Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘น้ำประปา’หล่อเลี้ยงเมือง ต้องการใช้เพิ่ม..ถึงเวลาคุม?

Posted on August 21, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674633

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘น้ำประปา’หล่อเลี้ยงเมือง  ต้องการใช้เพิ่ม..ถึงเวลาคุม?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘น้ำประปา’หล่อเลี้ยงเมือง ต้องการใช้เพิ่ม..ถึงเวลาคุม?

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

“ในอดีตวิกฤตการณ์น้ำที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตามวัฏจักรของวงจรธรรมชาติ แต่ปัจจุบันถ้าเราเริ่มสังเกต เราจะพบว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเริ่มเกิดขึ้นนอกฤดูกาลมากขึ้น จริงๆ ก็มีสาเหตุด้วยกันหลายปัจจัย ปัจจัยที่เรามักจะชี้กันไปที่เขาเลยคือเรื่องของ Climate Change (ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ) แต่บางทีเราก็อาจจะลืมไปว่า การเกิดขึ้นของ Climate Change มันเกิดขึ้นจากตัวเราเอง เราเป็นผู้สร้างให้มันเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น”

ตอนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “แนวโน้มความต้องการใช้น้ำในเขตกรุงเทพมหานคร”โดย รศ.ดร.ธีรนงค์ สกุลศรี นักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในรายการตามตะวัน ช่วงมหิดล นัมเบอร์ 1 สถานีวิทยุศึกษา FM 92.0 MHz ซึ่งเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คเพจ “Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand” ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ไม่ได้เป็นภัยตามฤดูกาลอีกต่อไป

นอกจาก Climate Change หรือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ อาทิ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ความต้องการใช้น้ำจากภาคส่วนต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบของมลพิษต่อแหล่งน้ำสะอาด ไปจนถึงกฎกติกาที่เคยใช้อยู่เดิมอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดย “เมืองหรือชุมชนมีการขยายตัวมากขึ้น ไม่เพียงกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงจังหวัดอื่นๆ และแม้กระทั่งจุดที่เป็นป่าต้นน้ำ” ทำให้แหล่งน้ำที่เคยมีอาจหายไป

รศ.ดร.ธีรนงค์ เล่าต่อไปว่า การใช้น้ำในประเทศไทยแบ่งเป็น 5 วัตถุประสงค์ คือ 1.ชลประทานเพื่อการเกษตรและปศุสัตว์ 2.อุปโภค-บริโภค 3.อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว 4.ผลิตกระแสไฟฟ้า และ 5.ผลักดันน้ำทะเลไม่ให้หนุนเข้ามาเพื่อรักษาสมดุลของแหล่งน้ำ เมื่อแบ่งเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลางมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดรองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและภาคใต้ ตามลำดับ ทั้งนี้ ระยะหลังๆ เริ่มพบสถานการณ์ “การแย่งชิงน้ำ” ระหว่างลุ่มน้ำหรือระหว่างภาคส่วนต่างๆ กันแล้ว

“ปกติแล้วการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเราจะใช้วิธีการผันน้ำ ถ้าเกิดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งคล้ายๆ กับเป็นเส้นเลือดในการส่งน้ำมาสู่ตอนกลางของประเทศ ฉะนั้นในบางครั้งที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขาดแคลน ก็เลยมีความจำเป็นต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่น ซึ่งเราก็พบว่าบางทีจะมีข่าวเรื่องของการผันน้ำจากลุ่มน้ำท่าจีนหรือแม่กลองเข้ามาเติมลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อให้มันเพียงพอกับการใช้ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง

ทีนี้ในอดีตที่เราคิดเรื่องการผันน้ำ เราอาจจะลืมมองว่าจริงๆ แล้วตัวลุ่มน้ำแม่กลองเองเขาก็เริ่มมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากขึ้น และมีการขยายตัวของเมืองมากขึ้น ฉะนั้นในอนาคตถ้าเรามีการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาใช้เจ้าพระยา ก็อาจทำให้ส่วนลุ่มน้ำแม่กลองเองประสบปัญหาขาดแคลนน้ำได้” รศ.ดร.ธีรนงค์ ระบุ

ในประเด็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองการตรวจสอบและเปรียบเทียบช่วงเวลาโดยภาพถ่ายทางอากาศ พบว่า “ตัดถนนผ่านไปถึงไหนการใช้ประโยชน์ที่ดินตรงนั้นก็เปลี่ยน..จากพื้นที่ทางการเกษตรก็กลายเป็นอาคารสูง” ซึ่งหลายคนคงเคยเห็นประเภทจากเป็นนาอยู่ดีๆ ก็มีคอนโดมิเนียมมาตั้ง หรือจากที่มีเพียงตึกแถว จู่ๆ ก็มีร้านสะดวกซื้อมาตั้งเป็นต้น ซึ่ง “การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินก็ทำให้พฤติกรรมการใช้น้ำเปลี่ยนไปด้วย” โดยการคำนวณความต้องการใช้น้ำเพื่อผลิตน้ำประปาในประเทศไทย เท่าที่ค้นหาได้จะใช้ 3 อย่าง

ประกอบด้วย 1.การพยากรณ์ทางเศรษฐศาสตร์ 2.การพยากรณ์อนุกรมเวลา และ 3.การพยากรณ์การใช้น้ำของผู้ใช้น้ำ โดยนำข้อมูลย้อนหลังมาคำนวณ ดังนั้น จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่ดี ซึ่งหากไปดูในต่างประเทศ จะมีการนำปัจจัยด้านประชากร เศรษฐกิจ สภาพอากาศ ความต้องการใช้น้ำและราคาของน้ำ
มาเป็นตัวแปรในการคำนวณ ส่วนในประเทศไทย บางครั้งพบการคำนวณโดยใช้ปริมาณความต้องการน้ำเฉลี่ยในแต่ละวัน โดยคิดจากความต้องการต่อคน-ต่อวัน ไปคูณกับจำนวนประชากรแล้วสรุปว่าเป็นความต้องการใช้น้ำในพื้นที่นั้น

แต่การคำนวณแบบนี้ก็อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน เพราะปริมาณและพฤติกรรมการใช้น้ำผันแปรไปตามเหตุปัจจัย เช่น ในฤดูร้อนใช้น้ำมากกว่าฤดูหนาว เพราะคนอาจจะอาบน้ำบ่อยกว่าหรือในบางประเทศน้ำดื่มบรรจุขวดมีราคาแพงคนก็จะดื่มน้ำจากก๊อกมากกว่า เป็นต้น ทั้งนี้เรื่องการใช้น้ำมีหลายตัวแปรที่เกี่ยวข้อง อาทิจำนวนประชากร ขนาดครัวเรือน รายได้ ราคาน้ำ ปริมาณน้ำฝน เช่น ครัวเรือนที่มีรายได้มาก อาจมีปริมาณการใช้น้ำมากกว่าครัวเรือนรายได้น้อย หรือหากน้ำมีราคาสูงปริมาณการใช้ก็อาจลดลง เป็นต้น

สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวโน้มความต้องการน้ำประปาในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ Optimum Populationได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำข้อมูลจาก 3 แหล่ง คือ การประปานครหลวง สำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมอุตุนิยมวิทยา มาพัฒนาเป็นสูตรคำนวณหาปริมาณความต้องการใช้น้ำ แล้วนำไปเทียบกับยอดจำหน่ายน้ำประปาของการประปานครหลวง ซึ่งพบว่าตัวเลขที่ได้ใกล้เคียงกัน

เมื่อมีสูตรคำนวณที่ใช้การได้ จึงนำไปใช้วิเคราะห์ปริมาณความต้องการน้ำ ระหว่างปี 2561-2581 แบ่งความต้องการเป็น 3 ระดับ คือสูงกลางและต่ำ ซึ่งหากใช้ตัวเลขระดับกลาง พบว่าในปี 2561 ความต้องการน้ำในเขตเมืองอยู่ที่ประมาณ 670 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในปี 2581 พบความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 700 ลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9- ร้อยละ 12 แต่หากใช้ตัวเลขระดับสูง ก็จำเป็นต้องหาน้ำเพิ่มขึ้นอีกถึงร้อยละ 15 เพื่อให้เพียงพอ

“ถ้าน้ำต้นทุนที่เราได้จากเขื่อนมันไม่เพียงพอหรือขาดแคลน โอกาสที่จะขาดน้ำมันย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะขาดที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันยังเกิดภาวะแล้งในบางฤดูกาลในเขตพื้นที่อื่น แต่ถ้าเกิดปริมาณความต้องการน้ำมากขึ้น มันก็มีโอกาสที่ภาวะของน้ำแล้งอาจจะเพิ่มขึ้นมากไปอีก จริงๆ ตัวเลขของงานวิจัยนี้มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อยู่ที่มาตรการที่เราจะทำ” รศ.ดร.ธีรนงค์ กล่าว

รศ.ดร.ธีรนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อดู “นโยบายการพัฒนาเมือง” ยังพบว่า “กรุงเทพฯ ยังถูกวางให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนทั้งจากในและนอกประเทศเข้ามาทำงาน” จึงคาดการณ์ได้ว่า “จำนวนประชากรย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้น” ดังนั้นแล้วบทสรุปที่ผู้วิจัยได้จากการหารือกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย คือข้อเสนอ “กระจายสาธารณูปโภคออกไป” เพื่อลดการที่คนเข้ามากระจุกตัวแต่ในกรุงเทพฯ ที่นับวันจะมีพื้นที่น้อยลงเรื่อยๆ รวมถึง “ใช้กลไกราคาควบคุมพฤติกรรมการใช้น้ำ” เพื่อลดการใช้น้ำที่เกินกว่าความจำเป็น ไม่ให้ปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้นในอนาคต!!!

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เพลิงไหม้สถานบันเทิง’ เข้ม‘กฎปลอดภัย’ลดสูญเสีย

Posted on August 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672585

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เพลิงไหม้สถานบันเทิง’  เข้ม‘กฎปลอดภัย’ลดสูญเสีย

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เพลิงไหม้สถานบันเทิง’ เข้ม‘กฎปลอดภัย’ลดสูญเสีย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

เป็นเหตุสลดที่ไม่มีใครอยากให้เกิด กับกรณีเพลิงไหม้สถานบันเทิง “เมาน์เท่น บี” อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่5 ส.ค. 2565 เบื้องต้นรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบกับ “ซานติก้าผับ” เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเช่นเดียวกัน ในคืนส่งท้ายปีเก่า 2551-ต้อนรับปีใหม่ 2552 จนดูเหมือนว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ความสูญเสียในอดีตไม่ได้ถูกถอดบทเรียนเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

บทความ “ถอดรหัสร้อน…ไฟไหม้ผับชลบุรี และ 10 เสนอแนะแก้ปัญหา-ป้องกันเกิดซ้ำรอย” ซึ่งเขียนโดย สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุความเสี่ยงของสถานบันเทิง เมาน์เท่น บี ไว้ดังนี้ 1.ด้านหน้ามีทางออกทางเดียว ซึ่งตามกฎหมายสำหรับสถานบริการที่จุคนได้สูงสุด 400 คนจะต้องมีทางหนีไฟ (Fire Exit) ไม่น้อยกว่า 3 แห่ง

ซึ่งหากมีเวทีแสดงก็จะต้องมีประตูหนีไฟเพิ่มอีก 1 จุด ด้านหลังเวทีโดยผลักออกได้ทางเดียว แต่ในที่เกิดเหตุมีประตูหลักด้านหน้าเป็นบานกระจกคู่ ด้านข้างมีอีก 1 ประตู แต่ตกแต่งสีกลมกลืนกับผนังในอาคาร มีเพียงพนักงานที่ทราบ ส่วนด้านหลังเป็นประตูธรรมดาบานเดียว 2.มีถังดับเพลิงเพียง 2 ชุดเท่านั้น สถานบริการประเภท ค ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 500 ตารางเมตร จะต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอและเหมาะสม

3.การบุผนังและเพดานด้วยแผ่นซับเสียงซึ่งทำมาจากโพลีสไตรีน หรือโพลียูรีเทน หรือ โพลีโพรพิลีน ทนไฟได้เพียง 200 กว่าองศาเซลเซียส สามารถลุกติดไฟได้ ซึ่งขัดกับกฎกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการก่อสร้างโรงมหรสพ ที่ระบุให้ต้องใช้แผ่นซับเสียงหรืออุปกรณ์ที่ทนไฟได้เกิน 750 องศาเซลเซียส แม้ราคาจะสูงกว่าแต่มีความปลอดภัย และ 4.การขาดระบบไฟฉุกเฉินหรือจ่ายไฟฟ้าสำรอง เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าดับ ภายในสถานบริการต้องมีเครื่องหมายแสดงเส้นทางฉุกเฉิน ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้และไฟส่องสว่าง

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในครั้งต่อๆ ไปอีก อาจารย์สุพรรณ เสนอแนะข้อควรปฏิบัติไว้ 10 ประการ 1.การออกแบบอาคารและก่อสร้างต้องคำนึงถึงมาตรฐานทางวิศวกรรมความปลอดภัย รวมทั้งการระบายควันจากอัคคีภัย และปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร “ราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวง กำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ. 2555” เช่น มีจำนวนทางหนีไฟ (Fire Exit) ตามที่กำหนด มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนพื้นที่และผู้มาใช้บริการ

การเดินสายไฟฟ้า ระบบเสียงและระบบสัญญาณต่างๆ ให้เดินในรางหรือร้อยท่อสายไฟซึ่งทำด้วยโลหะ ต้องฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน เป็นต้น 2.ต้องมีระบบสายไฟฟ้าที่มีมาตรฐานที่ออกแบบวางแผนตามหลักวิศวกรรม พร้อมอุปกรณ์ตัดไฟและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ 3.ควรติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคาร ซึ่งแสดงตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ทางหนีไฟ ทางออก และประตูทางออก ไว้ในตำแหน่งที่ผู้มาใช้บริการเห็นได้ชัดเจน 4.จัดให้มีระบบไฟฟ้าสำรอง สำหรับระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ไฟฉุกเฉิน ป้ายบอกทางหนีไฟชนิดเรืองแสง

5.ควบคุมความจุคนของผู้ใช้บริการหรือผู้ที่เข้าร่วมงานที่มีความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัย ในการใช้อาคาร 6.ควรฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินแก่พนักงาน เพื่อเป็นผู้นำแก่ลูกค้าในยามเกิดเหตุ โดยกำหนดบุคคลและบทบาทหน้าที่ชัดเจนในระบบดูแลความปลอดภัยและการป้องกันอันตรายจากอัคคีภัยตลอดเวลาที่เปิดบริการ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ใครต้องทำอะไร 7.ก่อนเปิดบริการหรือจัดงานอีเว้นท์ ควรจัดให้มีการตรวจสอบเครื่องดับเพลิง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการดับเพลิงให้มีความพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาที่มีการเปิดบริการ

8.ระหว่างจัดงานหรือเปิดบริการ ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการและผู้เข้าร่วมงานทราบ ถึงทางเข้าออกและทางหนีไฟรวมทั้งข้อควรปฏิบัติกรณีเหตุฉุกเฉิน 9.วัสดุโฟมซับเสียงหลีกเลี่ยงการตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยวัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่ายหรือลามไฟเร็ว และงดการใช้อุปกรณ์เอฟเฟกท์ ของเล่น ที่ทำให้เกิดประกายไฟในสถานที่จัดงานหรือสถานบริการโดยเด็ดขาด และ 10.ควรพิจารณาทำประกันภัย เพื่อคุ้มครองเหตุที่อาจเกิดโดยไม่คาดคิด

อาจารย์สุพรรณ ยังให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมใน 3 เรื่อง 1.ประตูหนีไฟที่ไม่ควรถูกล็อกหรือปิดกั้น โดยกรณีของ เมาน์เท่น บี ที่พนักงานอ้างว่าต้องล็อกไว้เพราะเคยมีนักดนตรีแอบพาเพื่อน แฟน หรือเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้ามาจริงๆ แล้วสามารถติดตั้งระบบสัญญาณเตือนกับประตูหนีไฟได้ โดยหากมีผู้ไปเปิดประตูก็จะมีเสียงเตือน ไม่จำเป็นต้องปิดล็อกหรือหาอะไรไปกั้นไว้ และหากจะใช้ประตูเพื่อขนย้ายสิ่งของก็สามารถปิดสัญญาณเตือนเฉพาะเวลานั้นก็ได้ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบได้ด้วยหากมีผู้แอบเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต

2.เรื่องของสายไฟและปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร จากกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า วันก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมาน์เท่น บี
พบปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ จึงมีการเรียกช่างไปซ่อมแซม ประเด็นนี้ตนมองว่าอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นจริงๆ ก็ได้ หากการคำนวณการติดตั้งสายไฟกับเบรกเกอร์ไม่สอดคล้องกัน เช่น สมมุติสายไฟทนกระแสไฟฟ้าได้ 20 แอมป์ แต่เบรกเกอร์จะตัดกระแสไฟฟ้าที่ 50 แอมป์ เมื่อมีการใช้กระแสไฟฟ้าระดับ 30 แอมป์
ซึ่งเกินความทนทานของสายไฟ แม้สายไฟจะเริ่มค่อยๆ หลอมละลาย แต่เบรกเกอร์ก็จะยังไม่ตัดไฟ ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร

โดยเมื่อพบปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ช่างบางรายอาจแก้ปัญหาแบบเอาง่ายเข้าว่า ด้วยการไปเปลี่ยนเบรกเกอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไม่ได้ตรวจสอบว่าสายไฟที่ใช้รองรับการใช้กระแสไฟฟ้าในสถานที่นั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ โคมไฟโดยเฉพาะสปอตไลท์นั้นใช้กระแสไฟฟ้ามาก เมื่อกระแสไฟฟ้ามีมากกว่าที่สายไฟทนได้
กระแสไฟฟ้ายังไหลอยู่ แต่ก็จะเกิดอาการร้อนจนสังเกตเห็นการปะทุซึ่งอาจลุกลามไปยังวัสดุอื่นๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงได้

สุดท้ายคือ 3.แผ่นกันเสียง แม้ตามข่าวจะเห็นเจ้าของบริษัทที่รับฉีดพ่นน้ำยาโฟมซับเสียง ได้ทดลองจุดไฟให้สื่อมวลชนดูซึ่งพบว่าไฟไม่ลุกลาม เรื่องนี้เป็นด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งภายในร้านก็พบการใช้ฟองน้ำรังไข่สำหรับป้องกันเสียงซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ทนความร้อน ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้จึงลุกลามอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในเมื่อกฎหมายกำหนดให้สถานที่ใดต้องใช้วัสดุทนความร้อนสูง ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะดีกว่า

“ถ้าผู้ประกอบการนึกสักหน่อยว่าคนที่มาเที่ยว ถ้าเป็นคนที่เขารักเขาจะทำอย่างนี้หรือเปล่า ลูกหลานเขามาเที่ยวมาเล่นต้องมาเสี่ยง แล้วประวัติศาสตร์มันไม่ใช่ไม่เคยมีนะซานติก้าที่ไหม้เมื่อปี 2551 ก่อนหน้านี้ที่อเมริกามันมีที่โรดไอส์แลนด์ มีนักดนตรี เอาไฟไปเล่นที่เวที มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ตายกันมาตั้งเยอะแล้ว เมืองไทยทำไมไม่เอาบทเรียนตรงนี้มาเรียนรู้” อาจารย์สุพรรณ ฝากทิ้งท้าย


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ฉัตรไชย ภู่อารีย์’ สังคมไทย‘รถร้อน’ยังจำเป็น

Posted on August 7, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/671629

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ฉัตรไชย ภู่อารีย์’  สังคมไทย‘รถร้อน’ยังจำเป็น

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.47 น.

“วันใดขาดฉันเธอจะรู้สึก” ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันวลีนี้จะถูกนำมาใช้กับ “รถเมล์ร้อน” เนื่องจากหากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน เสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ใช้บริการรถประจำทางในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ต้องการให้เปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศทั้งหมด ด้วยเห็นว่าเมืองไทยเป็นประเทศอากาศร้อนบ้าง หรือเห็นตัวรถมีสภาพเก่าทรุดโทรมบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป “แผนปฏิรูปรถเมล์” โดยภาครัฐเริ่มดำเนินการ ซึ่งสาระสำคัญประการหนึ่งคือการทยอยเปลี่ยนรถร้อนเป็นรถปรับอากาศ กลับมีเสียงเรียกร้องคิดถึงรถร้อน ไม่อยากให้หายไปเสียอย่างนั้น

ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป “คนไทยเจ็บหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ” ตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 ตามด้วยสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ช่วงต้นปี 2565 และจากทั้ง 2 สถานการณ์ที่มาบรรจบกัน “ยุคข้าวยากหมากแพง (แต่ค่าแรงไม่ขึ้น)” จึงเป็นสิ่งที่คนไทยต้องแบกรับ ดังนั้นหากยังมีรถเมล์ร้อนที่ราคาค่าโดยสารถูกและราคาเดียวตลอดสายให้บริการ เช่น รถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ 8 บาท และรถเอกชน ที่ 10 บาท ย่อมเป็นทางเลือกโดยเฉพาะกับคนรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำ

ในช่วงหยุดยาวปลายเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ฉัตรไชย ภู่อารีย์ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง และที่ปรึกษาชมรมผู้ประกอบการรถโดยสาร หมวด 4 เอกชน กรุงเทพฯ (รถสองแถว) จัดบรรยาย (ออนไลน์) ผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัว หัวข้อ “รถเมล์ร้อนมีความจำเป็นกับประชาชนอย่างไร และรถเมล์ร้อนแทนที่ด้วยรถเมล์แอร์ได้หรือไม่” โดยก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องรถร้อนและรถปรับอากาศ ได้เน้นย้ำ “ความสำคัญของ ขสมก.” ดังนี้

1.เป็นสวัสดิการของรัฐให้แก่ประชาชน ขสมก. นั้นมีสถานะเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ดังนั้นทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจึงจัดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน (เช่น รายได้และสวัสดิการของพนักงาน,การจัดหาและซ่อมบำรุงรถ) และพนักงาน ขสมก. ก็มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ “ขสมก. จึงมีบทบาทเป็นผู้ให้บริการคนทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน และไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ” นั่นทำให้ค่าโดยสารของรถ ขสมก. มีราคาถูก

2.จัดเดินรถในเส้นทางเชิงสังคม เส้นทางเดินรถมี 2 ลักษณะ คือ 2.1 เส้นทางเชิงพาณิชย์ ผู้ประกอบการเล็งเห็นว่าเป็นเส้นทางที่คนใช้บริการมาก เดินรถแล้วมีกำไร ซึ่งเส้นทางเหล่านี้มักกระจุกอยู่ในเขตเมืองหรือย่านที่มีประชากรหนาแน่น กับ 2.2 เส้นทางเชิงสังคม มักเป็นย่านชานเมืองที่เชื่อมต่อกับจังหวัดปริมณฑล ซึ่งในยุคแรกที่เกิดเส้นทางขึ้นยังเป็นพื้นที่ทางการเกษตรโดยมีบ้านเรือนอยู่ประปราย จึงมีผู้โดยสารน้อย เส้นทางประเภทนี้ภาคเอกชนมักไม่อยากเดินรถเพราะไม่ได้กำไร แต่ ขสมก. มีหน้าที่ต้องเดินรถเพื่อบริการประชาชนแม้จะขาดทุนก็ตาม

3.เป็นหน่วยสนับสนุนภารกิจและนโยบายของรัฐ เช่น ประชาชนจากต่างจังหวัดซึ่งได้รับความเดือดร้อนต่างๆ นานา เดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เมื่อการเจรจาระหว่างตัวแทนฝ่ายผู้ชุมนุมกับตัวแทนฝ่ายรัฐได้ข้อยุติ หลายครั้ง ขสมก. ยังทำหน้าที่พาประชาชนที่มาร่วมประท้วงกลับไปส่งยังจังหวัดภูมิลำเนาด้วย ซึ่งหากขอความร่วมมือภาคเอกชนอย่างไรเสียก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

