“สงครามไซเบอร์” ชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567767

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 08:14 น.

"สงครามไซเบอร์" ชี้ขาดเลือกตั้ง

“บิ๊กตู่”มีอาวุธครบมือสำหรับลงสนามเลือกตั้งแล้ว โอกาสชนะมีมากกว่าใคร เหลือเพียงแต่อย่าสะดุดขาตัวเองเท่านั้น

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งมากเท่าไรก็เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของพรรค การเมือง ไม่เว้นแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากขึ้นเท่านั้น

อย่างล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมด้วยการสื่อสารในรูปแบบออนไลน์อย่างเป็นทางการหลายช่องทาง ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแต่แฟนคลับออกแรงทำให้มาเป็นเวลานาน

“สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน จากการที่พวกเราส่วนใหญ่ นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ ผมจึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น

หากท่านมีข้อเสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ” เป็นข้อความแรกจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha”

การใช้สื่อออนไลน์ของรัฐบาลไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในทางการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้ทีมโฆษกของรัฐบาลก็ได้ใช้การสื่อสารลักษณะดังกล่าวอยู่เป็นระยะ แต่เมื่อครั้งนี้เป็นกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเล่นด้วยตนเอง จึงนับว่ามีนัยทางการเมืองสำคัญอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งมาเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งตลอดเวลากว่า 4 ปีมานี้ นายกฯ ไม่ได้มีการสร้างช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบนี้มาก่อน โดยจะหนักไปทางการสื่อสารทางเดียวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการจัดรายการทุกวันศุกร์

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสื่อสารตามแบบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แม้จะมีความถี่ในการใช้เครื่องมือก็ตาม ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะระยะหลังมานี้รัฐบาลจะขยับตัวไปทางไหน ก็มักจะโดนก้อนอิฐอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นธรรมชาติของรัฐบาลที่อยู่มาเป็นเวลานานและกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

ด้วยเหตุนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องพยายามสื่อสารทางบวกกับประชาชนให้มากขึ้น เพื่อเร่งผลงานของรัฐบาลในโค้งสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้หวังผลเพียงแค่การประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลหรือของตัวเองเท่านั้น แต่หวังผลไปถึงการหาเสียงเลือกตั้งด้วย

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการก้าวเข้ามาใช้สื่อออนไลน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นช้ากว่าคู่แข่งไปพอสมควร เพราะบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองหลายคนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างเดินหน้าใช้ระบบออนไลน์กันไปไกลพอสมควร

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคนติดตามในเฟซบุ๊กประมาณ 6 ล้านคน สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ ทักษิณ ชินวัตร และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มีคนตามประมาณ 2 ล้านคน หรือแม้แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็มีคนติดตามราว 1 แสนคน

อีกทั้งพรรคการเมืองหลายพรรคก็ได้ลงมาในสนามออนไลน์เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองด้วย ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของพรรคอนาคตใหม่ ที่ทุมกำลังกับการสร้างความนิยมผ่านโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ได้ผลตอบรับอย่างดี ภายหลังชื่อของ “ธนาธร” ติดเข้ามาอยู่ในโพลประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ ด้วย ทั้งๆ ที่เป็นหน้าใหม่และไม่มีฐานทางการเมืองมาก่อน

นอกจากนี้ เมื่อระบบการเลือกตั้ง ที่เปลี่ยนมาใช้ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวในการหา ทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ยิ่งเป็นปัจจัยให้การเสียงจะใช้รูปแบบกึ่งสำเร็จที่เน้นการเดินสายหาเสียงและตั้งเวทีปราศรัยรูปเดิมเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป

ประกอบกับมีการคาดการณ์กันว่าตัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะมีราว 40 ล้านคน และจำนวนหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก (New Voter) ประมาณ 6-7 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนไม่น้อย ซึ่งหากสามารถหาวิธีการที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะได้จำนวน สส.มากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานจึงไม่มีทางเลือกตั้ง นอกจากจะต้องลงในสมรภูมินี้ แม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าตามหลังเพื่อนอยู่หลายก้าวก็ตาม เพราะการ จะหวังพึ่งแต่พละกำลังของพรรค พลังประชารัฐเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่สามารถสร้างกระแสแข่งกับฝั่งตรงข้ามได้มากนัก

แต่กระนั้นการตามหลังของนายกฯ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่รั้งท้ายเสีย ทีเดียว เนื่องจากเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีสถานะเป็นรัฐบาลที่กุมอำนาจรัฐ

ในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอาวุธครบมือสำหรับลงสนามแล้ว โอกาสชนะการเลือกตั้งมีมากกว่าใคร เหลือเพียงแต่อย่าสะดุดขาตัวเองเท่านั้น

กกต.เจอรับน้อง ศึกใหญ่รอพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567665

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

กกต.เจอรับน้อง ศึกใหญ่รอพิสูจน์

กกต.ในเวลานี้เรียกได้ว่าเป็นยักษ์ที่มีกระบองถึง 3 กระบอง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง สส. และกฎหมายพรรคการเมือง

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในต้นปี 2562 เกิดขึ้นท่ามกลางความใหม่หลายประการ

เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่มีชื่อ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”ซึ่งใช้ระบบบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว แต่จะเข้ามาชี้ขาดถึง 3 เรื่องด้วยกัน “สส.เขต-สส.บัญชีรายชื่อ-การเลือกนายกฯ” ซึ่งสร้างความปวดหัวให้กับทุกพรรคการเมืองอย่างถ้วนหน้า

พรรคการเมืองใหม่ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค นำมาซึ่งตัวละครหน้าใหม่ที่เคยลงสนามการเมืองมาก่อน รวมไปถึงคนหน้าเดิมที่ตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งอาจเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่

นอกจากนี้ ผู้คุมกติกาการเลือกตั้งอย่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ก็ยังเป็นคนใหม่ป้ายแดงเช่นกัน

