เร่งเครื่องแก้เศรษฐกิจ เก็บแต้มก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571444

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 07:13 น.

เร่งเครื่องแก้เศรษฐกิจ เก็บแต้มก่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้การเลือกตั้งมากเท่าไร แรงกดดันยิ่งมากขึ้นทุกที

แรงกดดันที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลื่อนการเลือกตั้ง ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อคุ้มครองการทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง

การแบ่งเขตเลือกตั้งทีแรกดูเหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ทำไปทำมากำลังจะกลายเป็นปัญหาใหม่และใหญ่กว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด เพราะการ ขีดเส้นแบ่งของ กกต.ที่ขยับแม้แต่องศาเดียวก็มีผลต่อการตัดสินแพ้ชนะกันได้ ทำให้การแบ่งเขตจึงยืดเยื้อมา ถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องประกาศตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นกับ กกต.เล่นเอาพรรคการเมืองออกอาการหัวเสียเหมือนกัน เพราะกลัวกันว่าจะมีอภินิหารทางกฎหมายเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งแบบกำปั้นทุบดิน

แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลและ คสช.นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินเข้ามาผสมโรงด้วย เรียกได้ว่า “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” แบบไม่เว้นวันหยุดราชการ

โพลหลายสำนักระบุตรงกันมาตลอดว่าแม้คะแนนความนิยมโดยรวมของรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังดีอยู่ แต่ด้านหนึ่งก็ยังไม่พอใจกับนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากนัก

จากผลการสำรวจที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ คสช.คาดคิด

ปัญหาหลักและหนักที่สุดที่ คสช.และรัฐบาลยังแก้ไขไม่ตก คือ ราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะปาล์มและยางพารา

ตลอด 4 ปีของการบริหารประเทศของ คสช.พบว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรทั้งสองชนิดยังไม่กระเตื้องเท่าใดนัก ออกไปในลักษณะทรงกับทรุดเท่านั้น

กลุ่มชาวสวนยางพยายามจะออกมาชุมนุมเพื่อสร้างแรงกดดันมายังรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหา แต่ก็ถูกรัฐบาลสกัดให้อยู่ภายในพื้นที่หลายครั้ง เพราะกลัวจะกระทบต่อความมั่นคง พร้อมกับอ้างเหตุผลถึงปัญหาราคาที่ตกต่ำว่าเป็นเพราะความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง

แต่มาวันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังออกตัวเร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราเป็นพิเศษ ถึงขั้นมีการถ่ายรูปการประชุมและเผยแพร่ลงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา

“บ่ายนี้ผมเรียกประชุมด่วนเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ปาล์ม : มีมาตรการเร่งด่วนใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ผสมดีเซลทำ B20 ยาง : มีโครงการพัฒนาอาชีพคนละไม่เกิน 10-15 ไร่ ลดปริมาณการผลิตยาง ชะลอการกรีด ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ขอเอกชนร่วมมือ ฯลฯ ยังไงพรุ่งนี้จะนำเสนอ ครม.ร่วมกันพิจารณาอีกทีครับ”เนื้อหาที่ปรากฏออกมาทางเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกตัวแรงครั้งนี้ด้านหนึ่งก็หวังผลในทางการเมืองเช่นกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าคะแนนที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะเลือกตั้งจะมาจากกลุ่มประชาชนฐานรากอย่างภาคเกษตรกร นอกเหนือไปจากกลุ่มชนชั้นกลาง

พรรคเพื่อไทยที่สามารถครองความเป็นใหญ่ในการเลือกตั้งมาได้หลายสมัยก็มาจากความสามารถในการผลิตนโยบายเพื่อซื้อใจเกษตรกร ทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ อาจจะไม่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ แต่เพียงพอต่อการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

คราวนี้ก็เช่นกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่ต่างรู้กันอยู่ว่าเตรียมนำนโยบายของรัฐบาลไปหาเสียงเลือกตั้ง ก็หวังเดินตามโมเดลของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน เพราะบรรดาอดีต สส.ที่เข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐนั้นก็ต่างรู้ทางพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี

เพียงแต่พรรคพลังประชารัฐคงไม่สามารถใช้แต่องคาพยพของพรรคได้แต่เพียงพรรคเดียว เพราะยังต้องหวังพึ่งพันธมิตรนอกพรรคการเมืองเพื่อสยบพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติด้วย

อย่างการเข้ามาแก้ไขปัญหาราคายางแบบจริงจังช่วงนี้ ย่อมเชื่อมโยงไปถึงการสร้างคะแนนความนิยมในพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน ซึ่งถ้าพรรคพลังประชารัฐลงไปสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ด้ามขวานโดยตรง ย่อมต้องเสียเปรียบเจ้าของพื้นที่เดิมอยู่ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องส่งเสบียงให้กับ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หนึ่งในพรรคพันธมิตรของพรรคพลังประชารัฐ เข้าไปสู้ในสนามนั้นแทน

แม้ในระยะเฉพาะหน้านี้อาจจะ ไม่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบใหม่และการสนับสนุนของพรรคพลังประชารัฐอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะลดการผูกขาด สส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้บ้างในระดับหนึ่ง

ดังนั้น นับจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นรัฐบาลลงมาโชว์ศักยภาพการทำงานมากขึ้น พร้อมกับการโหมประชาสัมพันธ์ผลงานครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อที่พรรคพลังประชารัฐจะได้อาศัยผลงานของรัฐบาลในการขับเคลื่อนพรรคระหว่างลงสนามเลือกตั้ง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่รัฐบาลเองก็ต้องทุ่มสุดตัวเช่นกัน

เลื่อนเลือกตั้ง สะท้าน ‘พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571339

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

เลื่อนเลือกตั้ง สะท้าน 'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยชักมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอีกแล้ว ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 16/2561 ซึ่งมีนัยถึงการเลื่อน การเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีปัญหาเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง จน คสช.ต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา

“ในการนี้หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือมติใดๆ ของ กกต.ที่ออกไว้ ก็ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เป็นไปตามมติ กกต.

การพิจารณาหรือดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด เพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อยและเกิดความเป็นธรรมแก่พรรคการเมือง และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย” สาระสำคัญของหัวหน้า คสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าคำสั่ง คสช.ครั้งนี้มีความหมายทางการเมือง เพราะเดิมที กกต.มีความตั้งใจว่าจะประกาศเขตเลือกตั้งออกมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับกำลังภายในบางประการ จึงทำให้ กกต.ไม่สามารถดำเนินการ ได้ทัน จึงเป็นที่มาทำให้ คสช.ต้องใช้มาตรา 44

แต่เหนืออื่นใดนั้นคำสั่งที่ออกมานี้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไม่น้อยว่า คสช.กำลังคิดจะเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่

การเลื่อนเลือกตั้งในความหมายนี้มีด้วยกัน 2 แนวทาง

1.การเลื่อนเลือกตั้งที่อยู่ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธ.ค. หากนับไปจนถึงวันที่ 150 ที่จะสามารถเลือกตั้งนั้นก็จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. 2562

ดังนั้น ถ้าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ก็อาจเป็น กรอบเวลาที่น่าจะยอมรับกันได้ เนื่องจากยังเป็นไปตามกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

2.การเลื่อนเลือกตั้งที่ไม่อยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญ หมายความว่าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งออกไปมากกว่า 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่าการเลือกตั้ง จะถูกเลื่อนออกไปนานกว่าเดือน พ.ค. 2562 อันเป็นกรอบเวลาสุดท้ายที่รัฐธรรมนูญกำหนด

วิธีการเลื่อนเลือกตั้งตามแนวทางที่ 2 ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่ คสช.ใช้มาตรา 44 หรือเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อยืดเวลาการมีผลบังคับใช้ ให้นานออกไป ส่วนจะขยายเวลานานเท่าใดก็สุดแล้วแต่ความปรารถนา ของ คสช.

ถ้ามองปัจจัยสำคัญชวนให้เกิดการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าการเลื่อนการเลือกตั้งน่าจะมีความเป็นไปได้ คือ ความไม่พร้อมของพรรคการเมือง

ดังจะเห็นได้จากพรรคการเมืองขนาดเล็กเริ่มก่อหวอดให้เห็นออกมาแล้วว่าตัวเองไม่พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอาศัยเรื่องการหาสมาชิกพรรคการเมืองไม่ทันกับการให้คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคครบ 90 วันมาเป็นข้ออ้าง

ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ย่อมไม่เป็นเรื่องบังเอิญ โดยย่อมมีมือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลัง

เพราะฉะนั้น การประชุมร่วมกันของ กกต.และพรรคการเมืองในวันที่ 22 พ.ย. พรรคการเมืองขนาดเล็กจะใช้เวทีนี้เพื่อกดดันให้ กกต.พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง

มองในมุมของ คสช. ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วก็พยายามมองความเป็นไปได้ในการเลื่อนการเลือกตั้ง

ในมุมหนึ่ง คสช.ยังวิตกเหมือนกันว่าถ้าปล่อยการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นใน วันที่ 24 ก.พ. 2562 พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ จะได้รับเสียงข้างมากในการเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล

กลยุทธ์ “แตกพรรค” ของพรรคเพื่อไทยที่ใช้แก้เกมระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นหมากการเมืองที่ คสช.เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะแม้พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.เขตและไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น แต่จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่พรรคเพื่อไทยจะเสียไปนั้น ก็จะไปตกอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติแทน

แม้ด้านหนึ่งการแตกพรรคที่เกิดขึ้นจะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันในพรรค แต่ต้อง ไม่ลืมว่าถึงอย่างไรเสียทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติก็ยังเป็นพันธมิตรกันอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้เอง คสช.จึงอาจเริ่มหวั่นว่าภายในเวลาที่มีอยู่จำกัดบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น วันที่ 24 ก.พ. 2562 ชัยชนะจะตก เป็นของพรรคเพื่อไทยและพรรค ไทยรักษาชาติ

อย่างไรก็ตาม ครั้นจะเลื่อนการเลือกตั้งด้วยวิธีการใช้อำนาจแบบ กำปั้นทุบดิน ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ต้องการ เพราะการเมืองชั่วโมงนี้มีความซับซ้อนหลายชั้นอย่างมาก

หากอยู่ดีๆ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมา ผลกระทบแรงที่สุดจะไปตกอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ เพราะพรรคพลังประชารัฐถูก จับจ้องมองด้วยสายตาในทำนองว่าเป็นเงาของ คสช.อยู่แล้วทุกวันนี้

การมีคำสั่ง 13/2561 จึงเป็นเพียงการโยนหินว่าจะมีกระแสในทางลบ หรือไม่ ถ้าแรงต้านมีไม่มาก การเลื่อนการเลือกตั้งภายในกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญที่ไม่เกินเดือน พ.ค. 2562  คสช.ก็อาจกลับมาพิจารณาถึงความเป็นไปได้เช่นกัน

ยื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง ปมร้อนฉุด คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571240

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 09:39 น.

ยื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง ปมร้อนฉุด คสช.

สัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในเวลานี้กำลังสร้างความกังวลว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปอาจมีเหตุต้องขยับออกไป

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในเวลานี้กำลังสร้างความกังวลขึ้นในสังคมว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปวันที่ 24 ก.พ. 2562 อาจมีเหตุให้ต้องขยับออกไป ทั้งที่หลายฝ่ายออกมาขานรับและตั้งตารอการเลือกตั้งอย่างใจจดใจจ่อ

เริ่มตั้งแต่พรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือเรียกได้ว่าน้องใหม่ ออกมารวมตัวเตรียมยื่นเรื่องเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้พิจารณาขยับวันเลือกตั้งจากเดิมออกไปเป็นวันที่ 5 พ.ค. 2562

“การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นจะต้องมีความรัดกุม ถ้าไม่มีทิศทางที่ชัดเจนกับอนาคตกับบ้านเมือง หากรีบให้มีการเลือกตั้งโดยที่ทุกฝ่ายยังไม่มีความพร้อม อาจทำให้เกิดปัญหาได้” สาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดี ระบุ

ก่อนหน้านี้หากส่องภาพรวมของสถานการณ์อันเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งจำต้องเลื่อนออกไปนั้น ถือว่าค่อนข้างรางเลือนลงอย่างเห็นได้เด่นชัดจากหลายประการ

เริ่มด้วยสัญญาณแรกว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ณ กระทรวงกลาโหม ซึ่งยืนยันหนักแน่น “ทุกอย่างยืนยันเป็นไปตามโรดแมป ทาง กกต.ได้ออกมายืนยันแล้วว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นวันเลือกตั้ง”

สอดรับกับสัญญาณจากผู้รับผิดชอบในการเลือกตั้ง อย่าง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ที่ระบุว่า กกต.พร้อมจัดการเลือกตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2562 จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562 ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่กฎหมายการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้

แม้แต่ก่อนหน้านี้ หลัง กกต.กำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 แต่อาจกระทบกับนักเรียนกว่า 4.5 แสนคน ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ที่กำลังวางแผนจะสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) หรือ GAT/PAT

โดยตรงกับระหว่างวันที่ 23-26 ก.พ. 2562 ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเตรียมพิจารณาเลื่อนการสอบดังกล่าวให้เร็วขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง เป็นวันที่ 16-17 ก.พ. 2562 เพื่อให้เยาวชนมีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้สอบก่อน เนื่องจากหากเลื่อนการสอบไปหลังวันเลือกตั้ง อาจจะกระทบกับระบบกลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS)