และ 4.ถ่วงดุลระบบรถโดยสารระหว่างรัฐกับเอกชน เช่น เมื่อภาคเอกชนประท้วงด้วยการหยุดเดินรถเพื่อเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าโดยสาร ขสมก.ก็จะมีบทบาทในการเดินรถเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน ซึ่งหน้าที่นี้หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐก็ไม่สามารถทำแทนได้เพราะไม่ชำนาญเส้นทางมากเท่ากับ ขสมก. โดยเฉพาะเส้นทางที่เป็นถนนสายรองหรือตรอกซอกซอย ขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ของ ขสมก. ยังทำให้ราคาค่าโดยสารในภาพรวมไม่เพิ่มสูงมากนักเมื่อเทียบกับการปล่อยให้มีแต่ภาคเอกชนเดินรถทั้งหมด

“มติ ครม. ปี 2526 กำหนดให้ทุกเส้นทางเดินรถในกรุงเทพฯ เป็นของ ขสมก. มันมีทั้งเส้นทางเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมที่เกิดขึ้น เส้นทางเชิงสังคมแม้ว่าจะขาดทุน ขสมก. ก็ต้องวิ่งรถ ถ้าเป็นเอกชน วิ่งวันเดียว 5 วัน 7 วัน หรือเต็มที่ไม่เกิน 15 วันก็เลิกแล้ว แต่ ขสมก. วิ่งอยู่เป็นปี ลองคิดดูว่าวันหนึ่งขาดทุนเท่าไร ไม่ต้องคิดแบบมีกำไรนะ เป็นค่าเงินเดือนคนขับ-กระเป๋ารถ ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าบริหารจัดการ หารเป็นวันเท่าไร เบ็ดเสร็จนั่นเป็นเรื่องที่ ขสมก. ขาดทุน

แต่การขาดทุนของ ขสมก. แบบนี้ เขาไปวิ่งรถให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่อยู่ที่พื้นที่รอบนอกหรือพื้นที่ที่มีคนอยู่น้อยและไม่มีเอกชนเข้าไปวิ่ง แต่ ขสมก. ไปวิ่ง ถามว่าการที่ ขสมก. ไปวิ่งรถได้ประโยชน์กับประชาชนตรงนั้นหรือเปล่า ถ้าประชาชนตรงนั้นได้ประโยชน์ ได้เดินทาง ได้จ่ายค่ารถในราคาที่ไม่แพงเกินไป เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าการขาดทุนของ ขสมก. ที่สะสมมา เป็นการขาดทุนที่มีคุณค่า มีความหมายและมีกำไร”ฉัตรไชย กล่าว

ประเด็นต่อมา “สวัสดิการผู้สูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ซึ่งจะจ่ายค่าโดยสารครึ่งหนึ่งของราคาปกติ” เช่น ในกรณีรถเมล์ ขสมก. หากเป็นรถร้อน 8 บาทตลอดสาย ผู้สูงอายุจะจ่ายเพียง 4 บาท ส่วนรถเมล์เอกชน รถร้อน 10 บาทตลอดสาย ผู้สูงอายุจะจ่ายเพียง 5 บาท ฉัตรไชย เล่าว่า เคยลองขึ้นรถเอกชนแล้วขอใช้สวัสดิการผู้สูงอายุ ปรากฏว่าได้รับการปฏิเสธโดยบอกว่าใช้ได้เฉพาะรถขสมก. เท่านั้น ผู้สูงอายุจึงต้องจ่ายค่าโดยสารรถเอกชนเต็มราคา ดังนั้น หากมีแต่รถปรับอากาศที่คิดค่าโดยสารแพงกว่าและคิดตามระยะทาง ก็น่าห่วงว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุมากเท่าใด

ทั้งนี้ “รถปรับอากาศไม่สามารถแทนที่รถร้อนได้” ด้วยหลายสาเหตุ 1.รถเมล์ร้อนถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน..ส่วนรถปรับอากาศคือทางเลือก เพราะต้นทุนการเดินรถของรถปรับอากาศสูงกว่ารถร้อน อัตราค่าโดยสารจึงต้องสูงกว่าด้วย ซึ่ง“ในบริบทสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำสูงด้านรายได้ จำนวนคนระดับล่างและกลางค่อนล่างยังมีอยู่มาก” รถร้อนที่ค่าโดยสารถูกกว่ารถปรับอากาศจึงยังจำเป็นต้องมี

2.รถเมล์ร้อนช่วยถ่วงดุลรถปรับอากาศ เนื่องจากรถร้อนคิดค่าโดยสารอัตราเดียวตลอดสาย (ขสมก. 8 บาท เอกชน 10 บาท) ในขณะที่รถปรับอากาศคิดค่าโดยสารเพิ่มตามระยะทาง การมีอยู่ของรถร้อนจะทำให้รถปรับอากาศไม่ขึ้นราคาสูงจนเกินไป3.ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ในระบบสวัสดิการนั้นรถร้อนถูกกว่ารถปรับอากาศ เห็นได้จากการเดินรถของ ขสมก. ในเส้นทางเชิงสังคม ตามหน้าที่ที่ต้องบริการประชาชน ขสมก. จะใช้เฉพาะรถร้อน ไม่ได้นำรถปรับอากาศไปวิ่งเหมือนการเดินรถในเส้นทางเชิงพาณิชย์

และ 4.รถร้อนทำให้คนเข้าถึงบริการได้มากกว่ารถปรับอากาศ เช่น หลังเลิกงานต้องซื้ออาหารเข้าบ้าน หากเป็นอาหารที่มีกลิ่นแรงจะไม่สามารถใช้บริการรถปรับอากาศได้ แม้กระทั่งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ไม่มีเงิน ณ เวลานั้น (อาทิ ลืมกระเป๋าเงิน ถูกคนร้ายล้วงกระเป๋า) แล้วไปขอความช่วยเหลือเพราะต้องการเดินทาง ก็เป็นที่ทราบกันว่าพนักงานประจำรถร้อน ไม่ว่า ขสมก. หรือเอกชนมีแนวโน้มจะอนุญาตให้โดยสารมากกว่ารถปรับอากาศ

“รถร้อนคือรถที่มีความจำเป็นพื้นฐานสำหรับการเดินทาง ในขณะที่รถแอร์คือรถทางเลือก” ฉัตรไชย กล่าวย้ำ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : นับถอยหลัง‘ตัดแต้มใบขับขี่’ ยาแรงลดอุบัติเหตุถนนเมืองไทย

Posted on August 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/671493

สกู๊ปแนวหน้า : นับถอยหลัง‘ตัดแต้มใบขับขี่’  ยาแรงลดอุบัติเหตุถนนเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การตัดคะแนนความประพฤติมันทำงานอย่างไร?ในโลกนี้การควบคุมการจราจรให้เคารพกฎหมาย เนื่องจากทุกคนก็จะบอกว่ามันเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบก มันจะอะไรนักหนา? จะลงโทษอะไรรุนแรง เพราะฉะนั้นความผิดคดีจราจรจึงมีแค่โทษปรับ แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในประเทศไทย คือความแตกต่างในระดับชั้น คือมีคนรวยกับคนจนห่างกันค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการใช้คะแนนมันจะดีกว่าการใช้ค่าปรับ

สมมุติว่าวันนี้ทำผิดกฎจราจรเสียค่าปรับ 1,000 บาท คนรวยจ่ายเงินแล้วก็ทำผิดต่อ เพราะสำหรับเขาเงิน 1,000 บาท มีค่านิดเดียว แต่ขณะเดียวกัน พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท จ่ายค่าปรับ 500 บาท เขาก็ร้องไห้เจียนตายแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึง 1,000 บาท มันก็เลยทำให้หลักนิติรัฐ หรือมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถบังคับคนได้เท่าเทียมกัน”

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “ตัดคะแนน ตัดใจ!” จัดโดยแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เมื่อช่วงสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงวันที่ 5 ก.ย. 2565 ที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้ โดยกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญประการหนึ่งคือ การนำ “ระบบตัดคะแนนความประพฤติ” มาใช้อย่างจริงจัง

พล.ต.ต.เอกรักษ์ เล่าว่า การตัดคะแนนความประพฤติผู้ทำผิดกฎจราจรเป็นมาตรการที่มีมานานแล้ว โดยอยู่ในกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ในอดีตมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูล ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้ กระทั่งในปี 2558 ที่ได้มาอยู่ในคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร พบว่า “ลำพังการออกใบสั่งและเสียค่าปรับไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ใช้รถใช้ถนนไม่เคารพกฎหมายได้” จึงไปดูตัวอย่างจากหลายประเทศเห็นว่า การตัดคะแนนความประพฤติเป็นมาตรการที่ได้ผล อาทิ ประเทศจีนที่หลังจากบังคับใช้ไปได้ไม่นาน สามารถลดอุบัติเหตุได้เกือบร้อยละ 30

“พอเป็นระบบตัดคะแนนความประพฤติ ทุกคนที่เป็นผู้ขับขี่และมีใบอนุญาตขับรถยนต์หรือขับขี่รถจักรยานยนต์ จะมีคนละ 12 คะแนนเท่ากัน ฉะนั้นทุกครั้งที่กระทำความผิดแล้วเสียคะแนนไป จะรวยจะจนถูกลงโทษเท่ากัน ฉะนั้นถ้าเกิดนาย ก. เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน มีเงินพร้อมจะเสียค่าปรับมากมาย พอพฤติกรรมหรือวินัยในการขับรถไม่ดี นาย ก. คะแนนหมดก็ขับรถไม่ได้ ต้องให้คนอื่นขับแทนเป็นเวลา 90 วัน อย่างนี้มันตอบสังคมได้ว่าคนไทยทุกคนได้รับการดูแลคุ้มครองและบังคับเท่าเทียมกัน” พล.ต.ต.เอกรักษ์ ระบุ

สำหรับ 12 คะแนนที่ผู้ขับขี่แต่ละคนมีอยู่ จะถูกตัดมาก-น้อย ตามความรุนแรงของพฤติกรรมที่ทำแล้วจะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆไล่ตั้งแต่ “4 คะแนน (มากที่สุด)” เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพยาเสพติดแล้วขับขี่, ขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น (เช่น พฤติกรรมชอบปาดซ้าย-ขวา), แข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต (อาทิ เด็กแว้น)

“3 คะแนน” เช่น ขับขี่ในขณะหย่อนความสามารถในการขับขี่ (อาทิ รับประทานยาบางชนิดที่ทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง), ชนแล้วหนี, ขับขี่ผิดปกติวิสัย ไม่อาจเห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลังด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้ง 2 ด้านได้พอแก่ความปลอดภัย (อาทิ ปิดกระจกมืดทึบจนมองเห็นทางได้เพียงเล็กน้อย,ขี่มอเตอร์ไซค์ทำท่าผาดโผนพิสดารในลักษณะที่ไม่สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย)

“2 คะแนน” เช่น ฝ่าไฟแดง, ย้อนศร, ขับขี่ในระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาต และ “1 คะแนน” เช่น ไม่หยุดให้คนเดินในทางข้าม (อาทิ ทางม้าลาย) ขับขี่บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควร, ใช้โทรศัพท์มือถือโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย, ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด, ไม่สวมหมวกกันน็อก-คาดเข็มขัดนิรภัย,ไม่เสียค่าปรับตามใบสั่งโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า พฤติกรรม “ขับช้าแช่ขวา” ยังไม่เข้าข่ายถูกตัด 4 คะแนน เพราะยังไม่เข้าข่ายพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอันตรายและสร้างความไม่ปลอดภัยแก่ผู้อื่น ขณะที่“ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก”แม้ด้านหนึ่งถือว่าเข้าข่ายขับขี่ในขณะหย่อนความสามารถในการขับขี่ (ตัด 3 คะแนน) แต่อีกด้านหนึ่งต้องรวบรวมข้อมูลให้ตำรวจประสานไปยังกรมการขนส่งทางบกในฐานะผู้ออกใบอนุญาตขับขี่

เพื่อให้พิจารณาต่อไปว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ไปเข้ารับการรักษาจนสามารถกลับมาควบคุมรถได้เป็นปกติ ซึ่งในอนาคตมีแนวคิดว่า อาจต้องให้ผู้สูงอายุทดสอบร่างกายเพื่อประเมินว่ายังมีความพร้อมที่จะขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเองต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ในบางข้อหาของ พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ระบุอัตราโทษจำคุกไว้นอกจากจะถูกตัดคะแนนแล้วยังต้องถูกดำเนินคดีในชั้นศาลด้วย