การมาของ กกต.ชุดนี้ ที่มี “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน ถูกเพ่งเล็งจากหลายฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง เนื่องจากเข้ามาดำรงตำแหน่งในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แม้ว่า กกต.ชุดนี้จะมาโดยถูกตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่ในทางการเมืองแล้วค่อนข้างจะถูกจับผิดเป็นพิเศษพอสมควร

ไม่เพียงแต่เรื่องการเข้ามาสู่ตำแหน่งในยุคของ คสช.เท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดก่อนควรได้ทำหน้าที่จนครบวาระการดำรงตำแหน่งของตัวเอง ทว่ามาเกิดเหตุการณ์เซตซีโร่โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันโดนสปอตไลต์ส่องมากกว่า กกต.ในอดีต

ในที่สุด กกต.เดินมาถึงจุดที่กำลังเจอแรงเสียดทานทางการเมืองเข้าอย่างจัง ภายหลังการเลือกตั้งกำลังจะเริ่มขึ้น

ขณะนี้ กกต.กำลังมีเรื่องที่ได้เข้ามาดำเนินการกับพรรคการเมืองอย่างน้อย 2 เรื่อง ท่ามกลางข้อกังขาหลายประการ

1.การห้ามพรรคการเมืองรับบริจาค พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่โดนไม้เรียวของ กกต. เนื่องจาก กกต.ได้ออกคำสั่งห้าม พรรคอนาคตใหม่ ทำกิจกรรมขอรับเงินบริจาคจากประชาชน

กกต.พยายามให้เหตุผลการทำกิจกรรมดังกล่าวยังไม่ได้รับการปลดล็อกจาก คสช.เพราะการคลายล็อกของคสช.ก่อนหน้านี้กำหนดให้ดำเนินกิจกรรมในบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ระบุถึงการอนุญาตให้พรรคการเมืองรับบริจาคได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาขวางของ กกต.ในครั้งนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เนื่องจากการทำกิจกรรมดังกล่าวไม่น่าจะมีลักษณะของการสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

2.การยุบพรรคการเมือง ก่อนหน้านี้เกิดกระแสข่าวมาตลอดว่า กกต.กำลังเข้ามาตรวจสอบการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในข้อหาให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรค

การยุบพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นจะว่าทำได้ยากก็ไม่เชิง หรือจะมองว่ายุบพรรคได้ง่ายก็ไม่ถูกนัก เพียงแต่มาตรา 92 ที่ระบุถึงเหตุในการยุบพรรคใช้คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการตีความแบบไม่เคร่งครัด

พรรคการเมืองภายใต้กติกาปัจจุบัน จึงอยู่ในความเสี่ยงที่อาจถูกยุบพรรคได้ทุกเวลา

กกต.เองรู้ถึงแรงเสียดทานตรงนี้ดี มิเช่นนั้นคงไม่ออกมาตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการบอกว่า กกต.ยังไม่มีความคิดที่จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีของพรรคเพื่อไทยมีเพียงแต่การติดตามจากข่าวของสื่อมวลชนเป็นหลัก

“ยืนยันเราเป็นเครื่องมือของกฎหมาย กฎหมายให้ทำอย่างไรต้องทำอย่างนั้นไม่อยากให้พรรคการเมืองทำอะไรผิดกฎหมาย อยากให้เหลืออยู่ทุกพรรคจนถึงเลือกตั้ง” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุ

การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายฝ่ายจับตามองว่า กกต.จะเอาจริงหรือไม่ เนื่องจากจะมีผลถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายทันที หากการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งไม่ถึง 90 วัน อันเป็นผลให้สมาชิกพรรคการเมืองไม่สังกัดพรรคใหม่ได้ครบ 90 วัน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.

สถานะของ กกต.เวลานี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยักษ์ที่มีกระบองถึง 3 กระบอง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง สส. และกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งแต่ละกระบองอุดมไปด้วยอำนาจเป็นอย่างมาก ภายใต้หลักการที่ต้องการให้ กกต.ควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่กระนั้นอำนาจที่มีในมืออย่างมหาศาลกำลังจะเป็นบทพิสูจน์ กกต.ชุดนี้ว่าจะช่วยให้การเลือกตั้งอันเป็นกระบวนการสำคัญของการเปลี่ยนผ่านได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือไม่

หรือเป็นเพียงยักษ์ที่มีกระบองแต่ใช้กระบองไม่ถูกที่ถูกเวลา

‘ชินวัตร’แลกหมัด เพื่อไทยพร้อมสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567350

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 08:29 น.

'ชินวัตร'แลกหมัด เพื่อไทยพร้อมสู้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภาพการปรากฏตัวของคนในครอบครัวแบบพร้อมหน้ากันทุกคนของครอบครัวชินวัตรศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 10 ต.ค. เป็นภาพที่มีนัยทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พินทองทา คุณากรวงศ์ แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีพินทองทา เดินทางมาให้กำลังใจ พานทองแท้ ชินวัตร ที่ตกเป็นจำเลยในคดีร่วมกันฟอกเงินปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร

อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้มีความเห็นสรุปได้ว่า พานทองแท้  มีความผิดร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปี 2542 มาตรา  5 9 และ 60 และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5  ปี 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 ปี 2526 มาตรา 4

ขั้นตอนของคดี อัยการในฐานะโจทก์ได้ทำการสั่งฟ้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อย ส่วนพานทองแท้ ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมกับ ได้รับการประกันตัวด้วยการวาง หลักทรัพย์ราคา 1 ล้านบาท และมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และศาลนัดสอบคำให้การในวันที่ 5 พ.ย. เวลา 10.00 น.

จากกรณีของ พานทองแท้  ดังกล่าวทำให้ได้เห็นท่าทีทางการเมืองของคนในครอบครัวชินวัตร พอสมควรผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

“พานทองแท้” โพสต์ข้อความระบุว่า “ผมไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา และไม่มีเหตุผลอะไร ที่คนกู้เงินมา ร่วมหมื่นล้าน จะเอาเงินมาฟอกเพียงแค่ 10 ล้าน แถมบุคคลที่ใช้ให้ฟอกเงิน คือลูกชายของนายกรัฐมนตรี  ณ ขณะนั้นอีกด้วย การเมืองไหมล่ะ”

“แพทองธาร” โพสต์ว่า “ลูกทักษิณไม่เคยได้รับอะไรเหมือนคนอื่นเค้าหรอก ลูกทักษิณได้รับอะไรแรงกว่าคนอื่นเสมอ แต่รู้มั้ย เลือดเนื้อของทักษิณ ก็วิ่งอยู่ในตัวเราทั้ง 3 คนนั่นแหละจะเข้มแข็ง ให้สมกับเป็นลูกทักษิณ”

เช่นเดียวกับ “พินทองทา” ซึ่งแสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ทำนองเดียวกันว่า “ครอบครัวเราผ่านอะไรกันมาเยอะ ถูกการเมืองเล่นมาเยอะ แต่ก็คิดมาเสมอว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จนกระทั่งมาเป็นเรื่องพี่โอ๊ค มาถึงรุ่นพวกเราแล้วเหรอเนี่ย แต่ในเมื่อจะทำกันขนาดนี้ เราก็คงจะไม่นั่งนิ่งเฉยให้ถูกรังแก”

ทั้งนี้ มีไม่บ่อยนักที่พี่น้องครอบครัวชินวัตรจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตีความเป็น อย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าครอบครัวชินวัตรพร้อมกลับมาสู้ในสนามการเมืองอีกครั้ง

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ลำบากพอสมควร โดยเฉพาะการที่อดีต สส.ชั้นดีของพรรคหลายคนถูกดูดไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการสถาปนาตัวเองเป็นขั้วอำนาจใหม่ทางการเมือง

อีกทั้งเร็วๆ นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเข้ามาตรวจสอบพรรคเพื่อไทยว่ามีการกระทำความผิด อันเป็นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้ หรือไม่ ภายหลังปรากฏข่าวสมาชิกพรรคไปทางไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ต่างประเทศ

การเมืองที่เล่นกันแรงในช่วงหลังและพุ่งตรงมาที่พรรคเพื่อไทย ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยเกิดอาการระส่ำพอสมควร เนื่องจากบรรดาลูกพรรค หลายคนไม่ได้มีความมั่นใจว่านายใหญ่   ยังคงจะลงทุนลงแรงกับสนามเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ จึงเป็นเหตุให้หลายคนเอาใจออกห่างและไปซบพรรคการเมืองอื่นแทน

แต่เมื่อมีคดีของพานทองแท้เกิดขึ้น พร้อมกับสัญญาณที่ส่งออกมาจากคนในครอบครัวชินวัตร จึงเป็นการตอกย้ำว่าชินวัตรและพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าสู้ในสนามเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้มากที่สุด

การเลือกตั้งเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรได้กลับมามีที่ยืนทางการเมืองเต็มสองเท้าอีกครั้ง  นอกจากนี้ จะเป็นการลดอำนาจทางการเมือง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้น้อยด้วย

จากนี้ไปแน่นอนว่า พรรคเพื่อไทยคงเดินหน้ายุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินแต่ร่วมกันชนะ” โดยให้พรรคเพื่อไทยเน้นเก็บชัยชนะในสนามเลือกตั้ง สส.ระบบ  แบ่งเขตเลือกตั้งให้มากที่สุด

ส่วนการเก็บแต้ม สส.ระบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นหน้าที่ของพรรคพี่พรรคน้องของพรรคเพื่อไทยอย่าง “พรรคเพื่อธรรม-พรรคเพื่อชาติ” ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจการเป็นผู้แพ้ในเขตเลือกตั้งแต่จะเป็นผู้ชนะใน สส.บัญชีรายชื่อ

เรียกได้ว่าเป็นการย้อนเกล็ดรัฐธรรมนูญที่ต้องการไม่ให้พรรค การเมืองเดียวมีเสียงข้างมาก เด็ดขาด เลยใช้วิธีการตั้งพรรคลูกเพื่อเดินเกมสอดประสานกันในอนาคต

สถานการณ์การเมืองในวันข้างหน้าคงหนีไม่พ้นการหยิบข้อกฎหมายขึ้นมาห้ำหั่นกันแบบไม่มีใครยอมใคร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าสู่อำนาจ ขณะที่ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการทำทุกทางเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้

นอกสภาหมดพลัง! ตั้งพรรคสร้างที่ยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567326

  • วันที่ 11 ต.ค. 2561 เวลา 20:07 น.

นอกสภาหมดพลัง! ตั้งพรรคสร้างที่ยืน

การเมืองนอกสภาภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันกำลังจะหมากความหมาย จึงต้องเดินเกมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างที่ยืน

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายในเวลานี้กำลังมุ่งตรงมาที่การเลือกตั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันอีกครั้งว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 อย่างแน่นอน ระหว่างการเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง

การรับปากต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ แม้จะมีบางฝ่ายมองว่ายังไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงตามที่นายกฯ ประกาศ แต่ถ้ามองถึงเงื่อนไขทางการเมืองขณะนี้ ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขที่จะเข้ามาเป็นอุปสรรคในการขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งได้ถูกสลายไปเกือบหมดแล้ว

โดยตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนของการรอให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีอายุครบ 90 วันนับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในช่วงเดือน ธ.ค. ก็จะเข้าสู่กระบวนการนับถอยหลัง 150 วัน ซึ่งเมื่อนาฬิกาเดินนับถอยหลังเมื่อไหร่ คงจะได้เห็นวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

