ทุกอย่างพร้อม “บิ๊กตู่” เปิดหน้าลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572929

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 20:27 น.

ทุกอย่างพร้อม "บิ๊กตู่" เปิดหน้าลุย

การเปิดหน้าสู่การเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นับจากนี้ ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่เพิ่มมากขึ้น

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

สถานการณ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าพรรคพลังประชารัฐจะเสนอรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตนายกอันดับ 1 ของพรรคแน่นอน ส่วนรายละเอียดจะไปหารือกันอีกครั้ง

นี่จึงถือเป็นการเปิดหน้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว ด้วยจังหวะเวลาที่ถือว่าสุกงอม จนเริ่มเห็นทิศทางข้างหน้าว่าจะเดินต่อไปอย่างไรท่ามกลาง “โอกาส” ที่ค่อยๆ ดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

หากจำได้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่บ่ายเบี่ยงถึงอนาคตการเมือง ระบุเพียงแต่ต้องรอให้พรรคการเมืองประสานมาว่าจะขอให้อยู่ในบัญชีเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคการเมือง เวลานี้ยังไม่มีการติดต่อมา ถ้ามีติดต่อมาจะพิจารณาอีกทีว่าเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่

ทางเลือกที่เหลืออยู่ในเวลานี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเหลืออยู่ไม่มาก และสุดท้ายคงเป็นไปอย่างที่คาดการณ์คือการต้องตัดสินใจรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ด้วยจังหวะเวลาที่ใกล้จะปลดล็อกการเมืองเต็มที เบื้องต้นตามกำหนดการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ได้นัดหารือกับพรรคการเมืองรอบสุดท้ายในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เพื่อเตรียมตัวปลดล็อกเดินหน้าการเมืองสู่โหมดเลือกตั้งเต็มรูปแบบซึ่งจะเปิดให้มีการหาเสียงได้อย่างอิสระ

ยิ่งหากพิจารณาเส้นทางสู่ถนนการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นว่าทุกอย่างได้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบรองรับการก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ สมัยที่สอง

เริ่มตั้งแต่ความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นหลังจากการเริ่มก่อตั้ง ด้วยการ “ไหลเข้า” จากบรรดาอดีต สส. พรรคการเมืองต่างๆ โดยได้กำลังสำคัญจาก “กลุ่มสามมิตร” มาเป็นกลไกขับเคลื่อนประสานงานจากอดีต สส.ภูมิภาคต่างๆ

ท่ามกลางแรงดูดที่หนักหน่วงต่อเนื่องจนถึงขั้นมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม อันจะเป็นชนวนนำการเมืองไปสู่วังวนปัญหาและทำลายกระบวนการปฏิรูปที่สู้อุตส่าห์ทำมาตลอด 4-5 ปี

ล่าสุดในการลงพื้นที่ภาคอีสานของแกนนำ พปชร. สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน ระบุว่า จากการลงสำรวจความเห็นของชาวบ้านในภาคอีสาน ส่วนใหญ่มีความชื่นชอบในนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องบัตรสวัสดิการและนโยบายอื่นๆ ที่รัฐประกาศออกมา มาถึงวันนี้พรรรคพลังประชารัฐ เชื่อมั่นว่าผู้สมัคร สส.​ของพรรค จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเกิน 50 คนอย่างแน่นอน

ในส่วนของคะแนนนิยมหากย้อนดูนโยบายช่วงหลังๆ ของรัฐบาล จะเห็นการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเรียกคะแนนนิยมแบบลดแลกแจกแถมจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเดินตามรอยประชานิยมที่รัฐบาลเคยออกมาถล่มก่อนหน้านี้

สำหรับแพ็กเกจล่าสุดมีทั้งการเพิ่มเบี้ยยังชีพสูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ​ 3.5 ล้านคน ให้ได้รับเพิ่มเท่ากันทั้งหมดคนละ 1,000 บาท/เดือน จากปัจจุบันที่มีการจ่ายแบบขั้นบันไดอายุไล่มาตั้งแต่ 600-1,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

ต่อเนื่องด้วยมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทั้งบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา (มีผลตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ถึงเดือน ก.ย. 2562 ระยะเวลา 10 เดือน) ค่าไฟฟ้า ให้ใช้ไฟฟ้าในวงเงิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาท/คน มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย จำนวน 1,000 บาท/คน มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย 400 บาท/คน/เดือน

ต่อเนื่องด้วย​ของขวัญวันตรุษจีนด้วยโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อส่งเสริมระบบการชำระเงิน หรืออี-เพย์เมนต์ จะทำเป็นมาตรการระยะสั้น 15 วัน โดยจะคืนแวตให้ 5% สำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 2 หมื่นบาท ได้ทุกสินค้ายกเว้นเหล้า เบียร์ บุหรี่ หรือสินค้าบาปทุกชนิด จะได้คืนภาษีสูงสุด 1,000 บาท

ไม่เว้นแม้แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ออกมานั้นยังถูกถล่มถึง​เบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษหรือไม่ จนกระทบไปถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระที่ดูแลจัดการเลือกตั้ง

ปัญหาอยู่เพียงแค่การเปิดหน้าสู่การเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ นับจากนี้ ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่มากขึ้นทั้งในแง่คำวิพากษ์วิจารณ์ การบริหารราชการที่ผ่านมา เงื่อนงำการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะหลังปลดล็อกการเมือง และช่วงหาเสียงนับจกนี้

ยังไม่รวมกับข้อกฎหมาย มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์​ ซึ่งไม่ใช่สมาชิก ต้องระมัดระวังตัวเองไม่ให้แสดงความคิดความเห็นใดๆ ที่จะถูกเชื่อมโยงได้ว่าสามารถควบคุม ชี้นำ ครอบงำ พรรคการเมืองนั้นๆ ได้

รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช.นับจากนี้ที่จะต้องระมัดระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอันจะเป็นเงื่อนปมให้ถูกร้องเรียนต่อไป หลังจากเปิดหน้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว

แบ่งเขตเลือกตั้ง ชนวนเดือดรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572814

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 19:18 น.

แบ่งเขตเลือกตั้ง ชนวนเดือดรอบใหม่

การทำงานของกกต.ในยุครัฐบาลคสช.นั้น ถูกเพ่งเล็งมากกว่าปกติยิ่งกว่า กกต.ในอดีต

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกือบจะ 100% แล้วสำหรับทิศทางและกลไกที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกของประเทศไทยในรอบ 5 ปี ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 เขตอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา

การประกาศดังกล่าวทำให้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนพอสมควรแล้วว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ค่อนข้างแน่นอนแล้ว เหลือเพียงแต่รอความชัดเจนจากรัฐบาลในการจัดทำพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้งเท่านั้น จากเดิมที่หลายฝ่ายเกิดอาการผวาว่าการเลือกตั้งของไทยจะต้องเจอโรคเลื่อนไปอีกรอบ

ต้องยอมรับว่าการทำงานของ กกต.ชุดนี้ ถูกจับตามองจากแต่ละฝ่ายอย่างใกล้ชิดทั้งในลักษณะของการให้กำลังใจและจ้องจับผิดไปในคราวเดียวกันว่า กกต.ชุดนี้จะทำงานด้วยความเป็นกลางหรือไม่ เนื่องจาก กกต.เข้ามาโดยมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กกต.ก็รู้ถึงสถานการณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี จึงพยายามหลบเลี่ยงการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ คสช.มากนัก แต่จนแล้วจนรอดก็หนีไม่พ้นจนได้ภายหลัง คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อคุ้มครองการทำงานของ กกต.ในการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ให้ถือว่าการทำงานของ กกต.เป็นที่สุด

การแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ก่อนที่จะประกาศออกได้เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ต้องปะทะกับกระแสวิจารณ์พอสมควร ด้วยเหตุที่ กกต.ควรต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวหาผู้สมัครได้ทัน

แต่กลายเป็นว่ามีตอใหญ่ปักหลักขวางกลางลำน้ำอยู่ ทำให้ กกต.ทำงานต่อไปลำบาก จนกระทั่ง คสช.ต้องเข้ามาอุ้ม กกต.ให้ทำงานจนแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นความปรารถนาดีของ คสช. แต่ภาระสุดท้ายกลับไปตกที่ กกต.เข้าอย่างจัง เนื่องจากนับจากนั้นเป็นต้นมา กกต.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานเรื่องความเป็นกลางขึ้นมาทันที

