“อภิสิทธิ์” ผงาดหัวหน้า รับศึกหนักนำพรรคลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569811

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 08:20 น.

"อภิสิทธิ์" ผงาดหัวหน้า รับศึกหนักนำพรรคลุยเลือกตั้ง

แนวโน้มตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะคงอยู่กับ”อภิสิทธิ์”อีกสมัย ที่มาพร้อมศึกหนักในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดเป็นดราม่าเล็กๆ ขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังระบบการหยั่งเสียงเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนของ กทม.ภาคกลางและภาคเหนือผ่านทางออนไลน์เกิดล่มไม่เป็นท่าเมื่อวันที่1 พ.ย.ส่งผลให้ต้องเลื่อนการหยั่งเสียงไปเป็นวันที่ 9 พ.ย.แทน

ที่ว่าเกิดดราม่าในพรรคนั้นมาจากการที่ทีมงานไม่ได้ปรับเวลาของระบบให้เป็นเวลาตามประเทศไทย ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงคะแนน ปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน จนต้องเลื่อนออกไปในที่สุด แต่เรื่องไม่จบลงแค่นั้นเพราะมีรายงานว่าความผิดพลาดในครั้งนี้มาจากกรรมการเลือกตั้งในสัดส่วนของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ไม่ยอมให้มีการเปิดระบบล่วงหน้า เล่นเอาบรรดาผู้สนับสนุนหมอวรงค์ต้องออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด

ที่มีข่าวออกมาเช่นนี้เพราะมีคนพยายามต้องการดิสเครดิตหมอวรงค์ และครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันแบบพี่แบบน้อง เราเชื่อมั่นในความเป็นประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสตามหลักของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว กรรมการเลือกตั้งหยั่งเสียงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของพรรคในสัดส่วนฝ่าย นพ.วรงค์ ระบุ

แต่ถึงกระนั้น ทุกอย่างกำลังเดินไปตามขั้นตอนเหลือแต่เพียงการนำเรื่องมาแก้ไขก่อนเปิดประชุมใหญ่ในวันที่ 11 พ.ย.ต่อไป

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาถึงจุดนี้และเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันมีภาษีดีว่า “อลงกรณ์ พลบุตร” หรือแม้แต่หมอวรงค์เอง

ตัวชี้วัดหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แม้อันดับหนึ่งจะไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่ชื่อนี้ก็ยังติดกลุ่มบนแข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของพรรคเพื่อไทย และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มาโดยตลอด

ผิดกับ “อลงกรณ์-หมอวรงค์” ที่ยังไม่มีชื่อติดมากับโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าใดนัก หรืออย่างการเปิดประชุมพรรคเพื่อรับรองผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็จะพบว่าอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่ได้รับการรับรองมากที่สุดเหนือกว่าทั้งสองคน

เรียกได้ว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง ดังนั้น หากจะบอกว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คงอยู่กับอภิสิทธิ์อีกสมัย

แต่โจทย์ใหญ่ของอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้จบลงแค่การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะยังต้องแบกรับความกดดันอย่างมหาศาลในการเป็นผู้นำลงสนามเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งต้องอยู่ใต้ร่มเงาชัยชนะของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ในปี 2551 และส่งให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ สมัยแรกได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นการมาเป็นรัฐบาลในลักษณะของการสลับขั้วการเมืองมากกว่า

ทั้งนี้ เพราะเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ที่ได้เสียงข้างมากเนื่องจากเกิดการยุบพรรคพลังประชาชน และมี สส.ของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลเทคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสียงข้างมากที่ได้รับฉันทามติมาจากประชาชน

เกือบสองทศวรรษที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นเบอร์สองรองจากพรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกที่การเลือกตั้งครั้งนี้อภิสิทธิ์ต้องแบกความกดดันมากกว่าทุกครั้ง

คู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทยเหมือนในอดีต แต่ยังมี “พรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต เนื่องจากครอบครัวชินวัตรไม่ได้ส่งคนในบ้านเข้ามาสู่สนามการเมือง ประกอบกับฐานมวลชนของพรรคก็เกิดความไม่ลงรอยกัน จนแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองต่างหาก แต่เมื่อทักษิณยังไม่วางมือ แน่นอนว่าโอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลก็ยังมีอยู่

แต่ที่ดูจะเป็นกระดูกชิ้นโตคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ”

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐมีแรงสนับสนุนมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล เพื่อภารกิจปั้นบิ๊กตู่ให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

การที่พรรคพลังประชารัฐมี คสช.และรัฐบาลเป็นกองเชียร์ แน่นอนว่าทำให้ได้เปรียบเหนือกว่าทุกพรรค เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่พิเศษกว่าทุกรัฐบาลในอดีต โดยยังมีอำนาจสมบูรณ์ 100% ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ พรรคการเมืองคู่แข่ง รวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกประตู

โจทย์ใหญ่ของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ เรียกได้ว่าน่าจะยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งการแบกรับความหวังของพรรคและการหาทางเอาชนะพรรคพลังประชารัฐ

ที่สุดแล้ว ผลการลงคะแนนเลือกตั้งที่สมาชิกพรรคพร้อมจะเทใจกับอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง จึงเป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งจะเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือและความนิยมของอภิสิทธิ์อีกครั้ง

ผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า อนาคตทางการเมืองของอดีตนายกฯ รายนี้จะมีบทสรุปอย่างไรด้วย

ใกล้เส้นตาย 90 วัน การเมืองจัดทัพ-เร่งแรงดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569456

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 08:25 น.

ใกล้เส้นตาย 90 วัน การเมืองจัดทัพ-เร่งแรงดูด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินทางเข้าสู่เดือน พ.ย.อย่างเป็นทางการ การเข้าสู่เดือนที่ 11 ของปีในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีความชัดเจนขึ้น

ความชัดเจนในที่นี้หมายถึงการครบกำหนด 90 วัน ในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจนถึงวันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

มาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้บุคคลที่จะมีคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเหตุยุบสภาระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน

วันสุดท้ายของการเข้าเป็นสมาชิกพรรคที่จะทำให้มีอายุของการเป็นสมาชิกครบ 90 วัน และคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ คือ วันที่ 26 พ.ย. โดยเป็นวันที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเอาไว้

ยิ่งเข้าใกล้วันที่ 26 พ.ย. มากเท่าไร ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองใหญ่น้อยจะมีการขยับตัวมากขึ้นเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองพอสมควร โดยเฉพาะการวางตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ในที่สุดแล้วที่ประชุมใหญ่ของพรรคก็ยังคงให้ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคคนเดิมเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย ทำหน้าที่เลขาธิการพรรค

แต่ความน่าสนใจของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่การกลับเข้ามามีบทบาทภายในพรรคของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค พร้อมกับถูกคาดหมายว่าจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทยที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.

การประกาศตัวชัดเจนของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อม เต็มที่แล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

พรรคพลังประชารัฐ เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่บรรดาผู้สันทัดกรณีมองว่าจะเป็นพรรคการเมืองขั้วที่ 3 อย่างแท้จริง ภายหลังมีแรงสนับสนุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจาก คสช.และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีของรัฐบาลถึง 4 คน ตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบรรดาอดีต สส.สารพัดในนามกลุ่มสามมิตรเข้ามาร่วมงานเต็มตัว ทั้งในการจัดตัวผู้สมัครและการกำหนดยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้ง หรือแม้แต่การจัดเตรียมกระสุนดินดำลงสนามรบเลือกตั้ง

ทว่ากลับเริ่มปรากฏปัญหาความไม่ลงรอยกันในการวางตัวผู้สมัครระหว่างนักเลือกตั้งอาชีพกับนักเลือกตั้งมือใหม่ที่มากบารมี เพราะในบางพื้นที่ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาเด็กของตัวเองลงสนาม ทำให้ในช่วงใกล้ครบกำหนด 90 วัน อาจมีการหักเหลี่ยมโหดกัน เว้นเสียแต่จะเคลียร์กันลงตัว

พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเป็นพรรคการเมืองที่มาเงียบๆ แต่ดูดเรียบเหมือนกัน แม้ช่วง 1-2 เดือนจะมีสมาชิกพรรคระดับบิ๊กเนมย้ายออกไปหลายคน เช่น ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต สส.สุพรรณบุรี หรือกลุ่มยาวอหะซัน แต่ก็มีกลุ่มการเมืองใหญ่เข้ามาไม่น้อย

ดังจะเห็นได้จากการเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่นครปฐม และกลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ เจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ที่เคย มีอดีต สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวไหนของพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีนัยทางการเมืองมากที่สุด ต้องยกให้กับการกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคของ “ประภัตร โพธสุธน” ซึ่งเป็นนักการเมืองมากบารมีอีกคน อาจทำให้พรรคชาติไทยพัฒนามีเสน่ห์และดึงดูดให้นักเลือกตั้งมาอยู่กับพรรคมากขึ้น

พรรคภูมิใจไทย หากจะบอกว่าเป็นพรรคการเมืองที่ดูดเงียบๆ แต่ดูเรียบเหมือนกัน คงไม่เป็นเรื่องเกินจริงไปนัก ภายหลังมีอดีต สส.แถวหน้าเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เช่น ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี สิริพงศ์  อังคสกุลเกียรติ อดีต สส. ศรีสะเกษ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร  อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา

เหนืออื่นใดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีแรงดึงดูดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีคอนเนกชั่นต่อได้กับทั้งทหารและนักการเมือง อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ค่อยแสดงท่าทีต่อต้าน คสช.เท่าใดนัก และมีแนวโน้มว่าจะได้ สส.จำนวนในระดับที่สามารถเข้าร่วมเป็นรัฐบาลได้ จึงช่วยให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยมากกว่าพรรคการเมืองอื่น

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังไม่ค่อยปรากฏความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดูดอดีต สส.มากนัก เนื่องจากวุ่นอยู่กับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อการจัดการภายในของพรรคเรียบร้อยเมื่อไหร่ พร้อมจะเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนอดีต สส.อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง เหลือแค่รอระฆังการปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ การเมืองจะเข้าสู่โหมดสงคราม เลือกตั้งทันที

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569339

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนากลายเป็นอีกพรรคหนึ่งที่มีนักการเมืองระดับบิ๊กเนมมาทำงานด้วย ภายหลังเริ่มเปิดตัวและเปิดหน้าไปเมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

กลุ่มการเมืองหลักที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคอย่างเป็นทางการ ได้แก่ 1.กลุ่มตระกูลสะสมทรัพย์ 2.กลุ่มตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ และ 3.กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาเติมเต็มให้กับพรรค หลังจากก่อนหน้านี้พรรคชาติไทยพัฒนาเพิ่งเสียขุนพล ในภาคกลางในพื้นที่สุพรรณบุรีและอุทัยธานีให้กับพรรคเพื่อไทยและ พรรคภูมิใจไทยตามลำดับ

การเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ มีนัยทางการเมืองพอสมควร เนื่องจาก “อนุชา สะสมทรัพย์” ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย อันแสดง ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของพรรค บางประการ

แต่นัยทางการเมืองที่ว่านั้นยัง ไม่เท่ากับการกลับสู่เวทีการเมือง อีกครั้งของ “กัญจนา ศิลปอาชา”หัวหน้าพรรค และ “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรคเดิมทีบรรดาผู้ใหญ่ในพรรคต่างเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่พรรคชาติไทยพัฒนา ควรใช้จังหวะนี้ในการปฏิรูปพรรคตัวเองอย่างจริงจัง โดยให้ “วราวุธ ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” อดีต สส.ศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค ภายใต้หลักการใช้คนรุ่นใหม่นำพรรคและให้คนรุ่นใหญ่คอยสนับสนุน

เมื่อแนวทางนี้ลงตัว จึงเป็นที่มาของการที่ “วราวุธ-สิริพงศ์” เดินสายตามเวทีเสวนาวิชาการต่างๆ เพื่อนำเสนอไอเดียใหม่ของพรรค ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้พรรคได้รับการมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการทำงานการเมืองชัดเจน ไม่ใช่แต่ทำงานการเมืองเพื่อจะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนที่หลายฝ่ายเคยสบประมาทมาหลายสิบปี

ทว่า ทันทีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศตัวเลข สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงออกมา ปรากฏว่าพรรคชาติไทยพัฒนาต้องหันหัวรถกลับมาแบบ 360 องศา เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนามีจำนวน สส.ลดลง เช่น สุพรรณบุรี เหลือ สส. 4 คนจาก 5 คน หรือ อ่างทอง เหลือ 1 คน จาก 2 คน

จำนวน สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ลดลงนั้นหมายถึงฐานคะแนนที่จะ นำมาเพื่อหาจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อลดลงไประดับหนึ่งด้วย ทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องประเมินพื้นที่กันใหม่ จนที่เป็นมาของความไม่ลงตัวในเรื่องโควตาการสมัคร สส.และแนวทางการทำงานทางการเมืองระหว่างคน รุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ในพรรค          กลุ่มรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ทำให้พรรคเสียเปรียบ ประกอบกับพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐต้องการเข้ามารุกในพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีที่ผ่านมาของกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มจะออกมาให้สัมภาษณ์กระทบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายครั้ง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ คสช.ให้ความชัดเจนกับพรรคการเมืองในการ ทำกิจกรรมการเมือง ซึ่งคนรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่าเป็นการเปิดศึกกับทหารมากเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีกับพรรคระยะยาว

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ประภัตร” คนใหญ่เมืองสุพรรณบุรี ต้องกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคอีกครั้ง

ชื่อของประภัตรในสุพรรณบุรี เป็นรองเพียงแค่ “บรรหาร ศิลปอาชา”อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับเท่านั้น ผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง คอนเนกชั่นและบารมีการเมืองก็ มีไม่น้อย ถึงขั้นที่ครั้งหนึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังพยายามอยากจะให้มาเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายประภัตรก็ไม่ได้ย้ายพรรคและเลือกอยู่กับบรรหารต่อไป

