Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ส่องรายงานอุบัติเหตุปี’61-64 ‘โควิดอำลา..ถนนกลับมาเสี่ยง’

Posted on June 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661015

สกู๊ปแนวหน้า : ส่องรายงานอุบัติเหตุปี’61-64  ‘โควิดอำลา..ถนนกลับมาเสี่ยง’

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กำลังเหลือแต่เพียงความทรงจำหลังจากที่ทั้งโลกผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจมานานกว่า 2 ปี จนปัจจุบันแต่ละประเทศเริ่มทยอยยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินว่าด้วยโรคติดต่อร้ายแรงและปรับโควิด-19 ลดลงเป็นเพียงโรคประจำถิ่น “แต่สำหรับประเทศไทย..แม้คนตายเพราะโควิดลดลง แต่คนตายเพราะอุบัติเหตุกำลังกลับมาเพิ่มขึ้น” ซึ่งในยามปกติ ถนนเมืองได้ถูกขนานนามว่าอันตรายเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว โดยมีผู้สังเวยชีวิตหลักหมื่นศพต่อปี ยังไม่รวมผู้บาดเจ็บและพิการอีกมากมาย

เมื่อเร็วๆ นี้ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดการบรรยาย (ออนไลน์) เรื่อง “เปิดรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ปี 2561-2564 ที่รอคอย” โดยผู้บรรยายคือ ณัฐพงศ์ บุญตอบ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิไทยโรดส์ (ThaiRoads Foundation) กล่าวว่า รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย จัดทำโดย มูลนิธิไทยโรดส์ และศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีเอเชีย ปกติแล้วจะรวบรวมข้อมูลทุกๆ2 ปี แต่รายงานฉบับล่าสุดเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงได้รวมข้อมูลเป็น 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2561-2564

รายงานแต่ละฉบับจะรายงานสถานการณ์ที่น่าสนใจในช่วงเวลานั้น รวมถึงมีบทความวิเคราะห์เจาะลึก รายงานนี้ใช้ 13 ตัวชี้วัด คือ 1.การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 2.ความรุนแรงของอุบัติเหตุทางถนน 3.อุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาล 4.การใช้ความเร็ว 5.เมาแล้วขับ 6.ง่วงแล้วขับ7.การสวมหมวกนิรภัย 8.ความปลอดภัยของการใช้รถจักรยานยนต์ 9.ใบอนุญาตขับขี่ จำนวนรถจดทะเบียนสะสมและการตรวจสภาพรถ 10.จุดอันตรายบนทางหลวง 11.อุบัติเหตุอันตรายข้างทาง 12.อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนนและ 13.ความปลอดภัยของคนเดินเท้า

ข้อค้นพบที่น่าสนใจสำหรับรายงานปี 2561-2564 คือ “ล็อกดาวน์คุมโควิดช่วยลดอุบัติเหตุทางถนน” ซึ่งมาตรการที่ออกมา เช่น ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมการเดินทาง ทำให้จำนวนอุบัติเหตุลดลง โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ปี 2563 ที่ปีนั้นรัฐบาลยกเลิกวันหยุดยาว ทำให้สถิติอุบัติเหตุแทบจะหายไป จากเดิมที่คนไทยจะคุ้นชินกับการนับสถิติ 7 วันอันตรายช่วงสงกรานต์มาตลอดทุกปีเพราะการเดินทางลดลง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2563-ต้อนรับปีใหม่ 2564 ที่มีวันหยุดยาวตามปกติ อุบัติเหตุก็เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นตามการเดินทางที่มากขึ้น

“บางท่านอาจจะมีการ Work from Home (ทำงานที่บ้าน) ก็เป็นการลดโอกาสในการเดินทางไปโดยปริยาย ฉะนั้นก็ชี้ให้เห็นชัดว่าทำให้ปริมาณรถน้อยลง โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง ถือเป็นอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเรามีการปรับลดหรือลดปริมาณการเดินทาง มันก็มีโอกาสที่ทำให้อุบัติเหตุน้อยลง จริงๆ ที่ผมทราบมา หลายบริษัทภาคเอกชน พอมีการ Work from Home แล้วก็ดูเหมือนว่ามันจะมีประโยชน์บางอย่างที่องค์กรเขามองเห็น

บางองค์กรได้ประสิทธิภาพงานมากขึ้น บางองค์กรอาจจะได้ประสิทธิภาพน้อย แต่มันลดความเสี่ยง แล้วก็ลดหลายๆ อย่าง ฉะนั้นมันมีบางองค์กรที่ผมได้ข้อมูลมาว่าเขาอาจจะมีการปรับรูปแบบการทำงาน ให้คนในองค์กร Work from Home แทน แล้วก็มีการเดินทางที่จำเป็นเท่านั้น อันนี้ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ การเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางต่างๆในช่วงโควิดที่ผ่านมา มันส่งผลค่อนข้างชัด” ณัฐพงศ์ กล่าว

ข้อค้นพบต่อไปคือ “อุบัติเหตุที่เกิดกับคนเดินเท้ายังมีให้เห็นเรื่อยๆ” ซึ่งไม่ใช่ทุกกรณีที่จะปรากฏเป็นข่าว โดยหากดูตัวเลขเฉพาะที่เป็นคดีความถูกบันทึกในฐานข้อมูลของตำรวจ พบคนเดินเท้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฉลี่ย 7 รายต่อวัน แต่หากนับอุบัติเหตุที่ไม่เป็นข่าวก็อาจมีกว่านั้นและร้อยละ 30 ของอุบัติเหตุกับคนเดินเท้าเกิดในกรุงเทพฯ ซึ่งสาเหตุมาจากความเป็นเมืองใหญ่ การจราจรหนาแน่น อีกทั้งกิจกรรมของคนเดินเท้าก็มีมาก เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า ไม่เฉพาะแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

เมื่อเจาะลึกไปถึงกลุ่มอายุของคนเดินเท้าที่ประสบอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุด พบว่า เป็นผู้สูงวัย อายุ 50 ปีขึ้นไปมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย ประเด็นที่ต้องพิจารณากันต่อไปคือสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสาธารณูปโภคต่างๆ จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับบริบทดังกล่าวด้วย หรือข้อค้นพบที่น่าสังเกตคือ “อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนนยังไม่หมดไปง่ายๆ” ซึ่งจุดที่เกิดบ่อยคือจุดที่เรียกว่า “ทางลักผ่าน” หมายถึงจุดที่ประชาชนไปทำทางผ่านขึ้นเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ทางลักข้ามหรือทางลักผ่าน คืออยู่ดีๆ ประชาชนไปตัด พอไม่ได้รับอนุญาตมันก็ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยเข้ามาช่วย มันก็เลยกลายเป็นปัญหาที่กรมราง
(กรมการขนส่งทางราง) เข้าไปแก้เข้าไปปิด มันก็ไปเกิดที่ใหม่กรมรางเขามีการสำรวจก่อนที่จะต้องดำเนินโครงการแก้ไขปัญหานี้ เขามีการสำรวจว่าปัจจุบันมีเท่าไร ที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง พอแก้ไขในกลุ่มที่ไม่ถูกต้องที่เป็นทางลักผ่าน มันก็หายไป แก้ไปได้ 200 กว่าจุด ปีถัดมาก็ไปโผล่อีกที่หนึ่งพอสำรวจใหม่ เพราะประชาชนไปตัดใหม่ หาทางข้ามไปใหม่มันก็กลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นวนไปเรื่อยๆ” ณัฐพงศ์ ระบุ

ณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนนในจุดที่เป็นทางลักผ่าน ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการใช้ทางของประชาชน หรือต้องการความสะดวก เพราะบางจุดพบว่าอยู่ใกล้ชุมชน ประชาชนต้องการข้ามไปยังสถานที่ที่อยู่ใกล้ และมีความหนาแน่นของชุมชนค่อนข้างมาก จึงกลายเป็นเรื่องปกติในการสัญจรไป-มาทั้งนี้ หากต้องการให้ทางข้ามใช้ได้อย่างปลอดภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่รับผิดชอบพื้นที่ก็ต้องทำเรื่องประสานไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ก็เช่นเดียวกันแม้ อปท. พยายามแก้ ก็ยังเกิดจุดใหม่ๆ ขึ้นอีก

จากการจัดทำรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง “หมวกกันน็อก” ยังเป็นประเด็นท้าทายสำคัญซึ่งในรายงานทุกฉบับได้เน้นย้ำเรื่องการสวมหมวกกันน็อกกับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ทุกคนไม่ว่าขับขี่หรือโดยสาร แต่สถิติการสวมหมวกกันน็อกไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องมาถอดบทเรียนว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ทำไปแล้วอะไรได้ผลหรือไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม รายงานนี้หลายเรื่องก็ถูกนำไปใช้ผลักดันในเชิงนโยบายหรือมีรัฐมนตรีบางท่านก็นำรายงานนี้ไปนำเสนอในการเวทีระหว่างประเทศ

“มีประเด็นใหม่คือจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เราบอกบิ๊กไบค์มีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ในเล่มนี้เราก็พยายามเสนอปัญหาจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ออกมาว่ามันรุนแรงอย่างไร ทำไมเราถึงต้องกลัวกัน จริงๆ สถานการณ์อุบัติเหตุจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มันเหมือนเพิ่งเริ่ม แล้วตัวนี้ก็เลยหยิบยกขึ้นมา มันพอมีข้อมูลที่จะมานำเสนอว่าสถานการณ์จริงๆ มันเป็นอย่างไรบ้างกับอุบัติเหตุจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เราจะได้หาแนวทางป้องกันหรือแก้ไขให้มันทันท่วงที” ณัฐพงศ์ กล่าว

กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิไทยโรดส์ ทิ้งท้ายในประเด็นบิ๊กไบค์ ที่ตัวเลขทางการตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีบิ๊กไบค์ หมายถึงจักรยานยนต์ขนาดตั้งแต่ 400 CCขึ้นไป จดทะเบียนประมาณ 2 แสนคัน ซึ่งแม้จะน้อยมากเมื่อเทียบกับจักรยานยนต์ทั้งหมดที่จดทะเบียนประมาณ 20 ล้านคัน คือคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น แต่อัตราการเสียชีวิตในผู้ใช้บิ๊กไบค์หากเกิดอุบัติเหตุพบว่าสูงมาก สะท้อนถึงความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุในพาหนะประเภทนี้เมื่อเทียบกับจักรยานยนต์ขนาดเล็กลงมา ด้วยความเร็ว-แรงของเครื่องยนต์นั้นสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่

เมื่อดูประชากรกลุ่มเสี่ยง พบว่า วัยทำงานคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มผู้ใช้บิ๊กไบค์ เนื่องจากเป็นวัยที่มีกำลังทรัพย์พอซื้อหามาใช้งาน ส่วนมาตรการควบคุม กรมการขนส่งทางบก ได้ออกระเบียบกำหนดให้ผู้ที่ต้องการขับขี่บิ๊กไบค์ ต้องสอบใบอนุญาตขับขี่พิเศษที่มีเกณฑ์การอบรมทักษะและการสอบที่เข้มงวดกว่าการสอบใบขับขี่จักรยานยนต์ทั่วไป เป็นความพยายามในการสกัดกั้นปัญหาไม่ให้บานปลาย

สำหรับผู้สนใจรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ หน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิไทยโรดส์ http://trso.thairoads.org/ เลือกหมวด “คลังความรู้” ก็จะพบกับรายงานดังกล่าวและเอกสารอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หวานน้อยสั่งได้’ทำให้ชิน ปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง‘NCDs’

Posted on June 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/659666

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หวานน้อยสั่งได้’ทำให้ชิน  ปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง‘NCDs’

