Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยึดระเบียบ-ปรับโครงสร้าง’ ทางออกคลายปัญหา‘หนี้ครู’

Posted on December 8, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/696776

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยึดระเบียบ-ปรับโครงสร้าง’ ทางออกคลายปัญหา‘หนี้ครู’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยึดระเบียบ-ปรับโครงสร้าง’ ทางออกคลายปัญหา‘หนี้ครู’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“หนี้ครัวเรือน” หนึ่งในปัญหาใหญ่ของสังคมไทย อาทิ ข้อมูลจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เปิดเผยเมื่อเดือน ส.ค. 2565 ระบุว่า ภายในสิ้นปี 2565 หนี้ครัวเรือนไทยจะอยู่ที่ร้อยละ 89.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 14.97 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 16 ปี หากดูเป็นรายอาชีพ “ครู” ที่ควรจะเป็นแบบอย่างของเด็กและเยาวชนอันเป็นอนาคตของชาติ กลับเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีปัญหาหนี้สินค่อนข้างรุนแรง และเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายยุคสมัย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2565 เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกร้องให้ครูที่กำลังประสบปัญหาหนี้สิน ขอให้กล้าเปิดเผยเอกสารรับเงินเดือน (สลิป) เพื่อให้สังคมเห็นปัญหา ครูถูกหักเงินเดือนไปชำระหนี้ต่างๆ จนเหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี หรือเหลือน้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือนที่ได้รับ โดยหวังส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

โดยทางเครือข่ายฯ ได้ชี้ปัญหาไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1.การยอมให้เจ้าหนี้ตัดเงินเดือนของครูไปได้จนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ 2.การอำนวยความสะดวกตัดเงินเดือนให้เจ้าหนี้โดยไม่ได้พิจารณาว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แพงเกินกว่าเป็นสินเชื่อสวัสดิการหรือไม่ 3.แม้เห็นว่าครูนั้นได้กู้ยืมเงินศักยภาพที่จะใช้คืนด้วยเงินเดือนแล้วแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม และ 4.ปล่อยให้เจ้าหนี้กำหนดลำดับการตัดหนี้ตามอำเภอใจ โดยกำหนดให้ตัดเงินต้นท้ายสุด

ทั้งนี้ เคยมีกรณีที่กลุ่มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 2,919 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากหากดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551” ในข้อ 7 ระบุว่า ข้าราชการที่ประสงค์จะให้ส่วนราชการหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้สวัสดิการภายในส่วนราชการหรือสหกรณ์ได้ตามความประสงค์

แต่ทั้งนี้ การจะให้ส่วนราชการหักเงิน ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังหักจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าอัตราดังต่อไปนี้ (1) ร้อยละ 10 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2551 (2) ร้อยละ 15 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2552 (3) ร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2553 (4) ร้อยละ 25 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 (5) ร้อยละ 30 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2555 ในกรณีที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการผู้เบิกงดหักเงินจนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริงยังพบครูถูกหักเงินจนเหลือน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว นำมาสู่การฟ้องคดีในครั้งนั้น กระทั่งใน
วันที่ 26 ก.ย. 2562 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในเรื่องนี้ ระบุว่า ภายหลังจากที่ได้มีการออกระเบียบแล้ว สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เสนอให้ออกระเบียบ ได้มีหนังสือลงวันที่ 31 ม.ค. 2551 แจ้งเวียนระเบียบให้หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทราบ แต่กลับปรากฏว่าศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ยังคงหักเงินเดือนและเงินบำนาญของผู้ฟ้องคดีแต่ละรายไม่เป็นไปตามระเบียบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีแต่ละรายมีเงินเหลือสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วน้อยกว่าอัตราร้อยละ 30 กับทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ยังรับต่อศาลว่า ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของผู้ฟ้องคดีแต่ละราย ได้มีการออกหนังสือรับรองเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญและรายการหักเงิน ณ ที่จ่าย ย้อนหลังให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ละราย

เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นคำขอกู้เงินสหกรณ์และกู้เงินสวัสดิการภายในของส่วนราชการที่มีการทำความตกลงกับสถาบันการเงินหรือบริษัทต่างๆ ได้ โดยที่ผู้บังคับบัญชารวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการผู้เบิก ไม่ได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามระเบียบฯ ข้อ 6 และข้อ 7 แต่อย่างใด จึงพิพากษาให้ รมว.ศธ.ปลัด ศธ. และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำกับดูแลให้หน่วยงานในสังกัด หักเงินเดือนให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว

ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้ ศธ. ในฐานะ “นายจ้าง” ของครู เข้ามาเป็นคนกลางเจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย โดย ศธ.มีเครื่องมือสำคัญคือระเบียบปี 2551 ดังกล่าว ซึ่งหากบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เจ้าหนี้ก็จะไม่สามารถหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายได้ตามปกติ ก็จะทำให้เจ้าหนี้ต้องยอมเข้าสู่กระบวนการผ่อนปรนและปรับโครงสร้างหนี้ ระเบียบนี้จะนำไปสู่ภาวะที่พึงปรารถนา ที่ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือร้อยละ 30 เพื่อดำรงชีพ ส่วนอีกร้อยละ 70 เพื่อชำระหนี้

ขณะเดียวกัน บทบาทของสถาบันการเงินและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ ซึ่งจะต้องให้กู้ยืมอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม เป็นอีกด้านที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยมีข้อเสนอดังนี้ 1.สถาบันการเงินควรปรับปรุงวิธีการหักเงิน โดยหักจากสัดส่วนร้อยละ 70 เหมือนกับเจ้าหนี้รายอื่นๆ 2.สหกรณ์สามารถเข้ามาช่วยครูตามเจตนารมณ์การดัด ด้วยการปรับปรุงการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่เดิมจ่ายทุกเดือนให้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ครูจะได้รับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนผู้กู้

3.เจ้าหนี้ทุกรายต้องปรับอัตราดอกเบี้ยที่เก็บจากครูให้อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงผ่อนปรนให้เหมาะสมกับที่เป็นสินเชื่อสวัสดิการที่มีความเสี่ยงต่ำ 4.ยกเลิกการบังคับซื้อประกันสินเชื่อที่เป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในส่วนเงินกู้ที่ยังไม่เกินศักยภาพในการชำระคืนโดยเงินเดือน และ 5.ปรับปรุงการชำระหนี้ให้เป็นธรรม ให้เงินที่จ่ายไปช่วยให้เงินต้นลดลง และไม่ผลักภาระให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นผู้กู้ร่วม โดยกระบวนการทางคดีต้องดำเนินการกับผู้กู้ให้ถึงที่สุดก่อนแล้วจึงเป็นผู้ค้ำ ไม่ใช่ฟ้องทั้งผู้กู้และผู้ค้ำพร้อมกัน

อนึ่ง สุดท้ายแล้วเมื่อระเบียบฯ ถูกบังคับใช้และทำให้ครูรุ่นปัจจุบันที่ประสบปัญหาหนี้สินได้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นธรรม ก็เชื่อได้ว่าในอีกด้าน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติสินเชื่อก็จะต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมให้สมเหตุสมผลกับรายได้ของครูที่จะมายื่นขอ ไม่ปล่อยให้ “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ของชาติ” ในอนาคตก่อหนี้เกินศักยภาพในการใช้คืน และกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยรุ่นก่อนหน้า!!!

หมายเหตุ : สามารถอ่านรายละเอียดคำพิพากษาของศาลปกครองได้ที่ Link https://admincourt.go.th/admincourt/editorupload/files/111(1).pdf หรือค้นหาบนอินเตอร์เนตในหัวข้อ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับพวก ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ยืด‘เปิดสถานบันเทิง’ถึงตี4 ทางเลือก‘เศรษฐกิจvsสังคม’

Posted on December 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/696044

สกู๊ปแนวหน้า : ยืด‘เปิดสถานบันเทิง’ถึงตี4  ทางเลือก‘เศรษฐกิจvsสังคม’

สกู๊ปแนวหน้า : ยืด‘เปิดสถานบันเทิง’ถึงตี4 ทางเลือก‘เศรษฐกิจvsสังคม’

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.35 น.

เมื่อเอ่ยถึง “ภาคการท่องเที่ยว” ชื่อเสียงของ “ประเทศไทย” นั้นอยู่ใน “จุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลก” ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากกว่าอีกหลายชาติในกลุ่มประเทศระดับเดียวกัน ความเป็นมิตรของผู้คนค่าครองชีพที่ไม่สูงนัก สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย แม้กระทั่ง “การฉลองสังสรรค์ยามค่ำคืน (Nightlife)”ก็เป็นอีกด้านที่ไทยได้รับเสียงกล่าวขานถึงความสนุกสุดเหวี่ยงในสายตาชาวโลก

ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนที่ทั้งโลกจะเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และเป็นปีที่ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40 ล้านคน สำนักข่าวชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง “CNN” เสนอรายงานพิเศษ “Best party cities around the world” จัดให้ “กรุงเทพฯ (Bangkok)” เมืองหลวงของไทย เป็น 1 ใน 11 เมืองที่โดดเด่นด้านการสังสรรค์ยามค่ำคืน

นอกจากนั้น หากค้นหาในอินเตอร์เนตว่า “Top 10 Nightlife Countries in the World” หรือ “Top 10 Party Countries in the World”จะพบ เว็บไซต์ต่างประเทศอีกหลายแห่งที่กล่าวถึงประเทศไทยในด้านนี้ อาทิ บทความ “10 Countries With Best Nightlife” โดย SB NRI บริษัทไอทีชื่อดังในอินเดีย กล่าวถึงกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในเมืองที่เหมาะกับการสังสรรค์ยามค่ำคืน หรือบทความ “Top 10 party cities in the world” โดย Tropical Sky บริษัททัวร์สัญชาติอังกฤษ ซึ่งนอกจากกรุงเทพฯ แล้วยังมี เกาะพะงัน (Koh Phangan) จ.สุราษฎร์ธานี ติดมาอีกแห่ง

นั่นจึงเป็นที่มาของข้อเสนอ “ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4” หรือเวลา 04.00 น. ซึ่งจากเดิม สถานบันเทิงที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปร้านอาหาร ผับ บาร์ คาราโอเกะ ไนท์คลับฯลฯ โดยทั่วไปตามกฎหมายให้เปิดได้ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. แต่หากอยู่ในพื้นที่พิเศษ (Zoning) จะเปิดได้ตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. ซึ่งเรื่องนี้ในปี 2562 เคยถูกชงโดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ทำการศึกษาในหลายพื้นที่ เช่น จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.เชียงใหม่ เมืองพัทยา (จ.ชลบุรี) เป็นต้น

ซึ่งเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าว “วิวาทะ” ก็เกิดขึ้นระหว่าง “ฝ่ายสนับสนุน” ที่มองเห็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจากเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นในภาคการท่องเที่ยว กับ “ฝ่ายคัดค้าน” ที่มองเห็นผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งการทะเลาะวิวาทเนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ขาดสติ ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะค่อยๆ เงียบหายไป ตามด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยซบเซา

กระทั่งเมื่อเดือน พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา แนวคิดการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเริ่มจากในวันที่ 9 พ.ย. 2565 เครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ร้านค้า ร้านอาหาร สถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ รวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ อาทิ หาดป่าตอง (จ.ภูเก็ต) เขาหลัก (จ.พังงา) หาดเฉวง-เกาะสมุย (จ.สุราษฎร์ธานี) ถนนข้าวสาร ซอยคาวบอย ย่านพัฒน์พงศ์(กรุงเทพฯ) ฯลฯ

