Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรียกร้อง’ไม่พอต้อง‘ปรับตัว’ มอง‘แผงลอย’ยุคนิว นอร์มอล

Posted on May 21, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/654923

สกู๊ปแนวหน้า :  ‘เรียกร้อง’ไม่พอต้อง‘ปรับตัว’  มอง‘แผงลอย’ยุคนิว นอร์มอล

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“..ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้จัดระเบียบโดยยกเลิกจุดผ่อนผันถึง 683 จุด จาก 773 จุด สร้างความยากลำบากในการดำรงชีวิตแก่ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่มีมากกว่า 200,000 คน ในกรุงเทพมหานคร รวมถึงผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ยึดโยงอยู่กับหาบเร่แผงลอย และผู้บริโภค ผู้คนเหล่านี้เป็นตัวจักรสำคัญของระบบเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาคอย่างแยกไม่ออก..”

ความตอนหนึ่งจากแถลงการณ์ของ สหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2565 เรียกร้องถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค. 2565 โดยในแถลงการณ์ยังได้ยื่น 6 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.จัดตั้งคณะกรรมการหาบเร่แผงลอยในระดับพื้นที่/ย่าน/ชุมชน ที่มีตัวแทนผู้ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่/ย่าน/ชุมชน ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ที่จะทำหน้าที่รับขึ้นทะเบียนผู้ค้า รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของคนในพื้นที่

เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การทำการค้า วางแผน จัดการ กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการค้าในพื้นที่สาธารณะ 2.สนับสนุนให้เปิดพื้นที่ทำการค้าแบบชั่วคราว จนกว่าจะมีกฎเกณฑ์การทำการค้าที่กำหนดจาก คณะกรรมการหาบเร่แผงลอยในระดับพื้นที่/ย่าน/ชุมชน โดยพิจารณาหาพื้นที่ทำการค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำการค้า รวมทั้งจัดหาพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ถนนสายรอง มาพิจารณาเปิดเป็นจุดผ่อนผันให้มีการทำการค้าเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากภายในเขต

ส่งเสริมอัตลักษณ์ของย่าน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยเหลือผู้ค้าและผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการระบาดของโรคโควิด-19 3.เปิดโอกาสให้ผู้ค้าเก่าที่ยังขายอยู่ในจุดผ่อนผัน และ/หรือเคยขายอยู่ในจุดผ่อนผันที่ยังขายอยู่หรือที่ถูกยกเลิกไปได้รับโอกาสการพิจารณาให้กลับมาขายก่อน และเปิดโอกาสให้ผู้ค้าใหม่ที่มีคุณสมบัติเข้ามาขายต่อไป 4.สนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบการกำจัดขยะและของเสีย ห้องน้ำสาธารณะ สำหรับผู้ค้าและผู้บริโภค

5.ออกแบบระบบการจัดเก็บรายได้ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายในการค้า เพื่อนำส่งเงินรายได้บางส่วนแก่สำนักงานกรุงเทพมหานคร และนำรายได้บางส่วนไปจัดสรรเพื่อประโยชน์ในการทำการค้า สวัสดิการ กองทุนพัฒนาผู้ค้า หรือนำรายได้บางส่วนไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่อพื้นที่/ย่าน/ชุมชน และ 6.ปรับปรุง แก้ไข กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการทำการค้า ให้เกิดประโยชน์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้ทางเท้า ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ข้างต้นคือความคาดหวังของกลุ่มเครือข่ายผู้ค้าหาบเร่แผงลอย นับตั้งแต่นโยบายการจัดระเบียบของ กทม. ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อจุดผ่อนผันที่ผู้ว่าฯ กทม. ยุคก่อนหน้านั้นทยอยจัดตั้งเพื่อให้ทำการค้าได้ ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ถูกยกเลิกไปเป็นจำนวนมาก และพื้นที่ใหม่ที่จัดหาทดแทนนั้นเป็นทำเลไม่เหมาะสมต่อการค้าขาย

ถึงกระนั้น “การเรียกร้องขอกลับมาทำการค้าของหาบเร่แผงลอย ในยุคความปกติใหม่ (New Normal) ต้องเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นจากเดิม” ดังมุมมองจากนักวิชาการที่ศึกษาประเด็นหาบเร่แผงลอยมานานอย่าง ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ในอดีตผู้เกี่ยวข้อง (และ/หรือขัดแย้ง) ในเรื่องหาบเร่แผงลอย จะมี 3 ฝ่ายคือ “ผู้ค้า” ต้องการพื้นที่ประกอบอาชีพ “ผู้ใช้ทางเท้า” ต้องการทางเท้าที่เดินได้สะดวก และ “รัฐ” ที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ระยะหลังๆ ประเด็น “ทุนใหญ่” อาจเพิ่มเข้ามาเป็นขั้วที่ 4 ด้วย

“หลายสิ่งหลายอย่างที่แผงลอยขาย พวกร้านสะดวกซื้อก็ขายเหมือนกัน แม้จะมีงานวิจัยที่ออกมาชัดเจนว่าจริงๆ แล้วมันมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพิงกันอยู่ระหว่างแผงลอยกับห้างร้าน ยกตัวอย่างปากคลองตลาดหรือสุขุมวิท อันนั้นเป็นความสัมพันธ์ชุดหนึ่ง แต่อีกชุดหนึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้พึ่งพิงกัน แต่แข่งขันกัน แม้ในงานวิจัยจะเจอว่าบางครั้งแม่ค้าซื้อของ เช่น เครื่องปรุงต่างๆ ในร้านสะดวกซื้อ

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีความเห็นว่ามีการแข่งขันกัน มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าดูจากการขยายตัวของร้านสะดวกซื้อใน กทม. รวมทั้ง Scale (ขนาดหรือขอบเขต) การให้บริการอาหารประเภทต่างๆ อาหารที่เขา Service (บริการ) มันมีความหลากหลายขึ้น อันนี้เป็นข้อสังเกต แต่คิดว่ามันมีประเด็นนี้อยู่จริงๆ แล้วหาบเร่แผงลอยสร้างความหลากหลายและให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภค” อาจารย์นฤมล ระบุ

ความท้าทายประการต่อมาคือ “พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป” เช่น “ความสะอาด” ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 “ดีต่อสุขภาพ” ผู้คนตระหนักถึงภัยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจและหลอดเลือด มากขึ้น ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค รวมถึง “คนรุ่นใหม่คุ้นชินกับอาหารสำเร็จรูป” อาหารแช่แข็งจากร้านสะดวกซื้อที่รับประทานได้เมื่ออุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ ถูกเลือกเป็นมื้อหลักมากขึ้น ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ ที่จะรับประทานอาหารประเภทนี้ในกรณีไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น “การปรับตัว”ยกระดับคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้อยู่รอดในอาชีพต่อไปได้สำหรับหาบเร่แผงลอย ด้านหนึ่ง “รัฐควรต้องจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) สาธารณูปโภค” เพื่อให้ผู้ค้าโดยเฉพาะที่ขายอาหาร สามารถประกอบอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ซึ่งก็จะดีกับสุขภาพไม่เพียงแต่ผู้บริโภคแต่รวมถึงผู้ขายด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง “ผู้ค้าควรร่วมจ่ายเพื่อบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งปกติก็จ่ายกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ-ไฟฟ้า รวมถึงพื้นที่สาธารณะที่ใช้ทำการค้าแต่จ่ายแบบไม่เป็นทางการ” ตอนนี้เราพูดถึงรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น ค่าธรรมเนียมหรือภาษี อีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ “การบริหารจัดการ” ซึ่งต้องเข้าใจว่า แม้จะอยู่ใน กทม. เหมือนกัน แต่บริบทพื้นที่และการค้าในแต่ละเขตไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ในเขตเดียวกัน พื้นที่ค้าขายแต่ละจุดก็ยังแตกต่างกัน บางเขตมีหลายลักษณะมาก ต้องการการจัดการที่ไม่เหมือนกัน

“ปลายปี 2563 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขับเคลื่อนเรื่องสมัชชาสุขภาพ กทม.เป็นครั้งแรก ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร เห็นตรงกันว่า “การจัดการหาบเร่แผงลอย” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้กรุงเทพมหานครเป็น “เมืองแห่งสุขภาวะเพื่อทุกคน” กำหนดเป้าหมายว่า ใน 5 ปีข้างหน้า การจัดการหาบเร่แผงลอยในทุกพื้นที่จะดำเนินการโดยใช้แนวทางการบริหารจัดการระดับพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน คณะกรรมการติดตามการขับเคลื่อนมติที่เราก็นั่งอยู่ด้วย ขอให้ทำแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ในแง่การบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ แต่ต้องพักไว้ก่อน รอเลือกตั้งแล้วค่อยเคลื่อนต่อ

มันจะเป็น Sandbox ทั้งในแง่การจัดการพื้นที่ เอามิติต่างๆ ของหาบเร่แผงลอยขึ้นมาวาง แล้วดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ในเรื่องของการเป็น Model (ต้นแบบ) การเรียนรู้การจัดการ Sandboxอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ แต่มันถูกดึงขึ้นมาเป็นข้อเสนออันหนึ่งแล้วที่ควรให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะถ้าปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะคาอย่างนี้ไป ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ทำ Sandbox ขึ้นมา แล้วดูว่ามันจะเชื่อมต่อไปอย่างไร” อาจารย์นฤมล ระบุ

มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นที่ควรคิดต่อ เช่น “ควรกำหนดระยะเวลาการใช้พื้นที่ของผู้ค้าแต่ละรายหรือไม่ แทนที่จะปล่อยให้รายเดิมค้าขายไปเรื่อยๆ” กล่าวคือ ในการใช้พื้นที่แบบเดิม หลายคนทำการค้าตั้งแต่วัยหนุ่ม-สาว ไปจนถึงวัยแก่ชรา ดังที่มีเรื่องเล่าทำนองพ่อแม่ค้าขายหาบเร่แผงลอยตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ ส่งเสียลูกเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย ไปประกอบอาชีพอื่นๆ ส่วนพ่อแม่ก็ยังขายอยู่จนกระทั่งสังขารไม่ไหวจึงเลิกราไป

ตอนนี้มีแนวคิดใหม่คือการให้พื้นที่สาธารณะเเป็นแหล่งให้คนด้อยโอกาสได้ประกอบอาชีพ พร้อมกับส่งเสริมสนับสนุนให้คนที่มีศักยภาพสามารถยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ใหญ่ขึ้นหรือที่เป็นทางการ โดยอาจกำหนดระยะเวลาการใช้พื้นที่ไว้ช่วงหนึ่ง เช่น 5-10 ปี เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ไว้รองรับผู้ด้อยโอกาสรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ละเอียดอ่อนและต้องมองรอบด้าน นอกจากนั้นยังมีความท้าทายเรื่อง “แหล่งเงินทุน” เพราะหาบเร่แผงลอยเป็น “แรงงานนอกระบบ”เข้าไม่ถึงสินเชื่อสถาบันการเงิน จึงยากที่จะมีทุนไปต่อยอด

“ถ้าเผื่อเราทำให้เขามีความมั่นคงในพื้นที่ขายสักช่วงหนึ่ง เขาสามารถใช้ตรงนี้เป็น Bank Guarantee (หลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้) มันโอเค แต่ประเด็นที่น่าคิดคือหลักเกณฑ์ใหม่ของ กทม. ที่ประกาศไว้ ตอนแรกให้ 1 ปี ตอนหลังขยายเป็น2 ปีนั้น เราก็ไม่แน่ใจว่าแบงก์เขาจะอย่างไร ระยะเวลายาวพอไหม”อาจารย์นฤมล กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พื้นที่ทำกิน-รับรองชุมชน’ คนจนเมืองฝากถึงผู้ว่าฯกทม.

Posted on May 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/654386

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พื้นที่ทำกิน-รับรองชุมชน’  คนจนเมืองฝากถึงผู้ว่าฯกทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 22 พ.ค. 2565 วันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเมืองหลวงของไทยแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นศูนย์รวมประชากรหลากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการและความคาดหวังด้านนโยบาย ต่อว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่แตกต่างกัน รวมถึง “คนจนเมือง” หรือชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ดังที่ เครือข่ายสลัม 4 ภาค รวมแกนนำมาจัดแถลงข่าว (ออนไลน์) หัวข้อ “เสียงจากคนสลัม สู่นโยบายแก้ปัญหากรุงเทพฯ” เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

จำนงค์ หนูพันธ์ กล่าวว่า สลัม 4 ภาค เป็นเครือข่ายที่ต่อสู้ด้านสิทธิในที่ดิน ทั้งที่ดินของรัฐหรือที่ดินสาธารณะ และที่ดินของเอกชนแต่ถูกปล่อยทิ้งร้าง เพื่อหยุดยั้งการไล่รื้อหรือขับไล่คนจนออกจากเมือง โดยมีกิจกรรมรณรงค์กันทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญของ กทม. คือ การไปกำหนดเกณฑ์รับจดทะเบียนชุมชนไว้ที่ต้องมีอย่างน้อย 100 หลังคาเรือนขึ้นไป ทำให้มีชุมชนส่วนหนึ่งไม่อยู่ในระบบ แม้จะเป็นชุมชนที่เปลี่ยนผ่านจากการถูกไล่รื้อ สู่การแก้ปัญหาผ่านโครงการบ้านมั่งคงแล้วก็ตาม

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ชุมชนที่ไม่ได้จดทะบียนกับ กทม. จะไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการต่างๆ เพราะไม่มีการเชิญตัวแทนชุมชนไปร่วมประชุม เบื้องต้นทราบว่าทาง กทม. แก้ไขระเบียบไว้แล้วว่าไม่ต้องถึง 100 หลังก็ได้ แต่ผู้ว่าฯ กทม. คนเดิมหมดวาระไปก่อน ต้องรอคนใหม่มารับตำแหน่ง จึงคาดหวังว่า เมื่อได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว จะมีการประกาศระเบียบใหม่นี้อย่างเป็นทางการโดยเร็ว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการรับจดทะเบียนชุมชนกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของ กทม.