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เคยแถลงยอดผู้ป่วย “เบาหวาน” เนื่องในโอกาสวันเบาหวานโลก ประจำปี 2564 ที่ผ่านมา ว่าประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนคนต่อปี และมีผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่ในระบบทะเบียนของกระทรวงสาธารณสุข 3.2 ล้านคน โดย สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International DiabetesFederation, IDF) กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) มาตั้งแต่ปี 2534

ทั้งนี้ เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้อวัยวะเสื่อมสมรรถภาพ และทำงานล้มเหลว เป็นเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง รวมถึงเป็นแผลง่ายหายยาก ชาปลายมือปลายเท้า

สำหรับการป้องกันโรคเบาหวานควรปฏิบัติดังนี้ 1.เลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ ลดอาหารประเภทหวาน มัน เค็ม 2.ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อย30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง 3.ทำจิตใจให้แจ่มใส นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน 4.ไม่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ 5.ตรวจสุขภาพประจำปี หากอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพทุกปี

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ยังระบุ“ค่าใช้จ่ายในการรักษาเบาหวานของประเทศไทย เฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาทต่อปี และหากรวมโรคอื่นๆ ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณในการรักษารวมกันสูงถึง 302,367 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งเบาหวานยังก่อให้เกิดโรคข้างต้นตามมาด้วย” ซึ่ง “การบริโภคความหวานมากเกินไป” เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้ป่วยด้วยกลุ่มโรค NCDs

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำแนะนำว่า “มนุษย์ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 25 กรัม หรือ 4-6 ช้อนชาต่อวัน” แต่น่าตกใจว่า“คนไทยบริโภคน้ำตาลถึง 21 ช้อนชาต่อวัน”ในจำนวนนี้อยู่ใน “เครื่องดื่ม” เสียครึ่งหนึ่ง ซึ่ง ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวกับสื่อเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เครื่องดื่มเย็นโดยเฉพาะ “กาแฟเย็น” เป็นที่นิยมตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงวัยทำงาน

“จริงๆ แล้วคนไทยไม่ได้ติดกาแฟ แต่คนไทยติดความหวานในกาแฟ ทั้งนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อไปจะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานเป็นที่พึ่งของประเทศ ถ้าปล่อยให้การปล่อยบริโภคแบบนี้จะเป็นสังคมที่อุดมน้ำตาล สังคมไทยจะเป็นสังคมเอ็นซีดีจากภาพเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีแคมเปญรณรงค์ให้มีร้านกาแฟอ่อนหวาน ทำกิจกรรมรณรงค์ขอความร่วมมือจากร้านกาแฟทั้งหลาย ทำให้มีสูตรของกาแฟที่ลดปริมาณน้ำตาลลง” ทพญ.ปิยะดา ระบุ

ที่มาที่ไปของการดำเนินโครงการ มาจากการสำรวจย่านเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ พบว่า ร้านขายเครื่องดื่มในย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนราชวิถี พบน้ำตาลในเครื่องดื่ม 1 แก้วมากกว่า 10 ช้อนชาไปถึง 20 ช้อนชา ขณะที่ร้านในย่านสีลมจะใส่น้ำตาลน้อยกว่านั้น ซึ่งเหตุผลอาจเป็นไปได้ว่า ย่านสีลมเป็นย่านของชาวออฟฟิศที่ค่อนข้างจะใส่ใจดูแลสุขภาพ มากกว่าย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เป็นแหล่งรวมของผู้คนทุกระดับ

จากการทำงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จนถึงปัจจุบันครบ 1 ทศวรรษ หรือ 10 ปีพอดี มีความก้าวหน้าไปตามลำดับ อาทิ ศูนย์เด็กเล็กอ่อนหวาน โครงการโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมเป็นต้น จนเป็นแรงกระเพื่อมให้มีภาษีความหวานขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนคนไทยลดบริโภคลดหวาน รวมถึงการสั่งซื้อเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์ม ที่มีไรเดอร์เป็นคนนำส่ง ทางเครือข่ายได้ทำงานกับแพลตฟอร์มให้มีตัวเลือกในเมนูให้เลือกหวานมากหวานน้อยด้วย

“ก้าวต่อไปในปีที่ 11 ของเครือข่าย ยังทำงานรณรงค์สร้างกระแสให้ผู้บริโภคสั่งเครื่องดื่มหวานน้อย ภายใต้สโลแกนที่ว่า หวานน้อยสั่งได้อย่างน้อยลดความหวานลง 25% และ 50% ของความหวานปกติ ทั้งนี้การแบ่งความหวาน 25% และ 50%เกิดจากประสบการณ์ของเครือข่าย โดยหมอทำงานลดน้ำหนักให้คนไข้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ติดกาแฟให้ทดลองดื่มเครื่องดื่มจนปริมาณลดความหวานลงได้ เนื่องจากในผู้ใหญ่ลิ้นรับรสชาติความหวานมานาน ถ้าให้เลิกกินหวาน โดยทันทีจะทำได้ยาก จึงต้องค่อยๆ ลดปริมาณความหวานลงในที่สุดจะลดการกินหวานได้

เชื่อได้ว่าเมื่อผู้คนเกิดความตระหนักในการดื่มเครื่องดื่มรสหวานน้อยลง จะทำให้คนที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินมีน้ำหนักตัวลดลง สำหรับคนที่ยังติดหวานอยู่และลดไม่ได้ ควรสั่งแก้วเล็ก ขณะนี้มีหลายร้านค้ามีขนาดแก้วของเครื่องดื่มให้เลือก แม้ว่าร้านค้าจะมีแคมเปญซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ก็ต้องตัดใจ เพราะส่วนที่แถมจะแถมโรคมาให้ด้วย” ทพญ.ปิยะดา กล่าว

อนึ่ง “ปัจจุบันมีการนำสารอื่นมาใช้ให้ความหวานทดแทนน้ำตาล” ซึ่ง ทพญ.ปิยะดา ให้ความเห็นว่า“ไม่แนะนำ” ให้ใช้สารดังกล่าว เนื่องจากการใช้สารอื่นก็เท่ากับยังเคยชิน “ติดหวาน” อยู่ โดยมีผลการศึกษาพบว่า การบริโภคสารทดแทนความหวาน ระดับการเกิดความอ้วนไม่ต่างกับการบริโภคน้ำตาล ที่สำคัญคือคนเราจะมีจุดรับรสทั่วร่างกาย เมื่อกินสารให้ความหวานร่างกายยังรับได้อยู่ว่ากินหวานเข้ามา แม้จะเป็นสารทดแทนความหวานก็ตาม

“สารทดแทนความหวานเอาไว้ช่วยให้สำหรับแรกๆ ของคนที่ยังไม่สามารถลดได้จริงๆ ในระยะหนึ่ง ถ้าเรายังสบายใจกับสารทดแทนความหวาน นั่นคือคุณเป็นมนุษย์ติดหวาน ไม่แน่ใจว่าในระยะยาวจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ แม้จะเคลมว่าเป็นสมุนไพรก็ตาม อย.มีการควบคุมปริมาณ หากทานมากไปอาจมีพิษต่อร่างกายเช่นเดียวกับคนที่รับประทานอาหารคาวแล้วต้องกินหวานแสดงว่าติดหวาน” ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : จาก‘น้ำท่วม’ถึง‘โควิด’ บทเรียนท้องถิ่น‘รู้รับปรับตัว’

Posted on June 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/659462

สกู๊ปแนวหน้า : จาก‘น้ำท่วม’ถึง‘โควิด’  บทเรียนท้องถิ่น‘รู้รับปรับตัว’

วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

กว่า 2 ปีที่ทั้งโลกเผชิญฝันร้ายจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 ผู้คนเจ็บป่วยล้มตาย ตกงานปิดกิจการสิ้นเนื้อประดาตัว แต่วันนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศทยอยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และไทยก็กำลังเดินไปยังจุดนั้นเช่นกัน อีกไม่นานโควิด-19 ก็จะลดสถานะจากโรคระบาดร้ายแรงเหลือเพียงโรคประจำถิ่น อย่างไรก็ตาม “ในบางแง่มุมของวิกฤตยังมองเห็นความหวัง” นั่นคือการถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทาง “รู้รับปรับตัว” ดังตัวอย่างของ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) พิมาน ที่นำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมมาต่อยอดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โรคระบาด

“คนที่มาจากกรุงเทพฯ ต้องกักตัวก่อนนะ ต้องไปนอนที่โน่นนะ ก็พอดีมีคนมาบริจาคเยอะ ก็เลยพอทุเลากันไปบ้างแต่ทีนี้คนมันจะเยอะก็มาจัดสถานที่ตรงนี้ จะเอาคนมาพักอยู่ที่โรงเรียน เป็นศูนย์พักคอย แล้วก็ที่โรงเรียนผู้สูงอายุ แต่ก็ยังไม่ได้ใช้ เตรียมไว้ ปรับปรุงสถานที่ ตัดหญ้า ทำอะไรเรียบร้อย พ่นยากันยุง คือทางอำเภอเขาพอรับได้ เราก็เตรียมไว้เหมือนกัน”

นิกร พ่อเพียโคตร ประธานคณะกรรมการหมู่บ้านพิมาน หมู่ 3 ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม บอกเล่ากับทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ย้อนความในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ยังรุนแรง ส่งผลกระทบอย่างหนักไปทั่วทั้งประเทศ ซึ่งในเวลานั้น พื้นที่เมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ อันเป็นแหล่งงานของคนวัยหนุ่ม-สาว ถูกล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาด ส่งผลให้คนเหล่านี้ต้องกลับสู่ภูมิลำเนาในชนบทเพราะสถานที่ทำงานถูกปิด แต่เมื่อกลับไปแล้ว ญาติพี่น้องที่บ้านก็ยังไม่กล้าเปิดบ้านต้อนรับเพราะกลัวนำพาโรคมาด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับที่ตำบลพิมาน ที่นี่มีความร่วมมือกันของคนในชุมชน บวกกับการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ มีการเตรียมสถานที่กักตัวสำหรับผู้เดินทางกลับมาจากต่างพื้นที่หรือกรณีครัวเรือนใดที่จำเป็นต้องกักตัวกันทั้งบ้าน ก็จะมีการซื้อเสบียงอาหารไปวางไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเสบียงอาหารนี้ก็ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐหรือกองทุนฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยพิบัติของชุมชน แต่เป็นชาวบ้านที่ช่วยกันเอง

การรับมือนี้ไม่ได้อยู่ดีๆ จะมาเกิดขึ้นในยุคโควิด-19 ระบาด แต่มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2560 โดย นิกร เล่าว่า ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการแจ้งเตือนจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มี 2 หมู่บ้านจากทั้งหมด 11 หมู่บ้าน ใน ต.พิมาน ที่อยู่กับน้ำท่วมทุกปีจนชิน ยังมองคนหมู่บ้านอื่นๆ ที่เหลือว่าตื่นตระหนกเกินเหตุ แต่แล้วเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดก็ต้องนำไปสู่การอพยพเคลื่อนย้ายทั้งคน สัตว์และสิ่งของออกมากันอย่างทุลักทุเล

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเริ่มตั้งหลักได้ ต.พิมาน เริ่มระดมชาวบ้านจิตอาสามาตั้งครัวทำอาหารแจกจ่ายผู้ได้รับผลกระทบขณะเดียวกัน เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมที่นี่ถูกเผยแพร่เป็นข่าวโดยสื่อมวลชน ธารน้ำใจทั้งเงินและสิ่งของอุปโภค-บริโภค หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จึงนำมาสู่การตั้งกองทุนฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม พายุ ไฟไหม้ ฯลฯ โดยมีเงินบริจาคที่เหลือเป็นทุนตั้งต้น นำไปซื้อสิ่งของจำเป็น ซึ่งจะคล่องตัวกว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐตามระบบ

การเดินทางไป ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม ในครั้งนี้ เป็นการติดตามคณะทำงานของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เยี่ยมพื้นที่ ซึ่ง บัญชา ศรีชาหลวง นายก อบต. พิมาน เผยปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการพื้นที่ 1.มีข้อมูล เช่น ช่วงที่เกิดน้ำท่วม ต้องรู้เส้นทางการไหลและความเร็วของกระแสน้ำ หรือในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อบต. ที่ดูแลพื้นที่ 11 หมู่บ้าน ต้องรู้ว่าแต่ละหมู่บ้านมีครัวเรือนซึ่งจะมีสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง (อาทิ กรุงเทพฯ) กี่ครัวเรือนและกี่คน

การมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ทำให้การวางแผนรับมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดเตรียมสถานที่กักตัวในพื้นที่ (Local Quarantine : LQ) โดยจุดหลักจะอยู่ที่บ้านพักในพื้นที่อนุสรณ์สถานแห่งความสงบ รู้รักสามัคคีภูพานน้อย ซึ่งมีบ้านพักอยู่ 11 หลัง และมีบ้านพักที่เรียกว่าบ้านพอเพียง ในพื้นที่ของ อบต. อีก 2 หลัง ซึ่งทั้งหมดนี้หากเป็นช่วงเวลาปกติจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมหรืองานประเพณีต่างๆ ของชุมชน รวมถึงมีการเตรียมสถานที่กักตัวในชุมชน (Community Isolation : CI) เช่น โรงเรียน แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้พื้นที่ส่วนนี้

2.สื่อสารให้ชัดเจน ในระยะแรกของสถานการณ์โรคระบาดผู้คนนั้นตื่นกลัว แต่ทุกอย่างคลี่คลายลงได้ด้วยการสร้างความเข้าใจ จากการทำงานของทีมงาน อบต., ผู้นำท้องที่ (กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน), เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ลงพื้นที่พูดคุยให้ความรู้ที่ถูกต้องกับชาวบ้าน เช่น ช่องทางที่โรคสามารถติดต่อได้และการป้องกัน โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่มีการอนุญาตให้ผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว (ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย) กักตัวที่บ้าน (Home Isolation : HI)

3.ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ อบต.พิมาน มีความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำระบบเฝ้าระวังสุขภาพหนึ่งเดียว (PODD) มาใช้ เป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับแจ้งเหตุภัยพิบัติ รวมถึงโรคระบาดทั้งในคนและสัตว์ โดยผู้รับผิดชอบแต่ละฝ่ายจะต้องติดตั้งแอปฯ นี้เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลพร้อมกัน มีการถ่ายรูป ระบุพิกัดตำแหน่งของภาพ และคำบรรยายการแจ้งเหตุ เพื่อคำนวณขอบเขตพื้นที่ที่ต้องควบคุมสถานการณ์ไว้ ซึ่งในอนาคตจะปรับปรุงระบบให้ใช้แจ้งเมื่อพบสาธารณูปโภคชำรุดด้วย

“อย่างการระบาดของไข้เลือดออก คนที่อยู่ในระบบ เช่น นายอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ รพ.สต. นายก อบต. หรือผู้นำท้องที่-ท้องถิ่น ติดตั้งแล้วสมมุติเจอไข้เลือดออกบ้านหลังนี้ ก็ไปถ่ายรูป จับพิกัด มันจะรู้รัศมีการควบคุม แล้วก็รายงานสถานการณ์บ้านนี้ติดก็ควบคุมฉีดพ่นระยะเท่าไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคนที่อยู่ในแอปฯ อย่างเช่นผมที่ถือว่าเป็นบอร์ด (Board-กรรมการบริหาร) ของตำบล ก็จะรู้แล้ว

เจออันนี้ผมจะได้สั่งต่อว่าอุปกรณ์เรานะ เครื่องพ่นอะไรต่างๆ คือสั่งการได้ทันทีแบบ Real Time (ตามเวลาจริง)คือลูกน้องเขาเห็นแล้ว พอเราเห็น เราแจ้งไป แล้วเรารายงานผู้เกี่ยวข้อง มันควบคุมได้ด้วยตัวเราไหม ถ้ามันใหญ่ไป นายเขาเห็น คือคนจะรู้ด้วยกันพร้อมกัน เราก็มาจัดการในพื้นที่เร็ว ตอนนั้นมีช่วงพีคของการระบาดของไข้เลือดออก ทางสาธารณสุขมันจะมีช่วงที่ Lag (หยุดชะงัก)อยู่ 2-3 ปี แล้วมันก็จะมีพีคอีก” นายก บัญชา กล่าว

และ 4.มีกระบวนการสร้างความใกล้ชิดกัน ผ่านการหารือในหลายเวที ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ จนคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการดูแลกันและกัน โดยเฉพาะงาน “ลานบ้านลานเมือง” ชวนมารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งในงานก็จะมีการพูดคุยกันเป็นวิชาการบ้าง นอกจากคนในชุมชนแล้วยังมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วม ให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชุมชน เช่น เกษตร ปศุสัตว์

นายก อบต.พิมาน เล่าอีกว่า ในอดีตแต่ละชุมชนจะมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ โดยเฉพาะหากเป็นชุมชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม อีกทั้งแต่ละชุมชนยังคิดถึงแต่การปกป้องผลประโยชน์เฉพาะชุมชนตนเอง ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจกันใหม่ว่า “เราอยู่ในพื้นที่เดียวกันต้องถือเป็นครอบครัวเดียวกัน” เพราะอย่างไรทุกคนก็ต้องได้มีปฏิสัมพันธ์ ได้เดินทางไปมาหาสู่กัน จึงต้องเอาพื้นที่
ตำบลเป็นตัวตั้งแล้วช่วยกันดูว่าจุดใดมีปัญหาแล้วแก้ไขให้ได้มากที่สุด

“จุดเด่นที่นี่คือ 1.ผู้นำมีความเข้มแข็ง 2.ประชาชนให้ความร่วมมือ 3.เกิดกระบวนการพัฒนาจิตอาสาของแต่ละคนในการดูแลซึ่งกันและกัน คือเราจะพยายามพูดตลอดว่า ชุมชนสังคมเราจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ภายใต้สโลแกนว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นตัวกระตุ้นให้ชุมชนได้มีการที่จะเตรียมปรับตัวรับมือสถานการณ์” นายก บัญชา กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยปรับตัวรับ‘PDPA’ ‘สื่อ’นิยามคำนี้ยังคลุมเครือ

Posted on June 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/659053

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยปรับตัวรับ‘PDPA’  ‘สื่อ’นิยามคำนี้ยังคลุมเครือ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 เป็นต้นมา สังคมไทยต้องปรับตัวกันขนานใหญ่อีกครั้งเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย “PDPA” มีผลบังคับใช้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าหลังจากนี้ “อะไรที่เคยทำได้อาจจะทำไม่ได้อีก” ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสื่อมวลชนแบบดั้งเดิมที่มีสังกัดสำนักข่าว นักผลิตเนื้อหาประเภทต่างๆ อันเป็นอาชีพใหม่มาแรงยุคแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่ชอบโพสต์-แชร์เรื่องราวในชีวิตประจำวัน

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเสวนา “ทำข่าวอย่างไรภายใต้ PDPA” ถ่ายทอดสดผ่านรายการ “รู้ทันสื่อ”ทางสถานีวิทยุ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5 และทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดย ระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) เป็นกฎหมายที่ต่างประเทศทำกันมานานแล้ว

เช่น ในยุโรปใช้คำว่า GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งมีทั้งการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลทั่วไปและโดยสื่อมวลชน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า การมีกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้สื่อหาข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและไม่ละเมิดผู้อื่น ซึ่งกฎหมาย PDPA จะทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น จะไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแล้วจะถ่ายภาพก็ต้องขออนุญาตก่อน หรือจะขอเนื้อหาจากเพจเฟซบุ๊คของแหล่งข่าวมาแชร์ต่อพื้นที่ของสำนักข่าวก็ต้องขออนุญาตเจ้าของโพสต์นั้นก่อน โดยทั้งหมดต้องเก็บหลักฐานความยินยอมไว้ด้วย

อนึ่ง ในบทบัญญัติของกฎหมาย “มาตรา 4 (3)” ที่ระบุว่า “พ.ร.บ.นี้ไม่ใช้บังคับแก่บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรม อันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ หรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น” ระวี ยกตัวอย่างในประเด็นนี้ว่า การไปนำโพสต์เฟซบุ๊คมาเผยแพร่โดยไม่ขออนุญาต หากโพสต์นั้นเกี่ยวข้องกับคดีดังและเป็นประโยชน์ในเชิงหลักฐานจะถือเป็นประโยชน์สาธารณะเพราะนำไปใช้ต่อทางคดีได้

แต่หากจู่ๆ ไปถ่ายภาพบ้านเลขที่คนนั้นคนนี้มาโพสต์ก็จะมีความผิดได้หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปหารายได้ และหากไม่ใช่เป็นการหารายได้ก็จะต้องดูในเรื่องของจริยธรรม ส่วนประเด็นข้อจำกัดในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ขณะนี้ยังไม่มีสำนักข่าวออนไลน์สำนักใดที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีการเตรียมตัวกันมานานแล้ว

ส่วนกรณีนักผลิตเนื้อหา (Content Creator) เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ ยูทูบเบอร์, แอดมินเพจเฟซบุ๊ค มีข้อแนะนำ 1.หากไปถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วติดบุคคลอื่นมาด้วย หากไม่ได้เน้นหาผลกำไรเชิงรายได้ถือว่าไม่มีความผิด 2.หากเป็นการทำเพื่อหารายได้ ต้องมีหลักฐานความยินยอมจากเจ้าของสถานที่ และต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายติดบุคคลที่ 3 แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเบลอภาพบุคคลที่ติดมาด้วย

สุดท้ายคือบุคคลทั่วไป ต้องระวังเรื่องการไปได้ภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วนำมาโพสต์หรือแชร์ต่อเพื่อหารายได้ หากเป็นภาพหรือคลิปที่ผู้ผลิตต้นทางผิดมาตั้งแต่ต้น เช่น ไม่มีการเบลอภาพบุคคลที่ 3 ก็อาจถูกฟ้องได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ประเด็นธุรกิจเป็นเรื่องอ่อนไหว กฎหมายที่ออกมาค่อนข้างทำให้คนทำงานเหนื่อยไม่น้อย อาทิ ยูทูบเบอร์ไปรีวิวร้านอาหาร ทำคลิปวีดีโอโพสต์อาทิตย์ละ 1 คลิป แล้วต้องมาเก็บหลักฐานว่าได้ขออนุญาตเจ้าของร้าน ลองคิดว่าในรอบ 1 ปี จะต้องเก็บหลักฐานไว้มากเพียงใด ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ

“ต้องอ่านข้อกฎหมายดีๆ เช่น จะไปรีวิวร้านอาหารจะไปรีวิวมั่วซั่วไม่ได้แล้วนะ ต้องขออนุญาตด้วยนะ จะไปถ่ายติดคนอื่นมาหรือถ่ายแกล้งคนอื่นโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้นะ ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ถ้าถ่ายแล้วใช้ในพื้นที่ส่วนตัว คำว่าส่วนตัวคือเฟซบุ๊คตัวเอง ไม่ได้มีการหารายได้ ยูทูบไม่ได้หารายได้ อันนี้ไม่ได้ผิด ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าจะทำเป็น Content Creator เป็นยูทูบเบอร์ แล้วมีการหารายได้ หวังประโยชน์จากรายได้ตรงนั้นมา อันนี้ต้องอ่านกฎหมายดีๆ” นายกสมาคม
ผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