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เองได้เริ่มต้นออกตัวหลัง กกต. ประกาศรับรองสถานะความเป็นพรรคการเมือง เป็นที่เรียบร้อยก็เปิดให้ผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลมีชื่อเสียงอย่างคับคั่ง รวมถึงเดินสายพบปะเยาวชนตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

แต่สัญญาณล่าสุด หัวหน้า คสช.มีคำสั่งที่ 16/2561 ให้อำนาจ กกต.เปลี่ยนแปลงพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้ง-ขยายเวลาประกาศเขตเลือกตั้งได้จนกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ให้พรรคการเมืองสรรหาผู้สมัครได้จนถึงวันรับสมัคร

ด้วยเหตุผลที่ว่ามีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่างๆ ร้องเรียนจำนวนมากว่า การร่วมแสดงความคิดเห็นไม่หลากหลายครบถ้วนและการพิจารณาเสนอแนะจากระดับพื้นที่ขึ้นไปยัง กกต.ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ รวมทั้งการทำงานของ กกต.ก็เร่งรัด

ดังนั้นเพื่อให้การแบ่งเขตเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงสมควรผ่อนผัน และขยายเวลาให้ กกต.ดำเนินการต่อไป ตามหน้าที่และให้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปการเมือง ตลอดจนป้องกันการกระทำอันอาจเป็นการกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ หรือราชการแผ่นดิน

ชนวนดังกล่าวทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงจากทั้งคนในสังคมและบรรดานักการเมือง จนเริ่มออกมาดักคอถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรคหนึ่งหรือไม่ หรือมีเจตนาจะหาเหตุผลเปิดทางเปิดทางยื้อการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม

ทั้งที่ทุกอย่างได้ตระเตรียมความพร้อมรองรับไว้ทุกด้านหมดแล้ว การออกคำสั่ง คสช. เช่นนี้จึงไม่เป็นผลดีกับทั้ง คสช. และกับประเทศในระยะยาว

เมื่อก่อนหน้านี้ฝั่ง กกต.เองได้ออกมายืนยันถึงความพร้อมในการตระเตรียมการเลือกตั้ง จึงไม่น่าจะเป็นเหตุถึงขั้นต้องออกคำสั่ง คสช.มายื้อเวลาการเลือกตั้งออกไป

ยิ่งเวลานี้หลายพรรคการเมืองออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ อาจเป็นการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบให้กับบางพรรคหรือไม่นั้น ย่อมย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. และพรรคพลังประชารัฐที่กำลังจะเปิดตัวในเวลานี้ โดยมีรัฐมนตรีเข้าไปร่วมเป็นแกนนำ

ที่สำคัญการกระทำครั้งนี้ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. พอสมควรและหากไม่เร่งชี้แจงย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นต่อการจัดการเลือกตั้ง และการยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

สุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมายัง คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและยังทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือลดลงไปเรื่อยๆ ในวันที่เตรียมตัวก้าวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว

ล้างบางจำนำข้าว สะท้านเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570948

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 08:22 น.

ล้างบางจำนำข้าว สะท้านเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยกำลังเดือดได้ที่พอสมควร ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เริ่มตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวรอบสองแบบลงลึกมากขึ้น ถึงขั้นที่มีการพยายามตรวจสอบว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ในประเด็นนี้เดิมทีถูกเปิดออกมาโดย “นรวิชญ์ หล้าแหล่ง” ทนายความของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ว่ามีกรรมการ ป.ป.ช. พยายามตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหาจุดเชื่อมโยงว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ผ่านบุคคลที่อยู่ระหว่างการรับโทษในคดีดังกล่าว ทั้งๆ ที่อดีตนายกฯ ทักษิณไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐแต่อย่างใด

“ก่อนนี้มีข่าวมาโดยตลอดว่า กรรมการ ป.ป.ช.บางคนได้วิ่งเข้าออกเรือนจำเป็นประจำ และมีจำเลยในคดี จีทูจีหลายรายมีสิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ แต่อยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจแทน และได้มีความพยายามนำคดีจีทูจีนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นวาระจร เพื่อให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวน แต่กรรมการ ป.ป.ช.หลายท่านไม่เอาด้วย” ทนายความของยิ่งลักษณ์ ระบุ

เมื่อถูกเปิดประเด็นออกมาเช่นนี้ ส่งผลให้ ป.ป.ช.ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ ถึงขั้นที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ต้องปฏิเสธเป็นพัลวันว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเป็นหลักเท่านั้น

“ถ้าเกี่ยวข้องกับใคร มีพยานหลักฐานอย่างไร เวลา ป.ป.ช.จะดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาเข้ากระบวนการไต่สวน ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องจริงกรรมการ ป.ป.ช.คงไม่สั่งไต่สวนเพิ่มเติม” คำยืนยันจากประธาน ป.ป.ช.

การลงแรงของ ป.ป.ช.ในคดีนี้และเวลานี้นับว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคในเครือข่ายถือเป็นตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมบรรดาคนในพรรคเพื่อไทยถึงออกอาการไม่พอใจกับการทำงานของ ป.ป.ช.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดเวลาที่ ป.ป.ช.ชุดนี้เข้ามารับตำแหน่งในระหว่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศก็ถูกจับตามองเป็นพิเศษพอสมควร โดยเฉพาะความเป็นกลางทางการเมือง

ป.ป.ช.ถูกท้าทายมาตลอดว่าจะเข้ามาตรวจสอบรัฐบาลและ คสช.หรือไม่ ภายหลังเกิดกรณีนาฬิกาหรูที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องยื่นให้กับ ป.ป.ช. ซึ่งเวลาที่ผ่านไปก็เป็นคำตอบในระดับหนึ่งแล้วว่าการพิจารณาคดีมีความล่าช้าพอสมควร เมื่อเทียบกับมาตรฐานของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบความไม่โปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีของการตรวจสอบโครงการระบายแบบจีทูจีรอบสอง  มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจ

กล่าวคือ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้ง ป.ป.ช.ในอดีตได้นำเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ทักษิณ จะเป็นไปในลักษณะที่พบว่าในคำพิพากษานั้นได้ระบุถึงความไม่โปร่งใสในกรณีที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งในคำพิพากษาระบุถึงความไม่ชอบมาพากลของการแปลงภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม รวมไปถึงการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

ทันทีที่มีคำพิพากษาดังกล่าว ออกมา ป.ป.ช.เร่งดำเนินการจนสามารถนำทั้งสองคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาฯ  ได้ในเวลาต่อมา แต่สำหรับกรณีของโครงการรับจำนำข้าวทั้งในรายของ ยิ่งลักษณ์ และบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ไม่ได้ปรากฏ ร่องรอยที่จะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ไว้ชัดเจนมากนัก