“อันนี้คือปัญหา เพราะถ้าเกิดเรารับรองชุมชนไม่ได้สิ่งแรกที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้เลยคือข้อมูลของ กทม. ที่เขามีการประชุมกันทุกเดือน เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้เลย ว่า กทม. ตอนนี้ กทม. เขาทำอะไรบ้างไปถึงไหนอย่างไร ระบบต่างๆ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อะไรต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยเลย” จำนงค์ กล่าว

นุชนารถ แท่นทอง กล่าวว่า ในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเห็นว่า กทม. มีนโยบายที่ส่งผลกระทบกับคนจนเมือง เช่น การไล่รื้อชุมชน การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย หลายครอบครัวต้องสูญเสียอาชีพ และทำให้ผู้คนต้องไปพึ่งพาร้านสะดวกซื้อของทุนใหญ่มากขึ้น กลายเป็นปัญหาปากท้องโดยเฉพาะกับแรงงานราคาถูกหาเช้ากินค่ำในเมือง นอกจากนี้ยังพบการใช้แนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งประชาชนทุกคนในเมืองควรมีสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมกัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขร่วมกัน

“บางชุมชนโดน ปว.44 บางชุมชนใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา มีงบประมาณ แต่บางชุมชนถูกไล่รื้อแบบไม่ได้ดูเรื่องคุณภาพชีวิต ไม่ได้ดูว่าเขาจะไปอยู่ไหน ได้รับผลกระทบอะไร อันนี้เป็นมาตรการที่เราถูกกระทำ อีกอันหนึ่งที่เราเห็นคือเรื่องการใช้พื้นที่ บอกว่าพื้นที่สาธารณะต้องเป็นของทุกคน แต่พอทำจริงทำจัง ไล่คนจนไปแล้วคอนโดฯขึ้นกัน ตรงนั้นเป็นสวนหย่อมให้กับคอนโดมิเนียมต่างๆ เป็นที่โชว์สวยงามให้กับคอนโดมิเนียมซึ่งขายความหรูหรา ไม่ได้คำนึงถึงพวกเราที่เป็นแรงงานเลย” นุชนารถ ระบุ

สมบุญ คงคา สะท้อนปัญหาผลกระทบจากนโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ว่า อยากให้มีพื้นที่ค้าขายกลับมาเหมือนเดิม เพราะเป็นแหล่งอาหารของผู้ใช้แรงงานซึ่งจำนวนมากมีรายได้ค่อนข้างต่ำ การมีอาหารริมทางทำให้ลดการพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ ขณะเดียวกัน ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มีผู้ต้องออกจากงานเดิมเป็นจำนวนมาก หนึ่งในสิ่งที่สังเกตเห็นคือ “ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีจำนวนเพิ่มขึ้น” และหลายคนในจำนวนนี้น่าจะเป็น “วินเถื่อน” ไม่ได้ขึ้นทะเบียน บางคนสภาพร่างกายหรือสภาพรถไม่พร้อม ทาง กทม. น่าจะกวดขันในเรื่องนี้ด้วย

“ชุมชนที่ไม่ได้จัดตั้งกับเขต แต่ทำไมเลือกตั้งท่านถึงไปหาเสียงถึงชุมชนเหล่านั้น อยากฝากว่าช่วยดูแลสาธารณูปโภคต่างๆ ในชุมชน ให้มันมีความสะดวกมากขึ้น ให้มันดีกว่านี้ รวมถึงสถานที่ขายของ หาบเร่แผงลอย ก็ควรจะมีการละเว้นบ้าง หรือว่าจัดสรรพื้นที่ให้คนรากหญ้าได้มีพื้นที่ประกอบอาชีพ ในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบ้าง ถ้าเป็นโซนที่เป็นทางผ่าน มีจุดจอดรถให้กับคนที่สัญจรไป-มาสามารถจอดซื้อได้มันก็โอเค” สมบุญ กล่าว

สมศักดิ์ บุญมาเลิศ กล่าวถึงการเดินทางของประชาชนในเมือง ซึ่งต้องพึ่งพาระบบ “รถ” หมายถึงรถเมล์หรือรถโดยสารประจำทาง “ราง” หมายถึงรถไฟและรถไฟฟ้า และ “เรือ” หมายถึงเรือโดยสาร ว่า อยากให้มีระบบ “ตั๋วร่วม” ซื้อครั้งเดียวใช้ได้กับทุกผู้ให้บริการ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เห็นได้จากการเดินทางของคนคนหนึ่ง ต้องต่อพาหนะกันหลายช่วง

“อยากจะสะท้อนเรื่องรถไฟฟ้าเป็นสำคัญ เนื่องจากใช้งบประมาณหลายหมื่นหลายแสนล้าน ที่ลงทุนไป 5-6 เส้นทาง
ถามคนจนจริงๆ ใช้ได้กี่คน กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วทำมาแล้วจะมีคนขึ้นมาก-น้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะเขาไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของคนจนเมือง คนรวยที่มีฐานะหรือมีศักยภาพที่จะขึ้นรถไฟฟ้าได้ เขาก็มีรถยนต์ส่วนตัว เขาไม่มาขึ้นรถไฟฟ้า นอกจากจะเป็นพวกนักศึกษาหรือนักเรียนที่มีศักยภาพที่จะขึ้นได้ อันนี้ไปดูได้เลย คนจนเมืองอย่างเราได้แค่มอง เราอยากขึ้นไหม อยากเพราะมันไวมันเร็ว แต่เงินในกระเป๋าเรา ถ้าเราไปขึ้นรถไฟแล้ว แล้วชีวิตเราจะเดินต่อไปอย่างไร กินก็ไม่มี”
 สมศักดิ์ กล่าว

เนืองนิช ชิดนอก สะท้อนปัญหาค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย เพราะหลายคนต้องการมีพักอยู่ใกล้กับที่ทำงาน ไม่ว่าการเช่าหรือการซื้อราคาก็ค่อนข้างแพงไม่สอดคล้องกับรายได้ เป็นที่มาของการที่ประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปใช้พื้นที่ของรัฐที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อตั้งเป็นชุมชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอยู่อาศัย
ต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี แต่ในเวลาต่อมาเมื่อมีโครงการพัฒนาของรัฐ สิ่งที่รัฐทำมักใช้วิธีไล่รื้อมากกว่าจะเจรจากัน

ดังนั้นในส่วนที่ดินของรัฐที่เป็นของ กทม. เมื่อ กทม. ต้องใช้ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์ พื้นที่ใดที่สามารถแบ่งเขตที่ดินให้ประชาชนอยู่อาศัยได้ก็ควรแบ่งพร้อมกำหนดสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคง ส่วนพื้นที่ใดที่ไม่สามารถแบ่งเขตได้จริงๆ จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชน กทม. ควรหาพื้นที่ที่ไม่ไกลจากจุดเดิม สำหรับให้ประชาชนย้ายไปตั้งชุมชนใหม่ด้วย เพื่อให้ประชาชนยังสามารถทำงานและคงวิถีชีวิตแบบเดิมได้

“บางคนที่รายได้น้อยมากๆ เราต้องมองว่าทำไมเขาต้องมาบุกเบิกในที่ดินของรัฐ บางคนไม่อยากมาอยู่ที่ของรัฐแบบผิดกฎหมาย เขาก็อยากซื้อบ้าน แต่ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ ไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่มีรายได้มาก บางคนที่อยู่ในระบบก็เป็นแค่พนักงานแรงงานขั้นต่ำ ยอดเงินแต่ละเดือนมันก็ไม่ถึงที่จะกู้ซื้อที่ดินซื้อบ้าน เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เข้าไม่ถึงธนาคาร” เนืองนิช กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ถนน‘หลุม-เนิน-ไม่เรียบ’ ทุกข์ชาวกรุง‘รถพัง-คนเสี่ยง’

Posted on May 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/652891

สกู๊ปแนวหน้า : ถนน‘หลุม-เนิน-ไม่เรียบ’  ทุกข์ชาวกรุง‘รถพัง-คนเสี่ยง’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ถนนเมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย” จากสถิติอุบัติเหตุที่อยู่อันดับต้นๆ ของโลกเสมอมา ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน มักพุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมการขับขี่ของคน ในขณะที่อีก 2 ปัจจัยอย่างยานพาหนะ รวมถึง “สภาพถนน” ซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก แม้กระทั่งเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็พบปัญหาไม่น้อย

ธนดล ภัควพล อายุ 26 ปี พนักงานเอกชน เป็นคนหนึ่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไป-กลับที่ทำงานทุกวัน กล่าวว่า ความปลอดภัยในการขับขี่รถบนถนนในกรุงเทพฯ นั้นน้อยมากทั้งเรื่องถนนที่ไม่สะดวก หยาบ และอันตราย บวกกับการขับขี่รถของคนในกรุงเทพฯ ก็ไม่ค่อยจะระวังกันเท่าไหร่ ทั้งฝ่าไฟแดงหรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน ซึ่งเป็นกันทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ จึงรู้สึกว่ามีอันตรายพอสมควร

“สำหรับถนนในต่างจังหวัดไม่ค่อยจะต่างกับถนนกรุงเทพฯมากสักเท่าไหร่ แต่ในต่างจังหวัดถ้าเป็นในเมืองถนนจะดีกว่ากรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีหลุม-บ่อ หรือคลื่นให้เห็น หรือพบเจอเท่าในกรุงเทพฯทั้งที่เป็นเมืองหลวง เมืองที่ควรเจริญในทุกด้านแต่กลับแก้ปัญหาเรื่องถนนไม่จบสิ้น ดังนั้น เมื่อใกล้จะเลือกตั้งแล้วจึงอยากฝากถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ที่จะเข้ามาบริหาร อยากให้ปรับแก้เรื่องที่ถนนมันเป็นหลุมเป็นบ่อที่ไม่มีความสม่ำเสมอกัน เพราะมันอันตรายมากถ้าขับมาด้วยความเร็ว และยังมีเศษตะปูหรืออะไรต่างๆ ที่ตกอยู่ที่พื้นพอขับรถผ่านไปยางจะแตกบ่อยๆ”ธนดล กล่าว

ธนดล ยังกล่าวอีกว่า อยากให้ถนนไม่มีน้ำขังเวลาฝนตก อยากให้ปรับแบบไม่ต้องมีคลื่น ซึ่งถนนกรุงเทพฯ ชอบมีลูกคลื่น เป็นอันตรายต่อรถคนขับและคนซ้อน และที่สำคัญปัญหาการคมนาคมที่อยากให้แก้ ด้วยค่าเดินทางแสนแพงสวนทางกับรายได้ที่ได้รับ เมื่อคำนวณค่าเดินทางรถโดยสารกับรถส่วนตัวที่ไม่ต่างกันมาก ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกใช้รถส่วนตัวมากกว่าก่อให้เกิดปัญหารถติดตามมา หากปรับแก้ค่าโดยสารและทำคมนาคมดีขึ้น คาดว่าคนจะหันใช้บริการรถโดยสารมากกว่ารถส่วนตัวแน่นอน

เช่นเดียวกับ ภิรมย์ จันทร์สุระคนธ์ ซึ่งขับรถไปทำงานและทำธุระต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้งตั้งข้อสังเกตว่า สภาพถนนต่างจังหวัดค่อนข้างสะอาด มีเส้นแบ่งการจราจรที่ชัดเจน มีป้ายจราจรคอยเตือนตามแยกต่างๆ รวมถึงบริเวณทางโค้งหรือจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ และโดยส่วนใหญ่ถนนมีความร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ปลูกประดับทั้งสองข้างทาง และเกาะกลางถนนโดยมีเจ้าหน้าที่แต่ละเขตรับผิดชอบ ดูแลตัดแต่งกิ่งให้สวยงามไม่กีดขวางการจราจรทำให้ปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน สร้างความสวยงามให้ถนนเส้นนั้นๆ

ซึ่งจะแตกต่างจากถนนในกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรแออัด ทั้งคนและรถยนต์ สาเหตุนี้เข้าใจได้เพราะมีประชากรอยู่มาก แต่ยิ่งเป็นเขตชุมชนที่มีประชากรอยู่หนาแน่น ก็ยิ่งต้องดูแลเรื่องถนนหนทาง รวมถึง ป้ายและสัญญาณเตือนไฟจราจรต่างๆ ตามแหล่งชุมชน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดรวมถึงต้องคอยกวดขันเรื่องวินัยจราจร แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้ขับรถยนต์เอง และ ประชาชนที่เดินทางเท้า