ขณะที่ อุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ PDPA Thailand ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล บิสิเนสคอนซัลท์ กล่าวเตือนในส่วนการทำงานของสื่อมวลชนว่าสื่อได้รับการยกเว้นในส่วนของการรายงานข่าวเท่านั้น แต่การเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระมัดระวังและต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย นอกจากนี้ ปัจจุบันองค์กรสื่อไม่ได้หารายได้แต่เพียงการโฆษณา แต่ยังมีกิจกรรมการจัดงานต่างๆ รวมถึงระบบสมาชิก เรื่องนี้น่ากังวลเพราะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผู้รับสารจำนวนมาก

“ผมจดข้อมูลแหล่งข่าวทั้งหมดไว้ในกระดาษ บอกทั้งชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มีความสัมพันธ์กับใคร ผมลืมทิ้งไว้แล้วมีคนอื่นหยิบสมุดเล่มนั้นไปได้แล้วเอาไปเผยแพร่ ถามว่าผมผิดไหม ผิดนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลแล้ว ผมมีข้อมูลเก็บในทรัมป์ไดรฟ์เยอะเลย แหล่งข่าว ภาพข่าวที่ระบุตัวบุคคลได้ ผมทำทรัมป์ไดรฟ์นั้นหาย ผิดตามกฎหมายฉบับนี้นะ” อุดมธิปกยกตัวอย่าง

อุดมธิปก ยังฝากถึงผู้ประกอบธุรกิจซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ เช่น การขอที่อยู่ลูกค้าสามารถทำได้ตามปกติ เพราะหากไม่มีที่อยู่ผู้ขายย่อมไม่สามารถส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ เช่นเดียวกับการขอหมายเลขโทรศัพท์ลูกค้า ก็เพื่อนัดหมายให้อยู่รอรับสินค้า อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อไม่ประสงค์ที่จะให้ ก็สามารถบอกผู้ขายได้ว่าเมื่อสินค้ามาส่งให้ฝากไว้ที่ รปภ. หรือวางไว้หน้าบ้านแต่ก็มีบางกรณีต้องระมัดระวัง เช่น ผู้ขายมีเพจหลายเพจการนำข้อมูลส่วนบุคคลจากเพจหนึ่งไปใช้กับอีกเพจหนึ่งเพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า อาจผิดเรื่องใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ได้ รวมถึงความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลบุคคล ทั้งที่เป็นพนักงาน ลูกค้าและคู่ค้า หากมีจำนวนมากความเสี่ยงก็มากตามลำดับ

ด้าน เธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับนิยามของสื่อมวลชนตามกฎหมายนี้ที่ว่าจะนับเฉพาะสื่อที่มีสังกัดองค์กรหรือไม่เรื่องนี้ยังเป็นเพียงความเห็นที่พูดกันอยู่ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนไว้แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ใครจะถูกนับเป็นสื่อมวลชนบ้าง เป็นหน้าที่องค์กรสื่อเองที่จะต้องไปทำให้ชัด

“เราจะไปพูดแทนองค์กรสื่อก็คงลำบาก เพราะหลายๆ ครั้งมันก็มีการพูดรวมไป อย่างเช่น ยูทูบเบอร์ หรือคนที่ทำข่าวเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นสื่อมวลชนเหมือนกัน แต่ว่าตรงสื่อมวลชนเองมันต้องมีความชัดเจนว่าต้องมีการรวมตัวกันเป็นสมาชิกของกลุ่ม สมมุตินะ แล้วในกลุ่มนั้นก็มีมาตรฐานจริยธรรมของตัวเอง ซึ่งสามารถคอยมอนิเตอร์การทำงานของสมาชิกของกลุ่มได้ อะไรทำนองนั้น อาจไม่จำเป็นต้องไปถึงขนาดต้องมีใบอนุญาตถึงขนาดนั้น” เธียรชัย กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สุขภาพดี’ใครก็อยากมี ‘สตรีทฟู้ด’ถึงเวลาปรับรับ

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658167

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สุขภาพดี’ใครก็อยากมี  ‘สตรีทฟู้ด’ถึงเวลาปรับรับ

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

“สตรีทฟู้ด (Street Food)” หรืออาหารริมทาง-ริมบาทวิถี เป็นทั้งที่พึ่งพิงของประชากรระดับฐานรากในเขตเมือง เป็นอาชีพรองรับผู้ที่หลุดออกจากการเป็นแรงงานในระบบสถานประกอบการขณะเดียวกัน ยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ มีสื่อต่างประเทศจัดอันดับว่าอาหารริมทางในไทยอร่อยที่สุดในโลก ถึงกระนั้น ในมุมของผู้เห็นต่าง มองสตรีทฟู้ดว่าเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง นอกจากเรื่องกีดขวางทางเท้าที่ถูกพูดถึงกันมากแล้ว ความสะอาดก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง รวมถึงในระยะหลังๆ ยังมี “คุณค่าทางโภชนาการ” ถูกคาดหวังเพิ่มเข้ามาด้วย

ที่งานเสวนา “การจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี” ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ถ.ราชวิถีกรุงเทพฯ) เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นพ.ไพโรจน์เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เผยแพร่เอกสารประกอบการเสวนา อ้างอิง โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ, สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ พบว่า

“เหตุผลในการเลือกซื้ออาหารริมบาทวิถี” 3 อันดับแรก อันดับ 1 สะดวกเข้าถึงง่าย ร้อยละ 83.2 อันดับ 2 ราคาถูก ร้อยละ 39.4 อันดับ 3 น่ารับประทาน ร้อยละ 26.4 “ประเภทอาหารริมบาทวิถีที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยที่สุด” 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ปิ้ง/ย่าง/เผา ร้อยละ 34 อันดับ 2 อาหารตามสั่ง ร้อยละ 22 อันดับ 3 ต้ม ร้อยละ 19

“สสส. ร่วมกับ กรมอนามัย ไปทำวิจัยเก็บข้อมูลแล้วเขียนเป็นคู่มือ ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีทักษะ แต่แค่นี้ยังไม่พอ ภาครัฐต้องมาช่วยอีกเยอะ ต้องช่วยกันส่งเสียง คำว่าส่งเสียงไม่ได้ไปประท้วง หมายถึงว่าผลักดันนโยบายอะไรต่างๆ ผู้ว่าฯ เดินผ่านมาต้องรีบบอกว่าอยากเห็นอะไร อยากได้อะไร บางทีเสียงเล็กๆ เขาสามารถไปกำหนดเป็นนโยบาย” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เมื่อปี 2561 พบมากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารริมบาทวิถีที่สุ่มเก็บตัวอย่าง มีปริมาณพลังงาน ไขมันและโซเดียม สูงกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันและพบว่าร้อยละ 42 ของอาหารที่สุ่มเก็บตัวอย่าง มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค สูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ประกอบการยังมีความรู้ความเข้าใจไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตามหลักโภชนาการและสุขาภิบาลอาหาร

ดังนั้นในปี 2563 สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย จึงมีโครงการต่อเนื่อง คือการจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี เพื่อพัฒนาเกณฑ์และระบบควบคุมติดตามคุณภาพ และพัฒนาคุณค่าเชิงโภชนาการและความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอาหารกลุ่มนี้ในการจัดการอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ ใน 3 พื้นที่นำร่องคือฟู้ดทรัค กรุงเทพมหานคร (กทม.) ย่านซอยอารีย์เขตพญาไท กรุงเทพฯ และตลาดราชบุตร จ.อุบลราชธานี

โครงการนี้เป็นการให้ความรู้ในการปรับสูตรอาหารแก่ผู้ค้า ทำอย่างไรเมนูที่ขายกันอยู่จะได้มาตรฐานด้านโภชนาการ ลดไขมัน ความหวานและโซเดียม เพิ่มใยอาหาร ขณะเดียวกัน ยังตรวจสอบและปรับเปลี่ยนกระบวนการประกอบอาหารที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคด้วย อาทิ ผู้ค้ารายหนึ่งขายทั้งก๋วยจั๊บญวนและหมูสะเต๊ะ ก่อนเข้าร่วมโครงการพบเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในกะทิ ซึ่งเมื่อตรวจสอบก็พบสาเหตุมาจากกระบวนการปิ้งหมูสะเต๊ะ ที่มีการนำน้ำกะทิมาป้ายขณะปิ้ง จากนั้นเมื่อสุกแล้วก็ยังนำหมูไปจุ่มในกะทิถ้วยเดิมก่อนใส่ถุงให้ลูกค้า

นั่นหมายถึงเป็นกะทิถ้วยเดียวกับที่ใช้ขณะที่หมูยังดิบอยู่ ข้อค้นพบดังกล่าวจึงเกิดเป็นข้อแนะนำกับผู้ประกอบการว่าควรมีกะทิ 2 ถ้วย ซึ่งผู้ค้าก็ปรับเปลี่ยนในทันที แล้วเมื่อตรวจซ้ำหลังจากการปรับเปลี่ยนก็ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อตัวเดิมอีก ส่วนกรณีของก๋วยจั๊บญวน ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อในส่วนของก๋วยจั๊บ แต่ไปพบที่ผักโรย ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการล้างไม่สะอาด เมื่อจะโรยในอาหารก็โรยแบบดิบๆ เรื่องนี้ต่อไปจะกลายเป็นคู่มือสำหรับนำไปใช้กับอาหารที่ใช้วัตถุดิบแบบเดียวกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว ลาบ ที่มีการใช้ผักโรยเหมือนกัน

“ต้องเรียนว่าสตรีทฟู้ดตอนที่ทำระยะที่ 1 เนื่องมาจากว่าเราจะเป็นครัวโลก แล้วเราก็ส่งเสริมเศรษฐกิจให้ต่างชาติมาเที่ยว เข้ามากินสตรีทฟู้ด แต่จริงๆ แล้วข้อมูลจากระยะที่ 1 ที่กินคือนักศึกษา นักเรียน พนักงานทำงานระยะเงินเดือนต้นๆ อายุ 20 ต้นๆ ไปจนถึง 30 ต้นๆ ฉะนั้นชื่อเราบอกว่าจะเป็นแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วเราต้องมา Concern (ให้ความสำคัญ) กับคนไทยเราที่ต้องกินสตรีทฟู้ดเพราะเข้าถึงง่าย เช้าๆ ถามกินข้าวหรือยัง บอกยังเดี๋ยวแวะซื้อข้าวเหนียวหมูทอด ก็อยากให้เราช่วยกัน ในฐานะผู้ขาย สุขภาพคนไทยอยู่ในมือท่าน” รศ.ดร.เรวดี กล่าว

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมโครงการวลัยพันธ์ ออกกิจวัตร เจ้าของร้านฟู้ดทรัค สเต็กคนกลางแจ้ง ซึ่งหลังอบรมก็ได้ทราบว่า ชิ้นเนื้อสเต็กที่ได้มาตรฐานโภชนาการ อยู่ที่ขนาด 80 กรัม/จาน น้อยกว่าที่ใช้อยู่เดิมซึ่งอยู่ที่ 100-120 กรัม/จาน และการลดเนื้อสัตว์จาก 100-120 กรัมเหลือ 80 กรัม มองด้วยสายตาก็ไม่แตกต่างมากนัก โดยทางร้านได้เพิ่มผัก 3 สี บวกกับผสมเห็ดลงในซอส ตกแต่งให้น่ารับประทาน ผลตอบรับคือขายดีขึ้น และต้นทุนเนื้อสัตว์ลดลง

