์ SDG (เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ของ UN (สหประชาชาติ) ได้เลย เป็นผลงานรัฐบาลเลยว่าเราแก้ปัญหาความยากจน” นิมิตร์ กล่าว

ด้าน เนืองนิช ชิดนอก ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในฐานะผู้ร่วมเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติฉบับประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมารายได้ในการดูแลผู้สูงอายุมาจากบุตรหลานที่เป็นประชากรวัยทำงาน แต่ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ตลอดจนคนวัยทำงานเองก็มีครอบครัว มีลูกของตนเองต้องดูแล เมื่อต้องมาดูแลพ่อแม่ที่สูงอายุด้วยจึงกลายเป็นความไม่เพียงพอ

“พอไม่เพียงพอก็ต้องเป็นภาครัฐที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย อย่างที่บอกว่าขีดความยากจนมันมีให้อยู่แล้วว่าจะต้องช่วยเหลือประมาณเท่าไร มันก็ควรจะให้ และจากปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าปี 2551-2554 ที่ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 200 เป็น 500 บาท แล้วเปลี่ยนเป็นขั้นบันได เช่น 60 ปีได้ 600 บาท จน 90 ปีได้ 1,000 บาท งานวิจัยของอาจารย์เดชรัต (เดชรัต สุขกำเนิด อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) จะเห็นตัวเลขว่าภายใน 3 ปี มันสามารถลดคนจนที่เป็นผู้สูงอายุลงได้ถึง 7 แสนคน” ปธ.เครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าว

มุมมองจากตัวแทนภาครัฐ กันตพงศ์ รังษีสว่าง รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยอมรับว่า
ความท้าทายสำคัญอยู่ที่จะหาเงินมาจากแหล่งใด โดยหนึ่งในสิ่งที่ พม. กำลังศึกษา คือการให้เงินตามแนวคิดรายได้พื้นฐานหรือ UBI (Universal Basic Income) เดือนละ 3,000 บาท กับครัวเรือนเปราะบางว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะจากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าประเทศไทยมีครัวเรือนเปราะบางมากถึง 4.1 ล้านครัวเรือน จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยนำ 4.1 ล้านครัวเรือน คูณด้วย 3,000 บาท และคูณด้วย 12 เดือน จึงกลายเป็นความหนักใจของทางสำนักงบประมาณ ซึ่งก็อาจต้องหาบางพื้นที่เพื่อทำเป็นพื้นที่นำร่องก่อน

“เรามีผู้สูงอายุในปัจจุบันจำนวน 12 ล้านคนเศษๆ ร้อยละ 20 ของประชากร 66 ล้านคนเศษ เรามีผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 10,300,000 คนเศษๆ เป็นภาระที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายงบประมาณจ่ายให้กับผู้สูงอายุต่อปีประมาณ 86,000 กว่าล้านบาท แล้วเพิ่มขึ้นทุกปี จากเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่มีผู้สูงอายุอยู่ประมาณ 6-7 ล้านคน งบประมาณตอนนั้นยังไม่กระทบกระเทือนมากนัก เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มมาเป็น 10,300,000 คน ที่มารับเบี้ยยังชีพ เริ่มหนัก” รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ระบุ

ความเห็นของฝ่ายการเมือง สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติในคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่วมกับ สส. ที่แม้จะต่างพรรคการเมืองโดยมีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ก็เห็นตรงกันให้ผลักดันเรื่องนี้ด้วยการเสนอ “(ร่าง) พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ. ..” ต่อประธานรัฐสภาแล้ว ขณะนี้เหลือแต่เพียงรอการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ยืนยัน“เงินมีแน่นอน”

โดยสามารถหาได้จากหลายช่องทางหากกล้าทำ เช่น รายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน บ่อนการพนันถูกกฎหมาย ภาษียาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าสัมปทานต่างๆ การยกเลิกสิทธิประโยชน์ BOI ในบางส่วนที่ควรยกเลิก ภาษีรถ ภาษีน้ำมัน เป็นต้น และหวังว่า (ร่าง) พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ. .. จะสามารถเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อเปิดสมัยประชุมในเดือน พ.ค. 2564 และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ อาจดำเนินการแบบขั้นบันได ปีแรกจ่าย 1,000-2,000 บาทต่อเดือนก็ได้ แต่ให้ครบ 3,000 บาทต่อเดือนภายในเวลา 3 ปี

“ทุกคนที่เกี่ยวข้องที่เชิญมา หน่วยงานภาครัฐเขาตอบไม่ได้ว่าจะให้-ไม่ให้ เขาพูดแบบมีเงื่อนไขว่าถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาล” ปธ.อนุ กมธ. บำนาญแห่งชาติ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนฐานราก แก้วิกฤติเหลื่อมล้ำ-ขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

Posted on March 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/562226

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนฐานราก แก้วิกฤติเหลื่อมล้ำ-ขัดแย้ง

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนฐานราก แก้วิกฤติเหลื่อมล้ำ-ขัดแย้ง

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 07.40 น.

เรียกได้ว่ายิ้มออกกันเสียทีสำหรับชาวบ้าน ชุมชนสันติพัฒนา ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี กรณี ศาลปกครองกลาง มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2564 ให้ กรมที่ดิน ดำเนินการเพิกถอนโฉนดและ น.ส.3 ก รวม 23 แปลงซึ่งออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังเกิดข้อพิพาทยืดเยื้อนานกว่าทศวรรษเนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่องว่าบริษัทเอกชนขนาดใหญ่อ้างสิทธิ์อย่างไม่ถูกต้องเข้าครอบครองพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ และระหว่างทางของการต่อสู้ชาวบ้านยังถูกข่มขู่คุกคามถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากมองไปให้ไกลกว่าการต่อสู้ของชาวบ้านชุมชนสันติพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมิชอบของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ชุมพร กระบี่ และสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ปี 2546 เรื่องนี้ยังเผยให้เห็นนโยบายของรัฐหรือผู้มีอำนาจในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับนายทุนหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม มากกว่าชาวบ้านคนเล็กคนน้อย หรือที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเสมอมาทุกยุคสมัย ผ่านกระบวนการเอื้อประโยชน์ทั้งด้วยวิธีถูกและผิดกฎหมาย

“เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นำมาซึ่ง พ.ร.บ. ตัวใหม่ ก็คือ พ.ร.บ. ส.ป.ก. ที่เรารู้จักกันดี แต่ว่าจนถึงปัจจุบันนี้ส.ป.ก. สามารถที่จะเอาที่ดินมาปฏิรูปได้ประมาณ 30 ล้านไร่ เยอะนะครับ แต่ว่าจริงๆ แล้วการปฏิรูปที่ดินมันน่าจะปฏิรูปเฉพาะใน 120 ล้านไร่ที่อออมาเป็นโฉนด แต่กลายเป็นว่าส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไปเอาที่ดินที่เป็นของรัฐ เป็นของในป่าป่าเสื่อมโทรม มาให้ชาวบ้าน ฉะนั้นก็ไม่แปลกใจถึงเรื่องของการกระจุกตัวของที่ดินเดิมจนถึงปัจจุบัน”