เขมิกา รัตนกุล นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) หนึ่งในผู้ร่วมยื่นข้อเรียกร้อง กล่าวว่า ผู้ประกอบการยินดีปฏิบัติตามหากมีการประกาศมาตรการออกมาชัดเจน รวมถึงต้องมีการควบคุมด้านความปลอดภัย จำนวนผู้ใช้บริการ การจำกัดอายุผู้ใช้ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป อีกทั้งต้องส่งเสริมให้มีจุดเชื่อมต่อกับขนส่งสาธารณะ เน้นการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ทั้งเพื่อส่งเสริมรายได้ และป้องกันอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ

“อยากให้ทุกฝ่ายมองภาพอย่างเป็นจริงและเป็นธรรม ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านสาธารณสุขกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราลำบากกันมาหลายปีแล้ว นาทีนี้ต้องร่วมด้วยช่วยกันผลักดันมาตรการให้มีการปลดล็อก อนุญาตให้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ นอกพื้นที่โซนนิ่งสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงตีสอง จากที่ปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึงแค่เที่ยงคืน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในปัจจุบัน ส่วนในพื้นที่พิเศษก็ขอให้ได้ขายถึงตีสี่” เขมิกา กล่าว

อีก 2 วันต่อมา ในวันที่ 11 พ.ย. 2565 เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับ เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกรุงเทพมหานคร เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุราและภาคีเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่งชุดดำรวมตัวที่ทำเนียบรัฐบาล แสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดดังกล่าว โดย เครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรใช้การกินดื่มหรืออบายมุขมาเป็นจุดขาย

“เราควรดึงนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าเอาใจนักท่องเที่ยวสายกินดื่ม ซึ่งมีไม่น้อยที่จะตามมาด้วยเซ็กซ์และยาเสพติด ปัญหาความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเช่นกรณีที่มีข่าวนักท่องเที่ยวต้องมาตายเพราะโดนคนเมาแล้วขับชนถูกข่มขืน ทำร้ายร่างกาย จี้ปล้น คือสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ควรมุ่งสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวมากกว่าเพิ่มความเสี่ยงให้เขา รวมถึงคนไทยที่จะได้รับผลกระทบด้วย” เครือมาศ กล่าว

ในวันที่ 29 พ.ย. 2565 มีความเคลื่อนไหวจากตัวแทนเครือข่ายคนทำงานด้านเฝ้าระวังอุบัติเหตุบนท้องถนน และเฝ้าระวังผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ธีระ วัชรปราณีผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และ พรหมมินทร์กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.)คัดค้านแนวคิดเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 แสดงความเป็นห่วงทั้งการเพิ่มขึ้นของความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น

จากนั้นในวันที่ 30 พ.ย. 2565 ตัวแทนฝ่ายธุรกิจกลางคืนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ วีกฤษ อุ่นอนุโลม รองนายกสมาคมธุรกิจการค้าร้านอาหารกลางคืน และ ธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ชี้แจงโดยย้ำว่า พื้นที่ที่ผู้ประกอบการขอให้เปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น. นั้นหมายถึงเฉพาะพื้นที่ย่านท่องเที่ยว ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่พักอาศัยในบริเวณนั้น หรือหากเดินทางจะนิยมใช้บริการแท็กซี่ไม่ได้ขับขี่ยานพาหนะเอง โดยไม่ได้เสนอให้ปิดตี 4 ทั่วประเทศ หรือแม้แต่ทั่วทั้งจังหวัดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ มีกระแสข่าวว่า จะมีการนำข้อเสนอ “เปิดสถานบันเทิงถึงตี 4” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2565 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีเรื่องนี้เข้า ครม. แต่อย่างใด..จึงต้องติดตามดูกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กทม.’หลากปัญหารุมเร้า ‘ย้ายเมืองหลวงใหม่’ดีไหม?

Posted on December 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695855

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กทม.’หลากปัญหารุมเร้า  ‘ย้ายเมืองหลวงใหม่’ดีไหม?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กทม.’หลากปัญหารุมเร้า ‘ย้ายเมืองหลวงใหม่’ดีไหม?

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากปาฐกถา หัวข้อ “กรุงเทพฯ เมืองหลวง ปรับเปลี่ยนหรือโยกย้าย” โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในงานเสวนา “ย้ายเมืองหรือ อยู่ต่อ หากกรุงเทพฯ ต้องจมน้ำ” จัดโดย นิตยสารสารคดี ร่วมกับ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 19 พ.ย. 2565 ณ ห้องประชุมริมน้ำ ชั้น 1คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ : Keyword (คำสำคัญ) คือ “ปรับเปลี่ยนหรือโยกย้าย” โดยเรื่องน้ำท่วมก็เป็นโจทย์เรื่องหนึ่งในหลายเรื่องเช่น แผ่นดินทรุด การจราจรติดขัด มลพิษ ที่อยู่อาศัยราคาแพงผังเมืองมีปัญหา “แต่การย้ายเมืองในปัจจุบันไม่เหมือนกับในอดีต” สมัยก่อนที่มีการย้ายเมืองหลวงจากสุโขทัยมาอยุธยา หรือจากอยุธยามากรุงเทพฯ เป็นการย้ายโดยภาคราชการเพราะในอดีตผู้ควบคุมเศรษฐกิจและผู้จ้างงานส่วนใหญ่คือรัฐ ส่วนปัจจุบันนั้นคือภาคเอกชน

“แต่ก่อนเศรษฐกิจ Control (ควบคุม) โดยภาครัฐ ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว ปัจจุบันเป็น Market Control (ควบคุมโดยตลาด) จริงๆ แล้วคนที่ตัดสินใจอาจจะไม่ใช่รัฐบาลด้วยซ้ำถ้าจะย้ายเอกชนเขาก็ย้ายแล้วนะ หลายคนเขาก็ย้ายเพราะมีเรื่อง Risk (ความเสี่ยง) เข้ามา เขาก็ย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปเหมือนกับที่ย้ายจากอยุธยาไปอยู่นิคมฯ แถวชลบุรี เขาก็ย้ายเพราะเป็น Business Position (ตำแหน่งแห่งหนทางธุรกิจ) หรือเป็นการลงทุน”

กรุงเทพฯ เป็นเมืองแอ่งกระทะ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1-1.5 เมตร “หากอยากดูความน่ากลัวของกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วม ให้ไปดูที่ประตูระบายน้ำพระโขนง”ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างคลองแสนแสบ คลองพระโขนง และคลองประเวศบุรีรมย์ “หากประตูน้ำพระโขนงแตกหมายถึงน้ำจะท่วมทั้งกรุงเทพฯ” เพราะไม่ว่าน้ำใน กทม. จะไหลผ่านท่อหรือคลองสายย่อยต่างๆ สุดท้ายก็ต้องระบายออกแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด ซึ่งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาค่อนข้างสูง จึงมีคันกั้นน้ำสูงเฉลี่ย 2-.2.5 เมตร อยู่ตลอดแนว แต่หากคันกั้นน้ำแตกน้ำก็เข้าเมืองแน่นอน

ขณะเดียวกันก็จะมีประตูระบายน้ำตามคลอง ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาน้ำในคลองของ กทม. เน่าเสีย เพราะไม่สามารถเปิดประตูน้ำได้เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่า กลายเป็นน้ำขังซึ่งต้องรอให้น้ำลงจึงจะระบายน้ำจากคลองออกไปได้ “กรุงเทพฯ ยังอยู่ในพื้นที่ชั้นหินใหม่” โดยวิศวกรจะเข้าใจว่าพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินเหนียวซึ่งไม่ดีเท่าไร เพราะเมื่อจะลงเสาเข็มในการก่อสร้างอาคารอาจต้องปักลึกลงไปถึง 60 เมตร เมื่อเทียบกับย่านแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ไม่จำเป็นต้องลึกขนาดนั้น อาคารสูงในกรุงเทพฯ จึงมีต้นทุนการก่อสร้างค่อนข้างแพง

“ของเราคล้ายๆ เม็กซิโกซิตี้ (เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก) ซึ่งน่ากลัวเหมือนกัน เม็กซิโกซิตี้ในเวลาแผ่นดินไหวปุ๊บดินเหนียวมันจะสั่นเหมือนเยลลี่ มันทำให้เกิดการไหวแรงกว่าปกติได้ แต่เราก็ยังดีที่อยู่ห่างจากตัว Fault (รอยเลื่อน) พอสมควร ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ถามว่าแล้วเรื่องการทรุดตัว? เพราะการทรุดตัวน้อยลงนะ ปัจจุบันอยู่ที่ 1 เซนติเมตรต่อปี เพราะเราหยุดดูดน้ำใต้ดินแล้ว พอหยุดดูดน้ำใต้ดินมันก็อยู่ใน Balance (สมดุล) ระดับหนึ่ง

แต่ที่เรากังวลก็คือ Sea Water Rising ก็คือน้ำในทะเลสูงขึ้น อาจจะเป็นเรื่อง Global Warming (โลกร้อน) หรืออะไรก็ตาม แต่เชื่อว่าเรื่องกรุงเทพฯ ทรุดอาจจะชะลอลง คือแต่ก่อนเราให้ดูดน้ำบาดาล พวกอาบอบนวดเขาไม่ใช้น้ำประปาหรอก ดูดน้ำบาดาลถูกกว่า ดูดจนดินมันเหมือนกับ Subside (ทรุด) ลง คือไม่มีน้ำช่วยดันไว้ พอเราดูดน้ำออกดินมันก็ทรุดเร็ว แต่ช่วงนี้เรื่องทรุดตัวผมว่าน่าจะ Stable (เสถียร) แล้ว”

ฉะนั้นเรื่องดินทรุดตัวอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่น่ากังวลคือระดับน้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีสตรอมเซิร์จ (Storm Surge) หมายถึงเมื่อเกิดพายุในอ่าวไทยจะดันให้ระดับน้ำสูงขึ้นด้วย เหมือนกับที่เกิดในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ แต่จริงๆ แล้ว “ถ้าจะย้ายเมืองหลวง..รถติดอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญกว่าน้ำท่วม” เพราะเป็นปัญหาที่คน กทม. ต้องพบเจอทุกวันซึ่งผังเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ กรุงเทพฯ มีเส้นเลือดใหญ่ (โครงข่ายรถไฟฟ้า) ที่ดี แต่ระบบเชื่อมต่อยังมีปัญหา

ยังมีปัจจัยอื่นๆ อาทิ ระบบสาธารณสุขที่คนจนยังลำบาก ศูนย์เด็กเล็กที่มีงบประมาณอาหารกลางวันน้อยและครูไม่เพียงพอ ทั้งที่ กทม. เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ครูขาดแรงจูงใจที่จะทำงานระยะยาวเพราะไม่มีการปรับเงินเดือนตามประสบการณ์ พื้นที่สีเขียวยังมีไม่เพียงพอ ซึ่งในขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า เมืองที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 9 ตร.ม./คน แต่กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวอยู่ 6.9 ตร.ม./คน และจริงๆ แล้วมีอยู่เพียง 0.92 ตร.ม./คน เพราะตัวเลข 6.9 ตร.ม./คน นั้น นับรวมพื้นที่ทางการเกษตร (เช่น ในเขตหนองจอก-เขตมีนบุรี) เข้ามาด้วย

ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.น้ำเหนือ หมายถึงน้ำจากภาคเหนือไหลลงมา เมื่อใดที่ระดับน้ำเกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที ความกังวลก็เกิดขึ้น 2.น้ำหนุน หมายถึง ช่วงน้ำขึ้นระดับน้ำทะเลจะสูงและอาจไหลย้อนเข้ามาในกรุงเทพฯ ได้หากสูงกว่าแนวคันกั้นน้ำ 3.น้ำฝน หมายถึงปริมาณฝนที่ตกใน กทม. และ 4.น้ำทุ่ง หมายถึงน้ำที่ไหลมาตามทุ่ง (เช่น ทุ่งรังสิต) ที่น้ำไหลออกจากแม่น้ำไปเข้าพื้นที่แก้มลิงแล้วไหลอ้อมเข้ามาใน กทม. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เนื่องจากประตูระบายน้ำแตกทำให้น้ำเข้ามาในจุดที่คาดไม่ถึง

“บางทีเราเหมือนหวังว่าย้ายเมืองแล้วจะดีขึ้น แต่ปัญหาอาจไม่ใช่ Geography (ภูมิศาสตร์) หรอก ปัญหาอาจเป็นเรื่อง Behavior (พฤติกรรม) ด้วยเหมือนกัน คือถ้าย้ายไปแล้วยังทิ้งขยะ ทิ้งฟูกทิ้งโซฟาทิ้งโอ่ง ตู้เย็นก็เยอะ ก็จะลำบากเหมือนกัน เมืองใหม่ออกแบบอย่างไรก็คงมีปัญหา มันก็อาจต้องเริ่มจากพฤติกรรมเรื่องขยะ เรื่องการทิ้งของลงท่อระบายน้ำ การรุกล้ำคูคลอง มันก็เป็นเรื่องที่ปัญหามันต่อเนื่องกัน”

โลกร้อนเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตามอง เห็นได้จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วง 6 ปีล่าสุด แบ่งเป็นวันที่ปริมาณฝนเกิน 100 มม. มีทั้งสิ้น 16 วัน พบอยู่ในปี 2565 ถึง 8 วัน
และวันที่ปริมาณฝนเกิน 120 มม. มีทั้งสิ้น 9 วัน ทั้ง 9 วันนี้อยู่ในช่วง 3 ปีล่าสุด และมีถึง 6 วันอยู่ในปี 2565 ซึ่งปริมาณฝนระดับนี้ในอดีตจะไม่ค่อยได้พบเห็น และเป็นปริมาณที่เกินความสามารถในการระบายน้ำของระบบท่อใน กทม.

อีกปัญหาที่ต้องให้ความสนใจคือ “การกระจุกตัวของเมืองทำให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นจนคนหาที่อยู่อาศัยไม่ได้ แต่แหล่งงานยังคงอยู่ในพื้นที่เดิม ทำให้คนเดินทางไกลขึ้นและการจราจรติดขัดมากขึ้น” โดยพื้นที่ของ กทม. ที่ยังมีบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท มักจะเป็นพื้นที่ชั้นนอก เช่น กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก-ฝั่งใต้ ในเขตหนองแขม บางแค บางบอน บางขุนเทียนและทุ่งครุ, กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ในเขตลาดพร้าว บางกะปิ สะพานสูง ประเวศ คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบังและหนองจอก, กรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ ในเขตบางเขน หลักสี่ ดอนเมืองและสายไหม

ขณะเดียวกัน “ผังเมืองของกรุงเทพฯ กับจังหวัดปริมณฑลก็อาจไม่สอดคล้องกันจนเกิดปัญหา” เช่น กรณีโรงงานหมิงตี้ เคมีคอล ระเบิดและมีสารเคมีรั่วไหล พื้นที่ตั้งโรงงานอยู่ใน จ.สมุทรปราการ และเป็นจุดที่ผังเมืองระบุว่าเป็นเขตพาณิชยกรรมแบบหนาแน่น (สีแดง) ในขณะที่ผังเมือง กทม. ในเขตที่ติดกัน ระบุว่าเป็นเขตที่มีประชากรอยู่อาศัยเบาบาง (สีเหลือง) เรื่องนี้คนที่จะซื้อบ้านอาจไม่รู้หากดูแต่ผังเมืองของ กทม.

เมื่อดูตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บราซิล ที่ย้ายเมืองหลวงคือกรุงบราซิเลีย มาแล้วหลายสิบปี แต่ก็ยังเป็นเมืองที่ไร้ชีวิตชีวาเพราะพื้นที่เศรษฐกิจหลักอยู่ยังที่เมืองหลวงเดิมคือ ริโอ เดอ จาเนโร,อินโดนีเซีย ย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปหาพื้นที่ใหม่ด้วยเหตุผลคล้ายๆ ไทย เช่น ความแออัด ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ กระจายความมั่งคั่ง แต่ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าย้ายแล้วจะยังเกิดปัญหาอีกหรือไม่หากไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ของคนด้วย อีกทั้งพื้นที่เศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในจุดเดิม

ดังนั้นสิ่งที่อาจต้องคิดกันคือ “การกระจายเมืองเหมาะสมกว่าย้ายเมืองหรือไม่?” เช่น ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น หรือกรุงปารีสของฝรั่งเศส มีการกระจายเมืองออกไปในหลายย่าน เพื่อให้แหล่งงานอยู่ใกล้บ้าน นำไปสู่การที่คนสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานได้มากขึ้น ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลงเพราะไม่ต้องเดินทางไกล รวมถึง “การต้องคิดถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง” เพราะคนเหล่านี้คือผู้ขับเคลื่อนเมือง (เช่น แม่บ้านที่ทำงานตามออฟฟิศต่างๆ) แต่ต้องอยู่อาศัยแบบผิดกฎหมายเพราะบุกรุกที่ดินของผู้อื่นหรือของรัฐ เพื่อให้ใกล้แหล่งงาน

ส่วนการป้องกันน้ำทะเลหนุน ไทยสามารถทำแนวเขื่อนกั้นที่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ เช่นเดียวกับบริเวณปากแม่น้ำเทมส์ในอังกฤษ โดยใช้แนวถนนสุขุมวิทสายเก่าเลียบอ่าวไทยและไม่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดิน ซึ่งแม้ด้านหนึ่งจะส่งผลกระทบกับท่าเรือคลองเตย แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสในการเร่งรัดแนวคิดการย้ายท่าเรือขนาดใหญ่ออกไปอยู่ที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งก็จะทำให้ กทม. ได้พื้นที่คืนมา2 พันไร่ อนึ่ง “มีแนวโน้มที่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไป”เพราะสามารถ “ทำงานออนไลน์” จากที่ไหนก็ได้ในประเทศหรือในโลก

ดังนั้นย้ายบริการภาครัฐทั้งหมดไปออนไลน์จะดีกว่าหรือเปล่า? (เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใส)!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695426

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ)  ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

(ต่อจากฉบับวันที่ 27 พ.ย. 2565) ยังคงอยู่กับงานเปิดตัวหนังสือ “ความขัดแย้งการเจรจาและการแบ่งสรรปันอำนาจ: กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และบทเรียนของบางประเทศ” ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้ว รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ณ ถลาง อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงข้อกังวลจากภาครัฐของไทยว่าเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจนำไปสู่การเข้ามาแทรกแซงของต่างชาติว่าเป็นไปได้มาก-น้อยเพียงใด

ส่วนในฉบับนี้ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประการแรกเข้าใจความกังวลในฝ่ายภาครัฐของไทยเรื่องการถูกแทรกแซง เพราะรัฐชาติสมัยใหม่ไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนดำรงอยู่บนการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ซึ่งรัฐชาติอื่นหรือองค์กรภายนอกประเทศจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากรัฐชาติที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในดินแดนนั้น ดังนั้น จึงเป็นความรู้สึกลำบากใจหรือไม่สบายใจหากจะให้มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ยหรือสร้างบรรยากาศลดความรุนแรง

ประการต่อมา หนังสือเล่มนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ในอาเจะห์ของอินโดนีเซีย มินดาเนา ของฟิลิปปินส์ และชายแดนใต้ของไทย ในประเด็นใครควรจะเป็นเจ้าของเรื่องหรือแกนเรื่อง (Ownership) ระหว่างฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ หรือฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามา ซึ่งการชี้ว่าฝ่ายที่เหนือกว่าย่อมมีอำนาจควบคุมการเข้ามาของฝ่ายที่ 3 ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตัวอย่างจากอาเจะห์และมินดาเนา

ประการที่ 3 การถอดบทเรียนจากอาเจะห์และมินดาเนามาใช้กับชายแดนใต้ของไทย เจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ในการแก้ไขปัญหา ต้องมีความจริงจังและจริงใจก่อนว่าจะไปกันให้ถึงระดับใด ซึ่งการหยุดชะงักก็มาจากความไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา รวมถึงปัจจัยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลกลางเองด้วย โดยการเมืองระดับประเทศมีผลต่อโต๊ะเจรจาหรือการคลี่คลายปัญหาไม่มากก็น้อย

รศ.ดร.สามารถกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามากรณีชายแดนใต้ก็มีอยู่ เพียงแต่ไม่ชัดเจนเหมือนกรณีมินดาเนาหรืออาเจะห์ และไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจนเกิดความกังวลในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเข้ามาติดตามประเมินสถานการณ์ หรือมาสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัย หรือการพัฒนาในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างมัสยิด การให้ทุนนักศึกษามุสลิมในพื้นที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่ามาแบบนี้เป็นการมาดีและควรให้การรับรอง

ส่วนข้อสรุปจากหนังสือเล่มนี้ เห็นว่า ความสำเร็จของมินดาเนาและอาเจะห์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำเองโดยลำพังภายในรัฐนั้น แต่มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น อนึ่ง ไม่ว่าจะใช้คำอย่างไร เช่น จะเรียกผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าผู้เห็นต่าง ผู้ก่อความไม่สงบ ผู้ก่อความรุนแรง โจรใต้ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง ส่วนการเจรจาที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) อันเป็นองค์กรระหว่างประเทศของบรรดาชาติในโลกมุสลิม ถึง 6 ครั้ง ซึ่งกรณีชายแดนใต้ของไทยบางครั้งฝ่ายภาครัฐเองก็เป็นคนเชิญองค์กรภายนอกเข้ามาเสียด้วยซ้ำไป เช่น หลังเกิดเหตุการณ์ตากใบรัฐไทยได้เชิญ OIC มาติดตามสถานการณ์และขอข้อเสนอแนะ

โดยในเวลานั้น ทาง OIC ได้ให้ความเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่ชาวมุสลิมสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นอย่างดี และเสนอแนะว่าควรสนับสนุนให้ชาวมุสลิมมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาประเทศ ในด้านการศึกษา ลดจำนวนด่านตรวจบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ จ.ปัตตานี กับ จ.สงขลา ซึ่งเหตุที่ไทยเชิญ OIC เข้ามา เนื่องจากไทยก็ต้องการมีความสัมพันธ์กับชาติในโลกมุสลิมทั้ง 57 ประเทศ

ขณะที่เมื่อมองกลับมาดูเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าสนใจที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยตลอดมา เห็นได้จากไม่มีความขัดแย้งรุนแรงตามแนวชายแดนในระดับที่ถึงขั้นใช้กำลังทางทหาร เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในชายแดนด้านอื่นๆ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนิยมไปอยู่อาศัยในมาเลเซีย รวมถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ (เช่น ตากใบ-กรือเซะ) ชาวมาเลเซียจะเดินขบวนประท้วงก็ตาม