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ คสช.และรัฐบาลเองก็มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ไม่น้อย กล่าวคือมีรัฐมนตรีในรัฐบาลถึง 4 คน เข้าไปร่วมทำงานกับพรรคพลังประชารัฐ อีกทั้งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือ คนเดียวในดวงใจของพรรคพลังประชารัฐที่จะเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ

จึงไม่แปลกที่ กกต.ต้องถูกเพ่งเล็ง มากกว่าปกติยิ่งกว่า กกต.ในอดีต

มาถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า กกต.กำลังตกที่นั่งลำบากพอสมควร หลังจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่งเสร็จสิ้นไป เพราะหลายพรรคการเมืองต่างมองตรงกันว่าการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้มีความเทาๆ อยู่พอสมควร อย่างเช่น ในกรณีของ จ.สุโขทัย ที่มีความน่าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“จำนวนประชากรแบบเก่ากับแบบใหม่อาจใกล้เคียงกัน แต่พื้นที่เขตเลือกตั้งในเขต 2 ระหว่าง อ.บ้านด่าน ลานหอย กับทุ่งเสลี่ยม มันติดกันตรงไหนครับ มีส่วนติดกันอยู่แค่ประมาณ 500 เมตร ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่ว่าพื้นที่เลือกตั้งในแต่ละเขตต้องติดต่อใกล้ชิดกัน มันติดต่อใกล้ชิดกันตรงไหน” การตั้งข้อสังเกตของ สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต สส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์

เช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทย ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างเห็นได้ชัด

“แสดงให้เห็นว่าข้อกังวลเรื่องการจัดการเลือกตั้งที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรคนั้นมีอยู่จริง การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ประกาศออกมาประมาณ 20-30% นั้นมีผลสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์เดิม โดยเฉพาะบางเขตถูกแบ่งเป็น 4-5 ส่วน เช่น เขตเลือกตั้งในโคราช สุโขทัย อุบลราชธานี เป็นต้น” คำวิจารณ์จาก ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ในส่วนของรัฐบาลยังพยายามสงวนท่าทีต่อเสียงวิจารณ์เรื่องนี้พอสมควร ด้วยการอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงของเขตเลือกตั้งย่อมเป็นไปตามจำนวนประชาชนที่เพิ่มขึ้นและลดลงในแต่ละปี โดยไม่ได้มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด

การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ออกมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเมืองเริ่มร้อนขึ้นมาทันที โดยเฉพาะความโปร่งใสของการจัดเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว คือ วันที่ 26 ก.พ. 2500 โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งด้วยความโปร่งใส ปรากฏว่ามีการใช้อำนาจรัฐและบังคับข้าราชการให้มาสนับสนุนรัฐบาล เพื่อหวังให้รัฐบาลได้รับชัยชนะและอยู่ในอำนาจต่อไป จนได้รับการเรียกขานว่า “การเลือกตั้งสกปรก”

แต่ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงผลการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยกลุ่มนักศึกษานำมาซึ่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้การชุมนุมประท้วงและการสร้างแรงกดดันรัฐบาลจะไม่ได้ถึงจุดแตกหัก แต่ก็เหมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ เนื่องจากเวลานั้นเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างมาก ก่อนที่จะมีการรัฐประหารอีกในวันที่ 16 ก.ย. 2500 ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ในเวลาต่อมา

บทเรียนในอดีตจากคนรุ่นก่อนมีให้เห็นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะพยายามลืมๆ มันไป

ดังนั้น เมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว แทบไม่อยากนึกเลยว่าปลายทางจะเป็นอย่างไรต่อไป

126 เสียงเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีทางไปรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572726

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07:46 น.

126 เสียงเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีทางไปรอด

ความเห็นจาก “ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” ที่วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองนับจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไร

***************************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัว ภายหลังความชัดเจนเริ่มปรากฏขึ้นเป็นระยะ ซึ่งพรรคการเมืองเองก็พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการปรับตัวเองให้กับกติกาที่เปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการเกิดขึ้นมาของพรรคการเมืองใหม่ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของพรรคพลังประชารัฐ

จึงเป็นโอกาสอันดีที่โพสต์ทูเดย์ได้สนทนากับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่านับจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป

ก่อนอื่น อาจารย์ปริญญา มีมุมมองถึงผลกระทบที่พรรคการเมืองและประชาชนได้รับจากระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญไว้อย่างสนใจ

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนคือ จากเดิมประชาชนมีสองคะแนน คะแนนหนึ่งเลือก สส.เขต อีกคะแนนเลือก สส.บัญชีรายชื่อ หรือเลือกพรรค แต่ตอนนี้แม้ว่าจะยังมี สส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออีกต่อไปแล้ว โดยระบบเลือกตั้งใหม่จะเอาคะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศของแต่ละพรรคมาคิดที่นั่งทั้งสภา แล้วเอา สส.แบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้หักไปที่เหลือคือ สส.บัญชีรายชื่อ”

“ผลที่เกิดกับประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ คือ ถ้าพรรคการเมืองต้องการ สส.บัญชีรายชื่อ ก็ต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทำให้จะเกิดการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทั้งๆ ที่ไม่มีหวังว่าจะชนะ ดังนั้นในคราวนี้จะมีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

“แล้ว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ยังกำหนดให้ผู้สมัครในแต่ละเขตของพรรคการเมืองเป็นคนละเบอร์กัน ความยากของประชาชนคือ หนึ่ง ถ้าประชาชนอยากจะเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อคนละพรรค จะทำไม่ได้อีกต่อไป และสอง ผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่มากขึ้น แต่พรรคเดียวกันเป็นคนละเบอร์กัน ทำให้ประชาชนเลือกยากขึ้น”

การที่มีผู้สมัครเยอะก็น่าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้นเหมือนกับการเลือกซื้อสินค้า อาจารย์ปริญญา เห็นแย้งว่า “ปัญหามันยากตรงที่ว่าสินค้ามีให้เลือกเยอะ แต่มีวัตถุประสงค์ใช้งานคนละอย่างกัน เดิมผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีมากหรือน้อยก็ต่างหวังจะชนะการเลือกตั้งทั้งนั้น แต่คราวนี้ผู้สมัครจำนวนมากไม่ได้หวังชนะ แต่พรรคส่งมาลงเพราะหวังจะได้คะแนนมาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ”

“การให้ประชาชนเหลือเพียงคะแนนเดียว ทำให้ประชาชนตัดสินใจยากขึ้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้นเหมือนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ว่าเอาไว้ มันจะยากขึ้น เพราะตอนมีสองคะแนนมันแบ่งได้ แต่มีคะแนนเดียวมันแบ่งไม่ได้ระหว่าง สส.แบบแบ่งเขต กับ สส.บัญชีรายชื่อ แล้วปัญหาคือถ้าชอบคนละพรรคกัน ประชาชนจะตัดสินใจเลือกอย่างไรล่ะครับ”

ส่วนผลกระทบต่อพรรคการเมือง อาจารย์ปริญญา แสดงความคิดเห็นว่า ย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้ง 4 ครั้ง ล่าสุด พบว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคจะได้คะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งน้อยกว่าคะแนนบัญชีรายชื่อเสมอ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในพื้นที่จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางมาแบ่งคะแนนไป เช่น จ.สุพรรณบุรี ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเอาคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ ผลคือพรรคใหญ่จะได้ สส.น้อยลงกว่าเดิม

“พรรคการเมืองใหญ่จึงมีการวางยุทธศาสตร์กันใหม่ ที่แตกตัวออกมาเป็นหลายพรรค เพราะคิดว่าส่งได้แค่คนเดียวในแต่ละเขตก็ได้คะแนนเอามาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อแค่คะแนนเดียว ถ้าแบ่งเป็นหลายพรรคก็จะได้หลายคะแนนที่จะเอามาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ แล้วค่อยมารวมกันใหม่ในอนาคต”