เข็มพร โนนอินทร์ ร้านเข็มพรขนมจีน ซอยอารีย์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ กล่าวว่า ที่ร้านมีการปรับสูตรขนมจีนด้วยการผสมน้ำแครอทปั่นลงไปในน้ำยา เพื่อให้ลูกค้าที่ไม่รับประทานผักได้รับประทานด้วย ผลตอบรับนั้นค่อนข้างดี ลูกค้าไม่ได้บ่นอะไร รสชาติก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม และยังได้ความหวานจากแครอทเพิ่ม ในขณะที่
ลดเครื่องปรุงต่างๆ ลง เช่น น้ำปลา

อมรรัตน์ มุทาวัน ร้านเคบับตลาดราชบุตร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ในช่วงแรกๆ ที่คณะทำงานภาควิชาการไปชักชวนผู้ค้ามาเข้าโครงการ ยอมรับมีความรู้สึกต่อต้าน เพราะการอบรมหมายถึงการต้องเสียเวลาปิดร้านซึ่งหมายถึงขาดรายได้ แต่เมื่อมาอบรมก็ได้รับความรู้ว่าที่ทำกันมานั้นน้ำมันเยอะเกินไปบ้าง โซเดียมมากเกินไปบ้าง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และได้ผลดีจากการเปลี่ยนแปลงนั้น จากลูกค้าที่ตอบรับมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลการดำเนินโครงการปรับสูตรอาหารริมบาทวิถีเพื่อสุขภาพใน 3 พื้นที่ รวม59 รายการ พบมีการพัฒนาด้านโภชนาการจำนวน36 รายการ คิดเป็นร้อยละ 61 การปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรคอยู่ที่ 19 รายการ จากเดิม20 รายการ ที่ยังพบส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผ่านความร้อนบางส่วนหรือไม่ผ่านความร้อนก่อนเสิร์ฟอนึ่ง ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือของ สสส. และกรมอนามัย ได้ที่ link https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/ce2e08c7-e750-eb11-80ec-00155d09b41f


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข้อมูลเชิงสถานการณ์’ แก้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ

Posted on June 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/657497

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘ข้อมูลเชิงสถานการณ์’  แก้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หากติดตามความเคลื่อนไหวในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า กสศ. หรือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาพยายามนำเสนอแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ผ่าน “โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” โดยได้มีการเชื้อเชิญกลุ่มผู้บริหารจากจังหวัดต่างๆ ทั้งสิ้น 44 จังหวัดเพื่อมาร่วมกันขบคิดหากลไกในการช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

แต่การช่วยเหลือเด็กภายใต้สถานการณ์ของสังคมที่ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก สิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินงานคือ “ข้อมูลเชิงสถานการณ์” ทั้งที่เป็นสถานการณ์ในปัจจุบัน และภาพในอนาคต รวมถึงข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตัวเลขของน้องๆ ที่อยู่ภาวะที่ยากจนและด้อยโอกาสทางการศึกษา จะช่วยให้คณะทำงานระดับจังหวัด สามารถกำหนดประเด็นและคิดโจทย์ได้อย่างแม่นยำ

น.ส.ณัฐชา ก๋องแก้ว นักวิชาการฝ่ายนวัตกรรมข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า สถานการณ์โรคระบาด
โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยากจนพิเศษซึ่งก่อนโควิดมีไม่ถึง 1 ล้านคน วิกฤตโควิดทำให้ตัวเลขนักเรียนยากจนสูงขึ้นกว่า 1.2 ล้านคน นอกจากนี้เรายังพบว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือนของนักเรียนมีแนวโน้มที่จะลดลงยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกในครัวเรือนอายุประมาณ 15-65 ปี หรือวัยแรงงานว่างงานเพิ่มมากขึ้น

สำหรับนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษ คือนักเรียนที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน และมีการวัดรายได้ทางอ้อมผ่านสถานะครัวเรือน 8 ด้าน คือ 1.การมีภาวะพึ่งพิง อาทิ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว มีคนว่างงาน ผู้สูงอายุ 2.การอยู่อาศัย อยู่กับเจ้านายหรืออาศัยผู้อื่น หรือเช่าอยู่ 3.ลักษณะที่อยู่อาศัย พื้นบ้าน/หลังคา/ฝาบ้านทำจากวัสดุอะไรบ้าง 4.ที่ดินทำกิน 5.แหล่งน้ำดื่ม 6.แหล่งไฟฟ้า 7.ยานพาหนะในครัวเรือน 8.ของใช้ในครัวเรือน

นอกจากตัวเลขเด็กยากจนที่เพิ่มขึ้น น.ส.ณัฐชา กล่าวเพิ่มว่า ในระบบฐานข้อมูลของกสศ.ที่เรียกสั้นๆ ว่า iSEE ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ครอบคลมจำนวนประชากรเด็กและเยาวชนของ กสศ. ซึ่งสามารถแสดงผลในรูปแบบของจังหวัดต่าง ๆทำให้ทุกจังหวัดสามารถเข้าไปดูได้ว่าในแต่ละจังหวัดมีความเหลื่อมล้ำ หรือมีขนาดของความเหลื่อมล้ำของเด็กยากจนหรือครัวเรือนยากจนมากน้อยแค่ไหน

“ข้อมูลใน iSEE มีความแม่นยำสูง เพราะเป็นข้อมูลที่ได้รับความอนุเคราะห์มาจากครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เกิดจากการสำรวจในพื้นที่ และนำไปบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เช่น ทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

และนอกจากความแม่นยำของข้อมูล ความสำคัญอีกประการของกลุ่มข้อมูลเหล่านี้คือ การชี้เป้าเด็กนอกระบบการศึกษา เป็นข้อมูลเด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาที่ถูกเชื่อมกับข้อมูลจากทะเบียนราษฎร เพื่อชี้เป้าและเป็นแนวทางในการค้นหาว่าเด็กคนไหนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ 20 จังหวัดเดิม ได้ทำงานกับกลุ่มนี้ มีการนำข้อมูลเพิ่มเติมไว้ใน iSEE ด้วย” น.ส.ณัฐชา กล่าว

ด้าน ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ ลดคนทำงาน เหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องหาทางเข้าไปจัดการในการแก้ไขปัญหากันต่อไป แต่ผลกระทบที่ชัดเจนและเห็นภาพมากที่สุดคือ สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ส่งผลต่อกลุ่มคนที่เปราะบางค่อนข้างมาก เช่น เงิน 500 บาท ที่หายไปจากครอบครัวที่มีรายได้ 4-5 หมื่นบาท กับเงิน 500 บาท ที่หายไปจากครอบครัวที่มี
รายได้ไม่ถึง 6,500 บาท สร้างผลกระทบต่างกันมหาศาล

“แม้ว่าเงินจะถูกสะกิดออกนิดเดียว แต่สำหรับคนที่เขาลำบาก เงิน 500 บาท ที่หายไปนั้นเขามองว่าเป็นจำนวนที่มาก ซึ่งถ้าประเทศไทยโชคดีจะฟื้นตัวภายในปี 2567-2568 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพเศรษฐกิจจะกลับไปดีขนาดนั้นและใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นั่นหมายความว่า
การจัดการศึกษาในอีก 5 ปี เป็นหนทางที่ยากลำบาก เด็กที่เข้าเรียน ม.1 เมื่อจบ ม.6 ไปเขาจะต้องจบไปท่ามกลางสภาพความเสี่ยงของพ่อแม่ที่อาจจะต้องตกงาน เขาอาจจะต้องจบไปในสภาพที่พ่อแม่ต้องย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหางานทำ”ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในแง่ของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ มีเด็ก 2 กลุ่มที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ เด็กที่อยู่กับที่และเด็กที่มีการปรับตัว กล่าวคือ กลุ่มเด็กที่มีการปรับตัวจะมีการเคลื่อนย้ายสถานศึกษาไปเรื่อยๆ เด็กจะหางานทำ ดังนั้นการจัดการศึกษาในพื้นที่อาจต้องทำในสองรูปแบบคือ สำหรับคนในจังหวัด และคนจากต่างพื้นที่ที่เข้ามาทำมาหาเลี้ยงชีพในจังหวัดของเรา ซึ่งก็พาลูกหลานเข้ามาด้วย แต่ละจังหวัดจะมีวิธีการจัดการศึกษาอย่างไร โจทย์อย่างนี้จะวนเวียนอย่างนี้ไปอีกราว 5 ปี

“ไม่เฉพาะแค่การทำให้เด็กในอีก 5 ปีข้างหน้าสามารถหลุดพ้นจากความเสี่ยงข้างต้น กระบวนการพัฒนากลุ่มเหล่านี้ก็ต้องตามให้ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม” เช่น เด็กคนหนึ่งอยู่ริมทะเล ครอบครัวมีอาชีพประมง หากสร้างเด็กโดยยึดอาชีพเป็นตัวตั้ง หมายถึงจะสร้างเด็กให้เป็นชาวประมงนั้นอย่างไร แต่ก็ต้องนึกภาพว่าเด็กจะมีอาชีพชาวประมงแบบนี้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรด้วย

“ทุกวันนี้จีนเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดย AI การทำประมงตั้งแต่คัดกุ้ง ให้อาหาร ส่งขาย ครบทุกกระบวนการโดยใช้คน 0 คน เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างเด็กเป็นชาวประมงแบบเดิม ไทยจะไปสู้อะไรกับเขา กุญแจสำคัญในการทำงานเพื่ออยู่ให้รอดคือเราต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเสริมทักษะเดิมที่เรามีอยู่ อันนี้คือโจทย์ที่สำคัญ บางอาชีพใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนเข้าไปช่วยได้ เช่น การเป็นเกษตรกรที่ถ่ายรูปเก่ง ขายเก่ง เกษตรกรที่หามุมดีๆ คิด Caption ดีๆ ขายแคนตาลูปแป๊บเดียวหมด” ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า การสร้างนวัตกรรมต้องใช้ร่วมกับคน โดยที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความเก่ง ชีวิตคนคนนั้นถึงดีขึ้นได้ และ “ระดับโลกเขาไม่พูดกันแล้วว่า อาชีพไหนจะรุ่ง อาชีพไหนจะร่วง แต่ทุกอาชีพจะร่วงหมดเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น” เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

SCOOP@NAEWNA.CO

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปัดฝุ่นคู่มือ‘จัดระเบียบจ๋อ’ ยุค‘ฝีดาษลิง’ยังมีแนวทาง

Posted on May 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/656677

สกู๊ปแนวหน้า : ปัดฝุ่นคู่มือ‘จัดระเบียบจ๋อ’  ยุค‘ฝีดาษลิง’ยังมีแนวทาง

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.51 น.