ข้อสังเกตจาก ผศ.วิทยา อาภรณ์ อาจารย์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาชาวิชาการศึกษาทั่วไป สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัย
วลัยลักษณ์ ที่กล่าวในเวทีเสวนา “น.ส.3 ทับเขตป่า จับตาคดีต้นแบบศาลปกครองเตรียมอ่านคำพิพากษา เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายของเอกชน สู่แนวทางการจัดการที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ร่วมโฉนดชุมชน สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้” ณ สำนักงานนักเรียนคริสเตียน ย่านราชเทวี กรุงเทพฯ วันที่ 18 มี.ค. 2564 หรือหนึ่งวันก่อนหน้าศาลปกครองกลางจะมีคำตัดสินในคดีนี้

อาจารย์วิทยา กล่าวถึงข้อค้นพบเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินในประเทศไทยที่เคยมีนักวิชาการหลายท่านทำการศึกษาไว้ โดยสรุปคือ ประเทศไทยมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 320 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นที่ดินที่สามารถออกโฉนดได้ประมาณ 120 ล้านไร่ ในจำนวน 120 ล้านไร่นี้มีคนเพียงร้อยละ 10 ที่มีที่ดินเกิน 100 ไร่ ส่วนคนอีกร้อยละ 90 มีที่ดินไม่ถึง 1 ไร่ หรือหากใช้วิธีแบ่งคนออกเป็น 5 กลุ่ม จะพบว่าคนเพียงร้อยละ 20 ถือครองเอกสารสิทธิที่ดินไว้ถึงร้อยละ 80 เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อไปดูการจัดการที่ดินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ที่มีคณะกรรมการซึ่งมีอำนาจในการกำหนดแผนการพัฒนาพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ขั้นตอนปกติตามกฎหมาย ตลอดจนมีการเพิกถอนสถานะพื้นที่อนุรักษ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะเอื้อต่อกลุ่มทุน ทั้งนี้ ยังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้นอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ

“ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคจีนี (GINI) สมมุติประเทศไทยมี 120 ล้านไร่ที่ออกโฉนดได้ ถ้าทุกคนได้คนละ 2 ไร่ (คิดจากประชากรประมาณ 60 ล้านคน) ความไม่เสมอภาคไม่มีเลย เท่ากับ 0 แต่ถ้าที่ดินทุกแปลงในประเทศไทยไปอยู่ที่คน 1 คน นั่นคือเหลื่อมล้ำเต็มที่ ฉะนั้นยิ่งดัชนีตัวนี้สูงขึ้นเท่าไร มันแสดงว่าที่ดินกระจุกอยู่ที่ใครบางกลุ่มมาก ทีนี้ของเราจาก 1 GINI ไปถึง 0.9 แล้ว ฉะนั้นมันน่ากลัวมากถ้าเราดูตัวเลขนี้ ดัชนีของ GINI นี้

ทีนี้เมื่อกระจุกแล้วคนอื่นก็ไม่ได้ประโยชน์นะครับ ที่ดินไปกระจุกอยู่ในมือ เอาไปไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกเหมือนกัน เอาไปไว้เฉยๆ ก็มีคนเคยไปศึกษาเหมือนกันว่าที่ดินไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เยอะแยะเหมือนกัน แล้วพอไปดูอีกฟากหนึ่งของคนที่ไม่มีที่ดินก็จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” อาจารย์วิทยา ระบุ

นักวิชาการผู้นี้ ยังเล่าถึงความพยายามปฏิรูปที่ดินในบางยุคสมัย เช่น ในปี 2497 ที่มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน รัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม มีนโยบาย “จำกัดการถือครองที่ดิน” แต่แล้วในปี 2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ขึ้นมามีอำนาจแทน จอมพล ป. ได้ใช้อำนาจคณะปฏิวัติยกเลิกนโยบายดังกลาว ทำให้ประเทศไทยไม่เคยมีการจำกัดการถือครองที่ดินอีกเลย และนั่นทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินเกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า การที่ภาครัฐให้น้ำหนักกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือภาคอุตสาหกรรมมากกว่าคนเล็กคนน้อยหรือภาคเกษตรกรรม อาจเป็นเพราะมองเห็นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เป็นที่ตั้งซึ่ง อาจารย์วิทยา ให้ความเห็นว่า การเข้าสู่สังคมทุนนิยมที่ต้องการเพิ่ม GDP ก็ต้องเข้าสู่อุตสาหกรรม แต่หากเข้าไปโดยที่ความเหลื่อมล้ำยังสูง คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่สะสมที่ดินจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องมีการปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้แต่ละคนสามารถออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของตนเองได้ ซึ่งจะส่งผลถึงความมั่งคั่งรวมของประเทศด้วย

“หากที่ดินอยู่ในมือคนจำนวนน้อย ดังที่มีตัวเลขออกมาว่า 70%เขาไม่ทำอะไร มันนำไปสู่การที่ GDP ลดลง และในที่สุดคน 90% ที่ไม่มีที่ดิน ลูกหลานเขาก็ไม่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ นั่นคือโอกาสทำให้ GDP ลดลงในระยะยาวด้วยซ้ำไป และถึงที่สุดแล้วในระยะยาวประเทศไหนที่ปฏิรูปที่ดินช้า ความรุนแรงในการกระจายที่ดินก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น มันจะไม่ปฏิรูปที่ดิน แต่เป็นปฏิวัติที่ดิน” ผศ.วิทยา กล่าว

ด้าน สมชาย ฝั่งชลจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเสริมว่า เมื่อทุนมีอำนาจจัดสรรทรัพยากรก็จะใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรเพื่อตอบสนองทุนคำถามคือประชาชนอยู่ตรงไหน? ในขณะที่คิดกันว่าอุตสาหกรรมจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีขึ้น คำถามคือเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า?

“ผมไปดูโรงงานที่จ.ชลบุรีมา ในโรงงานหุ่นยนต์ทั้งนั้นที่จริงเขาใช้แรงงานคนเป็นพัน แต่วันนี้ใช้โปรแกรมและใช้คนคุมแค่ 3 คน นี่คือความล้มเหลว ถ้าเราคิดว่าอุตสาหกรรมจะมาสร้างเทคโนโลยี ชีวิตที่ดีขึ้น มันไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องหันกลับมาดูว่าในภาคเกษตรจะทำอย่างไร” รอง ปธ.กมธ.ที่ดินฯ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘นพ.พลเดช ปิ่นประทีป’ การเมืองดีเริ่มที่ชุมชนฐานราก #SootinClaimon.Com

Posted on March 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/561523

‘นพ.พลเดช ปิ่นประทีป’  การเมืองดีเริ่มที่ชุมชนฐานราก

‘นพ.พลเดช ปิ่นประทีป’ การเมืองดีเริ่มที่ชุมชนฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ประชาธิปไตย” แม้จะเป็นระบอบการปกครองที่ให้สิทธิประชาชนได้เลือกผู้ปกครองจากความต้องการของตนเองผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นการรับประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าระบอบการปกครองอื่นๆ แต่ก็ยังมีผลข้างเคียง อาทิ “การซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ปัญหาที่ถูกพูดถึงมาช้านานแต่ยังพบเห็นในยุคปัจจุบัน รวมถึง “ความแตกแยกในสังคม” อันเป็นความท้าทายในยุคดิจิทัล เมื่อแต่ละคนสามารถสื่อสารนำเสนออะไรก็ได้บนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดกลุ่มก้อนที่ต่างก็ยึดมั่นถือมั่นแต่แนวคิดของตนอย่างสุดซอยและรับฟังมุมมองของฝ่ายอื่นๆ น้อยลง