“เหมือนกับในหมู่บ้านหนึ่งมีบ้าน 10 หลัง บ้านที่เคยได้อาหารมากที่สุด พบว่าระบบใหม่จะทำให้บ้านตัวเองได้อาหารน้อยลง เขาเลยคุยกันว่าควรแบ่งบ้านออกมาหลายหลัง เพื่อให้อาหารเท่าเดิม”

ขณะที่เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง อาจารย์ปริญญา มีทัศนะว่าขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะเอาอย่างไร และขึ้นกับจำนวนเสียง สส.ของพรรคการเมืองที่จะได้

“บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้การเลือกนายกรัฐมนตรีทำในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยต้องมีมติเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา คือ 376 เสียง คสช.มีเสียง สว. 250 คน ก็ต้องการเสียง สส.แค่ 126 เสียงเท่านั้น ซึ่งพรรคขนาดกลางจำนวนหนึ่งก็ได้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจพรรคการเมืองใหญ่เลย นี่ก็น่าคิดว่าเป็นเหตุผลหรือไม่ที่ระบบเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น”

“แต่การเป็นนายกฯ โดยมีเสียง สส.แค่ 126 คน ผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ ต่อให้มีเสียง สว.รอยกมือเอกฉันท์ แต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต้องส่งเข้าสภาผู้แทนก่อน รวมถึงร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ดังนั้น แม้ว่าตัวเลขขั้นต่ำที่จะเป็นนายกฯ คือ แค่ สส. 126 เสียง แต่ถ้าจะให้อยู่ได้ต้องมี สส.อย่างน้อยครึ่งหนึ่งคือ 250 คน”

“ปัญหาคือลำพังเพียงพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กรวมกันไม่มีทางถึง 250 คะแนน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง พรรคใหญ่สองพรรครวมกันเกินครึ่งเสมอ แปลว่าจะต้องได้พรรคใหญ่พรรคหนึ่งพรรคใดมาร่วมด้วย จึงจะได้รัฐบาลที่มีเสียง สส.เกิน 250 เสียง ผมถามว่าพรรคเพื่อไทยจะมาหรือไม่ คสช.ก็คงวิเคราะห์ออกว่าถ้าต้องการได้รัฐบาล 250 เสียง ก็คงต้องเอาพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์จะมาหรือไม่ ก็คงดูกันต่อไป”

ในเชิงบทสรุปของการเมืองไทย อาจารย์ปริญญา คิดว่า สุดท้ายแล้วการเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไรอยู่ที่คนคนเดียวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ ถ้าต้องการเป็นนายกฯ ต่อ เกมการเมืองจะไปทางหนึ่ง คือต้องรวบรวมเสียง สส.ให้ได้ถึง 250 คน ไม่ใช่แค่ 126 คน ซึ่งทางเดียวที่จะรวบรวม สส.ถึง 250 คนได้ คือต้องได้พรรคใหญ่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะมาร่วมด้วยได้ พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นว่าที่นายกฯ จะต้องได้ สส.มากที่สุด คือมากกว่าเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ไม่ง่าย

ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.คนอื่นประสงค์จะเป็นนายกฯ ต่อ จะมีผลไปถึงการเลือก สว.ด้วย เพราะ สว. คือ เสียงพื้นฐานที่ต้องได้ทุกเสียงก็ต้องเลือก สว.ในแบบที่มั่นใจว่าจะยกมือให้ตัวเองแน่ แต่ถ้าไม่คิดจะเป็นนายกฯ ต่อการเลือก สว.ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือ เลือกคนกลางๆ หรือคนที่เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ได้ แต่พอให้คุมเสียงข้างมากได้ก็พอ เพื่อกดดันให้รัฐบาลทำตามยุทธศาสตร์ชาติ

“จากนี้ไปการเลือก สว.ของ คสช.จะถูกจับตามองว่าการเลือก สว.อย่างนี้เพราะอะไร ถ้า คสช.เป็นผู้มีส่วนได้เสียจากผลการเลือกตั้ง มันก็จะมีคำถามเข้าเยอะ เช่น ที่เลือกคนนี้เพราะต้องการให้คนนี้มาเลือกตัวเองให้เป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ เป็นต้น คำถามพวกนี้มันจะเกิดขึ้น และมันไม่ดีต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้งในยุคเปลี่ยนผ่าน หาก คสช.ถอยออกมาเป็นผู้ดูแลให้กลับสู่ประชาธิปไตย ในฐานะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย น่าจะดีกว่าทั้งต่อ คสช.และต่อประเทศของเราครับ” อาจารย์ปริญญา สรุป

เปิด4พื้นที่เลือกตั้ง ปมแบ่งเขตพิสดาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572495

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 06:48 น.

เปิด4พื้นที่เลือกตั้ง ปมแบ่งเขตพิสดาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง สส.ออกมาทั้ง 350 เขต ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่าเป็นการแบ่งเขตเลือกตัง 2562 เพื่อเอื้อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีการผ่า แบ่ง หรือยุบรวมเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากการเลือกตั้งในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้เริ่มที่ จ.สุโขทัย ฐานที่มั่น สำคัญของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำ พรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ สุดตัว ถูกกล่าวขานว่าเป็นการแบ่งเขตที่สุดพิสดาร โดย “สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล” อดีต สส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาแฉถึงเบื้องหลังของการแบ่งเขตเลือกตั้งอันสุดแปลกประหลาดครั้งนี้ว่า มีการแบ่งเขต อ.กงไกรลาศ ออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มีนักการเมืองใหญ่ใน จ.สุโขทัย บางคนต้องการตัดแบ่งเขตออกเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ

ในขณะที่ตนเองเสนอให้แบ่งเขตรูปแบบเดิมเหมือนกับการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ด้วยความเหมาะสมทั้งเรื่องเขตติดต่อและจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีการทำหนังสือถึง กกต.ไปตั้งแต่เดือน ส.ค. เพื่อขอให้แบ่งเขตตามรูปแบบเดิม พร้อมแจ้งให้ระวังเรื่องการแทรกแซงเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่สุดท้ายมีการประกาศใช้วิธีการแบ่งเขตแบบที่ 4 ที่ชาวบ้านเรียกว่าเป็นรูปแบบพิสดาร

“ความพิสดารของการแบ่งเขต เลือกตั้งที่ จ.สุโขทัย คือ การเอา อ.ทุ่งเสลี่ยม มาเชื่อมกับเขต 2 ทั้งที่มีอาณาเขตติดต่อกันเพียง 500 เมตรเท่านั้น และสภาพภูมิศาสตร์ยังเป็นภูเขา จึงมองว่าเพียงแค่ เริ่มต้นการแบ่งเขตยังไม่ยุติธรรม แล้วจะมีอะไรทำให้เชื่อว่าการหย่อนบัตรเลือกตั้งจะมีความสุจริต เที่ยงธรรม” สัมพันธ์ กล่าว

อีกพื้นที่ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัย คือ จ.นครราชสีมา ซึ่งทราบดีว่าพื้นที่นี้เจ้าถิ่นใหญ่ คือ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่ยกครอบครัว “ทัศนียา” และลูกชาย “อธิรัฐ” อดีตสส.นครราชสีมา มาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จนทำให้พรรคคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยต้องออกมาท้วงติง

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย บอกว่า จ.นครราชสีมา ถูกแบ่งกระจุยกระจายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าจะหายไป 1 เขตจาก 15 เขต เหลือ 14 เขต แต่ไม่น่าจะแบ่งออกมาหน้าตาแปลกประหลาดอย่างนี้ เป็นรูปแบบที่ไม่อยู่ในข้อเสนอของ กกต.จังหวัดเสนอต่อ กกต.ใหญ่

“ประเสริฐ” บอกอีกว่าที่ผ่านการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเขต อ.เมืองนครราชสีมา ถูกซอยย่อยออกเป็น 4-5 เขตเลือกตั้ง ขณะที่ อ.ปากช่อง ที่มีประชากรเท่ากับ 1 เขตเลือกตั้ง แต่ กกต.ไปตัดบางตำบลใน อ.ปากช่อง ออกหรือเขตเลือกตั้งที่ 3 อ.สีคิ้ว ไม่เคยรวมกับ อ.ขามทะเลสอ มาก่อนก็ถูกนำมารวมกัน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบและเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใกล้ชิดรัฐบาลและ คสช.หรือไม่