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบดีว่า “ประภัตร-ทักษิณ” ต่างเป็นมิตรที่ดี ต่อกัน เพราะขนาดในยามที่ทักษิณ ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ประภัตรยัง เปิดบ้านที่สุพรรณบุรีต้อนรับทักษิณ ที่พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบียชมการ ทำนาเมื่อปี 2551

ดังนั้น การเป็นเลขาธิการพรรคของประภัตรอาจเป็นสะพานที่เชื่อม ไปถึงพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยน่าจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยที่ต้องการเจาะฐานสุพรรณบุรีและจังหวัดแวดล้อม ลดความพยายามลงมาบ้าง เนื่องจากต้องยอมรับว่าพื้นที่สุพรรณบุรีค่อนข้างระส่ำระสายพอสมควร

นอกจากนี้ การได้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มเข้ามาเสริมก็ช่วยให้พื้นที่หลักของพรรคเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เช่น นครปฐม ซึ่งเดิมพรรคชาติไทยและกลุ่มสะสมทรัพย์เคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อน คราวนี้มาอยู่พรรคเดียวกัน ทำให้ สส.นครปฐม 5 คนน่าจะเป็นของพรรคทั้งจังหวัด หรือในกรณีของการได้กลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ในฐานะเจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร ก็น่าไม่พลาด เนื่องจาก “เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ เป็นนายก อบจ.สมุทรสาคร

เมื่อสุพรรณบุรีและนครปฐม เข้มแข็ง แน่นอนว่าย่อมจะมีอานิสงส์ไปถึงจังหวัดรอบๆ ที่เคยเป็นของพรรคชาติไทยพัฒนาด้วย โดยมีประภัตร เข้ามาเป็นมือประสานสิบทิศและคุมยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค

การอยู่รอดของพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคต้องยุติการขายฝันไปอย่างไม่มีกำหนด

เรียกได้ว่าเมื่อรุ่นใหญ่ลงมาลุยเอง รุ่นใหม่ก็ต้องจำใจหลบให้อย่างไม่มีข้อแม้

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569151

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ความเป็นกลางของ “กกต.” กำลังโดนท้าทาย จาก 2 มรสุมใหญ่ หลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงวันเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่พรรค การเมืองหลายพรรคต่างเดินหน้าไปเต็มตัวกันแล้ว โดยเฉพาะการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าปี่กลองการเมืองได้ดังขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสที่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายจับตา คือ การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นับตั้งแต่ กกต. 5 คน จากทั้งหมด 7 คน เข้ามาทำงานเต็มตัว ก็ถูกจับจ้องมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดนี้มาจากความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็เป็นที่ทราบดีว่า สนช.มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่ที่หนักไปกว่านั้นคือ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ประกาศสนใจงานการเมือง ประจวบเหมาะกับจังหวะที่มีการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้ กกต.ยิ่งโดนจับตาว่าจะดำรงความเป็นกลางได้อย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับหรือไม่อย่างไร

โดยจะว่าไปแล้ว กกต.ทราบถึงข้อท้วงติงนี้ จึงได้พยายามสื่อสารกับสังคมมาตลอดว่าการทำงานของ กกต.จะยังคงดำรงความเป็นกลางให้มากที่สุด

ทว่ามาถึงจุดนี้ ความเป็นกลางของ กกต.กำลังโดนท้าทายเข้าอย่างจัง ภายหลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก โดยมีอย่างน้อยสองมรสุมที่พัดโหมมาที่ กกต.

มรสุมที่ 1 การยุบพรรคเพื่อไทย ประเด็นนี้ถูกจุดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายเดือน นับตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือกรณีที่มีข่าวว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับทักษิณ

ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะนำประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เกี่ยวกับการปล่อยให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ กกต.สามารถทำสำนวนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคได้

เดิมที กกต.ก็พยายามสงวนท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยอ้างว่ายังไม่มีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงที่จะเข้าไปตรวจสอบตามกระบวนการ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบกรณีของพรรคเพื่อไทย

“การเมืองเวลานี้เรียบร้อยดีที่พูดจาอะไรกันก็ว่ากันไป เพราะขนาดทักษิณอยู่ต่างประเทศยังพูดถึงพรรคของเขาเลย และถามว่าพูดแบบนั้นผิดหรือไม่ ต้องให้ กกต.พิจารณา แต่เราคงไม่ไปสั่ง กกต.เพราะเราสั่งเขาไม่ได้ ให้เขาทำของเขาเอง” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 22 ต.ค.

พอข้ามคืนมาเป็นวันที่ 23 ต.ค. กกต.ก็ออกตัวรับลูกสัญญาณที่ส่งมาจาก พล.อ.ประวิตร ทันที

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา การจะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ กกต.จะพิจารณาว่าพรรคการเมืองนั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมหรือไม่หากเข้าข่ายความผิดจะส่งผลให้พรรคการเมืองนั้นอาจถูกยุบพรรค” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ระบุ

เมื่อมีการรับส่งลูกกันเช่นนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ กกต.จะถูกรุมถล่มมาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์ เพราะถ้าดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรค จะพบว่าการยุบพรรคไม่ได้ยากหรือง่ายจนเกินไป ทำให้พรรคการเมืองออกอาการผวาพอสมควรอย่างเห็นได้ชัด

มรสุมที่ 2 การปฏิบัติกับพรรคการเมืองในลักษณะแตกต่างกัน พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคแรกที่เจอกับอำนาจของ กกต.เข้าเต็มประตู ภายหลังห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้ประชาชนร่วมบริจาคให้พรรค

สวนทางกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ถูกบางฝ่ายมองว่ากิจกรรมของพรรครวมพลังประชาชาติไทยบางกิจกรรมมีลักษณะของการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนกับคำสั่งของ คสช. เช่น การเดินสายพบประชาชน เป็นต้น แต่กลับไม่ถูก กกต.เพ่งเล็งมากนัก

สถานการณ์ที่ กกต.เผชิญอยู่เวลานี้ จะโทษ กกต.อย่างเดียวก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของ คสช.ที่ไม่ยอมปล่อยให้การเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรีภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย 100%

ถ้าการเมืองได้รับการปลดล็อก พรรคการเมืองจะไม่มีข้ออ้างเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติ และจะช่วยให้ กกต.สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อการเมืองยังติดล็อกอยู่ จึงทำให้ กกต.ต้องมาอยู่ตรงระหว่างความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขนาดเวลานี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง กกต.ยังโดนถล่มขนาดนี้ แทบไม่อยากนึกเลยว่าเมื่อประกาศเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กกต.จะโดนกระหน่ำขนาดไหน

แต่สิ่งที่น่ากลัวไปกว่ากระแสถล่ม กกต. คือ บรรยากาศการเลือกตั้งที่เสียไปทีละเล็กทีละน้อย น่าเป็นห่วงว่าหากไปกระทบความเปราะบางของผู้มีอำนาจบางคน ก็อาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถเป็นกรรมการที่รักษาบรรยากาศได้ แทบไม่อยากนึกว่าการเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568863

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 08:23 น.