“ตัวอย่างเช่น ทางม้าลาย ควรจะปรับปรุงทาสีให้มีเส้นทางม้าลายให้ชัดเจนทั้งย่านชุมชนและตามตรอกซอกซอย รวมถึงทางโค้ง ทางอันตรายต่างๆ ทั้งทางยกระดับและทางราบ ควรมีการแจ้งเตือนผู้ขับรถยนต์ นอกจากนี้ ถนนควรมีความสะดวก สะอาด ปลอดภัยเพราะท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เป็นพ่อเมืองเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยเหลือประชาชนให้กินดี อยู่ดี มีสุขได้ปลอดภัย นั่นเอง จึงอยากขอฝากถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนใหม่ ที่กำลังจะเข้ามารับตำแหน่งในเร็ววันนี้ ให้ช่วยดูแลเรื่องการจราจร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายจราจร รวมถึงผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดมากกว่านี้ สังเกตได้จากการเกิดเหตุบนท้องถนนอย่างที่ผ่านๆ มา” ภิรมย์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ศิรดล ศิริธร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายการก่อสร้างและซ่อมแซมถนน ว่า ถนนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1.ถนนคอนกรีต ข้อดีคือมีความทนทานสูง ไม่ต้องซ่อมแซมบ่อยๆ เหมาะสมกับถนนที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่น แต่ข้อเสียคือราคาแพง และแม้จะไม่ต้องซ่อมแซมบ่อย แต่เมื่อจะซ่อมแซมก็มีขั้นตอนยุ่งยาก เนื่องจากต้องตัดแผ่นคอนกรีตแล้วยกออก มีการเทปูนประสาน ไม่ต่างจากการก่อสร้างอาคาร กับ 2.ถนนยางมะตอยหรือแอสฟัลต์ (Asphalt) ข้อดีคือมีราคาไม่แพง ส่วนข้อเสียคือความทนทานน้อยกว่าถนนคอนกรีต

จึงนิยมใช้เป็นถนนสายรอง รวมถึงแพน้ำ ซึ่งกรุงเทพฯ หรือแม้แต่ประเทศไทยในภาพรวม ถนนมีโอกาสเจอน้ำท่วมได้ง่าย ถนนยางมะตอยเมื่อน้ำซึมลงไปจะไปเซาะชั้นดินที่อยู่ด้านล่างออก ถนนจึงเกิดรอยแตกและทรุดตัวลง จนกลายเป็นหลุมบ่อในที่สุด ส่วนการซ่อมแซมหากทำแบบละเอียดก็ต้องตรวจสอบว่าน้ำเข้าไปทางไหนแล้วก็ปิดทางนั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นถนนคอนกรีตหรือถนนยางมะตอย ข้อจำกัดคือ “ผู้ใช้รถใช้ถนนรอนานไม่ไหว” ทำให้ผู้ทำหน้าที่ซ่อมแซมถนนไม่อาจทำงานแบบประณีตได้ แม้การเร่งเปิดการจราจรจะมีคำถามเรื่องความปลอดภัยก็ตาม

“..ปิดถนนซ่อม ปิดนานขนาดไหน ปิดไม่ไหว เราก็เลยใช้วิธีเอายางมะตอยหรือแอสฟัลต์มาช่วยในการซ่อม แทนที่จะซ่อมดีๆ ทีเดียว เราก็จะซ่อมแบบชั่วคราว มันก็จะมีเทคนิคต่างๆ ในการซ่อม เอายางมะตอยมาอุดตามรอยที่มันแตก หรือไม่ก็ผสมยางมะตอยร้อนมาโปะเอาไว้ อะไรทำนองนั้น มันก็จะมีหน้าตาแบบนี้ หรือไม่บางทีก็เอายางมะตอยมาราดทับตัวคอนกรีตเข้าไปอีกทีหนึ่ง ทีนี้ยางมะตอยแป๊บเดียวมันก็แห้ง มันก็เปิดใช้ได้เลยแต่การทำแบบนั้นมันก็เหมือนเป็นการทำชั่วคราว แต่เราทำกันจนเหมือนเป็นวิธีการทำโดยถูกต้องกันไปแล้ว..

..ถ้าทำดีๆ มันต้องมานั่งดูว่าน้ำมันเข้าไปอย่างไร มันจะต้องไปบล็อกน้ำ ต้องไปอะไรพวกนี้ ซึ่งก็อีกนั่นแหละ เราก็จะหงุดหงิดหน่อยเวลาที่มันใช้เวลานานๆ เลย เขาก็จะใช้อย่างนี้ เอาแอสฟัลต์กลบ ทีนี้มันก็จะมีเทคนิคหลายๆ เทคนิค ถ้ามันเป็นหนักก็จะต้องทำซีล (Seal-ปิดผนึก) แบบหนึ่ง ถ้ามันเป็นน้อยๆ ก็ทำซีลอีกแบบหนึ่ง ซีลก็คือเหมือนเอาแอสฟัลต์ไปอุดรอยตามที่ต่างๆ เป็นเหตุผลที่ทำไมเราจะเห็นแปะๆ ไป จริงๆ หลักๆ มันคือวิธีการทำให้เร็ว เพื่อสามารถเปิดถนนให้ใช้ได้เร็วที่สุด..” ผศ.ดร.ศิรดล อธิบายการซ่อมถนนทั้ง 2 ประเภท

อนึ่ง ผศ.ดร.ศิรดล ยังกล่าวถึง “สภาพถนนที่ไม่เอื้อให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ปฏิบัติตามกฎจราจรได้” เช่น ถนนสายหลักที่ต้องใช้สะพานกลับรถ ขณะเดียวกัน ถนนซอยย่อยๆ
ก็ไม่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เป็นที่มาของพฤติกรรมการขับขี่ย้อนศรทั้งบนถนนและขึ้นบนทางเท้า เพราะระยะทางไปถึงสะพานกลับรถอยู่ไกลเมื่อเทียบกับการย้อนศร จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิดว่าจะแก้ไขอย่างไร

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงอำนาจหน้าที่ก่อสร้าง ซ่อมแซม และบริหารจัดการถนน ซึ่งคาบเกี่ยวหลายหน่วยงาน ไม่ใช่เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น กรุงเทพมหานคร) เพียงหน่วยงานเดียว ก็เป็นอีกข้อจำกัดสำคัญ ในการทำให้โครงข่ายถนนในไทยสะดวกและปลอดภัย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ฝันแรงงานเป็นไปได้แค่ไหน

Posted on May 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/650667

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น  ฝันแรงงานเป็นไปได้แค่ไหน

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เวียนมาอีกปีกับ “วันแรงงาน” วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่ง “ค่าจ้างที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ” เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย. 2565 มีการจัดเวทีเสวนา “ก้าวต่อไปในการแก้ปัญหาค่าครองชีพและยกระดับค่าจ้างสูง” โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้ก็ถูกนำมาพูดคุยกันอีกครั้ง

สุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะประธาน กมธ.แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คนทำงานในโรงงานหากจะมีรายได้เพียงพอก็ต้องทำงานล่วงเวลา (โอที-OT) เห็นได้ผู้สมัครงานมักถามกับบริษัทคือมีโอทีให้ทำหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ขอไปทำงานที่บริษัทอื่นดีกว่า เห็นได้ชัดเจนว่าลำพังรายได้จากค่าจ้างขั้นต่ำไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงพยายามผลักดันให้ค่าจ้างแรงงานสอดคล้องกับค่าครองชีพ

ซึ่งปัจจุบันหลักเกณฑ์การตั้งค่าจ้างขั้นต่ำในไทย อยู่บนหลักคิดว่า“ค่าจ้าง 1 คน เพื่อเลี้ยงคน 1 คน” หรือหมายถึงแรงงานทำงานเพื่อเลี้ยงตนเองเพียงคนเดียว อีกทั้งยังมีการไปกำหนดเพดานไว้ว่าห้ามปรับค่าจ้างขั้นต่ำสูงเกินร้อยละ 3 ซึ่งมีที่มาจากกรณีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 300 บาท/วันในยุคสมัยหนึ่ง ทำให้ค่าจ้างไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องหามาตรการมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SME) ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างแรงงานด้วย

“เรื่องค่าจ้างผมบอกว่ามีความจำเป็นจะต้องปรับ ถามว่าแล้วถ้าเกิดให้ได้ตามหลักสากล ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ปีนี้ตามที่มีการนำเสนอ ที่เลี้ยงชีพได้ 1 คน มีการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการเพื่อให้เดินได้ในเรื่องของการจ่ายค่าจ้าง พอในปีที่ 2 ปีที่ 3 มันก็ต้องเป็น Timing (จังหวะ) เวลาที่ขยับไปในเรื่องของการที่จะต้องมีมาตรฐานการได้รับค่าจ้างที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้มากกว่า 1 เป็น 2 เป็น 3 นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ตอนนี้คนทำงานทำไมถึงไม่มีลูก หรือมีลูกน้อยลง เพราะมีลูก1 คนจนไป 7 ปี” สุเทพ กล่าว

เสียงสะท้อนภาคแรงงาน ชาลี ลอยสูง รองประธานกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ซึ่งในปีนี้เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำที่แรงงานควรได้รับไว้ที่ 492 บาท/วัน กล่าวว่า ในยุคที่รัฐบาลมีนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายผู้ประกอบการเสมอว่าจะทำให้กิจการอยู่ไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ภายหลังจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในแนวทางดังกล่าว ฝ่ายผู้ประกอบการก็ได้ประโยชน์จากมาตรการลดภาษี

จากเดิมที่ร้อยละ 30 ของผลกำไรต้องส่งเข้ารัฐ ก็เหลือเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น และยังคงอยู่ในอัตราดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน อนึ่ง ในปี 2560 มีการสำรวจค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันพบว่า ค่าอาหาร 3 มื้อ จะอยู่ที่เฉลี่ย 219 บาท/คน/วัน ยังไม่รวมค่าเดินทางและอื่นๆ นำมาสู่ข้อเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 492 บาท/วัน และเป็นการเรียกร้องหลังจากอดทนรอในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งเข้าใจผลกระทบฝั่งผู้ประกอบการ

“เราก็ได้ดูในส่วนของกระแสจากสังคมด้วย ก็ปรากฏว่ากระแสสังคมก็ได้มีการตอบรับขึ้นมา เพราะมันเดือดร้อนด้วยกันจริงๆ เงินตัวนี้ถึงได้มามันก็ยังไม่พอเพียง รัฐบาลได้มีการเข้าไปใช้ในเรื่องของมาตรการช่วยปัญหาเฉพาะหน้า ช่วยได้เฉพาะหน้าในเรื่องของจะไปทำเศรษฐกิจ แต่ถ้าเกิดจะทำให้มันช่วยเหลือให้เศรษฐกิจมันเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและระยะยาว มันจะต้องมีการไปปรับค่าจ้างให้คนงาน เพราะคนงานเป็นเฟืองหนึ่งตัวซึ่งมันจะต้องหมุนเศรษฐกิจ เพราะแรงงานได้เงินมาก็มีการไปจับจ่ายใช้สอยทุกวัน” ชาลี กล่าว

มุมมองภาควิชาการ รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นด้วยการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ด้านหนึ่งดีต่อแรงงาน เป็นการเพิ่มรายได้ของแรงงานทักษะต่างๆ โดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งภาระต้นทุนก็จะไปตกอยู่กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้น อีกทั้งยังยิ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นด้วย

ถึงกระนั้น การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ กับผู้ประกอบการเพื่อกระตุ้นการลงทุนโดยหวังให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เมื่อผู้คนมีงานทำก็จะมีรายได้ไปจับจ่ายใช้สอย ในความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าผลประโยชน์จะไปถึงแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมามักจะอยู่กับผู้ประกอบการเสียมากกว่า เช่น มีการลงทุนเพิ่มขึ้นจริง แต่เป็นการลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคน

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นที่รัฐอาจช่วยได้ในระยะสั้น เช่น อุดหนุนส่วนต่างค่าจ้างขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการจ่าย อาทิ หากต้องการให้แรงงานได้ค่าจ้างขั้นต่ำ 492 บาท/วัน ปัจจุบันผู้ประกอบการจ่ายอยู่แล้ว 300 บาท/วัน ส่วนที่เหลือรัฐก็เติมเข้าไป เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสของกลุ่มแรงงานทักษะต่ำในการมีงานทำ หรือการอุดหนุนค่าครองชีพ ซึ่งรัฐก็ทำอยู่แล้ว อาทิ โครงการคนละครึ่ง แต่ก็จะเป็นมาตรการเพียงชั่วคราว

“การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ประเทศไทยต้องมุ่งสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แล้วก็มีนวัตกรรมที่เป็นของตัวเอง ถ้าเรามี Margin (ส่วนเกิน) ตรงนั้นเยอะเราก็ตัดแบ่งให้แรงงานได้เยอะ แต่ถ้าเรายังรับจ้างผลิตอะไรถูกๆ อยู่ เราก็กดดันผ่านตัวแรงงานนี่ละ ก็เป็นแรงงานต้นทุนต่ำๆ เราก็ไม่สามารถยกขบวนของประเทศไทยขึ้นไปในระดับสูงได้ ทุกคนก็จะถูกกดให้ต่ำอยู่อย่างนี้” อาจารย์กิริยา กล่าว

ขณะที่ ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในวิชาเศรษฐศาสตร์ มองแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตและต้นทุนการผลิตประเภทหนึ่งดังนั้นหากต้องการผลกำไรก็ต้องกดต้นทุน หรือก็คือหากต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวก็ต้องควบคุมค่าจ้างแรงงานซึ่งเป็นต้นทุน “ประเทศที่ดีในสายตานักลงทุนคือประเทศที่ค่าแรงถูก” เช่น ปัจจุบันที่มีข่าวนักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนาม เพราะค่าจ้างแรงงานที่นั่นยังค่อนข้างต่ำ