ดังนั้น การที่ ป.ป.ช.พยายามใช้กระบวนการพยานบุคคลเพื่อเข้ามาต่อจิ๊กซอว์นั้น ด้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ แต่เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต้องตอบคำถามสังคมหนักพอสมควรเช่นกัน เพราะแนวทางการตรวจสอบโครงการระบายข้าวรอบสองของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมาอยู่ บนฐานของการเอาผิดเจ้าหน้าที่และภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ในทางการเมืองแล้ว ต้องยอมรับว่าการขยับตัวของ ป.ป.ช.ในประเด็นนี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายต้องส่งสายตามายัง ป.ป.ช.ไม่น้อย

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายอาศัยความนิยมของฐานเสียงตัวเองที่มีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณในการขับเคลื่อนและหาเสียงเลือกตั้งเป็นหลัก ทำให้นโยบายที่กำลังจะส่งออกไปจะมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับ ของรัฐบาลในอดีตระดับหนึ่ง

หาก ป.ป.ช.ลงดาบเชือดคดีจำนำข้าวรอบสองในระหว่างการเลือกตั้ง  ถึงจะไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยในแง่ของการนำไปสู่การยุบพรรคก็จริง แต่ในทางการเมืองแล้ว พรรคเพื่อไทยคงเจอกับมรสุมและถูกรุมกินโต๊ะไม่น้อย อันจะมีผลให้การไปถึงเส้นชัย เกิดสะดุดลงได้

นับจากนี้เส้นทางในสนามเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย คงไม่ง่ายอย่างที่ปรากฏออกมาให้เห็นในโพลของพรรคอีกต่อไป

ทักษิณโพล ชิงกระแส-ปลุกเครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570848

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 07:55 น.

ทักษิณโพล ชิงกระแส-ปลุกเครือข่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นที่ฮือฮาในทางการเมืองไม่น้อย ภายหลังมีรายงานข่าวออกมาว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จ้างบริษัททำวิจัยของสหรัฐอเมริกาทำโพลสำรวจคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมือง พบว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย ทั้งพรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย จะได้ สส.รวมกัน 290 คน จากทั้งหมด 500 คน หรือคิดเป็น 58%

การทำโพลของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งทำงานในนามพรรคไทยรักไทย ปรากฏว่าทักษิณก็ใช้โพลเพื่อเช็กกระแสเช่นกัน

วัตถุประสงค์ของการทำโพล เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ว่าพรรคของตัวเองมีความนิยมอยู่ในระดับใด ไม่เพียงแต่ต้องการทราบในภาพรวมของพรรคเท่านั้น แต่ต้องการลงลึกไปถึงระดับตัวผู้สมัครด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่บรรดานักเลือกตั้งมักจะกล่าวอ้างตัวเองมีความนิยมในพื้นที่ โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่ให้มีแต่การกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อหวังประโยชน์จากพรรค ทำให้ทักษิณเลือกใช้โพลเป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบภายในพรรคอีกชั้นหนึ่ง เรียกได้ว่าเสมือนหนึ่งเป็นการทำไพรมารีโหวตเพื่อหาตัวผู้สมัครไปในตัว

มาครั้งนี้ก็เช่นกัน การทำโพลแน่นอนว่าเพื่อต้องการรู้ว่าตัวเองจะยืนเป็นพรรคอันดับหนึ่งในทางการเมืองหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ประกอบกับระบบการเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ภูมิศาสตร์การเมืองเกิดการขยับตัวอยู่ไม่น้อยพอสมควร

แม้ผลของโพลจะออกมาโดนใจพรรคเพื่อไทย แต่ด้านหนึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังมี คสช.ภายใต้สีเสื้อของ “พรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย

พรรคพลังประชารัฐ กำลังก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งในลำดับสำคัญเท่าๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีทั้งกระแสผ่านตัว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และบารมีผ่านการทำงานของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ซึ่งมีชื่อสอดคล้องกับชื่อของพรรคอย่างเข้มข้น

ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของรัฐบาลในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งจะไม่ได้ถูกจำกัดเหมือนกับรัฐบาลรักษาการในอดีต จึงยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถเร่งผลักดันโครงการประชารัฐให้ออกดอกออกผลได้มากขึ้น

การเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมักจะลงสนามเลือกตั้งในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐบาลรักษาการที่กุมอำนาจรัฐแทบทุกครั้ง มีเพียงการเลือกตั้งในปี 2550 และ 2554 ที่ไม่ได้ลงสนามในนามแชมป์เก่า ถึงสองครั้งที่ว่านั้นจะชนะเลือกตั้งได้ แต่โมเดลการเมืองเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว มีความแตกต่างกับวันนี้อย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอาวุธครบมือเหมือนในอดีต มีเพียงแต่กระแสเก่าๆ ที่สั่งสมมา แม้กระแสทักษิณจะขายได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายของการเลือกตั้งที่จะมาถึง มิเช่นนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยคงไม่เกิดสภาพเลือดไหลไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคเครือข่ายเพื่อไทยอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาภายในพรรคเองก็มีเรื่องปวดหัวอยู่ไม่น้อย ภายหลังการขึ้นมากุมอำนาจของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หน้าฉากอาจจะบอกว่าทั้งสองพรรค “เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ” สามัคคีปรองดองกัน แต่ลึกๆ แล้วความบาดหมางภายในที่มีต่อกันก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำพื้นที่ทางการเมืองในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อคู่แข่งมีความแข็งแกร่งอย่างที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเจอ บวกกับความขัดแย้งภายในที่เดือดไม่ต่างกับยามสงบเรารบกันเอง กลายเป็นแรงบั่นทอนกำลังใจของนักเลือกตั้งภายในพรรคไม่น้อย เนื่องจากไม่รู้ทิศทางที่ชัดเจนของพรรค

ด้วยเหตุนี้ การทำโพลและผลโพลที่ออกมาเป็นคุณกับพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายใยแมงมุมของทักษิณไม่มากก็น้อย

“เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต จะไปฟันธงได้เท่าไรอาจเกินการคาดการณ์ แต่เชื่อมั่นการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดแลนด์สไลด์ฝั่งที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย” ท่าทีต่อทักษิณโพลจาก ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ

นอกจากนี้ ทักษิณโพลไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเร้าให้กับพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายให้เร่งทำการบ้านสำรวจตัวเองมากขึ้นแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุกเตือนคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย ห้ามประมาทพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาศัยฐานความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก

พูดง่ายๆ คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ กระแสดี พรรคพลังประชารัฐก็จะกระแสไปด้วย

ผ่านมา 4 ปี ความได้เปรียบที่ตัวเองเคยมีนั้น ถึงจะมีอยู่แต่ก็ไม่มากเหมือนในอดีต ดังนั้น หากชะล่าใจเป็นกระต่ายนอนหลับรอเต่าอยู่หน้าเส้นชัย อาจได้เห็นปรากฏการณ์น้ำตาเช็ดหัวเข่าได้เช่นกัน

การเมืองชิงจังหวะยกแรกก่อนโหมดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570738

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 10:10 น.