ขณะที่ จ.อุบลราชธานี ที่ “ก๊วนอุบลฯ” ที่มี “สุพล ฟองงาม” อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นำทีมกระโดดย้ายข้างมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดนตั้งคำถามถึงความได้เปรียบ

“อิสสระ สมชัย” รองหัวหน้าพรรค ปชป. และอดีต สส.อุบลราชธานี กล่าวว่า การเอาเขตใหญ่ๆ 2 อำเภอมารวมกันนั่นคือ อ.ม่วงสามสิบ ที่เป็นเขตเดิมของ “ศุภชัย ศรีหล้า” และ อ.เขื่องใน ที่เดิมเป็นของ “วุฒิพงษ์ นามบุตร” จะเสีย สส.ในเขตนี้ไป 1 ที่นั่ง ไม่ทราบว่าจริงๆ แล้ว กกต.มีเจตนาหรือความตั้งใจอย่างไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรทำเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีเขตเลือกตั้งที่ กกต.ถูกโจมตีล้วนเป็นพื้นที่พลังดูดของพรรคพลังประชารัฐ อย่าง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็น เขตอิทธิพลของกลุ่ม “ธรรมวิชญ์” และ “อัฏฐพล” บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือ “กำนันเซี๊ยะ” อดีต สส.กาญจนบุรี พรรค ปชป. ที่ถูกดูดไปพรรคพลังประชารัฐ

“ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร” อดีต สส.กาญจนบุรี พรรค ปชป. กล่าวว่า ปัญหาการแบ่งเขตเลือกตั้ง สส. เขต 2 จ.กาญจนบุรี กกต.แบ่งเขตโดยตัด ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย และ ต.หนองโรง ทุ่งสมอ ดอนเจดีย์ และ ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน ออกไป ทำให้เขต 2 เป็นเขตเดียวของ จ.กาญจนบุรี หรืออาจเป็นเขตเดียวของประเทศไทยที่มีราษฎรเพียง 1.42 แสนคน ทำให้เขต 2 มีราษฎรน้อยกว่าเขต 1 ถึง 5.5 หมื่นคน และน้อยกว่า เขต 3 ถึง 4.7 หมื่นคน

ทั้งหมดนี้ความได้เปรียบในเขต เลือกตั้งจะส่งผลให้ผู้สมัครชนะการเลือกตั้งหรือไม่ สุดท้ายคำตอบอยู่ที่ผลการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ 2562

กลยุทธ์แตกแบงก์พัน เพื่อไทยเสี่ยงอ่อนแอสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572405

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 07:50 น.

กลยุทธ์แตกแบงก์พัน เพื่อไทยเสี่ยงอ่อนแอสูง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” รอบนี้ ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรที่จะเป็นตัวชี้วัดถึงอนาคตทางการเมืองและโอกาสการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งยังไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาจะตรงตามเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยเพียงใด

แต่อย่างน้อยก็ถือเป็น “ทางเลือก” ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับกฎกติกาการเมืองในระบบการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทุกคะแนนมีผลต่อการนำมาคำนวณทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ

โดยเฉพาะเมื่อวิเคราะห์ระบบเลือกตั้งแล้ว จะพบว่าพรรคการเมือง ซึ่งได้ สส.เขตจำนวนมาก ย่อมจะไป ลดทอนโอกาสการได้ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จนยากจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในฐานะที่เคยชนะการเลือกตั้งได้จำนวน สส.แบบถล่มทลายก่อนหน้านี้ ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องคิดหนักว่าจะยอมเสียที่นั่งที่จะหายไปตามระบบใหม่ หรือจะยอมเสี่ยงปรับแผนลดขนาดกระจายแกนนำไปอยู่พรรคอื่นเพื่อให้ได้เก้าอี้ สส.มากขึ้นแต่ก็ต้องยอมแลกกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมา

เริ่มตั้งแต่พลังความเข้มแข็งที่จะลดลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยในอดีตนั้นส่วนสำคัญมาจากการผนึกกำลังของบรรดาแกนนำ อดีต สส.จากทั่วประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันจนมีจำนวนมากถึงขั้นเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลและมีเสียงใน สภาผู้แทนราษฎรเพียงพอที่จะผลักดันนโยบายสำคัญได้สำเร็จ

แต่หากรอบนี้จำเป็นต้องแบ่งแกนนำออกไปเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้กับพรรคพันธมิตรอื่นๆ ย่อมทำให้ความเข้มแข็งที่เคยมีต้องถูกลดทอนลงไป ตามจำนวนแกนนำและอดีต สส.ที่ออกไป ยิ่งออกไปมากเท่าไร หรือยิ่งแตกไปตั้งหลายพรรคเท่าไรพลังความเข้มแข็งย่อมต้องถูกลดทอนไปเท่านั้น

พรรคที่จะเป็นแบงก์ร้อยพรรคสำคัญในเวลานี้หนีไม่พ้น ” พรรคไทยรักษาชาติ” ที่มีตัวย่อ ทษช. อันถูกตีความเชื่อมโยงไปถึง  ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  โดยมีหัวหน้าพรรคคือ  ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลูกชาย เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.ศึกษา และมหาดไทย

ดังจะเห็นแกนนำจากพรรค เพื่อไทยหลายคนตัดสินใจลาออกมาสังกัดพรรค ทษช.อย่างล้นหลาม ไล่มาตั้งแต่ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่ถูกวางตัวมานั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคที่จะเป็นคนถือธงนำ  ทษช.ลงสนามเลือกตั้งรอบนี้ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรดา “บิ๊กเนม” คนอื่นๆ เช่น สุชาติ ธาดาธำรงเวช  เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สุธรรม แสงประทุม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เกรียง กัลป์ตินันท์ พิชัย นริพทะพันธุ์ และขัตติยา สวัสดิผล ก็ล้วนแต่เป็นอดีตบุคลากรที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เมื่อต้องเสียคนเหล่านี้ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องอ่อนแอลง

รวมทั้งในทางปฏิบัติแล้วคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถแบ่งพื้นที่กันได้ชัดเจนว่า พื้นที่นี้พรรคไหนจะคว้าชัยชนะได้ สส.เขต หรือพรรคไหน แพ้แต่จะได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อลงสนามเลือกตั้งกันจริงๆ ทุกฝ่ายต่างต้องการหวังชัยชนะเป็น สส.ด้วยกันทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อฐานเสียงที่เคยเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทยมาเลือกตั้งรอบนี้ย่อมต้องคิดหนักว่าจะเลือกลงคะแนนให้ใคร หรือจะยึดปัจจัยใดมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคแบงก์พันหรือพรรคแบงก์ร้อย ที่เวลานี้ต้องมาเป็นคู่แข่งกันเอง

ยิ่งหากพิจารณาต่อไปถึงเรื่องการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยจะต้องชูนโยบายหาเสียงของตัวเอง ขณะที่พรรคพันธมิตรจะมีนโยบายเป็นของ ตัวเองที่แตกต่างออกไปย่อมทำให้ เกิดความสับสนในพื้นที่

ในขณะที่ประชาชนท่ามกลางความสับสนว่าพรรคไหนควรจะเป็นตัวจริงเสียงจริง ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกเพื่อไปทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงในสภาผู้แทนราษฎร หรือเลือกไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผลักดันนโยบายที่จะได้ออกแคมเปญหาเสียงกับชาวบ้านต่อไป

อันอาจกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อคนกันเองต้องมาลงสนามช่วงชิงเก้าอี้ โอกาสที่ฐานเสียงเดิมจะถูกแบ่งคะแนนกลายเป็นจุดอ่อนเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามอาศัยจังหวะนี้เข้ามาเป็น “ตาอยู่” คว้าชัยชนะไปแบบเหนือความ คาดหมายก็ย่อมมีความเป็นไปได้

ดังจะเห็นว่าสุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับกลยุทธ์กลับมาสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเองเพื่อลบภาพความอ่อนแอ จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ประสบปัญหา “เลือดไหลออก” รุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกับอดีตสมาชิกจำนวนไม่น้อยที่ไหลไปอยู่กับพรรค พลังประชารัฐ

สภาพภายในพรรค หลังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งถูกวางตัวเข้ามาเป็นคนถือธงนำในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งเองก็เริ่มปรากฏให้เห็นความขัดแย้งจากกลุ่มก๊วนต่างๆ จนสั่นคลอนปัญหาเอกภาพอยู่หลายระลอก

แม้แต่พรรคแบงก์ร้อยอีกพรรคอย่างพรรคเพื่อชาติ ซึ่งได้ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา มาเป็น กองเชียร์คนสำคัญ ซึ่งเวลานี้เริ่มเห็นการขัดแข้งขัดขากันเองระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก

จน จตุพร ต้องออกมา เฟซบุ๊กไลฟ์หัวข้อ “ถึงวัฒนา เมืองสุข อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู” แม้จะเคลียร์กัน ได้แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางที่น่าเป็นห่วงในช่วงการหาเสียงซึ่งจะต้องมีการกระทบกระทั่งรุนแรง

กลยุทธ์แตกแบงก์พันที่เพื่อไทยเลือกเดินจึงล้วนเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงซึ่งต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรต้องรอลุ้นกันวันเลือกตั้ง

นายกฯ สมัยสอง ไม่ใช่เรื่องง่ายของ’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572298

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 07:35 น.