แต่ในทางตรงข้าม แรงงานนั้นมองตนเองว่าเป็นคนไม่ใช่วัตถุ “การที่แรงงานเรียกร้องค่าจ้างก็เพื่อให้สามารถค้ำจุนความเป็นคนไว้ได้” ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอให้เปลี่ยนจากค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage) เป็นค่าจ้างที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ (Living Wage) หรือค่าจ้างขั้นต่ำที่อยู่ได้อย่างเป็นมนุษย์ (Minimum Living Wage) โดยมนุษย์เป็นสัตว์สังคม รายได้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงค่าอาหาร 3 มื้อเพื่อต่อลมหายใจ แต่หมายถึงความสามารถในการดูแลครอบครัวตลอดจนคนรอบข้าง เห็นได้จากการสมทบทุนสนับสนุนญาติสนิทมิตรสหายในโอกาสต่างๆ

“ผมว่ามาถึงวันนี้ เราต้องกลับไปทบทวนว่ากระบวนการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำก็ดี เกณฑ์ในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำก็ดี แม้แต่นิยามการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่บอกว่าคือค่าจ้างที่นายจ้างมีปัญญาจ่าย มันควรเปลี่ยนไปเป็นค่าจ้างขั้นต่ำที่ลูกจ้างอยู่ได้อย่างคนหรือเปล่า?” อาจารย์แล ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สิทธิชุมชน-ดูแลทรัพยากร’ สมดุล‘กฎหมายพื้นที่อนุรักษ์’

Posted on April 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/650504

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สิทธิชุมชน-ดูแลทรัพยากร’ สมดุล‘กฎหมายพื้นที่อนุรักษ์’

วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเวทีสาธารณะหัวข้อ “สิทธิชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562” โดยเป็นการจัดงานแบบผสมผสาน ระหว่างการจัดประชุมที่ห้อง 406-407 ชั้น 4 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา ย่านเกียกกาย กรุงเทพฯ พร้อมกับเปิดให้เข้าร่วมประชุมทางออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom

ในงานดังกล่าว ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูกที่กำลังจะออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับข้างต้น ดังนี้ 1.การร่างกฎหมายควรใช้หลักคิดเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง เพราะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อุทยานมีความหลากหลาย เช่น ชุมชนในป่า ชุมชนในทะเล วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม ดังนั้นจึงต้องให้แต่ละชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่

2.การบริหารจัดการพื้นที่ควรใช้กลไกคณะกรรมการชุมชนเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ราชการส่วนท้องที่ และหัวหน้าอุทยานหรือหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าซึ่งมีหน้าที่ดูแลพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ คณะกรรมการนี้จะมีอำนาจหน้าที่กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิอยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ วางแผนงานการใช้ประโยชน์พื้นที่ กำหนดรูปแบบวิธีการ (เช่น การก่อสร้าง) ติดตามประเมินผล และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“จริงๆ ตอนนี้อุทยานแห่งชาติเขามีกลไกอันหนึ่งที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่เรียกว่าคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (Protected Area Committee : PAC) อันนี้เป็นกลไกที่มีอยู่แล้ว แต่กลไกพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเรามีข้อเสนอเพิ่มเติมให้มีองค์ประกอบจากส่วนราชการ ภาคประชาสังคม และจังหวัด คณะกรรมการทั้งหมดไม่เกิน 25 คน

ตัว PAC นี้มีความสำคัญ เพราะเหมือนกับให้คนในจังหวัดได้มีส่วนร่วม คือไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในป่าอนุรักษ์ แต่คนนอกเขตป่าอนุรักษ์ในจังหวัด ว่าพื้นที่อนุรักษ์ตรงนี้เราจะดูแลร่วมกัอย่างไร เหมือนเป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการชุมชน ซึ่งเราอยากจะใช้กลไก PAC ที่อุทยานมีอยู่แล้วมาดำเนินการให้เต็มรูปแบบ” ศยามล กล่าว

3.ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับไว้อยู่แล้ว เช่น มติ ครม. วันที่ 2 มิ.ย. 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และมติ ครม. วันที่ 3 ส.ค. 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยมติ ครม. ทั้ง 2 เรื่อง สาระสำคัญคือมุ่งคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงต้องนำมาใช้ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิชุมชน

4.ไม่ควรตัดสิทธิ์การใช้ประโยชน์ทันทีที่ครบตามห้วงเวลาที่กฎหมายกำหนด โดย พ.ร.บ. ข้างต้น กำหนดให้ประชาชนใช้พื้นที่ได้ครั้งละ 20 ปี หากจะใช้ต่อต้องทำเรื่องขออนุญาตกันใหม่ ทั้งที่ชุมชนอยู่ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ควรเปลี่ยนมาใช้กระบวนการติดตามประเมินผลทุกๆ 3 ปีเพื่อเฝ้าระวังพฤติกรรมที่เป็นการทำลายทรัพยากรในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น บุกรุกทำลายป่า หากตรวจพบก็สามารถเพิกถอนสิทธิการใช้ประโยชน์ได้ทันที

5.ไม่ควรกำหนดคำว่า “ผู้ยากไร้” ไว้ในกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ เพราะนิยามของคำนี้แต่ละหน่วยงานมีความแตกต่างกันไปและไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ แต่ควรให้คณะกรรมการชุมชนแต่ละแห่งเป็นผู้พิจารณา 6.ไม่ควรกำหนดเฉพาะ “ผู้มีสัญชาติไทย” เท่านั้นที่ใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากปัจจุบันชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าจำนวนมาก ผู้อยู่อาศัยหลายรายยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ

7.ไม่ควรตัดสิทธิ์ในการยื่นขอใช้ประโยชน์กับผู้ที่เคยถูกคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกฎหมายเดิมให้ออกจากพื้นที่ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายใหม่ต้องการแก้ไขปัญหาคนอยู่กับป่า ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีชุมชนถูกเพิกถอนสิทธิการอยู่อาศัย แต่ชุมชนก็ยังคงตั้งอยู่ ณ จุดเดิมไม่ได้ย้ายไปไหน อีกทั้งการตัดสิทธิ์อาจทำให้มีคนใช้วิธีไปบุกรุกพื้นที่ป่าแห่งใหม่ กลายเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องตามไปแก้อีก เมื่อกฎหมายใหม่เปิดช่องที่กฎหมายเก่าเคยปิดไว้ ก็ควรให้เข้ามาอยู่ในกฎกติกา แต่ก็ต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีที่แปลงอื่น และหาเลี้ยงชีพแบบพอมีพอกินตามปกติธุระ

8.ไม่ควรกำหนดจำนวนที่ดินที่ถือครองไว้แบบตายตัวสำหรับทุกชุมชน เช่น ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือ 3 ครัวเรือนรวมกันไม่เกิน 50 ไร่ เพราะพื้นที่ชุมชนแต่ละแห่งแตกต่างกัน ทั้งยังมีกรณีชาวกะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตแบบการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งสลับกันไปแต่ละปีเป็นวงรอบ จึงควรให้คณะกรรมการชุมชนทำข้อตกลงกันเอง เพื่อให้เอื้อต่อการกระจายที่ดินในพื้นที่ให้ทุกคนในชุมชนใช้ทำกินอย่างทั่วถึงเพียงพอ และในชุมชนต่างก็รู้ว่าใครเป็นใคร การตกลงร่วมกันจึงเป็นไปได้ ซึ่งกลไกคณะกรรมการชุมชนก็มีหัวหน้าอุทยานร่วมกำกับดูแลอยู่แล้ว

9.ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขตายตัวว่า หากไม่ทำประโยชน์ติดต่อกันเกิน 1 ปีให้ถือว่าสละสิทธิ์ เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาพ่อแม่แก่เฒ่าทำกินในที่ดินไม่ไหวส่วนลูกก็ไปทำงานนอกพื้นที่ ผ่านไป 3 ปี 5 ปี พ่อแม่จึงขอให้ลูกกลับมาประกอบอาชีพในที่ดินสืบต่อ หากใช้เกณฑ์นี้ครัวเรือนดังกล่าวจะไม่สามารถอยู่อาศัยในพื้นที่ได้อีกต่อไป จึงควรให้คณะกรรมการชุมชนเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม และมีการติดตามประเมินผลทุกๆ 3 ปี หากบุคคลนั้นไม่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้วก็ให้ส่งมอบที่ดินคืนอุทยาน

10.กรณีผู้ครอบครองเดิมไม่แจ้งรายชื่อผู้สืบสิทธิ์ ให้คณะกรรมการชุมชนเป็นผู้พิจารณา แต่หากเกิดข้อพิพาทก็ให้อุทธรณ์ไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 11.สร้างกลไกตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่ยังตกหล่น แม้จะมีระยะเวลา 240 วัน หลัง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับข้างต้นประกาศใช้ ในการให้ผู้อยู่ในพื้นที่นั้นแจ้งขอพิสูจน์สิทธิ์ และระยะเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ที่ตกสำรวจ 12.ในระยะยาวควรมีการทบทวน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกฉบับทุกๆ 5 ปี และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหากพบปัญหา

ด้าน กฤติน หลิมตระกูล ผู้อํานวยการกองนิติการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชี้แจงข้อกังวลข้างต้น อาทิ 1.คุณสมบัติต้องมีสัญชาติไทย ปัจจุบันได้แก้ไขเพิ่มเติมว่าเป็นผู้ยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยและอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่ 2.คุณสมบัติต้องไม่เคยถูกคำพิพากษาให้ออกจากพื้นที่ วัตถุประสงค์คือต้องการให้คดีสิ้นสุดก่อน ซึ่งที่ดินที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่ในอนาคตหากการดำเนินการทางนโยบายเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมบรรลุผล คุณสมบัติก็จะสามารถครอบคลุมคนกลุ่มนี้

3.เกณฑ์ข้อจำกัดการครอบครองที่ดินไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 50 ไร่ ในกรณีที่เกินออกมา ที่ดินส่วนเกินจะเข้าสู่กลไกที่ดินแปลงรวม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อหาแนวทางใช้ประโยชน์ร่วมกัน 4.การไม่ใช้ที่ดินเกิน 1 ปีถือว่าสละสิทธิ์ เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง แต่หากมีเหตุอันควร แม้จะไม่ได้ใช้ที่ดินเกิน 1 ปี ก็ยังสามารถพิจารณาเพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ได้

5.ระยะเวลาการอยู่อาศัยหรือที่ทำกินในพื้นที่อนุรักษ์ที่กำหนดไว้ 20 ปี เหตุที่ต้องกำหนดระยะเวลาไว้เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนผู้ถือครองที่ดินเพราะจะยากในการกำกับดูแล แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการไว้ว่าด้วยเรื่องการสืบสิทธิ์ 6.อะไรคือการดำรงชีวิตแบบปกติธุระ สำหรับสิ่งที่สามารถทำได้ในพื้นที่ เช่น อยู่อาศัย ปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ประโยชน์ เก็บหาทรัพยากร รวมถึงการปลูกไม้ยืนต้น ผู้ปลูกก็สามารถตัดไม้ของตนเองไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนการเลี้ยงสัตว์ การนำสัตว์เข้า-ออกพื้นที่ ต้องผ่านการตรวจสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยปศุสัตว์ เพื่อป้องกันโรคระบาด

“หลักการที่เราเขียนไว้เป็นหลักแรก ควรจะปลูกและตัดโดยระบบเลือกตัด ในระบบวิชาการจะมีอยู่ 2 ระบบกว้างๆ คือระบบเลือกตัด ตามหลักวิชาการเพื่อให้มีต้นไม้คงอยู่ ในระบบแรกเราจะอำนวยประโยชน์ให้กับผู้ที่อยู่อาศัยทำกินในโครงการสามารถตัดไม้ในระบบเลือกตัดได้โดยไม่ต้องมีการดำเนินการขั้นตอนอะไรยุ่งยาก เพียงแต่ขอให้แจ้งหัวหน้าอุทยานที่เกี่ยวข้องก่อนตัด แต่หากเป็นการตัดไม้ยืนต้นในระบบตัดหมด อยากจะให้หัวหน้าตรวจสอบเข้มข้นขึ้น” ผอ.กองนิติการ กรมอุทยานฯ อธิบายหลักวิชาการว่าด้วยระบบการตัดไม้

7.กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง มีการวางหลักไว้ว่า ให้หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์ (หัวหน้าอุทยานหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า) ประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้แทนภาคประชาชน หารือกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เครือข่ายชุมชนคนตรัง ตัวอย่างพลเมืองสู้ภัยพิบัติ

Posted on April 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/649249

สกู๊ปแนวหน้า : เครือข่ายชุมชนคนตรัง  ตัวอย่างพลเมืองสู้ภัยพิบัติ

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ภัยพิบัติ” มีทั้งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและที่เกิดโดยมนุษย์ แต่ไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดจากสาเหตุใด “การเตรียมรับมือ” สามารถช่วยลดระดับความเสียหาย ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ด้านหนึ่งการรับมือภัยพิบัติจึงเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่อีกด้านหนึ่ง ในหลายพื้นที่ประชาชนก็ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองเช่นกัน ดังวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ชุมชนไทTalk EP.5 ตอน จากชุมชนประสบภัย สู่ชุมชนพร้อมรับมือภัยพิบัติ” จัดโดย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)เมื่อเร็วๆ นี้