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม 'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิศทางการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังประกาศต่อสาธารณะ “สนใจงานด้านการเมือง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

คู่ขนานไปกับการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ด้วยเป้าหมายการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานภารกิจที่ได้เริ่มต้นเดินหน้าไว้ให้สำเร็จถึง เป้าหมายตามที่มุ่งหวัง

งานสำคัญเวลานี้หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งประชาสัมพันธ์ นำเสนอผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. ว่าได้ทำสิ่งใดมาแล้วอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนไปแล้วบ้าง

โดยเฉพาะโครงการประชารัฐอันถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. ที่อัดเม็ดเงินลงพื้นที่ และบรรดาสารพัดโครงการเอาใจผู้มีรายได้น้อยทั้งหลายแหล่ อันจะเป็นการซื้อใจรากหญ้าที่ให้เห็นถึงคุณูปการการเข้ามาบริหาร

ทว่า “จุดอ่อน” สำคัญคือเรื่องปัญหาการสื่อสารไปถึงประชาชนที่ยังยึดติดกรอบข้าราชการไม่ทันเทคโนโลยีจนไม่อาจเข้าถึงประชาชนอย่างที่ต้องการ

รวมถึงต้องเร่งปรับภาพลักษณ์บุคลิกอันดุดันแบบนิสัยชายชาติทหาร ไม่ยอมใคร ซึ่งอาจจะใช้ได้ในฐานะหัวหน้าคสช. หรือผู้นำรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องง้อขอคะแนนเสียงชาวบ้าน

หากย้อนพิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลดโทนความดุดัน และระมัดระวังคำพูดคำจา ในช่วงการให้สัมภาษณ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนลงไปพอสมควร

ต่อเนื่องด้วยการรุกพื้นที่โซเชียล มีเดียเพื่อปรับภาพลักษณ์และนำเสนอความเป็นตัวเองในมุมที่ไม่ดุดัน เหมือนที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” อินสตาแกรม “Prayut Chan-o-cha” และทวิตเตอร์ “Prayut Chan-o-cha”

“จากการที่พวกเราส่วนใหญ่นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ จึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น หากท่านมีข้อ เสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ”

ต่อเนื่องด้วยการขยับเปลี่ยนตัว  พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มารับหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ซึ่งจะไปปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เพียงตำแหน่งเดียว

ในฐานะที่พุทธิพงษ์ถูกวางตัวให้มาดูแลรับผิดชอบงานด้านการสื่อสารของรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งวางกรอบการสื่อสารถึงประชาชนในรูปแบบใหม่ โดยจะเป็นกิจกรรมที่นายกฯ อยากสะท้อนถึงประชาชนในวิธีการที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่เครียดเกินไป

“นายกฯ อยากสื่อสารกับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่ รูปแบบการแถลงผลงาน ไม่เป็นหลักการมากเกินไป แต่เป็นในแง่ของความห่วงใย หรือสิ่งที่นายกฯ อยากพูด มุมมองที่ประชาชนอาจยังไม่เข้าถึง รวมถึงกิจกรรมของนายกฯ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน”

แต่หากมองลึกๆ แล้วการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล จาก พล.ท.สรรเสริญ ย่อมถือเป็นอีกความพยายามที่ต้องลดโทนปรับภาพทหารและ คสช.ออกจากรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

อีกทั้งช่วงเวลาต่อจากนี้ทิศทางการเมืองจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น ทั้งใน รูปแบบที่ต้องคอยชี้แจง ตอบคำถามสื่อมวลชน ในประเด็นที่คาบเกี่ยวกับเงื่อนปมการเมือง ทั้งกระแสดูด การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันไปถึงพรรคพลังประชารัฐ หรือเรื่องอื่นๆ ยังไม่รวมถึงบรรดาข่าวปล่อย กระแสโจมตี ที่จะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องได้คนการเมืองที่พอจะคุ้นเคยมาเป็นปากเสียงคอยชี้แจง ทำความเข้าใจอย่างทันท่วงที

ยังไม่รวมกับการเปิดเกมรุก ชิงจังหวะเรียกคะแนนในโอกาสที่ เหมาะสม ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง อันจะมีผลกระทบไปถึงคะแนนเสียงในอนาคต

วุฒิสภาลายพราง กองกำลังพิทักษ์’คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568750

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 07:20 น.

วุฒิสภาลายพราง กองกำลังพิทักษ์'คสช.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการห้ำหั่นของพรรคการเมืองในการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งกระบวนการสรรหา สว.กำลังดำเนินไปอย่างน่าสนใจเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องย้ำว่าการได้มาซึ่ง สว.ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีถนนที่สามารถเดินเข้าสภาได้ 3 ทาง

ทางที่ 1  การเป็น สว.โดยตำแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้จำนวน 6 คนเข้ามาเป็น สว.โดยอัตโนมัติ ได้แก่ ผู้บัญชาการกองทัพไทย  ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ  ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม

ทางที่ 2  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจำนวน 194 คน

ทางที่ 3  ให้ผู้สมัคร สว.ทำการเลือกกันเองทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศให้ได้จำนวน 200 คน และส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

กระบวนการสรรหา สว.ทั้งสามทางมีเพียงทางที่สามเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้ามากที่สุด ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดโอกาสให้ องค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เข้าลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในการเสนอชื่อบุคคลเป็น สว.และเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา

เดิมทีตามความตั้งใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อครั้งยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.นั้นไม่ได้ประสงค์จะให้สิทธิแก่นิติบุคคลในการเสนอชื่อ สว.เพราะต้องการให้สิทธิแก่ประชาชนธรรมดาที่จะสามารถเข้ามาสู่สภาสูงได้ โดยไม่ต้องสังกัดองค์กรใด

แต่เมื่อร่างกฎหมายเข้ามายัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏว่าในส่วนนี้ได้ถูกตัดต่อและกลายมาเป็นการให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าสมัครได้ด้วยตัวเองและการสมัครผ่านองค์กรตัวแทน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วการแก้ไขของ สนช.ในเวลานั้นตั้งอยู่บนเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ เนื่องจาก สนช.หลายคนมองว่าหากปล่อยให้ สว.มาจากการสมัครอย่างเสรีตามที่ กรธ.เสนอเข้ามา อาจเป็นช่องให้พรรคการเมืองส่งคนเข้ามาบล็อกโหวตเพื่อให้เอาคนของตัวเองเข้ามา เป็น สว.ได้

แม้ปลายทางของการเลือกคนมาเป็น สว.เดินเข้าสภาจะอยู่ที่ คสช.แต่ต้องไม่ลืมว่า คสช.ในจำนวน 50 คนนี้ คสช.ต้องเลือกมาจากบัญชีรายชื่อจำนวน 200 คนเท่านั้น เสมือนหนึ่งเป็นการมัดมือ คสช.เลยทีเดียว ดังนั้น สนช.จึงแก้เกมด้วยการให้มีองค์กรนิติบุคคลเข้ามาเสนอชื่อได้ อย่างน้อยจะได้รู้ที่มาที่ไปของคนที่จะเข้ามาเป็น สว.บ้าง