นายกฯ สมัยสอง ไม่ใช่เรื่องง่ายของ'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเริ่มเห็นเค้าลางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  สอดรับไปกับการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่กำหนดไว้คือวันที่ 24 ก.พ. 2562

ชัดเจนผ่านคำให้สัมภาษณ์ว่าทางเดินต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองรอเพียงแค่เปิดตัวเข้าสู่บัญชีที่พรรคการเมืองจะเสนอเป็น 1 ใน 3  นายกรัฐมนตรี โดยระหว่างนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนทาบทาม ต้องรอให้ถึงเวลานั้นถึงค่อยมาตัดสินใจอีกครั้ง

“ส่วนจะรับหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูใจผมก่อน ว่าที่เขาจะขอผมนี่มันตรงกับใจผมเปล่า ถ้ามีก็ 100% ไปเลย ไม่มีนิดหน่อย”พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ถือเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์  กับการเปลี่ยนบทบาทและสถานะจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ

ประการแรก การตัดสินใจไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้ถูกโจมตีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในอนาคต

เมื่อด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอาจถูกโจมตีถึงความไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในช่วงมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

ยิ่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาการันตีว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่ยังสามารถบริหารงานได้ตามปกติ สามารถแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ พิจารณางบประมาณได้ เพราะรัฐบาลนี้จะพ้นวาระก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง

“ที่สำคัญ คสช.ยังออกมาตรา 44 ได้ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง แม้มีนายกฯ มีคณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่ถวายสัตย์ฯ คสช. ก็ยังออกมาตรา 44 ได้ เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ”

ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษในมือของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น หากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งย่อมเป็นเป้าให้ถูกโจมตีถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะช่องว่างที่อาจ เปิดไว้ให้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองที่ตนเองเป็นสมาชิกได้

หากเป็นเช่นนั้นย่อมนำไปสู่การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้อง ลาออกจากตำแหน่งเพื่อความสง่างามทางการเมืองหรือสร้างบรรทัดฐานที่ดีเป็นแบบอย่างทางการเมืองที่ควรจะเป็นตามความพยายามที่จะปฏิรูปการเมืองเพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากวังวนปัญหาการเมือง

นอกจากนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองในช่วงที่รัฐบาลออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ย่อมเป็นประเด็นถูกโจมตีถึงการชิงกระแสความได้เปรียบทางการเมืองหรืออาจถึงขึ้นนำไปสู่การร้องเรียนต่อไปได้

ทั้งหมดล้วนแต่จะเป็นเป้าให้ถูกโจมตีในช่วงการหาเสียงหลังจาก คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวหาเสียง อันจะทำให้ฝ่ายต่างๆ หันมาถล่มพรรคพลังประชารัฐกันอย่างพร้อมเพรียง

การนำภาพลักษณ์ของตัวเองในฐานะกรรมการผู้เข้ามาควบคุมดูแลความขัดแย้ง มาเปลี่ยนเป็นคนลงสนามในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จึงอาจย้อนกลับไปทำลายสิ่งที่พยายามทำมาในอดีตให้หมาดคุณค่าลงไป

โดยเฉพาะเมื่อครั้งเข้ามารับ ตำแหน่งใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นว่าส่วนหนึ่งก็มาจากบรรดานักการเมือง การจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจึงอาจจะเกิดคำถามตามมาได้อีกมาก

สอดรับกับเวลานี้พรรคพลังประชารัฐ กำลังตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะการดูดบรรดาอดีต สส.จากพรรคอื่นที่รุนแรงในช่วงโค้งสุดท้าย  ซึ่งสุดท้ายจะได้อดีต สส.มาเข้าสังกัดจำนวนมาก แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานเรื่องความสง่างามที่จะเป็นปัญหาย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์ในระยะยาว

แต่ทว่าทางเลือกไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงแต่รอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้นๆ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในอนาคตและจำเป็นต้องระมัดระวังตัวเช่นกัน

ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุตั้งข้อสังเกตว่ามาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนไว้ว่า

“ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

นั่นย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งบรรดาคนในพรรคการเมืองเองต้องระมัดระวังตัวเองไม่ให้แสดงความคิดความเห็นใดๆ ที่จะถูกเชื่อมโยงได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถควบคุม ชี้นำ ครอบงำ พรรคการเมืองนั้นๆ ได้

เพราะมาตรา 28  กำหนด “ห้ามมิให้ พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นที่มิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” ทั้งสองมาตรานี้มีโทษถึงขั้นยุบพรรคและติดคุก

เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยความเปราะบาง

ปิดฉากย้ายพรรค “พลังประชารัฐ” ได้ลุ้น- “เพื่อไทย” ไม่ทรุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572226

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 14:06 น.

ปิดฉากย้ายพรรค "พลังประชารัฐ" ได้ลุ้น- "เพื่อไทย" ไม่ทรุด

ปิดฉากการย้ายเข้าย้ายออกอย่างเป็นทางการของคนการเมือง หลังฝุ่นตลบก็เป็นที่ชัดเจนว่า “พรรคพลังประชารัฐ” ล้วนดึงดูดอดีตส.ส.จากหลายพรรคไหลเข้าไปรวมกันอย่างมาก

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปิดฉากการย้ายเข้าย้ายออกอย่างเป็นทางการของบรรดาคนการเมือง ที่เห็นหน้าค่าตากันชัดเจนแล้วว่าใครอยู่พรรคไหนกันบ้าง หลังครบกำหนดเส้นตายวันที่ 26 พ.ย. ที่แต่ละคนจะต้องเลือกและสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคนั้น ตามเงื่อนไขบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562

ฝุ่นที่เคยตลบในช่วงคืนมาหอนเริ่มกลับมาเงียบสงบ แรงดูด การต่อรอง ที่ถาโถมในช่วงที่ผ่านมาจึงคลี่คลายอ่อนกำลังลงไป ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงอนาคตการเมืองที่ส่อเค้าจะก้าวไปสู่บรรยากาศและวังวนเดิมๆ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

เป้าใหญ่ที่ถูกจับจ้องเวลานี้หนีไม่พ้นพรรคพลังประชารัฐที่ได้เปรียบทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน จนดึงดูดให้อดีตสส.จากหลายพรรคไหลเข้ามารวมตัวกันอย่างมาก อันจะมีผลต่อคะแนนเลือกตั้งที่จะได้รับอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

ส่งผลให้ความหวังในการตั้งเป้าจะผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ดูจะเป็นรูปเป็นร่างและมีความเป็นไปได้มากขึ้น ยิ่งหากมองรวมไปถึงเสียงสนับสนุนจาก 250 สว. เฉพาะกาลที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว

​ในทางกลับกันเมื่ออดีต สส.ไหลเข้าพรรคพลังประชารัฐ ย่อมทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ประสบปัญหาเลือดไหลออกและสร้างความอ่อนแอให้กับฐานเสียงของตัวเอง และต้องหาตัวผู้สมัครใหม่มาลงสนามป้องกันพื้นที่ของตัวเองซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