อริยา แก้วสามดวง เครือข่ายชุมชนรับมือภัยพิบัติ จ.ตรัง เล่าว่า ตนเองอยู่ในพื้นที่ ต.วังมะปรางเหนือ อ.วังวิเศษ ที่นี่มีปัญหาน้ำท่วมน้อยที่สุดและมีเครือข่ายรับมือภัยพิบัติที่เข้มแข็งที่สุด แต่ในความที่น้ำท่วมน้อยนั้นเมื่อใดที่ท่วมก็ต้องบอกว่าหนักทุกครั้งเพราะสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลาดชัน โดยพื้นที่ อ.วังวิเศษ มีคลองชีตัดผ่านครอบคลุมทั้ง 5 ตำบล (เขาวิเศษวังมะปราง อ่าวตง ท่าสะบ้าและวังมะปรางเหนือ) มีต้นน้ำที่ ต.อ่าวตง ไปสุดที่ ต.ท่าสะบ้า บรรจบกับแม่น้ำตรัง

ดังนั้นช่วงไหนที่ฝนตกหนัก อ.วังวิเศษ ต้องเผชิญทั้งมวลน้ำที่มาจากเขานอจู้จี้ จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ติดกับ จ.ตรัง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไหลมาทางคลองชี และมวลน้ำจากแม่น้ำตรัง ที่ไหลมาจาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ติดกับ จ.ตรัง ทางทิศเหนือ โดยที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำตรังก็ไม่เคยถูกพัฒนาให้รองรับสถานการณ์ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง นอกจากนี้ ปลายทางของแม่น้ำตรังคือ ทะเลอันดามัน ที่ อ.กันตัง ทำให้มีน้ำทะเลหนุนสูงอีก

“สภาพพื้นที่ตรัง ข้างหนึ่งเป็นภูเขาซีกหนึ่งเป็นท้องกระทะ เหมือนกระทะเอียงดังนั้น พื้นที่ที่กระทะเอียงอยู่ด้านล่างก็จะถูกน้ำท่วมขังนาน วิกฤตเหล่านี้มันสอนให้เราเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเอง เมื่อปี 2545-2547 เกิดภัยแล้งหนัก วิกฤตภัยแล้งมันทำให้เราลุกขึ้นมาว่าสายน้ำที่ตัดผ่านมันใช้ไม่ได้แล้ว มันจะแก้ปัญหาอนุรักษ์อย่างไร ทำให้คิดเรื่องว่าการอนุรักษ์พื้นที่หรือการช่วยเหลือกัน มันต้องสร้างคน ก็เลยสร้างสโลแกน สร้างน้ำและป่าในใจคน พัฒนาอาสาสมัครมาตั้งแต่ปีนั้น” อริยา ระบุ

แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นการรวมตัวของจิตอาสาเพื่อรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ จ.ตรัง แต่ภารกิจแรกหลังฝึกอบรมคือการระดมความช่วยเหลือไปสู่จังหวัดข้างเคียงที่ประสบหายนภัยจากเหตุคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปี 2547 ซึ่งยิ่งทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และจากการออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ทำให้เครือข่ายชุมชนรับมือภัยพิบัติ จ.ตรัง มีเพื่อนร่วมเส้นทางจิตอาสามากขึ้น ดังนั้น เมื่อจ.ตรัง เกิดน้ำท่วมใหญ่ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายจังหวัดอื่นๆ กลับมาเช่นกัน

อริยา เล่าต่อไปว่า เครือข่ายชุมชนรับมือภัยพิบัติ จ.ตรัง เกิดมาจากเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ลุ่มน้ำ รวมถึงเฝ้าระวังมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนจะกลายมาเป็นอาสาสมัครทำงานด้านรับมือภัยพิบัติในภายหลังซึ่งสมาชิกผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ เช่น หลักสูตรอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) สนับสนุนงานอำนวยการจราจรบนท้องถนน หรือหลักสูตรนักวิทยุสมัครเล่น (VR) คอยแจ้งเหตุฉุกเฉิน อาทิ น้ำท่วมถนนถูกตัดขาด ส่วนตนเองทำหน้าที่ระดมทุนเพื่อสนับสนุนทั้งการฝึกอบรมและการปฏิบัติภารกิจของอาสาสมัครเหล่านี้

“เราไม่ได้สามารถแก้ปัญหาของภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ แต่เราป้องกันภัยพิบัติจากมนุษย์ได้ และเราเตรียมตัวรับกับปัญหาของธรรมชาติได้ นั่นคือข้อดีของวังวิเศษ ทำให้วังวิเศษที่เหมือนกับว่า ถ้าเป็นพื้นที่สมมุติว่าเป็นท้องกระทะเรานี่อยู่บนจอมปลวกที่เป็นโคกอยู่กลางกระทะ คุณเก่งแค่ไหนคุณก็ไม่รอดถ้าคุณไม่ช่วยเพื่อนแล้วให้เพื่อนช่วยคุณ คุณไม่ช่วยเพื่อนก่อน คุณอยู่ที่สูงแล้วคิดว่ารอดแล้ว ไม่รอดหรอก วันนั้นสิ่งเรียนรู้เหล่านี้มันทำให้พวกเรารวมตัวกันได้ แล้วก็ใช้วิธีใจซื้อใจ มีความเป็นเพื่อน ไม่มีลูกพี่-ลูกน้อง” อริยา กล่าว

ด้าน อำนาจ จันทร์ช่วง รองผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทรับผิดชอบงานส่งเสริมชุมชนรับมือภัยพิบัติ กล่าวว่า มูลนิธิชุมชนไท มีภารกิจเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งความสามารถในการรับมือภัยพิบัติก็เป็นอีกด้านหนึ่ง ทำอย่างไรชุมชนจะสามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อน ตั้งแต่การทำงานกับอาสาสมัครในพื้นที่ ให้รับรู้ เรียนรู้ เชื่อมโยงและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ในระดับชุมชน

อย่างไรก็ตาม การรับมือภัยพิบัติไม่ว่าเกิดโดยธรรมชาติหรือมนุษย์ ลำพังการทำงานของอาสาสมัครกลุ่มเดียวอาจไม่เพียงพอโดยเฉพาะภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงต้องประสานความร่วมมือในรูปแบบเครือข่าย ซึ่ง จ.ตรัง เป็นอีกพื้นที่ที่มูลนิธิชุมชนไท เข้าไปทำงานด้านความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน เชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ ในพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับ จ.ตรัง ซึ่งชุมชนและอาสาสมัครระดับชาวบ้านค่อนข้างเข้มแข็ง ความท้าทายต่อไปคือจะทำอย่างไรให้สามารถยกระดับความร่วมมือไม่เฉพาะแต่ภาคประชาชนด้วยกันเองเท่านั้น แต่รวมไปถึงความร่วมมือกับภาคท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูล อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เชื่อมโยงระหว่างชุมชนที่ช่วยเหลือตนเองได้ในเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนให้เกิดการจัดการหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันการณ์

“ในระดับพื้นที่ที่มีความเข้มแข็ง ชุมชนที่เตรียมความพร้อมก็ไม่น่าห่วงมาก แต่ปัญหาคือในเรื่องของข้อจำกัดบางอย่างในเรื่องแนวทางของการขับเคลื่อนโดยเฉพาะชุมชนเสี่ยงภัยที่ทาง ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ประกาศไว้อย่างน้อย 20,000-40,000 ชุมชนทั่วประเทศ ในเรื่องของการที่หนุนเสริมหรือสนับสนุนชุมชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับภัยต่างๆ หลายประเภทในทั่วประเทศยังมีข้อจำกัดอยู่ ค่อนข้างมากพอสมควร” อำนาจ กล่าว

อำนาจ ยกตัวอย่าง เช่น ชุมชนที่ยังไม่มีสิทธิ์ ชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเตรียมความพร้อมรับมือ ชุมชนที่ยังไม่ตระหนักถึงการเตรียมความพร้อม ซึ่งมูลนิธิชุมชนไท เป็นเพียงองค์กรเล็กๆ เข้าไปให้การสนับสนุนได้ในบางพื้นที่เท่านั้น ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ทุกชุมชนสามารถรับมือภัยพิบัติด้วยตนเองได้ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและอื่นๆ ให้การสนับสนุน ผ่านกลไกตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศ

ซึ่งในขณะที่ภัยพิบัติมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาดและอื่นๆ แต่การสนับสนุนบทบาทของชุมชนยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา พื้นที่เป็นตัวตั้งคือทางออก

Posted on April 23, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/649126

สกู๊ปแนวหน้า : แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา  พื้นที่เป็นตัวตั้งคือทางออก

วันเสาร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ทำไมต้องการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area Based Education : ABE)” โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีวิทยากร 3 ท่าน อาทิ ศ.วุฒิสาร ตันไชยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า แม้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเป็นปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันพบความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

เช่น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ที่มีคุณภาพและเสมอภาค กำหนดให้เป็นสิทธิของประชาชนตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และให้เป็นหน้าที่ของรัฐใรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 แต่ในความเป็นจริง ด้านหนึ่งมีความเสมอภาคเรื่องไม่เก็บค่าใช้จ่ายแต่อีกด้านคือคุณภาพของสถาบันการศึกษาที่แตกต่างกัน และเมื่อเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

“กสศ. ได้มีตัวเลขของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา วันนี้มีการพูดเรื่องคนจนข้ามรุ่น ที่พ่อแม่ถ้าไม่ได้รับการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ อนาคตจะมีผลผลิตใน Generation (รุ่น) ต่อไป หรือในกลุ่มเด็กคนต่อไปนั้นมีปัญหามากขึ้นที่เราเรียกว่าคนจนข้ามรุ่น เราพูดเรื่องการศึกษาที่มีความรุนแรงและซับซ้อน วันนี้มิติของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงไม่ได้อยู่เฉพาะการจัดการศึกษา แต่มันหมายถึงการสร้างเงื่อนไข การสร้างโอกาสที่จะทำให้ระบบแวดล้อมดีขึ้นด้วย” ศ.วุฒิสาร กล่าว

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวต่อไปว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แก้ไขได้ด้วย 1.สร้างโอกาส ซึ่งรวมคุณภาพของสถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องใกล้เคียงกัน แม้ไม่ถึงขั้นเท่ากันทั้งหมดแต่ช่องว่างความแตกต่างควรมีน้อย เช่น ครู อุปกรณ์การเรียน กับ 2.เสริมสร้างความสามารถในการใช้โอกาส หมายถึงการค้นหาเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้

เช่น ในสถานการณ์โควิด-19 เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองตกงานขาดรายได้ก็ไม่สามารถส่งเสริมให้บุตรหลานไปเรียนหนังสือด้วย ทางออกจึงอยู่ที่การค้นหาเด็กหรือครัวเรือนกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของแนวคิด “แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องเริ่มในระดับพื้นที่” เพราะกลไกระดับพื้นที่อยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้าทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายแห่ง พบว่าแต่ละแห่งให้นิยามความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแตกต่างกัน

การแก้ปัญหาเชิงพื้นที่จึงต้องการเลนส์ที่ละเอียด คือเลนส์ที่เข้าไปเอกซเรย์ปัญหาแล้วกำหนดว่าอะไรคือปัญหาที่ต้องแก้ก่อน และไม่จำเป็นต้องคิดว่าจะพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนเมืองเปลี่ยนจังหวัดในทันที แต่ให้ทำจากจุดเล็กๆ เพราะเมื่อทำสำเร็จจะเกิดความเชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาได้ นำไปสู่ความศรัทธาที่ทุกคนคิดว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ มีระบบสนับสนุนเชิงข้อมูลที่ทำให้สามารถมองเห็นและชี้เป้าแต่ละพื้นที่ได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ “การแก้ปัญหาการศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย” ทั้งภาครัฐ อปท. ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนมหาวิทยาลัยในพื้นที่ต้องร่วมมือกัน

ขณะที่ ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การบริหารงานภาครัฐของไทยมีระบบราชการ 3 แบบ คือ 1.ส่วนกลาง มี 20 กระทรวง 146 กรม เป็นส่วนราชการที่มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมาย มีทรัพยากรมากที่สุดทั้งบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหมายถึง “โครงสร้างของรัฐไทยเป็นแบบรวมศูนย์ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลางไม่ใช่พื้นที่” เช่น หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดมองเห็นปัญหา แต่การแก้ปัญหาต้องทำเรื่องของบประมาณมาที่ส่วนกลาง

“แต่ถึงอำนาจจะรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง การทำงานก็ไม่เป็นเอกภาพ” เช่น ในการแก้ปัญหาด้านการศึกษา นอกจากกรมหรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังเชื่อมโยงกับด้านอื่นๆ อาทิ ฐานะทางเศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น อีกทั้งการที่หน่วยงานส่วนกลางไปตั้งสำนักงานในแต่ละจังหวัด หลายหน่วยงานก็ไม่ได้ทำงานขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ขึ้นกับสำนักงานใหญ่ที่ส่วนกลาง จึงมีปัญหาการขับเคลื่อนงานร่วมกัน

2.ส่วนภูมิภาค มีหัวหน้าฝ่ายบริหารคือผู้ว่าราชการจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีส่วนราชการต่างๆ ไปตั้งสำนักงานในแต่ละจังหวัด และมี 33 สำนักงานเหมือนกันหมดทุกจังหวัด และมีผู้บริหารหรือหัวหน้าระดับย่อยลงมาคือ นายอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน “ปัญหาของราชการส่วนภูมิภาคคือการแต่งตั้งโยกย้ายกระทบความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพื้นที่” มีการประชุมหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนได้ข้อสรุปร่วมกัน
แล้ว แต่เมื่อหัวหน้าส่วนราชการถูกย้ายไปประจำจังหวัดอื่น
ทุกอย่างก็ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