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ได้กล่าวเสริมว่า “การเมืองระดับชาติมีผลต่อการเจรจาในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งไม่เฉพาะแต่การเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงการเมืองมาเลเซียด้วย” อย่างล่าสุดที่มาเลเซียเพิ่งมีการเลือกตั้งการเจรจาก็จะถูกหยุดไว้ก่อน เช่นเดียวกับเร็วๆ นี้ที่ไทยจะมีการเลือกตั้งการเจรจาก็คงหยุดไว้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและเป็นคำถามว่า “เหตุใดชายแดนใต้ถึงเป็นเพียงเรื่องรองทั้งที่เป็นปัญหาอยู่มานาน” และเรื่องนี้ควรเป็นปัญหาระดับชาติ

เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย นับตั้งแต่ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองแบบประชาธิปไตยในปี 2541 มีการตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อาเจะห์โดยเฉพาะ และมีความต่อเนื่องไม่หยุดชะงักแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ชุดก็ตาม ส่วนประเด็นการกระจายอำนาจที่อาเจะห์ของอินโดนีเซียและมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เป็นประเด็นที่ตั้งไว้แต่ต้นแล้วค่อยมาเจรจาลงลึกในรายละเอียด

แต่สำหรับประเทศไทย ในขณะที่ภาครัฐยังไม่สบายใจ ในมุมอื่นๆ ยังมีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง เช่น นโยบายพหุวัฒนธรรม การใช้ 2 ภาษา (Bilingual) ในพื้นที่ อาทิ สหราชอาณาจักร ในพื้นที่ของเวลส์จะมีป้ายข้อความที่ใช้ 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเวลส์ หรือในไทยเองหากไปที่ จ.เชียงใหม่ ก็จะพบป้ายที่ใช้ข้อความ 3 ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาคำเมือง (ภาษาท้องถิ่นในภาคเหนือ) และภาษาอังกฤษ

ส่วนที่มาของชื่อหนังสือ เดิมทีเรื่องนี้เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และใช้ชื่อเรื่องอีกชื่อหนึ่งที่ไม่แรง (Aggressive) มากนัก อีกทั้งได้รับการกำชับเรื่องการใช้ถ้อยคำ จึงใช้คำว่าผู้เห็นต่างจากรัฐในการเรียกผู้ก่อเหตุ แต่เป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้คือต้องการสื่อสารกับภาครัฐว่าสามารถเดินหน้ากระบวนการเจรจาได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ จึงใช้คำที่ฟังแล้วสบายใจขึ้น กระทั่งมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ จึงใช้คำว่าความขัดแย้ง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ก็เป็นเช่นนั้นจริง!!!

หมายเหตุ : หนังสือ “ความขัดแย้ง การเจรจา และการแบ่งสรรปันอำนาจ : กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยและบทเรียนของบางประเทศ” ผู้ร่วมเขียนอีกท่านหนึ่งคือ ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ อดีตอาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(1) ข้อกังวล‘คนกลาง’แทรกแซง

Posted on November 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/694599

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(1)  ข้อกังวล‘คนกลาง’แทรกแซง

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(1) ข้อกังวล‘คนกลาง’แทรกแซง

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 07.00 น.

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวหนังสือ “ความขัดแย้งการเจรจาและการแบ่งสรรปันอำนาจ : กรณีศึกษาจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ของประเทศไทยและบทเรียนของบางประเทศ” เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในผู้เขียนคือ รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ณ ถลาง อาจารย์สาขาการ
ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีมานานนับสิบปี ซึ่งหนึ่งในข้อกังวลของหลายฝ่ายคือ “กฎหมายระหว่างประเทศ” ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในประเทศ

โดยที่ผ่านมา จะเห็นความพยายามจากภาครัฐของไทยที่ต้องการให้มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นปัญหาหรือสถานการณ์ไม่ใช่ความขัดแย้ง และใช้คำเรียกผู้ก่อเหตุว่าเป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ แทนที่จะเรียกชื่อขบวนการหรือองค์กรของผู้ก่อเหตุ (เช่น BRN) โดยตรง ด้วยความกังวล 1.ปัญหาจะถูกยกขึ้นสู่ระดับสากลหรือไม่ เช่น เข้าเงื่อนไข “ความขัดแย้งทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ” ตามคำนิยามของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

2.ถ้ามีฝ่ายที่ 3 เข้ามาแล้วจะเกิดการแทรกแซงอธิปไตยของไทยหรือไม่ซึ่งฝ่ายที่ 3 นี้อาจเป็นรัฐหรือไม่ใช่รัฐก็ได้ 3.โครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศบังคับให้รัฐต้องกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่ ซึ่งคิดต่อไปได้อีกว่าจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือเปล่า โดยสำหรับ “คำถามแรก (เรื่องเงื่อนไขนิยามความขัดแย้งทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ)” มีข้อถกเถียงระหว่าง “/ฝ่ายภาครัฐ” เช่น กระทรวงการต่างประเทศ มองว่า “ไม่เข้าข่าย” เพราะเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นไม่มีองค์กรใดออกมาอ้างว่าเป็นฝีมือของตน

กลุ่มผู้ก่อเหตุก็ไม่มีการจัดโครงสร้างองค์กรและสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน อีกทั้งแม้มีการก่อเหตุแต่ก็ไม่ปรากฏความสามารถในการควบคุมพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมา ที่กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีพื้นที่ควบคุมของตนเองชัดเจน แต่อีกมุมหนึ่ง “ฝ่ายองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) และนักกฎหมายระหว่างประเทศ” มองว่า “เข้าข่าย” โดยให้เหตุผล

อาทิ เป็นสถานการณ์ตึงเครียดเกินกว่าความขัดแย้งภายในประเทศและมีการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจริงๆ แล้วมีการจัดโครงสร้างเป็นองค์กรเพียงแต่ในองค์กรมีรูปแบบกระจายอำนาจสูง และมีการทำงานประสานกันโดยสังเกตได้จากการก่อเหตุที่หลายครั้งเกิดพร้อมกันหลายจุด อีกทั้งมีขีดความสามารถในการขนส่งและลำเลียงอาวุธ

อย่างไรก็ตาม “ในทางปฏิบัติพบว่า ภายนอกไม่ได้สนใจเหตุการณ์ในไทยเพราะเข้าข่ายนิยามตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แต่สนใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพียงใดต่างหาก” เช่น เหตุการณ์ตากใบ-กรือเซะ ได้รับความสนใจจากต่างประเทศทั้งที่รัฐบาลยุคนั้นเรียกกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าโจร อันหมายถึงมีนัยลดระดับให้เป็นเพียงการก่ออาชญากรรมเท่านั้น นอกจากนี้ “การแทรกแซงจากต่างประเทศเอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ง่ายๆ” จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ 1.กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศยังคงยึดหลักอำนาจอธิปไตยของรัฐเป็นหลัก

2.การแทรกแซงไม่ใช่ทำได้ในทุกกรณี โดยระบุไว้เพียง4 กรณีเท่านั้น คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) อาชญากรรมสงคราม (War Crimes) การกำจัดชาติพันธุ์ (Ethnic Cleansing)และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity)เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองประชาชนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่เข้าข่ายทั้ง 4 กรณีข้างต้น

นอกจากนั้นในทางปฏิบัติ “ตัวแสดงภายนอกเองก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์และคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับไทยด้วย” เช่น หากไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็คงไม่มีใครแทรกได้แซงเพราะทุกคนก็ต้องการรักษาหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ส่วนชาติมหาอำนาจทั้งตะวันตกและตะวันออกก็มีเรื่องอื่นๆ ให้ไปสนใจมากกว่า

ขณะที่ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง” ก็ไม่ได้มุ่งหวังให้ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มขอรับการสนับสนุนเพื่อตั้งรัฐใหม่ เพราะไม่เช่นนั้นโลกก็คงแตกแยกไม่รู้จบ โดยสงวนไว้สำหรับชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน โดยสรุปแล้ว “การเลี่ยงใช้คำว่าความขัดแย้งไปใช้คำว่าสถานการณ์ รวมถึงเรียกผู้ก่อเหตุว่าผู้เห็นต่างจากรัฐไม่น่ามีผลใดๆ กับการป้องกันการแทรกแซงอำนาจอธิปไตย” แต่มีผลในด้านอื่นๆ เช่น ดึงดูดความสนใจเชิงลบจากตัวแสดงอื่นๆ (นักวิชาการหรือ NGO) อีกทั้งภาคส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้ใช้คำตามภาครัฐของไทย

“คำถามที่ 2 (การให้ฝ่ายที่ 3 เข้ามามีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ กับความเสี่ยงต่อการที่ปัญหาถูกยกขึ้นสู่ระดับสากลซึ่งกระทบต่ออธิปไตยของประเทศ)” เมื่อดูตัวอย่างจากประเทศใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ มีการให้ฝ่ายที่ 3 เข้ามามีบทบาท อาทิ เป็นคนกลางในการเจรจา สังเกตการณ์ ปลดอาวุธตามข้อตกลง ซึ่ง “ไม่พบว่าปัญหาถูกยกระดับเพราะการให้มีฝ่ายที่ 3” แต่มาจากปัจจัยอื่นๆ

เช่น กรณีอาเจาะห์ในอินโดนีเซีย ได้รับความสนใจจากเหตุการณ์สึนามิ จึงมีต่างชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม(น้ำสะอาด อาหาร ที่อยู่อาศัย) หรือกรณีมินดาเนาในฟิลิปปินส์ สถานการณ์ถูกยกระดับเพราะมีกลุ่มติดอาวุธที่หากินกับการจับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่ ทั้งนี้ ภาครัฐของทั้ง 2 ประเทศ กำหนดขอบเขตบทบาทให้ฝ่ายที่ 3 อย่างชัดเจนในกระบวนการสันติภาพ จึงเป็นไปได้น้อยมากที่ฝ่ายที่ 3 จะล้ำเส้นไปจากที่ตกลงกันไว้ อนึ่ง ฝ่ายรัฐกับกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กันมานาน การเจรจาโดยตรงอาจสำเร็จได้ยากกว่าการมีฝ่ายที่ 3 เป็นคนกลาง

“คำถามที่ 3 (โครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศบังคับให้รัฐต้องกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาจนอาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน)” จากการศึกษา “ไม่พบว่ามีการบังคับเช่นนั้น เนื่องจากหากมีสภาพบังคับจะเท่ากับรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของรัฐมากจนเกินไป” อย่างในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย การกระจายอำนาจนั้นเกิดขึ้นจากเจตจำนงของรัฐเองโดยไม่มีกฎหมายหรือสถาบันระหว่างประเทศไปบีบบังคับ

อย่างไรก็ตาม “อาจมีองค์กรระหว่างประเทศที่พยายามส่งเสริมการกระจายอำนาจ ในลักษณะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางอัตลักษณ์และความขัดแย้ระหว่างชนกลุ่มใหญ่กับชนกลุ่มน้อย” ถึงกระนั้น “การกระจายอำนาจจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งได้ก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยด้วย” เพราะแม้กระจายอำนาจแต่ยังมีนโยบายจำกัดสิทธิชนกลุ่มน้อย ในระยะยาวก็ยังมีโอกาสนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน เช่น กรณีประเทศยูโกสลาเวีย ที่ต่อมาแตกออกเป็นหลายประเทศ

(อ่านต่อฉบับวันที่ 1 ธ.ค. 2565)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดสวิตช์สว.-แก้รัฐธรรมนูญ’ ประเด็นผลักดัน‘เลือกตั้ง2566’

Posted on November 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/693925

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดสวิตช์สว.-แก้รัฐธรรมนูญ’  ประเด็นผลักดัน‘เลือกตั้ง2566’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดสวิตช์สว.-แก้รัฐธรรมนูญ’ ประเด็นผลักดัน‘เลือกตั้ง2566’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