พรรคที่ดูจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเวลานี้คือ “ประชาธิปัตย์” เพราะนอกจากจะต้องเสียอดีต สส. 6 คนไปให้กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ​​ทั้ง จ.สุราษฎร์ธานี 3 คน ได้แก่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ธานี เทือกสุบรรณ และเชน เทือกสุบรรณ​ และพื้นที่ จ.นราธิวาส อีก 3 คน ได้แก่ รำรี มามะ เจะอามิง โตะตาหยง และ สุรเชษฐ์ แวอาแซ

ในทางปฏิบัติแล้วการหาตัวผู้สมัครใหม่ของประชาธิปัตย์เพื่อรักษาพื้นที่ภาคใต้ที่ฐานที่มั่นของตัวเองนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาที่น่าหนักใจและจะส่งผลต่อจำนวนที่นั่งของประชาธิปัตย์ คือ บรรดาอดีต สส.ภาคกลาง ตะวันออก รวมถึง กทม. ที่ไหลออกไปจำนวนมาก

ในส่วนของตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส.ของประชาธิปัตย์ย้ายออกมากที่สุด โดยเบื้องต้นมีไหลออกแล้ว ได้แก่ ประมวล เอมเปีย อดีต สส.ชลบุรี ที่ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ ธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต สส.จันทบุรี สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ บุญเลิศ ไพรินทร์ ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา ที่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนของภาคกลาง ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อัฏฐพล โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี บุตรชายของกำนันเซี๊ยะ-ประชา โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ายไปสวมเสื้อพลังประชารัฐเตรียมลงสนามเลือกตั้ง

ส่วน กทม. มีอดีต สส.ย้ายออก ได้แก่ ​ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ​พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และสกลธี ภัททิยกุล ขณะที่ นาถยา แดงบุหงา และ นันทพร วีรกุลสุนทร เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายไม่ย้ายออก ส่วน จ.นนทบุรี ได้แก่ ทศพล เพ็งส้ม และ จ.สระบุรี ​ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ได้ย้ายไปอยู่กับพลังประชารัฐ

ส่วนพรรคเพื่อไทยแม้จะมี สส.ไหลออกจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนหนึ่งเป็นการไหลไปยังพรรคพันธมิตรที่จะไม่ส่งผลต่อคะแนนรวมในช่วงหลังเลือกตั้งเท่าไรนัก ส่วนที่เป็นปัญหาก็จะมีบางส่วนที่ย้ายไปพลังประชารัฐซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนเสียงบ้าง รวม 29 คน

ไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ 7 คน ได้ จ.เชียงใหม่ 1 คน คือ เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ ลูกชายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จ.กำแพงเพชร 3 คน ได้แก่ ไผ่ ลิกค์ อนันต์ ผลอำนวย ปริญญา ฤกษ์หร่าย จ.เพชรบูรณ์ 4 คน ได้แก่ จักรัตน์ พั้วช่วย วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เอี่ยม ทองใจสด

ภาคอีสาน 10 คน ไล่มาตั้งแต่ จ.เลย 3 คน ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข วันชัย บุษบา จ.อุบลราชธานี 2 คน สุพล ฟองงาม สุทธิชัย จรูญเนตร จ.นครพนม 1 คน ชูกัน กุลวงษา จ.ชัยภูมิ 1 คน ปาริชาติ ชาลีเครือ จ.นครราชสีมา 2 คน ทัศนียา รัตนเศรษฐ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ จ.หนองคาย 1 คน ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย (ภท.)

ส่วนภาคกลาง 9 คน ได้แก่ จ.นครปฐม 4 คน คือ รัฐกร เจนกิจณรงค์ ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อนุชา สะสมทรัพย์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ (ย้ายไป ชทพ.) และ จ.สมุทรสาคร 1 คน บุญชู นิลถนอม (ชทพ.) ส่วนที่ย้ายไป พปชร. ได้แก่ จ.นนทบุรี 1 คน คือ ฉลอง เรี่ยวแรง จ.ลพบุรี 2 คน คือ อำนวย คลังผา พหล วรปัญญา (ภท.) จ.กาญจนบุรี 1 คน คือ พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส่วนภาคตะวันออก 2 คน คือ จ.สระแก้ว 2 คน ได้แก่ ฐานิสร์ เทียนทอง ตรีนุช เทียนทอง และ กทม. 1 คน คือ สุวัจน์ ม่วงศิริ (ภท.)

การไหลออกของ สส.จำนวนนี้ย่อมสะเทือนถึงจำนวนเก้าอี้ สส.ในภาพรวมไม่มากก็น้อย อยู่ที่การวางหาผู้สมัครใหม่มาลงสนามแทนคนที่ออกไป และการปรับกลยุทธ์วางยุทธศาสตร์ในการลงสนาม

ยังไม่รวมไปถึงตัวแปรสำคัญอย่างพรรคภู​มิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ที่มีการขยับปรับเปลี่ยนหมุมเวียนของสส.จำนวนไม่น้อย และมีผลต่อผลคะแนนในแต่ละพื้นที่​

แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ยกแรกที่จะต้องไปแข่งกันในเชิงนโยบายและการหาเสียงในอนาคตที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชะตาเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571975

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชะตาเลือกตั้ง

จับตาการประชุมร่วมกันระหว่างแม่น้ำ5สายกับตัวแทนพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ที่จะเป็นการชี้ชะตาการเลือกตั้งในปี62

*****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งที่แน่นอนสักที ภายหลัง “อิทธิพร บุญประคอง” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โยนให้แม่น้ำ 5 สายชี้ขาดกำหนดวันเลือกตั้ง

“กกต.จะเอาข้อมูลมาพิจารณาในภาพรวม พรรคการเมืองขนาดเล็กก็มีข้อเรียกร้องให้มีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องพิจารณาด้วย แต่เบื้องต้นมองว่ายังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากโรดแมป

ส่วนการตัดสินใจว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น คงจะมีความชัดเจนหลังจากการประชุมร่วมกันระหว่างแม่น้ำ 5 สายกับตัวแทนพรรคการเมือง” ประธาน กกต.ระบุ

แม้ กกต.จะยืนยันว่ายังไม่เห็นเหตุผลหรือปัจจัยที่จะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป แต่การโยนให้ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายเป็นผู้เคาะวันเลือกตั้งย่อมมีนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปการประชุมร่วมกันของพรรคการเมืองกับ กกต. เมื่อวันที่ 22 พ.ย. พบว่ามีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองขนาดเล็กบางพรรคในการขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่เป็นการเลื่อนภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ คือ ให้เลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นเดือน พ.ค. 2562 แทน ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 150 วันของการจัดเลือกตั้ง

ดังนั้น หาก กกต.ตัดสินใจทันทีว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามกำหนดคือวันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยไม่ฟังเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาจเป็นเหตุให้พรรคการเมืองเหล่านี้หยิบเป็นประเด็นเพื่อไปฟ้องกับศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยอ้างเรื่องความเสมอภาคและความเป็นธรรมที่รัฐธรรมนูญรับรอง

ส่งผลให้ กกต.ต้องซื้อเวลาด้วยการโยนไปให้ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายตัดสินใจแทน

การประชุมแม่น้ำ 5 สายที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธ.ค.นั้นมีความสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการประชุมตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560ที่กำหนดให้ประชุมขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับแล้ว

ความชัดเจนของวันเลือกตั้งยังมีข้อกังขาพอสมควร โดยมีสาเหตุหลักมาจากความไม่ชัดเจนของการแบ่งเขตเลือกตั้ง

เดิมที กกต.ต้องแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาแต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่สามารถแบ่งเขตให้เสร็จสิ้นได้ จน คสช.ต้องใช้มาตรา 44 เพื่อเข้ามาอุ้ม กกต.ให้สามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่ถูกฟ้องร้องในเรื่องนี้

เมื่อความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น จึงเป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแทบทุกวัน

ถ้ามองไปถึงการประชุมร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายและพรรคการเมือง จะมีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการ เลือกตั้งหรือไม่ ต้องยอมรับว่ามีโอกาสเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งระดับ 50/50 เลยทีเดียว