และ 3.ส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ระดับต่างๆ ที่มีอยู่รวม 7,850 แห่ง เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้มองปัญหาในระดับพื้นที่เป็นหลัก เห็นได้จากบุคลากรตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่จะอยู่ประจำท้องถิ่นไม่ถูกโยกย้ายไปที่อื่น “ปัญหาของราชการส่วนท้องถิ่นคือในขณะที่ฝั่งท้องถิ่นขยายตัว ฝั่งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไม่ได้หดตัวลงด้วย” ทำให้ท้องถิ่นมีข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่

เช่น ท้องถิ่นเห็นอาคารเรียนในพื้นที่มีสภาพทรุดโทรมจึงจัดงบประมาณไปซ่อมแซม ปรากฏว่าท้องถิ่นเป็นฝ่ายผิดเพราะทำเกินอำนาจหน้าที่ เนื่องจากอาคารเรียนดังกล่าวเป็นของโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ถึงขั้นที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องไปหาเงินมาชดใช้คืน แต่มุมมองของคนในท้องถิ่นนั้นไม่ได้แยกว่าโรงเรียนไหนเป็นของหน่วยงานใด เพราะโรงเรียนทุกแห่งในพื้นที่นักเรียนก็คือบุตรหลานคนในพื้นที่ ท้องถิ่นจึงอยากพัฒนาให้ดีขึ้น

“การที่รัฐส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นจะแก้ปัญหาเดิมและมองภาพไปข้างหน้าอย่างไร มันคงคุยเฉพาะกลไกรัฐอย่างเดียวไม่ได้ มันจะต้องสนทนากับภาคธุรกิจเอกชนทั้งในและนอกพื้นที่ ซึ่งอาจจะมาเป็นตัวช่วยและสนับสนุนการศึกษาได้ องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ซึ่งทำงานด้านการศึกษาหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในมิติต่างๆ ก็นับได้ว่าเป็นเครือข่ายซึ่งมีทุน มีความรู้ความชำนาญบางอย่างที่รัฐไม่มี

และส่วนสุดท้ายก็คือชุมชนและพลเมืองซึ่งเขาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นจะทำอย่างไร เช่น เราเกิดปัญหาโควิด เด็กขาดเครื่องไม้เครื่องมือ พ่อแม่ฐานะเศรษฐกิจแย่ จะทำอย่างไรให้กลไก 4 ภาคซึ่งดำรงอยู่ในพื้นที่มานั่งสนทนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสวงหาทางออกร่วมกัน บูรณาการทรัพยากรในการดำเนินงานร่วมกัน แล้วก็แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ถ้าภาพแบบนี้เกิดขึ้น ก็เชื่อว่าปัญหาหลายอย่างจะทุเลาเบาบาง” ผศ.ดร.วสันต์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา นักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากตัวเลขคาดการณ์ มีเด็กไทยทั่วประเทศที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 2.9 ล้านคน หรือเฉลี่ยต่อจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 38,000 คน ซึ่งการจัดการกับปัญหาต้องทำโดยคนในพื้นที่เพราะอยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด “ยิ่งการค้นหาลงลึกไปถึงระดับชุมชนมากขึ้น เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาก็มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น” แนวคิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ หรือ ABE จึงมีความสำคัญ และน่ายินดีที่ปัจจุบันมีกว่า 40 จังหวัดที่ให้ความสนใจ

การทำงาน ABE เริ่มต้นได้ด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1.รวมกลุ่มคนที่สนใจ มีใจรักและเป็นที่ศรัทธา หมายถึงคนที่มีจิตอาสาหรือจิตสาธารณะ หรือหน่วยงานที่คนในพื้นที่เชื่อมั่นว่าหากลงมือทำจะทำอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลให้ภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย 2.ทำความเข้าใจปัญหาจากข้อมูลที่มีอยู่ เช่นในพื้นที่มีเด็กกลุ่มไหนบ้างต้องได้รับความช่วยเหลือ และวิธีการช่วยเหลือเด็กแต่ละกลุ่มควรเป็นอย่างไร อาทิ เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ ส่งเสริมการฝึกอาชีพ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีอยู่แล้วแต่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ จะนำมากองรวมกันเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างไร

3.การสื่อสารทางนโยบาย โดยเฉพาะในระดับสูงของจังหวัดมีความจำเป็นเพื่อให้เกิดการบูรณาการ 4.สร้างแนวร่วม-สื่อสารสร้างการรับรู้ นอกจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคนที่มีความสนใจแก้ไขปัญหาแล้ว ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจด้วย เพราะเด็กและเยาวชนเป็นบุตรหลานของคนในพื้นที่ 5.ออกแบบกลไกการทำงาน-วิเคราะห์-ระดมทรัพยากร ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และ 6.ยกระดับการทำงานสู่ความยั่งยืน เพื่อให้ช่วยเหลือเด็กกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

“อย่างน้อย 3 เรื่องที่เราสกัดออกมาได้ว่ามันเกิดเรื่องนี้แน่ๆ ถ้ามีการดำเนินงานเรื่อง ABE เกิดขึ้นในจังหวัดของท่าน 1.นโยบายจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัดบรรลุผลไว 2.คนทำงานในจังหวัดทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะมีการช่วยเหลือแลกเปลี่ยนข้อมูล เชื่อมโยงตัวชี้วัดเป้าหมายร่วมกัน 3.คนในพื้นที่มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ปัญหามันก็น้อยลง” ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ลวงหลอกไร้สาย-ออนไลน์ ปราบยากหากไม่บูรณาการ

Posted on April 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/646547

สกู๊ปแนวหน้า : ลวงหลอกไร้สาย-ออนไลน์  ปราบยากหากไม่บูรณาการ

วันเสาร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานสัปดาห์ค้นหาข้อเท็จจริง ในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2565 ช่วงปลายเดือนมี.ค.-ต้นเดือนเม.ย. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีการเสวนาหัวข้อ “รับมือปัญหามิจฉาชีพยุค 5G ถึงเวลาวาระแห่งชาติ” หยิบยกปัญหา “ข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง” และ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีหลายคนตกเป็นเหยื่อเสียเงินเสียทองไปเป็นจำนวนมาก ตามมาด้วยคำถาม “ทำไมถึงปราบไม่หมดเสียที?” ขึ้นมาพูดถึง

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อธิบายวิธีการหลอกหลวงด้วยการส่ง SMS ว่า จะมีบริษัทที่รับ-ส่ง SMS แบบกระจายวงกว้าง ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการก็จะมีทั้งลูกค้าที่ดี คือหน่วยงานหรือบริษัทห้างร้านที่ให้บริการตามปกติทั่วไป เช่น ธนาคารหรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่แจ้งรหัส OTP กับผู้สมัครใช้งาน การสื่อสารประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เป็นต้น

แต่ก็จะมีลูกค้าที่ไม่ดีมาใช้บริการนี้ด้วยเพื่อส่ง SMS หลอกลวง ดังนั้นสิ่งที่ กสทช. ดำเนินการคือกวดขันให้บริษัทที่รับ-ส่ง SMS คัดกรองลูกค้าที่จะมาใช้บริการ โดยเฉพาะการห้ามกำหนดชื่อผู้ส่งเองตามใจชอบ เพื่อป้องกันการแอบอ้างเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชนต่างๆ ส่วนการปิดกั้นยอมรับว่าทำได้ยากและส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วๆ ไป เช่น รหัส OTP ที่ลูกค้าจะใช้งานไม่ถูกส่งมาเพราะเมื่อปิดกั้นก็ต้องปิดทั้งหมด อีกทั้งบริษัทใหญ่ๆ เองหลายแห่งก็มีเครือข่ายธุรกิจหลายประเภทด้วย การปิดกั้นจึงต้องทำเท่าที่จำเป็นและต้องละเอียดรอบคอบ

ส่วนการหลอกลวงแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพจะไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศแล้วโทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เนตเข้ามาหลอกลวงคนในประเทศไทย มีการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ให้เหมือนกับที่ใช้กันในไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากกว่า เพราะการสืบสวนจับกุมนั้นไทยต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศที่มิจฉาชีพใช้ก่อเหตุด้วย อีกทั้งต้นทุนการโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เนตข้ามประเทศมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูก

สำหรับการดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ใช้หลักการเดียวกับ SMS หลอกลวง คือ 1.กรณีโทร.จากต่างประเทศแต่ปลอมให้เหมือนหมายเลขโทรศัพท์ในประเทศไทย (หรือปลอมเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ให้ปิดกั้นทันทีเพราะมีเจตนาหลอกลวงชัดเจน 2.กรณีโทร.จากต่างประเทศแล้วใช้รหัสประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งแต่ละชาติจะมีอยู่ เช่น ไทยคือ 066 สหรัฐอเมริกาคือ 001 อังกฤษคือ 044 บราซิลคือ 055 เป็นต้น

แต่จะมีรหัสที่สำรองอยู่และยังไม่ได้จัดสรรให้ประเทศไหน ซึ่งรหัสเหล่านี้หากมิจฉาชีพเอามาใช้ก็แปลว่าเป็นความพยายามปลอมแปลงเช่นกัน เพราะเมื่อสืบค้นก็พบว่าเป็นประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ก็ให้ปิดกั้นเช่นกัน 3.กรณีโทร.จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย แล้วขอให้ผู้ให้บริการในไทยแปลงให้เหมือนกับหมายเลขที่ใช้ในไทย เรื่องนี้กำชับแล้วว่าห้ามผู้ให้บริการทำให้เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้สวมรอยเป็นหน่วยงานรัฐและเอกชนในไทย

“ตอนนี้ตกลงกันอยู่ว่าเพื่อทำให้ประชาชนตระหนักและสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพได้ไหม? อาจจะพยายามใส่รหัสเข้าไป ในเบื้องต้นทางสำนักงานก็แถลงว่าจะให้ใส่รหัสเป็น +66 บวกคือโทร.จากต่างประเทศ 66 คือรหัสประเทศไทย ถ้าโทร.จากต่างประเทศแต่เป็นรหัสประเทศไทยให้สันนิษฐานว่าเป็นเบอร์มิจฉาชีพหรือเปล่า? อันนี้ไม่ 100% ว่าจะเป็นมิจฉาชีพ จะต่างจากการปลอมแปลงเบอร์ เพราะบางทีคนไทยหรือคนที่อยู่ต่างประเทศ ซื้อซิมราคาถูกแล้วโทร.ข้ามประเทศกันผ่านระบบ VoIP มันก็สามารถใช้งานได้

ถ้าเรามาแปลงให้ทุกเบอร์เป็นเบอร์ 66 ก็แปลว่าจะมีทั้งคนที่ไม่ใช่มิจฉาชีพกับคนที่ใช่มิจฉาชีพใช้ ถ้าบล็อกทั้งหมดการสื่อสารก็อาจเป็นปัญหาสำหรับสุจริตชน ที่เราทำได้คือแปลงเบอร์ให้ผิดสังเกตแต่ไม่สามารถบล็อกได้ ผู้บริโภคพอรับสายเสร็จพอรู้ว่าเป็นมิจฉาชีพก็วางสายไป แต่ถ้าเป็นญาติหรือผู้ที่ติดต่อมาอย่างสุจริตชนก็พูดคุยต่อได้ ตรงนี้ในเบื้องต้นพยายามกำหนดตัวเลขอยู่ เบื้องต้นอาจเป็นตุ๊กตาไว้คือ +66 แต่ตอนนี้ผู้ให้บริการหลายค่ายบอก +66 อาจจะไม่ดี อาจจะหาเลขอื่น” นพ.ประวิทย์ กล่าว

ขณะที่ ชลดา บุญเกษม อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ประชาชนต้องเผชิญกับมิจฉาชีพหลายรูปแบบนอกจาก SMS ที่เผลอกดเข้าไปดูกลับกลายเป็นสมัครแล้วและต้องเสียเงินแต่การยกเลิกนั้นยากมาก หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นบริษัทรับ-ส่งพัสดุบ้าง ตำรวจบ้าง ศาลบ้างแล้ว ยังมีการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การประกาศผ่านเฟซบุ๊ค โฆษณาชวนเชื่อว่ามีแหล่งเงินกู้ที่อนุมัติได้ง่ายๆ

“พอสมัครกู้ไปแล้วทำไมโอนเงินไม่ไป? เพราะฉะนั้นคุณต้องติดปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณต้องสมัครค่าธรรมเนียมก่อน ก็โอนเงินค่าธรรมเนียมไปให้เขาอีก พอโอนเงินค่าธรรมเนียมไปแล้วก็ยังไม่ได้อีก ถามว่าติดอะไรก็บอกว่าติดระบบนี้ คุณต้องปลดล็อกนี้ก่อน โอนไปอีก ก็คือทำให้ผู้บริโภคเองต้องเสียเงิน ที่บอกว่าเสียเงินเป็นหมื่นเป็นแสนเขาก็ใช้วิธีนี้” ชลดายกตัวอย่าง

เช่นเดียวกับ สว่าง ศรีสม สมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค เล่าว่า เคยตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แล้วพบปัญหาคือหากถูกหลอกและโอนเงินไปในช่วงเย็น การจะไปแจ้งธนาคารให้อายัดบัญชีก็ไม่ทันเพราะธนาคารให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อนแล้วนำเอกสารการแจ้งความมาติดต่อสาขาของธนาคาร แต่กว่าจะไปถึงธนาคารก็หมดเวลาทำการไปแล้ว และคิดว่าธนาคารควรมีบทบาทมากขึ้นในการป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพมาใช้บริการเพื่อหลอกลวงประชาชน