ยังไม่ทันได้พักหายใจจากสถานการณ์โควิด-19 มนุษย์ก็ต้องกังวลกันอีกครั้งกับข่าวการระบาดของ “ฝีดาษลิง” ซึ่งข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคใหม่ เคยระบาดมาแล้วมากกว่า 20 ปี โดยช่องทางการติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถติดได้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย ส่วนการแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ

เมื่อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวราว 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วัน อาการเริ่มแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขน-ขา รวมถึงอาจเกิดบนหน้าและลำตัว ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง สุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออก ระยะเวลามีอาการป่วยจะอยู่ที่ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายป่วยเองได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ ซึ่งป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ร้อยละ 85

ส่วนการป้องกัน ทำได้โดย 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า 2.หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ 3.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเดินทางเข้าไปในป่า 4.ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรองโรค 5.กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ

เมื่อชื่อโรคคือฝีดาษลิง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บรรดา “เจ้าจ๋อ” จะได้รับผลกระทบ ทั้งในพื้นที่ที่ลิงเป็นสีสันดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ข่าวการระบาดของฝีดาษลิงก็ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวกล้าไปให้อาหารลิงอีกจนกลายเป็นภาพน่าเวทนาจากความหิวโหย ส่วนในพื้นที่ที่เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างลิงกับมนุษย์ เดิมมนุษย์ก็รู้สึกเดือดร้อนรำคาญอยู่แล้ว เช่น ทรัพย์สินถูกลิงทำลายจนเสียหาย ยิ่งมีข่าวฝีดาษลิงก็ยิ่งกังวลเพราะกลัวติดเชื้อจากการถูกลิงกัด

“คู่มือการปฏิบัติงานโครงการแก้ไขปัญหาลิงป่าออกมารบกวนประชาชนนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ตามกิจกรรมการแก้ไขปัญหาช้างป่าและสัตว์ป่าที่สร้างผลกระทบต่อราษฎร นอกพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า (การแก้ไขปัญหาลิง จำนวน 25 แห่ง) และพื้นที่ดำเนินการอื่นๆ” โดย กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุแนวทางบริหารจัดการ แบ่งเป็น 3 พื้นที่ ดังนี้

1.ลิงอาศัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่คาบเกี่ยวพื้นที่ชุมชน สภาพปัญหาส่วนใหญ่ เป็นการรบกวนในแง่ของการทำลายผลผลิตทางการเกษตร และออกมารบกวนเป็นช่วงเวลาตามฤดูกาลของผลผลิตทางการเกษตร “ข้อควรปฏิบัติ” กำหนดเทศบัญญัติ/ระเบียบอย่างเข้มงวดในการห้ามให้อาหารลิง,จัดระเบียบการทิ้งขยะและเศษอาหารเพื่อป้องกันลิงมาขโมยอาหาร, ปรับปรุงพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของลิง เพื่อดึงดูดให้ลิงกลับเข้ามาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยฟื้นฟูในพื้นที่ที่ห่างจากแนวเขตป่า,

ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมลิง การอยู่ร่วมกันของคนและลิง และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเจอลิง, ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่, แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจอลิง (เพื่อเป็นการสำรวจจำนวนลิงและจุดที่มีปัญหา), ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสภาพปัญหาเป็นประจำทุกเดือน, สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลประชากรทุกปี,

จัดชุดเฝ้าระวังร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ในการป้องกันลิงเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเป็นการลดระดับความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ และ มีชุดแนวรั้วไฟฟ้าเคลื่อนที่เพื่อป้องกันลิงเข้ามาในพื้นที่เกษตรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วน “ข้อห้าม” อย่าไปรบกวน/แกล้ง/แหย่ลิง เพราะจะทำให้ลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว และไม่ควรให้อาหารลิง เพราะจะเป็นการดึงดูดให้ลิงออกมานอกพื้นที่อนุรักษ์และมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2.ลิงอาศัยในพื้นที่ป่าขนาดเล็กที่มีชุมชนเมืองล้อมรอบ ส่วนใหญ่เป็นลิงที่อาศัยในพื้นที่ป่าที่มีขนาดเล็ก เช่น พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าชุมชน และพื้นที่ป่าสาธารณะ “ข้อควรปฏิบัติ” กำหนดเทศบัญญัติ/ระเบียบอย่างเข้มงวดในการห้ามให้อาหารลิง, จัดระเบียบการทิ้งขยะและเศษอาหารเพื่อป้องกันลิงมาขโมยอาหาร, ปรับปรุงพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของลิง เพื่อดึงดูดให้ลิงกลับเข้ามาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยฟื้นฟูในพื้นที่ที่ห่างจากแนวเขตป่า,

ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมลิงการอยู่ร่วมกันของคนและลิง และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเจอลิง,ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่, แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจอลิง (เพื่อเป็นการสำรวจจำนวนลิงและจุดที่มีปัญหา), ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสภาพปัญหาเป็นประจำทุกเดือน,

สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลประชากรทุกปี, ควบคุมประชากรลิงด้วยการทำหมัน และหลังจากการทำหมัน ช่วยสังเกตพฤติกรรมของลิงว่าสามารถเข้าฝูงได้หรือไม่ แผลผ่าตัดมีปัญหาหรือไม่ ส่วน “ข้อห้าม” อย่าไปรบกวน/แกล้ง/แหย่ลิงเพราะจะทำให้ลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว และไม่ควรให้อาหารลิง เพราะจะเป็นการดึงดูดให้ลิงออกมานอกพื้นที่อนุรักษ์และมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

และ 3.ลิงอาศัยซ้อนทับในพื้นที่ชุมชน ซึ่งที่ขึ้นชื่อมากคือใน จ.ลพบุรี กระจายตัวกันอยู่ทั้งในโบราณสถานของจังหวัดอย่างพระปรางค์สามยอด โรงภาพยนตร์เก่าและอีกหลายจุด“ข้อควรปฏิบัติ” กำหนดเทศบัญญัติ/ระเบียบอย่างเข้มงวดในการห้ามให้อาหารลิง, จัดพื้นที่สำหรับให้อาหารลิงโดยเฉพาะ, จัดพื้นที่ขายอาหารลิง (กรณีที่มีความจำเป็นต้องการขายอาหาร), กำหนดชนิดอาหารที่เหมาะสมกับลิง (สำหรับร้านค้าและนักท่องเที่ยว),

หลังจากสัตวแพทย์เข้าทำหมัน ช่วยสังเกตพฤติกรรมของลิงว่าสามารถเข้าฝูงได้หรือไม่และข้อสังเกตอื่นๆ โดยหน่วยงานของจังหวัดเพื่อเป็นการบูรณาการงานร่วมกัน, ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสภาพปัญหาเป็นประจำทุกเดือน, สำรวจติดตามนับประชากรลิงทุกปี โดยหน่วยงานของจังหวัดเพื่อเป็นการบูรณาการงานร่วมกัน, ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมลิง การอยู่ร่วมกันของคนและลิงและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเจอลิง, “ประชาสัมพันธ์โรคจากลิงที่สามารถติดต่อสู่คนได้ และแนวทางการปฏิบัติเมื่อถูกลิงกัด”

ส่วน “ข้อห้าม” อย่าไปรบกวน/แกล้ง/แหย่ลิง เพราะจะทำให้ลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว อย่าให้อาหารลิงนอกเหนือจากชนิดของอาหารที่กำหนดไว้ และอย่าให้อาหารนอกพื้นที่ที่จัดไว้ให้!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับกฎหมาย-แก้ทัศนคติ เลิก‘ชายเป็นใหญ่’ลด‘คดีเพศ’

Posted on May 29, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/656506

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับกฎหมาย-แก้ทัศนคติ เลิก‘ชายเป็นใหญ่’ลด‘คดีเพศ’

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือความรุนแรงทางเพศ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แล้วก็เป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญในระดับสากล ในส่วนของ UN (องค์การสหประชาชาติ) ได้มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศในเรื่องสตรีไว้ แล้วก็มีเรื่องของความรุนแรงทางเพศด้วย ในส่วนของอนุสัญญา CEDAW (อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ) ก็พูดถึงมิติสิทธิมนุษยชนในเรื่องของความรุนแรงทางเพศไว้ด้วยหลายด้าน”

หรรษา บุญรัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ : ปกป้อง คุ้มครองสิทธิผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างไร?” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงทางเพศในระดับสากล

ทั้งนี้ แม้อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) จะกำหนดให้รัฐผู้ร่วมภาคีต้องมีมาตรการปกป้องคุ้มครอง รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วย แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ผู้ถูกล่วงละเมิดไม่ค่อยกล้าแจ้งความด้วยความกลัวอับอาย กลัวถูกตีตรา ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา อาทิ มีการตั้งคำถามย้อนกลับไปยังผู้หญิงว่ามีส่วนให้เกิดเหตุนั้นขึ้นหรือไม่ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การแจ้งความ ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ หรือการที่เจ้าหน้าที่มีทัศนคติบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อผู้ที่ถูกล่วงละเมิด

“สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทางอนุสัญญาให้ความสำคัญก็คือกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหาย ตั้งแต่ก่อนพิจารณาคดีระหว่างพิจารณาคดี และหลังพิจารณาคดี ตั้งแต่การคุ้มครองความปลอดภัย เรื่องของความเป็นส่วนตัวที่ได้รับความคุ้มครอง เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง และกระบวนการพิจารณาคดีที่มีการคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศ เรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีคุณภาพ บางครั้งท่านอาจมาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะมีทนายอาสา บางครั้งทนายอาสาก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้ แล้วจริงๆ คดีทางเพศก็เป็นเรื่องที่ยาก เรื่องของหลักฐานก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ บางครั้ง
เกิดในสถานที่ที่ไม่มีคนอื่นที่เป็นพยาน” หรรษา กล่าว

มุมมองจากฝั่งผู้บังคับใช้กฎหมาย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีของประเทศไทย ปัจจุบันยังต้องใช้แนวคิด “ปราบปรามนำป้องกัน” เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กยังมีผู้กระทำผิดอยู่มากเนื่องจากไม่เกรงกลัวกฎหมาย และในระดับท้องถิ่นก็ยังมีผู้มีอิทธิพลอยู่ อาทิ คดีหนึ่งในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี สิ่งแรกคือต้องพิสูจน์ตัวตนของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดให้ได้ก่อน เพื่อสืบสวนต่อไปยังผู้ใช้บริการ โดยในเบื้องต้น คดีนี้จับกุมผู้เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีความพยายามกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่และข่มขู่พยาน รวมถึงพบว่า มีผู้ต้องหาคนหนึ่งเป็นลูกนักการเมืองที่มีประวัติเคยก่อคดีฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและคดีข่มขืนกระทำชำเรา แต่หลุดคดีทั้งหมดเพราะอยู่ในท้องถิ่น คนในพื้นที่รู้จักกันทำอะไรก็เกรงใจกัน จึงประสานกับหัวหน้าศาลจังหวัดเพื่อขอถอนการประกันตัวผู้ต้องหารายนี้ นำตัวกลับไปขังในเรือนจำเพื่อป้องกันไม่ให้ไปข่มขู่พยานได้ ซึ่งศาลก็สั่งถอนประกันแล้ว รวมถึงตำรวจยังแจ้งข้อหารองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ที่พยายามช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วย

“ในเรื่องของเด็ก สำหรับบ้านเรายอมรับว่าความเข้าใจยังน้อย สิ่งสำคัญคือผมพยายามถ่ายทอดความรู้ลงไปยังพื้นถิ่นให้มาก ผมก็กราบเรียนว่าเมื่อ 17 ปีที่แล้วผมไปเรียนหลักสูตรFBI ที่สหรัฐอเมริกา สิ่งสำคัญที่โรงเรียน FBI สอนเขาพูดถึงเรื่องค้ามนุษย์ พูดถึงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของเด็ก มากกว่าเรื่องยาเสพติดด้วยซ้ำ แต่เมื่อ 17 ปีก่อน ประเทศไทยยังไม่รู้จักการค้ามนุษย์เลย จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ในระดับกรุงเทพฯ ทราบแล้วแต่ในระดับต่างจังหวัดน้อยมาก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุ

ขณะที่ น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ยกตัวอย่างการดำเนินคดีล่วงละเมิดทางเพศในต่างประเทศ เช่น “ไม่แสดงท่าทีขัดขืนหรือไม่มีบาดแผลตามร่างกายไม่ได้หมายความว่ายินยอมเสมอไป” เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ ความเกรงกลัวในอำนาจหรือแรงกดดันต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานช่วยเหลือเหยื่อในมิติด้านกฎหมาย ด้านจิตใจ ด้านปัจจัยการดำรงชีวิตเพื่อไม่ต้องพึ่งพาผู้กระทำผิด เพื่อให้ผู้เสียหายผ่อนคลายและให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความยินยอมจริงหรือไม่ หรือ “ประวัติทางเพศของเหยื่อในอดีตไม่สามารถนำมาตัดสินคดีในปัจจุบันได้” จึงไม่มีการนำสืบในส่วนนี้ เป็นต้น

สำหรับข้อเสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในคดีล่วงละเมิดทางเพศ 1.สอบผู้เสียหายให้เรียบร้อยแล้วบันทึกวีดีโอไว้ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีในวันที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ ดีกว่าที่จะให้ผู้เสียหายมาเบิกความเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานแล้ว หลายคนแต่งงานมีลูกก็ไม่อยากจะให้ครอบครัวรู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 2.อัยการควรมีส่วนร่วมในการตรวจที่เกิดเหตุทันทีที่มีคดีเกิดขึ้น เพราะการอ่านแต่สำนวนจะไม่มีทางรู้บริบทของเหตุได้เลยว่าเป็นอย่างไร เช่น ร่องรอยในที่เกิดเหตุ การลงพื้นที่ทำให้เห็นหลักฐาน หรือขอตรวจหลักฐานก่อนที่จะเสื่อมสลายไป

3.อัยการควรมีส่วนร่วมในการสอบสวน เพื่อลดการสอบสวนเพิ่มเติมที่จะทำให้เหยื่อต้องถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า 4.ใช้มาตรการความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถูกข่มขู่คุกคาม เพราะบางคดีผู้เสียหายกับผู้กระทำผิดยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เมื่อประกอบกับการพิจารณาคดีกินเวลายาวนานผู้เสียหายอาจจะถอดใจได้ 5.ใช้วิธีที่ทำให้ผู้เสียหายผ่อนคลาย เช่น มีนักจิตวิทยา ใช้ฉากกั้น เพื่อทำให้เหยื่อรู้สึกปลอดภัยและสะดวกใจที่จะเบิกความ แต่ข้อเสนอทั้งหมดนี้ล้วนต้องแก้กฎหมายให้รองรับเสียก่อน

“การที่อัยการทำงานเชิงรุก ลงไปตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของพนักงานสอบสวน จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถทำงานได้มีอิสระ บางเคสที่มีแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาลงมาว่าเป็นลูกผู้ใหญ่นายโต อยากจะให้ทำการสอบสวนทิศทางนั้นทิศทางนี้ แต่ถ้าอัยการลงไปไม่กล้าแล้ว พนักงานสอบสวนทำอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไม่ได้ ฉะนั้นความเป็นอิสระเขาจะเกิดขึ้น

แล้วเวลาเขาทำความเห็น พนักงานสอบสวนจะเสนอความเห็น อัยการจะเป็นคนสั่งการ มันจะลดการสั่งการซ้ำๆ ซากๆ ที่พนักงานสอบสวนจะต้องทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าเราลงไปดู ลงไปสั่งการได้ตั้งแต่ต้น สั่งการตำรวจทำงานตั้งแต่ต้นเลยว่าอยากได้อะไร คดีมันจะสมบูรณ์แบบแล้วมันจะได้ประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรม และเป็นการป้องปรามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย” น้ำแท้ กล่าว

ข้างต้นเป็นเรื่องของการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม แต่จะแก้ให้ถึง “รากเหง้า” อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติ โดยจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมถึง “การคุกคามทางเพศ” ที่ลักษณะพฤติกรรมกว้างขวางกว่าการถูกเนื้อต้องตัว เช่น การใช้คำพูด การใช้สายตา เพราะก่อนจะไปถึงการข่มขืนมักจะเริ่มต้นที่พฤติกรรมดังกล่าว อาทิ พูดจาทำนอง “หมาหยอกไก่” หรือมองด้วยสายตาเย้ายวน หรือตามตื๊อตามจีบไปจนถึงพื้นที่ออนไลน์ เป็นต้น

อนึ่ง วัฒนธรรม “ชายเป็นใหญ่” เป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะกันมาตั้งแต่ครอบครัว การศึกษาและสื่อต่างๆ ทำให้เข้าใจว่า “ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องปกติ” เห็นได้จากเวลาผู้ชายจับกลุ่มคุยกัน บางครั้งมีการพนันขันต่อว่าใครในกลุ่มจะสามารถจีบผู้หญิงสวยที่คนในกลุ่มต่างหมายปองได้สำเร็จ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องชัดเจน หากเป็นชุดความคิดที่ไปตอกย้ำวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และนำไปสู่การคุกคามมากขึ้นก็ต้องเลิกชุดความคิดนั้น

“ถ้าผู้หญิงเป็นคนเจ้าชู้สังคมรับได้ไหม? ก็รับไม่ได้ อันนี้เป็นผู้หญิงไม่ดีไปเลย สังคมไทยมันบ่มเพาะว่าผู้ชายเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงเป็นอย่างนี้ แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกสังคมตีตราว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี คุณกินเหล้า คุณทำตัวไปหาเขาเอง ผมว่าชุดความคิดแบบนี้เราก็ต้องวิพากษ์กัน แล้วก็รื้อมันออกมาว่ามันมีปัญหา มันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน” ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าว

เช่นเดียวกับ เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ และกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ ให้ความเห็นว่า ขอให้ผู้ที่สงสัยกับชุดความคิดเรื่องความเจ้าชู้ของผู้ชาย ลองถามตนเองว่าหากมีแฟนแล้วแฟนไปคบหาผู้ชายหลายคนจะรู้สึกอย่างไร ในทางกลับกัน หากมีภรรยาแล้วยังไปจีบผู้หญิงอื่นอีกจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งความเชื่อหรือวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่โบราณ หากยังคงทันสมัยและไม่ได้ไปกดทับลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใคร ก็ยังสามารถทำได้

“ทัศนคติแบบเจ้าชู้ประตูดิน มันได้สร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคม แล้วมันได้ไปเชิดชูศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของใครบ้าง?” เสาวลักษณ์ ฝากคำถามทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : พ่อแม่จ่ายแพง-เด็กหลุดระบบ ปรับ‘เรียนฟรี’จุดเดียวเอาอยู่?

Posted on May 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/655977

สกู๊ปแนวหน้า : พ่อแม่จ่ายแพง-เด็กหลุดระบบ  ปรับ‘เรียนฟรี’จุดเดียวเอาอยู่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“การศึกษา” เป็นหนทางยกระดับบุคคลไปสู่การมีงานมีรายได้ดีและมั่นคง และเป็นการเสริมศักยภาพประชากรในฐานะผู้ขับเคลื่อนประเทศ สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความพยายามดึงเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาจากหลากหลายนโยบาย ทั้งโรงเรียนขยายโอกาส การเรียนฟรี 15 ปี จนถึงกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ถึงกระนั้น ก็ยังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนหนึ่งที่ “หลุดออกจากระบบ” ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายปลายทางที่แต่ละคนฝันไว้

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรี ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 15 ปี ยังเท่าเดิม” โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่ง รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยมีนโยบายเรียนฟรี เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง อีกทั้งต้องบอกว่าประเทศนี้ใจดีเพราะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแม้กระทั่งกับลูกหลานคนต่างชาติ

โดยการดำเนินนโยบาย รัฐจะส่งเงินไปยังโรงเรียน ซึ่งจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ คือ 1.ค่าจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะได้แบบ “รายหัว” ตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ยิ่งมีนักเรียนมากโรงเรียนก็จะได้งบประมาณส่วนนี้มากไปด้วย2.กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น ทัศนศึกษา เข้าค่าย จัดแข่งกีฬา ฯลฯ โดย 2 รายการนี้เป็นงบประมาณให้กับโรงเรียนโดยตรง ส่วนอีก 3 รายการ คือ หนังสือเรียน เครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตคือ “เงินอุดหนุนเด็กยากจน ไม่ครอบคลุมชั้นก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) และมัธยมศึกษาตอนปลาย” ขณะเดียวกัน “เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองพบว่าเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนไม่เพียงพอ”โดยเฉพาะเครื่องแบบ นอกจากชุดนักเรียนแล้วยังมีชุดลูกเสือชุดพละ ชุดประจำถิ่น ฯลฯ อีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนมีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์เครื่องมือที่ต้องใช้ฯลฯ” ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19

“ถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรม นโยบายเรียนฟรี 5 รายการพวกนี้ ถ้าคิดว่ารัฐบาลพอจะมีรายได้ก็ปรับได้ แต่วันนี้เราต้องมาดูรายละเอียด เพราะปรับทีหนึ่งไม่ได้ปรับแค่สังกัดเดียว แต่ปรับเด็กทั้ง 10 ล้านคน พูดง่ายๆ 8 หมื่นล้าน สมมุติเรามีเด็ก 10 ล้าน ปรับ 100 บาท เจอเข้าไปพันล้าน ฉะนั้นขยับนิดหนึ่งแล้วขยับหมด แล้วก็จะเป็นภาระต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นมันก็จะเป็นประเด็นที่เราต้องมาคิดว่า ถ้ามันจำเป็นต้องปรับจะปรับอย่างไร” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว

รศ.ดร.ชัยยุทธ เสนอแนวทางปรับปรุงไว้ 2 รูปแบบ 1.อุดช่องว่างชั้นอนุบาลและ ม.ปลาย กรณีเด็กยากจน การช่วยเหลือเด็กอนุบาลยากจน ที่มีอยู่ประมาณ 2.4 แสนคน อัตรา 1,000 บาทต่อหัว จะใช้งบ 240 ล้านบาท ส่วนชั้น ม.ปลาย หากเริ่มปรับที่ชั้น ม.4 ก่อน จะมีเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 2.8 หมื่นคนใช้งบ 255 ล้านบาท รวมแล้วอยู่ที่ราว 500 ล้านบาทกับ 2.เพิ่มการอุดหนุนชั้น ม.ต้น ด้วย หากมีงบเหลือ โดยส่วนนี้จะใช้งบเพิ่มอีกเกือบ 700 ล้านบาท เมื่อรวมกับรูปแบบในข้อแรก จะใช้งบทั้งหมดประมาณ 1 พันล้านบาท

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในทางวิชาการมีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “การลงทุนในเด็กช่วง 6 ปีแรกของชีวิตให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด” คิดเป็นผลกำไรถึงร้อยละ 13-14 เช่นเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น รถไฟฟ้า) แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานใช้ไปสัก 20 ปีก็จบต้องสร้างกันใหม่ มนุษย์ที่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพ ก็จะกลายเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพของประชากรรุ่นถัดไป
ซึ่งจุดนี้เป็นมูลค่าที่ไม่สามารถคำนวณได้

“จำนวนมากยากจนเพราะไม่ได้รับบริการจากภาครัฐ คนยากจนไม่ได้ยากจนเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ยังยากจนทางความคิดว่าตัวเองต่ำต้อยด้วย คนยากจนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยไม่มีบัตรประชาชน เพราะไม่กล้าเดินขึ้นไปบนอำเภอเพื่อทำบัตรประชาชน เพราะคิดว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ ฉะนั้นการให้เงินอุดหนุนส่วนนี้จะช่วยให้กำลังใจเขา ว่ามีคนสนใจเขา แคร์เขา ให้แรงผลักดันและดูแลลูกต่อไปข้างหน้า” รศ.ดร.วรากรณ์ ระบุ