จากปัญหาข้างต้น คำถามที่ตามมาคือ “แล้วเราจะสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแบบมีคุณภาพได้อย่างไร” ประเด็นนี้ “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้รับฟังมุมมองจาก นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาเป็น สว. ท่านก็ทำงานกับภาคประชาชนมานาน อาทิ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จึงเห็นถึงความสำคัญของ “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างมากว่านี่คือ “รากฐาน” ของประชาธิปไตย

“องค์กรชุมชนในระดับหมู่บ้านมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มายุ่งการเมืองข้างบนเพราะการเมืองข้างบนมีแต่การต่อสู้แก่งแย่ง ช่วงชิง เป็นเรื่องอำนาจผลประโยชน์ มันไกลตัวจากพวกเขาจึงต้องมีการจัดการตัวเอง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การเมืองข้างบนลงไปถึงเขาก็จะแตกหมด แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ดังนั้น พิษภัยการเมืองระดับชาติต้องไม่ให้ลงมาในระดับฐานราก” นพ.พลเดช กล่าว

นพ.พลเดชกล่าวต่อไปว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นองค์รวม มีองค์ประกอบเปรียบเสมือนพีระมิด โดยเฉพาะ “ส่วนฐานคือประชาธิปไตยฐานรากหรือประชาธิปไตยชุมชน ที่มีความสำคัญแต่ที่ผ่านมามักไม่ค่อยถูกพูดถึงในการปฏิรูปการเมือง” ประชาธิปไตยดังกล่าวนั้นว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาแบบพึ่งพาตนเอง คือชุมชนเข้มแข็งในระดับหมู่บ้านที่มีกว่า 8 หมื่นหมู่บ้านถือว่าเยอะมากและยังย่อยเป็นองค์กรชุมชนที่หลากหลาย เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น ก่อให้เกิดสังคมเครือข่ายแต่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว

ทั้งนี้ “การปฏิรูปการเมืองไม่อาจทำจากข้างบน แต่ต้องทำให้ฐานรากแข็งแรง แล้วให้ข้างล่างลุกขึ้นไปสร้างความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำอยู่ตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาในฐานะ สว. คือการขับเคลื่อน “การเมืองแบบมีส่วนร่วม”จากฐานรากสู่ตรงกลาง หมายถึงประชาชนมีส่วนเสนอนโยบายการพัฒนาในระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น

จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่ระดับยอดพีระมิดคือการเมืองในระดับประเทศ อันหมายถึงระบอบประชาธิปไตยตัวแทนผ่านสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา ซึ่งประชาชนจะสนใจการเมืองระดับนี้มากที่สุด โดยหากจะปฏิรูปการเมืองต้องทำทั้งระบบ นำทั้งสามองค์ประกอบมาบูรณาการเข้าด้วยกัน ไม่แยกส่วนกัน และในวันนี้จะชวนการเมืองในระดับฐานรากมาร่วมแก้ปัญหา

“ที่ผ่านมา การปฏิรูปการเมืองแค่รัฐธรรมนูญไม่พอ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกระดาษเมื่อยกร่างเสร็จแล้วและคิดว่าจบแล้วไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วมันไม่ใช่ มันต้องมีการกระบวนการพัฒนาต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นคราวนี้มีรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องมีมากกว่านั้นคือให้ประชาชนปฏิบัติการทางการเมือง สามารถเป็นพลเมืองได้นี่คือการเมืองวิถีใหม่ที่ผมกำลังผลักดัน”โฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ระบุ

นพ.พลเดช ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าสู่สภา เพราะต้องสร้าง “ความเป็นพลเมือง” ให้เกิดขึ้นให้ได้ สิ่งที่ดำเนินการสร้างประชาธิปไตยวิถีใหม่ก็คือ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่” โดยจะเชิญชวนภาคประชาชน และนักการเมืองที่มีแนวคิดวิถีใหม่ ไม่ใช่แนวคิดแบบเก่าเข้ามาร่วม

และต้องดำเนินการภาคปฏิบัติการ ในรูปแบบ“การเมืองแบบจิตอาสา” คือ มีอาชีพอื่นอยู่แล้วแต่มีกำลังและจิตใจที่พร้อมจะมาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมืองและไม่ใช่มาเขียนกฎหมายหรือท่องหนังสือกันอยู่ โดยได้ร่วมกับ สว. อีกท่านหนึ่งคือ นพ.พิทักษ์ ไชยเจริญ ตั้งคณะทำงานประชาธิปไตยวิถีใหม่ภาคประชาชน เพื่อเชิญชวนผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และนักการเมืองท้องถิ่น ผ่านเวที4 ภาคขึ้นมา 2 เวที เวทีแรกจัดไปแล้วที่ จ.พิษณุโลก และจ.ตรัง ส่วนเวทีที่ 3 จะจัดขึ้นวันที่ 29-30 มี.ค. 2564 ที่ จ.นนทบุรี และเวทีที่ 4 วันที่ 10-11 เม.ย. 2564 ที่ จ.ขอนแก่น

“วันนี้ทุกคนเห็นหมดแล้วว่า การเมืองมันดิ่งจนกระแทกก้นเหวแล้ว แต่อะไรก็ตามที่กระแทกก้นเหวแล้วมันจะสะท้อนขึ้นมา ในช่วงที่สะท้อนขึ้นมาต้องทำให้ดีอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ที่ผ่านมามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมากมายในการเลือกตั้งประชาชนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ตอนนี้เราเตรียมเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่เต็มแผ่นดินซึ่งผมทำมากกว่า 40 ปี แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่พึ่งใคร เราพึ่งกันเอง

แต่วันนี้ผมจะชวนเครือข่ายสภาประชาสังคมไทยที่มีอยู่ทั้ง 77 จังหวัด อีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ เข้ามาปฏิบัติการรวมถึงเวที 4 ภาคที่จะขับเคลื่อนการเมืองวิถีใหม่ก็จะเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งใหญ่อีก 2 ปี ข้างหน้าเช่นกัน ส่วนการเมืองระดับกลางของพีระมิดคือท้องถิ่นได้จัดตั้งเครือข่ายท้องถิ่นท้องที่วิถีใหม่ หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จสิ้นทั้งหมดก็จะปฏิบัติการ ดังนั้นทั้ง 3 ส่วนของพีระมิดจะดำเนินการไปพร้อมกันหลังจากที่ผมเสร็จสิ้นการเป็นสว.แล้วก็จะออกไปทำหน้าที่ขับเคลื่อนในนามอิสระ” นพ.พลเดช กล่าวในท้ายที่สุด

อัญชลี บุญชนะ/ธาม บัวรุ่ง

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ดื่มแล้วขับ-ขายเหล้าคนเมา’ ลดสูญเสีย ‘รัฐเอาจริง’ ช่วยได้ #SootinClaimon.Com

Posted on March 21, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/560640

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ดื่มแล้วขับ-ขายเหล้าคนเมา’  ลดสูญเสีย‘รัฐเอาจริง’ช่วยได้

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ดื่มแล้วขับ-ขายเหล้าคนเมา’ ลดสูญเสีย‘รัฐเอาจริง’ช่วยได้

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 07.00 น.