การเมืองชิงจังหวะยกแรกก่อนโหมดเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียง “ดักคอ” จากบรรดาพรรค การเมืองต่างๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกำหนดวันเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562  ส่อเค้าจะกลายเป็นความไม่แน่นอนกับท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมเปิดทางให้สามารถจะเลื่อนออกไปได้จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562 โดยเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะเป็นผู้ชี้ขาด

ท่ามกลางการจับตาว่าอาจมี เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นการชิงจังหวะทางการเมือง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ทว่าในแง่ของพรรคการเมืองไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ก็ยังจำเป็นต้องออกตัวเดินหน้าเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่

ดังจะเห็นจากการขยับของแต่ละพรรคการเมืองที่เริ่มออกตัวเตรียมความพร้อม เท่าที่กฎระเบียบจะเปิดช่องให้สามารถทำได้

เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทยในฐานะ ที่เป็นแชมป์เก่า ที่บรรดาแกนนำต้องเผชิญมรสุมจนแตกกระจัดกระจายไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา เวลานี้จึงจำเป็นต้องเร่งกอบกู้ความเป็นเอกภาพสร้างความเข้มแข็งภายในเพื่อลุยศึกนอก  ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ แข็งแรงและมีความพร้อมกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ยิ่งในวันที่กฎกติกาใหม่ระบบ เลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมซึ่งบัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำมาคำนวณเป็นสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ  ที่ว่ากันว่าจะทำให้พรรคขนาดใหญ่ที่ได้ สส.เขตจำนวนมาก อาจไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออย่างที่เคยเป็น

นำมาสู่ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อย ซึ่งไม่เพียงแต่แก้เกมระบบเลือกตั้งใหม่เพื่อทำให้ได้จำนวนเก้าอี้สูงตามสูตรคณิตศาสตร์ที่คำนวณกันมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งยังเป็นแผนสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินเกิดการยุบพรรคขึ้นมาจริงๆ

พรรคเพื่อไทยที่เปรียบเสมือน ฐานใหญ่ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคี่ยวกับฐานอำนาจจากฝั่งที่สนับสนุน คสช. เวลานี้ ลงตัวในแง่แกนนำ ทั้งได้ตัวผู้บริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมมอบหมายให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่จะเป็นผู้ชูธงนำทัพ เลือกตั้งครั้งนี้

พร้อมประเดิมลงพื้นที่เมืองโคราช ออกสตาร์ทลุยหาเสียงอย่างไม่เป็นทางการในทันที ก่อนตระเวนพบปะ พี่น้องประชาชนในอีกหลายพื้นที่ ล่าสุดควงลูกสาวลงพื้นที่ประตูน้ำ ที่มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

ในแง่สมาชิกและว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย บุคลากรหลักยังคงเป็นทีมงานชุดเดิม จะมีก็เพียงแต่ บางกลุ่มที่ปลีกตัวย้ายออกไปสังกัดพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น เครือข่ายพันธมิตร

โดยเฉพาะพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ออกมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบรรดาคนรุ่นใหม่และทายาทอดีต แกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้ง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค มิตติ  ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค

ในขณะที่เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของหลายคนที่ย้ายไป ทษช. ทั้ง  ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.  พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน  นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ  รวมทั้งล่าสุด สงกรานต์ เตชะณรงค์  ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ส่วนก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อชาติได้เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยเตรียมลงสนามอย่างเป็นทางการ โดยได้กำลังสำคัญอย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มาช่วยงาน

อีกด้านหนึ่งพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งเปิดตัวทีมงานมาก่อนพรรคอื่นๆ เวลานี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมือง ยังคงเดินสายลงพื้นที่เก็บคะแนนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ในช่วงที่ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

คล้ายกับฝั่งพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อม ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล  หัวหน้าพรรค ยังคงยึดแผนปฏิบัติ การ “เดินคาราวะแผ่นดิน” เป็นหลัก ในช่วงนี้

ขณะที่  “ประชาธิปัตย์” หลังใช้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่พบปะประชาชนในภูมิภาคต่างๆ  เวลานี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค กำลังเริ่มต้นสร้างเอกภาพและความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อลุยศึกเลือกตั้งที่ไม่ใช่เรื่องง่ายของประชาธิปัตย์

คู่ขนานไปกับความพยายาม ลบภาพจำในอดีตทั้งความเก่า อนุรักษนิยม ด้วยการชูทีมงาน คนรุ่นใหม่ นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ  และสุรบถ หลีกภัย รวมทั้งอีกหลายๆ คนในนาม New Dem

ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ดูเสมือนจะเป็นพรรคตัวแปรที่จะมีส่วนสำคัญในการชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล เวลานี้กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะอดีต สส.จากพรรคอื่นเข้ามาอยู่หลายราย อาทิ  ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร และล่าสุด ภราดร ปริศนานันทกุล  และกรวีร์ ปริศนานันทกุล อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา

สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่จับตาด้วยจุดยืนการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ด้วยข้อได้เปรียบทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน เวลานี้ได้เปิดตัวทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ซึ่งเป็นส่วนผสมจาก คสช.และกลุ่มสามมิตร

ยังไม่รวมกับ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลที่มานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกมองว่าบทบาทการทำงานในเวลานี้ล้วนแต่สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมืองอื่น

ดังนั้น การขยับของแต่ละ พรรคการเมืองใน “ยกแรก” ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจึง เต็มไปด้วยการชิงจังหวะที่ส่อเค้า ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ

จับตาเลื่อนเลือกตั้ง โอกาสที่เป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570657

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 12:25 น.

จับตาเลื่อนเลือกตั้ง โอกาสที่เป็นไปได้

ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคิดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ก็อาจมีความเป็นไปได้จะถูกเลื่อนออกไป

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการว่า 24 ก.พ. 2562 จะเป็นวันที่คนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินเข้าคูหาไปลงคะแนน แต่ก็ดูเหมือนว่าบางฝ่ายยังวิเคราะห์กันว่าอาจมีการเลื่อนเลือกตั้ง

“กกต.และ คสช.ควรพูดความจริงกับประชาชนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และต้องเลื่อนเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ไม่มีปัจจัยทางการเมืองก็ตาม เพราะทางเทคนิคแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากยังมีพรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการรับจดจัดตั้งพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง 31 พรรค

ขอให้ กกต.และ คสช.หารือกันเพื่อให้ตกผลึก ให้ได้ข้อสรุปเรื่องวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ได้ตามที่ คสช.และ กกต.สบายใจ แต่ขอว่าต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย และต้องพูดความจริงกับประชาชน”จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงระบุ

ทันทีที่แกนนำคนเสื้อแดงออกมาบอกแบบนี้ ปรากฏว่า กกต.ต้องออกมาชี้แจงแบบทันควันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว

“สำนักงาน กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 อย่างแน่นอน ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กังวลว่า กกต.ยังไม่รับรองจดจัดตั้ง 31 พรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป ทั้งนี้ การรับจดจัดตั้งพรรคเหลือเพียง 12 พรรคการเมืองเท่านั้น”พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ชี้แจง

การคาดการณ์ของจตุพรนับว่าเป็นอะไรที่น่ารับฟังอยู่ไม่น้อย เพราะประเด็นของเรื่องอยู่ที่ความล่าช้าของ กกต.ในการรับรองความเป็นพรรคการเมืองของพรรคการเมือง

ต้องไม่ลืมว่าบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 เท่ากับว่าบรรดานักเลือกตั้งที่จะเข้ามาเป็นผู้สมัคร สส.ต้องมีอายุความเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วันตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ คือ ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.

ดังนั้น หาก กกต.รับรองพรรคการเมืองไม่ทันในวันดังกล่าว ย่อมกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของการหาตัวผู้สมัครหรือการเปิดรับสมาชิกพรรคการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ หรือต่อให้ กกต.สามารถรับรองทุกพรรคการเมืองที่เหลือได้ทันเส้นตายวันที่ 26 พ.ย. แต่ก็มีคำถามว่าพรรคการเมืองโดยรวมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ โดยเฉพาะการทำนโยบายพรรคมาเสนอกับประชาชนเพื่อดึงคะแนนเสียง

การทำนโยบายของพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถนำเสนอในลักษณะลอยๆ หรือขายฝันได้แบบในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกบังคับให้พรรคการเมืองต้องแสดงที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้สำหรับการทำนโยบายพรรคการเมืองด้วย หากพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล

ตรงนี้เองที่พรรคการเมืองกลัวว่าจะทำงานได้ไม่ทันกับเวลาการหาเสียงที่มีอยู่น้อยพอสมควร เพราะแม้แต่พรรคพลังประชารัฐเองก็อาจกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่เช่นกัน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนไปนั้นมีพอสมควร

ทว่า การเลื่อนเลือกตั้งในบริบทนี้ยังเป็นการเลื่อนที่อยู่ภายในกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ภายใน 150 วัน นับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ ซึ่ง 150 วัน จะไปครบกำหนดช่วงเดือน พ.ค. 2562 โดยไม่ใช่เป็นการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเกินกว่า 150 วัน หรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งอย่างหลัง แน่นอนว่าการเมืองน่าจะเกิดการกระเพื่อมพอสมควร

ดังนั้น การประชุมหารือร่วมกัน กกต.และพรรคการเมืองที่อาจจะมีขึ้นในเดือน ธ.ค. หรือเร็วกว่านั้นจึงมีความหมายต่อการเมืองเป็นอย่างมาก

ตามขั้นตอนของการประชุม กกต.จะต้องชี้แจงและตอบข้อซักถามของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมือง

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากอาจเรียกร้องให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยการอ้างว่าเวลาของการเตรียมตัวเลือกตั้งนั้นสั้นเกิน สวนทางกับพรรคการเมืองปัจจุบันที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนด

ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคการเมืองเล็กต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน หากมีข้อขัดแย้งเรื่องความไม่พร้อมของพรรคการเมืองขึ้นมา กกต.ก็จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจว่าพร้อมจะลงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการให้พรรคการเมืองโหวต

เมื่อการเมืองเดินไปถึงจุดนั้น ถ้าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ คือ ไม่เกินเดือน พ.ค. 2562 ก็อาจเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่น่าจะยอมเทคะแนนให้ แม้ว่าพรรคการเมืองที่เป็นขั้วอำนาจเก่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคิดว่าจะมีขึ้นใน 24 ก.พ. 2562 ก็อาจมีความเป็นไปได้จะถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน

ยื้ออำนาจสุดซอย คุมเกมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570524

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ยื้ออำนาจสุดซอย คุมเกมเลือกตั้ง

หากโซ่ตรวนที่ล็อกพรรคการเมืองได้รับการปลดล็อกเมื่อไหร่ คสช.และรัฐบาลจะกลายเป็นเป้าโจมตีผ่านนโยบายหาเสียง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนเสียทีสำหรับการเลือกตั้งของประเทศไทยครั้งแรกในรอบ 4 ปี ภายหลังรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะเป็นวันที่คนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินเข้าคูหาลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทนปวงชนชาวไทยกันสักที

กรอบเวลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่เดือน ธ.ค. และ ม.ค. 2562 เป็นหลัก

11 ธ.ค.วันแรกในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะเป็นวันแรกของการนับหนึ่งในการกำหนดวันเลือกตั้งว่าจะต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วัน หมายความว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดในวันที่ 9 พ.ค. 2562

ตามด้วยการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส. และการปลดล็อกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.ที่จะเป็นการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 คน

เบ็ดเสร็จทั้งหมด ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่และนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนในช่วงเดือน มิ.ย. 2562

เรียกได้ว่านับถอยหลังอีก 8 เดือน ในการเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม 8 เดือนนับจากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงเวลาที่การเมืองจะเกิดเหตุการณ์สำคัญอีกไม่น้อย โดยเฉพาะการที่รัฐบาลประกาศตัวออกมาแล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ยังเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์เหมือนกับวันที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหาร

“รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ เว้นแต่จะมีเหตุใดเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องพ้นไป เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และรัฐบาลนี้อยู่แบบมีอำนาจเต็มต่อไปจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนรับหน้าที่

ส่วนการปฏิบัติตัวของ ครม.ต้องแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.รัฐมนตรี 4 คน ที่ไปเกี่ยวข้องกับการทำงานในฐานะพรรคการเมือง แม้ไม่มีความเสียหายเรื่องของกฎหมาย แต่ต้องดูเรื่องมารยาท 2.นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเหมือนที่ผ่านมา โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์” ถ้อยคำจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พ.ย.

จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติต่างทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญยังให้รัฐบาลชุดนี้และ คสช.ยังมีอำนาจต่อไป ซึ่งหมายถึงการมีขีปนาวุธมาตรา 44 อยู่ในมือ ไม่ถูกจำกัดการใช้อำนาจเหมือนกับรัฐบาลที่อยู่ในช่วงรักษาการเหมือนกับรัฐบาลปกติที่ผ่านมา

การประกาศย้ำชัดกันอีกรอบอย่างที่ปรากฏออกมา ย่อมส่งนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

ท่าทีของรัฐบาลที่แสดงออกมาต่อเรื่องนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงต้องการรักษาความได้เปรียบของตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุด

การมีอำนาจเต็ม 100% ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลรักษาการชุดไหนก็อยากได้เอาไว้ เพราะหมายถึงการสามารถอนุมัติงบประมาณหรือโครงการใหม่ๆ เพื่อดึงคะแนนเสียงประชาชนให้มาสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลอีกสมัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอำนาจลักษณะนี้ ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าตัวเองไม่ได้สนใจงานการเมือง ก็คงไม่เป็นไรและไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศต่อสาธารณะว่ามีความสนใจงานการเมือง เพียงแต่ยังไม่ระบุลงให้ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมงานกับพรรคการเมืองใดเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์จะถือไพ่เหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น

ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่การมีอำนาจสมบูรณ์ 100% เท่านั้น แต่รัฐบาลยังกุมความได้เปรียบอีกประการด้วย ภายหลังระบุว่าจะดำเนินการปลดล็อกการเมืองช่วงปลายเดือน ธ.ค.

เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ คสช.และรัฐบาลยังไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระได้โดยง่าย

การปลดล็อกในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ภายใต้เงื่อนไขการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 มีผลให้เหลือเวลาที่พรรคการเมืองจะเสนอนโยบายและทำกิจกรรมทางการเมืองโดยสมบูรณ์เพียงประมาณ 2 เดือนเท่านั้น

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอ้างว่าระยะเวลาการหาเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 45-60 วัน การออกมาระบุเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการบอกความจริงแค่ครึ่งเดียว

ในอดีตระยะเวลาการหาเสียงจะอยู่ราว 45-60 วันก็จริง แต่ก่อนถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะพบว่าพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมการเมืองได้ปกติ ไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่ข้อห้ามบางเรื่องที่กฎหมายกำหนดห้ามพรรคการเมืองกระทำเท่านั้น

เมื่อ คสช.และรัฐบาลมีอำนาจเต็ม 100% บวกกับการยื้อการปลดล็อกการเมืองไปจนถึงช่วงปลายเดือน ธ.ค. เป็นการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและ คสช.กำลังกลัวพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งพอสมควร

โซ่ตรวนที่ล็อกพรรคการเมืองได้รับการปลดล็อกเมื่อไหร่ คสช.และรัฐบาลจะกลายเป็นเป้าโจมตีผ่านนโยบายหาเสียงของพรรค การเมืองทันที

ด้วยเหตุนี้ อำนาจที่อยู่ในมืออยู่แล้ว จึงต้องอยู่ในมือให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อมหลุดลอยไป

“ไทยรักษาชาติ”อาวุธใหม่ แก้เกมรธน.สกัดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570004

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 08:39 น.

"ไทยรักษาชาติ"อาวุธใหม่ แก้เกมรธน.สกัดเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในต้นปี 2562 แทบจะไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ เนื่องจากเป็นเกมสำคัญของพรรคการเมืองทุกพรรคและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีเดิมพันสูงกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

ในศึกนี้ คสช.เป็นสงครามที่แพ้ไม่ได้ ความพ่ายแพ้ถ้าเกิดกับ คสช.ย่อมหมายถึงความล้มเหลวในทางการเมืองตลอด 4 ปีที่ทำมา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้การยอมรับ คสช.เลยแม้แต่น้อย เพราะหากผลงานดีจริง แน่นอนว่าประชาชนย่อมต้องการให้เข้ามาทำงานต่อให้จบ

เช่นเดียวกับพรรคการเมืองก็ต้องการกลับมาเป็นผู้ชนะไม่ต่างกัน หลังจากถูก คสช.กดดันทางการเมืองมาตลอดเวลา 4 ปี ชัยชนะในสนามเลือกตั้งท่ามกลางกระแสความนิยมขาลงของ คสช. เป็นอีกหนึ่งความหวังที่พรรคการเมืองคิดว่าน่าจะพอมีโอกาสกำชัยชนะไม่ยากมากนัก

เมื่อการเดิมพันค่อนข้างสูง ทำให้พรรคการเมืองต้องแก้เกมกันหัวหมุนเลยทีเดียว

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกครั้งนี้จะอยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” กล่าวคือใช้บัตรเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวในการเลือก สส.ระบบแบ่งเขตและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจรวมไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีทางอ้อม เนื่องจากพรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลอย่างน้อย 3 คนที่จะให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

การเลือกตั้งด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคการเมืองทุกพรรคมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงเขตเลือกตั้งให้มากที่สุดจากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง เพื่อมาช่วยดึงให้พรรคการเมืองได้รับ สส.บัญชีรายชื่อด้วย

แต่อุปสรรคสำคัญ คือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสได้จำนวน สส.เกินกว่าสัดส่วนคะแนนนิยมที่ตัวเองได้ เช่น ถ้าเมื่อนับคะแนนรวมทุกเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองใดสัดส่วนคิดเป็น 50% ของคะแนนเลือกตั้งทั้งหมด หากพรรคการเมืองนั้นได้ สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเกิน 175 ที่นั่งแล้ว จะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก

ด้วยเหตุนี้เองพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์แตกพรรคการเมืองออกมา เพื่อเป็นพรรคสำหรับ สส.บัญชีรายชื่อเพียงอย่างเดียว

พรรคการเมืองที่ถูกแตกไลน์ออกมา คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ซึ่งจะมีการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคในวันนี้

แนวทางการทำงานของพรรคไทยรักษาชาติ จะเป็นลักษณะแยกกันเดินแต่ร่วมกันตีกับพรรคเพื่อไทย โดยไม่ให้ทั้งสองพรรคเกิดการตัดคะแนนกันเอง

กล่าวคือถ้าเขตเลือกตั้งไหนที่พรรคเพื่อไทยมีผู้สมัครที่แข่งในพื้นที่อยู่แล้ว พรรคไทยรักษาชาติจะไม่ได้ผู้สมัครเกรดเอลงในพื้นที่นั้นแข่งกับพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้เกิดการขัดขากันเอง แต่จะหลบให้พรรคเพื่อไทยชนะในพื้นที่นั้น โดยให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติเข้าเส้นชัยเป็นหมายเลขสอง

ในทางกลับกันหากพื้นที่ใดพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวผู้สมัครที่แข็งแรง พรรคไทยรักษาชาติก็จะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้เช่นกัน แต่ก็จะหวังให้ได้คะแนนเพื่อไปใช้สำหรับ สส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน การเดินเกมรูปแบบนี้ ในมุมของพรรคเพื่อไทยมองว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการตัดคะแนนกันเองของผู้สมัครทั้งสองพรรค

อย่างไรก็ตาม การแตกหน่อออกมาเป็นพรรคไทยรักษาชาตินั้น ไม่ได้มีเหตุผลเฉพาะการแก้เกมระบบเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยด้วย

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน จำนวน 109 คน จะกลับมาลงเลือกตั้งพร้อมกันอีกด้วย

เมื่อที่นั่งในพรรคมีจำกัดสวนทางกับจำนวนคนที่มีความต้องการจำนวนมาก ทำให้นักเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นอดีตสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องออกจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติ อาทิ  จาตุรนต์ ฉายแสง, นพดล ปัทมะ, ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นต้น

นอกจากนี้ อีกเหตุผลสำคัญคือกระแสความไม่พอใจกับการขึ้นมาเป็นผู้นำของคุณหญิงสุดารัตน์