สถานการณ์ของ คสช.กำลังอยู่ในลักษณะ “ลังเล” พอสมควร

ขณะนี้ คสช.กำลังเดินเกมการเมืองสองหน้า หน้าหนึ่งเล่นบทในฐานะฝ่ายความมั่นคงที่ห้ามไม่ให้การเมืองเกิดการแตกแถว แต่อีกหน้าหนึ่งก็เล่นบทเสมือนนักการเมืองที่ออกนโยบายเอาประชาชนเพื่อหวังจะเก็บแต้มคะแนนความนิยมล่วงหน้า

ใจหนึ่ง คสช.เองก็อยากเลื่อนเลือกตั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเอาชนะคู่แข่งหมายเลขหนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติได้หรือไม่

ถึงพรรคพลังประชารัฐจะมีภาพของอดีตบิ๊กเนมการเมืองตบเท้าเข้าพรรคเป็นจำนวนมาก แต่ด้านหนึ่งก็ยังมีแคลงใจอยู่ว่าเมื่อลงสนามแล้วจะเป็นของจริงหรือไม่ เมื่อต้องสู้กับกระแสทักษิณที่แรงยังไม่ตกเท่าใดนัก

ต้องไม่ลืมว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นักเลือกตั้งต่างต้องกบดานเพื่อให้รอดพ้นเงื้อมมือของ คสช. ทำให้การรักษาพื้นที่ยังไม่มีความต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความคิดว่าควรรอให้นโยบายของรัฐบาลที่กำลังหว่านออกไปออกดอกออกผลกว่านี้อีกหน่อย ถึงเวลานั้นแล้วค่อยเลือกตั้งโอกาสชนะก็น่าจะมีอยู่พอสมควร

ขณะที่อีกใจหนึ่ง คสช.ไม่อยากเลื่อนเลือกตั้ง เนื่องจากทุกวันนี้สังคมไทยและสังคมโลกในภาพรวมต่างรับรู้ไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 ทุกองคาพยพถูกขับเคลื่อนภายใต้สมมติฐานว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเวลาดังกล่าวไปแล้ว

หาก คสช.ไปเลื่อนเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่ไม่ดีเพียงพอ แน่นอนว่าผลกระทบย่อมจะเกิดเป็นลูกโซ่และลามมาถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐด้วย ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่แล้วในทุกวันนี้ที่รัฐบาลต้องเจอกับกระแสตีกลับทันทีที่การเลือกตั้งไม่เกิดความชัดเจน

เรียกได้ว่าไม่มีทางเลือกไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของ คสช. มีแต่เพียงทางเลือกที่จะมีผลกระทบต่อคสช.น้อยที่สุดแทน

ทั้งหมดมาจากความผิดพลาดของ คสช.เองที่ปล่อยให้การเลือกตั้งเนิ่นนานออกไป จนคะแนนความนิยมเริ่มลดลง ดังนั้นมาถึงจุดนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดของ คสช.คงหนีไม่พ้นการยอมให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามปกติ เพราะเป็นทางเลือกที่ทำให้ คสช.รับแรงปะทะน้อยที่สุด แม้ คสช.จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ก็ตาม

ปชป.สะบักสะบอม คนในไหลออกคนนอกไม่ไหลเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571669

  • วันที่ 23 พ.ย. 2561 เวลา 07:33 น.

ปชป.​สะบักสะบอม คนในไหลออกคนนอกไม่ไหลเข้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นพรรคการเมืองที่ตกที่นั่งลำบากอีกพรรคหนึ่งสำหรับ “ประชาธิปัตย์” ในวันนี้ซึ่งต้องเผชิญทั้งมรสุมรุมเร้าจากภายนอกจนสั่นคลอนรุนแรงหลังถูกแรงดูดจากหลายทิศทางจนยากจะต้านทานไหว ขณะที่สภาพภายในเวลานี้ก็เปราะบางเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำและรอยร้าวที่มีแต่จะลุกลามขยายวง

เริ่มตั้งแต่ “แผลเก่า” ความระหองระแหงระหว่างแกนนำฝั่งอดีต กปปส. และคนในประชาธิปัตย์ที่ยังไม่อาจสมานแผลจนเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันได้เหมือนอย่างที่ตั้งใจ ยิ่งนับวันความบาดหมางมีแต่จะปะทุบานปลายกลายเป็นปัญหาที่ย้อนกลับมาสั่นคลอนเอกภาพภายในพรรค

เพราะแม้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเข้าวินชนะการหยั่งเสียง ซึ่งรอบนี้เปิดให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงกลายเป็นหัวหน้าพรรคสมัยที่ 5ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 แต่สัญญาณหลายอย่างปรากฏสะท้อนให้เห็นว่าการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคนับจากนี้ย่อมไม่ง่ายอีกต่อไป

โดยเฉพาะกับแรงกระเพื่อมจากฝั่ง กปปส.ที่เข้ามาคัดง้างการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์ที่ไร้คู่แข่งมายาวนาน แต่รอบนี้ กปปส.ปลุกปั้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ขึ้นมาท้าชิง ด้วยแรงสนับสนุนจากฝั่ง กปปส. นำโดย ถาวร เสนเนียม ที่แม้จะแพ้แต่ก็สะท้อนให้เห็นพละกำลังภายใน

เมื่ออภิสิทธิ์ได้รับคะแนนโหวต 67,505 คะแนน ส่วนวรงค์ได้คะแนนไล่มาแบบหายใจรดต้นคอคือ 57,689 คะแนน ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวชิงตำแหน่งลงพื้นที่หาเสียงได้ไม่นาน ​

จบยกแรก แม้อภิสิทธิ์จะชนะคะแนน และคู่แข่งอย่างหมอวรงค์ และ อลงกรณ์ พลบุตร จะประกาศพร้อมสนับสนุนช่วยงานต่อไปไม่ย้ายออกไปไหน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่งานง่ายที่อภิสิทธิ์จะกอบกู้สร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นได้แบบแท้จริงและยั่งยืน

ดังจะเห็นว่าคล้อยหลังไม่กี่สัปดาห์หลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ได้เกิดเรื่องวุ่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อถาวรเปิดบ้านต้อนรับการลงพื้นที่ของลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเคยเป็นแกนนำ กปปส. แต่เวลานี้มีสถานะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)​

ที่สำคัญแม้สุเทพจะเป็นอดีตลูกหม้อคนสำคัญของประชาธิปัตย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้เขากลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประชาธิปัตย์เช่นกัน โดยเฉพาะกับการต้องขับเคี่ยวกันในสนามเลือกตั้งโดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ต่างฝ่ายต่างคาดหวังกับการช่วงชิงเก้าอี้ให้ได้มากที่สุด

ถึงจะบอกว่าเป็นเพียงแค่มิตรภาพและการแสดงน้ำใจของเพื่อน ​แต่ก็นำไปสู่การเปิดประเด็นทะเลาะกันเองของคนในประชาธิปัตย์ เมื่อ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ออกมาประกาศตัวไม่ไปต้อนรับสุเทพระหว่างการลงพื้นที่ จ.พัทลุง เพราะไม่อยากทำให้ประชาชนสับสน

“ตนนักเลงพอ และไม่ใช่นักเลงประเภทขวาถือดอกไม้ มือซ้ายถือมีด”​

สถานการณ์ทำท่าจะบานปลาย เมื่อประชาธิปัตย์ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบการกระทำของถาวรและวิทยา แก้วภราดัย อดีต  สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งสุดท้ายเรื่องยุติลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เมื่อทั้งคู่ก็ยอมรับเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำและไม่ระมัดระวังตัว ขณะที่กรรมการบริหารก็ไม่ติดใจเอาความ

​แต่ก็มีมติสกัดปัญหาในอนาคต​ด้วยการห้ามไม่ให้กรณีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปกระทำการใดๆ ที่ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่น กระทบกับการแข่งขันของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต พร้อมคาดโทษรุนแรง​ทั้งไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าร้ายแรงก็ขับออกจากสมาชิกพรรค

แต่ชนวนก็ใช่ว่าชนวนเรื่องนี้จะถูกดับได้สนิท เพราะหลายฝ่ายยังเชื่อว่าเชื้อความขัดแย้งยังรอวันที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ หากมีปัจจัยเข้ามากระตุ้นในอนาคต