อนึ่ง เหตุที่มี 12 คะแนน มาจากการศึกษาในประเทศแถบยุโรป ที่พบว่า บางครั้งการทำผิดกฎจราจรก็เป็นเพราะเหตุสุดวิสัย การตั้งไว้ 12 คะแนนเท่ากับเดือนหนึ่งอาจทำผิดได้ 1 ครั้ง โดยทุกๆ1 ปี หรือ 365 วัน ก็จะมีการนับคะแนนกันใหม่หรือผู้ที่เสียคะแนนในปีนี้ ในปีถัดไปก็จะกลับมาอยู่ที่ 12 คะแนนเท่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอีกในกรณีที่ผู้ขับขี่เหลือคะแนนอยู่น้อยแล้วแต่มองว่าตนเองยังจำเป็นในการใช้รถ สามารถสมัครใจเข้ารับการอบรมที่สำนักงานขนส่งทางบกได้ โดยผู้ขับขี่ต้องชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง

โดยจะเป็นการอบรมเฉพาะเรื่อง เช่น หากทำผิดเรื่องฝ่าไฟแดงบ่อยๆ ก็จะเน้นให้เห็นว่าการฝ่าไฟแดงมีอันตรายอย่างไร เป็นต้น แต่หากถูกตัดคะแนนจนหมด นอกจากจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 90 วันแล้ว ยังต้องเข้ารับการอบรมด้วย ซึ่งหากไม่ไปอบรมในระยะเวลาที่กำหนด จะได้คะแนนคืนมาเพียง 8 คะแนน แล้วต้องรอไปอีก 1 ปี หากไม่ทำความผิดอีกในปีต่อไปจึงจะได้กลับคืนมาเต็ม 12 คะแนน ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก อาจไม่ต่อใบอนุญาตขับขี่ให้ก็ได้ หากผู้ขับขี่มีพฤติกรรมทำผิดถูกตัดคะแนนซ้ำซากติดต่อกันในรอบ 3 ปี

“เรามีมาตรา 4/1 (พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12)พ.ศ.2562) ซึ่งกำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมายจราจร ตอนนี้เราเชื่อมแล้วเพราะฉะนั้นที่เราใช้ระบบตัดคะแนนความประพฤติได้ เพราะว่าต่อไปนี้เราสร้างระบบ PTM ขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลใบสั่งประวัติผู้ขับขี่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นใครที่ถูกใบสั่ง ถูกตัดกี่คะแนนมันจะสามารถนำข้อมูลมาใช้ร่วมกันทั้งตำรวจและขนส่ง

การตัดคะแนนความประพฤติผู้ขับขี่ เมื่อครบ 12 คะแนนจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีระยะเวลา 90 วันในระยะเวลา 90 วันนี้ห้ามขับรถ ถ้าขับรถจะเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน และมีโทษปรับด้วย แต่ศาลจะลงโทษอย่างไรก็เป็นดุลพินิจของศาล กระบวนการนี้ทำให้คุณต้องเสียเวลา แล้วคุณจ่ายเงินอย่างเดียวเพื่อพ้นผิดไม่ได้ คุณต้องนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมเลย ฉะนั้นก็จะทำให้ผู้ขับขี่ทุกคนไม่อยากให้คะแนนหมด” พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เลนขวาสุดวิ่งเร็ว120’ ขับขี่ปรับตัวได้..จุดห่วงยังมี

Posted on July 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/670061

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เลนขวาสุดวิ่งเร็ว120’  ขับขี่ปรับตัวได้..จุดห่วงยังมี

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.31 น.

ย้อนไปช่วงปลายปี 2563 หากยังจำกันได้ เวลานั้นเริ่มมีข่าวว่า “จะเพิ่มความเร็วสูงสุดของรถยนต์ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ จากเดิมที่ 90 กม./ชม. เป็น 120 กม./ชม.” ซึ่งมีข้อถกเถียงระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยเพราะเอาเข้าจริงๆในหลายพื้นที่ที่สภาพถนนและสภาพการจราจรอำนวย ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ก็ใช้ความเร็วมากกว่า90 กม./ชม. อยู่แล้ว กับฝ่ายที่คัดค้านเพราะกังวลว่าปัจจัยทั้งพฤติกรรมการขับขี่แบบไทยๆ บวกกับผังเมืองแบบไทยๆ จะยิ่งทำให้ความสูญเสียบนท้องถนนรุนแรงยิ่งขึ้น จากเดิมซึ่งก็ติด 1 ใน 10 อันดับประเทศที่ถนนอันตรายที่สุดในโลกอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วแนวคิดขยับความเร็วดังกล่าวก็ออกมาเป็นกฎหมาย โดยย้ำว่า “อนุญาตให้ใช้ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. เฉพาะเลนขวาสุดและในบางช่วงของบางเส้นทางเท่านั้น” โดยเริ่มอนุญาตตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กระทั่งล่าสุดเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ในเวทีเสวนา “เร็วให้ถูกเลน ประเมินเป็น เว้นระยะ = ลดความเสี่ยง”จัดโดย สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้หยิบยกผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้ความเร็วในเส้นทางที่อนุญาตมานำเสนอด้วย

ทรงฤทธิ์ ชยานันท์ วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมทางหลวง บอกเล่าถึงผลการศึกษาเรื่อง“การจัดช่องจราจร-สิ่งแวดล้อมรองรับความเร็ว 120 กม./ชม. ประชาชนเข้าใจมากน้อยแค่ไหน?” โดยแบ่งการเก็บข้อมูลระหว่างรถยนต์ (เช่น รถเก๋ง รถกระบะ) กับรถบรรทุก และแบ่งช่องจราจรเป็น4 ช่อง เลนซ้ายสุดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. ถัดมาเลน 2 กับ 3 ความเร็วไม่เกิน 100 กม.ชม. และเลนขวาสุดความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. และไม่เกิน 120 กม./ชม.

ยกตัวอย่างจากบางเส้นทาง อาทิ “ทางหลวงหมายเลข 32 กม.23+500 ขาออก” เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 1 ก.พ. กับวันที่ 3 พ.ค. 2564 พบว่า ในวันที่ 1 ก.พ. 2564 มีรถยนต์ส่วนหนึ่งใช้ความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 120 กม./ชม. วิ่งอยู่เลน 3 เนื่องจากมีผู้ขับขี่ใช้ความเร็ว 90-100 กม./ชม.ไปวิ่งอยู่เลนขวาสุด แต่ในวันที่ 3 พ.ค. 2564 แม้ยังมีรถยนต์ส่วนหนึ่งใช้ความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน120 กม./ชม. วิ่งอยู่เลน 3 แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่หันไปใช้ความเร็วดังกล่าวในเลนขวาสุด ตรงข้ามกับผู้ที่ใช้ความเร็ว 90-100 กม./ชม. ซึ่งก่อนหน้านี้เคยวิ่งในเลนขวาสุดก็เริ่มย้ายมาวิ่งในเลน 2 และ 3 แทน

หรือ “ทางหลวงหมายเลข 32 กม.38+750 ขาออก” เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 1 ก.พ. กับ วันที่ 4 ต.ค. 2564 พบว่า ในวันที่ 4 ต.ค. 2564 มีรถยนต์ใช้ความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 120 กม./ชม.วิ่งอยู่เลนขวาสุดเพิ่มขึ้นจากวันที่ 1 ก.พ. 2564 อย่างมาก เมื่อเทียบกับความเร็วที่น้อยกว่านี้ในช่องจราจรอื่นๆ ที่ไม่เพิ่มขึ้นมากนักในช่วงเวลาเดียวกัน รวมถึงเส้นทาง “ทางหลวงหมายเลข 32 กม.37+175 ขาเข้า” เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 1 ก.พ. กับวันที่ 4 ต.ค. 2564 ที่พบกลุ่มผู้ใช้ความเร็วสูง (ไม่เกิน 120 กม./ชม.) อยู่ในเลนขวาสุด และรองลงมา (90-100 กม./ชม.) อยู่ในเลน 3 เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับ “การเว้นระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างรถที่วิ่งตามกัน” สำหรับเลนขวาสุดที่อนุญาตให้ใช้ความเร็วได้ภึง 120 กม./ชม. พบว่า ทางหลวงหมายเลข 32 กม.23+500 ขาออก การเว้นระยะห่างในวันที่ 3 พ.ค. 2564 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 1 ก.พ. 2564 อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงทางหลวงหมายเลข 32 กม.38+750 ขาออกและทางหลวงหมายเลข 32 กม.37+175 ขาเข้า ก็พบผู้ขับขี่เว้นระยะห่างระหว่างรถคันต่อคันมากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ หลังอนุญาตให้ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ไม่พบอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น แต่มีปัญหาบ้างเรื่องความเคยชิน พ้นระยะที่อนุญาตไปแล้วแต่ยังไม่ลดความเร็วลง

“ถ้าถามว่า Perception (การรับรู้) เข้าช่องได้ถูกช่อง อาจจะเพราะติดใจด้วย ใช้ความเร็วที่เหมาะสมในแต่ละช่อง เขาใช้ความเร็วได้ เพราะรถช้าจะวิ่งช่อง 3 ช่อง 2 ได้มากขึ้น ไม่แช่ขวา อันนี้คือจุดสำคัญ เราพยายามเสริมความปลอดภัยไปเรื่อยๆ ณ ปัจจุบันต้องเรียนให้ทราบว่า เท่าที่ดูจากจำนวนอุบัติเหตุคือมันไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย เฉพาะในพื้นที่นี้นะ น้อยกว่านิดหน่อย ลดลงด้วย

แต่อย่างสาเหตุที่กล่าวถึงความเร็ว ตอนนี้เราก็พยายามจะเพิ่มกระบวนการตรวจสอบการให้ข้อมูลสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุให้ดีขึ้น เพราะตอนนี้ต้องเรียนให้ทราบว่า ที่ผ่านมาในระบบของเราเอง ผู้กรอกอาจจะเลือกสาเหตุสันนิษฐานด้วยความเร็วเป็นหลัก เพราะว่ามันเกิน 90 กม./ชม. นะ พอเกิน 90 ก็ต้องเรื่องเร็วนี่ละ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแน่นอน” ทรงฤทธิ์ กล่าว

ทรงฤทธิ์กล่าวต่อไปว่า ในเส้นทางที่อนุญาตให้ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ในเลนขวาสุด ก็มีการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ ไล่ตั้งแต่ 1.การคัดเลือกเส้นทางและช่วงที่วิ่งได้ โดยเกาะกลางต้องมีเครื่องกั้นแข็งแรง ไม่มีจุดตัด อาทิ จุดกลับรถ หรือหากมีก็จะต้องปิดจุดดังกล่าวให้เหลือน้อยที่สุด โดยเส้นทางช่วงใดที่มีจุดกลับรถจำนวนมากและยังปิดไม่ได้ก็จะไม่อนุญาตให้ใช้ความเร็วระดับนี้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปิดจุดกลับรถทั้งหมด เพราะต้องเปิดบางจุดไว้ให้รถบรรทุกด้วย เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความสูงหากต้องไปกลับรถในจุดอื่น เช่น ใต้สะพาน

ดังนั้นแล้ว “แม้จะเป็นถนนสายเดียวกัน แต่ไม่ใช่จะวิ่งขวาสุด 120 กม./ชม. ได้ตลอดเส้นทาง” เช่น ทางหลวงหมายเลข 304 ซึ่งยาวตั้งแต่แจ้งวัฒนะ (นนทบุรี-กรุงเทพฯ) จนถึงปักธงชัย (นครราชสีมา) มีเพียงช่วงหนึ่งที่ระยะทาง 5.8 กิโลเมตร ที่อนุญาตให้วิ่งได้เพราะมีความพร้อม 2.มีการติดตั้งเครื่องหมายเตือน ตั้งแต่ใกล้ถึงระยะอนุญาตจนถึงจุดที่พ้นระยะอนุญาตทั้งที่เป็นป้ายริมทางและเครื่องหมายบนพื้นถนน ทั้งการระบุความเร็วแต่ละช่องจราจร รวมถึงแถบแสดงการเว้นระยะห่างระหว่างรถแต่ละคัน

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อกฎหมายอนุญาตให้มีพื้นที่ที่สามารถใช้ความเร็วสูงขึ้น ก็พบผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงเพิ่มขึ้นด้วย” โดยเปรียบเทียบในพื้นที่เดียวกัน หลังอนุญาตให้วิ่งขวาสุดด้วยความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. พบผู้ใช้ความเร็วระดับดังกล่าว รวมถึงที่มากกว่า 120 กม./ชม. เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนกฎหมายอนุญาต

“คำถามคือมันจะส่งผลเสียอะไรต่อไปในอนาคตบ้าง อย่างเริ่มเห็นแล้ว อย่างพอพ้นเขตนี้ไปเขาก็ยังติดพฤติกรรมการใช้ 120 กม./ชม. ต่อไปอีกที่ไม่ใช่เป็นโซนที่ให้ใช้ 120 คราวนี้ปัญหามันจะเกิดแล้ว กลายเป็นว่านโยบายนี้มันเพิ่มหรือมันเปลี่ยนพฤติกรรมคน ทำให้ส่งเสริมให้คนขับรถเร็วมากขึ้นหรือเปล่า? แล้วเขาจะไม่ได้ขับในช่วงนี้แล้ว พอเลยออกจากโซนนี้เขาอาจจะขับเร็วขึ้นไปอีก คือใช้พฤติกรรมเหมือนเดิมเลย” ศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความรุนแรง’เรื่องไม่เล็ก แผลวัยเด็กฝังลึกแม้เป็นผู้ใหญ่

Posted on July 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/669906

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความรุนแรง’เรื่องไม่เล็ก  แผลวัยเด็กฝังลึกแม้เป็นผู้ใหญ่

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับคนที่มีปัญหาทางจิตใจ มากกว่าร้อยละ 99 เคยประสบกับความเจ็บปวดในวัยเด็กมาเกือบทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การตีมือหรือก้นเท่านั้น แต่เด็กหลายคนโดนตบตีด้วยไม้กวาด สายไฟ หมวกนิรภัย และถูกกระทืบ ซึ่งถูกกระทำโดยคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ และความรู้สึกหวาดกลัวอาจจะลดน้อยลง แต่ทุกครั้งที่เห็นอุปกรณ์หรือบุคคลที่เคยทำร้าย มักเหมือนมีมีดที่กรีดแผลในใจและทำให้ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวอีกครั้ง”

ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา ผู้ก่อตั้ง “Mental Me” องค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน กล่าวในวงเสวนา
(ออนไลน์) หัวข้อ “เด็กที่เจ็บปวดคือผู้ใหญ่ที่เจ็บป่วย”จัดโดย bookscape ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อช่วงต้นเดือนก.ค. 2565 ชี้ถึงผลกระทบจากความรุนแรงที่ได้รับในวัยเด็ก อาจไม่จบแม้โตเป็นผู้ใหญ่ แต่จะฝังลึกอยู่ในจิตใจไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม ทั้งนี้ การรับมือที่ผู้โดนกระทำใช้จะมีหลากหลายวิธี

เช่น “บางคนเลือกส่งต่อการกระทำที่รุนแรงไปสู่คนอื่นด้วยการทำร้ายเพื่อน จึงทำให้อยู่ในวงจรความรุนแรงซ้ำๆ” ซึ่งผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กใช้ความรุนแรงอาจไม่ได้มองถึงปัญหาที่เด็กพบเจอ แต่มองแค่ว่าเด็กคนนี้ใช้ความรุนแรง เด็กคนนี้ก้าวร้าวไม่ควรให้อภัย สุดท้ายเด็กก็ต้องถูกทำโทษและถูกไล่ออกจากสถานศึกษา หรือ “บางคนเลือกที่จะเก็บไว้กับตัวเอง ทำให้วันหนึ่งความเจ็บปวดทับถมจนเกิดเป็นปัญหาทางสุขภาพ” รวมถึงวิธีอื่นๆ เช่น การพบจิตแพทย์ การเลือกที่จะออกมาอยู่อาศัยคนเดียว โดยอดทนเพื่อให้ตนเองพ้นจากความเป็นผู้เยาว์และพอที่จะหาเลี้ยงตนเองได้

รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก และหัวหน้าหน่วยคุ้มครองเด็กรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ อธิบายในมุมมองทางการแพทย์ ว่า “ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก (Adverse Childhood Experiences” จะส่งผลต่อสุขภาพกายโดยตรงด้านการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด โดยแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1.ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และ 2.อะดรีนาลีน (Adrenaline)

“เมื่อเกิดความเครียด กลัวหรือวิตกกังวล ฮอร์โมน เหล่านี้จะถูกหลั่งออกมาจากร่างกาย ซึ่งจะไปกระตุ้นส่วนต่างๆ ในร่างกาย และทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น โดยเป็นกลไกของร่างกายที่จะหนีรอดจากภัยอันตราย ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในวัยเด็กและภายในบ้านของตนเอง จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ (Amygdala) ซึ่งเป็นส่วนที่จะตอบสนองต่อความกลัว โดยจะทำให้สมองของเด็กมีขนาดใหญ่ขึ้นและทำงานมากกว่าปกติ” รศ.พญ.วนิดา ระบุ

รศ.พญ.วนิดา กล่าวต่อไปว่า “เรื่องราวที่คนอื่นว่าเป็นเรื่องปกติ เด็กจะคิดว่าเป็นเรื่องที่อันตราย และเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ แม้จะผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นมาแล้วก็ตาม โดยเด็กที่มีภาวะดังกล่าว อาจตอบโต้ด้วยท่าทีที่รุนแรง” นอกจากนี้ ยังมีสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกในแง่ของความทรงจำ หรือส่วน Hippocampusซึ่งเป็นส่วนเมื่อพบเรื่องราวที่ดี ส่วนนี้จะกระตุ้นให้มีความทรงจำร่วมอยู่ด้วย แต่ถ้าถูกทำร้ายเรื้อรังจะทำให้สมองเด็กมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเรื่องความทรงจำ

รวมถึงสมองส่วนควบคุมความหุนหันพลันแล่น หรือ ส่วน Cerebral cortex เมื่อถูกกระตุ้นบ่อยครั้งสมองส่วนนี้จะทำงานลดลง โดยเป็นคำตอบว่าทำไมเด็กถึงแสดงออกอย่างก้าวร้าวในบางครั้ง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน หรือ Emo Systems ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อการอักเสบในร่างกาย โดยอาจทำให้เกิดโรคบางโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายได้

เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลกับเด็กรุนแรงขึ้น โดยสาเหตุที่พบเจอจากการสำรวจ ได้แก่ ความเครียดด้านเศรษฐกิจจากการขาดรายได้ เนื่องจากมีการล็อกดาวน์ ทำให้หลายโรงงานปิดตัวลง ซึ่งเมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจากการทะเลาะระหว่างพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เอาความไม่พอใจแสดงออกต่อเด็ก

ความรุนแรงเหล่านี้เด็กจะอยู่ในเหตุการณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้จิตใจเด็กซึมซับความรุนแรงจนเกิดความเครียด ซึ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ 1.ชั้นบุคคล ซึ่งเป็นชั้นที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ 2.ชั้นโครงสร้าง ซึ่งเป็นชั้นที่น่ากลัวในสังคมไทย เพราะมีการใช้อำนาจที่เหนือกว่าเด็ก และ 3.ชั้นวัฒนธรรม ซึ่งเป็นชั้นที่ถูกปลูกฝังในจิตใจและในสังคม

“สถานการณ์ที่เห็นได้ชัดอย่างกรณีของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นความรุนแรงที่กระทบต่อจิตใจเด็กในพื้นที่เช่นกัน เนื่องจากเด็กได้ยินเสียงปืนทุกวัน การเห็นเลือด และคนเสียชีวิตตั้งแต่เกิด รวมถึงความรุนแรงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือความรุนแรงจากภัยพิบัติธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์สึนามิ ซึ่งจะฝังลึกภายในจิตใจเด็กเนื่องจากสูญเสียพ่อแม่ จึงเห็นได้ว่าเด็กที่ได้รับผลกระทบจะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรงอย่างแน่นอนในอนาคต” ผอ.มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าว

บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ผู้ก่อตั้ง “SHero Thailand” องค์กรภาคประชาสังคมที่มุ่งสร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเด็นความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า ความรุนแรงมีหลายรูปแบบทั้งที่“ความรุนแรงที่มองเห็นได้ชัด” และ “ความรุนแรงที่มองไม่เห็น” ถ้าหากเป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น และมีบาดแผลที่มองไม่เห็น จะทำให้ผู้โดนกระทำไม่สามารถบ่งบอกหรือสัมผัสแผลนั้นได้ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เป็นบาดแผลที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการรักษา

โดยบาดแผลที่มองไม่เห็นเกิดจากการใช้ความรุนแรงทางอารมณ์ การใช้ความรุนแรงทางคำพูด การเพิกเฉย และการตัดทรัพยากรพื้นฐาน “เมื่อเกิดความไม่เข้าใจหรือความไม่ตระหนักรู้ประเภทของความรุนแรง จะเกิดมายาคติตามมาในเรื่องของการช่วยเหลือและให้ความสำคัญผู้ถูกกระทำต่อเมื่อรุนแรงแล้ว” เช่น ในขณะที่เหตุการณ์เด็กถูกทำร้ายจนเสียชีวิต เมื่อเป็นข่าวมีหลายหน่วยงานให้ความสนใจ แต่เมื่อเด็กถูกกระทำโดยใช้ความรุนแรงทางคำพูดจากคนในครอบครัวหรือครู เรื่องเหล่านี้กลับถูกไม่ให้ความสำคัญ จนทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจเพิ่มขึ้น

“เมื่อย้อนกลับไปดูจะเห็นได้ว่า ผู้ปกครองที่เป็นผู้ใช้ความรุนแรง จะเลือกใช้กับคนที่ทำได้ภายในบ้านและไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นนอกบ้าน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วจะมีข้ออ้างต่างๆ เช่น เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ตั้งใจที่จะทำ เป็นต้น ซึ่งสังคมไทยมองว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องส่วนตัว จึงทำให้ผู้ถูกกระทำหลายคน
รู้สึกโดดเดี่ยว สิ่งเหล่านี้จะเกิดบาดแผลซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆและก็ถูกสะท้อนมาทางพฤติกรรม ทางอารมณ์

เกิดเป็น Reflect (ปฏิกิริยาสะทือน) ของ Trauma (ความเจ็บปวด) แล้วผู้ปกครองเห็นก็จะตัดสินไปว่าเด็กพวกนี้มันดื้อ จะไม่ให้ตีได้ยังไง โดยบางทีเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องความรุนแรงมากนัก ซึ่งปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ผู้ปกครองของเด็ก แต่ปัญหาอยู่ที่สังคมไทย” บุษยาภา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : บทบาท‘ผู้นำหญิง’ลดเสี่ยง ‘ครอบงำกิจการไม่เป็นมิตร’

Posted on July 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/669561

สกู๊ปแนวหน้า : บทบาท‘ผู้นำหญิง’ลดเสี่ยง  ‘ครอบงำกิจการไม่เป็นมิตร’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover)” หมายถึง “กรณีที่บุคคลหรือนิติบุคคลมีความต้องการที่จะซื้อหุ้นของบริษัทในจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจในการควบคุมกิจการของบริษัท ทั้งๆ ที่ผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมกิจการในปัจจุบันไม่ต้องการขาย” ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ 1.การทยอยซื้อหุ้นโดยไม่ให้เป็นที่สังเกตของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน เช่น ทยอยซื้อหุ้นโดยการไม่เปิดเผยชื่อหรือการซื้อหุ้นผ่านกองทุน หรือ 2.การเสนอซื้อหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อครอบงำกิจการในทีเดียว โดยไม่มีการทยอยซื้อหุ้นมาก่อน

ทั้งนี้ “จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้หลายบริษัทขาดรายได้ มีกำไรน้อย หรือถึงขั้นขาดทุน ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดลดลง ทำให้บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกเป็นเป้าหมายของการครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรมากขึ้น” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน (หรือ “เจ้าของ”) ไม่ต้องการ โดยจะตรงกันข้ามกับ “การครอบงำกิจการอย่างเป็นมิตร” ที่หมายถึง “ผู้ถือหุ้นเดิมต้องการขายให้ผู้ถือหุ้นใหม่”

ในบทความนี้ผู้เขียนตั้งใจที่จะนำเสนอข้อค้นพบที่น่าสนใจจากงานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้เขียน) ที่พบว่าผู้นำหญิงสามารถมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรได้ ทั้งนี้ “ทุกคนต่างก็อยากได้ของที่มี
แนวโน้มว่าจะ “มีค่า” มากขึ้นในอนาคต การครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรก็เช่นกัน”
 ผู้ที่มีเป้าหมายที่จะเข้าซื้อกิจการหนึ่งๆ ต้องมีความคาดหวังว่ากิจการนี้จะมีมูลค่ามากขึ้น หรือมีวิธีที่จะทำให้กิจการนี้มีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต

“มีปัจจัยหลายประเภทที่เป็นเหตุให้บริษัทถูกมองว่ามีมูลค่าต่ำในปัจจุบัน แต่อาจมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต” ไล่ตั้งแต่ 1.การบริหารงานของคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารในปัจจุบัน โดยผู้ซื้ออาจมองว่าคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารในปัจจุบันมีการกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสม ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่มีความชำนาญในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ดังนั้นหากผู้ซื้อครอบครองกิจการได้สำเร็จ ก็จะสามารถเปลี่ยนและเลือกคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารชุดใหม่ที่น่าจะกำหนดนโยบายและบริหารบริษัทได้อย่างเหมาะสมมากกว่า

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ยิ่งบริษัทมีผลประกอบการจากธุรกิจเดิมหรือธุรกิจหลักลดลงมากเท่าไหร่ ผู้บริหารชุดปัจจุบันยิ่งจะมีแนวโน้มที่จะหาธุรกิจอื่นที่ตนเองอาจไม่มีความรู้หรือประสบการณ์มาทำ โดยหวังว่าจะเป็นการ “หนีตาย” ซึ่งการเข้าไปซื้อธุรกิจเหล่านี้มักจะมีราคาที่สูงกว่าปกติ ส่งผลให้กำไรของบริษัทยิ่งตกต่ำลงไปกว่าเดิม และกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการถูกครอบงำกิจการอย่าง
ไม่เป็นมิตร

2.การที่บริษัทมีสินทรัพย์ดีๆ เช่น ที่ดิน อาคารสำนักงาน โรงงาน สิทธิบัตร ฯลฯ ที่ผู้ซื้อคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น บริษัทอาจมีที่ดินอยู่ในทำเลที่ไม่เคยมีคนสนใจมาก่อน แต่ที่ดินอยู่ในทำเลนี้กำลังได้รับความนิยมและมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถเป็นเหตุให้ผู้ซื้อคาดว่าบริษัทจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต

3.ปัญหาตัวการตัวแทน (Principle Agent Problem) ซึ่งผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือ
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทมักจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นเป้าหมายรอง ไม่สนใจว่าราคาหุ้นจะตกต่ำเพียงใด สนใจเพียงแต่การขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้นหรือทำให้บริษัทมีเงินสดมากๆ เพื่อทำให้ตัวเองได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในระยะสั้น ทำให้บริษัทตกเป็นเป้าหมายของการครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรมากขึ้น

“การป้องกันการถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตร” สามารถทำได้หลายวิธี 1.การ “วางยา” (Poison Pills) ซึ่งหมายถึงการวางกับดักบางอย่างเอาไว้ในกิจการ แม้สามารถซื้อกิจการได้สำเร็จและกุมอำนาจการควบคุมส่วนใหญ่ไว้แล้ว อาจต้องประสบกับความยุ่งยากภายหลังจากเงื่อนไขที่ถูกวางยาไว้ เช่น หากบริษัทถูกนักลงทุนหรือบริษัทอื่นเข้าซื้อหุ้นจนถึงสัดส่วนที่กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นปัจจุบันสามารถซื้อหุ้นใหม่ของกิจการได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ

ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระอันมหาศาลต่อผู้ซื้อที่ต้องการครอบงำกิจการ เพราะผู้ซื้อจะต้องไล่เก็บซื้อหุ้นที่มีอยู่ในตลาดมากขึ้นและทำให้การครอบงำกิจการทำได้ยากขึ้น 2.การมีการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) ที่ดี ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทมีคณะกรรมการบริษัทที่ทำหน้าที่รักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในผลงานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.พัฒนาพร พบว่า “บริษัทที่มีความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรในระดับสูง จะเป็นกิจการที่มีการกำกับดูแลกิจการไม่ค่อยดี”

โดย “ปัจจัยในด้านการกำกับดูแลกิจการที่งานวิจัยชิ้นนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิง” งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า “บริษัทที่มีความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรในระดับสูง มักจะมีสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงและคณะกรรมการบริษัทที่เป็นกรรมการอิสระในระดับต่ำ” นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังพบอีกว่าการมีคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงสามารถป้องกันการครอบงำกิจการได้ดีกว่าการมีกรรมการอิสระเสียอีก

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้นำหญิงในรูปแบบของคณะกรรมการบริษัทสามารถช่วยป้องกันการครอบงำกิจการได้ดี เป็นเพราะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงจะให้เวลาและมีความพยายามในการกำกับดูแลกิจการมากกว่าคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้ชาย ส่งผลให้องค์กรมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงลดโอกาสที่บริษัทจะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรได้”

คุณลักษณะหลักๆ ที่ทำให้ผู้นำหญิงสามารถนำพาบริษัทให้รอดพ้นวิกฤตได้ดีกว่าผู้นำชายคือ ความสามารถในการชี้นำผู้อื่นและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินการ ตลอดจนความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและรวมผู้คนเข้าด้วยกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ผู้นำหญิงทำเช่นนี้ได้เพราะ “ความละเอียดอ่อน” ทำให้มองเห็นถึงและส่งเสริมศักยภาพของทีมงาน ผู้นำหญิงมีความจริงใจและกล้าที่จะเปิดความจริงถึงสภาวะวิกฤต ใช้ความเห็นอกเห็นใจมากกว่าการออกคำสั่ง
ตัวอย่างเช่น การรับมือของสถานการณ์โควิด-19 ของผู้นำประเทศที่เป็นหญิงมีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้นำชาย อาทิ
จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เป็นต้น

บทความนี้นำเสนอบทบาทที่สำคัญของผู้นำหญิงอีกบทบาทหนึ่งที่เป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลกิจการและลดโอกาสที่บริษัทจะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตร ซึ่งความเสี่ยงของเหตุการณ์นี้จะเพิ่มสูงขึ้นมากในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม..ผู้อ่านควรทำความเข้าใจถึงผลดีผลเสียของแต่ละกลยุทธ์และสภาพแวดล้อมของบริษัทก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้ ดังสุภาษิตจีนที่ว่า “รู้เขา-รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(จบ) ‘ประชากรข้ามชาติ’โอกาสไทย

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668732

สกู๊ปแนวหน้า :  ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(จบ)  ‘ประชากรข้ามชาติ’โอกาสไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยังอยู่กับงานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 16 “ประชากรและสังคม 2565” เรื่อง “โควิด-19 : การฟื้นตัว และโอกาสของประชากรและสังคม (COVID-19 : Resilience and opportunity population and society)”จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในตอนที่แล้ว (ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(1) ปฏิรูปวีซ่าเอื้อคนเก่งเข้าไทย : หน้า 5 นสพ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 ก.ค. 2565) กล่าวถึงการมีนโยบายเอื้อต่อการดึงคนเก่งเข้าประเทศเพื่อทดแทนอัตราการเกิดของคนไทยที่ลดลง ส่วนฉบับนี้จะว่าด้วยโอกาสของไทยจากคนข้ามชาติอีกหลายกลุ่ม

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ บรรยายในหัวข้อ “ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ : สินทรัพย์ทางประชากรที่ไม่ควรมองข้าม” ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบจากบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ (อายุต่ำกว่า 18 ปี) ในประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในมิติด้านสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครองเด็ก โดยพบความเสี่ยง หากเป็นเด็กเล็กจะเป็นเรื่องสุขภาพและโภชนาการ แต่หากเป็นเด็กโตจะเป็นเรื่องการศึกษา ทั้งนี้ บุตรหลานแรงงานข้ามชาติจำนวนมากอยู่ในระบบการศึกษาไทย จึงคุ้นเคยกับการใช้ภาษาไทย และมีแนวโน้มจะอยู่ประเทศไทยในระยะยาว

รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นภายใต้โครงการ การประเมินสถานการณ์และผลกระทบโควิด-19 ต่อเด็กข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สหภาพยุโรป (EU) ผ่านองค์กร Action Aid ในประเทศไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลใน 6 พื้นที่ คือกรุงเทพฯ (รวมปริมณฑล) กับอีก 4 จังหวัด คือ สมุทรสาคร ระนอง ชลบุรี เชียงใหม่ และอีก 1 อำเภอ คือ อ.แม่สอด จ.ตาก พบปัญหาสำคัญ 1.เข้าไม่ถึง โดยเฉพาะการจดทะเบียนการเกิด โอกาสทางการศึกษา และบริการด้านสุขภาพ

2.ตกหล่น โดยเฉพาะปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งแต่เดิมเด็กเคยได้เรียนในโรงเรียนไทยหรือในศูนย์การเรียนรู้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติ แต่สถานการณ์โควิด-19 มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรค ทำให้สถานศึกษาต่างๆ ถูกปิดและต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอน และ 3.การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงและความเปราะบาง เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจของพ่อแม่แล้วไปลงกับลูก การถูกล่วงละเมิด รวมถึงการต้องย้ายถิ่นตามพ่อแม่ที่ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น

“ถ้าเราพูดถึงเด็กข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย เด็กกลุ่มนี้อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว จำนวนมากเกิดและ เติบโต เรียนหนังสือในไทย พูดภาษาไทยได้ ดังนั้นหากรัฐบาลและสังคมไทยมองเด็กกลุ่มนี้เป็นสินทรัพย์ของประเทศ สามารถเป็นกำลังแรงงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศไทยในอนาคตระยะยาวได้ ทางทีมวิจัยเชื่อว่าจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายและการจัดการ ที่จะทำให้การดูแลในเรื่องการเข้าถึงสิทธิ์ด้านต่างๆ ของเด็ก

ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา สุขภาพและหลักประกันทางสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกันในทุกมาตรการและนโยบาย เกิดเป็นความชัดเจน และมีแนวทางในการนำไปสู่การปฏิบัติที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน” รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าว

รศ.ดร.สุรีย์พร พันพึ่ง บรรยายหัวข้อ “ผู้ลี้ภัยในเมืองกับการทดแทนกำลังแรงงานในสังคมไทย” ว่าด้วยการศึกษาชีวิตผู้ลี้ภัยหนีการถูกคุกคามด้วยเหตุแห่งความขัดแย้ง เช่น การเมือง เชื้อชาติ ศาสนา ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ลี้ภัยและผู้เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลช่วงต้นปี 2565 พบผู้ลี้ภัยในเมือง (Urban Refugee)
ประมาณ 5 พันคน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก คนกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ ทั้งนี้ ครึ่งหนึ่งของผู้ลี้ภัยที่เก็บข้อมูลได้ อยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี จนต้องหางานทำแม้จะผิดกฎหมายก็ตาม

รศ.ดร.สุรีย์พรกล่าวว่า เหตุที่ผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยให้ได้ไปตั้งรกรากในประเทศที่ 3 แต่การที่รัฐบาลไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ไม่มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะสำหรับผู้ลี้ภัย และไม่รับรองเอกสารสถานะผู้ลี้ภัยที่ออกโดย UNHCR ผู้ลี้ภัยจึงอยู่ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองไม่ต่างจากชาวต่างชาติทั่วไป ซึ่งการเข้าเมืองหรือทำงานอย่างผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับกุมเพื่อกักกันและส่งกลับประเทศต้นทาง

งานวิจัยชิ้นนี้ได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัย 20 คนร้อยละ 80 มีการศึกษาเฉลี่ยระดับมัธยม-ปริญญาตรี ในจำนวนนี้ 6 คนเรียนจบระดับ ป.ตรี และ 5 คนมาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ซึ่งการที่ต้องรอนานกว่าจะได้รับอนุมัติให้เดินทางไปประเทศที่ 3 และเป็นการรอนานกว่าแผนที่ตนเองวางไว้ ทำให้ผู้ลี้ภัยต้องพยายามหางานทำ โดยหากเป็นผู้ลี้ภัยที่มีระดับการศึกษาปานกลางถึงสูงและใช้ภาษาอังกฤษได้ดี จะได้งานแบบชั่วคราว เช่น ล่ามแปลภาษา สอนหนังสือ อาสาสมัครขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และคริสตจักร ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทำงานรับจ้างทั่วไป

“กลุ่มผู้ลี้ภัยในเมืองไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเท่าที่ควร ในขณะที่ปัจจุบันและอนาคตประเทศไทยจะประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นก็มีความต้องการแรงงานมีฝีมือและกึ่งฝีมือเพิ่มขึ้นด้วย การศึกษานี้จึงเสนอให้รัฐบาลมีนโยบายจ้างงานผู้ลี้ภัยในเมือง ที่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยจากUNHCR ให้ได้ทำงานและได้รับค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของผู้ลี้ภัยในเมือง” รศ.ดร.สุรีย์พร กล่าว

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.สุดารัตน์ มุสิกะวงศ์ บรรยายหัวข้อ “การสร้างหนี้เมื่อย้ายถิ่นในภาวะ COVID-19” ว่าด้วยขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย แม้จะมีการพัฒนาระบบเพื่ออำนวยความสะดวกแต่ในความเป็นจริงพบปัญหาในการดำเนินการ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ได้รับ โดยประเทศไทยมีความท้าทาย 2 ประการ ที่ส่งผลให้จำนวนแรงงานข้ามชาติในไทยที่ไม่มีเอกสารเพิ่มขึ้น คือ 1.ค่าธรรมเนียมการจัดหางานสูง และ 2.ความยากลำบากในการเข้าถึงระบบการขึ้นทะเบียนแรงงาน โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนออนไลน์

ซึ่งแม้ในทางนโยบายจะมีการห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางาน แต่ในทางปฏิบัติ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560 ทำให้
แรงงานต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจัดหางานและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายอนุญาตให้นายจ้างส่งต่อค่าใช้จ่ายให้คนงานผ่านการหักเงิน ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติมีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,785 บาท ต้นทุนเหล่านี้ทำให้แรงงานข้ามชาติเป็นหนี้นายหน้า นายจ้าง ตลอดจนเจ้าหนี้ประเภทอื่นๆ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อเงื่อนไขของการบังคับใช้แรงงาน

“เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเป็นหนี้ทาสและการบังคับใช้แรงงานในหมู่แรงงานข้ามชาติ เราจำเป็นต้องมีนโยบายที่ช่วยให้ผู้ย้ายถิ่นมีความยืดหยุ่นในการอยู่รอดในโลกภายใต้สถานการณ์โควิด-19” รศ.ดร.สุดารัตน์ กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(1) ปฏิรูปวีซ่าเอื้อคนเก่งเข้าไทย

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668563

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(1) ปฏิรูปวีซ่าเอื้อคนเก่งเข้าไทย

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“อีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรวัยแรงงานจะลดลงประมาณ 6 ล้านคน แล้วสัดส่วนประชากรวัยแรงงานก็ลดลงอย่างมากด้วย จาก 65.3% เหลือ 57.8% ในช่วง 20 ปีข้างหน้าเพราะฉะนั้นปัจจุบันเราขาดแคลนแรงงานประมาณ 1 ล้านคนอยู่แล้ว ยอดจดทะเบียนแรงงานล่าสุด เดือนก.พ. 2565มีแรงงานข้ามชาติจดทะเบียนประมาณ 2,300,000 คนเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยแรงงานฝีมือ 2 แสนกว่าคน และแรงงานทั่วไป2 ล้านกว่าคน แต่ก่อนหน้านั้น ช่วงก่อนโควิดเรามีแรงงานจดทะเบียน 3 ล้านกว่าคน คือหายไปประมาณ 1 ล้านคน”

คำกล่าวของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ ในการบรรยายหัวข้อ “โควิด-19 กับการปรับเปลี่ยนนโยบายวีซ่าระยะยาวของไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 16 “ประชากรและสังคม 2565” เรื่อง “โควิด-19 : การฟื้นตัว และโอกาสของประชากรและสังคม (COVID-19 : Resilience and opportunity population and society)” ซึ่งเป็นงานที่จัดเป็นประจำทุกปีโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลในแต่ละปีจะมีนักวิชาการของสถาบันฯ นำผลการศึกษาที่น่าสนใจด้านประชากรและสังคมมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ

นอกจากแรงงานที่หายไป 1 ล้านคน ซึ่งภาคเอกชนเรียกร้องไปยังภาครัฐให้หาทางนำเข้าแรงงานอย่างเร่งด่วนในเบื้องต้นแล้ว เมื่อเจาะจงไปถึง “อุตสาหกรรมเป้าหมาย(S Curve) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูง” เคยมีการประเมินไว้ว่าประเทศไทยต้องการแรงงานประเภทนี้ประมาณ 2.3 ล้านคนจึงต้องมีนโยบาย “วีซ่าระยะยาว” เพื่อดึงคนเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อดูนโยบายที่รัฐไทยดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า

1.นโยบายวีซ่าท่องเที่ยวระยะ 10 ปี เน้นกลุ่มวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จากประเทศพัฒนาแล้ว 14 ประเทศ (เริ่มปี 2559) พบว่าไม่ค่อยได้รับความนิยมเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ต้องฝากเงินหลักหลายล้านบาท 2.Smart VISA วีซ่าระยะเวลา 4 ปี (เริ่มปี 2561) สำหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ทั้งนี้ สำหรับกลุ่ม Startup จะให้ครั้งแรก 2 ปีก่อน ซึ่งระหว่างวันที่ 1 ก.พ. 2561-31 พ.ค. 2564 มีผู้สมัครเพียงหลักพันราย จากความต้องการหลักแสนราย

อีกทั้งผู้สมัครผ่านการรับรองเพียง 741 ราย และครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่ม Startup เหตุที่ไม่ได้รับความนิยมเพราะขั้นตอนจุกจิกเกินไป 3.Thailand Privilege Card (หรือ Thailand Elite Card) ระยะเวลาวีซ่า 5-10 ปี เป็นนโยบายที่มีมานานแล้ว ราคาของบัตรนี้มีตั้งแต่ 5 แสน-2 ล้านบาท ค่อนข้างได้รับความนิยมพอสมควร เห็นได้จากสถิติผู้ถือบัตร ณ ต้นปี 2565 อยู่ที่ 16,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะชาวจีน อนึ่ง จากเดิมที่ผู้ถือบัตรนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ปัจจุบันอนุญาตให้ผู้ถือบัตรอายุ 10 ปีขึ้นไปทำงานได้ โดยต้องลงทุนในวงเงินที่กำหนด

และ 4.Long-term Resident VISA วีซ่าสำหรับผู้มีศักยภาพสูง ระยะเวลา 10 ปี เน้นกลุ่มผู้มั่งคั่งสูงผู้เกษียณอายุ Remote Worker (ผู้ที่ทำงานให้บริษัทต่างชาติ แต่ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำสำนักงาน เช่นทำจากที่บ้าน-Work from Home) และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (เช่น ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) วีซ่าประเภทนี้ไม่ต้องรายงานตัวทุกๆ 90 วัน เหมือนวีซ่าทั่วไป สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2565 เป็นต้นไป เบื้องต้นคาดว่าจะดึงดูดชาวต่างชาติ 1 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท

จากนโยบายทั้งหมดข้างต้น ผศ.ดร.สักกรินทร์ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 1.วีซ่าระยะยาวส่วนใหญ่จัดอยู่หมวดวีซ่าท่องเที่ยวมากกว่าการทดแทนแรงงาน หมายถึงเน้นคนรายได้สูงมากกว่าคนที่มีทักษะ 2.ฐานข้อมูลแรงงานกระจัดกระจาย จึงไม่ทราบว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีความต้องการแรงงานเท่าใด ซึ่งในต่างประเทศจะมีฐานข้อมูลรวมอยู่ที่เดียวทุกอุตสาหกรรม จึงกำหนดจำนวนนำเข้าแรงงานได้ตรงตามความต้องการ

3.นโยบายวีซ่าที่ยืดหยุ่น ซึ่งต่างประเทศมีระบบการให้คะแนน (Point-based System) มีหลายเกณฑ์ เช่น อายุ คุณวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความสามารถทางภาษา (เช่น เป็นชาวต่างชาติแต่สามารถใช้ภาษาไทยได้) ผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรม (อาทิ จำนวนการจดสิทธิบัตร) มากกว่าการวางเกณฑ์เน้นที่รายได้ 4.ควรมีนโยบายวีซ่าที่เอื้อต่อกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เช่น ศิลปิน นักคิด นักออกแบบ

5.กำหนดเป้าหมายของวีซ่าแต่ละประเภทให้ชัดเจน เช่น Smart VISA เน้นไปที่อุตสาหกรรม S Curve และในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC), Long-term Resident VISA สนับสนุนให้ผู้มีทักษะสูงที่ได้วีซ่าประเภทนี้เข้าไปทำงานในสถาบันการศึกษา ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ตลอดจนเน้นส่งเสริมให้กลุ่ม Remote Worker เข้ามาในประเทศไทย

ซึ่งในประเทศเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่าง อินโดนีเซีย เพิ่งประกาศนโยบายให้กลุ่ม Remote Worker (หรืออีกชื่อคือ Digital Nomad) อยู่บนเกาะบาหลีได้ในระยะยาว 5 ปี และ Elite Card ควรมุ่งไปในเรื่องการเน้นผู้มีรายได้สูงโดยเฉพาะ เช่น กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อบ้านพักตากอากาศราคาแพง เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาว โดย Elite Card ควรแยกกลุ่มเป้าหมายไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ Long-term Resident VISA

“นอกจากนโยบายวีซ่าระยะยาวแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายสิทธิพลเมืองและการบูรณาการทางสังคม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ย้ายถิ่นบางกลุ่มสามารถขอเป็นผู้มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศไทยได้ด้วย เรียกว่า Permanent Resident (PR) หรือแม้กระทั่งสัญชาติไทย คนบางคนอยู่เมืองไทย ทำงานเมืองไทยมาเป็นสิบปี มีครอบครัวในเมืองไทย แต่ยังไม่มีสัญชาติไทย ไม่ได้เป็น PR ประเทศไทยด้วย ต้องต่อวีซ่าทุกปี คนเหล่านี้ควรจะได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกๆ” ผศ.ดร.สักกรินทร์ กล่าว

ด้าน ศ.(เกียรติคุณ) ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิวงศ์ บรรยายหัวข้อ “เส้นทางสู่นโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร” กล่าวว่า ในปี 2564 มีเหตุการณ์สำคัญด้านประชากรศาสตร์เกิดขึ้นในประเทศไทย คือจำนวนคนเกิดน้อยกว่าจำนวนคนตาย ซึ่งมาจากปัจจัยเดิมคือคนมีลูกน้อยลง และปัจจัยเพิ่มเติมคือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ขณะที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่า เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 (ปี 2642) หรืออีก 80 ปีข้างหน้า ประชากรประเทศไทยจะลดลงเร็วสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น

ในทางกลับกัน ประเทศที่ใช้นโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replace Migration Policy) เช่น สหรัฐอมเริกา แคนาดา ออสเตรเลีย รวมถึงหลายประเทศในทวีปยุโรป “สังคมไทยต้องปรับวิธีคิด (Mindset) โดยมองว่า การนำเข้าประชากรหรือทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าโดยเร็วเป็นเรื่องบวก” และการจัดการเรื่องนี้ต้องทำโดยเร็วในเวลาปัจจุบันที่ยังมีประชากรต่างชาติให้เลือกอยู่มาก

“ถ้ารอช้าในอนาคตต้องแข่งขันกันในเวทีโลก เพราะนโยบาย Replace Migration จะเกิดขึ้นในหลายประเทศ นอกจากนี้ถ้าเราจัดการเสียตั้งแต่ตอนนี้ ขณะที่ประชากรเรา (คนไทย) ยังมีอยู่มากพอ เราจะสามารถบูรณาการผู้ย้ายถิ่นที่เราคัดสรรเข้ามาให้เขาเป็นคนไทย ได้ง่ายกว่าเมื่อเรามีประชากรน้อยในอนาคต อยากให้เราตั้งเป้าทดแทนอย่างน้อย20% ของประชากรที่จะหายไป คือทดแทน 8 ล้านคนใน 80 ปีนี้ นั่นคือปีละแสนคนขึ้นไป” ศ.(เกียรติคุณ) ดร.อภิชาติ ระบุ

ศ.(เกียรติคุณ) ดร.อภิชาติ กล่าวต่อไปว่า นโยบายนำประชากรต่างชาติเข้ามาในไทย หากได้ปีละ 1 แสนคน สามารถแบ่งไปสนับสนุน 1.โครงการพัฒนาระดับชาติ เช่น EEC 10,000 คน 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อพัฒนา SME 80,000 คน และ 3.ประชากรคุณภาพเพื่อพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมจิตวิญญาณ สุขภาวะ เชื่อมโยงกับประชากรไทยในพื้นที่ต่างๆ 10,000 คน มีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีความสุขอย่างถ้วนหน้า

ในตอนแรกเป็นการสะท้อนปัญหาและข้อเสนอในส่วนการนำเข้าแรงงานทักษะสูงหรือประชากรระดับมั่งคั่ง ส่วนในตอนหน้าจะว่าด้วยแรงงานข้ามชาติระดับทั่วไป รวมถึงบุตรหลานของแรงงานเหล่านี้ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ย้อนมองเลือกผู้ว่าฯกทม.ปี’65 ผลคะแนนสะเทือนระดับชาติ?