“ทุกคนหวังว่าไม่มีใครต้องเสียใจ ไม่มีใครต้องสูญเสียจากความประมาทของคนอื่น การดื่มสุราคนไทยอาจจะชินว่าการดื่มสุราเป็นเรื่องสังสรรค์อย่างมีความสุข แต่ไปก่อให้เกิดความทุกข์กับผู้อื่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงแน่ๆ”

คำกล่าวของ ณัฐพล แย้มฉิม ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในงานเสวนา “อุบัติเหตุดื่มแล้วขับกับความผิดซ้ำ และการขายอย่างรับผิดชอบ” ที่ รร.แมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางสวนดุสิตโพล ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “ปัญหาดื่มแล้วขับ ความผิดซ้ำไม่รอลงอาญา” ซึ่งสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,152 คน จาก 16 จังหวัดที่มีปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงในช่วงปี 2561-2563 ระหว่างวันที่ 15-28 ก.พ. 2564 พบว่า

1.ส่วนใหญ่รู้ว่าเมาแล้วขับมีความผิดตามกฎหมาย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.57 รู้ว่ามีกฎหมายและมีบทลงโทษ 2.ส่วนใหญ่รู้ว่าเมาแล้วขับเป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน กลุ่มตัวอย่างระบุแบบนี้ถึงร้อยละ 95 โดยแม้ตนเองเมาแล้วไม่ได้ไปชนใครโดยตรงแต่การขับรถอย่างไม่มีสติก็อาจทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ เกิดอุบัติเหตุได้ 3.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเพิ่มโทษและไม่รอลงอาญากรณีผู้กระทำผิดฐานเมาแล้วขับซ้ำสอง มีกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยถึงร้อยละ 93

ตัวอย่างของความสูญเสียจากผู้ขับขี่ยานพาหนะที่มีอาการมึนเมา สนั่น สุทธิประภา พ่อที่สูญเสียลูกชายไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดยในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณตี 2
ขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังนอนหลับในบ้านพักริมถนนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จู่ๆ ก็มีรถพุ่งชนเข้ามาในบ้านอย่างแรงและพบว่าคนขับมีอาการเมารวมถึงมีขวดเหล้าอยู่ในรถ อุบัติเหตุครั้งนี้ยังทำให้ลูกสาวได้รับบาดเจ็บด้วย

“คนที่ดื่มแล้วขับ ตั้งสติแล้วก่อนที่จะไปดื่มต้องวางแผนว่ามีคนขับรถให้ไหม? จะไปสังสรรค์ตรงไหนร้านไหน? จะได้รู้ว่าดื่มขนาดไหนไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีก ทางร้านก็ต้องให้คนที่ดื่มต้องดูด้วยว่าควรให้เขาดื่มขนาดไหน? ต้องดูระเบียบด้วย กะเกณฑ์ให้อยู่ร่วมกันได้”คุณพ่อผู้สูญเสียท่านนี้ กล่าว

ขณะที่ นพ.ธนะพงษ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) กล่าวถึงสถิติที่เป็นค่าเฉลี่ยจากผลการศึกษาทั่วโลก พบว่า หากตรวจจับผู้กระทำผิดฐานเมาแล้วขับเพิ่มเพียงร้อยละ 10 จะลดการตายลงได้ร้อยละ 3.4 หรือที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ของประเทศออสเตรเลีย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากเมาแล้วขับจากร้อยละ 40 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 15

จะเห็นได้ว่า “เมื่อผู้ขับขี่รู้ว่าทำผิดแล้วไม่รอดจากการถูกจับและรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะทำผิดเพราะโทษหนักก็จะตัดสินใจไม่ทำ” ทั้งนี้สำหรับกรณีคนทำผิดซ้ำกรณีเมาแล้วขับ กฎหมายญี่ปุ่นลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนออสเตรเลีย หากทำผิดซ้ำฐานเมาแล้วขับในระยะเวลา 5 ปี จะถูกเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีวิต แต่สำหรับประเทศไทย ยังมีปัญหาด้านกระบวนการดำเนินคดีที่ต้องแก้ไข

“คนเมาเป็นความผิดที่ต้องส่งฟ้องศาลแขวง ตำรวจต้องส่งฟ้องใน 48 ชั่วโมง พอส่งใน 48 ชั่วโมงก็มีแนวโน้มที่พอไปถึงศาลก็จะไม่มีประวัติความผิดเดิมเข้ามา อันนี้เป็นจุดอ่อนของกระบวนการบังคับใช้ พอไม่มีประวัติเก่าการตัดสินก็จะเสมือนหนึ่งเป็นความผิดครั้งแรก” นพ.ธนะพงษ์ ระบุ

เช่นเดียวกับ ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวเสริมว่า ประเทศญี่ปุ่นเคยมีปัญหาอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับรุนแรง แต่ปัญหานั้นลดลงได้ภายในเวลา 10 ปี จากการจับกุมและลงโทษอย่างจริงจัง เช่น เมาแล้วขับหากไปชนผู้อื่นเสียชีวิตต้องถูกจำคุกนานกว่า 10 ปี ไม่มีรอลงอาญา นั่นทำให้คนญี่ปุ่นที่ดื่มหนักอาจจะยิ่งกว่าคนไทยด้วยซ้ำไม่นำรถออกไปขับเมื่อรู้ว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในงานเสวนานี้ยังมีการตั้งคำถาม “ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมบ้างหรือไม่?” ซึ่งประเด็นหนึ่งคือแม้ปัจจุบัน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 (2) จะระบุว่า“ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้” แต่กฎหมายข้อนี้ “ในทางปฏิบัติไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพราะยังไม่มีการให้นิยามที่ชัดเจนของถ้อยคำดังกล่าว” จึงเป็นเรื่องของดุลพินิจของแต่ละคน แน่นอนว่า “คนดื่มส่วนใหญ่มักเชื่อว่าตนเองยังไม่เมา” ส่วนร้านค้าก็ไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจกับคนซื้ออย่างไร

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า กระทรวงสาธารณสุข ควรไปออกหลักนิยามให้ชัดเจนกรณีกฎหมายระบุว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผู้ที่เมาจนครองสติไม่ได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีการเอาผิดเรื่องนี้เนื่องจากไม่มีนิยามชัดเจน ต่างจากคดีเมาแล้วขับขี่ยานพาหนะที่วัดจากปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ซึ่งกฎหมายระบุชัดเจนแล้วว่าหากมีปริมาณเกินเท่าไรให้ถือว่าเมา

“คุณต้องไปกำหนดว่าอะไรคือเมาแล้วครองสติไม่อยู่ อย่างบนท้องถนนเมื่อก่อนกฎหมายบอกเมาแล้วห้ามเมาขับรถ ตำรวจจับก็บอกว่าไม่เมา ก็ต้องไปออกกฎหมาย
50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นแปลว่าเมา ไม่ต้องมาเถียงกัน ก็เสนอไปว่าคุณต้องไปกำหนดว่าระดับเท่าไรหรืออาการอย่างไร ถ้าใครขายให้ก็มีโทษ…เลย” นพ.แท้จริง กล่าว

อนึ่ง เรื่องราวจากงานเสวนาข้างต้น กรณีข้อเสนอร้านค้าต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเพราะจำหน่ายสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสังคม แม้จะมีจุดมุ่งหมายที่ดี แต่อีกด้านหนึ่งยังมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงต่อไป คือกรณีกำหนดเป็นค่าตัวเลขซึ่งผู้คนเข้าใจได้และยอมรับตรงกันดังตัวอย่างของมาตรการลดความเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หากอุณหภูมิสูงถึง 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ

แต่เมื่อไปดูราคาอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบที่เป่าลมหายใจซึ่งหน่วยงานของรัฐ (เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ใช้งาน พบว่ามีราคาหลักหมื่นบาทต่อเครื่อง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายต้องสอบเทียบมาตรฐานทุกๆ 6 เดือน เห็นได้ชัดว่าราคาแพงกว่าเครื่องวัดอุณหภูมิที่มีราคาเฉลี่ยเพียงหลักพันบาทเท่านั้น คำถามคือ “รัฐควรช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้บ้างหรือไม่?” อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ ที่เป็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน

เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือโดยเร็ว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘แรงงานข้ามชาติ-คนชายแดน’ กลุ่มเปราะบาง ‘ตกสำรวจ-อคติ’ #SootinClaimon.Com

Posted on March 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/558775

‘แรงงานข้ามชาติ-คนชายแดน’  กลุ่มเปราะบาง‘ตกสำรวจ-อคติ’

‘แรงงานข้ามชาติ-คนชายแดน’ กลุ่มเปราะบาง‘ตกสำรวจ-อคติ’

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“วันใดขาดฉันเธอจะรู้สึก” คงไม่เกินจริงนักหากใช้คำกล่าวนี้กับ “แรงงานข้ามชาติ” ปรากฏการณ์ธรรมดาของประเทศที่พัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นจนคนท้องถิ่นไม่ทำงานบางประเภทเพราะระดับการศึกษาสูงขึ้น แต่งานนั้นยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ ดังกรณีของประเทศไทยที่ต้องการแรงงานชาวเมียนมา ลาวและกัมพูชา มาทำงานประมง ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล ก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด จนถึงแรงงานในตลาด

ที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติ (หรือ “แรงงานต่างด้าว” ในภาษากฎหมาย) เป็นที่รับรู้กันว่ามีอยู่ แต่ไม่ค่อยถูกมองเห็นในสังคมมากนัก กระทั่งสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในหลายธุรกิจที่ใช้แรงงานข้ามชาติเป็นกำลังหลักเพราะกิจการถูกสั่งปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งเดินทางกลับบ้านเกิดและไม่สามารถกลับมาทำงานในไทยได้อีกด้วยมาตรการป้องกันโรคระบาดที่เข้มงวด และอีกด้านหนึ่งเมื่อมีทั้งคนอยากทำงานและคนอยากได้แรงงาน จึงมีความพยายามลักลอบข้ามแดนและนำเข้าแรงงานอย่างผิดกฎหมาย จนทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “โควิด-แรงงาน-ข้ามชาติ-อาเซียน เป็นอย่างไร และควรไปต่ออย่างไร??” โดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่ง นพ.ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์ นักวิจัยสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากข้อมูลที่สำรวจในปี 2562 พบว่าถ้าหากมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 37 ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบไม่เฉพาะแต่ประชากรไทย

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในระบบ ส่วนอีกร้อยละ 31ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมเพราะไม่ได้ทำงานในสถานประกอบการ แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้เข้าไปดูแล โดยเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ประกันสุขภาพ 1-2 ปีตามที่กำหนดไว้ นอกจากนี้การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ที่กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้อยู่ในระบบสุขภาพแต่ตรวจหาเชื้อโควิดจะต้องจ่ายเอง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีเงินตรวจ จึงทำให้โรงพยาบาลต้องออกค่าใช้จ่ายก่อนแล้วเบิกคืนจากรัฐบาล ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้
เงินคืน

“แรงงานข้ามชาติจะมีความซับซ้อนในเชิงพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งหลายคนที่อยู่ในประเทศไทยและไม่อยู่ในระบบการคุ้มครองด้านสุขภาพ จึงทำให้แรงงานข้ามชาติเจ็บป่วยไม่มากมักซื้อยากินเอง ยกเว้นเมื่อเจ็บป่วยหนักหรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง จึงจะมาใช้บริการจากสถานพยาบาลของรัฐ โดยจ่ายค่ารักษาเอง แต่ในกรณีที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาจไม่เต็มใจนักในการให้บริการ เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีภาระเพิ่มขึ้น และมีอุปสรรคเรื่องการสื่อสารเพราะภาษาที่แตกต่าง” นพ.ระพีพงศ์ กล่าว

ขณะที่ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีชาวบ้านใน อ.แม่สอด จ.ตาก ถือป้ายประท้วงที่ด่านพรมแดนไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 เพื่อไม่ให้รถจาก
เมียนมาเข้ามาในไทย หลังพบโควิด-19 เมื่อเดือนต.ค. 2563 ซึ่งในเวลานั้นสถานการณ์โควิด-19 ในไทยถูกควบคุมไว้ได้แล้ว แต่สิ่งที่กลัวกันคือคนจากประเทศเพื่อนบ้านจะนำเชื้อมาแพร่กระจาย จะเห็นได้ว่าเมื่อเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ดังนั้นก็จะต้องใช้ทฤษฎีมาปฏิบัติการทางสังคม

ซึ่งมุมมองทางเศรษฐกิจนั้นเห็นได้ว่า “การที่แรงงานจากเมียนมาพยายามที่เข้ามาในไทย เข้ามาเพื่อหารายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” เพราะฉะนั้น “แนวคิดสำคัญที่ต้องเข้าใจแรงงาน คือ แรงงานคือมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกผลักดันโดยความต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี” และการที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้คือต้องเอาแรงงานและทักษะต่างๆ ที่มีมาแลกกับบางอย่างที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงเห็นได้ว่าแรงงานจากเมียนมามีการเคลื่อนย้ายมาสู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ปัญหาการเงินในประเทศ ระบบสวัสดิการสังคมที่แย่มาก

“โครงการวิจัยที่เคยทำในหัวข้อวัณโรคไร้รัฐกับแรงงานไร้พรมแดน พบว่าเชื้อวัณโรคแพร่กระจายไม่จำกัดขอบเขตรัฐชาติ และผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่ได้รับการดูแลรักษาจากระบบบริการสุขภาพของรัฐใดรัฐหนึ่งจนหายขาด จะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งเรื่องของโควิด-19 มีแรงงานจากเมียนมารับบริการทั้งในไทยและกลับไปที่เมียนมา นอกจากนี้ยังพบว่าการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี จึงเกิดการขยายขอบเขตการแพร่กระจายเชื้อ ยากต่อการรักษาให้ครบจนหาย และเพิ่มอุบัติการณ์วัณโรคดื้อยา” นพ.วิรุฬ ระบุ

นอกจากเมียนมา ลาวและกัมพูชาแล้ว เวียดนามก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาเป็นแรงงานในไทย รศ.ดร.อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า แม้เวียดนามจะมีบันทึกความตกลงร่วม (MOU) ด้านแรงงานกับไทยตั้งแต่ปี 2558 แต่เป็นการจ้างงานที่ผูกติดกับนายจ้างที่ต้องจดทะเบียน ซึ่งการจดทะเบียนมีความยุ่งยาก จึงทำให้มีแรงงานเข้าระบบเพียง 94 คน จากประมาณเกือบ 2 แสนคน