“การที่เปิดบัญชีม้าแล้วก็โอนกันไปหลายทอด มันก็ควรจะต้องสงสัยได้แล้วว่ามีความผิดปกติ อันนี้ก็อยากจะฝากให้ทางธนาคารคิดระบบที่จะมาตรวจสอบตรงนี้ อย่างน้อยก็เป็นต้นทางในการตรวจสอบแล้วลดปัญหาให้ได้มากที่สุด” สว่าง ระบุ

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และอดีตกสทช. ถอดบทเรียนการรับมือมิจฉาชีพในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย มีหน่วยงาน ACMA ทำหน้าที่แบบเดียวกับ กสทช. ของไทย มีกฎหมายที่ระบุให้ผู้ประกอบการสินค้าและบริการ ที่จะส่ง SMS ต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริโภคด้วย ซึ่งผู้บริโภคสามารถร้องเรียนกับ ACMA ได้หากถูกละเมิด มีหน่วยงาน ACCC ซึ่งตั้งแผนก Scamwatch มาเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ รวมถึงบูรณาการการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สิงคโปร์ มีหน่วยงาน IMDA ทำหน้าที่คล้ายกับ กสทช. มีการปิดกั้นเว็บไซต์ต้องสงสัย ซึ่ง IMDA ทำงานร่วมกับตำรวจ การปิดกั้นการโทรศัพท์จากต่างประเทศกรณีเป็นหมายเลขต้องสงสัย หรือการแสดงเครื่องหมายเป็นหมายเลขจากต่างประเทศเพื่อเตือนผู้บริโภค มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยคัดกรอง และ IMDA ยังทำงานกับธนาคารกลางแห่งชาติสิงคโปร์ สร้างระบบยืนยันตัวตนผู้ส่ง SMS แล้วให้ธนาคารต่างๆ เข้าร่วม

อังกฤษ มีหน่วยงานกำกับดูแลคือ Ofcom มีสายด่วน 7726 ให้ผู้ได้รับผลกระทบจาก SMS หลอกลวงร้องเรียนและแจ้งเบาะแส โดย Ofcom มีฐานข้อมูลและยังทำงานร่วมกับตำรวจ อีกทั้งทบทวนการทำงานทุกปีเพื่อรับมือการหลอกลวงรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกา มีหน่วยงาน FCC นอกจากดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ยังวิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวงต่างๆ มาจัดทำเป็นชุดข้อมูลเพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

“โดยสรุปถ้าจะทำเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ ก็จะต้องบูรณาการหน่วยงานภาครัฐบาล องค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมอย่าง กสทช. องค์กรที่ทำด้านธนาคารอย่างแบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ร่วมทั้งธนาคารต่างๆ ผู้ให้บริการค่ายมือถือทั้งหลาย หน่วยงานดิจิทัลที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดีอี แล้วก็สภาองค์กรของผู้บริโภค แล้วก็ตำรวจ” สุภิญญา กล่าว

ปิดท้ายด้วย มีธรรม ณ ระนอง รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า ระยะหลังๆ มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ เช่น จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ หรือสินค้าไม่ตรงปกชี้ให้เห็นว่าปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ทวีความรุนแรงขึ้นผู้ตกเป็นเหยื่อก็มีทุกช่วงวัยและระดับการศึกษา และเทคโนโลยียังเอื้อต่อการก่อเหตุ อาทิ เมื่อรวบรวมเงินจากการหลอกลวงได้แล้ว มีการโยกย้ายถ่ายเทเงินผ่านระบบสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การไล่ตรวจสอบบัญชีธนาคารต้องใช้เวลา

“ด้วยเทคโนโลยีเก่าๆ หรือที่เราใช้อยู่คงไม่ทัน ต้องมี AI ต้องทำในลักษณะ Active (เชิงรุก) มากขึ้น ในปีหน้าเราก็จะมีการทำเรื่องของ Social Monitoring แล้วก็การพัฒนาให้เป็นเชิงรุก ดีกว่านั่งรอแล้วก็รับคนที่จะโทร.เข้ามาอย่างเดียว สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย ภาครัฐแต่ละหน่วยงานถ้ายังไม่บูรณาการกัน ในอนาคตคิดว่าก็น่าจะไปไม่ทันวิวัฒนาการของผู้หลอกลวง” มีธรรม กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปัญหามลพิษในเมืองกรุง มุมมองผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645253

สกู๊ปแนวหน้า : ปัญหามลพิษในเมืองกรุง  มุมมองผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เริ่มกันแล้วสำหรับการชิงชัย “ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)” และแน่นอนว่า “การแสดงวิสัยทัศน์” ประชันนโยบายในแต่ละประเด็นเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจก่อนกาบัตรลงคะแนนก็เป็นกิจกรรมสำคัญ โดยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) “ว่าที่ผู้ว่า กทม. กับการบริหารจัดการขยะ น้ำ อากาศ และเมืองยั่งยืน” ในหัวข้อ “การจัดการคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร” โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวงหลายท่าน เข้าร่วมด้วย อาทิ

สกลธี ภัททิยกุล กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) เช่น การลดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลลง ซึ่งต้องทำระบบขนส่งสาธารณะที่ กทม. ทำได้ให้มากที่สุดเพื่อเกื้อหนุน นอกจากนี้ยังมีการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ห้ามรถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเข้า กทม. ในช่วงเวลาหรือสถานที่ที่กำหนด เช่นเดียวกับการเผาในที่โล่ง หรือการควบคุมปริมาณฝุ่นในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งในส่วนนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. อยู่แล้ว

ขณะที่การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย กทม. นั้นมีขยะเฉลี่ย 10,000 ตันต่อวัน ส่วนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จะลดลงเหลือราว 9,000 ตันต่อวัน แบ่งเป็นนำไปเผาที่โรงงานกำจัดขยะในเขตหนองแขม 500 ตัน นำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหรือเชื้อเพลิงขยะ (RDF) 2,500 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 6,000 ตัน ยังใช้ระบบฝังกลบ ซึ่งต้องจ้างบริษัทมารับขยะออกไปเฉลี่ย 800-900 บาทต่อตัน กทม. จึงเสียค่าจ้างขนย้ายขยะส่วนนี้ปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่ง กทม. สามารถประหยัดได้

“ทำไมเราถึงไม่ Outsource (ปล่อยรับเหมาช่วง) ไปให้เอกชนเขามาเก็บ เอกชนจ่ายค่าถังขยะ ค่ารถขยะ ถึงเวลาเอกชนเอาขยะไปกำจัด เอาไปขายได้ ประหยัดได้ปีละ 2 พันล้านบาท แล้ว กทม. เอา 2 พันล้านบาท ไปไว้ที่อื่นได้ สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด หรือ พ.ร.บ.สาธารณสุขผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจที่จะมอบให้บุคคลใดก็ตามเป็นคนเอาไปกำจัดได้ แต่ต้องออกข้อบัญญัติ มันอยู่ในวิสัยผู้ว่าฯ ที่จะแก้ได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้านเล็กบ้านใหญ่ ซื้อขยะ มี อบจ.นี้ อบต. นั้น แต่มันต้องอาศัยความกล้าของผู้ว่าฯ ในการกล้าบริหารจัดการ” สกลธี กล่าว

ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กล่าวถึงปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อว่าใน กทม. มีหลายโรงงานพบปัญหาและเกิดข้อร้องเรียน ดังนั้น หากกรมควบคุมมลพิษก็ดี หรือองค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมก็ตาม ตรวจวัดมลพิษ เช่น ฝุ่นหรือไอเสียจากปล่องควันโรงงาน เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด กทม. ต้องกล้าเตือนให้ปรับปรุง และหากยังไม่สามารถปรับปรุงให้ได้มาตรฐานก็ต้องกล้าสั่งปิดโรงงานเป็นการชั่วคราว

ส่วนปัญหามลพิษจากยานพาหนะ เชื่อว่า ผู้ว่าฯ กทม. สามารถพูดคุยกับหน่วยงานที่มียานพาหนะซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ให้บริการรถเมล์ หรือผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่มีรถบรรทุก กรณีการกำหนดยานพาหนะที่ห้ามใช้งานใน กทม. ไปจนถึงการทำประชาพิจารณ์ เพื่อนำไปสู่การจัดทำเขตควบคุมการปล่อยมลพิษ (Ultra LowEmission Zone) กำหนดพื้นที่ห้ามใช้ยานพาหนะที่ไม่ได้มาตรฐาน และหากใช้ก็จะต้องเสียค่าปรับในอัตราสูง โดยเรื่องนี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ต้องทำคนเดียว แต่เป็นฉันทามติของคนกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ควรปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานมลพิษให้สอดคล้องกับหลักสากล เช่น สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในภาคอุตสาหกรรม เช่น การพ่นสี สารทำละลายต่างๆ ที่ผ่านมาพบปัญหาโรงงานแทบไม่ต้องมีการบำบัดก่อนก็สามารถปล่อยออกสู่ภายนอกได้แล้ว ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็นหัวหอกร่วมกับประชาชนชาว กทม. เพื่อให้เกิดการแก้ไขมาตรฐานและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของมลภาวะที่เกิดในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับหลักสากล

“เราเริ่มต้นไม่ต้องเท่ากับเยอรมัน ที่เขาให้ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เราอาจจะเริ่มต้นจาก 100 แล้วค่อยๆ ถอยลงมาให้เข้มขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีมาตรฐานเลย ไนโตรเจนออกไซด์ มันเกิดอะไรขึ้น เราอยากให้กรุงเทพฯ เกิดปัญหา Great Smog of Los Angeles หรือครับ? ผมคิดว่าวันนี้มาตรฐานต่างๆ ต้องปรับให้หมด อากาศในกรุงเทพฯ ไม่สามารถรองรับได้แล้ว เพราะจำนวนโรงงานเพิ่มขึ้นมากแล้ว และท้ายที่สุดผู้ว่าฯ กทม. ต้องกล้าผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ได้ และนี่คือความหวังสูงสุดของคนกรุงเทพฯ ที่จะมีอากาศสะอาด” วิโรจน์ กล่าว

ส่วน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยต้องมีระบบตรวจวัดที่ครอบคลุมโดย กทม. เนื้อที่ทั้งหมด 1,600 ตารางกิโลเมตร ควรติดตั้งเครื่องตรวจวัด 2,000 จุด แต่ปัจจุบันมีเพียงหลักร้อยจุดซึ่งสถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่งสามารถผลิตเครื่องตรวจวัดได้ การมีเครื่องตรวจวัดทำให้ประชาชนรับรู้และป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และให้ผู้รับผิดชอบ อาทิ ผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้อำนวยการเขต ตรวจสอบได้ถูกต้องว่าพื้นที่ใดมีปัญหาและอะไรคือสาเหตุ เช่น เป็นพื้นที่ก่อสร้าง หรือการจราจรติดขัด

อีกทั้งต้องกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องหรือได้ผลประโยชน์จากการปล่อยมลพิษต้องร่วมรับผิดชอบ ซึ่งมีทั้งการลงโทษ เช่น การก่อสร้างที่มีรถบรรทุกเข้า-ออก โครงการก่อสร้างต้องกวดขันไม่ให้มีรถที่ปล่อยมลพิษ หรือควบคุมไม่ให้ตัวโครงการเองก่อฝุ่นออกมาภายนอกขณะทำการก่อสร้าง หากปล่อยปละละเลย กทม. มีอำนาจชะลอหรือเพิกถอนโครงการได้ และการให้รางวัล เช่น โครงการก่อสร้างใดที่ดำเนินมาตรการป้องกันหรือลดผลกระทบจากฝุ่นได้ดี ก็สามารถนำผลงานมาขอลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ เป็นต้น

“ปัญหา กทม. ปัญหาเทคนิคทั้งนั้นตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบัน เรารู้มันต้องแก้ด้วยเทคนิค นวัตกรรมของเมืองจำเป็น กทม. ต้องเริ่ม กทม. มีรถเช่า เราเช่านะ เพราะฉะนั้นควรจะเป็นรถพลังงานสะอาดเสียที ไม่ใช่ กทม. เองรถก็ปล่อย แบบนี้ใช้ไม่ได้ นอกจากนั้นแล้ว กทม. เป็นเจ้าของป้ายรถเมล์ ต่อไปควรจะมีที่ชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ ตรงนี้ก็เป็นอะไรที่เราทำได้เช่นเดียวกับป้ายรถเมล์มีฝุ่นหนาแน่น ควรจะมีระบบในการเตือนภัยฝุ่น มีจอเล็กๆ แจ้งเวลารถเมล์ไป-มาได้ แล้วก็ต้องแจ้งว่ามีฝุ่นเกินแล้ว รวมทั้งมีพัดลมที่สามารถเปิดอัตโนมัติตามปริมาณฝุ่น ฝุ่นไม่ได้กลัวน้ำแต่กลัวลม มีลมมาฝุ่นก็ไม่เข้มข้น อันตรายมันก็น้อยลง” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ปิดท้ายด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า กทม. มีหน้าที่ควบคุมแหล่งปล่อยมลพิษอยู่แล้ว หากไม่ทำย่อมเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น สิ่งไหนที่กฎหมายให้ทำได้ก็ต้องทำ เช่น ควบคุมพื้นที่ก่อสร้างเพื่อให้ไปกวดขันรถบรรทุกที่ปล่อยควันดำ ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดตามโรงงานเพื่อรายงานมลพิษาตามเวลาจริง (Real Time) หรือแม้แต่แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เผาในที่โล่งแม้ต้นตอจะอยู่นอก กทม. ก็ตาม เพราะคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบ

“ที่น่าสนใจ ถ้าดูตัวเลขคือเครื่องยนต์ดีเซลอายุเกิน20 ปี เป็นตัวสำคัญที่ปล่อยมลพิษ ซึ่งผมว่าคนรายได้น้อยจำนวนมากยังใช้รถจำนวนนี้อยู่ กทม. เอาโรงเรียนฝึกอาชีพมาช่วยปรับเครื่องยนต์ดีเซลของคนที่รายได้น้อยที่มีสภาพไม่ดี ช่วยปรับให้เขาถูกด้วยต้นทุนที่ถูก แล้วปรับให้เขาทำคุณภาพอากาศอยู่ในมาตรฐานได้” ชัชชาติ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ถอดบทเรียนดูแลแรงงาน ก่อนมรสุมโควิดผ่านพ้นไป

Posted on March 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643696

สกู๊ปแนวหน้า :  ถอดบทเรียนดูแลแรงงาน  ก่อนมรสุมโควิดผ่านพ้นไป

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เมือง” หมายถึงชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นกว่าหมู่บ้านหรือชนบท และมีโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมซับซ้อนกว่าหมู่บ้าน ดังนั้นการทำงานในเมืองจึงหลากหลายกว่า “แรงงาน” จึงมีความสำคัญในฐานะ “กำลังของเมือง” และมีคำถามตามมาว่า “เมืองได้ดูแลแรงงานมาก-น้อยเพียงใด” โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

และเนื่องจากในขณะนี้หลายประเทศเริ่มทยอยยกเลิกมาตรการควบคุมโรค ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งไทยนั้นตั้งเป้าจะทำแบบเดียวกันในวันที่ 1 ก.ค. 2565 ด้วยการประกาศให้โควิด-19 ลดระดับลงเป็นเพียงโรคประจำถิ่น“สกู๊ปแนวหน้า” จึงขอนำเรื่องราวจากงานเสวนา Health Justice #1 ในหัวข้อ “แรงงานเคลื่อนเมือง: โอกาสและความเหลื่อมล้ำในสถานการณ์โควิด” จัดโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และ WAY magazine เมื่อเร็วๆ นี้ มาชวนย้อนมองอดีต เพื่อนำไปสู่การวางแนวทางในอนาคต หากมีวิกฤตใดๆเกิดขึ้นอีก

ธนพร วิจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายแรงงานอุตสาหกรรม สะท้อนปัญหา “การสื่อสารของภาครัฐ” โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ประชาชนสับสน เช่น กรณีคำสั่งปิดแคมป์ก่อสร้างแล้วมีแรงงานหนีออกมาแล้วก็ไปแพร่เชื้อในพื้นที่อื่น ซึ่งการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจตรงกัน อีกทั้งภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานโดยฟังเสียงภาคส่วนอื่นๆ ทั้งผู้มีความรู้และผู้ได้รับผลกระทบให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงงบประมาณต้องทุ่มไปที่การแก้ปัญหาโควิด-19 เป็นหลักด้วย

“คุณมีเครื่องมือในชุมชน หน่วยงานของรัฐ มหาดไทย อะไรเยอะแยะมากมาย อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อะไรต่างๆ ที่คุณจะสื่อสาร สาธารณสุข คุณก็มีถ้าจะใช้ มันมีทุกตำบล ทุกอำเภอ คุณต้องสื่อสาร แล้วก็ถ้าคุณจะมีชุดข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเขาเข้าใจตรงกัน ตอนนี้ทุกคนก็ตื่นตระหนกกัน ไม่ออกมาทำมาหากิน เพราะว่าโควิดเป็นหลัก 4-5 หมื่นต่อวัน ตายก็เริ่มเยอะขึ้น เราก็คิดว่ามันจะมีมาตรการสื่อสารอย่างไร พวกเราเห็นงบประมาณของรัฐ เรามีความเชื่อว่ารัฐทำได้ เงินไม่หมดถ้าคุณจะมาทุ่มที่มาตรการโควิด เพื่อเชื่อมต่อถึงเศรษฐกิจ ถ้าโควิดมันจัดการได้เศรษฐกิจมันก็เดินได้ ทุกคนมีงานทำ ออกมาใช้ชีวิตปกติได้” ธนพร กล่าว

ธนพร ยังให้ความเห็นกรณี ธนาคารโลก (World Bank) เสนอให้รัฐบาลเก็บภาษีจากกลุ่มคนที่รวยที่สุดในประเทศ(1% Person) เพื่อมาแก้ไขปัญหาโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่า แม้จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้แต่ในความเป็นจริงเป็นรู้กันว่ารัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ถืออำนาจรัฐก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจทุน แต่อีกด้านหนึ่งก็อยากให้คนรวยเข้าใจด้วยว่า หากคนส่วนใหญ่แย่ลง ไม่มีอำนาจซื้อ เศรษฐกิจของประเทศก็เดินต่อไปไม่ได้

มุมมองจากฝ่ายนายจ้าง ศุภกร เผ่าดี อุปนายกฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย(PMAT) และประธานชมรมผู้บริหารบุคคลธุรกิจอุตสาหกรรม(MAC+) พาย้อนฟังเสียงสะท้อนของภาคเอกชน ซึ่งก็คือผู้จ้างแรงงาน ถึงปัญหาการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา อ้างอิงจากการสอบถามผู้ประกอบการธุรกิจ210 แห่ง ครอบคลุมการจ้างงาน 5 หมื่นอัตรา พบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการจากรัฐมากที่สุด อันดับ 1 การติดต่อกับหน่วยงานของรัฐผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคระบาด

อันดับ 2 มาตรการด้านภาษีของภาคธุรกิจ อันดับ 3 มาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันดับ 4 มาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด และอันดับ 5 พักชำระหนี้ที่อยู่อาศัยทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในทุกสถาบันการเงิน ขณะที่ในด้านวัคซีน พบข้อจำกัดในการเข้าถึงในกิจการที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ และการต้องรอการจัดหาวัคซีนจากรัฐเท่านั้น แม้ภาคเอกชนพร้อมใช้งบประมาณของตนเองจัดหาไปฉีดให้พนักงานก็ตาม และแม้ต่อมาเอกชนจะสามารถจัดหาวัคซีนได้คล่องตัวมากขึ้น แต่ชุมชนรอบโรงงานก็ยังพบการได้รับวัคซีนล่าช้า

“มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานคือความเป็นสังคม เขาอยู่กับโรงงานทำงานสุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปนอนบ้าน กินข้าวดูแลครอบครัวของเขา การที่เราจะทำตามมาตรการที่รัฐบอกก็ได้ แต่ความพร้อมมันมีไหม? Home Isolation (กักตัวที่บ้าน) Community Isolation (กักตัวในชุมชน) Factory (โรงงาน) ต่างๆ ที่พูดกันมา ระบบที่พูดกันมาจริงๆ แล้วกลไกของรัฐ Support (สนับสนุน) ไหม?

การไปขอพื้นที่ตรงไหนก็ต้องใช้ส่วนงานราชการฝ่ายปกครอง ฝ่ายปกครองก็ไม่พร้อม สาธารณสุขก็ไม่พร้อม ดังนั้นถึงต้องเปิดโรงงานให้อยู่กัน อยู่กันแล้วต้องคิดนะว่าโรงงานอุตสาหกรรมมัน Design (ออกแบบ) ให้คนไปทำงานไม่ใช่ให้ไปนอนพักผ่อนเหมือนโรงแรม แล้วมันจะมี Facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) เพียงพอหรือไม่? เราจึงมองเห็นสถานการณ์ที่บางจังหวัดบอกว่าปิดไม่ให้ข้ามจังหวัดกันมาเลย” ศุภกร ระบุ

ในสถานการณ์โควิด-19 “ไรเดอร์” หรือผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งสินค้าโดยรับงานจากแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น เป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญ ด้านหนึ่งเป็นที่รองรับคนจากหลากหลายอาชีพที่ต้องตกงานในช่วงดังกล่าวให้ยังมีงานมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว และอีกด้านเป็นเหมือนม้าเร็วนำสิ่งของอุปโภค-บริโภคกระจายไปถึงมือผู้รับในช่วงที่คนจำนวนมากต้องทำงานอยู่กับบ้าน ตามมาตรการลดการรวมกลุ่มอันเป็นความเสี่ยงต่อโรคระบาด

อนุกูล ราชกุณา แอดมินเพจ สหภาพไรเดอร์ Freedom Rider Union กล่าวว่า ไรเดอร์เป็นกลุ่มคนที่ไม่มั่นคงในอาชีพด้านหนึ่งคือสภาพการทำงานที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องด้วยราคาค่ารอบที่ต่ำ จึงต้องรับงานวิ่งส่งของให้ได้รอบมากที่สุด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวไรเดอร์เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ แต่อีกด้านคือไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ ทั้งที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ มีโอกาสเจ็บป่วยจากการทำงาน

“อยากเสนอไปทางภาครัฐ อาจจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาสำรวจว่าค่ารอบที่เหมาะสมในการทำงานที่มันไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือทำงานน้อยกว่านั้น มันจะเป็นผลดีกับไรเดอร์ไหม? ซึ่งผมมองว่าเป็นผลดีแน่นอน เพราะยิ่งไรเดอร์ทำงานมีความเสี่ยงอยู่บนท้องถนน เขายิ่งสูดเอาควันที่มันเป็นพิษเข้าไป ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว ซึ่งมันไม่เห็นผลตอนนี้” อนุกูล กล่าว

อนุกูล กล่าวถึงความท้าทายสำคัญคือ “ไรเดอร์หลายคนมองว่าตนเองเป็นอาชีพอิสระ” แต่ในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามเพราะบริษัทแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นมีอำนาจให้คุณให้โทษไรเดอร์ได้ (อาทิ การลดค่ารอบ) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในลักษณะของการเป็นนายจ้าง ทั้งนี้ สิ่งที่สหภาพไรเดอร์พยายามผลักดัน ไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีสถานะเป็นลูกจ้างเท่านั้น แต่หากไม่เป็นลูกจ้าง อย่างน้อยควรมีพื้นที่ให้ไรเดอร์สามารถพูดคุยกับบริษัทแพลตฟอร์มได้

ลำพังแรงงานไทยก็เผชิญปัญหามากพอสมควรแล้ว “แรงงานข้ามชาติ” นั้นปัญหายิ่งรุนแรงกว่า อดิศร เกิดมงคลผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์สิ่งที่ตามมาคือการเลิกจ้างพนักงาน แต่สำหรับแรงงานข้ามชาติจะต่างกับแรงงานไทยคือเมื่อถูกเลิกจ้างแล้วต้องหานายจ้างใหม่ให้ได้ภายใน30 วัน แต่สถานการณ์แบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการหางานใหม่ จึงทำให้จำนวนคนต่างชาติที่อยู่ในไทยแบบผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขตั้งแต่การระบาดระลอกที่ 2 ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐบาลไทยด้านแรงงานข้ามชาติเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา(2563-2564) มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายเวลาการดำเนินการเพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถอยู่ในประเทศไทยไปแล้วถึง 13 ครั้ง ขณะที่มาตรการตรวจคัดกรองยังมุ่งเน้นเรื่องสถานะทางทะเบียนเป็นสำคัญ เช่น หลายแห่งรับตรวจเฉพาะผู้ที่มีบัตรประชาชนที่เอกสารอื่นที่เทียบเท่า หรือถึงจะได้รับการตรวจ แต่เมื่อพื้นที่โรงพยาบาลมีจำกัดจึงมักเลือกให้บริการคนไทยก่อน ภาพของการตีตราเลือกปฏิบัติ กลับมาอยู่ในสังคมไทยอีกครั้งหลังจากหายไปนาน

อดิศร กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ 1.จัดระบบเพื่อให้แรงงานเข้าถึงการประกันรายได้ ทั้งการรักษาสภาพการจ้างงานเพื่อให้แรงงานยังอยู่ในระบบ หรือหากจำเป็นต้องเลิกจ้างก็ต้องมีมาตรการเยียวยาชดเชย การดึงคนที่หลุดจากระบบไปแล้วกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าขั้นตอนการจ้างแรงงานข้ามชาตินั้นยุ่งยาก และการทำให้การเข้าทำงานอย่างถูกกฎหมายสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย

2.วางแผนบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติระยะยาวที่ผ่านมามีเพียงการดำเนินการแบบระยะสั้น และ 3.การลดอคติดังตัวอย่างจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ด้านหนึ่งฝ่ายสาธารณสุขอยากให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการรักษา แต่อีกด้านหนึ่งมีการตั้งชุดเฉพาะกิจออกจับกุมแรงงานข้ามชาติ หรือกำหนดให้ร้านขายยาคอยสอดส่องแรงงานข้ามชาติที่มาซื้อยาแก้หวัด ตลอดจนการสื่อสารบางถ้อยคำที่ทำให้เกิดการมองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นพาหะนำโรคระบาด เช่น คนไทยไม่ติดแต่ต่างด้าวติด เป็นต้น

“สิ่งที่สำคัญมากกว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะจัดการได้เองสมมุติการมีส่วนร่วมทำให้ตัวแรงงานข้ามชาติเขามีส่วนในการจัดการด้วย ซึ่งผมคิดว่าโจทย์นี้มันไม่ปรากฏเลยในช่วงที่ผ่านมา”อดิศร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,778 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
แนวหน้าวาทะเด็ด
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่
สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10
องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบร้องเรียน

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d