คุณหญิงสุดารัตน์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ซึ่งตำแหน่งหมายถึงการมีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้ใครลงสมัครในเขตเลือกตั้งใด หรือจะให้อยู่ในบัญชีรายชื่อในลำดับที่เท่าไรก็ได้

แน่นอนว่าย่อมมีหลายคนที่ไม่แน่ใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะดูแลสมาชิกพรรคอย่างทั่วถึงเหมือนกับที่ดูแลกลุ่มอดีต สส.กทม.หรือไม่ ทำให้เลือกออกจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติเพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนในสนามเลือกตั้ง

ถึงที่สุดแล้วแม้ด้านหนึ่งพรรคเพื่อไทยจะมีสภาพแตกระแหงไปบ้าง แต่ความเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติยังเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม เพราะยังมีนายใหญ่คนเดียวกันนั่นเอง

ในสนามเลือกตั้งอาจเหมือนเป็นคู่แข่งกัน แต่เมื่อเสร็จศึกเลือกตั้งแล้ว ก็พร้อมใจเข้าร่วมกันเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านทันที

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569894

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 09:21 น.

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้ออกมา ส่งสัญญาณว่าในเดือน ธ.ค.จะมีการ ปลดล็อกการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้แบบ 100% โดยล่าสุดเป็นท่าทีที่ออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา

“ปลดล็อกแน่นอน ไม่เกิน ต้นเดือน ธ.ค.นี้ เวลานี้ คสช.ก็ปลดแล้ว มีการเดินไปหาสมาชิกพรรคกัน ได้แล้ว”

เดิมทีก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เคย ส่งสัญญาณมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อครั้งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับร่าง พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สว. โดยบอกว่าอาจจะมีการปลดล็อกในช่วงเดือน ธ.ค.เช่นกัน

ทั้งนี้ หากจะบอกถึงความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้พอสมควรที่การปลดล็อกจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.

ปัจจัยสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เตรียมกรอบเวลาการดำเนินการกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ไว้แล้ว ซึ่งจะเริ่มต้นช่วงเดือน ธ.ค.  หาก คสช.ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง ก็อาจจะกระทบต่อกระบวนการเลือก สว.ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ถึงเหตุผล ที่แท้จริง คงจะหนีไม่พ้นเหตุผลในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าการปลดล็อกหรือ ไม่ปลดล็อก แทบไม่มีความหมายสำหรับพรรคการเมือง เนื่องจากแม้วันนี้จะยังไม่มีการปลดล็อกการเมือง ปรากฏว่าพรรคการเมืองหลายพรรคก็ฉวยโอกาสหาเสียงกันทางอ้อมกันอยู่แล้ว

บางพรรคอาศัยกระบวนการสรรหาผู้บริหารพรรค เพื่อลงพื้นที่พบกับสมาชิกพรรคของตัวเองทั่วประเทศ

บางพรรคอาศัยการบอกว่าเดินขอบคุณประชาชน ทั้งที่จริงแล้วด้านหนึ่งเป็นการหาเสียงไม่ต่างกัน

หรือบางพรรคใช้กระบวนการเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครสมาชิกพรรค แต่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็มีการประกาศนโยบายพรรคของพรรคแทบทุกครั้ง

เรียกได้ว่าทุกพรรคการเมืองตีกินกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบังคับใช้กฎหมายกันจริงๆ ทุกพรรคต่างเข้าข่ายทำผิดกฎหมายทั้งหมด โดยเฉพาะคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

แต่ คสช.ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้พรรคการเมืองแอบแฝงหาเสียงกันต่อไปได้โดยสะดวก เหตุที่ คสช.ยอมให้พรรคการเมืองทำแบบนั้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ใครมาใช้เงื่อนไขว่า คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง

เพียงแค่เมื่อไม่นานมานี้ คสช.บอกเป็นการทั่วไปว่าฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าไปตรวจสอบกรณีการปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค ปรากฏว่า คสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกทันที ก่อนที่ความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวจะซาลงในเวลาต่อมา

ดังนั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ คสช.ยอมให้มีการปลดล็อกได้ในช่วงเดือน ธ.ค. เพื่อโอนอำนาจการคุมเลือกตั้งไปยัง กกต.ทั้งหมด เพื่อลดแรงเสียดทาน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วเป็นเวลาที่มีความเหมาะสมไม่น้อย ภายใต้สมมติฐานที่ว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค.

ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาข้างต้น พรรคการเมืองจะมีเวลาหาเสียงประมาณ 60 วัน จำนวนเวลา 2 เดือนเป็นเวลาที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

“ไม่มากจนเกินไป” หมายความว่า รัฐบาลจะมีอำนาจพิเศษโดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญเหมือนกับรัฐบาลปกตินานจนเกินไป เพราะยิ่งรัฐบาลอยู่ในอำนาจพิเศษที่ว่านั้นนานเท่าไร แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมตกเป็นเป้าให้พรรคการเมืองใช้เป็น ข้ออ้างในการโจมตีมากขึ้นเท่านั้น

สถานการณ์แบบนั้นย่อมไม่เป็น ผลดีแก่พรรคพลังประชารัฐที่กำลังสะสมแต้มเพื่อเป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ การเหลือเวลาให้หาเสียงประมาณ 60 วัน ยังเป็นการตัดกำลังของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไปในตัว เนื่องจากกว่าจะได้มาหาเสียงเต็มก็อาจต้องรอถึงปีใหม่ ซึ่งตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชาชนก็นำพรรคการเมืองไปหลายก้าวแล้ว

“ไม่น้อยจนเกินไป” หมายความว่า รัฐบาลยังมีเวลามากพอสำหรับการผลักดันผลงานให้ออกดอกออกผลมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังร่วมประสานงานเพื่อออกกฎหมายเพื่อมา รองรับการทำงานให้กับรัฐบาลมากที่สุด

อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีผลงานในช่วงปลายอายุรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งพอสมควร ก็จะช่วยให้เป็นจุดขายให้กับพรรคพลังประชารัฐในการหาเสียงด้วย ในฐานะที่เคยประกาศแนวทางการทำงานว่าพร้อมจะเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศต่อให้จบ

การปลดล็อกที่ คสช.เคยมอง ในแง่ลบและส่งผลกระทบต่อ คสช. มาวันนี้ คสช.ได้คิดใหม่ทำใหม่ด้วยการมองว่าการปลดล็อกมีแต่จะทำให้ คสช.มีแต่ได้กับได้

กล่าวคือ ได้ลดกระแสต่อต้านว่า คสช.มีเจตนาจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง และยังทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะตัวเองสามารถมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหมือนเดิมทุกประการ

แต่เหนืออื่นใดการยอมปลดล็อกการเมืองอย่างชัดถ้อยชัดคำในครั้งนี้  ของรัฐบาล เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสำหรับการลงสนามครั้งนี้.–จบ–