ทั้งนี้ ด้วยความที่การจัดการควบคุมแรงงานของไทยอยู่บนหลัก “นิติศาสตร์สุดขั้ว” ซึ่งไม่มีความยืดหยุ่น และไม่เข้าใจอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการแข่งขัน จึงทำให้แรงงานเหล่านี้ไม่มีนายจ้าง หรือถ้ามีนายจ้างจะมีหลายคน แต่กฎหมายไม่เอื้ออำนวยต่อการมีนายจ้างหลายคน เพราะฉะนั้นกฎหมายที่จัดการในระนาบเดียวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังเป็นการเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่เกิดการคอร์รัปชั่น

ด้าน รศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงกลุ่ม “แรงงานชายแดนแม่น้ำโขง” ว่า ปัญหาของแรงงานชายแดนมีอยู่ 6 ประเด็นที่จะต้องแก้ไข ได้แก่ 1.ต้องมีขอบข่ายที่กว้างขวาง ในการทำความเข้าใจแรงงานนอกระบบว่าทุกคนคือแรงงาน 2.แรงงานเหล่านี้เป็นคนไร้หลักประกันในชีวิต และยังเครียดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งซ้ำเติมความยากจนที่มีมาก่อน 3.มีวิถีชีวิตที่เปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยได้สูงมากจากการหาปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา

4.มีความอ่อนไหวและเผชิญปัญหามากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาของรัฐและโควิด-19 5.ชีวิตแรงงานอยู่ภายใต้บริบทความไม่แน่นอน เช่น โรคระบาดภัยธรรมชาติ เป็นต้น และ 6.การรีบเร่งพัฒนาของรัฐทำให้คนกลุ่มนี้ถูกซ้ำเติม ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้จะต้องทำความเข้าใจแรงงาน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนในมุมมองที่กว้างขวางขึ้น

จึงต้องนำบริบทของพื้นที่มาเป็นเงื่อนไขในการแก้ปัญหา!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ‘รถเมล์’ สะดวก-ประหยัด ฝันคนกรุง..เป็นจริงไม่ง่าย #SootinClaimon.Com

Posted on March 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/558286

สกู๊ปพิเศษ : ‘รถเมล์’สะดวก-ประหยัด  ฝันคนกรุง..เป็นจริงไม่ง่าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘รถเมล์’สะดวก-ประหยัด ฝันคนกรุง..เป็นจริงไม่ง่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

“เมืองที่ก้าวหน้าไม่ได้หมายถึงที่ที่คนจนสามารถมีส่วนตัวไว้ใช้ แต่หมายถึงที่ที่แม้แต่คนรวยก็ยังใช้ระบบขนส่งสาธารณะ (An advanced city is not a place where the poor move about in cars, rather it’s where even the rich use public transportation)” วาทะของ เอ็นริเก เพนาโลซา (Enrique Penalosa) อดีตนายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา เมืองหลวงของประเทศโคลัมเบีย ที่ใช้เวลาเพียง 3 ปีในการดำรงตำแหน่งช่วงปี 2541-2544 พลิกโฉมเมืองให้น่าอยู่ด้วยการให้ความสำคัญกับทางเท้า ทางจักรยาน และระบบขนส่งมวลชน

ย้อนกลับมาดูที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ภาพของการจราจรที่ติดขัดดูจะกลายเป็นความชินชาไปเสียแล้ว จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกและอาจต่อไปถึงรุ่นหลาน ท่ามกลางข่าวยานพาหนะส่วนบุคคลทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ขายดีไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ตาม ซึ่งเมื่อไปถามเหตุผลที่หลายคนต้องยอมเป็นหนี้สิน ก็มักจะได้คำตอบว่า “ซื้อความสบาย” นั่นเพราะระบบขนส่งสาธารณะไม่สะดวกเอาเสียเลย โดยเฉพาะ “รถเมล์” ที่ทั้งสภาพเก่า มาไม่ตรงเวลา บางสายขับซิ่งจนน่าหวาดเสียว ฯลฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “เสียงคนเมืองกับภาพฝันรถเมล์ไทย” จัดโดย 3 เพจ ประกอบด้วย ไทยแอ็ค, ชุมชนคนรักรถเมล์ Bangkokbusclub และรถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai ซึ่ง ธนรัตน์ ตั้งประจักษ์ภักดี ผู้ดูแลเพจ ชุมชนคนรักรถเมล์ Bangkokbusclub ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนปฏิรูปรถเมล์ไทย เช่น มีการปรับเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ใหม่ที่จะมีภาษาอังกฤษผสมกับตัวเลข การปรับปรุงเส้นทางตามแผนฟื้นฟู ขสมก. และแผนปฏิรูปรถเมล์ ที่จะมีรถเมล์บางเส้นทางเดิมอาจจะถูกยกเลิกไป หรือหลายเส้นทางที่เดิมไม่มีรถเมล์วิ่ง แผนใหม่ก็ยังไม่มีรถเมล์วิ่ง

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้หากประกาศใช้โดยไม่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบตั้งแต่เนิ่นๆ จะสร้างความสับสนวุ่นวายมาก ดังนั้นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาจึงมี 2 แนวทาง คือ 1.ให้กระทรวงคมนาคมเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลในแผนฟื้นฟู ขสมก. รวมถึงแผนปฏิรูปรถเมล์ให้แก่ประชาชนได้รับทราบ และ 2.ให้กระทรวงคมนาคมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อแผนฟื้นฟู ขสมก. รวมถึงแผนปฏิรูปรถเมล์ เพราะเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

ขณะที่ รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ รองผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาเรื่องรถเมล์ไม่สามารถแก้ทีละเรื่องแยกจากกันเพราะปัญหาแต่ละเรื่องจะเชื่อมโยงกัน เช่น “อัตราค่าโดยสาร” ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเส้นทาง การให้สัมปทานเดินรถ เป็นต้น การแก้ปัญหาต้องแก้เชิงระบบ มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่สามารถนำทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน รัฐบาลต้องมองรถเมล์เป็นบริการสาธารณะที่ต้องเข้ามาสนับสนุน ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาเฉพาะ ขสมก. ที่มีหนี้สินและต้องทำแผนฟื้นฟูเท่านั้น

โดยสถานการณ์ตอนนี้มี 2 แผน คือ 1.แผนปฏิรูปรถเมล์ ที่กรมการขนส่งทางบกเป็นเจ้าภาพ เป็นฝ่ายกำหนดนโยบายแต่ไม่มีอำนาจหน้าที่และงบประมาณในการเดินรถ และ 2.แผนฟื้นฟู ขสมก.ที่มีเป้าหมายหลัก คือการปลดหนี้ ขสมก. ซึ่งมีมากกว่าแสนล้านบาท ดังนั้นประเด็นเรื่องเส้นทางเดินรถ ราคาค่าโดยสาร และการให้บริการ เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 2 แผนยังมีส่วนที่ขัดแย้งกันอยู่ และยังไปไม่ถึงความฝันของคนเมือง จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่สามารถดึงเอา กรมการขนส่งทางบกและขสมก. ให้มาจัดการร่วมกัน

มุมมองจากภาคการเมือง จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตที่ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียนจนถึงปัจจุบัน พบปัญหาของรถเมล์เหมือนเดิม ในประเด็นที่มีการปฏิรูปเส้นทางเดินรถเมล์มีคณะกรรมการที่เป็นคนกำหนดเส้นทางที่อาจจะไม่ใช่ผู้ที่ใช้รถเมล์เป็นประจำ ส่วนคนที่นั่งรถเมล์เป็นประจำไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดเส้นทาง