เคลียร์ปมนี้ได้สำเร็จแต่ใช่ว่าการนำทัพของอภิสิทธิ์ลงสนามเลือกตั้งใช่ว่าจะไร้ข้อกังวล เพราะเวลานี้กระแสผลักดัน ชวน หลีกภัย ขึ้นมาเป็นแกนนำเรียกคะแนนสู้ศึกเลือกตั้งก็ยังถูกจุดประเด็นขึ้นมาอยู่ตลอด อีกด้านหนึ่ง จึงยิ่งจะกดให้บทบาทความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์ให้ลดน้อยถอยลงไป ​​

ยิ่งในวันที่หลายฝ่ายมองถึงการสร้างพันธมิตรทางการเมืองและการจับมือกันในอนาคตหลังการเลือกตั้งที่อภิสิทธิ์ถูกมองว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจทำให้พรรคอื่นมาร่วมงานการเมืองด้วยกันได้ ​

แต่ปัญหาที่น่าหนักใจเวลานี้ไม่ใช่อยู่เพียงแค่นั้น เพราะฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งเวลานี้กำลังถูกกัดเซาะอย่างหนัก ไล่มาตั้งแต่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ผูกขาดของประชาธิปัตย์ แต่เวลานี้ รปช.ภายใต้การนำของสุเทพได้ประกาศขอปักธงในพื้นที่สุราษฎร์ธานี และอาจขยับไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นอีกฐานเสียงสำคัญเวลานี้ถูกพรรคพลังประชารัฐดูดอดีตขุมกำลังสำคัญทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปจนถึง สกลธี ภัททิยกุล

เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกที่ประชาธิปัตย์ประสบปัญหาเลือดไหลออกรุนแรง อันจะทำให้ยากต่อการรักษาจำนวนเก้าอี้เดิมได้ ​

ในขณะที่ตัวผู้สมัครหน้าใหม่ที่จะเข้ามาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเวลานี้ก็ยังเป็นเพียงแค่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีฐานเสียงของตัวเองชัดเจน

สถานการณ์ของประชาธิปัตย์ในเวลานี้ จึงสะบักสะบอมอย่างรุนแรง ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับทั้งคู่แข่งเก่าอย่างเพื่อไทยและคู่แข่งใหม่อย่างพลังประชารัฐ

จัดหนัก-แจกจริง ‘บิ๊กตู่’พร้อมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571551

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 07:12 น.

จัดหนัก-แจกจริง 'บิ๊กตู่'พร้อมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ขึ้น มาทันที ภายหลังคณะรัฐมนตรีออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วยเม็ดเงินแสนล้านบาทภายในวันเดียว

1.ช่วยค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน และค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน เริ่มเดือน ธ.ค. 2561-ก.ย. 2562 จำนวน 8.2 ล้าน ครัวเรือน ใช้เงิน 2.7 หมื่นล้านบาท

2.เติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ 14.5 ล้านคน คนละ 500 บาท วงเงิน 7,250 ล้านบาท

3.ช่วยค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้น้อย 3.5 ล้านคน จำนวน 1,000 บาท วงเงิน 3,500 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนค่าเช่าบ้าน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 400 บาท/เดือน วงเงิน 920 ล้านบาท

5.มาตรการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณที่รับบำนาญ 2 มาตรการ คือ ให้ข้าราชการบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอด 30 เท่าของเงินเดือน มาใช้เป็นบำเหน็จดำรงชีพได้เป็นครั้งที่ 3 รวม 2 หมื่นล้านบาท และเติมเงินข้าราชการบำนาญที่ได้บำเหน็จต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เป็น 1 หมื่นบาท ใช้เงิน 558 ล้านบาท

6.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำโครงการบ้านล้านหลัง วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท

การใช้อำนาจทางบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แทบไม่ต่างอะไรกับรอยเท้ารัฐบาลของนักการเมืองที่กำลังจะลงเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ก็ออกนโยบายเช็คช่วยชาติ และพอใกล้จะหมดสมัยก็สร้างโครงการไทยเข้มแข็ง หว่านโครงการลงไปในพื้นที่ด้วยเม็ดเงินเป็นแสนล้านบาทเช่นกัน

หรือสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ก็ใช้นโยบายประชานิยม  ทั้งรถคันแรก หรือจำนำข้าว เพื่อ หมัดใจประชาชนและสร้างฐาน เสียงทางการเมืองไม่ต่างกัน

ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเรียกนโยบายของตัวเองว่าอะไร แต่สุดท้ายการดำเนินการก็เหมือนกัน คือ นโยบายประชานิยม ซึ่งหวังผลในทางการเมือง

“ไม่อยากให้สื่อเขียนว่ารัฐบาลนี้แจกๆ เพื่อการเมือง เพราะทุกอย่างกว่าจะออกมาได้มันต้องดูกฎหมาย  ดูวิธีการ ดูงบประมาณ ก็พยายามเร่ง สปีดให้เต็มที่ พอดีออกมาในช่วงนี้ อย่าหาว่าเป็นเรื่องการเมืองไปทั้งหมดเลย” พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจง แต่ภายใต้เม็ดเงินกว่าแสนล้านบาทนั้นได้มีสัญญาณหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงออกมาแล้วว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 24 ก.พ. 2562 ค่อนข้างแน่นอน จากเดิมที่หลายฝ่ายกังวลว่าการมีคำสั่ง คสช.ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม ความแน่นอนของการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นไม่ได้มาจากปัจจัยในเรื่องการออกนโยบาย ลด แลก แจก แถมของรัฐบาลเท่านั้น  แต่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยก็มีความพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ในระดับหนึ่งด้วย

สิ่งที่ยืนยันได้ถึงความพร้อมของพรรคการเมืองประการหนึ่งเห็นได้จากการที่แต่ละพรรคมีนักการเมืองหน้าเก่าหน้าใหม่ทยอยเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคจำนวนมาก ในช่วงที่ใกล้เส้นตายวันที่ 26 พ.ย.

ความพร้อมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ถึงขนาดที่ว่ามีผู้สมัครครบตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่ กกต.เคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าแต่ละจังหวัดจะมี สส.ได้กี่คน แต่ติดตรงที่ยังไม่สามารถจัดสรรให้ลงตามเขตเลือกตั้งได้ เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้ประกาศเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งออกมา

ถึงจะมีพรรคการเมืองเล็กบางพรรคออกอาการงอแงไปบ้าง ว่าไม่พร้อมกับการเลือกตั้งและขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่ที่สุดแล้ว คสช.และ กกต.คงไม่รับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม เหนืออื่นใดแล้วเป็นส่วนหนึ่งของ คสช.และรัฐบาลต่างหากที่มองเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่การเลือกตั้งควรจะเกิดขึ้น

ถ้าให้ไปถาม คสช.เวลานี้ว่ามั่นใจจะชนะพรรคเพื่อไทยหรือไทยรักษาชาติหรือไม่ คำตอบที่ได้อาจจะเป็นในลักษณะที่ว่ามีความมั่นใจประมาณ 50-60% แต่ครั้นจะให้ยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก น่าจะทำให้ คสช.รวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐมีแต่เสียกับเสียมากขึ้น

ต้องยอมรับกระแสความนิยม คสช.หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ณ เวลานี้  ไม่ดีและพรั่งพรูเหมือนในอดีต ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเองก็มีการบริหารงานที่ ไม่เข้าเป้ามากนัก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

จึงไม่แปลก เมื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ตรงเป้าจนคนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ชอบผลงานของ คสช. กลายเป็นที่มาที่ทำให้รัฐบาลต้องออกแคมเปญเพื่อเอาใจประชาชนด้วยเม็ดเงินกว่าแสนล้านบาท เพื่อให้ประชาชนหันมาสนใจกับผลงานของ คสช.บ้าง

ความได้เปรียบของ คสช.มีอยู่เหนือพรรคการเมืองทุกประตูก็จริง เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการเหมือนรัฐบาลก่อนๆ ทำให้สามารถใช้อำนาจเพื่อออกมาตรการเอาใจประชาชนได้ เพียงแต่การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากกำลังรอคอย หาก คสช.ปล่อยให้เนิ่นนานออกไป แน่นอนว่าโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งย่อมมีน้อยขึ้นไปอีก

ดังนั้น เมื่อความได้เปรียบของรัฐบาลและ คสช.มีเวลาจำกัด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปล่อยให้การเมืองเดินไปตามวิถีทาง เพื่อให้ตัวเองมีลุ้นกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง