Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : กว่าจะมีกฎหมาย‘คาร์ซีท’ เบื้องหลังและข้อจำกัด‘ไทย’

Posted on July 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666578

สกู๊ปแนวหน้า : กว่าจะมีกฎหมาย‘คาร์ซีท’  เบื้องหลังและข้อจำกัด‘ไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

“53 วัน” เป็นตัวเลขนับถอยหลังจากวันนี้ (14 ก.ค. 2565) ไปจนถึงวันที่ 5 ก.ย. 2565 ซึ่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 โดยสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” หรือ “คาร์ซีท(Car Seat)” จะมีผลบังคับใช้

หากจำกันได้ ในช่วงเดือนแรกที่มีข่าวกฎหมายดังกล่าว เกิด “ดราม่า” เกิดกระแสคัดค้าน เพราะแม้จะรู้ว่าเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับบุตรหลาน อีกทั้งเป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญ แต่ก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. 2565 มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงกันในการเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คาร์ซีท…คาใจ” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.)

นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะรองประธาน
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร
 เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของการออกกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผ่านการถอดบทเรียนจากต่างประเทศ แล้วพบว่า ประเทศระดับเดียวกับไทยที่มีการบังคับใช้กฎหมายแบบเดียวกัน ก็มีปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเหมือนกัน

“เราไม่เทียบกับอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ที่เขาพัฒนาแล้ว มันผ่านไปแล้ว สถานะไม่เหมือนกัน แต่ฟิลิปปินส์คล้ายเรา
มาเลเซียคล้ายเรา เราก็เลยขอข้อมูลจากฟิลิปปินส์ แล้วฟิลิปปินส์ก็ชี้ตรงกับที่เราคิด คือประชาชนเขาก็ยากในการเข้าถึงเหมือนกัน เขาก็เลยกำหนดว่า 1.ให้รัฐส่งเสริมให้ราคาถูกลง 2.ราคาถูกลงแล้วต่อมาให้มีการผลิตขึ้น มีการส่งเสริมให้ทำในประเทศ ของเราเองยังไม่เคยมีบริษัทไหนทำเลยในประเทศไทย ก็มีสถานะด้อยกว่าฟิลิปปินส์อยู่ เรานำเข้าล้วนๆ”
 นิกร กล่าว

แต่ถึงจะทำทั้งการส่งเสริมให้ผลิตในประเทศ หรือลดภาษีหากนำเข้าจากต่างประเทศ ก็ยังมีครัวเรือนส่วนหนึ่งที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึง นิกร เล่าต่อไปว่า ฟิลิปปินส์ พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดให้มีระบบ “เช่าคาร์ซีท” จึงกลายมาเป็นแนวทางการออกกฎหมายคาร์ซีทในไทย ที่ส่งเสริมให้มี “คาร์ซีทมือสอง” รวมถึงส่งเสริมการบริจาคสำหรับครัวเรือนที่เข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน การพูดคุยกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจราจร เบื้องต้นทาง สตช. เห็นด้วยกับการระบุในกฎหมายว่าที่นั่งจัดพิเศษสำหรับเด็กไม่ใช่ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ซึ่งหากจะใช้มาตรฐานสูงสุดระดับสากล คาร์ซีทหรือนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ที่ได้มาตรฐานดังกล่าวจะตกอยู่ราคาตัวละเกือบ 2 หมื่นบาท นอกจากนี้ กฎหมายที่ออกมายังให้อำนาจ สตช. ไปกำหนดหลักเกณฑ์ลักษณะที่นั่งจัดพิเศษสำหรับเด็ก

อีกทั้งยังขอความร่วมมือ สตช. ว่า ในช่วงแรกๆ ของการบังคับใช้กฎหมาย ขอให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป “อย่าทำให้คาร์ซีทเป็นเรื่องคาใจ..เพราะถ้าประชาชนไม่ยอมรับกฎหมายจะเสียตั้งแต่ต้น” แต่เมื่อกฎหมายไปถึงการพิจารณาของวุฒิสภา (สว.) ที่ประชุม สว. ต้องการให้ใช้คำว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ซึ่งในขั้นตอนนี้กลายเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างวุฒิสภา กับสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กระทั่งต้องตั้ง กมธ. ขึ้นมาพิจารณากันใหม่

“มันจะมี 3 แบบ 1.ที่นั่งนิรภัยเต็มรูป ก็คือคาร์ซีทเต็มรูป ที่ปลอดภัย ที่เป็นมาตรฐาน 2.ที่นั่งพิเศษที่จัดสำหรับเด็กตรงนี้เบาลงมาหน่อย ให้ปลอดภัย และ 3.วิธีการอื่นใดสำหรับประเทศเรา แล้วตกลงกัน เจอกันครึ่งทางเป็นแบบนี้ กฎหมายขณะนี้เป็นแบบนี้ เราก็ยอมให้ผ่านตอนหลัง พอถึงจุดนี้เราก็จัดให้มีการประชุม กมธ. แล้วผมก็ได้เชิญหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง มีกรมศุลกากร กรมการค้าภายใน กระทรวงอุตสาหกรรม
” นิกร ระบุ

รอง ปธ.กมธ. การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ขยายความเพิ่มเติมในส่วนความเห็นแย้งกันระหว่างที่ประชุม สว. กับ สส. ว่า ในขณะที่ทาง สว. ต้องการให้ใช้คำว่านิรภัย แต่การใช้คำดังกล่าวจะเกิดปัญหาตามมา เพราะมาตรฐานความปลอดภัยที่กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศไว้ อิงกับมาตรฐานสากลโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) หรือมาตรฐานสูงสุดเพียงมาตรฐานเดียว ทำให้กฎหมายบังคับใช้จริงได้ยากเพราะคาร์ซีทมาตรฐานระดับนี้มีราคาแพง

อีกด้านหนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) หน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติ ยังทักท้วงมาอีกว่า หากไทยประกาศกฎหมายคาร์ซีทในลักษณะให้ทางเลือก 3 แบบข้างต้น จะไม่ผ่านการประเมินของ WHO ที่ใช้มาตรฐานสูงสุดเป็นเกณฑ์ เรื่องนี้ได้แย้งไปว่าหากใช้มาตรฐานดังกล่าวประชาชนคนไทยจะเดือดร้อนอย่างมาก ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ต้องการมาตรฐานระดับนั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่ไทยยังอะลุ้มอล่วยให้ทำได้ อาทิ การนั่งท้ายรถกระบะ การนำพาหนะอื่นๆ มาดัดแปลงเป็นรถรับ-ส่งนักเรียน เป็นต้น

“บริบทสังคมไทย คือเราไม่ได้เป็นประเทศร่ำรวย อย่างรถโรงเรียนของเรา รถโรงเรียนของอเมริกา ผมเคยไปอยู่ มันแข็งแรงมาก ชนกับรถถังยังได้ มันถูก Design (ออกแบบ) มาเป็นพิเศษ แต่ของเรารถสองแถว แล้วถ้าไม่มีเด็กจะไปโรงเรียนอย่างไร มันเป็นลักษณะของประเทศที่เรียกว่ากำลังพัฒนาก็ได้ เราก็ต้องหาทางเอาตัวรอดไปตามบริบทของเรา

ดังนั้นการนั่งข้างหลังของรถกระบะก็ยังให้นั่งอยู่จนปัจจุบัน เราก็มาคิดค้นวิธี ตามหลักคือต้องไม่นั่งเลยเพราะถ้าชนแล้วบางทีตายยกครัว เราก็คิดวิธี 1.อย่าให้นั่งเกิน 6 คน เพราะถ้าเกิน 6 คนน้ำหนักมันจะเหวี่ยงตัว แล้วความเร็วไม่ให้เกิน 80 กม./ชม. มันก็ปลอดภัย คือนั่งข้างหลังไปงานทอดกฐินได้ แต่อย่านั่งให้มากแล้วอย่าขับให้เร็ว” นิกร ยกตัวอย่างเทียบเคียง

รอง ปธ.กมธ. การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวอีกว่า เมื่อมีกฎหมายการทำความเข้าใจกับประชาชนก็เริ่มขึ้น และจะดีขึ้นต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง หากมีฐานะดีหน่อยก็ซื้อคาร์ซีทเต็มรูปแบบ หากฐานะด้อยลงมาบ้างก็ซื้อที่นั่งเสริมสำหรับเด็ก หรือหากไม่มีจริงๆ ก็พยายามขับรถให้ช้าลง ด้วยความตระหนักว่ามีเด็กที่เป็นบุตรหลานของตนเองอยู่ในรถ

ขณะที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรหาแนวทางออกมาตรฐานความปลอดภัยแบบไทย (นอกเหนือจากมาตรฐานสากล) สำหรับคาร์ซีท..เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เปลี่ยนมุมคิด ‘ที่อยู่อาศัย’ ลดต้นทุนค่าครองชีพ‘คนเมือง’

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665700

สกู๊ปแนวหน้า : เปลี่ยนมุมคิด ‘ที่อยู่อาศัย’  ลดต้นทุนค่าครองชีพ‘คนเมือง’

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เราไม่ค่อยจัดการที่อยู่อาศัยบนฐานคิดว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เราทุกคนเกิดมาเราจำเป็นต้องมีที่อยู่ แต่เราละเลยเรื่องเหล่านี้เกินไป เราปล่อยให้
ที่อยู่อาศัยถูกจัดการเหมือนสินค้า แปลว่าใครมีสตางค์มากคุณก็ไปซื้อ ใครที่ไม่มีสตางค์คุณก็ไปอยู่ตามซอกหลืบ เพราะว่าคุณไม่มีสตางค์ เราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเดียว อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ”

ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา “เปิดประตู่สู่ความเหลื่อมล้ำ” ในหัวข้อ “คนจนเมือง” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักข่าว ThaiPBS ที่ชั้น 5 อาคารสยามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ถึงปัญหาค่าครองชีพด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเกิดจากวิธีคิดที่มองที่อยู่อาศัยเป็นสินค้า ทั้งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

เมื่อที่อยู่อาศัยถูกมองเป็นสินค้าและมุ่งเน้นการทำกำไร บรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงไม่มีโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับตลาดคนรายได้น้อย เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบธนาคาร เนื่องจากจำนวนมากประกอบอาชีพอยู่นอกระบบ จึงไม่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยดังนั้นทางเลือกของผู้มีรายได้น้อย จึงมีเพียงการเป็นผู้บุกรุกที่ดินซึ่งถูกทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า หรือไม่ก็ต้องไปเช่าที่พักราคาถูกแต่สภาพไม่ค่อยดีนัก เช่น ตึกแถวสภาพเก่าทรุดโทรม ต้องใช้ห้องน้ำรวม เป็นต้น

อาจารย์บุญเลิศ กล่าวต่อไปว่า การจัดการที่อยู่อาศัยแบบที่เป็นอยู่นั้นเป็นการใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการที่ออกมาจึงเน้นไปที่การซื้อ-ขายที่อยู่อาศัย เช่น การลดหย่อนภาษี ซึ่งคนชั้นกลางหรือชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปได้ประโยชน์แต่คนรายได้น้อยหรือคนที่อยู่ในเศรษฐกิจไม่เป็นทางการเข้าไม่ถึง ประเด็นนี้อีกด้านก็น่าคิดว่า เป็นการนำเงินภาษีไปช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ในขณะที่ยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าที่พัก ทั้งที่กลุ่มผู้เช่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มีความสามารถในการซื้อบ้านลดลง

“ในทางวิชาการมีข้อถกเถียง เส้นแบ่งอยู่ที่ 30% ถ้าเรามีรายได้ 100 บาท เราจะแบ่งเงินไปเช่าที่อยู่อาศัยสัก 30% ถ้าใครใช้เงินรายได้เกิน 30% ของรายได้ตัวเองกับที่อยู่อาศัย เราจะเหลือเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่มากพอ คือถ้าคนที่มีรายได้ 9,000 บาท คุณจะไปซื้อที่อยู่อาศัยที่ให้คุณผ่อนเดือนละ 3,000 ในตลาดไม่มี มีตัวเลขของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำให้เห็นเลยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยที่ราคาไม่เกิน 1 ล้าน มันน้อยลงเรื่อยๆ

บริษัทเอกชนไม่อยากทำบ้านขายคนกลุ่มนี้ เพราะรู้ว่าคนกลุ่มนี้กู้แบงก์ไม่ผ่าน คนกลุ่มนี้ก็ต้องไปหาเช่า ก็ต้องไปหาเช่าที่อยู่อาศัยในราคาถูก ซึ่งผมติดว่าคุณภาพที่พออยู่ได้สำหรับนักศึกษาจบใหม่ตั้งแต่เรียนหนังสือมา แบบคุณภาพภาระชีวิตที่ดีเดือนละ 5,000-6,000 บาท แต่ถ้าคุณเป็นแม่บ้านเดือนละ 9,000 เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เช่าในเวลานี้” อาจารย์บุญเลิศ กล่าว

เช่นเดียวกับ นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวเสริมว่า หากต้นทุนในการดำรงชีวิตถูกลงคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้นทุนที่สำคัญที่สุดคือด้านที่อยู่อาศัยและไม่ใช่เฉพาะคนจน แต่เป็นคนทุกกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหานี้ “คนคนหนึ่งอยากมีบ้าน เงินเดือนออกมาจ่ายค่าผ่อนบ้านก็แทบหมดแล้ว” หากเหลือเงินน้อยไม่มีทางที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นได้

“ถ้าทำให้ต้นทุนเรื่องที่อยู่อาศัยมันถูกลงมันช่วยได้เยอะ ช่วยคนทุกกลุ่มด้วย ฉะนั้นนโยบายเรื่องนี้ทำได้เลย อย่างเช่นกรณีคนจนเมืองที่อยู่ในชุมชนที่เขาเป็นชุมชนอยู่แล้ว ผิดกฎหมายหรืออะไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ กทม. อาจจะสำรวจดูเลยว่ามีที่ไหนบ้างที่อยู่ในลักษณะแบบนี้ กทม. ก็ต้องไปทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย เป็นที่ดินของใคร อาจจะไปประสานหน่วยงานเจ้าของที่ดิน เจรจากันแล้วทำให้เขาเช่าอย่างถูกกฎหมายได้ไหม? ถ้าที่ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้เรื่องอื่นแล้ว” เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าว

นพพรรณ ยังกล่าวอีกว่า หากสามารถเปลี่ยนจากชุมชนบุกรุกผิดกฎหมายเป็นชุมชนที่เช่าพื้นที่อยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็สามารถใช้งบประมาณเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ได้ แต่ท้ายที่สุด หากที่ดินบริเวณนั้นจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อการพัฒนาจริงๆ ซึ่งต้องย้ายชุมชนออกไปก็ต้องเตรียมหาพื้นที่ที่เหมาะสมรองรับ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าที่พัก ซึ่งไม่ใช่แต่คนจนแต่ยังรวมถึงคนชั้นกลางด้วย กทม. จะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ภาระค่าเช่าลดลง

ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ได้หารือกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย และ การเคหะแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในที่ดินที่ยังไม่ถูกใช้งาน อย่างไรก็ตาม การจัดสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใด ต้องดูปริมาณความต้องการ (Demand) ในพื้นที่นั้นด้วย เช่น ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ที่อยู่อาศัยที่การเคหะแห่งชาติก่อสร้าง หลายแห่งยังว่างไม่มีผู้อยู่อาศัย และที่มากไปกว่านั้น สถานการณ์โควิด-19 ได้ให้บทเรียนว่า นอกจากการสร้างที่อยู่อาศัยแล้วยังต้องสร้างความเป็นชุมชนให้เกิดขึ้นด้วย

“ตอนโควิดชุมชนเข้มแข็ง เราไม่ได้สร้างที่อยู่อาศัย เราต้องสร้างชุมชน เราต้องสร้าง Body ให้เขาช่วยจัดการ อาจจะเป็นเรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษา เรื่องผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัยจริงๆ แล้วมันไม่ใช่การนอน มันคือการสร้างชุมชน ความสัมพันธ์ เพื่อจัดการปัญหาและดูแลกันเอง” ศานนท์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็น “ที่อยู่กับแหล่งงาน”ว่า ที่ผ่านมาเคยพบผู้ที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมเพราะถูกไล่รื้อ แต่เมื่อไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ก็ไม่สามารถทำงานเดิมได้อีกเพราะอยู่ไกลมาก ซึ่งการมีอาชีพทำให้คนสามารถลืมตาอ้าปากได้ แต่คนจนเมืองที่จำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบ เผชิญข้อจำกัดทั้งการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของกระบวนการบริหารจัดการเมือง เช่น กรณีผู้ค้าหาบเร่แผงลอย หรือสตรีทฟู้ด

“จริงๆ แล้วคนขายของคนเล็กคนน้อยเขาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ปรากฏว่า Function ตรงนี้มันถูกทำให้หายไปด้วยวิธีการที่เรียกว่าจัดการโดยไม่จัดการ ก็ทำให้ปัญหามันซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องของการมีงานทำและการสร้างงาน ถ้าโอกาสตรงนี้มันเปิด ผนวกกับเรื่องที่อยู่อาศัย คิดว่าโอกาสลืมตาอ้าปากก็จะเพิ่มขึ้น” อาจารย์นฤมล กล่าว

หมายเหตุ : เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) หรือเศรษฐกิจนอกภาคทางการกับแรงงานนอกระบบ (Informal Labour)หมายถึงธุรกิจและแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีเงินได้และระบบประกันสังคม

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โรงงานระเบิดที่กิ่งแก้ว ถอดบทเรียนหลัง1ปีผ่าน

Posted on July 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665548

สกู๊ปแนวหน้า : โรงงานระเบิดที่กิ่งแก้ว ถอดบทเรียนหลัง1ปีผ่าน

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2564 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่หนึ่งของประเทศไทย กับกรณีของโรงงาน “หมิงตี้เคมิคอล” ในซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด และต้องใช้เวลานานกว่า 1 วัน จึงจะควบคุมเพลิงไว้ได้ เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นอาสากู้ภัยซึ่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบโรงงานต้องอพยพออกจากที่พักชั่วคราวเพื่อไม่ให้เสี่ยงอันตรายจากสารเคมีในโรงงานที่เกิดไฟไหม้และระเบิดขึ้น และมีบ้านเรือนโดยรอบเป็นจำนวนมากได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด

ในวงเสวนา “ครบรอบ 1 ปี หมิงตี้เคมิคอล : หลังเพลิงสงบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน” ซึ่งร่วมจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 5 ก.ค. 2565 นภพรรณ นันทพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย เล่าย้อนงานของฝ่ายสาธารณสุขที่เข้าไปช่วยดูแลประชาชนในศูนย์อพยพ โดยต้องคำนึงถึง 4 ด้าน คือ 1.การจัดการมูลฝอย คนมาอาศัยรวมกันบวกกับมีผู้นำอาหารมาส่ง จึงต้องดูแลเรื่องขยะ รวมถึงขยะติดเชื้อด้วย

2.ห้องน้ำ-ห้องส้วม และสิ่งปฏิกูล เช่น มีน้ำล้างมือ รวมถึงเจลแอลกอฮอล์เพียงพอหรือไม่ 3.สุขาภิบาลอาหารและคุณภาพน้ำ เช่น ต้องหลีกเลี่ยงเมนูอาหารบางประเภทที่เน่าเสียง่ายมีการระบุวัน-เวลาที่ผลิตอาหารในแต่ละชุด เพื่อแจกจ่ายได้เป็นลอตๆ อย่างถูกต้อง ป้องกันปัญหาอาหารเน่าเสียสูญเปล่า ตรวจสอบคุณภาพน้ำ การจัดเก็บอาหารและน้ำต้องให้สูงจากพื้นพอสมควรเพื่อป้องกันสุนัขมาสัมผัส และ 4.ประเมินคุณภาพอากาศในอาคาร นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย เพราะต่างคนต่างบ้านต่างที่มาแต่ต้องมาอยู่รวมกัน

“ต้องบอกว่าคนไทยจิตใจดี เวลาเกิดเหตุแบบนี้จะมีคนเอาอาหารมาบริจาค มาช่วยเหลือเยอะมาก ซึ่งเวลาที่มาอาจต้องมีคนที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลว่าอันนี้มาตอนกี่โมง เพราะมากี่โมงแปลว่าต้องมองย้อน มาส่ง 7 โมงเช้า อาจจะทำตั้งแต่ตี 3-ตี 4 กินได้ไม่เกินเที่ยง 7 ชั่วโมงมันก็บูดแล้ว มันต้องมีคนบริหารจัดการ มีการประเมินน้ำบริโรค ไปเก็บตัวอย่างน้ำตรวจ เราพบว่าน้ำส่วนใหญ่ถ้าเป็นน้ำดื่มจะเป็นน้ำบรรจุดขวดหรือน้ำผ่านเครื่องกรอง น้ำใช้ก็เป็นน้ำประปานครหลวง น้ำดิบอยู่ห่างออกไป”นภพรรณ กล่าว

แต่ประเด็นสำคัญของงานครั้งนี้คือ “1 ปีผ่านไปเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?” ดังการเปิดเผยของ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ยังมีโรงงานประเภทเดียวกับ บ.หมิงตี้ฯ หรือโรงงานลำดับที่ 44 (โรงงานผลิตยางเรซินพลาสติก หรือเส้นใยสังเคราะห์) และอีก 2 ประเภทที่คล้ายกัน คือโรงงานลำดับที่ 53 (โรงงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติก) กับโรงงานลำดับที่ 53 (5) (โรงงานทำพลาสติกเป็นเม็ด แท่ง ท่อ หลอด แผ่น ชิ้น ผง หรือรูปทรงต่างๆ) อีกหลายแห่ง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนค่อนข้างหนาแน่น

เมื่อมองออกไปดูในต่างประเทศที่เคยเกิดเหตุมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมรั่วไหลออกสู่พื้นที่สาธารณะ เหตุการณ์ได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง อาทิ ญี่ปุ่น จากเหตุการณ์ที่รัฐและบริษัทเอกชนที่ปล่อยมลพิษต้องร่วมกันจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ จนเกิดความตระหนักว่า การลงทุนปรับปรุงโรงงานให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยมีต้นทุนน้อยกว่าการต้องมาจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุขึ้น, จีน เผชิญปัญหาฝุ่น2.5 ไมครอน (PM2.5) และมลพิษทางอากาศอื่นๆ จากภาคอุตสาหกรรม ในเบื้องต้นจีนสั่งปิดโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามด้วยการสร้างระบบที่ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผลพิษผ่านแอปพลิเคชั่นแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ไปตรวจสอบ,สหรัฐอเมริกา ไม่รอให้เกิดปัญหาในบ้านตนเอง เพียงเห็นข่าวก๊าซรั่วที่โบพาล ประเทศอินเดีย ในปี 2527 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็รีบปฏิรูปกฎหมาย เปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งเหตุมลพิษ และตั้งหน่วยงานมาดูแลเป็นการเฉพาะ เป็นต้น

อนึ่ง จากตัวอย่างทั้งจีนและสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการให้ประชาชนร่วมเฝ้าระวังอย่างมาก เพราะลำพังภาครัฐฝ่ายเดียวมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร จึงเป็นที่มาของข้อเสนอ “ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register)” หรือกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ทราบข้อมูลว่า พื้นที่เสี่ยงมลพิษแต่ละแห่งมีสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเตรียมรับมือและควบคุมได้อย่างทันท่วงที

“ปัจจุบันทั่วโลกมีกฎหมายแบบนี้ใช้อยู่ 50 กว่าประเทศแล้ว และ JICA (องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น) ก็เคยแนะนำรัฐบาลไทยว่า ถ้าจะแก้ไขปัญหามลพิษอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มาบตาพุด (นิคมฯ มาบตาพุดจ.ระยอง) ต้องมีกฎหมาย PRTR โดยกฎหมาย PRTR จะทำให้กรณีแบบหมิงตี้ลดน้อยลงหรือไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย”เพ็ญโฉม ระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.เกษมสันต์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการวิชาการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ และอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า เป็นสิทธิของประชาชนในการได้รับทราบว่า ณ ปัจจุบัน สารก่อมลพิษกระจายตัวไปไกลเพียงใดและในอีก 1 วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารสำหรับประกอบการตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป ดังนั้น “ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีคาดการณ์มลพิษทางอากาศ” ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการของหน่วยงานที่มีศักยภาพ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา ที่พยากรณ์อากาศได้แม่นยำ พร้อมกับมีกฎหมาย PRTR ที่ทำให้รู้ประเภทของสารก่อมลพิษ

“การวิจัยและพัฒนาคงจะต้องมองประเด็นนี้ ตรงนี้เราอาจจะถามว่าแบบจำลองมันก็มีอยู่เยอะแยะ ฝุ่นจิ๋วอะไร แต่อันนั้นมันเป็นสภาพการณ์ปกติ อันนี้เป็นสภาพการณ์ที่เรียกว่าอุบัติเหตุขึ้นมา กลวิธี กระบวนการในการคาดการณ์ ทำวิจัยในการทำ Operation (ปฏิบัติการ) มันแทบไม่เหมือนกันเลย การวิจัย พัฒนา และความร่วมมือ ความร่วมมือหมายถึงฐานข้อมูล ทีมโดรน หรือข้อมูลอะไรต่างๆ ก็ต้องมานั่งดู นั่งร้อยเรียงกัน” รศ.ดร.เกษมสันต์ กล่าว

ด้าน ธีรพร วิริวุฒิกร นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเชี่ยวชาญกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2560-2565 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานอุตสาหกรรม 203 ครั้ง (เก็บรวบรวมข้อมูลจากข่าวและจากการรับแจ้งเหตุ) ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลาสติก เพราะสารเคมีที่ใช้ในการผลิตมีความไวไฟ หากไม่จัดเก็บให้ดีก็จะมีความเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้ได้ ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงและการลดความเสี่ยงของแต่ละสถานประกอบการ ได้แก่

1.การบำรุงรักษา โดยเฉพาะเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานนาน หากขาดการบำรุงรักษาที่ดี ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดประกายไฟลามไปติดเชื้อเพลิงในโรงงานได้ 2.กระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อนแปรรูป หากไม่มีกระบวนการกำกับที่ดี ผู้ปฏิบัติงานขาดความระมัดระวัง 3.การจัดเก็บสารเคมี หากไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการจัดเก็บวัตถุอันตราย และ 4.การเตรียมความพร้อม หากไม่มีแผนรับมือและไม่ฝึกซ้อมตามแผนจนชำนาญ

“กรณีหมิงตี้ ข้อมูลตอนที่เราเข้าไปวันแรกๆ สิ่งที่เราต้องตามหาคือข้อมูลพื้นฐานว่าโรงงานเก็บอะไรไว้บ้าง เรายังไม่รู้เลยว่าไฟไหม้มันเกิดอะไร ถ้าเราสังเกตว่ามันมีการระเบิด เราไม่รู้ว่ามันใช้น้ำดับไฟไม่ได้ เพราะสารเคมีในนั้นมันไม่สามารถใช้น้ำได้ พอใช้น้ำเข้าไปมันก็ก่อให้เกิดการระเบิด เราไม่รู้ว่าเชื้อเพลิงที่มันทำให้เกิดเพลิงไหม้คือสไตรีน กว่าเราจะทราบ กว่าเราจะไประดมทรัพยากรมามันก็ล่าช้า คือเกิดระเบิดไปแล้ว เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินบ้านเรือนที่อยู่ละแวกใกล้เคียง” ธีรพร ระบุ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่เรื่องของ “ผังเมือง” ซึ่งปล่อยกันมายาวนานจนมีสภาพแบบที่เห็นในปัจจุบันดังอย่างกรณี บ.หมิงตี้ฯ ซึ่งเริ่มตั้งโรงงานในปี 2532 ในเวลานั้นพื้นที่โดยรอบยังไม่มีชุมชน กระทั่งวันดีคืนดีชุมชนก็ขยับขยายประชิดเข้ามา ด้านหนึ่งคนในชุมชนก็ต้องแบกรับความเสี่ยงจากโรงงาน แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงงาน เพราะได้เลือกที่ตั้งห่างไกลชุมชนแต่แรกแล้ว

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทย ให้ความเห็นว่า มีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งที่ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง คือ พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 มาตรา 37 (กฎหมายเดิม ฉบับปี 2518 อยู่ในมาตรา 27) สาระสำคัญคือ แม้กิจการที่อยู่มาก่อนกฎหมายบังคับใช้จะยังอยู่ต่อไปได้ แต่หากการดำรงอยู่ขัดกับ 3 เรื่อง คือ ความปลอดภัยสาธารณะ ความเป็นอยู่ที่ดีสาธารณะ และสุขอนามัยสาธารณะ คณะกรรมการผังเมืองหรือคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดมีอำนาจกำหนดให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ระงับ แต่ “ค่าทดแทน” เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจ่ายเพื่อชดเชยให้โรงงาน

“วรรคสาม (พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 มาตรา 37)บอกให้กำหนดค่าทดแทน หมิงตี้บอกผมอยู่มาก่อน วันที่ผมอยู่ถูกต้องไม่ผิด เมืองขยายมาแล้วผมผิดหรือ? สมมุติโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งตั้งถูกต้องส่งเสียงดัง ชุมชนมาอยู่โดยรอบโวยวายว่าส่งเสียงดัง ต้องสร้างกำแพงกันเสียง ใครจ่าย? วันที่ผมอยู่ผมถูก ดังนั้นค่าตอบแทนคือยาขม คนมาอยู่ทีหลังต้องจ่ายตามหลักการ แล้วใครจ่าย? คนรอบๆ จ่ายไหม? นั่นคือต้นเหตุของปัญหา” รศ.ดร.พนิต กล่าว

SCOOP@NAEWNA.CO

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรื่องใหม่-เข้าใจยาก’พางง มองไทยยุคแรกเริ่มใช้‘PDPA’

Posted on July 7, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665038

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรื่องใหม่-เข้าใจยาก’พางง  มองไทยยุคแรกเริ่มใช้‘PDPA’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

หากนับจากวันที่ 1 มิ.ย. 2565 ปัจจุบันก็ผ่านมาแล้ว 1 เดือนเศษกับการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “กฎหมาย PDPA” ซึ่งต้องบอกว่านี่คือ “เรื่องใหม่” ของสังคมไทย แม้จะเป็นสังคมที่ผู้คนใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ “สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” กันอย่างแพร่หลายก็ตาม ทำให้ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มบังคับใช้ เกิดความสับสนและข้อกังวลขึ้นเป็นจำนวนมาก

ในงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “สิทธิดิจิทัล กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ภายใต้ PDPA” ซึ่งจัดโดย โคแฟค (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีกหลายองค์กร ช่วงปลายเดือน มิ.ย.2565 ที่ผ่านมา กล้า ตั้งสุวรรณ ซีอีโอ Wisesight บริษัทด้านวิเคราะห์ข้อมูลความเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ เผยผลการวิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์ ประเด็น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

โดยเป็นการเก็บข้อมูลข้อความที่มีการพูดถึงหรือกฎหมาย PDPA ประมาณ 14,000 ข้อความ ระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-20 มิ.ย. 2565 บนสื่อสังคมออนไลน์ พบ “7 ประเด็นที่มักเข้าใจผิด” เรื่องกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ 1.ถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอ ติดภาพบุคคลอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม 2.นำภาพหรือคลิปวีดีโอที่ถ่ายติดบุคคลอื่นไปโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ 3.ติดกล้องวงจรปิด (CCTV) แล้วไม่มีป้ายแจ้งเตือน 4.ถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอคนร้ายหรือผู้ถูกทำร้าย 5.ถ่ายรูปนักแสดง ศิลปิน ดารา ไปโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

6.โพสต์เรื่องส่วนตัว-กิจกรรมในครอบครัว และ 7.เจ้าของข้อมูลต้องให้ความยินยอมทุกครั้งก่อนนำข้อมูลไปใช้ นอกจากนั้นยังพบว่า แม้ประชาชนจะตื่นตัวเรื่องกฎหมาย PDPA แต่อาจขาดความรู้ที่ถูกต้อง บางส่วนก็เข้าใจผิด อีกทั้งข้อสงสัยบางเรื่องก็ไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้องด้วย ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสร้างความตระหนักรู้ในกฎหมายฉบับนี้ได้ แต่ยังทำกันค่อนข้างน้อยเรื่องการชี้แจงประเด็นที่ประชาชนสงสัย สุดท้ายสื่อมวลชนยังถูกคาดหวังในการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นให้ความรู้ โดยเฉพาะในการคลายข้อสงสัยหรือแก้ไขเรื่องที่เกิดความเข้าใจผิดขึ้น

“ผมมองว่าเรื่องนี้ภาครัฐเองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น Stakeholder (ผู้มีส่วนได้-เสีย) หลายๆ ส่วนผมเชื่อว่ามีคำตอบดีๆ อยู่แล้วที่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนอยู่บน Social Media (สื่อสังคมออนไลน์) ยังไม่เกิดความเข้าใจเรื่องนี้อย่างกระจ่างชัดมากนัก ก็จะเกิดเหตุการณ์คนไม่รู้คุยกับคนไม่รู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งผมเล่าไปหลายที่ว่า เหตุการณ์พวกนี้เราจำเป็นที่ต้องหยุดอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ความเข้าใจผิดมันถูกแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ แล้วความเข้าใจผิดส่วนใหญ่มันไม่ค่อยเกิดผลดีในเรื่องการผลักดันนโยบายอะไรบางอย่าง ในเรื่องที่เป็นประโยชน์”ซีอีโอ Wisesight กล่าว

ขณะที่ ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความสับสนและข้อกังวลที่เกิดขึ้นจำนวนมากในสังคมไทย เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้มาจากหลายสาเหตุ ทั้งความซับซ้อนของกฎหมายฉบับนี้ที่มากกว่ากฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ อีกทั้งยังบังคับใช้กับทุกกิจกรรมหรือกิจการที่มีการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในมาตรฐานเดียวกัน ทั้งที่สายงานแต่ละประเภท มีรูปแบบการเก็บและใช้ข้อมูลต่างกัน เช่น โทรคมนาคม การตลาด ห้องปฏิบัติการ(ห้องทดลอง-ห้องแล็บ)

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าสังคมไทยแต่เดิมก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) อยู่แล้ว กล่าวคือ ไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่เคารพความเป็นส่วนตัวของกันและกัน แต่กฎหมาย PDPA ที่ออกมานั้นคาดหวังให้คนในสังคมต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อีกทั้งประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เพราะที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เนืองๆ ทั้งการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน หรือการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน ในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาดังนั้นแม้จะเข้าใจว่ากฎหมายที่ออกมานั้นมีประโยชน์ แต่ก็กังวลในด้านการบังคับใช้

“การอธิบายกฎหมายนี้ในช่วงแรกๆ มันจะออกไปในมุมที่มีคนพยายามจะอธิบายในเชิงขู่กัน ว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วเดี๋ยวจะโดนจับ เดี๋ยวจะโดนฟ้องร้อง เดี๋ยวจะต้องสูญเสียกิจการ เดี๋ยวจะต้องไปปรับมหาศาล คือการอธิบายกฎหมายแบบที่ Focus (เน้น) ผลทางร้าย ผลโทษ มันก็สะท้อนเหมือนกันนะว่าเราเติบโตกันมา เลี้ยงกันมาด้วยไม้เรียวมาทั้งชีวิต อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าสังคมเราเป็นแบบนั้น มันเป็นสังคมที่ชินกับการถูกใช้อำนาจ

ดังนั้นพอมันมีกฎใหม่ มี Standard (มาตรฐาน) ใหม่ออกมา สิ่งแรกที่ทุกคนจะคิดก็คือว่าทำอย่างไรจะไม่โดนตีคือมันอยู่อย่างนี้ แทนที่จะคิดว่า Standard นี้ มันจะพาให้เรามีโอกาสใหม่ๆ อะไร มันจะทำให้เราเคารพกันและกันมากขึ้นได้อย่างไร คือมันไม่คิดในเชิงบวก แล้วไปคิดในเชิงลบ” อาจารย์ฐิติรัตน์ ระบุถึงอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยกังวลกับกฎหมาย PDPA ในช่วงที่ผ่านมา

อาจารย์ฐิติรัตน์ เสนอแนะว่า การทำให้คนในสังคมมองกฎหมายในแง่ดีมากกว่าแง่ร้าย ด้านหนึ่งหน่วยงานหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องต้องสื่อสารให้เข้าใจ ส่วนอีกด้านหนึ่งบทลงโทษไม่ควรเป็นทางเลือกตั้งแต่แรก แต่ควรเป็นการตักเตือนและแนะนำให้ผู้ทำผิดพลาดแก้ไขให้ถูกต้องก่อน ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้บุคคลหรือองค์กรอื่นๆ ที่ทำผิดพลาดแบบเดียวกันได้ลงมือแก้ไขไปด้วยพร้อมกัน แต่ก็เบาใจได้บ้าง เพราะได้ทราบว่าในช่วงแรกๆ ของการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 จะเน้นการเตือนให้แก้ไขมากกว่าลงโทษอย่างรุนแรง

อีกด้านหนึ่ง อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต แสดงความกังวลในประเด็น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ในมาตรา 4 กฎหมายนั้นระบุเหตุแห่งการยกเว้นในการบังคับใช้ไว้ 6 ประการ แต่ยังให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)ออก พ.ร.ฎ. มาเพิ่มประเภทของกิจการหรือกิจกรรมที่ยกเว้นการบังคับใช้ โดยไม่ต้องฟังคำปรึกษาจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ว่า ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นการจำกัดอำนาจของ คกก.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่ เป็นการทำให้กฎหมายไม่เหลือสภาพที่ใช้งานได้จริงหรือไม่ และจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้กฎหมายอื่นๆ ออกมาแบบเดียวกันหรือเปล่าในอนาคต ซึ่งเท่ากับทำลายหลักการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เพราะกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ออกมาโดยสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้แทนปวงชนจากการเลือกตั้ง เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่รัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารสามารถใช้การออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) มาเพื่อทำให้กฎหมายใช้การไม่ได้

“ถ้าคุณยอมให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจกฎหมายแบบนี้ ผมคิดว่าคุณไม่ต้องพูดถึงแล้ว Rule of Law (นิติรัฐ) การแบ่งแยกอำนาจต่างๆ มันควรจะต้องมีหลักเกณฑ์บางอย่างหรือเปล่าว่าเมื่อใดที่สามารถตราพระราชกฤษฎีกาได้ เช่น อาจจะกำหนดเป็นเงื่อนไข ต้องไม่ทำให้เสียหลักใหญ่ใจความของเจตนารมณ์ตัวหลักของกฎหมาย ไม่เช่นนั้นฝ่ายบริหารก็จะทำให้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีความหมายไปเลย” นายอาทิตย์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก’ ฝันร้ายฝังลึกแม้ผ่านไปนาน

Posted on July 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664280

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก’  ฝันร้ายฝังลึกแม้ผ่านไปนาน

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กจะส่งผลกระทบทางจิตใจ หรือเป็นแผลในจิตใจ (Trauma) โดยเกิดจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เด็กพบเจอ ที่ยังส่งผลกระทบด้านลบต่อจิตใจในระยะยาว และไม่ได้เป็นเรื่องของจิตใจเพียงเดียว แต่ร่างกายและสมองตอบสนองกับสิ่งที่เข้ามาคุกคามในอดีต และเข้ามาตอบสนองในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าเรื่องราวในอดีตบางอย่างที่เป็นบาดแผลในจิตใจยังคงอยู่แม้พบเจอในเหตุการณ์ปัจจุบัน แม้เป็นคนละเรื่องราวแต่อาจมีบางอย่างที่เชื่อมโยงกับบาดแผลในใจที่อยู่ในสมอง โดยจะกระตุ้นทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือความกลัวเกิดขึ้น”

ผศ.พญ.พลิสรา ธรรมโชติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กเล็ก : ผู้ใหญ่ต้องปกป้อง เด็กต้องเรียนรู้” จัดโดย 2 หน่วยงานใน มหาวิทยาลัยมหิดลคือ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายผลกระทบของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งอาจเป็นบาดแผลในใจไปทั้งชีวิต

ซึ่งสาเหตุที่การถูกล่วงละเมิดทางเพศส่งผลกระทบต่อสมอง เนื่องจากสมองจะทำงานร่วมกัน 3 ส่วน แต่ถ้าพบเจอสิ่งทำให้รู้สึกรบกวนหรือเป็นอันตราย สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมองจะทำงานทันที แต่สมองส่วนที่คิดจะไม่ทำงานโดยอัตโนมัติ เพราะ “หน้าที่ของสมองที่สำคัญที่สุดคือทำให้เรามีชีวิตรอด” ตัวอย่างเช่น หากเดินอยู่ในป่าแล้วเจอเสือ 1 ตัว แล้วมัวแต่คิดว่ามันคือตัวอะไร อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

ซึ่งเวลาเกิดบาดแผลในจิตใจบางอย่างถ้าหากเจอคนที่มีหน้าตาหรือลักษณะคล้ายกับคนที่เคยทำร้ายหรือล่วงละเมิด ความทรงจำที่เป็นบาดแผลทางจิตใจจะไม่ได้ถูกย่อยโดยสมอง ฉะนั้นเวลาเจอคนหรือสถานการณ์ที่คล้ายกัน จะรู้ว่าเป็นอันตราย หากไม่หนีก็จะต่อสู้ทันที ซึ่งเรื่องของสมองจะทำให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจจิตใจ ไม่ใช่สิ่งที่บังคับได้

“ผลของบาดแผลทางจิตใจมีตั้งแต่ประสาทสัมผัส อารมณ์ และความคิด ซึ่งเป็นส่วนผสมหลายๆ อย่างมารวมกัน เช่น รู้สึกเศร้า มองตัวเองในแง่ลบ มองโลกไม่น่าไว้วางใจ นอกจากนี้ความทรงจำที่เป็นบาดแผลทางจิตใจ จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากความทรงจำอื่นๆ ซึ่งความทรงจำทั่วไปเราจะจำได้ว่าเกิดขึ้นวันไหน สามารถอธิบายได้ แต่ความทรงจำที่เป็นบาดแผลทางจิตใจเป็นส่วนผสมของ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส” ผศ.พญ.พลิสรา ระบุ

ผศ.พญ.พลิสรา ยังกล่าวอีกว่า เรื่องของการเยียวยาเด็ก เวลาที่มีเรื่องของการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จำเป็นต้องมีการจัดการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจจะต้องมีกระบวนการในการดูแลรักษาต่างๆ และกระบวนการคุ้มครองเด็กด้วย เพราะว่าถ้าเด็กยังอาศัยอยู่ที่เดิม ยังมีความเสี่ยงที่จะโดนกระทำแบบนั้นอีก จึงทำให้เด็กไม่สามารถรู้สึกปลอดภัยได้ จากการสำรวจการตอบสนองที่เด็กและครอบครัวต้องการ ที่ทำให้รู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลือที่ดี พบว่า 1.การให้ข้อมูลคำอธิบายที่ชัดเจน 2.ต้องรวดเร็ว 3.มีการรักษาความเป็นส่วนตัว

4.เคารพให้ความเป็นตัวของตัวเองและไม่กดดันที่จะให้พูด 5.ไม่ตัดสิน 6.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็ก 7.ตั้งใจฟังและเคารพ 8.ให้การช่วยทางจิตใจ 9.ประเมินและรักษาอาการทางกายและจิตใจ และ 10.สิ่งแวดล้อมเป็นมิตรกับเด็ก นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือ “ความสัมพันธ์” ความผูกพันที่ครูมีต่อเด็ก ซึ่งมีผลหลายๆ ด้าน เช่น ด้านสมอง และยังทำให้เด็กเข้าใจตัวตนในการจัดการอารมณ์ของตัวเองดี นอกจากนี้ ครอบครัวและสังคมยังเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือในตัวเด็กได้ และยังสามารถฟื้นคืนสภาวะปกติได้ ถ้าหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือช่วยเหลือกัน

ขณะที่ ทองรำไพ ปุ้ยตระกูล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเด็กและครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวถึงรูปแบบการล่วงละเมิดทางเพศ ได้แก่ ได้แก่ 1.แบบสัมผัส เช่น การจับหน้าอก จับก้น จับอวัยวะเพศ ลูบคลำตามร่างกาย และการข่มขืนกระทำชำเรา และ 2.แบบไม่สัมผัส เช่น เปิดหนังโป๊ให้ดู แอบดูตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ่ายภาพโป๊ และการใช้คำพูดสื่อไปในทางลามก

“จากสถิติเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ปี 2561-2564 พบว่า เด็กชั้นมัธยมต้นโดนล่วงละเมิดมากที่สุด แต่เด็กถูกกระทำมาตั้งแต่ชั้นประถม จึงเห็นได้ว่ากรณีการล่วงเกินทางเพศจะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกและไม่มีการช่วยเหลือ และยังพบอีกว่า คนที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากถึงร้อยละ 50 เป็นคนรู้จักและคุ้นเคย ส่วนคนแปลกหน้าอยู่ที่ร้อยละ 16.67 ดังนั้น เวลาที่ครูทำงานกับเด็กต้องอย่าเพิ่งไว้ใจคนรู้จักของเด็ก” หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเด็กและครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าว

นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า “เด็ก 9 ใน 10 คนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จะไม่บอกใครเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งผู้ใหญ่มักจะรู้จากการสังเกตเห็นความผิดปกติด้วยตนเอง” โดยที่เด็กไม่ยอมบอกใครเนื่องจาก 1.จะมีคนเชื่อฉันไหม 2.จะโดนพ่อแม่ดุไหม 3.จะถูกทำร้ายหรือฆ่าไหม และ 4.ฉันควรบอกใครไหม ซึ่งเด็กหลายคนไม่รู้ตัวว่ามีภัยอันตรายใกล้ตัว “ผู้ใหญ่จึงจำเป็นต้องสอนและปกป้องเด็กให้รู้ถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น” ได้แก่

1.ดูแลเด็กในระยะที่เหมาะสม โดยแบ่งเป็นช่วงอายุแรกเกิด-3 ปี จะต้องดูแลเด็กอยู่ในสายตาตลอดเวลา และอยู่ในระยะเอื้อมถึง ช่วงอายุ 4-6 ปี จะต้องดูแลเด็กในระยะสายตาตลอดเวลา ตอบสนองเสียงเรียกได้ทันที ช่วงอายุ 7-9 ปีจะต้องดูแลในระยะอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ ตอบสนองเสียงเรียกได้ ช่วงอายุ 10-12 ปี จะต้องดูแลในระยะที่รู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน กับใคร และติดตามได้ตลอดช่วงอายุ 13-15 ปีจะต้องดูแลในระยะที่รู้ว่าเด็กไปไหนอยู่ที่ไหน กับใคร และติดตามได้ และช่วงอายุ 15-18 ปี จะต้องดูแลติดตามห่างๆ ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่าง และคอยให้คำแนะนำ

2.ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีเรื่องเพศ ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรสัมผัสอวัยวะปกปิดของเด็ก และไม่เปิดอวัยวะปกปิดให้เด็กเห็น นอกจากนี้ผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเรื่องการสื่อสารความรู้สึกและเรื่องราวต่างๆ ด้วย 3.ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคุณค่า โดยการให้ความรักและความมั่นคงกับเด็ก ให้ความปลอดภัย และให้เด็กได้รู้สึกภาคภูมิใจ และ 4.ฝึกทักษะต่างๆให้กับเด็ก ได้แก่ ทักษะการประเมินความเสี่ยง ทักษะปฏิเสธ ทักษะตัดสินใจ และทักษะขอความช่วยเหลือ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘เจนแซด’ผ่านงานวิจัย ‘ทำงาน’รุ่นนี้เห็นอะไรสำคัญ?

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664084

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘เจนแซด’ผ่านงานวิจัย  ‘ทำงาน’รุ่นนี้เห็นอะไรสำคัญ?

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่”
ภายในงานมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจมากมายซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ความสามารถในการมีงานทำของคน Gen Z”ซึ่งมี รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย

“คนเจนแซด (Gen Z)” ในงานวิจัยนี้ หมายถึง “คนที่เกิดปี 2538-2547” โดยสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “โลกของการทำงาน (World of Work)” จากคำที่ปรากฏในช่วง 10 ปีล่าสุด คือ 1.การเติบโตที่ไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว (Multidirectional Careers) หมายถึงในชีวิตคนคนหนึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 อาชีพ อาทิ การเข้าไปทำงานอาชีพหนึ่งเพื่อปูทางไปสู่การทำงานอีกอาชีพหนึ่ง หรือไปสู่การทำธุรกิจของตนเองในอนาคต

2.สัญญาจ้างระยะสั้น (Short-Term Contract) หมายถึงงานที่รับค่าตอบแทนเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งคนคนหนึ่งอาจรับงานหลายที่-หลายอย่าง โดยปัจจุบันมีคำว่า “กิ๊กเวิร์กเกอร์(Gig Worker)” เรียกลักษณะการทำงานแบบนี้ 3.ความสามารถในการเรียนรู้ (Learning Ability) โลกปัจจุบันการเรียนรู้และปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ 4.ความสามารถในการขาย (Marketability) การทำให้ตนเองเป็นที่จดจำ ซึ่งไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์แต่ความสามารถก็ต้องมีด้วย

5.ความสามารถในการปรับเปลี่ยน (Transferability) แต่ละคนต้องพร้อมทำงานใหม่ๆ ทั้งด้วยความจำเป็นและด้วยความต้องการของตนเอง ตัวอย่างของคำนี้เห็นได้จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เช่น พนักงานสายการบิน ต้องหาอาชีพอื่นทำในช่วงเวลาดังกล่าว และ 6.ทางเลือกที่หลากหลาย (CareerChoices) ปัจจุบันมีเส้นทางการทำงานที่หลากหลายกว่าในอดีต

ส่วนคำว่า “ความสามารถในการมีงานทำ (Employability)” มี 3 ส่วน คือ 1.ได้งานทำ และเป็นงานที่ทำแล้วเติบโตด้วย 2.ได้ต่อสัญญาจ้าง ซึ่งโดยมากการได้ต่อสัญญาจ้างหมายถึงพนักงานคนนั้นมีผลงานดี และ 3.เข้าสู่งานใหม่ ไม่ว่าจะโดยเปลี่ยนงานเองหรือถูกเลิกจ้างก็ตามขณะที่เมื่อวิเคราะห์ตัวบุคคล ผู้ที่มีความสามารถในการมีงานทำมักจะมี 3 องค์ประกอบคือ 1.ทักษะพื้นฐานการทำงาน (Basic Academic Skill) เช่น การสื่อสาร การคิดคำนวณ

2.ทักษะที่ทำให้การแสดงบทบาทในงานนั้นดีขึ้น (Conceptual Thinking Skill) เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญหากอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้จัดการ และ 3.การเชื่อมโยงการทำงานของตนเองกับคนรอบข้าง (Personalities) ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คู่ค้า (หรือหากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนด้วย) โดยทักษะในกลุ่มนี้ อาทิ ความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม

“เจนแซดคิดเป็น 1 ใน 5 ของกำลังแรงงาน ถ้ามองในภาครัฐวันนี้เรามีกำลังคนสัก 2 ล้าน เป็นข้าราชการประมาณล้านนิดๆ อีกประมาณ 3-5 ปี คนจะเกษียณเยอะมาก ดังนั้นในช่วงนี้เป็นช่วงผลัดใบของส่วนราชการ จริงๆ ไม่ใช่แค่ส่วนราชการ เอกชนก็เช่นกัน เป็นช่วงผลัดใบแล้วเจนแซดก็กำลังไหลเข้าสู่องค์กร แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้ามองเศรษฐกิจโดยรวม กลุ่มนี้ด้วยความที่เพิ่งจบ ก็จะมีช่วงที่เป็นแก็ป (Gap-ช่องว่าง) กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงว่างงานมากกว่าเจเนอเรชั่นอื่นถึง 1 ใน 3” อาจารย์สุนิสา ระบุ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการว่างงานของคนเจนแซดที่มากกว่าคนรุ่นก่อนหน้า ไม่ใช่เพราะคนเจนแซดไม่มีความสามารถ แต่มาจากปัจจัยด้านจังหวะของตลาดแรงงานขณะเดียวกันทักษะที่จำเป็นในการมีงานทำ นอกจากพื้นฐานอย่าง Basic Academic Skill แล้ว Conceptual Thinking Skill กับ Personalities ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งนี้ ผลการศึกษาโอกาสการมีงานทำของคนเจนแซด แบ่งการเก็บข้อมูล 2 ส่วน คือ

“ความเห็นจากคนอื่นๆ ที่มองคนเจนแซด” เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ 1.ผู้ผลิตบัณฑิต เช่น คณบดี รองอธิการบดีที่ดูแลงานวิชาการและงานกิจกรรมนักศึกษา 2.นายจ้าง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และ 3.ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงาน พบ “จุดแข็ง” คนเจนแซดมีความรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ซึ่งมาจากความสามารถในการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยี สงสัยอะไรก็ค้นหาในอินเตอร์เนตได้

คนเจนแซดยังมีความคิดสร้างสรรค์ เห็นได้จากการโยนโจทย์ให้ออกแบบกิจกรรม ใช้เวลาไม่นานก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนเจนแซดยังปรับตัวยอมรับความหลากหลาย และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า หากรู้ว่าตนเองอยากทำอะไรแล้วก็จะทุ่มเทลงมือทำอย่างเต็มที่ แต่ความปรารถนาอย่างแรงกล้านั้นบางกรณีก็กลายเป็นความเปราะบาง ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของแต่ละคน

ส่วน “จุดอ่อน” คนเจนแซดมีปัญหาเรื่องการสื่อสารที่สอดคล้องกับตลาดหรือคนรุ่นก่อนหน้า เนื่องจากคนเจนแซดเคยชินกับการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีซึ่งเป็นคนละรูปแบบขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาเมื่อเผชิญกับความยากลำบากหลายครั้งเจออุปสรรคอาจล้มแล้ววูบไปเลย ดังนั้นทำอย่างไรจะทำให้คนรุ่นนี้หากล้มแล้วลุกขึ้นได้เร็ว นอกจากนี้ การอดทนรอ ก็เป็นอีกคุณสมบัติที่คนเจนแซดต้องได้รับการปลูกฝัง เพื่อให้มีโอกาสในการทำงานมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง “ในขณะที่คนรุ่นก่อนหน้ามองว่าคนเจนแซดไม่มีความอดทน แต่คนเจนแซดกลับมองตนเองว่าอดทนรอแล้ว แต่คำว่ารอของคนแต่ละช่วงวัย (หรือแต่ละคน) ใช้เวลาไม่เท่ากัน” อาจารย์สุนิสา ยกตัวอย่างคำถาม “คิดว่าจะรอได้นานเท่าไรกับการเติบโตของตนเองในองค์กร” เมื่อถามนักศึกษาเจนแซดบางคน ได้รับคำตอบว่า1 เดือน ขณะที่เมื่อไปถามคนวัยเดียวกัน บางคนบอกว่า 3 ปี และยังมีโอกาสไปถามคนวัยเกษียณที่มาเรียนหลักสูตรปริญญาเอก ก็ได้รับคำตอบจากบางคนว่าเคยรอมาแล้วถึง 15 ปีก็มี เป็นต้น

ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนคือ “ความเห็นของคนเจนแซดที่มองตนเอง” คนเจนแซดสนใจเรื่องสาขาวิชาในอนาคต และต้องการมีความรู้มากกว่า 2 สาขาวิชา อนึ่ง “การเป็นผู้ประกอบการเป็นทักษะที่คนเจนแซดสนใจอันดับต้นๆ ซึ่งสะท้อนความต้องการมีอิสรภาพในชีวิต แต่ในทางกลับกัน การทำงานเป็นทีมและความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นทักษะที่ให้ความสนใจอันดับท้ายๆ” จึงเป็นความท้าทายของคนทำงานบริหารทรัพยากรบุคคลว่าจะทำอย่างไร

ในช่วงท้ายของการบรรยาย มีการสะท้อนปัญหา “ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap)” หมายถึงคนต่างรุ่นมีค่านิยมแตกต่างกันเช่น คนรุ่นเก่าและรุ่นกลางมองว่าการเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่องานเป็นวัฒนธรรมองค์กร แต่คนรุ่นใหม่มองว่าหากทำแบบนั้นก็จะไม่มีสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-LifeBalance) ทางออกจึงอยู่ที่การนำนวัตกรรมการใช้ทำให้สามารถทำงานได้แล้วเสร็จในเวลางานปกติไม่จำเป็นต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ

หรือในขณะที่คนรุ่นใหม่มีความสามารถในการนำเสนอตนเองเพื่อให้ได้โอกาสการทำงาน แต่กลับขาดการทำความเข้าใจโครงสร้างและวัฒนธรรมขององค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ผลคือเมื่อเข้าไปทำงานแล้วก็มีโอกาสสูงที่จะลาออกอย่างรวดเร็ว และอีกข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ “คนเจนแซดยังต้องการมีงานประจำ แต่ต้องสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้” ดังนั้นกระแสการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) คงไม่หายไปไหน

บทสรุปจากงานวิจัยนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 เรื่อง คือ 1.ทักษะในการสร้างอาชีพ (Career Building Skill) ซึ่งไม่ใช่มาเริ่มกันในระดับมหาวิทยาลัย แต่ต้องลงไปถึงเด็กอายุน้อยเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ทักษะการนำเสนอตนเอง (Marketability) การวางแผนชีวิตว่าหากจะประกอบอาชีพใดต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง (Career Aspiration) 2.ที่ทำงานสำหรับอนาคต (Workplace for Future) หมายถึงการเตรียมสภาพการทำงานที่สอดคล้องกับคนรุ่นถัดไป

3.กลไกที่เอื้อต่อการเสริมศักยภาพคนเจนแซดโดยเฉพาะ (Gen Z Facilitator) เช่น บางหน่วยงานในภาคเอกชนมีการเชิญนักจิตวิทยามาทุกสัปดาห์ เพื่อประคับประคองคนเจนแซดที่อาจมีปมบางอย่างในใจ ซึ่งแม้ท้ายที่สุดคนเจนแซดจะตัดสินใจลาออก แต่อย่างน้อยในช่วงที่ยังทำงานอยู่จะได้สร้างมูลค่าทั้งต่อองค์กรและต่อตนเอง และ 4.วาระแห่งชาติ (National Agenda) หากไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ก็จะสูญเสียความสามารถในระดับประเทศ

“จาก Survey (การสำรวจ) ทั้งหมดจะเห็นว่าข้างบน (Skill&Knowledge-ความรู้และทักษะ) เขามีอยู่แล้ว เปิดพื้นที่ให้เขาฉายแสง ทำนวัตกรรมแซนด์บ็อกซ์ตอบโจทย์ก็ได้ หรือจะช่วยสร้าง Solution (แนวทาง-วิธีการ) อะไรบางอย่างเพื่อทำให้ขับเคลื่อนงานในทางยุทธศาสตร์ ใช้เม็ดเงินงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า และสุดท้ายใต้ภูเขาน้ำแข็ง คิดว่าต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน บางอย่างมันเป็นปัญหาลึกจริงๆ เป็นปัญหาเชิงจิตใจ” อาจารย์สุนิสา กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มเรื่องนี้ในชื่อ“โลกของการทำงานหลังโควิด-19 และความสามารถในการมีงานทำ กับทางเลือกอาชีพของคนเจเนอเรชั่นแซด” ได้ที่เว็บไซต์ djrctu.com (เลือกหมวด “องค์ความรู้”)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยเมินใช้ขนส่งมวลชน ‘รถเมล์เมืองกรุง’แก้ถูกทาง?

Posted on June 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662753

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยเมินใช้ขนส่งมวลชน  ‘รถเมล์เมืองกรุง’แก้ถูกทาง?

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“70 : 30” เป็นสัดส่วนของ “ครัวเรือนในกรุงเทพฯ ที่มีพาหนะส่วนบุคคล (รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์) กับครัวเรือนที่ไม่มีพาหนะส่วนบุคคล” โดยเป็นข้อมูลที่ สุเมธ องกิตติกุลผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หยิบยกมาเปิดเผยในงานเสวนา “ทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยเป็นธรรมระดับประเทศและภูมิภาคเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้” จัดโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา

นอกจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว สุเมธ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “ในช่วง 10 ปีล่าสุด การใช้ขนส่งสาธารณะลดลงในทุกจังหวัดตรงกันข้ามกับการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลที่เพิ่มสูงขึ้น” ทั้งนี้ ระบบขนส่งมวลชนที่ควรจะเป็น ควรมี 3 ส่วน คือ 1.มีบริการที่เป็นสาธารณะ เส้นทางเหมาะสมเที่ยววิ่งที่เหมาะสมเป็นพื้นฐาน หลายครั้งเที่ยววิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการใช้ของผู้บริโภคต้องปรับให้สอดคล้องกับความต้องการ

2.รถสาธารณะ ต้องเข้าถึงได้ง่ายมีสถานี หรือจุดจอดที่ประชาชนเข้าถึงได้ เช่นในอดีตถนนทุกถนนจะมีศาลาริมทางและเป็นจุดจอด แต่ปัจจุบันไม่มีหายไปหมด จุดจอดหายไป และเวลาเราสร้างถนนเรามักจะนึกถึงป้ายรถเมล์เป็นเรื่องสุดท้ายซึ่งไม่ถูกต้อง และ 3.เรื่องของราคาค่าโดยสารที่เหมาะสม รัฐต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและสนับสนุน เส้นทางท่ีมีผู้โดยสารน้อยแต่จำเป็น

กลับเข้ามาในกรุงเทพฯ ย้อนไปในปี 2561 สุเมธ เคยกล่าวไว้ในงานเสวนา “การเพิ่มบทบาทการพัฒนาขนส่งมวลชนทางราง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”ตอนหนึ่งระบุว่า “..คนกรุงเทพฯเป็นคนที่โชคดีแล้ว ถึงรถเมล์จะเก่าหน่อยแต่ก็เป็นรถเมล์ที่ใหญ่ แล้วเงินที่รัฐอุดหนุน ขสมก. ก็มีอยู่ค่อนข้างมาก ขสมก. ขาดทุนรัฐก็ประกันหนี้ให้ จึงเห็นได้ชัดว่ารัฐให้เงินช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ ของประเทศน้อยกว่าส่วนกลางค่อนข้างมาก..” แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปีก็น่าคิดว่า ปัจจุบันชาวเมืองหลวงจะยังคงโชคดี แบบที่นักวิชาการ TDRI ผู้นี้เคยกล่าวไว้หรือไม่?

เพราะตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย. 2565 ที่ผ่านมาเริ่มมีเสียงบ่นจากประชาชนว่า “รอรถเมล์นานขึ้น” โดยในเรื่องนี้ กิตติกานต์ จอมดวงจารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2565 ยอมรับว่า ปัจจุบัน ขสมก. มีรถโดยสารประจำการ จำนวน 2,885 คัน ลดลงจากเดิมประมาณ 200 คัน เนื่องจากสิ้นสุดสัญญาเช่ารถโดยสาร

อย่างไรก็ตาม ขสมก. ไม่สามารถนำรถออกวิ่งให้บริการได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องสำรองรถโดยสารร้อยละ 5 เผื่อสำหรับกรณีฉุกเฉิน ทำให้ ขสมก. มีรถโดยสารออกวิ่งในแต่ละวันเพียงร้อยละ 95 หรือวันละประมาณ 2,740 คัน นอกจากนี้ ขสมก. ยังขาดอัตรากำลังพนักงานขับรถโดยสารอีกกว่า 700 คน ส่งผลให้ ขสมก. มีอัตรากำลังพนักงานและจำนวนรถโดยสาร ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ

ในวันเดียวกัน จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบกเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรถเมล์ คิดเป็นร้อยละ 70 ของปี 2562 อันเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด ขณะที่ 2 ปีในช่วงโควิด-19 ระบาด มีผู้ใช้รถเมล์เพียงร้อยละ 10-20 ทำให้จำนวนรถที่ออกมาวิ่งให้บริการลดลง ซึ่งต่อมาแม้ประชาชนจะกลับมาเดินทางมากขึ้นแต่ปริมาณรถก็ยังไม่เพียงพอ อีกทั้งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตามแผนปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ ทำให้ต้องรอภาคเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตจัดหารถเมล์ใหม่มาบรรจุในเส้นทาง รวมถึงมีเส้นทางที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตใหม่

แต่เมื่อกล่าวถึง “แผนปฏิรูปรถเมล์” ก็ตามมาด้วย “คำถาม” เช่น ล่าสุดกับการ “เปลี่ยนเลขสาย” ที่ทำเอาประชาชนสับสน ที่ถูกพูดถึงตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2565 เช่น สาย 1 (ถนนตก-ท่าเตียน) กลายเป็นสาย 3-35 หรือสาย 8 (สะพานพุทธ-ถนนนิมิตรใหม่) กลายเป็นสาย 2-38 (แฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ) เป็นต้น ที่มาที่ไปของการเปลี่ยนเลขสาย อธิบดีกรมการขนส่งทางบกชี้แจงในวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ว่า การปรับเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ในขณะนี้เป็นไปตามแผนแม่บทพัฒนาระบบรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ซึ่งแนวคิดนี้ทำการศึกษาโดย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ตั้งแต่ปี 2560 และมีการรับฟังความคิดเห็นในเบื้องต้นแล้ว โดยเลขสายรถเมล์จะแบ่งเป็น 4 โซนใช้หลักการแบ่งพื้นที่การเดินรถของจุดต้นทางตามทิศของกรุงเทพมหานครคือ เลขแรกเป็นเลขโซน และตัวเลขหลังเป็นเลขสาย ดังนี้ “โซนที่ 1”ทิศเหนือ (กรุงเทพฯ โซนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนพหลโยธิน) ขึ้นต้นด้วย 1-เลขสาย (1-1 ถึง 1-68) “โซนที่ 2” ทิศตะวันตก (กรุงเทพฯ ชั้นในและโซนตะวันตกเฉียงเหนือ) ขึ้นต้นด้วย 2-เลขสาย (2-1 ถึง 2-56)

“โซนที่ 3” ทิศตะวันออก (กรุงเทพฯ โซนตะวันออกเฉียงใต้ : ถนนสุขุมวิท) ขึ้นต้นด้วย 3-เลขสาย (3-1 ถึง 3-56) และ “โซนที่ 4” ทิศใต้ (กรุงเทพฯ โซนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ถนนเพชรเกษม) ขึ้นต้นด้วย 4-เลขสาย (4-1 ถึง 4-71) ทั้งนี้ แตกต่างจากหมายเลขสายรถเดิมที่มีการเรียงตัวเลขสายไปเรื่อยๆ เมื่อมีเส้นทางใหม่จะเพิ่มตัวเลขเข้าไป ขณะที่สายรถเมล์ใหม่นี้จะมีเลขโซนอยู่ด้านหน้าเพื่อให้ทราบว่ารถเมล์สายนี้มีต้นทาง อยู่ในพื้นที่ใด ถนนสายใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ทุกกลุ่ม ที่จะทราบข้อมูลการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ต้องขึ้นรถเมล์ในโซนใดหรือสายใด

ถึงกระนั้น หากย้อนไปดูโครงการทดลองเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ ระหว่างวันที่ 15 ส.ค.-15 ก.ย. 2560 โดยเป็นโครงการนำร่อง 8 เส้นทาง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจบลงด้วยการพับโครงการไป ในเวลานั้นสื่อมวลชนก็รายงานข่าวเช่นกันว่า ประชาชนเกิดความสับสน มีความเห็นคัดค้านบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก รวมถึงสถิติสายด่วน 1348 ของ ขสมก. ก็พบว่า ร้อยละ 64.31 สอบถามเส้นทาง และร้อยละ 35.59 ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปเส้นทาง

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของนโยบาย “1 เส้นทาง 1 ผู้ประกอบการ” แม้จะมีเจตนาดีที่ไม่ต้องการให้เกิดการแย่งผู้โดยสารระหว่างผู้ประกอบการหลายเจ้าบนเส้นทางเดียวกัน จนนำไปสู่การขับขี่แบบอันตรายหรือการทะเลาะวิวาท รวมถึงแก้ปัญหาการขาดทุนสะสมของ ขสมก. แต่เมื่อดำเนินการจริงกลับพบประชาชนได้รับผลกระทบเช่น รถเมล์น้อยลงเพราะเหลือผู้ประกอบการรายเดียว หรือค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเพราะเป็นนโยบายส่งเสริมให้ใช้รถปรับอากาศที่ค่าโดยสารแพงกว่ารถร้อน และรถเอกชนไม่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นที่พึ่งของคนรายได้น้อย

ยังไม่ต้องพูดถึง “ความย้อนแย้งกันเองในการดำรงอยู่ของ ขสมก.” ที่ด้านหนึ่งถูกก่อตั้งมาให้เป็นที่พึ่งของผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง อัตราค่าโดยสารจึงถูกควบคุมให้ต่ำกว่าต้นทุนจริงในการเดินรถ แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อประสบปัญหาขาดทุนก็เป็นภาระของรัฐที่ต้องจัดงบประมาณเข้าไปอุดหนุน หรือแม้แต่ “ลักษณะของเมืองที่ไม่เอื้อให้จัดบริการรถเมล์เข้าถึงได้สะดวก” เช่นมีซอยตันจำนวนมาก หรือชุมชนที่ขยายแบบกระจัดกระจาย..เหล่านี้คือตัวแปรที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบ หากต้องการให้คนไทยหันกลับมาใช้บริการขนส่งมวลชนมากขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิดซา-ท่องเที่ยวฟื้น’ โอกาส‘ไทย’อะไรต้องปรับ?

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662608

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิดซา-ท่องเที่ยวฟื้น’  โอกาส‘ไทย’อะไรต้องปรับ?

วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเสมอ โดยข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เพียง 5 เดือนแรกของปี 2565 มีชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนไทยแล้วกว่า 1.3 ล้านคน มากกว่าตลอดทั้งปี 2564 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 4 แสนกว่าคน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ซึ่งรวมถึงการเดินทางเข้าประเทศไทยสามารถทำได้สะดวกขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า ภาพบรรยากาศผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ชินตาในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด จึงกลับมาอีกครั้ง

รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในเวทีเสวนา (จัดโดย) หัวข้อ “มิติใหม่ของการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการภายใต้ความปกติใหม่” จัดโดย วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม เมื่อเร็วๆ นี้ โดยหยิบยกรายงาน “Revitalising Thailand’s tourism sector” ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่ในปี 2564 มาบอกเล่า เนื้อหาในรายงานเป็นการเปรียบเทียบไทยกับประเทศอื่นๆในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบไทยกับ 140 ประเทศทั่วโลก พบว่าเรื่องของ “Tourist service infrastructure” หรือ “โครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว” ไทยอยู่ในอันดับ 14 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนนสูงถึง 5.9 คะแนน แสดงว่าโครงสร้างเรื่องของการท่องเที่ยวดีอยู่แล้ว แต่เรื่องของ “Safety & security” หรือ “ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย” ไทยอยู่อันดับที่ 111 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทยที่จะต้องปรับปรุง

“รายได้ของไทยมากกว่า 2 ใน 3 ของรายได้ มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยร้อยละ 75 มาท่องเที่ยวระยะสั้น และอีกร้อยละ 28 มาจากนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนห้ามประชากรออกนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติร้อยละ 28 เลือกท่องเที่ยวช่วง High season โดยนักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 80 ไปท่องเที่ยวแค่ 5 จังหวัดของไทย และนักท่องเที่ยวมาภาคอีสานเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น

จะเห็นได้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวไปอยู่แค่ 5 จังหวัดหลักๆ เท่านั้น จึงต้องให้สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นจะต้องช่วยกันที่จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเที่ยวบ้านเราบ้าง ในอดีตจะมุ่งเน้นที่นักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น แต่หลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่” รศ.ดร.สุวิทย์กล่าว

สุรัชสานุ์ ทองมี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงอุตสาหกรรม “ไมซ์ (MICE)” หรือการท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นการจัดประชุมหรือจัดนิทรรศการงานแสดงสินค้าต่างๆ ว่า ในส่วนของภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยการใช้ MICE เสริมสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ และในปัจจุบันมีการยกระดับความพร้อม 10 เมือง MICE City

ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และอุดรธานี นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุน โดยใช้กลไกของไมซ์เข้ามาจับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายที่แข็งแรงในเชิงของพื้นที่จังหวัดนั้นๆ เพื่อที่จะจัดส่งเสริมในเรื่องของการประชุมและสร้างองค์ความรู้

โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องมีความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมโยงกับพื้นที่และประเทศใกล้เคียง ฉะนั้นการส่งเสริมการจัดไมซ์ทุกภูมิภาค เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็น “กลยุทธ์อันดับที่ 1” คือ “การสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ” และมุ่งเป้าผลสัมฤทธิ์ในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และจัดเก็บภาษีได้มากกว่า 2 พันล้านบาท และเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ในประเทศไทยมากกว่า 5 หมื่นอัตรา

“กลยุทธ์อันดับที่ 2” คือ “การช่วงชิงโอกาสระดับสากล” หมายถึงจะต้องถ่ายทอดศักยภาพที่แข็งแกร่งของพื้นที่ และใช้ผลลัพธ์ดังกล่าวในการเสริมสร้างลักษณ์ สร้างการรับรู้แข่งขันกันเพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดไมซ์ในระดับโลกและระดับนานาชาติ และที่สำคัญจุดแข็งที่ทั่วโลกยอมรับ คือ การชูจุดแข็งด้านสุขอนามัยควบคู่กับนวัตกรรม ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ในปี พ.ศ.2565 จะได้งานไมซ์ระดับนานาชาติมากกว่า 30 งาน และจะเป็นงานที่สร้างความยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“สุดท้ายที่กำลังดำเนินการ เพื่อที่จะทำให้ยุค New Normal ของการท่องเที่ยวและบริการของไมซ์เปลี่ยนแปลงไป คือการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ผ่านนวัตกรรมและดิจิทัลเซอร์วิสต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าและต่อยอด ซึ่งการประชุมแบบเดิมๆ จะเปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้น การพูดคุยและถ่ายทอดองค์ความรู้ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มศักยภาพบุคลากรในองค์กรต่างๆ รวมทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับอาชีวศึกษาที่จะยกระดับให้องค์ความรู้และผลิตบุคลากรที่ดี ออกมาให้บริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไมซ์” สุรัชสานุ์ระบุ

มุมมองภาคเอกชน ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Deewana Hotel & Resort และอุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคใต้) เปิดเผยว่า จังหวัดภูเก็ตในช่วงโควิด-19 ระบาด โรมแรมมากกว่าร้อยละ 80 ปิดให้บริการแม้จะเป็นช่วง High Season ก็ตาม โดยเริ่มเกิดผลกระทบในเดือนก.พ. 2563 นักท่องเที่ยวเริ่มลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และในช่วงเดือน มี.ค. 2563 นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มลดลงเช่นกัน

ซึ่งจะเห็นได้จากในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 40 ล้านคน พอเข้าสู่การแพร่กระจายของโควิด-19 ช่วงแรกเหลือเพียง 5-6 ล้านคน กระทั่งในปัจจุบันโรมแรมเปิดกิจการใน “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” โดยเริ่มในช่วงเดือนก.ค. 2564 ก็สามารถบรรเทาผลกระทบได้ โดยภูเก็ตมีมาตรการคือ “ระดมฉีดวัคซีนให้กับคนในชุมชน” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการให้คนในท้องถิ่นมีความร่วมมือกัน โดยประชากรในพื้นที่จะต้องฉีดวัคซีนมากกว่าร้อยละ 70 เพื่อให้สามารถเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้

ทั้งนี้ ช่วงแรกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใน จ.ภูเก็ต นักท่องเที่ยวจะต้องตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR หลายรอบ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจเกือบ 1 หมื่นบาท จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงมาก และถึงแม้จะเปิดโรงแรมมากขึ้นถึงร้อยละ 70 จากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แต่อัตราการเข้าพักของโรมแรมยังน้อยมาก โดยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1 หมื่นคน จากปกติภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวประมาณ 6-7 แสนคน หรือประมาณปีละ 9 ล้านคน

แต่หลังจากวันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นมา ที่เริ่มระบบ Test & Go นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่ต้องกักตัวมากแล้ว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้น จากนักท่องเที่ยวประมาณ 1 หมื่นคน ในช่วงภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพิ่มเป็น3 หมื่นคน หลังเปิดระบบ Test & Go ต่อมาในเดือนธ.ค. 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 8 หมื่นคน และหลังจากนั้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8 หมื่นคนทุกเดือน ถึงกระนั้นก็ยังทำรายไม่ถึงร้อยละ 30 ของสถานการณ์ปกติ

“ถึงแม้สถานการณ์ยังไม่ปกติจากโควิด แต่โรงแรมมีวิธีการแก้ปัญหา คือ แต่ละโรงแรมจ้างพนักงานประจำประมาณร้อยละ50-60 และที่เหลือก็จ้างพนักงานรายวัน นอกจากนี้อาจจะมีพนักงานฝึกงาน แต่โรงแรมอาจจะรับไม่เยอะ เพราะว่าโรงแรมยังมีพนักงานประจำค่อนข้างมาก นอกจากนี้ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวในภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ลองลงมาเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และรัสเซีย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวอันดับ 1 คือชาวอินเดีย ตอนนี้จังหวัดภูเก็ตจึงเน้นที่ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย และมีงานไมซ์เนื่องจากนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดไมซ์ที่ดี หลายๆ โรงแรมที่รับไมซ์ต่างๆ จากชาวอินเดียจะได้รับรายได้เป็นจำนวนมาก” ศึกษิต กล่าว

ขวัญดาว เขตร์สมุทร Project Manager Thailand Lifelong Learning & Education Expo แผนก Exhibition Project บริษัท IMPACT Exhibition Management Co., Ltd กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ของสถานการณ์โควิด-19 ทาง IMPACT ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าค่อนข้างจะเน้นเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง การมาออกงาน และลูกค้าหลายคนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้

“ด้วยธุรกิจของ IMPACT จะไม่เน้นที่ลูกค้าภายในประเทศเท่านั้น แต่เน้นลูกค้าต่างชาติมากถึงร้อยละ 50 จึงต้องพยายามสร้างแพลตฟอร์มทำงานในรูปแบบใหม่ โดยการทำงานเป็นรูปแบบออนไลน์ และจะต้องทำให้ลูกค้าสามารถเชื่อถือได้ และสามารถเกิดธุรกิจได้เหมือนรูปแบบเดิม นอกจากนี้มีการทำเป็น Business Matching คือการประชุมเป็นแบบออนไลน์ในรูปแบบธุรกิจ และจะต้องจูงใจลูกค้าด้วยการประชาสัมพันธ์ การขยายฐานข้อมูลลูกค้าค่อนข้างมาก จึงทำให้ยอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งลูกค้าหลายคนก็ปรับตัวได้เร็วมาก แต่ช่วงแรกลูกค้าก็ต่อต้าน แต่พอทำได้ลูกค้าก็มีความเชื่อใจต่อองค์กร” ขวัญดาว กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เหลียวมอง‘ศรีลังกา’ในวิกฤต ‘นโยบายเกษตร’อีกปัจจัย..มีผล!

Posted on June 23, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662031

สกู๊ปแนวหน้า : เหลียวมอง‘ศรีลังกา’ในวิกฤต ‘นโยบายเกษตร’อีกปัจจัย..มีผล!

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เชื่อได้ว่าปัจจุบันน่าจะเป็นคำถามที่อยู่ในใจของชาว “ศรีลังกา” จำนวนมาก เมื่อสถานการณ์ภายในประเทศเข้าขั้นวิกฤต โดยรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ระบุว่า ถึงขนาดต้อง “ชัตดาวน์” ปิดโรงเรียนและบริการของรัฐบาลที่ไม่จำเป็นทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ท่ามกลางความขาดแคลนทั้งพลังงานเชื้อเพลิงและอาหาร ซึ่งศรีลังกากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 70 ปี โดยมีความหวังอยู่ที่การขอกู้เงินจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาใช้บรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูประเทศ

ที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤตที่เกิดในศรีลังกา ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ “การเปลี่ยนนโยบายด้านเกษตรกรรมกลับทิศแบบก้าวกระโดด”โดยในงานเสวนา “เคมี พระเอกหรือผู้ร้าย ครั้งที่ 3” หัวข้อ“อินทรีย์-เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก”จัดโดย กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยและสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตร เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ก็มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงเป็นอุทาหรณ์

จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าที่ประเทศศรีลังกา มีความพยายามไปสู่ความเป็น “ประเทศปลอดเกษตรเคมี 100%” โดย โกตาบายา ราชปักษา (Gotabaya Rajapaksa) ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เคยหาเสียงไว้ว่าหากตนเองมีอำนาจจะผลักดันเรื่องดังกล่าวให้ได้ ซึ่งเมื่อชนะเลือกตั้งได้เป็นผู้นำประเทศก็เริ่มดำเนินการทันที โดยมีแรงกดดันมาจากปัญหาค่าเงิน ทำให้ศรีลังกาต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในราคาแพงขึ้น

“ปกติศรีลังกาต้องซื้อปุ๋ย ซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเข้าประเทศ คิดแล้วประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท) เขาก็มองว่าเงินก็ช็อตแล้วนะ แล้วเราก็มีนโยบายเกษตรอินทรีย์ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัวก็สั่งห้ามนำเข้าปุ๋ยเคมี ห้ามนำเข้าสารเคมี ประหยัดสตางค์ดีนะ ประหยัดไปได้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรากฏว่าพอแบนไปได้ 6 เดือน เกิดอะไรขึ้น? ผลผลิตข้าวฤดูที่เขาทำ ลดลงไปเลย 33% ปรากฏว่าเกิดการขาดแคลน ก็ต้องสั่งนำเข้าข้าวจากจีนกับอินเดีย เข้าไปอีกตั้ง 6 แสนกว่าตัน เอาไปให้คนของเขากิน” จรรยา กล่าว

นอกจากเกิดภาวะขาดแคลนอาหารแล้ว รัฐบาลศรีลังกายังต้องใช้งบประมาณ 349 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวนา เนื่องจากพบว่าการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ปริมาณผลผลิตข้าวตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งนอกจากข้าวแล้ว ชาซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดของศรีลังกา นโยบายดังกล่าวได้ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงร้อยละ 35 คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 425 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.2 หมื่นล้านบาทภายในเวลาเพียง 6 เดือนหลังเดินหน้านโยบายเกษตรปลอดสารเคมี 100%

การปรับนโยบายดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 เท่า มีคนยากจนเพิ่มขึ้นถึง5 แสนคนภายในเวลาเพียง 1 ปี กลายเป็นปัญหาคู่กับระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจ (Economics Crisis) กับวิกฤตอาหาร (Food Crisis) โดยการแบนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในศรีลังกานั้นเริ่มต้นในช่วงฤดูฝนอันเป็นฤดูเพาะปลูก เมื่อไม่มีตัวช่วยบำรุงดูแล ผลผลิตที่ได้ก็น้อยลงทันที

“เขามีการสรุปของเขา มันล้มเหลวเพราะว่าการทำเกษตรอินทรีย์ชั่วข้ามคืนของเขาคือตัดสินใจเร็วมาก มันสั้นเกินไป เกษตรกรปรับตัวไม่ทัน แล้วรัฐบาลเองก็ไม่สามารถ Supply (จัดหา) เรื่องของปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ สั่งปุ๋ยอินทรีย์มาจากจีน ลงเรือมา ปรากฏว่าพอมาถึงประเทศเขา สุ่มปุ๊บเจอเออร์วิเนีย (Erwinia) คือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคเน่าในผัก ก็ต้อง Reject (ปฏิเสธ) กลับไป แล้วมันก็วุ่นวายไปหมดเพราะว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แล้วรัฐบาลก็ไม่สามารถ Support (สนับสนุน) ปุ๋ยอินทรีย์ให้พื้นที่ทั้งศรีลังกาได้

แล้วการตัดสินใจเรื่องพวกนี้ จริงๆ ไม่ใช่นักวิชาการเขาไม่เตือน ก็มีคนออกมาเตือนเยอะแยะ 30 กว่าหน่วยงาน ก็ไม่ฟัง อันนี้ก็เลยเป็นที่มาของความล้มเหลวของเขา คือเขาประกาศแบนสารเคมีทั้งประเทศเดือน เม.ย. 2564 พอเดือน พ.ย. 2564 กลับมาอนุญาตให้ใช้ปุ๋ยเคมีได้ แต่ยังห้ามใช้สารกำจัดศัตรูพืชไม่ว่าจะเป็นโรคหรือแมลง วัชพืช ยังห้ามใช้อยู่” จรรยา ระบุ

นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ชี้ว่าศรีลังกาเคยมีบทเรียนเรื่องความพยายามเลิกใช้สารเคมีในภาคเกษตรมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2547 มีการห้ามใช้สารพาราควอต (Paraquat) หลังเกิดกรณีคนนำไปดื่มเพื่อฆ่าตัวตาย ในเวลานั้นเกษตรกรไม่ได้ต่อต้านอะไรเพราะยังมีสารไกลโฟเซต (Glyphosate) ให้ใช้ ต่อมาในปี 2558 มีการอ้างงานวิจัยว่าไกลโฟเซตอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งและโรคไตเรื้อรัง จึงสั่งแบนไกลโฟเซตเป็นสารตัวที่ 2 ส่งผลให้ธุรกิจใบชาได้รับความเสียหายอย่างมาก อีกทั้งยังพบการลักลอบนำเข้าไกลโฟเซตจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้

ทำให้ในปี 2561 รัฐบาลศรีลังกาในขณะนั้น ตัดสินใจยกเลิกประกาศห้ามใช้ไกลโฟเซต เปลี่ยนเป็นการจำกัดให้ใช้ได้เฉพาะในพืชบางชนิด เช่นชา ยางพารา กระทั่งในปี 2564 เมื่อมีการเดินหน้านโยบายปลอดเกษตรเคมี 100% ไกลโฟเซตจึงถูกแบนอีกครั้ง ทั้งนี้ ประกาศห้ามใช้ไกลโฟเซตที่ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2558 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงหลายประการ อาทิ ผลผลิตใบชาลดลงถึง 40 ล้านกิโลกรัม ภายในเวลาเพียง 1 ปี

“ปัญหาสำคัญคือ Quality (คุณภาพ) ของใบชาเขาเสียหายมาก เพราะว่ามีวัชพืชปนไปกับใบชา ทำให้รสชาติใบชาเขาเสีย แล้วเกษตรกรเขาโดนงูกัดตายเยอะมาก เพราะวัชพืชมันรกมาก เกษตรกรทำไม่ทัน แล้วก็ปัญหาอีกอันคือส่วนใหญ่ศรีลังกาจะปลูกชาในที่สูงเป็น Slope (ทางลาด) ฉะนั้นพอเขาไปใช้การดายหญ้า แรงงานคนไปดายหญ้า มันก็เกิด Erosion (การพังทลาย) เยอะ นึกออกไหม? พอฝนตกดินมันก็ไหล ปกติถ้าเขาใช้ไกลโฟเซต รากข้างล่างมันไม่เป็นอะไรและไม่กระเทือนหน้าดิน เวลาฝนตกมันก็ไม่ชะไปมาก

แต่พอใช้แรงงานไปดายหญ้ามันเกิดปัญหา Erosion เยอะมาก แล้วพื้นที่ปลูกใบชาเกษตรกรก็ทำไม่ไหว ก็ลดลงไป 10% ก็เยอะมากเป็นแสนไร่ อันนี้เป็นสาเหตุที่ทำไมเขาถึงกลับมาให้ใช้อีก เพราะข้ออ้างที่รัฐบาลศรีลังกาบอกว่ามันอาจเป็นสาเหตุโรคไตเรื้อรังไหม? หรือเป็นสารก่อมะเร็งไหม? มันไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นก็เลยต้องกลับมา ก็เลยมองว่าตอนนี้นโยบาย No Pesticide (ห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช) ของเขา คือปุ๋ยเคมีโอเคแล้ว แต่ยัง No Pesticideศรีลังกาจะรอดจาก Food Crisis ไหม? อันนี้ก็คิดเป็นโจทย์ไว้”จรรยา กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เตรียมก่อนแก่รับสังคมสูงวัย หลายปัจจัยเสี่ยงไทยต้องปรับ

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661210

สกู๊ปแนวหน้า : เตรียมก่อนแก่รับสังคมสูงวัย  หลายปัจจัยเสี่ยงไทยต้องปรับ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อย่างที่ได้ทราบกันทั่วไปว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ หรือ complete agedsociety ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุทั่วประเทศประมาณเกือบ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นว่า เราจะเริ่มพบประเด็นความขัดแย้งทางความคิด หรือความคิดเห็นของคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของการทำอย่างไรที่เราจะเตรียมตัวให้สังคมไทยมีความพร้อมในการที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์แล้วก็ระดับสุดยอดต่อไปในอนาคต”

นพ.ภูษิต ประคองสาย เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ (มส.ผส.) กล่าวนำในเวทีนำเสนอผลงานวิชาการ “ความคาดหวัง การเตรียมความพร้อม และการเข้าถึงบริการทางสังคม เพื่อการสูงวัยอย่างมีพลัง” ณ รร.แกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ ฟอร์จูน แยกพระราม 9 ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับสังคมสูงวัย ที่ประชากรวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

งานวิชาการครั้งนี้ร่วมจัดโดย มส.ผส.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภายในงานมีการนำเสนองานวิจัย 2 เรื่อง โดยนักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.ดร.จงจิตต์ฤทธิรงค์ นำเสนอในหัวข้อ “ความคาดหวังการวางแผน และการเตรียมตัวของประชากรวัยทำงานต่างรุ่นอายุ และรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ” เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16 ส.ค.-20 ก.ย. 2564 ได้กลุ่มตัวอย่าง 1,734 คน

ทั้งหมดเป็นประชากรวัยแรงงาน อายุ18-59 ปี โดยแบ่งเป็น 3 รุ่น คือ Generation X (เกิดปี 2503-2522 อายุ 42-61 ปี) Generation Y (เกิดปี 2523-2537 อายุ 27-41 ปี) และ Generation Z (เกิดปี 2538-2553 อายุ 11-26 ปี) แบ่งผู้ตอบแบบสอบถามเป็น Generation X (อายุ 42-59 ปี) 418 คน Generation Y (อายุ 27-41 ปี) 748 คน และ Generation Z (อายุ 18-26 ปี) 568 คน นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกลุ่ม 25 กลุ่ม จำนวน 126 คน

มีข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ 1.การตระหนักถึงสังคมสูงอายุในประเทศไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28 หรือ 1 ใน 4 ยังไม่ตระหนักถึงสถานการณ์สังคมสูงวัย ร้อยละ 72 ทราบว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ร้อยละ 35 ทราบว่า คนไทยจะมีชีวิตยืนยาวตั้งแต่อายุ 90-100 ปี และ 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 มองว่า อายุเริ่มต้นของผู้สูงอายุควรเป็น 65 ปีขึ้นไป 2.ความคาดหวังในการทำงานเพื่อสร้างรายได้ พบความแตกต่างกัน ในขณะที่คน Generation X ต้องการทำงานต่อหลังอายุ 60 ปี แต่คน Generation Z ต้องการหยุดทำงานก่อนอายุ 60 ปี

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่ม Generation X หากเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ได้รับบำนาญหรือเงินออมเพียงพอ จะไม่ได้คิดถึงการทำงานหลังอายุ 60 ปี 3.การดูแลสุขภาพ สุขภาพดีคือความมั่นคง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งเพิ่มมูลค่า เพราะการมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง นอกจากจะลดภาระค่าใช้จ่ายรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ยาวนานขึ้นด้วย

โดยในปี 2559 เคยมีการศึกษาความคุ้มค่าด้านสุขภาพหากบุคคลเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 20 ปี ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นตัวเงินพบว่า เพศชายจะอยู่ที่ 1.6 ล้านบาท ส่วนเพศหญิงจะอยู่ที่ 3.7 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม พบว่าร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของประชากรกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่า ไม่ได้ออกกำลังกายเลย นอกจากนี้ 1 ใน 5 ของประชากรกลุ่มตัวอย่าง ไม่ได้เตรียมตัวด้านสุขภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้สร้างความตระหนักกับประชาชนในเรื่องนี้

“ในแบบสอบถามก็มีข้อคำถามให้ผู้ตอบแบบสอบถามระบุสถานะสุขภาพ 0 คือแย่ที่สุด และ 10 คือดีที่สุด ใช้คะแนนระดับ 7 ขึ้นไป ใช้เกณฑ์ที่ระดับ 7 เป็นเกณฑ์ว่าผู้ตอบแบบสอบถามสุขภาพดีหรือไม่ Generation Z อายุ 18-26 ปี ที่คิดว่าตัวเองสุขภาพดี ที่ 57.6% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่า Generation X และ Generation Y ที่อายุมากกว่าเสียอีก พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของทุกรุ่น โดยเฉพาะ Generation Y และ Generation Z พักผ่อนและออกกำลังกายไม่เพียงพอ หลายคนนอนดึกเพราะดูซีรี่ส์และเล่นเกม โดยเฉพาะช่วง Work from Home แล้วก็เรียนออนไลน์ ก็ใช้ชีวิตกันหักโหมมาก”รศ.ดร.จงจิตต์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 ที่ให้สิทธิบุคคลสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ซึ่งพบว่า ร้อยละ 77 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่ต้องการเป็นภาระครอบครัว จึงไม่ต้องการให้ยื้อชีวิตไว้หากอยู่ในภาวะโคม่า และต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเอกสารแสดงเจตนาหรือวางแผนวิธีการรักษาพยาบาลล่วงหน้า หรือยุติการรักษาพยาบาลในกรณีที่ตนเองไม่สามารถตัดสินใจได้

4.การเงิน พบความคาดหวังที่สวนทางกับความจริง กล่าวคือในขณะที่ประชาชนคิดว่าเงินออมที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท แต่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คำนวณไว้ที่ 7.48 ล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ออมเงินด้วยการฝากธนาคาร ร้อยละ 73.2 รองลงมา ร้อยละ 35.4 และประกันชีวิตแบบออมหรือบำนาญ ร้อยละ 21.2 โดยสรุปคือเป็นการออมเพื่อเก็บ มากกว่าออมเพื่อลงทุนสร้างรายได้ 5.การอยู่อาศัย ร้อยละ 56.1 ต้องการอยู่อาศัยที่เดิมเมื่อเป็นผู้สูงอายุ

ด้าน รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน นำเสนอในหัวข้อ “การเข้าถึงระบบบริการทางสังคมของประชากรในครัวเรือนก่อนวัยสูงอายุและผู้สูงอายุที่มีรูปแบบของการอยู่อาศัยต่างกัน เพื่อนำไปสู่แนวทางการสนับสนุนการบริการที่เหมาะสม” ซึ่งพบว่า “จำนวนประชากรที่อยู่คนเดียว หรือมีแนวโน้มอยู่คนเดียวเพิ่มสูงขึ้น” อย่างไรก็ตาม สังคมชนบท ผู้สูงอายุมักไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ เพราะยังมีลูกหลานญาติพี่น้องอยู่ใกล้ๆ ในละแวกบ้าน

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ศุทธิดา ได้ตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชน กรณีข้อสังเกตเรื่องชุมชนเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ผู้คนมีลักษณะต่างคนต่างอยู่หรือตัวใครตัวมัน ต่างจากชนบทหรือแม้แต่เมืองในจังหวัดอื่นๆ ที่ชุมชนเข้มแข็งมีความสามัคคีร่วมดูแลกันและกันมากกว่า ว่า รูปแบบที่อยู่อาศัยมีผลต่อความแตกต่างกันของชุมชน อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่า การสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเมือง จำเป็นต้องดึงคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

“ปัญหาที่เจอคือ พื้นที่แออัดในกรุงเทพฯ ประเด็นหลักๆ เลยคือได้รับการสะท้อนว่าไม่มีพื้นที่สาธารณะ อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่เขามองว่า ในลักษณะของการมีกิจกรรมมาทำร่วมกัน ในการเข้าถึงกลุ่มประชากรที่อยู่ที่บ้าน ไม่มีพื้นที่สำหรับรวมกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยให้รู้จักเพื่อนบ้านหรือรู้จักคนในชุมชน ตรงนี้ก็ได้รับการสะท้อนมาว่าถ้ามีพื้นที่สาธารณะตรงกลาง สามารถมาทำอะไรด้วยกัน ก็น่าจะทำให้เรื่องของการดำเนินงานในการดูแลผู้สูงอายุไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือมีลูกหลายอาศัยอยู่ด้วย ก็จะดำเนินการได้ครอบคลุมมากขึ้น” รศ.ดร.ศุทธิดา ระบุ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,682 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด
เป๊ก เศรณี ตอบชัดความสัมพันธ์กับ แอนโทเนีย หลังลือหนักซุ่มคบกัน
ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’
พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d