Posted on July 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/667024

สกู๊ปแนวหน้า : ย้อนมองเลือกผู้ว่าฯกทม.ปี’65  ผลคะแนนสะเทือนระดับชาติ?

วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“แลนด์สไลด์ (Landslide)” แปลตรงตัวหมายถึง“ดินถล่ม” เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่พบได้ในพื้นที่ลาดชันยามเกิดฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม คำคำนี้ยังถูกนำไปใช้เป็น “แสลง (Slang)” ทางการเมือง หมายถึง“ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย” ได้คะแนนเสียงทิ้งห่างผู้สมัครหรือพรรคการเมืองคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่น สำหรับประเทศไทย คำว่าแลนด์สไลด์ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้งในช่วงนี้ เนื่องจากในปีหน้าหรือปี 2566 ก็จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อีกครั้ง เนื่องจากจะครบวาระ 4 ปีของ สส. และรัฐบาลชุดปัจจุบัน

หรือยังไม่ต้องรอไปถึงปีหน้า ในปีนี้หรือปี 2565 ปรากฏการณ์ “ชัชชาติฟีเวอร์” ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2565 ชัชชาติสิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ชนะแบบแลนด์สไลด์ ได้คะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งชนิดที่แม้จะนำคะแนนของผู้ได้อันดับ 2-5 มารวมกันก็ยังน้อยกว่า ซึ่งในงานเสวนา “Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่” จัดโดย ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2565 มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มธ. บรรยายหัวข้อ “เลือกเพราะอิสระ ทุกคนรู้ คนเลือกรู้ : บทวิเคราะห์เบื้องต้นพฤติกรรมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 65” เล่าเรื่องผลการศึกษาที่ทำร่วมกับ สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า สำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. อายุ 18-86 ปี จำนวน 807 คน แบ่งเป็นชายร้อยละ 52 หญิงร้อยละ 48รายได้มีตั้งแต่ผู้ไม่มีรายได้เลย ไปจนถึงสูงสุดคือมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน โดยค่าเฉลี่ยรายได้ของกลุ่มตัวอย่างคือ 52,150 บาท

ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ร้อยละ 50 จบปริญญาตรี รองลงมา ร้อยละ 17 จบ ม.ปลาย (หรือ ปวช.) และอันดับ 3 จบ ม.ต้น
ร้อยละ 11 พบว่า 1.ชาว กทม. สนใจการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในปี 2565 นี้มาก หากแบ่งระดับความสนใจจาก 0 คือไม่สนใจเลย ไปจนถึง 10 คือสนใจมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้อยู่ที่ 7.1 ซึ่งสอดคล้องกับระดับความสนใจ 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบ คือ อันดับ 1 ร้อยละ 23.74 ระดับ 10 รองลงมา ร้อยละ15.16 ระดับ 9 และอันดับ 3 ร้อยละ 13.42 ระดับ 8

2.สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของชาว กทม. โดย 3 อันดับแรกของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งครั้งนี้อันดับ 1 อินเตอร์เนตหรือสื่อสังคมออนไลน์ (เช่น Facebook, Twitter, Line) ร้อยละ 43.91 รองลงมา กิจกรรมหาเสียง (เช่น รถหาเสียง, เวทีปราศรัย, ป้ายหาเสียง) และอันดับ 3 โทรทัศน์ ร้อยละ 19.35 อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักอาจเป็นเพราะ กทม. เป็นเขตเมือง

3.จำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ที่กลุ่มตัวอย่างจำได้มากที่สุดคือ 8 คน (จากทั้งหมด31 คน) โดยจำนวนของผู้สมัคร 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างจำได้ อันดับ 1 ร้อยละ 28.54 จำได้ 8 คน รองลงมา ร้อยละ 17.17 จำได้ 3 คน ขณะที่อันดับ 3 และอันดับ 4(ซึ่งใกล้เคียงกันมากจนอาจจัดเป็นอันดับ 3 ร่วมกันได้) คือร้อยละ 12.33 จำได้ 2 คน และร้อยละ 12.3 จำได้ 6 คนโดยค่าเฉลี่ยรวมของผู้สมัครที่คำนวณจากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด อยู่ที่ 5.1 คน ชี้ว่า แม้จะมีผู้สมัครที่ได้รับความสนใจสูงอยู่กลุ่มหนึ่ง แต่ผู้สมัครที่เหลือก็ยังมีบางคนถูกจดจำได้เช่นกัน

4.นโยบายคือปัจจัยหลักที่ทำให้ชาว กทม. ตัดสินใจเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ เห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง คือร้อยละ 53.45 ตอบว่าเลือกเพราะนโยบาย ทิ้งห่างอันดับที่เหลือ เช่น อันดับ 2 เหตุผลอื่นๆ (เลือกตามคำขอของผู้มีพระคุณ, ใครก็ได้ตามเสียงส่วนใหญ่, อยากออกไปใช้สิทธิ์ ฯลฯ) อันดับ 3 ชื่อเสียงส่วนตัว ร้อยละ12.17 อันดับ 4 ความเป็นอิสระจากพรรค ร้อยละ 7.46 และอันดับ 5 พรรคการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 5.46

5.ชัชชาติแลนด์สไลด์ไม่พลิกโผ แต่ผู้สมัครคนอื่นๆแตกต่างออกไป ผลการสำรวจครั้งนี้ทำก่อนวันเลือกตั้งจริง (22 พ.ค. 2565) ประมาณ 1 สัปดาห์ พบว่า 5 อันดับแรกหากตัดกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ณ เวลานั้น (ร้อยละ 25.94) ออกไป ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) มาเป็นอันดับ 1 ร้อยละ41.44 ตามด้วย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล) ร้อยละ 9.95 อันดับ 3 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง (อิสระ) ร้อยละ 8.69

อันดับ 4 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับ 5 น.ต.ศิธา ทิวารี (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 2.02 อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการเลือกตั้ง
จริงออกมา มีเพียง ชัชชาติ ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้นที่ตรงตามผลสำรวจ โดยได้ไปถึง 1,386,215 คะแนน ส่วนอันดับที่เหลือ พบว่า อันดับ 2 ศ.ดร.สุชัชวีร์ 254,647 คะแนน ตามด้วยอันดับ 3 วิโรจน์ 253,851 คะแนน (ซึ่งหากยังจำได้ในช่วงนับคะแนนต้องบอกว่า ศ.ดร.สุชัชวีร์ และ วิโรจน์ คะแนนสูสีมาก ผลัดกันนำ-ผลัดกันตามเป็นระยะๆ ก่อนที่ศ.ดร.สุชัชวีร์ จะคว้าอันดับ 2 ไปได้แบบหืดขึ้นคอ)

โดยเฉพาะอันดับ 4 ต้องบอกว่าเป็น “ม้ามืด” เมื่อ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ในยุคที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งทั้งคู่ลาออกมาลงสมัคร
รับเลือกตั้งครั้งนี้พร้อมกัน และในฐานะผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคเหมือนกัน ในผลการสำรวจข้างต้น พล.ต.อ.อัศวิน อยู่อันดับ 3 ขณะที่ สกลธี อยู่อันดับ 7 ร้อยละ 1.64 แต่ผลการเลือกตั้งจริง สกลธี อยู่อันดับ 4 ได้ไป 230,455 คะแนนแซงหน้า พล.ต.อ.อัศวิน ที่ได้ไป 214,692 คะแนน อยู่อันดับ 5ในขณะที่ น.ต.ศิธา การสำรวจข้างต้นอยู่ในอันดับ 5 แต่เลือกตั้งจริงหล่นไปอยู่อันดับ 7 ได้ 73,720 คะแนน

จากผลการสำรวจดังกล่าว รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ นำมาวิเคราะห์ใน 2 โจทย์ คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างการสังกัด (หรือไม่ได้สังกัด) พรรคการเมืองในระดับชาติของผู้สมัคร กับ 2.บริบททางการเมืองระดับชาติที่ส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองและความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง(เช่น ความพอใจในรัฐบาลกลาง สภาพเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศกับท้องถิ่น)อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ครั้งนี้ยังอิงกับแนวคิดเรื่องสภาพเศรษฐกิจและสังคมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีผลต่อพฤติกรรมการออกเสียง พบว่า

1.ความพอใจ (หรือไม่พอใจ) การทำงานของรัฐบาลกลางในปัจจุบัน (ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัครในการตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ (ปี2565) มากกว่าการสังกัด (หรือไม่สังกัด) พรรคการเมือง กล่าวคือหากเป็นผู้ที่ไม่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อย่าง ชัชชาติ ตรงข้ามกับผู้ที่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวโน้มจะเลือก ศ.ดร.สุชัชวีร์โดยประเด็นหลังนี้ เป็นไปได้ว่า อาจเป็นเพราะ พรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ไม่ได้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

2.เลือกคนเลือกชัชชาติ..เลือกพรรคเลือกก้าวไกล คนที่เลือกชัชชาติมีแนวโน้มไม่ได้สนใจว่า ชัชชาติ จะลงสมัครในนามพรรคการเมืองหรือลงสมัครในนามอิสระ ในขณะที่คนที่ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองจะเลือกผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล โดยคนที่เลือก วิโรจน์ มีแนวโน้มจะเลือกเพราะอยู่สังกัดพรรคก้าวไกล 3..คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเลือกพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นเพศหญิงจะเห็นได้ชัดกว่าเพศชาย

“หากถามว่าคนกรุงเทพฯ วันนี้เลือกเพราะอะไร ผมก็จะตอบว่า การที่คุณชัชชาติออกมาชนะแลนด์สไลด์ นี่คือการเลือกแบบส่งสัญญาณตามสไตล์ของคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ มักจะเป็นคนส่งสัญญาณก่อน แล้วทุกคนก็กลัวมากว่ากรุงเทพฯ บอกแบบนี้ แล้วมันจะไหลไปนอกต่างจังหวัดไหม? มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าผลล้นออก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ต่อมาคนก็จะเลือกเพราะว่าชอบนโยบายเปล่า เลือกอะไรหรือเปล่า

ในที่สุดแล้วผมใช้ว่าเลือกเพราะชอบแต่จริงๆ แล้วมันออกมาว่าเลือกเพราะไม่ชอบ … หรือเปล่า ขอให้ทุกท่านไปเติมคำในช่องว่างเอาเอง เขาเลือกชัชชาติเพราะเขาไม่ชอบอันนี้ใช่ไหม ซึ่งจริงๆ คนยังไงก็เลือกชัชชาติแล้ว แต่มันเป็นการส่งสัญญาณหรือเปล่า” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,667 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d