และในประเด็นการปรับเปลี่ยนผู้รับสัมปทานเส้นทางในการเดินรถโดยสารประจำทางว่า หากมีการเปลี่ยนจากรถร้อนเป็นรถปรับอากาศนั้นแม้คุณภาพรถจะดีขึ้นแต่ราคาก็จะสูงขึ้นด้วย ควรต้องคำนึงถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่จำเป็นต้องใช้รถเมล์ด้วย หรือการปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเส้นทางรถเมล์ก็เช่นเดียวกัน จึงควรถามประชาชนก่อน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนจากผู้พิการ นันทิดา จิตภักดีรัตน์ผู้ดูแลเพจ ToGether และทูตอารยสถาปัตย์กรุงเทพฯ ฝั่งใต้ กล่าวถึงการเปลี่ยนรถเมล์เป็นรถชานต่ำ ว่า ทำให้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกและราคาประหยัด เพราะเดิมคนพิการที่นั่งรถวีลแชร์ต้องนั่งรถแท็กซี่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงมาก รู้สึกต้องรบกวนคนต้องมาอุ้มขึ้นและลงรถ การมีรถเมล์ชานต่ำทำให้คุณภาพชีวิตของคนที่ใช้รถวีลแชร์ดีขึ้นเป็นอย่างมาก และมีอิสระในการเดินทางมากขึ้นในราคาที่ประหยัด จึงอยากให้ขยายจำนวนรถเมล์ชานต่ำให้ครอบคลุมทุกเส้นทาง

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 คอลัมน์ “ที่นี่แนวหน้า” ได้เสนอบทความ “ปฏิรูปรถเมล์จนคนกรุงลำบาก?” ว่าด้วยนโยบาย “1 เส้นทาง 1 ผู้ประกอบการ” ที่กรมการขนส่งทางบกเสนอให้แยกเส้นทางของเอกชนแต่ละราย และของเอกชนกับขสมก. ออกจากกัน เพื่อลดปัญหาแย่งผู้โดยสาร และปัญหาขาดทุนของ ขสมก. แต่ผลคือประชาชนเดือดร้อน อาทิ กรณีสาย 29 (รังสิต-หัวลำโพง) ที่มีเพียงรถร้อนของ ขสมก. เท่านั้นที่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและจัดรถวิ่งตลอด 24 ชั่วโมง

สายดังกล่าวเมื่อเริ่มดำเนินการยุติการเดินรถของ ขสมก. ทำให้เกิดผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อยและคนเดินทางในยามค่ำคืน จนท้ายที่สุด กรมการขนส่งทางบก ต้องทำตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. ให้ชะลอแนวคิดดังกล่าวที่จะทำกับสายอื่นๆ ออกไปก่อน จนกว่าแผนฟื้นฟู ขสมก.จะผ่านการพิจารณา และต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งเส้นทางใดที่ ขสมก. เคยจัดรถวิ่ง 24 ชม. เมื่อยกให้เอกชนไปแล้ว เอกชนก็ต้องจัดรถวิ่ง 24 ชม. ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อีกความท้าทายคือ “ผังเมืองที่ชุมชนเกิดตรงไหนก็ได้” ตามตรอก ซอก ซอย ถนนสายรอง และหลายจุดก็เป็นทางตัน เส้นทางเหล่านี้ที่ผ่านมาทั้งรัฐและเอกชนอาจมองว่าการจัดรถเมล์ไม่คุ้มค่า จึงเปิดโอกาสให้เกิดขนส่งสาธารณะระดับรอง เช่น รถสองแถว มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ท้ายสุดเมื่อผู้คนเห็นถึงข้อจำกัดด้านความสะดวกสบาย ก็นำมาซึ่งการถอยพาหนะส่วนตัวมาใช้..และเรื่องผังเมืองกับชุมชนแบบนี้ก็ไม่ง่ายในการบริหารจัดการ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยาเสพติด’ ปราบไม่มีหมด ปล่อยบางจุด..สังคมรับไหว? #SootinClaimon.Com

Posted on February 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/555719

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยาเสพติด’ปราบไม่มีหมด  ปล่อยบางจุด..สังคมรับไหว?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยาเสพติด’ปราบไม่มีหมด ปล่อยบางจุด..สังคมรับไหว?

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 07.45 น.

“ยาเสพติด” เป็นปัญหาที่ส่งผลตั้งแต่สุขภาพของปัจเจกบุคคลไปจนถึงความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ อย่างอาชญากรรมและคอร์รัปชั่น ที่ผ่านมาวาระของแต่ละประเทศรวมถึงในระดับโลกล้วนตั้งเป้าหมายขจัดยาเสพติดให้หมดไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าไม่สามารถทำได้ นำมาสู่แนวคิดในระยะหลังๆ ที่ประนีประนอมขึ้น เช่น เปิดโอกาสให้ผู้เสพสมัครใจเข้าบำบัดแลกกับการไม่ถูกเอาผิดทางกฎหมาย หรืออนุญาตให้ใช้ยาเสพติดบางประเภทได้แบบควบคุม อาทิ บางประเทศให้เสพกัญชาได้โดยจำกัดปริมาณการซื้อ เป็นต้น

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ “การระบาดสารเสพติดและตลาดการค้า”โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ซึ่ง นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) กล่าวว่า เมื่อดูให้ทั่วทั้งวงจรการระบาดของยาเสพติดจะพบผู้เกี่ยวข้องหลากหลาย ตั้งแต่ “ผู้ผลิต” เช่น เกษตรกรในฐานะผู้ปลูกพืชวัตถุดิบ “ผู้ขนส่ง” ขบวนการลำเลียงยาเสพติด “ผู้ค้า” ตั้งแต่ระดับนายหน้ารายใหญ่ไปถึงผู้ค้ารายย่อย

สุดท้ายคือ “ลูกค้า” หรือผู้ใช้ยาเสพติด ซึ่งอาจารย์มูฮัมมัดฟาห์มี กล่าวว่า การจะตัดวงจรหรือปราบยาเสพติดจึงต้องจัดการกับทุกคนในวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อย่างไรก็ตาม “ปัญหายาเสพติดเกี่ยวข้องกับความยากจนและการเมือง” กล่าวคือ แหล่งผลิตยาเสพติดสำคัญของโลก มักอยู่ในประเทศที่ประชากรมีฐานะค่อนข้างยากจน และเป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง

เช่น โคลัมเบีย เป็นแหล่งปลูกต้นโคคาที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นโคเคน พบว่า กองกำลังติดอาวุธทั้งฝ่ายซ้าย (FARC) และฝ่ายขวา (AUC) แม้ในตอนแรกจะก่อตั้งขึ้นด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นกลุ่มที่หารายได้จากยาเสพติดเพื่อเลี้ยงกองกำลังเหมือนกัน หรือประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เมียนมา เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และบางพื้นที่ที่กองกำลังเหล่านี้ครอบครองก็มีรายได้จากการปลูกฝิ่นอันเป็นพืชที่ใช้แปรรูปเป็นเฮโรอีน รวมถึงจากการผลิตยาบ้า

“การใช้ยาเสพติดทำให้ Productivity (กำลังการผลิต) ของสังคมมันลดลง อันที่หนึ่งก็คือคนที่ใช้ยาเสพติดอาจจะไม่ต้องทำงานทำการเพราะเขามีความสุขดีกับการใช้ยาเสพติด อันที่สองคือเวลาสังคมเห็นคนที่ประสบความสำเร็จ รวยเร็วๆ จากการค้ายา ก็อาจจะทำให้เกิดแรงจูงใจที่ผิดเพี้ยน นั่นคือเด็ก-เยาวชนรุ่นใหม่ก็จะไปค้ายา” อาจารย์มูฮัมมัดฟาห์มี กล่าว

เช่นเดียวกับ ชวนพิศ ชุ่มวัฒนะ อดีตที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) กล่าวว่า ตลาดยาเสพติดไม่สามารถนำวิธีคิดแบบสินค้าอื่นๆ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกำลังการผลิต (Supply) กับความต้องการของผู้บริโภค (Demand) มาใช้ได้ เพราะ “ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณยาเสพติดจริงๆ มีอยู่เท่าไรกันแน่” แนวคิดที่ว่าการทำให้ปริมาณยาเสพติดลดลงเพื่อให้ราคายาเสพติดสูงขึ้นจนทำให้จำนวนผู้เสพลดลงจึงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะราคายาเสพติดไม่ได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและคนเสพก็ยังมีกำลังซื้อหามาเสพได้

ขณะเดียวกัน “ผู้ค้าก็มีความพยายามรักษาตลาดไว้” เช่น มีการลดแลกแจกแถม นอกจากนี้ “ต้นทางของยาเสพติดยังอยู่นอกประเทศ ทางการของอีกประเทศจึงไม่สามารถข้ามแดนไปจัดการได้เพราะอยู่นอกเขตอำนาจอธิปไตย” อีกทั้งเมื่อยาเสพติดเป็นสินค้าที่มีต้นทุนสูงและมูลค่าสูง ผู้ผลิตจึงกล้าลงทุนจัดหาอาวุธสงครามให้กองกำลังลำเลียงยาเสพติดใช้ป้องกันสินค้าจากการสกัดกั้นของหน่วยปราบปรามยาเสพติด

“พอผลิตได้ ลำเลียงเข้ามาในประเทศ ป.ป.ส.ยังจัดพวกนี้อยู่ในกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ ขนเข้ามาทีเยอะๆตรงนั้นก็จะมี 2 พวก พวกหนึ่งคือพวกที่มีส่วนลงทุนอันนั้นคือเงินของเขา เขาก็ป้องกันเต็มที่เหมือนกัน จะเห็นว่าเวลาเราจับรายใหญ่ๆ ขนกันมาเป็นร้อยๆ กิโลกรัมก็จะมีการต่อสู้ด้วย เขาก็พยายามจะป้องกันของเขาเต็มที่ กับอีกอย่างหนึ่งคือโทษมันหนัก พอโทษหนักทุนก็สูง เพราะฉะนั้นมันก็คุ้มกับที่เขาจะต้องต่อสู้ป้องกันเต็มที่ ป้องกันทรัพย์สินของเขา ป้องกันชีวิต ป้องกันอนาคตของเขา

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าทำให้ปลอดยาไม่ได้ เพราะจริงๆ มันเป็นธรรมชาติของคน คนมันมีเชื้อที่จะต้องใช้อะไรสักอย่างหนึ่งเป็นทางออกให้ชีวิต แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้มันเป็นอันตรายน้อยที่สุด พูดถึงตลาดต้นทาง ตลาดตรงกลาง มันจะมีอีกกลุ่มที่จับได้ยึดได้ บางทีก็บอกทำไมจับของกลางได้ตั้งเยอะตั้งแยะไม่เห็นจับผู้ต้องหาได้เลย พวกนั้นรับจ้างมา เพราะฉะนั้นของเสียไปเขาไม่เดือดร้อน อันนั้นจะไม่ค่อยมีการต่อสู้ ผู้ต้องหามันไม่อยู่ให้เห็นให้จับ มันก็หนีไปเลย” ชวนพิศ ระบุ

อดีตที่ปรึกษา ป.ป.ส. กล่าวต่อไปว่า “กลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนคือกลุ่มผู้ค้ารายย่อยและเป็นกลุ่มที่คนในชุมชนรู้จัก” แต่ที่ไม่มีการปราบปรามผู้ค้ากลุ่มนี้อย่างเด็ดขาดทุกรายก็มีเหตุผล อาทิ ในบางประเทศนั้นทางการยอมปล่อยให้มีการซื้อ-ขายยาเสพติดในบางพื้นที่ “การที่รัฐปล่อยไว้ในบางจุดแล้วรู้ตัวผู้ค้า-ผู้เสพ ดีกว่าปราบให้หมดแล้วคนเหล่านี้ก็ลงใต้ดินไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนทำอะไรบ้าง” อีกทั้งการปราบปรามยาเสพติดในลักษณะกวาดจับให้หมด ยังทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นคุกด้วย

“การปราบปรามยาเสพติดจึงเน้นไปที่การสกัดกั้นยาเสพติดที่จะทะลักเข้ามาจากนอกประเทศ รวมถึงจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายใหญ่” ส่วนยาเสพติดที่ยังจำหน่ายอยู่ในชุมชน ต้องอยู่ในระดับที่คนในชุมชนพอยอมรับได้ไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และต้องเป็นยาเสพติดที่รู้จักกันดีเพราะการรับมือจะทำได้ง่าย เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีการระบาดของ “เคนมผง” สร้างความปวดหัวให้กับทั้งฝ่ายปราบปรามที่ไม่รู้ว่ามันคือยาอะไร และฝ่ายรักษาที่ไม่รู้ว่าจะแก้พิษจากฤทธิ์ยาที่ผู้เสพได้รับอย่างไร

ก่อนหน้างานเสวนาข้างต้น ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2564 เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ France24 ของฝรั่งเศสเสนอข่าว Thai meth barons look closer to home as pandemic curbs exports โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงเมทแอมเฟตามีนหรือที่คนไทยเรียกว่ายาบ้า มีการใช้กันในกลุ่มอาชีพที่ต้องใช้แรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนงานขนสินค้า เพื่อให้ทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยโดยหวังจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ยาเสพติดจึงเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน“ปราบให้หมดสิ้นก็เป็นไปไม่ได้..ปล่อยไว้เสรีก็เป็นอันตรายต่อสังคม” คำถามคือ “แล้วจะหาทางออกกันอย่างไร?”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,895,405 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
‘ไฮโซกี้’ ทำเซอร์ไพรส์ คุกเข่าขอนางเอกสาว ‘มินนี่’ แต่งงาน ชมคลิป
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ
สื่อลือกันไปเอง! มนพร ปัด สส.เพื่อไทย ไม่พอใจรายชื่อรัฐมนตรี
เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด
คุมเข้มชายแดน! สั่งยกระดับจุดตรวจ สกัดลักลอบขน น้ำมัน ข้ามแดนผิดกฎหมาย
กรณ์ ดัน ดิจิทัล แก้น้ำมันแพง ลดค่าครองชีพ สู้ศึกวิกฤตสงคราม
ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก
บทเพลงพระนิพนธ์และท่วงทำนองดนตรีแห่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ 'งามแม้เดือนเหมือนดวงจันทร์งาม' ชะตาฟ้า พระองค์จักรฯ
เคลื่อนไหวแล้ว! ปิยะรัฐชย์ ว่าที่ รมช.เกษตรฯ ดอดเข้ากระทรวงเกษตรฯ ส่งทีมงานเช็กห้องทำงานแทน

Recent Posts

  • หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด
  • อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์
  • ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”
  • ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d