เข้าสู่ช่วง “โค้งสุดท้าย” ของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันที่เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะหมดวาระซึ่งนั่นหมายถึง “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2566 “บรรยากาศการเมืองไทย ณ ปัจจุบันจึงค่อนข้างคึกคัก” ในการเปิดตัว (ว่าที่) ผู้สมัครรวมถึงนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวของแนวร่วมทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างใช้พื้นที่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์แสดงออกจุดยืนทางการเมืองของตนอย่างแข็งขันและเข้มข้น

เมื่อช่วงกลางเดือน พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ The Active จัดเสวนาหัวข้อ “เลือกตั้งครั้งต่อไป อนาคตประเทศไทยเอาไงต่อ?” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) โดยมีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองเข้าร่วม และ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของวงเสวนาครั้งนี้ อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2560) คือการที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 คน มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกนายกฯ

“การเลือกตั้งครั้งนี้มันกำลังจะเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ฝ่าย พรรคการเมืองที่ชนะแน่ๆ แต่อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล กับพรรคการเมืองที่แพ้แน่ๆ แต่อาจจะเป็นรัฐบาล ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ประเทศมีการเลือกตั้งแล้วมีการแข่งขันกันของ 2 ฝ่ายนี้ประเทศนั้นกำลังมีปัญหาอย่างสำคัญในทางการเมือง และผมไม่มีทางเชื่อว่าประเทศที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งแบบนี้จะเจริญเดินหน้าสถาพรต่อไปได้” ณัฐวุฒิ กล่าว

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นการตัดโอกาสที่ สว. จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งปัญหาคือ ก่อนเลือกตั้งบอกว่า สว. เลือกนายกฯ เป็นปัญหา แต่หลังเลือกตั้งกลับไปยกมือให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งเป็นรัฐบาล เรื่องนี้เป็นความท้าทายสำหรับผู้ที่เสนอตัวมาเป็นตัวแทนประชาชน

พริษฐ์ วัชรสินธุ Policy Campaign Manager พรรคก้าวไกล กล่าวว่า จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีมากกว่ามาตรา 272 ว่าด้วยการให้ สว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะ สว. ชุดปัจจุบันจำนวน 250 คน มาจากการเลือกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บวกกับ สว. โดยตำแหน่งของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ยังมีอำนาจออกเสียงกฎหมายปฏิรูปประเทศร่วมกับ สส. รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังที่เห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 272 ถูกปัดตกเพราะไมได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 แม้จะได้เสียงจาก สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนมากถึงร้อยละ 88 ก็ตาม อำนาจของ สว. ยังเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ทำให้องค์กรเหล่านั้นถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ ดังนั้นอำนาจของ สว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งต้องถูกแก้ไขเพราะขัดกับหลักประชาธิปไตยสากล สว. ที่มาจากการแต่งตั้งควรมีอำนาจน้อย แต่หากจะให้มีอำนาจมากก็ควรมาจากการเลือกตั้ง

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ถกเถียงกันได้ว่าเป็นประโยชน์หรือไม่กับการคาดการณ์อนาคต 20 ปี แต่ผมคิดว่าใจความสำคัญไม่ใช่ว่ามันเป็นประโยชน์หรือไม่ ใจความสำคัญคือปัจจุบันมันไปบรรจุอยู่ในกฎหมาย ว่าถ้ารัฐบาลไหนที่มาจากการเลือกตั้ง สมมุติปี 2566 มีรัฐบาลพรรคหนึ่งได้เสียงท่วมท้น มีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนจำนวนมาก แต่ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาจจะสามารถถูกขับออกจากตำแหน่งได้โดยใช้กลไกการร้องเรียนและวินิจฉัยโดย สว.-ป.ป.ช.-ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกัน” พริษฐ์ กล่าว

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นอกจากมาตรา 272 เรื่อง สว. มีอำนาจร่วมเลือกนายกฯ แล้ว ยังมีมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.อย่างน้อย 1 ใน 3 ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ควรถูกแก้ได้ง่าย แต่ก็ไม่ควรนำเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 มาเบรกการแก้ไข ขณะที่แนวคิดการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องกำหนดประเด็นให้ชัดว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ ไม่เช่นนั้นก็จะวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เช่น มุ่งเน้นแต่ไปแก้ไขระบบเลือกตั้ง

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยแก้ไขตามความเปลี่ยนแปลง คือ “โทษกับการมีผลทางกฎหมายย้อนหลัง” เช่น มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุว่า“บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้” ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ

โดยแม้โทษทางอาญาซึ่งมี 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุกกักขัง ริบทรัพย์และปรับ จะไม่มีผลย้อนหลังตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีโทษทางวินัย โทษทางแพ่ง รวมไปถึงตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมาที่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นหลายองค์กร นำมาสู่การมีระบบโทษใหม่ๆ นอกเหนือจากโทษทางอาญา การที่มาตรานี้ยังไม่ถูกแก้ไขตามไปด้วย ทำให้โทษอื่นๆ ที่ไม่ใช่โทษทางอาญายังมีผลย้อนหลังอยู่

“เรื่อง ส.ส.ร. คิดให้ดี ตั้งประเด็นก่อนว่าเป้าไหนต้องแทงไปที่หัวใจ ให้การบ้านก่อน โหวตกันตามนี้ก่อน จะทำประชามติโหวตไปก่อนก็ได้ แต่ต้องโหวตก่อนว่าคุณจะเอาอะไร ไม่ใช่ว่าไปโปรยไว้ก่อน ถ้าโปรยอย่างนี้ เกมการเมืองที่เขาถึงบอกว่าแสบที่สุด ดังเวลาทอดเวลานี่อันตรายที่สุด” อรรถวิชช์ กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในข้อแรกเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญต้องถูกแก้ไข แต่ความพยายามแก้ไขไปติดอยู่ที่ต้องได้รับการสนับสนุนจาก สว. ด้วย 1 ใน 3 เป็นเงื่อนไขที่ล็อกไว้ ดังนั้นทางออกคืออยากให้มี ส.ส.ร. ขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ขณะเดียวกัน “คนทำงานการเมืองก็ต้องไม่หยอดสิ่งที่จะเป็นเงื่อนไขเพิ่มความขัดแย้งในสังคมเข้าไป” โดยต้องมีความยืดหยุ่น สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มเติม

“2 โครงสร้างนี้ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นความหวัง มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในอนาคตได้แน่นอน” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(จบ) ถึงคราปรับใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน

Posted on November 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/693153

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(จบ)  ถึงคราปรับใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(จบ) ถึงคราปรับใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

(ต่อจากฉบับวันเสาร์ที่ 19 พ.ย. 2565) ยังคงอยู่กับงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ทรัพยากร (มนุษย์) กับการเมือง : การเมืองว่าด้วยการจ้างงาน การจัดการกำลังคน และเจเนอเรชั่น” จัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้ว รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพวิวัฒนาการระบบการจ้างงานของไทย (หรือสยาม) จากอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงหลากหลายปัจจัยที่ท้าทายคนทำงานด้านบริหารจักการทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนฉบับนี้ ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์ นักวิจัยอิสระในประเด็นนโยบายสาธารณะและกำลังคนภาครัฐ กล่าวถึงดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index)ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งพบว่า ในปี 2563 ไทยอยู่ในอันดับ 63 ของโลก ได้ 0.61 คะแนน หมายถึงเด็ก 1 คน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะสามารถสร้างผลิตภาพได้อยู่ที่ร้อยละ 60-61 ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนที่ผ่านมา นอกจากนั้น ไทยยังลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์เฉลี่ยประมาณ 2 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปี น้อยกว่าประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ถึง 3 เท่า

เมื่อดูต่อไปถึงโครงการกำลังพลในภาครัฐ ในปี 2563 เช่นกัน พบว่า5 อันดับแรกของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีจำนวนมากที่สุด ประกอบด้วย อันดับ 1 ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร้อยละ 25.35รองลงมา ข้าราชการพลเรือนสามัญ (ประจำกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ) ร้อยละ 24.97และอันดับที่ 3 ทหารประจำการ (ทหารอาชีพ) ร้อยละ 19.27 อันดับ 4 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 14.86 และอันดับ 5 ตำรวจ ร้อยละ 12.64

ทั้งนี้ “มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตอันใกล้ หรืออีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องจ่ายเงินของภาครัฐให้กับคนที่ไม่ได้ทำงานแล้วมากกว่าคนที่ทำงานอยู่ปัจจุบัน” เห็นได้จากการโตขึ้นของงบประมาณด้านบำเหน็จ-บำนาญเฉลี่ยร้อยละ 11 ต่อปี ในขณะที่งบค่าตอบแทนคนที่กำลังทำงานอยู่โตเฉลี่ยร้อยละ 1.7 ต่อปี และนี่คือหนึ่งในประเด็นท้าทายรัฐบาลชุดต่อไปหลังการเลือกตั้งในปี 2566

“แนวทางที่เขาจะใช้แก้ไขปัญหา เรื่องของการลดอัตรากำลังแน่นอนว่ายังคงอยู่ นอกจากนั้นส่วนราชการทั้งหมดจะต้องบรรจุอัตราว่างให้เสร็จภายใน 1 ปี เพื่อที่ให้การวิเคราะห์มันเสถียรที่สุด นอกจากนั้น ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ)สำนักงบประมาณ จะต้องใช้ดิจิทัลในการทำงานมากขึ้น แล้วก็ใช้Outsource (จ้างเหมาภายนอก) ในบางตำแหน่ง

คือจะให้ส่วนราชการไปสำรวจเลยว่าอะไรทำ Outsource ได้อะไรที่ทำ Outsource ไม่ได้ ให้รีบมาบอกเลย เพราะว่าจะต้องปรับครั้งใหญ่ มันเริ่มมีปัญหาแรงกดดันในตัวงบประมาณแล้วจริงๆ นอกนั้นก็จะมีเรื่องของการกระจายอำนาจซึ่งก็เป็นไปได้ยากมาก แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกเสนอขึ้นไป แล้วก็มีรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ ก็คือพนักงานราชการเฉพาะกิจมาช่วยในการแก้ปัญหาตรงนี้” ชัชวินธ์ กล่าวถึงแนวคิดการแก้ปัญหากำลังคนของภาครัฐ

ชัชวินธ์ อธิบายเพิ่มเติมในคำว่า “พนักงานราชการเฉพาะกิจ” หมายถึงการพบกันครึ่งทางของลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีเงินเดือนที่น้อยและใช้ระยะการจ้างที่สั้น กับพนักงานราชการที่เงินเดือนมากกว่า แต่การจ้างจะลดลงมาเหลือเพียง 1 ปี แนวคิดนี้แม้จะท้าทายในประเด็นคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เลือกเข้าไปทำงาน แต่ภาครัฐเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก แต่หลังจากนั้นส่วนราชการก็จะต้องบรรจุคนเข้าทำงานให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด
และยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหากำลังคนเป็นรายภาคส่วน แบ่งเป็น 1.กองทัพ การเปลี่ยนแปลงที่จะมาอย่างแน่นอนคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนภารกิจ ซึ่งการจะทำได้สัดส่วนของข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงกลาโหมก็ต้องมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าข้าราชการทหาร แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังคือการขยายอัตรากำลังของกองทัพเพื่อตอบสนองภารกิจซ้ำซ้อนกับพลเรือน เช่น การจัดการน้ำ การดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

2.ข้าราชการพลเรือน ต้องผลักดันหลักการ Open Government หมายถึงการเปิดเผยข้อมูลการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้, หลักการ Co-Production หมายถึงการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ (เอกชน-ประชาสังคม) ในการจัดบริการสาธารณะ เพื่อแบ่งเบาภาระของภาครัฐ และ 3.ภาคเอกชน การปรับตัวเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น แนวคิดเรื่อง Decentralized Autonomous Organization (DAO) หมายถึงการกระจายอำนาจในระดับทีม และใช้แอปพลิเคชั่นในการติดตามผลการทำงาน (Performance) เป็นระยะๆ,

การผลิตที่จะเป็นแบบ On-Demand มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนทำงานเพราะมีแนวโน้มที่การจ้างงานจะเป็นแบบสัญญาระยะสั้น หรือการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกำลังคนตามลูกค้าที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน องค์กรในภาคเอกชนต้องเผชิญความท้าทายจากความคาดหวังต่างๆ เช่น เป็นองค์กรที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นองค์กรที่พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุข เป็นองค์กรที่มีผู้นำดี ฯลฯ

“ที่จะเจอทั้ง 3 ส่วนไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการพลเรือนหรือว่าธุรกิจ ก็คือเรื่องของการ Downsize (ลดขนาดองค์กร) เรื่องของ Network (การทำงานแบบเครือข่าย) Digital Transformation (เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีในการทำงาน) อันนี้เจอแน่ๆ ถ้าช้าจะมีปัญหามากเพราะพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไปค่อนข้างมากแล้ว AI (ปัญญาประดิษฐ์) อันนี้ผมคิดว่าเราเริ่มเรียนรู้จากจีนมากขึ้นแล้ว

ในวงการกฎหมายก็มีการศึกษาเรื่องนี้ เพราะอย่างที่จีนก็ใช้ในเรื่องของการคัดกรองคดีได้ค่อนข้างดีถึง 97% แล้วก็เรื่องของการเปิดพื้นที่ Co-Creation (มีส่วนร่วม) เรื่องของ Innovative Based (ฐานนวัตกรรม) และต้องคำนึงถึง Global Citizenship (ความเป็นพลเมืองโลก) ของคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่องค์กรจะต้อง Concern (ให้ความสำคัญ) มากๆ ขึ้นในภาพรวม” ชัชวินธ์ ระบุ

ในตอนท้าย ชัชวินธ์ กล่าวถึงข้อค้นพบเกี่ยวกับ “ปัจจัยที่ทำให้คนไทยลาออกจากที่ทำงาน (เดิม)” โดยอ้างอิงจากผลการศึกษาองค์กรขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนอย่างละ 1 แห่งพบว่า งานและสภาพการทำงานเป็นปัจจัยที่ทำให้คนลาออกมากที่สุดในฝั่งภาครัฐ (เช่น กฎระเบียบที่อึดอัด การเติบโตช้า พฤติกรรมการสั่งงานของหัวหน้างาน) ขณะที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนลาออกมากที่สุดในฝั่งภาคเอกชน (หมายถึงเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในระนาบเดียวกันไม่ใช่หัวหน้างาน)

“อันนี้อาจจะต้องทุกเจน (Generation-รุ่นหรือช่วงวัย) เรื่องของการปฐมนิเทศ เรื่องของค่าตอบแทน เรื่องของการดูแลจิตใจ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำมีปัญหาแน่นอนถ้าเกิดเราอยากรักษาคนไว้” ชัชวินธ์ กล่าว

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(1) มองการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค

Posted on November 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/692943

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(1)  มองการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยกับกำลังแรงงาน(1) มองการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ทรัพยากร (มนุษย์) กับการเมือง : การเมืองว่าด้วยการจ้างงาน การจัดการกำลังคน และเจเนอเรชั่น” เมื่อเร็วๆ นี้ โดย รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากพูดถึงมุมมองในการบริหารคน จะมีคำศัพท์ที่พบได้บ่อยๆ คือ

1.การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) คำนี้มีรากศัพท์มาจากด้านวิศวกรรม ให้น้ำหนักเน้นไปที่การควบคุมกำกับ กำหนดลำดับชั้นการบังคับบัญชา และทำให้เกิดมาตรฐาน หรือมีลักษณะเป็นทางการ 2.การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) คำนี้มีรากศัพท์มาจากด้านจิตวิทยา มองคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เหมือนทรัพย์สิน (Asset) ที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี จึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระยะยาว เช่น ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานจนถึงเกษียณ หรือแม้แต่เกษียณแล้วก็ยังมีสวัสดิการ

และ 3.การบริหารทุนมนุษย์ (Human Capital Management) คำนี้มีรากศัพท์มาจากด้านเศรษฐศาสตร์ มองว่าการลงทุนในมนุษย์ทำให้ได้รับประโยชน์ตามมา ไม่ใช่ของคนคนนั้นอย่างเดียวแต่รวมถึงหน่วยงานด้วย แต่การใช้คำว่า “ทุน” จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับการสนับสนุน แต่หน่วยงานจะมองหาคนที่ดูแล้วว่าหากลงทุนกับคนคนนั้นจะเกิดความคุ้มค่า ซึ่งทั้ง 3 คำนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารแต่ละองค์กรจะเลือกให้น้ำหนักคำใด อันจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายในองค์กรด้วย

เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การจ้างงานของไทย สามารถแบ่งได้ 1.ยุคปี 2418-2434 ซึ่งปี 2418 เป็นปีที่เริ่มมีระบบ “เงินเดือน” ใช้เป็นครั้งแรก จากเดิมบุคลากรที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (ข้าราชการ-ขุนนาง) เคยมีรายได้จากระบบ “กินเมือง” หมายถึงส่วยหรือภาษีจากพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องนำส่งส่วนกลาง ผู้มีอำนาจในพื้นที่นั้นสามารถแบ่งส่วนหนึ่งออกมาเป็นรายได้ของตนได้ ซึ่งการเปลี่ยนจากระบบกินเมืองเป็นระบบเงินเดือน ทำให้รัฐส่วนกลางมีอำนาจมากขึ้นผ่านกลไกที่ภาษีทั้งหมดถูกรวมเข้าส่วนกลางก่อนจัดสรรเป็นเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ

2.ยุคปี 2435-2474 หลังเปลี่ยนผ่านจากระบบกินเมืองมาเป็นระบบเงินเดือนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐได้ระยะหนึ่ง “การค้าขาย” พลอยได้รับอานิสงส์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย โดยประชาชนสามารถซื้อ-ขายสินค้าได้เองไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐอีกต่อไป ซึ่งหากนับจากปี 2435 ไปจนถึงปี 2474 สยามหรือไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายด้าน ไล่ตั้งแต่การเลิกระบบไพร่-ทาส (แต่สังคมไทยก็ยังคงนับถือคนมียศถาบรรดาศักดิ์อยู่) การก่อตั้งกระทรวงขึ้นเพื่อรับผิดชอบงานด้านต่างๆ ในภาครัฐ

เริ่มมีการสรรหาคนทำงานตามความชำนาญเฉพาะด้าน โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นกระทรวงแรกที่มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ เนื่องจากยุคนั้นมีการส่งคนไปศึกษาวิทยาการหลายด้านในทวีปยุโรป อีกทั้งมีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับฝึกอบรมบุคคลเพื่อรับราชการโดยเฉพาะ (ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รวมถึงในปี 2471 มีการออก พ.ร.บ.ระเบียบราชการพลเรือน มาบังคับใช้

3.ยุคปี 2475-2529 ด้านการเมืองหันมาใช้ระบบเลือกตั้งผู้ปกครอง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและการศึกษามีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง ประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น ยุคนี้มีลักษณะของ “สามเหลี่ยมแห่งอำนาจ” หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ ขณะเดียวกัน ปัญหาในภาครัฐเริ่มซับซ้อนขึ้น จนเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ อีกทั้งมีการขยายตัวของโครงสร้างระบบราชการ เช่น ตั้งหน่วยงานใหม่ๆ ระดับกรมขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้การสอบเข้ารับราชการใช้ระบบเดียวกันทั้งหมด (ภาค ก, ข และ ค) รวมถึงเรื่องเงินเดือนเจ้าหน้าที่ก็เช่นกัน 4.ยุคปี 2530-2539 ยุคนี้ประเทศไทยเศรษฐกิจเติบโตสูงมาก นำมาซึ่งการขยายตัวของภาคเอกชน เกิดภาวะ “สมองไหล” หมายถึงคนเก่งๆ เริ่มหันไปหางานทำในบริษัทเอกชนมากขึ้น เพราะมีแรงจูงใจจากการจ่ายเงินเดือนมากกว่าเมื่อเทียบกับการรับราชการ แต่ภาครัฐก็ยังขยายระบบราชการต่อไปผ่านการตั้งกระทรวง กรม กองใหม่ๆ โดยหวังให้ตอบโจทย์สภาพปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น

และ 5.ยุคตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา โครงสร้างระบบราชการมีการปรับเปลี่ยน เช่น มีการเกิดขึ้นขององค์การมหาชน หน่วยงานภาครัฐต้องหารายได้มากขึ้น มีการปะทะกันระหว่าง 2 แนวคิด คือผู้บริหารหน่วยงานของรัฐควรมาจากระบบอาวุโส (ไต่เต้าจากการเริ่มทำงานในหน่วยงานนั้นตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนก้าวหน้าขึ้นมาเป็นระดับบริหาร) หรือเปิดทางให้คนนอกเข้ามาได้ (ไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือสรรหา) ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็มีอิทธิพลมากขึ้นในการแต่งตั้งโยกย้าย มีการเกิดขึ้นของระบบการจ้างงานภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการ อาทิ พนักงานราชการ

“ยุคที่ 5 เป็นเหมือน GMO ตัดแต่งพันธุกรรม ต้องบอกว่ายุคที่ 5 เริ่มมีการจ้างงานประเภทที่เป็นตามสัญญามากขึ้น เป็นระบบพนักงานราชการ แต่ในขณะเดียวกันกลิ่นอายของกฎระเบียบไม่ได้หายไป ความสัมพันธ์ระยะยาวก็ไม่ได้หายไป ขณะเดียวกันก็เจอสัญญาที่บีบรัดมากขึ้นด้วยในยุคที่ 5” อาจารย์สุนิสา ระบุ

อาจารย์สุนิสา กล่าวต่อไปถึงหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในงานด้านทรัพยากรมนุษย์ เช่น 1.สังคมสูงวัย (Aged Society) ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เพราะคนที่เกษียณอายุออกไปแล้วความรู้ความชำนาญก็จะออกไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายคนแม้อายุ 60-70 ปี ก็ยังดูไม่แก่ ดังนั้น นโยบายการจ้างงานจึงควรมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น

2.ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ปัจจุบันคนที่ยังทำงานอยู่อาจแบ่งได้ 3 รุ่น คือ เจนเอ็กซ์ (อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป) เจนวาย (อายุประมาณ 20 ปลายๆ-40 ต้นๆ) และเจนแซด (อายุ 20 ต้นๆ) ส่วนเบบี้บูมเมอร์เกษียณไปแล้ว (เว้นแต่บางคนที่ยังทำงานแบบตามสัญญาจ้าง-Contract Base) โดยคน 3 รุ่นข้างต้นมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ เจนเอ็กซ์มีนิสัยอดทนสูงและหากจะทำอะไรต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ส่วนเจนวายจะชอบความท้าทายและการได้ลองนำเสนอสิ่งใหม่ๆ แต่ถึงกระนั้นเจนวายก็ทำเรื่องดังกล่าวได้ไม่รวดเร็วว่องไวเท่าเจนแซด

3.คนโตไม่ทันตำแหน่งงาน (Manpower) เมื่อมีคนเกษียณอายุจำนวนมาก คนรุ่นถัดไปก็ต้องเลื่อนขึ้นสู่
ตำแหน่งบริหาร เช่น เจนเอ็กซ์อาจต้องนั่งตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน เจนวายก็ต้องขึ้นเป็นผู้บริหารระดับกลาง หรือแม้กระทั่งบางหน่วยงานเจนแซดเพิ่งทำงานได้ไม่นานก็ต้องขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายแล้ว ซึ่งงานบางอย่างไม่ได้รับผิดชอบแต่คน แต่ยังรวมถึงรับผิดชอบงานและผลกระทบต่อประชาชนด้วย

4.ภาวะ “หมดไฟในการทำงาน (Burnout)”, “เบื่องาน (Bore Out)”, “ทำงานแบบอยู่ไปวันๆ หนึ่ง (Quiet quitting)” ในองค์กรจะพบคนที่เจอภาระงานหนักมากจนรู้สึกทนไม่ไหวและหมดไฟในการทำงาน หรือคนที่ทำงานซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนรู้สึกเบื่อหน่าย หรือคนที่ทำงานเฉพาะในขอบเขตหน้าที่ จะไม่ทุ่มเททำอะไรไปมากกว่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนการลาออกแบบเงียบๆ

นอกจากนั้นยังมีคำอื่นๆ เช่น Great Resignation (การลาออกครั้งใหญ่), Boomerang Employee (ลาออกไปแล้วยังขอกลับมาทำงานที่เดิม) ซึ่งพบแม้กระทั่งในหน่วยงานภาครัฐเนื่องจากกำลังคนไม่พอ จึงเปิดช่องให้คนที่ออกไปแล้วกลับเข้าทำงานได้, Talent War (การแย่งชิงคนเก่ง) ซึ่งในภาคเอกชนจะมีสภาวะนี้รุนแรงมาก มีการเฝ้ามองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แม้กระทั่งบางคนที่กำลังเรียนอยู่ยังไม่จบแต่มีประวัติโดดเด่นก็จะมีบริษัทต่างๆ ส่งเทียบเชิญให้ไปทำงานด้วย

“Human Capital (ทุนมนุษย์) อย่าเพิ่งมองแต่ในส่วนความสามารถ แต่มันจะมีอีก 2 ส่วนที่สำคัญคือ Social Capital (ทุนทางสังคม) กับ Psychological Capital (ทุนทางจิตใจ) ตอนนี้ถ้าเราไปดูทั้ง 2 ตัวมันน่าห่วงมากกว่าเรื่องของทุนทางปัญญาเสียอีก โดยเฉพาะของเจเนอเรชั่นใหม่นี่คือเปราะบางมาก ดังนั้นเรื่อง Mental health at Work (สุขภาพจิตในการทำงาน) ควรต้องกลายเป็นเรื่องที่เป็นวาระแห่งชาติ ไม่อยากให้เป็นแค่วาระขององค์กรด้วยซ้ำ

หลายที่เริ่มมี อย่างที่ไปดูงานหน่วยงานที่ได้รางวัลนายจ้างเมื่อหลายปีก่อนของคนเจนวาย เขาก็ต้องมีเหมือน Mental Health Service (บริการด้านสุขภาพจิต) เชิญผู้บำบัดด้านสุขภาพจิตมาที่หน่วยงานทุกสัปดาห์ แล้วมันก็ช่วยให้คนสภาพจิตใจดีขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ความสัมพันธ์ในที่ทำงานดีขึ้น” อาจารย์สุนิสา กล่าว

(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. 2565)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(จบ) มี‘ประวัติ’ตัดโอกาสกลับตัวใหม่

Posted on November 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/691765

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(จบ)  มี‘ประวัติ’ตัดโอกาสกลับตัวใหม่

สกู๊ปแนวหน้า : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(จบ) มี‘ประวัติ’ตัดโอกาสกลับตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

(ต่อจากฉบับวันที่ 12 พ.ย. 2565)

ยังคงอยู่กับงานสัมมนาวิชาการ “ปัญหาการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย”จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนที่แล้วกล่าวถึงผลกระทบจากแนวคิดเรื่องการประกันตัวที่เน้นการขังเป็นหลัก-ปล่อยเป็นรายกรณีไป ส่วนในตอนนี้จะว่าด้วยอีกปัญหาหนึ่งคือ “ประวัติอาชญากรรม” ที่ทำให้คนจำนวนมากไม่มีที่ยืนในสังคม โดยไม่แยกว่าจะเป็นความผิดแบบใด หรือแม้แต่ไม่แยกว่าคดีนั้นศาลตัดสินถึงที่สุดว่าผิดจริงแล้วหรือไม่

พล.ต.ต.เจนเชิง ประทุมสุวรรณ ผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร (ผบก.ทว.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ฐานข้อมูลประวัติอาชญากรที่รวบรวมไว้ มีจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 16 ล้านรายการ ในเบื้องต้นทางกองทะเบียนฯ ได้พิจารณาไปแล้วประมาณ 3 ล้านรายการ ในจำนวนนี้แบ่งเป็นกลุ่มที่เข้าหลักเกณฑ์ 1.3 ล้านรายการ กับไม่เข้าหลักเกณฑ์อีก 1.7 ล้านรายการ

กระทั่งในช่วง 1 ปีล่าสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้ในชื่อโครงการ “ลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตให้ประชาชน” โดยจากฐานข้อมูลที่ค้างอยู่ 12 ล้านรายการ ตรวจสอบพบ 7.5 ล้านรายการ ทางสถานีตำรวจได้รายงานมาแล้วว่ามีผลคดีถึงที่สุด ส่วนที่เหลืออยู่อีก 4.5 ล้านรายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการ กับคดีที่ขาดอายุความ

สำหรับในกลุ่ม 7.5 ล้านรายการ มีอยู่ราว 8 แสนรายการ หรือ 8 แสนคน เข้าเกณฑ์ได้รับการคัดแยกหรือลบประวัติ โดยเกณฑ์ดังกล่าวมี 19 ข้อ เช่น เสียชีวิต อัยการสั่งไม่ฟ้อง ศาลยกฟ้อง กฎหมายแก้ไขให้เรื่องนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ถูกลงโทษปรับเพียงสถานเดียว ถอนคำร้องทุกข์ มีการรื้อคดีมาสอบใหม่แล้วพบว่าคนคนนั้นไม่ใช่ผู้กระทำผิด เป็นความผิดที่ผู้กระทำเป็นเยาวชนหรือเป็นคดีความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีกราว 6.8 ล้านรายการไม่เข้าข่ายเกณฑ์นี้ เพราะเป็นกลุ่มที่ศาลตัดสินลงโทษจำคุกแล้ว

“เดิมเราก็มองว่าเราจะรอจากสถานีตำรวจหรือหน่วยสอบสวนอื่น เช่น บช.ก. บช.ปส. ตำรวจท่องเที่ยว หรือ สอท. จะแจ้งกลับมา ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผู้บังคับบัญชาให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรดำเนินการในเชิงรุก เป็น Big Data เชื่อมโยงอะไรได้ อย่างนี้เราทำแล้ว อย่างเช่นเราจะพิสูจน์การตายเราก็ไปที่กรมการปกครอง ไปดูจากทะเบียนราษฎร์ อย่างนี้เราทำไปแล้ว และในส่วนของทางศาล ถ้าเราจะนำเรียนท่านขอข้อมูล บางทีทางเทคนิคพอมีจำนวนเยอะหลายๆ รายการ พอเอามารวมกัน มาจับคู่กันมันอาจจะเจอกันลำบาก

เพราะระบบการเขียน AI มันจะไม่ตรงกันมากนัก แต่ในทางปฏิบัติที่ทำอยู่ในปัจจุบันมันก็ไม่ต้องไปทางนั้นทางเดียว เราอาจจะใช้วิธีรับฟังจากประชาชน คือทางศาลท่านรู้อยู่แล้ว อาจจะมีคำพิพากษาติดไว้ในที่ของตัวเอง หรืออัยการมีหนังสือไปถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าสถานะของเขาเป็นอย่างไร อันนี้ถ้าเป็นฝ่ายพวกนี้นำมาเสนอเรา เรานำมาพิจารณาได้ ในส่วนของคดีที่พิจารณาแล้ว เราสามารถขอกับทางราชทัณฑ์ได้ ราชทัณฑ์ก็จะมีว่าคนไหนพ้นโทษแล้ว คนไหนติดคุกมาแล้ว เราก็เอาตรงนี้มาใช้ได้” พล.ต.ต.เจนเชิง ระบุ

ชัยวัฒน์ ร่างเล็ก รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงร่างกฎหมายทะเบียนประวัติอาชญากร ว่า เหตุที่มีร่างแก้ไขกฎหมายนี้ขึ้นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่ผ่านมา เช่น 1.กำหนดนิยามอาชญากรให้หมายถึงผู้ที่ศาลมีคำตัดสินว่าผิดจริงแล้วเท่านั้น แก้ปัญหาที่องค์กรต่างๆ มาขอตรวจประวัติคนสมัครงานแล้วพบข้อมูลส่วนนี้ด้วยแล้วตัดโอกาสการได้งานทำ แม้เป็นกรณีเพิ่งถูกจับและอัยการยังไม่สั่งฟ้องด้วยซ้ำ

2.การจัดเก็บประวัติอาชญากรรมจะแบ่งเป็น 2 ชั้น คือชั้นที่เปิดเผยได้และไม่ได้ โดยในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ไม่มีการลบประวัติอาชญากรรม แต่จะแบ่งว่าความผิดระดับใดมีระยะเวลาเท่าใดหลังพ้นโทษ โดยหากพ้นโทษแล้วไม่ได้ทำผิดอีกในระยะเวลาที่กำหนดประวัตินั้นจะไม่ถูกเปิดเผยเป็นการทั่วไปอีก เหตุที่มีกฎหมายแบบนี้ก็เพื่อให้คนที่เคยพลาดพลั้งได้มีที่ยืนในสังคม

ซึ่งร่างกฎหมายใหม่ของไทยก็นำหลักนี้มาใช้ อาทิ คดีที่กระทำผิดขณะยังเป็นเยาวชน คดีที่ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน คดีที่ผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกและพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตภายนอกแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ความผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษ ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท กลุ่มนี้จะไม่มีการเปิดเผยประวัติเป็นการทั่วไปอีก ปัจจุบันร่างกฎหมายนี้ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

“อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเปิดเผยได้ กรณีที่เปิดเผยได้เจตนาคือเพื่อคุ้มครองสังคม เพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพราะถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถต่อยอดเพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอีกกลุ่มได้ ฉะนั้นในเรื่องการเปิดเผยได้จะเป็นประวัติอาชญากรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการต้องหาคดีตามหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ คือเปิดเผยตามหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมหรือหน่วยงานความมั่นคง หรืออาชีพสำคัญๆ” รอง ผอ.สำนักงานกิจการยุติธรรม กล่าว

รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวเสริมในส่วนของร่างแก้ไขกฎหมายประวัติอาชญากรรม ว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาของคนจำนวนมาก ตั้งแต่คนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีแต่ภายหลังศาลตัดสินยกฟ้อง หรือแม้แต่คนที่เคยทำผิดถึงชดใช้โทษในเรือนจำครบแล้วออกมาก็ไม่สามารถดำรงชีพอย่างมนุษย์ปุถุชนเพราะหางานทำไม่ได้ แน่นอนว่าคดีบางประเภทที่ร้ายแรง เช่น คดีทางเพศ คดีก่อการร้าย อาจกำหนดเงื่อนไขให้เปิดประวัติได้ แต่คดีอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเวลาผ่านไปอาจไม่ต้องเปิดเผยอีก เพื่อให้ใช้ชีวิตปกติในสังคมได้

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อผู้กระทำผิดได้รับโทษแล้ว ออกจากเรือนจำแต่ยังมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิต เท่ากับไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้จะได้รับการฝึกทักษะอาชีพขณะถูกจองจำอยู่ก็ตาม แต่อีกประเด็นที่เป็นปัญหากระบวนการยุติธรรมคือ “ระบบกล่าวหา” ในฐานะที่ทำงานในกระทรวงยุติธรรมมาตลอดจนเกษียณ โดยเริ่มต้นจากงานนักสังคมสงเคราะห์ในกรมราชทัณฑ์ ทำให้มีโอกาสได้พบเห็นชีวิตของผู้ต้องขัง หลายคนไม่มีทนายความ หลายคนเข้าไม่ถึงการประกันตัวเพราะความเหลื่อมล้ำด้านฐานะ

และแม้ต่อมาจะมีระบบการเข้าถึงทนายความ แต่ในความเป็นจริงคือทนายความในชั้นสอบสวนกับชั้นศาลเป็นคนละคนกัน “การสู้คดีในระบบกล่าวหาจึงเป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียม” เพราะในทางกลับกัน คนร่ำรวยมีฐานะดี สามารถหาทนายความมาทำงานได้ต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาล อีกทั้งเข้าถึงการยื่นขอประกันตัว จึงมีโอกาสต่อสู้คดีได้มากกว่า..เรื่องนี้จะแก้ไขกันอย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปลดล็อก‘น้ำเมารายย่อย’ เปิดช่อง‘ขาย-โฆษณา’น่าคิด

Posted on November 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/691161

สกู๊ปแนวหน้า : ปลดล็อก‘น้ำเมารายย่อย’  เปิดช่อง‘ขาย-โฆษณา’น่าคิด

สกู๊ปแนวหน้า : ปลดล็อก‘น้ำเมารายย่อย’ เปิดช่อง‘ขาย-โฆษณา’น่าคิด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปสำหรับความพยายามของเครือข่ายผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายย่อยหรือธุรกิจระดับชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนผู้มีรสนิยมชมชอบเครื่องดื่มดังกล่าว ในการปลดล็อกข้อจำกัดที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2565 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตีตกร่างกฎหมาย
“สุราก้าวหน้า” หรือ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับแก้ไข)ด้วยคะแนน 196 ต่อ 194 เสียง ขณะที่ กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ.2565 ซึ่งออกมาในวันที่ 1 พ.ย. 2565ก็ถูกมองว่าไปไม่สุดทาง

โดยค่ำวันที่ 2 พ.ย. 2565 ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในฐานะแอดมินเพจ “Surathai” เครือข่ายผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายย่อยระดับท้องถิ่นจัดรายการสดผ่านเพจของตน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกฎกระทรวงฉบับใหม่ไว้อย่างน่าคิด เช่น “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อบริโภคในครัวเรือน (ไม่ใช่เพื่อการค้า)” แม้จะเปิดช่องให้ทำได้เมื่อเทียบกับในอดีตที่ห้ามเด็ดขาด แต่ก็ยังต้องไปขออนุญาตและต้องถูกควบคุมภาพ

หรือเรื่องของ “การกำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำ” ที่แม้เครื่องดื่มกลุ่มเบียร์จะไม่กำหนดแล้ว แต่ในส่วนของเหล้ายังคงกำหนดไว้เช่นเดิม กล่าวคือ โรงงานผลิตสุราขาว กำลังผลิตขั้นต่ำ 28 ดีกรี 90,000 ลิตรต่อวัน ส่วนโรงงานผลิตวิสกี้ บรั่นดี ยิน กำลังผลิตขั้นต่ำ 28 ดีกรี 30,000 ลิตรต่อวัน รวมถึงการอนุญาตให้สุราชุมชนเพิ่มกำลังการผลิตจากไม่เกิน 5 แรงม้า เป็นไม่เกิน 50 แรงม้า แต่ยังอนุญาตเฉพาะการผลิตเหล้าขาวเท่านั้น เป็นต้น

สำหรับร่างกฎหมายสุราก้าวหน้าที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันหลังถูกโหวตคว่ำในวาระ 3 นั้น เป็นความพยายามผลักดันโดยเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพฯพรรคก้าวไกล ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พรรคชาติพัฒนากล้า ก็เป็นอีกพรรคการเมืองที่พยายามผลักดันเช่นกัน ซึ่งทางพรรคได้เปิดแถลงเข่าวเดินหน้าปลดล็อกเงื่อนไขจำกัดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา

ในเวทีนี้ ผศ.ดร.เจริญ ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย โดยระบุว่า ยังมีกฎกมายอีกฉบับหนึ่งที่เป็นปัญหา คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง “หลายคนวิตกกังวลว่าวันดีคืนดีอาจถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณหรือชักชวนให้ดื่ม” ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยที่แม้จะนำผลิตภัณฑ์ไปประกวดได้รางวัลอะไรมาก็ไม่สามารถแสดงบนฉลากได้ ไปจนถึงนักเขียนแนววิจารณ์คุณภาพสินค้า (รีวิว-Review) และการสนทนากันของบุคคลทั่วไปผ่านช่องทางออนไลน์ที่ต้องระมัดระวัง

“ล่าสุดก็จะมีสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊คที่เขาพูดคุยกันถึงเรื่องความชื่นชมในตัวสินค้า ในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่เขาเอามาแสดงในกลุ่มซึ่งมันเป็นปิดที่เขาพูดคุยกัน แต่ก็ยังมีเรียกว่าเป็นหนอน ก็เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มด้วยแล้วก็ไปแคปหน้าจอว่าเขาพูดถึงเครื่องดื่มตัวหนึ่งแล้วเขาก็บอกว่าตัวนี้มันก็อร่อยดีนะ ซึ่งคำนี้จริงๆ แล้วมันคือการแสดงความรู้สึกส่วนตัว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไปตีความว่ามันเป็นการชักจูงให้ดื่ม” ผศ.ดร.เจริญ กล่าว

นอกจากการห้ามโฆษณาแล้ว “การออกข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับการห้ามขาย” ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่อยู่ใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เช่น นักท่องเที่ยวเดินทางมาจากต่างประเทศ เพิ่งลงจากเครื่องบิน จะหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับซื้อไม่ได้เพราะอยู่ในช่วงเวลาห้ามขายหรือการห้ามขายใน 5 วันสำคัญทางศาสนาพุทธ นักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็ไม่สามารถหาซื้อมาดื่มได้ ทั้งนี้ มีการรวบรวมรายชื่อจนครบ 1 หมื่นชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมาย
ดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา

ขณะที่ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ทางพรรคมีจุดยืนสนับสนุน “เกษตรแปรรูป” หรือเกษตรอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น องุ่นจะมีค่ามากที่สุดเมื่อถูกแปรรูปเป็นไวน์ สับปะรดจะมีค่ามากที่สุดเมื่อถูกแปรรูปเป็นบรั่นดี ซึ่งการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวิถีการเกษตรแบบเดิมๆ ที่ขายแต่วัตถุดิบ มีแต่ต้องปรับเปลี่ยนไปสู่แนวทางนี้

“มันไม่ได้ส่งเสริมให้คนไทยกินเหล้ามากขึ้น อังกฤษ สกอตแลนด์ เขาขายสุราชั้นดี เขาติดเหล้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองไหม? ญี่ปุ่นเขามีสาเกชั้นเลิศ เขาติดเหล้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองไหม? ไม่ใช่!เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปสู่เกษตรมูลค่าสูง มาแนวทางนี้คือแนวทางที่ถูกต้อง แต่แน่นอน พ.ร.บ.สรรพสามิต พูดถึงซีกเดียวคือซีกการผลิต ผมว่ามันไม่จบ แม้กระทั่งกฎหมาย พ.ร.บ.สรรพสามิต หรือสุราก้าวหน้า อนุมัติผ่านก็ไม่จบ เพราะมันไม่ได้พูดเรื่องการขาย เรากำลังพูดให้เขาผลิต แต่เราไม่เคยพูดเรื่องการขาย ผลิตได้ขายไม่ได้ แบบนี้มีปืนไม่มีกระสุน”
อรรถวิชช์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ทางพรรคเสนอ 3 ข้อ ซึ่งทำได้ทันทีไม่ต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสมัยหน้า และไม่ต้องรอให้แก้ไขกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เรียบร้อยเสียก่อน โดยสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ดำเนินการได้ทันที ประกอบด้วย 1.ยกเลิกข้อกำหนดห้ามขายระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากกลัวเจ้าหน้าที่รัฐดื่มกันยาวตั้งแต่ช่วงพักกลางวัน แต่ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยว เคยมีผู้มาเยือนมากถึง 40 ล้านคน

2.ยกเลิกข้อกำหนดห้ามขายทางออนไลน์ การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์ของรายใหญ่มีวางจำหน่ายตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ 3.ยกเลิกข้อกำหนดห้ามระบุสรรพคุณหรือส่วนผสมบนฉลาก เช่น ผลิตภัณฑ์เหล้าขาวแบรนด์หนึ่งขายในไทยบอกได้แต่เป็นสุราขาว แต่ส่งไปขายต่างประเทศบอกได้ว่าเป็นจิน (Gin) หรือวอดก้า (Vodka)

ด้าน ธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวเสริมในส่วนของข้อกำหนดเรื่องฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะแก้ไขให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ ที่จะสามารถแสดงตัวตนของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไรโดยยังมีกรอบควบคุมอยู่ นอกจากนั้นยังไปเชื่อมโยงกับการอธิบายผลิตภัณฑ์บนฉลาก ซึ่งก็ก้ำกึ่งว่าจะเข้าข่ายจูงใจหรือโฆษณาหรือไม่ แต่การแก้ไขข้อกำหนดกลุ่มนี้สามารถทำได้ผ่านกฎหมายลำดับรองที่รัฐบาลแก้ไขได้เอง เช่น จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วนายกรัฐมนตรีก็ลงนามเป็นประกาศออกมา

“เมื่อประกาศแล้ว แก้ไขแล้ว ยกเลิกเพิกถอนในสิ่งที่มันเป็นอุปสรรค 3 เรื่องที่บอก ก็มีการที่จะต้องเฝ้าติดตามดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคุ้มค่ากับเรื่องของสังคม เศรษฐกิจและประโยชน์สาธารณะหรือไม่ ถ้าดูแล้วไม่คุ้มค่า ไม่เป็นประโยชน์ ก็กลับมาบังคับใช้ใหม่ได้ นี่คือ Quick Win (แผนระยะสั้น) ถ้ามันไม่ดีก็กลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นอำนาจของรัฐบาล ของแค่ระดับ ครม. ประชุมโดยนายกฯ ได้อยู่แล้ว ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมมองว่าไม่ได้กระทบต่องบประมาณแผ่นดินเลย ไม่ได้ของบ 200 300 400 ล้าน มาช่วยเศรษฐกิจ มาช่วยเกษตร” ธนากร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,247 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
ธนกร ชู อนุทิน นั่งนายกฯ สานต่อนโยบายเพื่อประชาชน ชี้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศเวลานี้มากที่สุด
บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี
สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ
โอ๊ยเล่าเรื่อง  'พนักงานใหม่(โปรดรับไว้พิจารณา)(HUMANRESOURCE)'

Recent Posts

  • WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม
  • เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี
  • ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน
  • ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
  • วงการฮอลลีวูดสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d