มาถึงจุดนี้ต้องยอมรับว่ากระบวนการสรรหา สว.ไม่ว่าจะมีรูปแบบที่สวยงามและดูเป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่สุดท้ายต้องมาจบที่ คสช.ในฐานะเข้ามาเป็นผู้จูงมือ สว.เข้าสภาอยู่ดี

วุฒิสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามบทเฉพาะกาลกำลังจะเข้ามาทำหน้าที่สองด้านที่ขึ้นอยู่กับบริบทของการเมืองในวันข้างหน้า

หากพรรคพลังประชารัฐรวบรวมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ สว.ชุดนี้ที่ คสช.เลือกเข้ามา คงเทคะแนนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งอย่างไม่มีข้อสงสัย เรียกได้ว่าพรรคพลังประชารัฐมีเสียงในรัฐสภาแน่นอนแล้วจาก สว.ถึง 250 เสียง จาก สส.และ สว.ทั้งหมดจำนวน 750 คน

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีโอกาสเป็นนายกฯ อีกครั้ง ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ สว.ทั้ง 250 คน พร้อมยกมือผ่านกฎหมายให้กับรัฐบาลอย่างเต็มที่โดยไม่ข้อสงสัยเหมือนกับที่ สนช.ชุดปัจจุบันกำลังทำ

แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐแพ้การเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียงไม่พอที่จะขึ้นเป็นนายกฯ การเลือกนายกฯ ในรัฐสภาก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะไม่จบภายในวันเดียว โดยอาจมี สว.250 คน ที่มาจาก คสช.เป็นกระดูกชิ้นโตขวางอยู่

ยิ่งไปกว่านั้นในระยะยาวบรรดา กติกาตามรัฐธรรมนูญที่เข้ามาคุมรัฐบาลไม่ให้กระดิกตัวได้ลำบากก็คง ขับเคลื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะการให้วุฒิสภาเข้ามาติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นๆ ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ ออกตัวกันค่อนข้างชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งนั่นอาจไม่ถึงการไม่ใช้พิมพ์เขียวของ คสช.ในการขับเคลื่อนประเทศ นั่นย่อมจะทำให้ สว.หยิบเอากติกาตามรัฐธรรมนูญขึ้นมากดดันรัฐบาล จนรัฐบาลของพรรคการเมืองไม่อาจทำงานได้อย่างเป็นสุข

เห็นแบบนี้มิพักต้องบอกเลยว่าการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายพรรคการเมืองที่ต้องไม่เพียงแต่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังฝ่าด่านวุฒิสภาด้วย จะทุลักทุเลขนาดไหน

การเมืองไทยที่เดินหน้าสู่การเลือกตั้งกำลังเผชิญกับทางแยกที่สำคัญระหว่างการเลือกพรรคตัวแทนของคสช.จะได้ผลทางการเมืองแบบหนึ่ง และการเลือกพรรคการเมืองโดยแท้จะนำมาซึ่งผลอีกแบบหนึ่ง โดยมี สว.เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น การสรรหา สว.ที่ได้เดินหน้าในตอนนี้อาจเป็นเพียงการคัดตัวบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่บอดี้การ์ดให้กับ คสช.

บล็อก “ทักษิณ” ต้อนเพื่อไทยเข้ามุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568727

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 19:50 น.

บล็อก "ทักษิณ" ต้อนเพื่อไทยเข้ามุม

บิ๊กป้อมส่งสัญญาณ บล็อก “ทักษิณ-เพื่อไทย ไม่ให้ทวงคืนสู่อำนาจจากการเลือกตั้ง

*************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดหน้าท้าชนกันอย่างดุเดือดระหว่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี นายใหญ่แห่งพรรคเพื่อไทย โดยต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายทางการเมืองเหมือนกัน คือ ต่างดิสเครดิตซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การคว้าชัยชนะเลือกตั้ง ปี 2562

แม้ “ทักษิณ” จะตระเวนอาศัยอยู่ในต่างประเทศแบบไม่เป็นหลักแหล่ง แต่สามารถเคลื่อนไหวผ่านโซเซียลมีเดีย หรือการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ สะท้านสะเทือนการเมืองไทยได้อย่างหนักหน่วง ยิ่งเมื่อกฎหมายและวันเลือกตั้งค่อนข้างชัดเจน “ทักษิณ” ออกตัวแรงขึ้นเรื่อยๆ เดินสายเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ

อาทิ ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในต่างประเทศแบบถี่ยิบ ทุกถ้อยคำพุ่งเป้าโจมตีรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมๆ กับส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างเข้มข้นไปยังบรรดาลูกน้องนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย ด้วยการประกาศความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเกิน 300 ที่นั่งอย่างแน่นอน อดีต สส.คนใดคิดจะตีจากพรรคตอนนี้มีแต่สอบตก

เป็นความเคลื่อนไหวแบบแพ็กคู่ระหว่าง “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกสื่อควงคู่กันบ่อยครั้ง จับสัญญาณที่เข้มข้นนี้ คงหนีไม่พ้นแอบแฝงด้วยนัยทางการเมือง คือ ต้องการหยุดภาวะเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย ที่ทราบกันดีว่า อดีต สส.เพื่อไทย โดนพลังดูดไปอยู่กับ “กลุ่มสามมิตร” อดีตแกนนำล้วนแต่เคยทำงานให้กับ “ทักษิณ” เมื่อครั้งตั้ง พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย

3 คีย์แมน คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ทั้งสามแกนนำมีส่วนสำคัญในการผลักดันทำให้ “ทักษิณ” จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อปี 2544 ด้วยการเดินสายดูด อดีต สส.จากพรรคต่างๆ เหมือนที่ทำกันอยู่ในตอนนั้น จนทำให้พรรคไทยรักไทย ที่ “ทักษิณ” เป็นหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ดังนั้นในสายตา “ทักษิณ” จะประมาทไม่ได้ เกมการเมืองรอบนี้จึงไม่หมูเหมือนเมื่อการเลือกตั้ง เมื่อปี 2554 ที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ชนะเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

การต่อสู้ทางการเมืองของ “ทักษิณ” ในครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ เพราะส่งสัญญาณแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยการเคลื่อนไหวโจมตีตรงๆ ต่อ “บิ๊กป้อม” เพราะทราบดีว่า “บิ๊กป้อม” หนุนหลังพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มสามมิตร ในการสนับสนุน “บิ๊กตู่” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

จึงทำให้ทั้ง “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” แพ็กคู่เคลื่อนไหวทางการเมืองในต่างประเทศ ไล่ตั้งแต่ “ทักษิณ” ออกมาโพสต์รำลึกเหน็บแนมการปฏิวัติรัฐประหารของกองทัพ 2 ครั้งในรอบ 12 ปี ทำให้บ้านเมืองถอยหลังลงคลอง คำพูดเช่นนั้น เหมือนแหย่รังแตน “บิ๊กป้อม” ควันออกหูรีบออกมาโต้กลับทันที ว่า ที่ประเทศวุ่นวายกันอยู่จนถึงทุกวันนี้เพราะใคร

ไม่รอช้า “ทักษิณ” ทวิตเตอร์ทวงบุญคุณสมัย “บิ๊กป้อม” มาเกาะโต๊ะ ขอตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ท.บ.) จนกลายเป็น แฮชแท็ก #สุดฮิตในโลกออนไลน์ นับแต่นั้นมา “ทักษิณ” เคลื่อนไหวหนักมากขึ้นเรื่อยมา ผ่านการเดินสายรับงานไปให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศแบบถี่ยิบ

ทั้งให้สัมภาษณ์สื่ออังกฤษ หลังงานเลี้ยงฉลองวันเกิดปีที่ 51 ให้แก่ยิ่งลักษณ์ หรือให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น โดย “ทักษิณ” ประกาศอย่างมั่นใจว่าฝ่ายประชาธิปไตยได้ที่นั่งในสภามากกว่า 300 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง รัฐบาล คสช.จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณได้ และต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่วุฒิสภาที่ไม่มีส่วนในการลงคะแนน ดังนั้นรัฐบาลที่กองทัพหนุนหลัง ไม่นานจะล่มภายในไม่กี่สัปดาห์

คำพูดเช่นนั้นมีหรือ “บิ๊กป้อม” จะไม่ของขึ้น ออกมาให้สัมภาษณ์ถล่ม “ทักษิณ” กลับพร้อมประกาศกร้าวผ่านสื่อแบบส่งสัญญาณต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้รับลูกสั่งสอบพฤติกรรม “ทักษิณ” เป็นการบงการพรรคการเมือง ทำแบบนี้เข้าข่ายต้องยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่!

ไม่เท่านั้นยังแขวะว่า “ทักษิณ” มีหน้าจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือ ทั้งๆ ที่ตัวเองมีคดีความเต็มไปหมดต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ในต่างประเทศ แถมลูกชาย “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ยังโดนคดีเงินแบงก์กรุงไทยอีกต่างหาก ซึ่งคำพูดดังกล่าวของ “บิ๊กป้อม” ย้อนเกล็ดทำให้ “ทักษิณ” เจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที ย่อมต้องออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้อีกแน่นอน

แม้ข้อกฎหมายคดียุบพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ชัดเจนว่า จะเอาผิด “ทักษิณ” ได้หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การเล่นงานพรรคเพื่อไทย แต่สัญญาณหรือไม้เด็ดที่ “บิ๊กป้อม” ส่งออกมาแบบนี้ จะสามารถบล็อก หรือ หยุด การเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” ระหว่างตระเวนบินรอบโลกให้ข่าวถล่ม คสช. ได้หรือไม่

แต่นัยหรือสัญญาณที่ “บิ๊กป้อม” ส่งออกไปยัง กกต.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการต้อนและบล็อก “ทักษิณ” และ พรรคเพื่อไทยไม่ให้ทวงคืนสู่อำนาจจากการเลือกตั้งในครั้งหน้าเท่านั้นเอง

เพื่อไทยจบศึกใน พร้อมสู้ศึกนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568402

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 08:49 น.

เพื่อไทยจบศึกใน พร้อมสู้ศึกนอก

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยเริ่มลงตัวทั้งเชิงโครงสร้างและตัวบุคคล เหลืออยู่ก็เพียงศึกนอกที่ต้องเผชิญ

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมคิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนมากกว่า 300 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง นี่คือเวลาที่ประชาชนจะหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อขับไล่เผด็จการออกจากประเทศไทย”

เป็นคำพูดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น ที่ฮ่องกง ซึ่งได้มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา

คำพูดของทักษิณที่ปรากฏออกมาแน่นอนว่าต้องมีนัยทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่พูดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ซึ่งตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากต้องการจะสื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้รับชัยชนะในสนามเลือกตั้งอีกครั้ง

หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ทักษิณคิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้กลับมาเป็นเสียงข้างมากอีกครั้ง คือ การจัดการแก้ไขปัญหาภายในพรรคเพื่อไทย

เดิมทีหลายเดือนก่อนหน้านี้ในพรรคเพื่อไทยมีความไม่ลงรอยกันพอสมควร โดยเฉพาะการสรรหาตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรายชื่อที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นนายหญิงของพรรคมาตลอด แต่ดูเหมือนว่าจะมี สส.หลายคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะฐานของคุณหญิงสุดารัตน์กระจุกอยู่ใน กทม.เป็นหลัก จึงไม่มั่นใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะดูแล สส.ภาคอื่นหรือไม่

แต่เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ได้รับแรงสนับสนุนจากบ้านใหญ่ “ชินวัตร” ก็เป็นอันว่าคลื่นใต้น้ำในพรรคเพื่อไทยเริ่มเบาบางลง

บทสรุปของการประชุมพรรคในวันที่ 28 ต.ค. โครงสร้างบริหารน่าจะเป็นไปในลักษณะให้“พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” เป็นหัวหน้าพรรค ส่วน “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็นเลขาธิการพรรคตามเดิม

ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ จะเป็นชื่อแรกในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีที่ต้องเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้ง

การดันคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้นำพรรคในครั้งนี้ ด้านหนึ่งเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยต้องการให้เกิดความชัดเจนในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อรักษาฐานเสียงของพรรค

ต้องไม่ลืมว่าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย ความเคี่ยวกรำทางการเมืองถือได้ว่ามีอยู่พอตัว มิเช่นนั้นที่ผ่านมาคงไม่เป็นรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง

นอกจากนี้ หากระหว่างการหาเสียงมีใบหน้าของคุณหญิงสุดารัตน์ติดอยู่ก็น่าจะทำให้พออุ่นใจแก่บรรดาสมาชิกในการลงพื้นที่ได้ว่าชินวัตรยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ไม่ใช่แต่เรื่องของหัวหน้าพรรคเท่านั้นที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเริ่มลงตัว แต่ปัญหาพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยก็เริ่มจะเรียบร้อยเช่นกัน

เดิมทีพรรคเพื่อไทยถูกมองว่ามีพรรคสาขาอยู่สองพรรค ได้แก่ พรรคเพื่อธรรม และพรรคเพื่อชาติ

กรณีของพรรคเพื่อธรรมดูจะแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทยอยู่สมควร เนื่องจาก “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค ก็เคยเป็นหนึ่งในแกนนำของพรรคเพื่อไทยมาก่อน ส่วนพรรคเพื่อชาติดูเหมือนว่าถึงจะมีจุดเชื่อมถึงพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีเท่าใดนัก

พรรคเพื่อชาติก่อตั้งโดยอาศัยฐานของมวลชนเสื้อแดงเป็นหลัก ซึ่งในช่วงหลังมานี้ความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยจะดีต่อกันมากนัก เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการให้เสื้อแดงเข้ามาภายในพรรค เพื่อไม่ต้องการให้พรรคตกเป็นเป้าทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้บรรดาแกนนำเสื้อแดงบางคนที่เริ่มจะไม่มีที่ลงในพรรคจึงเลือกที่จะออกมาตั้งพรรคเองเพื่อลงสนามเลือกตั้งในอนาคต

สำหรับพรรคเพื่อธรรมเดิมทีมีวัตถุประสงค์อยากให้เป็นพรรคการเมืองที่คอยเก็บคะแนน สส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้เกมระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองได้ สส.มากเกินไป

แต่ทำไปทำมาเริ่มประเมินกันว่าการแยกร่วมกันชนะอาจจะไม่ได้ผลในการเลือกตั้ง แทนที่จะได้คะแนนเสียงอย่างเป็นกอบเป็นกำ อาจจะกลายเป็นการตัดคะแนนกันเอง จนเสียท่าให้กับคู่แข่ง

ทางที่ดีจึงกลับไปใช้แนวทางที่ตัวเองถนัด คือ การเก็บแต้ม สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด

กล่าวคือถึงอย่างไรเสียเชื่อว่าถ้าตัวเองได้ สส.แบ่งเขตเลือกตั้ง 200 เสียงขึ้นไปเหมือนกับที่เคยทำได้เมื่อการเลือกตั้ง 2554 ที่ได้ สส.เขตมาถึง 204 คน ย่อมมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน และนั้นพรรคการเมืองอื่นๆ ต้องเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคเพื่อธรรมอาจจะส่ง สส.ลงเฉพาะบางเขตเลือกตั้งเพื่อให้เป็นตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.และพรรคการเมืองเท่านั้น เพราะหากพรรคเพื่อธรรมทำแต่กิจกรรมอย่างอื่น โดยที่ไม่ส่ง สส.ลงสมัครรับเลือกตั้งอาจสิ้นสภาพความเป็นพรรคในอนาคต นอกจากนี้ยังมีภารกิจในการเป็นพรรคสำรอง หากพรรคเพื่อไทยถูกยุบแบบคาดไม่ถึงขึ้นมา

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยเริ่มจะลงตัวเป็นระยะ ทั้งในเชิงโครงสร้างและตัวบุคคล หากจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งและท้าชิงเก้าอี้นายกฯ กับพรรคพลังประชารัฐก็คงจะไม่ผิดนัก

เหลือแต่เพียงยุบพรรคเท่านั้น ที่พรรคเพื่อไทยยังต้องลุ้นไปตลอดว่าหวยนี้จะออกมาที่พรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่

เงื่อนไข’ปฏิวัติ’ ฉุดกองทัพเข้าวังวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568098

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 07:22 น.

เงื่อนไข'ปฏิวัติ' ฉุดกองทัพเข้าวังวน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความสัมพันธ์ระหว่าง “กองทัพ” กับ “การเมือง” ดูจะตัดกันไม่ขาดอย่างที่หลายฝ่ายตั้งความหวัง

เมื่อล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.คนใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นเรื่อง “ปฏิวัติ”  ด้วยการตั้ง “เงื่อนไข” แบ่งรับแบ่งสู้ที่ชวนให้คิดว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

“สิ่งที่สื่อถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ผมหวังอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีอะไร”

แน่นอนว่าการหยิบยกเรื่อง “ความขัดแย้งทางการเมือง” อันอาจเป็นต้นเหตุแห่ง “จลาจล” มาเป็นเงื่อนไขเพื่อเปิดประตูปฏิวัตินั้น ดูจะไม่สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ภายใต้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งร่วม 4 ปี และเตรียมเดินหน้าตามโรดแมปพาประเทศกลับเข้าสู่ระบอบและกลไกปกติด้วยแล้ว

การส่งสัญญาณจากผู้มีอำนาจในกองทัพเช่นนี้จึงมีแต่จะยิ่งทำให้ “ทหาร” ยากจะกลับไปประจำกรมกองเพื่อทำหน้าที่แบบทหารมืออาชีพ แยกขาดจากการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้

หากจำได้สถานกาณ์บ้านเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งในแง่ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ส่งผลถึงการค้า การลงทุนต้องชะงักงันไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาจนเกิดการสูญเสียโอกาสของประเทศเป็นอย่างมาก

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่นานาชาติเริ่มเห็นบรรยากาศภายในประเทศกำลังจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใน ปีหน้า การส่งสัญญาณของผู้บัญชาการทหารบกจึงอาจไม่ใช่เรื่องเหมาะสม ในสถานการณ์เช่นนี้

เมื่อทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้งทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ปล่อยให้ระบบและกลไกตามครรลองประชาธิปไตย เดินหน้าไปด้วยตัวของมันเอง

อันจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นที่เคยล้มหายไปในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา  ให้กลับคืนมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความต่อเนื่อง

จะเห็นจากแค่เมื่อครั้งต้องเลื่อนกรอบเวลาการเลือกตั้งออกมาเรื่อยๆ นั้น ล้วนแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ จนนักลงทุนหลายเจ้าต้องพับแผนย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีความเชื่อมั่นมากกว่า

ดังนั้น หากเห็นสัญญาณ “ปฏิวัติ” ที่เปิดประตูรอพร้อมจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นที่กำลังดีขึ้นต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ที่สำคัญเงื่อนไข เรื่องความขัดแย้งหรือจลาจลที่มีสาเหตุมาจากการเมืองนั้น ล้วนแต่เป็นหนึ่งในเหตุผลเดิมๆ ที่ทางทหารมักจะหยิบยกมาใช้เพื่อทำการรัฐประหารในอดีต

ทั้งที่ในความเป็นจริงการปฏิวัติ รัฐประหาร อาจไม่ใช่เพียง “ทางออก” เดียวที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้อง ชั่งน้ำหนักถึงสิ่งที่ได้รับ และสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว

อีกทั้งที่ผ่านมามีความพยายามพูดถึงเงื่อนไขเรื่องการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยตัวระบอบและกลไกที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แม้อาจต้องใช้เวลาหรือมีอุปสรรคปัญหาอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยจะได้เกิดการเรียนรู้ของสังคมและเป็นบทเรียนสร้างความเข้มแข็ง     ให้กับการเมืองต่อไปในระยะยาว

หากพิจารณาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเห็นว่ามีการออกแบบที่สร้างการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมทั้งมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับการใช้อำนาจ ใช้งบประมาณ

หรือแม้กระทั่งการเข้าไปควบคุมออกนโยบาย ซึ่งจะเป็นด่านแรกสำหรับป้องกันปัญหาการใช้อำนาจรัฐที่จะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่ผ่านมา

รวมไปถึงบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลายที่จะทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ ซึ่งผ่านการปรับปรุงแก้ปัญหาจุดอ่อนในอดีตมาเรียบร้อยแล้ว น่าจะช่วยให้กลไกทุกอย่างเดินหน้าไปตามวิถีทางประชาธิไตย

ที่สำคัญ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องคิดเห็นเหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง ความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ใช่อุปสรรคขวางกั้นในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นความสวยงามที่จะเห็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น และต้องไม่ใช้เสียงข้างมากละเลยเสียงข้างน้อย

การนำเสนอแนวนโยบาย แนวทางการบริหาร จุดยืนต่อเรื่องต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันนั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าเลือกใครมาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของตัวเอง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงควรจะถูกควบคุมด้วยกฎกติกาที่กำหนดขึ้นมา มากกว่าการใช้จาก “กองทัพ” เข้ามาล้มกระดานแล้วเริ่มต้นระบบกันใหม่

เมื่อในทางปฏิบัติแล้ว การใช้อำนาจเข้ามารีเซตระบบ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ไม่ได้สลายไป เพียงแต่ถูกซุกเก็บไว้ไม่ให้ก่อตัวออกมาเคลื่อนไหวเท่านั้น

ที่สำคัญการรัฐประหารถือเป็นการทำลายการเรียนรู้ประชาธิปไตยของสังคม เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดปัญหา แทนที่จะร่วมกันหาทางออกตามระบบ อาจจะร้องหารัฐประหารเพื่อคลี่คลายปัญหา

สุดท้ายกลายเป็นวังวนที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่อาจก้าวไปไหนได้สักที

“ประชาธิปัตย์”อ่วมพิษดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567915

  • วันที่ 17 ต.ค. 2561 เวลา 13:55 น.

"ประชาธิปัตย์"อ่วมพิษดูด

ประชาธิปัตย์กำลังเผชิญภาวะ “เลือดไหลไม่หยุด” จากการที่อดีตสมาชิกพรรคถูกดูดไปร่วมกับพรรคอื่นจนทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ไม่สู้ดีสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานี้ ต้องเผชิญทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน” จนบั่นทอนเอกภาพและความเข้มแข็ง ซึ่งล้วนแต่จะมีผลกระทบไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2562

เริ่มตั้งแต่ “ศึกใน” ที่กำลังไต่ระดับความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะเป็น การชิงชัยระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค

ประเมินจากทิศทางลมแล้วเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง ชวน หลีกภัย และบัญญัติ บรรทัดฐาน ประกาศตัวเลือกยืนอยู่ฝั่ง “อภิสิทธิ์” โอกาสของ“หมอวรงค์” ที่มีฐานเสียงสนับสนุนจากฝั่ง กปปส.จำนวนไม่น้อย ก็พลอยจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที ​

ยิ่งหลายคนในพรรคเริ่มเป็นห่วงปฏิบัติการแทรกซึมเข้าครอบงำจากฝั่ง กปปส.ด้วยแล้ว ยิ่งจะปลุกให้คะแนนสนับสนุนอภิสิทธิ์มีมากขึ้น ดังจะเห็นจากหลายฝ่าย เช่น อดีต สส.กทม. เปิดหน้าแสดงพลังออกมาสนับสนุนให้อภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ ​

แน่นอนว่าการแข่งขันครั้งนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ “รอยร้าว” ภายใน ระหว่างฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ขยายวงกว้างมากขึ้น แม้กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์จะประกาศชัดว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็จะอยู่ช่วยงานพรรคต่อไปไม่ย้ายออกไปไหน แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้เกิดความสนิทใจได้เหมือนเดิม

แต่อย่างไรก็ตามในสถานการณ์นี้ยังสร้างโอกาสให้ผู้สมัครทั้ง 3 คน ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน สมาชิกพรรคตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่ติดล็อกคำสั่ง คสช.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง จนกระทั่งเริ่มมีกระแสดักคอว่านี่เป็นการใช้โอกาสหาเสียงล่วงหน้าของประชาธิปัตย์

แต่ “ศึกนอก” ซึ่งน่าจะเป็นงานหินสำหรับประชาธิปัตย์ คือ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ปัญหาของประชาธิปัตย์เวลานี้อยู่ตรงที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งทั้ง พรรคเพื่อไทยในฐานะคู่ปรับเก่า และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

การเผชิญกับศึกสองด้านที่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวขนาบเข้ามายิ่งทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ของประชาธิปัตย์​ดูจะหนักหนากว่าทุกครั้ง ยังไม่รวมกับมรสุมการดูดที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงทั่วประเทศ

ไล่มาตั้งแต่พื้นที่ภาคใต้ ฐานที่มั่นสำคัญของประชาธิปัตย์ซึ่งเกือบจะเป็นพื้นที่ผูกขาด แต่เบื้องต้นมีอดีตสส. ย้ายออกไปแล้ว 6 คน ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี 3 คน จากตระกูล เทือกสุบรรณ ได้แก่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ธานี เทือกสุบรรณ เชน เทือกสุบรรณ​ ที่ออกไปร่วมก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย

ส่วนอีก 3 คน ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พื้นที่ จ.นราธิวาส คือ รำรี มามะ เจะอามิง โตะตาหยง และสุรเชษฐ์ แวอาแซ ซึ่งเบื้องต้นจะย้ายไปอยู่กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ตามการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่พื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด มี สส.ลดลงเหลือ 50 คน จากเดิมมี สส.ได้ 53 คน ทำให้โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะเสียเก้าอี้ทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อในฐาน ที่มั่นของตัวเองก็เป็นไปได้สูง

ถัดมาพื้นที่ ภาคกลาง-ตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส.ของประชาธิปัตย์ย้ายออกมากที่สุด โดยเบื้องต้นมีไหลออกแล้ว 9 คน ได้แก่ ประมวล เอมเปีย อดีต สส.ชลบุรี ที่ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ ธวัชชัย อนามพงษ์ อดีต สส.จันทบุรี สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ บุญเลิศ ไพรินทร์ ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา ที่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ

ล่าสุด ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อัฏฐพล โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี บุตรชายของกำนันเซี๊ยะ ประชา โพธิพิพิธ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลาออกจากประชาธิปัตย์เพื่อจะไปลงสมัคร สส. ในนามพรรคพลังประชารัฐ

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการ ต่อเรื่องด้วยเงื่อนไขคดีบุกรุกที่ดินราชพัสดุจังหวัดกาญจนบุรีถึงราชบุรีของกำนันเซี๊ยะ ซึ่งศาลฎีกาตัดสินจำคุกจนต้องหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

รวมถึง​ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีต สส.สระบุรี ของประชาธิปัตย์ ที่ถูกทาบทามไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จนกลายเป็นเรื่องเมื่อดูดไปซ้ำซ้อนกับพื้นที่ของตระกูลอดิเรกสาร

ด้านภาคเหนือ ​​​แม้จะมีข่าวว่ากำลังถูกดูดอย่างรุนแรงนั้น แต่เบื้องต้นมีเพียงแค่ สมควร โอบอ้อม อดีต สส.นครสวรรค์ ซึ่งย้ายไปพรรค ภูมิใจไทย แต่ยังมีปัญหาตรงที่ติดคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และศาลตัดสินจำคุกแต่รอลงอาญาอาจทำให้ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม อัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคเหนือของประชาธิปัตย์ แต่ขณะเดียวกัน ชาญวิทย์ วิภูศิริ ที่เคยถูกวางตัวจะให้ลง สส.กทม.ประชาธิปัตย์ ได้ย้ายไป​เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนพื้นที่ กทม.ขุนพลจาก กปปส. ทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ​ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

อาการเลือดไหลไม่หยุดของประชาธิปัตย์ในเวลานี้จึงมีแต่จะยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ของพรรคน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