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการสนับสนุนในระดับ ม.ปลาย (ทั้งสายสามัญและอาชีวะ) แม้จะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่ก็มีความสำคัญ ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มโอกาสการหางานที่มั่นคงทำได้ แทนที่จะเป็นแรงงานไร้ทักษะก็จะได้เป็นแรงงานมีฝีมือ อีกด้านหนึ่ง ที่ผ่านมาไทยลงทุนกับการเรียนระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) หลักแสนล้านบาทต่อปี แต่มีผู้ได้ประโยชน์เพียงร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 ไปไม่ถึงมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ ม.ปลาย เสียด้วยซ้ำไป การอุดหนุนเด็กยากจนให้เรียนชั้น ม.ปลาย ก็จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้

ขณะที่ ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงผลการศึกษา ที่พบว่า ในแต่ละปี ครัวเรือนจะมีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหลานเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นบาท รองลงมาเป็นค่าเดินทาง ปีละ 4,000 บาท ค่าเครื่องแบบ ปีละประมาณ 1,300 บาท ค่าหนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ ราว 1,100 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นรายพื้นที่ ครัวเรือนใน กรุงเทพฯ จะมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุด ซึ่งอาจเป็นเพราะพื้นที่นี้มีทั้งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนของรัฐที่มีหลักสูตรราคาแพง

“กรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงกว่าค่าใช้จ่ายของประเทศประมาณ 2 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือค่าเดินทางของประเทศเฉลี่ย 4,000 บาทต่อปี กรุงเทพฯ ก็ประมาณเกือบ 7,000 ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะชนชั้นกลางล่างๆ หน่อย หรือว่าคนยากจน ค่าเดินทางไม่ได้ถูก แล้วยิ่งปัจจุบันค่าน้ำมันก็แพง ก็น่าจะเยอะขึ้นด้วย อันนี้ตัวเลขเก่า ด้วยราคาน้ำมัน ราคาสาธารณูปโภคในยุคใหม่ ก็น่าจะยิ่งทำให้ค่าเดินทางแพงขึ้น ส่วนค่าอุปกรณ์ถือว่าไม่หนักมาก จะไปหนักค่าเล่าเรียนมากกว่า” ภูมิศรัณย์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการพิเศษ กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) กล่าวว่า การให้เงินอุดหนุนนั้นจำเป็น แต่ควรมีกลไกอื่นเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในมุมมองของสภาพัฒน์ แม้จะมีความพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แต่ครัวเรือนยังมีเรื่องของต้นทุนค่าเสียโอกาสในการทำงาน

“หลายครัวเรือนเราพบว่าเด็กไม่ไปเรียนไม่ใช่ว่าเขา (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ไม่สามารถส่งเด็กไปเรียน แต่จะเป็นว่าคุ้มกว่าถ้าจะให้ลูกหลานไปทำงาน เพื่อมาช่วยค่าแรงเขาอีกแรง ฉะนั้นกลไกที่เราอยากจะขับเคลื่อนในอนาคต ก็คือมองไปที่ครัวเรือนเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับเด็ก แต่ดูศักยภาพของครัวเรือน ของพ่อแม่โดยรวมด้วยว่าสามารถรับรู้และเข้าใจความสำคัญของการศึกษา รวมถึงสามารถที่จะมีงานทำเพื่อจะมาเลี้ยงเด็กด้วย” ปฏิมา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปลอดภัย..แต่รายจ่ายเพิ่ม! กฎหมาย‘คาร์ซีท’ไทยพร้อม?

Posted on May 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/655070

สกู๊ปแนวหน้า : ปลอดภัย..แต่รายจ่ายเพิ่ม!  กฎหมาย‘คาร์ซีท’ไทยพร้อม?

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

“5 ก.ย. 2565” หรืออีก 106 วันข้างหน้า พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565ซึ่งสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” หรือที่เรียกว่า “คาร์ซีท (Car Seat)” จะมีผลบังคับใช้หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 ซึ่งก็ทำเอาพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยกังวลกับ “ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น” อยู่ไม่น้อย ยิ่งในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยุคข้าวยากหมากแพงอย่างในขณะนี้

ณัชณศา เกตุแก้ว อายุ 32 ปี คุณแม่ลูก 1 กล่าวว่า การมีคาร์ซีทไว้ให้ลูกนั่งเวลาเดินทางถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะเด็กจะมีความซุกซนตามวัย ซึ่งเราไม่มาสามารถรู้ได้เลยว่าลูกคิดอะไรและจะทำอะไร อีกทั้งอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา และการมีคาร์ซีทเป็นการสร้างความปลอดภัยขั้นพื้นฐานแก่เด็ก แต่ในขณะเดียวกันคาร์ซีทยังคงมีราคาสูงตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น ทำให้บางคนที่หาเช้ากินค่ำหรือคนที่ไม่มีฐานะมากนักก็ไม่มีกำลังซื้อ

“เขาคิดว่าเอาเงินไปซื้ออย่างอื่นมีประโยชน์มากกว่า หรือเด็กบางคนเมื่อซื้อมาแล้วเขาก็ไม่ใช่นั่ง จะนั่งเป็นบางเวลา แต่เราต้องหัดให้เขานั่งให้เป็น และคาร์ซีทไม่จำเป็นต้องเด็กอายุ 1-2 ขวบนั่ง แต่เหมาะกับเด็กเล็กทุกคนถึงแม้ว่าจะอายุ 5-6 ขวบก็ยังนั่งได้อยู่ เพราะมันเหมือนเราคาดเข็มขัดนิรภัยให้ลูก ซึ่งเป็นการสร้างความปลอดภัยขณะเดินทางได้” ณัชณศา กล่าว

สำหรับกฎหมายที่ออกเรื่องของคาร์ซีทในมุมมองของคุณแม่รายนี้เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะหมายถึงความปลอดภัยของเด็ก แต่อยากให้รัฐควบคุมเรื่องราคาเพื่อรองรับกลุ่มผู้ปกครองรายได้น้อย ที่ไม่สามารถจะนำเงินจำนวนหลักพันมาซื้อได้เพราะต้องนำไปซื้ออาหารประทังชีวิตภายในครอบครัว ถึงแม้เขาจะรู้ว่ามันคือความปลอดภัยของลูกน้อยก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีผู้ปกครองบางคนยังคงลังเลคิดว่า ซื้อมาแล้วลูกจะยอมนั่งหรือไม่

“เราก็คิดอยู่ตลอด ทำให้ก่อนจะตัดสินใจซื้อเริ่มหาข้อมูล ยี่ห้อ ราคา และสอบถามคนรอบข้าง จึงรู้ว่าถ้ายี่ห้อดีๆ ออฟชั่นเยอะราคาสูงถึง 3 หมื่นบาทอย่างของเพื่อนที่เพิ่งซื้อคาร์ซีทออฟชั่นดีมากๆ เพราะสามารถเป็นรถเข็นได้ด้วย แต่ราคา 50,000 ขึ้นซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับชาวบ้านทั่วไป ทำให้คนเกิดลังเลว่าเอาเงินที่ซื้อคาร์ซีทไปซื้อนมให้ลูกกินแทนดีกว่า” ณัชณศา ระบุ

เช่นเดียวกับ สุธาวัลย์ เศรษฐจารุรักษ์ อายุ 30 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูก 1 คนตามลำพัง กล่าวว่า การมีคาร์ซีทจะช่วยเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง หากเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เช่นการเบรกกะทันหัน ซึ่งการนั่งคาร์ซีทก็จะช่วยลดระดับความรุนแรงและลดการบาดเจ็บของเด็กได้ และนอกจากนี้ตัวเด็กก็จะนั่งสบาย ถ้าเกิดง่วงก็สามารถหลับได้เลย โดยที่แม่ไม่ต้องคอยอุ้มเวลาเดินทาง

“แต่ก็มีข้อเสียอยู่ คือ มีราคาค่อนข้างแพง และถ้าหากให้เด็กนั่งคาร์ซีทเป็นเวลานานจนเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อเด็กได้ เช่น การหายใจไม่ออก หรือมีการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ สำหรับทารกแรกเกิดจะยังมีปัญหาเรื่องความแข็งแรงของปอดและหัวใจ ซึ่งจะทำให้ทารกเผชิญกับภาวะกรดไหลย้อนได้” สุธาวัลย์ กล่าว

แม้พ่อแม่ผู้ปกครองจะเห็นความสำคัญของคาร์ซีท แต่สำหรับประเทศไทยที่ผู้คนจำนวนมากยังหาเช้ากินค่ำมีรายได้ไม่สูงก็ทำให้หลายคนลังเลเพราะอาจมีเรื่องอื่นจำเป็นกว่า ซึ่ง นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เสนอแนะว่า 1.ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อทำให้ราคาของคาร์ซีทถูกลง เพราะปัจจุบันคาร์ซีทที่มีจำหน่ายในไทยเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

2.ทำระบบฐานข้อมูลและแหล่งรวบรวมคาร์ซีทมือสอง เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเด็กเติบโตค่อนข้างเร็ว คาร์ซีทจึงต้องเปลี่ยนเกือบทุกปี ดังนั้นจะมีคาร์ซีทมือสองสภาพดีอยู่เป็นจำนวนมาก หากจัดทำฐานข้อมูลและแหล่งรวบรวมก็จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องซื้อคาร์ซีทมือหนึ่ง เป็นการลดค่าใช้จ่ายได้อีกทาง และ 3.ควรอนุญาตให้ใช้ “บูสเตอร์ซีท (Booster Seat)” แทนได้ บูสเตอร์ซีทเป็นเบาะรองนั่งยกสูงซึ่งมีเข็มขัดรัด และใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติในรถยนต์ได้ ซึ่งก็ยังปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่มีราคาถูกกว่าคาร์ซีทแบบที่นั่งเต็ม

ในเบื้องต้น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 กำชับผู้จำหน่ายคาร์ซีทไว้ 2 ข้อ 1.ห้ามปรับขึ้นราคาโดยเด็ดขาด 2.หากมีการขอปรับราคาเพราะต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นหรือเหตุอื่น ต้องขออนุญาตกรมการค้าภายในก่อน สืบเนื่องจากในเวลานั้นมีรายงานว่า ราคาคาร์ซีทปรับเพิ่มสูงขึ้นรับกฎหมายใหม่ ทั้งนี้ “การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า อาจมีความผิดฐานค้ากำไรเกินควร ตามมาตรา 29ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542” มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีเวทีเสวนา “คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” ที่ รร.ทีเค พาเลซ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำการเลือกใช้คาร์ซีทที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย ดังนี้

“1.ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2-6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (Forward Facing Seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด 2.การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ 3.เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ความเสี่ยงต่อการตายจะลดลง 2 เท่าตัว 4.การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บการตายที่สำคัญจากการกระเด็นทะลุกระจกหรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ

5.เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัย และต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์ และ 6.เด็กที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือความสูงตั้งแต่ 135 ซม. ขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “รถกระบะ 2 ประตูมีแค็บ” ซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่อนุญาตให้คนโดยสาร แต่ที่ผ่านมาทางการได้อนุโลมให้นั่งได้มาตลอดจนกลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว เช่นเดียวกับการนั่งท้ายกระบะ ดังที่เคยมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในปี 2560 เมื่อรัฐบาลในเวลานั้นมีแนวคิดห้ามนั่งท้ายกระบะและในแค็บจนสุดท้ายต้องพับแนวคิดดังกล่าวเก็บไป

เมื่อที่นั่งแค็บซึ่งไม่สามารถติดตั้งคาร์ซีทได้แล้วจะให้ทำอย่างไร..เรื่องนี้น่าคิด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,711 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่
แนวหน้าวาทะเด็ด
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา
สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10
องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบร้องเรียน

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d