ส่วนเงื่อนไขเรื่องความสงบที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยสร้างเอาไว้ว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะมีผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามโรดแมปนั้น เวลานี้จะเห็นได้ว่าบรรดาฝ่ายการเมืองกำลังสาละวนอยู่กับการบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อแต่งตัวลงสนามเลือกตั้ง โดยไม่ได้ออกมาพูดพาดพิงโจมตี คสช.หรือส่งสัญญาณก่อหวอดแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้เอง จึงหมดเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเลื่อนการเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจน การเมืองจึงสาดไฟส่องมาที่พรรค การเมืองเป็นหลัก ซึ่งจะพบว่ามีความเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกรณีการกลับเข้ามาสู่สนามการเมืองของ “จตุพร พรหมพันธุ์”แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในนาม “พรรคเพื่อชาติ”

ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติคนสำคัญมีหลายคน อาทิ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต รมช.พาณิชย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยแทบทั้งสิ้น

แม้จะถูกมองว่ามีความเกี่ยวโยงกับพรรคเพื่อไทย แต่แกนนำพรรค เพื่อชาติก็ต่างออกมายืนยันว่าไม่ได้เป็นพรรคสำรองให้กับพรรคเพื่อไทย แต่ประการใด

ทั้งนี้ หากมองถึงเจตนาของการตั้งพรรคเพื่อชาติจริงๆ แล้วน่าจะอยู่ที่การพยายามสร้างที่ทางการเมืองให้กับคน ที่ไม่มีที่ยืนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอดีต สส.หรือแม้แต่แกนนำคนเสื้อแดงบางส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนมาเป็น “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”

ระบบเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้พรรค การเมืองต้องเฟ้นหาตัวผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีความสมบูรณ์ใน ทุกด้าน หรือเป็นระดับเกรดเอพรีเมียมของจริง เนื่องจากต้องนำคะแนนเลือกตั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคำนวณหาจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อด้วย ด้วยเหตุนี้เอง อดีต สส. และแกนนำเสื้อแดงหลายคนต้องยอมกระเด็นออกมาจากชายคาบ้านใหญ่พรรคเพื่อไทย เพื่อมาหาที่ลงสมัคร สส.ใหม่

แต่สำหรับกรณีของจตุพรแล้ว การหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทยและ มาสวมเสื้อพรรคเพื่อชาติมีความหมายมากกว่านั้น เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นกลุ่มการเมืองกำลังหมดพื้นที่เล่นนอกสภาแล้ว ถึงได้หันหน้าสู่การเมืองในสภาแทน

ตัวของจตุพร ติดขัดในข้อกฎหมายที่ไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้ เพราะถูกคุมขังโดยหมายของศาล แต่ที่ต้องมาออกหน้าครั้งนี้ เพื่อต้องการให้กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมีที่ยืนในทาง การเมืองต่อไป ภายหลังการเคลื่อนไหวนอกสภาไม่สามารถใช้ขับเคลื่อนได้ในปัจจุบัน

การเดินเกมการเมืองของจตุพรแทบจะไม่ได้ต่างอะไรกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ต้องยอมกลับเข้ามาการเมืองก็เพราะไม่มีที่ยืนการเมืองนอกสภาเช่นกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ออกแบบให้เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา ฝ่าย กปปส. เขาคิดได้ก่อนเรา มีการตั้งพรรคฝ่ายเขาถึงมา 5 พรรค พวกผมคิดได้ทีหลัง เราไม่ต้องการชนะแล้ว ปกครองไม่ได้ รัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้เกิดวิกฤตได้ตลอดเวลา เป็นการทำให้ รวมกันแพ้ แต่แยกกันแล้วชนะ” จตุพร ระบุถึงเหตุผลการตั้งพรรค เมื่อวันที่ 10 ต.ค.

ที่สุดแล้วการเมืองนอกสภาภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันกำลังจะหมดความหมายลง ภายหลังแนวร่วมนอกสภาหดหายไปตามแรงกดดันจาก คสช.ที่ต้องการให้เกิด ความสบ จึงต้องเข้าสู่กติกาและสนามที่ คสช.และคณะได้ออกแบบเอาไว้

ถึงจะเสียเปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่มีที่ยืนในการเมืองเลย

“ประยุทธ์-สุดารัตน์-อภิสิทธิ์” ศึกชิงนายกฯเลือกตั้ง’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/567207

  • วันที่ 10 ต.ค. 2561 เวลา 21:04 น.

"ประยุทธ์-สุดารัตน์-อภิสิทธิ์" ศึกชิงนายกฯเลือกตั้ง’62

การเลือกตั้งในปี62 เป็นศึก3เส้าระหว่าง พลังประชารัฐ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ โดยมี 3 แคนดิเดตที่จะมาช่วงชิงตำแหน่งนายกฯคนต่อไป

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณความพร้อมเตรียมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ​ทั้งนักการเมืองหน้าเก่า หน้าใหม่ ตลอดจนคนที่สนใจการเมือง เริ่มเปิดหน้าเตรียมก้าวสู่สนามเลือกตั้งระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ประเมินแล้วยากจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถโกยคะแนนได้แบบถล่มทลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ศึก 3 เส้าระหว่างพลังประชารัฐ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างดุเดือดกับเดิมพันที่แต่ละฝ่ายต้องทุ่มกันหมดหน้าตัก ด้วยเป้าหมายสะสมจำนวนเก้าอี้ สส.ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

สุดท้ายการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นย่อมกลายเป็นการแข่งขันกันชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามกติกาใหม่ที่กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนได้ใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจเลือก สส.เขตของแต่ละพรรค

แคนดิเดตคนแรก พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งประกาศชัดเจนว่าสนใจงานด้านการเมืองในช่วงเวลาที่พรรคพลังประชารัฐกำลังเริ่มต้นเดินหน้าอย่างเป็นทางการ หลังเปิดตัวมี 4 รัฐมนตรีร่วมเป็นกรรมการบริหาร ​

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” ซึ่งตระเวนเดินสายชักชวนหาผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการลงสนามเลือกตั้ง และเตรียมที่จะเปิดตัวเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ อันจะช่วยทำให้พรรคใหม่อย่างพลังประชารัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอจะไปลงแข่งขันกับพรรค การเมืองเก่าที่มีฐานเสียงเหนียวแน่น ​​

ยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ที่การดึงเอาบุคลากรทางการเมืองในยุคพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นกำลังสำคัญให้กับพรรคพลังประชารัฐ ไล่มาตั้งแต่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน อันเป็นสะพานเชื่อมไปถึงคนอื่นๆ ที่จะดึงมาต่อสู้กับผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ล่าสุดยังมี​กระแสข่าว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกฯ จะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

ที่สำคัญยังมีบรรดาแนวร่วมที่เปิดหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจนทั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีสุเทพร่วมเป็นแกนนำก่อตั้งพรรค ไล่มาถึงพรรคประชาชนปฏิรูปของไพบูลย์ นิติตะวัน ยังไม่รวมกับพรรคขนาดกลางอื่นๆ ​ซึ่งจะเป็นกำลังเสริมผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวสู่ตำแหน่งนายรัฐมนตรีได้อีกแรง

ถัดมาที่คุณหญิงสุดารัตน์ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะเป็นแม่ทัพนำเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้งรอบนี้ ​ด้วยสัญญาณไฟเขียวจากทั้งนายใหญ่-นายหญิง ด้วยบุคลิกประนีประนอมที่น่าจะลดแรงเสียดทานจากภายนอกพรรคได้ไม่มากก็น้อย

ที่สำคัญในฐานะแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทยยังมีฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะพื้นที่เหนือและอีสาน แม้จะถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี แต่ความนิยมในหลายพื้นที่ยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งยังมีความเป็นห่วงว่าระบบเลือกตั้งใหม่​อาจทำให้พรรคซึ่งชนะเลือกตั้ง สส.เขตจำนวนมากแล้ว เมื่อคำนวณสุดท้ายจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออย่างที่ควรจะเป็น

นำมาสู่ยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตีของพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ โดยเพื่อไทยเป็นแกนหลัก ขณะที่พรรคเพื่อธรรม ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค ​และพรรคเพื่อชาติ ที่มี ยงยุทธ ติยะไพรัช และจตุพร พรหมพันธุ์เป็นแกนนำจะเป็นเสมือนพรรคสาขาที่คอยเติมเต็มและอุดช่องว่าง เพื่อให้ได้คะแนนสส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยังไม่รวมกับพรรคพันธมิตรทั้งพรรคประชาชาติ ของวันมูหะมัดนอร์​ มะทา พรรคอนาคตใหม่ของธนาธร และ พรรค​เสรีรวมไทยของเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ซึ่งมีจุดยืนร่วมกันคือไม่เอารัฐประหาร ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญในวันที่ต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต

สุดท้าย อภิสิทธิ์ซึ่งเวลานี้กำลังลงแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดให้สมาชิกพรรคสามารถหยั่งเสียงได้โดยตรง ซึ่งเป็นไปได้สูงที่จะได้รับเลือกให้กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อไป

โดยเฉพาะหลังจากเห็นรายชื่อผู้สนับสนุน​ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และ อดีต สส.ทั่วประเทศลงชื่อรับรองให้อย่างพร้อมเพรียงด้วยแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และ อลงกรณ์ พลบุตร ที่จะสามารถรวมเสียงจนชนะอภิสิทธิ์ได้

แม้ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์จะไม่ได้เสียงถล่มทลาย แต่ก็มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นทั้งพื้นที่ กทม.​และพื้นที่ภาคใต้ โอกาสที่จะได้เสียงจนถึงขั้นมีพลังเพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องยากซะทีเดียว

โดยเฉพาะหากคู่ขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลได้ เวลานั้นก็อาจเป็นโอกาสของประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์

ท้ายที่สุดใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้งที่จะออกมาอย่างไร

ชำแหละปัจจัยสำคัญ ปั้น “บิ๊กตู่” นายกฯคนใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566938

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 19:41 น.

ชำแหละปัจจัยสำคัญ ปั้น "บิ๊กตู่" นายกฯคนใน

วิเคราะห์ 3 ปัจจัยที่ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กลายเป็นเต็งหนึ่งที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าชั่วโมงนี้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเต็งหนึ่งที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ คนที่ 30 ก็คงไม่ผิดนัก

แม้ระยะนี้จะมีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออกมาหลายครั้งและมีชื่อทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้ามาติดโผชิงตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงติดลมบนเหนือคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าให้ความสนใจงานการเมือง ยิ่งทำให้กระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มมากขึ้น มิเช่นนั้นแล้วนายกฯ คงไม่มั่นใจถึงขั้นประกาศว่าถ้าจะลงชิงตำแหน่งนายกฯ จะเป็นนายกฯ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในรอบแรกเท่านั้น

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถูกจับตามองมาตลอดว่าจะเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงนายกฯ ในช่องทาง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าการได้มาซึ่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมีด้วยกัน 2 วิธี

1.มาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง เสนอต่อ กกต.จำนวนไม่เกิน 3 คน โดยที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.)จะเลือกจากบุคคลในบัญชีดังกล่าวถ้าบุคคลใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง บุคคลนั้นก็จะได้รับตำแหน่งนายกฯ

2.มาจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองที่เสนอต่อ กกต. แต่ก่อนจะมาถึงวิธีการนี้ได้นั้นจะต้องเกิดกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ตามวิธีการแรกได้ก่อน ถึงจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเสนอบุคคลนอกบัญชีรายชื่อมาให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกต่อไป

การเข้ามาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหน ถึงจะมีศักดิ์ศรีความเป็นนายกฯ เหมือนกัน แต่ต้องยอมรับการเข้ามาเป็นนายกฯ ผ่านกระบวนการแรกนั้นมีความชอบธรรมมากกว่า เนื่องจากการที่พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกฯ ให้กับ กกต.ตั้งแต่แรก จะทำให้ประชาชนได้มีโอกาสว่าจะตัดสินใจให้พรรคการเมืองเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะได้เข้าไปเลือกนายกฯ ตามบัญชีรายชื่อดังกล่าว

ต่างกับการเลือกนายกฯ ในวิธีการที่สอง ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐสภาสามารถเลือกจากใครก็ได้ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญเท่านั้น พูดตรงๆ ความสง่างามในการเข้ามาเป็นนายกฯ ด้วยวิธีการนี้ย่อมมีน้อยกว่าวิธีการแรก

ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าถ้าจะเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้งก็จะไม่เป็นนายกฯ คนนอกนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในทางการเมืองระดับหนึ่งเลยทีเดียว

เมื่อมองถึงปัจจัยที่สร้างความมั่นใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะมีความเป็นไปได้ด้วยกัน 3 ประการ

1.ประชาชนต้องการความต่อเนื่อง ตรงนี้อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญพอสมควร ถึงตลอด 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลจะมีผลงานที่ไม่เข้าตาไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นนโยบายสำคัญหลายเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้นช่วยทำให้ประเทศอยู่ในความสงบและปราศจากม็อบการเมือง

ในเรื่องความสงบนี่เองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำ พล.อ.ประยุทธ์ ไปสู่ประตูแห่งชัยชนะ เพราะหากนายกฯ มาจากขั้วการเมืองเดิม ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้มีหลักประกันที่จะบ่งชี้ได้ว่าการเมืองจะเกิดความสงบอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลตรงนี้เอง จึงเป็นข้อได้เปรียบของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปโดยปริยาย ภายหลังจากได้วางรากฐานเอาไว้แล้ว

2.การคุมอำนาจการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตกอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญที่กำหนดข้อห้ามบางประการสำหรับในระหว่างการมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เช่น การห้ามโยกย้ายข้าราชการ การอมุมัติงบประมาณ เป็นต้น เพราะในบท เฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลและ คสช.ยังสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตกภายใต้ข้อจำกัดข้างต้น ส่งผลให้สามารถเดินเครื่องนโยบายรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการประชารัฐ ซึ่งด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลตามปกติ แต่อีกมุมหนึ่งก็แทบไม่ต่างอะไรกับการสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง เหมือนกับการหาเสียงทางอ้อมไปโดยปริยาย

3.ผนึกกำลังกลุ่มสามมิตร การเตรียมเข้ามาอยู่ในพรรคพลังประชารัฐของกลุ่มสามมิตร เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการไปสู่ชัยชนะก็ว่าได้

กลุ่มสามมิตรขณะนี้เป็นกลุ่มการเมืองที่รวบรวมอดีต สส.ไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งการนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งอุดมไปด้วยบารมีทางการเมืองและทุนทรัพย์ ย่อมเป็นสิ่งที่เชื้อเชิญให้อดีต สส.ของพรรคเอาใจออกห่างเพื่อมาอยู่กับกลุ่มสามมิตร

ทั้งสองคนต่างเคยเป็นอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย คนหนึ่งเป็นอดีตหัวหน้ามุ้งการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพรรค ส่วนอีกคนเป็นอดีตเลขาธิการพรรค จึงไม่ต้องบอกว่าความเขี้ยวในทางการเมืองมีมากขนาดไหนและน่าพอฟัดกับพรรคเพื่อไทยได้อย่างสูสี

เพราะฉะนั้น ด้วยขุมกำลังและสถานการณ์ที่ี่เป็นใจขณะนี้ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงได้มีความมั่นใจในสนามเลือกตั้งเป็นพิเศษ

ไพรมารี ชิงหัวหน้าปชป. มาร์คเหนื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566330

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 07:30 น.

ไพรมารี ชิงหัวหน้าปชป. มาร์คเหนื่อย

ศึก 3 เส้า ภายในพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเปิดฉากอย่างเป็นทางการ

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยซึ่งจะเปิดให้มีการหยั่งเสียงจากสมาชิกทั่วประเทศเพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

เบื้องต้นมีบุคคลที่เปิดตัวแสดงความประสงค์เป็นที่เรียบร้อย ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แชมป์เก่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และ อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค

แม้ในทางปฏิบัติ สุดท้ายน่าจะเป็นการชิงดำกันระหว่าง ​ฝั่ง อภิสิทธิ์ และ หมอวรงค์  ว่าใครจะก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนต่อไป

โดยตามขั้นตอนทั้งหมดจะต้องลงสมัครอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ต.ค. จากนั้นในวันที่ 9 ต.ค. ผู้ลงสมัครต้องส่งตัวแทนร่วมเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของพรรค ซึ่งกำหนดให้มีทั้งหมด 5 คน

รูปแบบการลงคะแนนหยั่งเสียงจะใช้วิธีลงคะแนนผ่านทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะเปิดตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ย.นี้ ​นอกจากนี้จะเปิดหน่วยเลือกตั้งจังหวัดละอย่างน้อย 1 เขต เพื่อให้สมาชิกที่อาจไม่สะดวกเลือกผ่านแอพพลิเคชั่น สามารถร่วมหยั่งเสียงได้ในวันที่ 5 พ.ย.

กระบวนการทั้งหมดจะยุติลงในวันที่ 11 พ.ย.ซึ่งพรรคจะจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ภายนอก “อภิสิทธิ์” ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคมาต่อเนื่อง 13 ปี และมีฐานสนับสนุนทั้งอดีต สส. และสมาชิกพรรคที่ชัดเจน น่าจะเป็นต่อในการเลือกตั้งภายในรอบนี้

แต่ในทางปฏิบัติ การเลือกตั้งหัวหน้าพรรครอบนี้อาจไม่ง่ายเหมือนรอบที่ผ่านๆ มาของ “อภิสิทธิ์”เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะต้องจบด้วยขั้นตอนการเลือกของที่ประชุมใหญ่ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการออกเสียงเบื้องต้นหรือไพรมารีโหวต ซึ่งที่ประชุมใหญ่จะต้องนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

แม้ข้อเสนอที่เคยระบุว่า ผู้สมัครคนใดแพ้โหวต ต้องสละสิทธิในที่ประชุมใหญ่วันที่ 11 พ.ย.นั้นจะยังไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติเพราะไม่ได้กำหนดอยู่ในระเบียบ ต้องสุดแล้วแต่ผู้สมัครแต่ละคน

​แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แคนดิเดตที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจากไพรมารีโหวต ก็เกือบจะถือได้ว่าเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เทคะแนนให้ ​ส่วนที่ประชุมใหญ่จะโหวตให้เป็นอื่นคงลำบาก

แน่นอนว่าคะแนนนิยมของ “อภิสิทธิ์” จากบรรดาสมาชิกพรรคนั้นมีจำนวนอยู่ไม่น้อย ยิ่งด้วยสถานะการศึกษา ประสบการณ์การเมือง ที่ถึงขั้นผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ก็ทำให้ยากจะมีคู่แข่งที่พอสมน้ำสมเนื้อมาท้าชิงได้ง่าย

แต่ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่ามีเสียงสะท้อนจากสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะภายหลังความพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสนามเลือกตั้ง ​และ “อภิสิทธิ์” เองบอบช้ำจากมรสุมการเมืองมาไม่ใช่น้อย

ยิ่งหากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ระบบวันแมนวันโหวต ซึ่งสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียง คือ ทั้งในส่วน 8 หมื่นคนที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคแล้ว และอีก 2.5 ล้านคนที่เคยเป็นสมาชิกและประสงค์จะลงคะแนนก็สามารถมาลงทะเบียนล่วงหน้าได้นั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครที่มีฐานสนับสนุนชัดเจนได้ย่อมได้เปรียบ

หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยมีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงยอดสมาชิก 8 หมื่นคน ซึ่งมายืนยันความเป็นสมาชิก ซึ่งพบว่าจำนวนไม่น้อยมาจากการยืนยันความเป็นสมาชิกในพื้นที่ของอดีต สส.ฝั่งแกนนำ กปปส. จนว่ากันว่าทำให้การหยั่งเสียงต้องปรับให้อดีตสมาชิก 2.5 ล้านคนมีสิทธิลงคะแนนด้วย

ในแง่ความเข้มข้นของกระบวนการหาเสียง จะเห็นว่าฝั่งหมอวรงค์ซึ่งหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทางทีมงานเริ่มต้นออกตัวเดินสายลงพื้นที่พบปะอดีต สส.และสมาชิก​

“เนื่องจากเราเป็นมวยรองจึงต้องขยัน ผมจำได้ว่า ท่านชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เคยสอนว่า พวกเราเป็นมวยรอง เป็นผู้สมัครใหม่ ต้องขยันกว่าแชมป์อย่างน้อย 3 เท่า ดังนั้น ผมต้องขยันไม่น้อยกว่า 3-5 เท่า ถึงจะสู้แชมป์ได้”​ หมอวรงค์ กล่าว

ความเป็นมวยรอง ทำให้หลังการลงพื้นที่ภาคกลาง พิษณุโลก และสุโขทัย กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์ ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ลงพื้นที่ต่อไปยัง สงขลา และนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นทางทีมงานวางแผนเตรียมที่จะเดินทางไปพื้นที่อีสานในลำดับถัดไป

เมื่อไล่เรียงพิจารณารายละเอียดการลงพื้นที่ จะพบว่า​ทั้งหมดเป็นการเจาะจงลงไปยังพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของฝั่งแกนนำ กปปส. ซึ่งน่าจะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนที่เทมาให้กับทางกลุ่มหมอวรงค์ได้ไม่มากก็น้อย

ยิ่งทางกลุ่มหมอวรงค์ชูจุดขาย ด้วยสโลแกน “กล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน” อันจะมุ่งเข้ามาแก้ไขภาพลักษณ์ ปรับจุดอ่อนในอดีต ยิ่งจะปลุกให้แนวร่วมเข้ามาสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ทางฝั่ง อภิสิทธิ์ เองเวลานี้ยังไม่ได้มีทีมทำงานที่เป็นมือจัดตั้ง คอยทำพื้นที่อย่างเป็นระบบ ขณะที่ทีมงาน กลุ่ม 35/1 เป็นการจับกลุ่มกันแบบหลวมๆ ไร้การเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น หากปล่อยไว้เช่นนี้เรื่อยๆ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่จะไปเร่งทำคะแนนในช่วงท้าย ​

ศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคสำหรับ อภิสิทธิ์ ในครั้งนี้จึงไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านๆ มา

เปิดตัวยกแรก พลังประชารัฐอ่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566219

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

เปิดตัวยกแรก พลังประชารัฐอ่วม

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “พรรคพลังประชารัฐ” เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ซึ่งเป็นไปตามคาดเมื่อมีรัฐมนตรีในรัฐบาล และกลุ่มสามมิตร รวมถึงอดีตกลุ่ม กปปส.เข้าไปร่วมงาน

รัฐมนตรีในรัฐบาลที่ประกาศตัวไปร่วมงานพรรคพลังประชารัฐมีทั้งสิ้น 4 คน ประกอบด้วย 1.อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค 2.สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค 3.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองหัวหน้าพรรค และ 4.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีคนดังในแวดวงการเมืองเข้าไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐอีก เช่น พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สกลธี ภัททิยะกุล รองผู้ว่าราชการ กทม.​ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งทั้ง 3 คนเคยเคลื่อนไหวในนามแกนนำประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

ทั้งนี้ เปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ไปไม่เท่าไร ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็โดนรับน้องอย่างเป็นกันเองจากพรรคการเมืองรุ่นพี่ ภายหลังเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐมนตรี 4 คนที่เตรียมลงสนามการเมืองแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นในสนามเลือกตั้ง ในประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 169 บัญญัติให้รัฐบาลที่รักษาการภายหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรืออายุสภาสิ้นสุดลง จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่มีอยู่ 4 เรื่องที่ห้ามดำเนินการ ได้แก่

1.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติโครงการมีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

2.การแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

3.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

4.การใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

แต่ในทางกฎหมายแล้วบทบัญญัติมาตรา 169 ไม่สามารถไปบังคับรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ เนื่องจากบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจโดยสมบูรณ์ทุกประการ จึงเท่ากับว่าในอนาคตแม้จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว แต่รัฐบาลและ คสช.ยังใช้อำนาจได้ตามปกติ

เมื่อรัฐบาลและ คสช.มีความชอบธรรมที่ใช้อำนาจได้สะดวกมือตามปกติ ส่งผลให้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ต้องออกมากดดันด้วยการยกเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาแทน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังแสดงท่าทีว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่ต้องลาออก

“การลาออกเป็นเรื่องที่ง่าย แต่ต้องถามว่าประโยชน์ของมันคืออะไร หากว่าประโยชน์ไม่มีมากขนาดนั้น กับช่วงเวลาก็เป็นสิ่งที่นักบริหารต้องคิดผมคิดว่าเราอย่าเล่นแต่การเมืองกัน ผมพร้อมยืนยันช่วงดำรงตำแหน่งอยู่จะรอบคอบ และระมัดระวังไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมือง และจะทำให้ดีกว่าที่สังคมคาดหวัง” สนธิรัตน์ ระบุ

แน่นอนว่า ในทางกฎหมายรัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่จำเป็นต้องลาออกก็ได้ แต่ในทางการเมืองแล้ว ระยะยาวจะนำมาซึ่งปัญหาแบบที่ว่าที่นักการเมืองป้ายแดงคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลและ คสช.เข้ามาดำรงตำแหน่งด้วยวิธีการพิเศษและมีอำนาจพิเศษ ไม่เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปกติที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถเอามาตรฐานแบบรัฐบาลปกติที่ทำหน้าที่รักษาการณ์มาเทียบเคียงเพื่อไม่ต้องออกจากตำแหน่งได้ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้รัฐบาลเกิดจุดอ่อนเต็มตัวไปหมด เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังต้องทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งจะต้องเผชิญกับแรงกดดันและสายตาจ้องจับผิดจากทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลเสียที่สุดจะตกมาอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าอย่างจัง

ตัวอย่างได้ปรากฏให้เห็นแล้วจากกรณีการใช้อำนาจมาตรา 44 แต่งตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” มาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าสู่เทศกาลการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว แต่ก็ทำให้รัฐบาลเป็นหมู่บ้านกระสุนตกโดยปริยาย เพราะเป็นการแต่งตั้งในช่วงที่กำลังมีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐกำลังรุกคืบเพื่อยึดครองฐานทางการเมืองในภาคตะวันออก

นับจากนี้ไปยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์การเมืองข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่เห็นแน่ๆ คือ สนามเลือกตั้งครั้งนี้ที่คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีทั้งอำนาจและบารมี อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเอาไว้ เนื่องจากอำนาจที่มีอยู่ย่อมไม่สามารถใช้อย่างสะดวกมือเหมือนอดีตอีกแล้ว

เรียกได้ว่าอำนาจพิเศษกำลังเป็นของร้อนย้อนเข้าตัวก็คงไม่ผิดนัก และนี้เป็นเพียงแค่ยกแรกของการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ที่โดนกระหน่ำหนักขนาดนี้ ยังไม่รวมถึงเรื่องการดูดกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งอาจจะโดนอีกหลายระลอก

ทั้งหมดนี้จะทำให้บิ๊กตู่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่ เลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะได้รู้กัน

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566134

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” จนกล่าวได้ว่าไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลันที่เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นจุดเริ่มของปีงบประมาณใหม่ตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ที่มีวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ปีงบประมาณใหม่ครั้งนี้มีความสำคัญและความหมายกว่าทุกครั้ง เนื่องจากจะเป็นปีงบประมาณสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้พุ่งไปที่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ภายหลังหลายปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ลดลงเป็นระยะ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้ใช้ระบบคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส. ในการเลือกบุคคลมาเป็นผู้สมัคร สส. แทนการทำไพรมารีตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม

ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ยังเป็นบวกต่อการเลือกตั้งด้วย ดังจะเห็นได้จากการออกมายอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง เพื่อเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศของตัวเองให้ลุล่วงเสมือนแนวทาง 4 ปีซ่อม 4 ปี สร้างในสมัยรัฐบาลทักษิณ

การประกาศท่าทีการเมืองของนายกฯ ค่อนข้าง ทำให้บรรยากาศการเมืองที่ซบเซามานานเกิดการตื่นตัวขึ้นมาทันที มีทั้งเสียงสนับสนุนที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงในสนามเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นนายกฯ ตามระบบจากการเลือกตั้ง และเสียงคัดค้านให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง หากถึงที่สุดแล้วตัวเองจะสวมสูทการเมืองหาเสียงเลือกตั้งจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง

ทว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เพราะคนในรัฐบาลต่างออกมาประสานเสียงเป็นแนวทางเดียวกันว่าไม่จำเป็นต้องลาออกในทางกลับกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงมีอำนาจเต็ม 100% ด้วยซ้ำ แม้ในอนาคตจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้วก็ตาม

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และคณะรัฐมนตรี มีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ต่างจากรัฐบาลปกติที่จะตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อ คสช.ไม่ได้มีข้อจำกัดการใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐเหมือนกับรัฐบาลปกติ แน่นอนว่าทันทีที่เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ด้วยเงิน 3 ล้านล้านบาท อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการใช้งบประมาณและการผลักดันโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนไม่น้อย เพื่อมัดใจประชาชนให้เทคะแนนให้กับรัฐบาล

“กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังเดินหมากการเมืองอย่างแยบยล

กองทุนประชารัฐฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเข้ามาบริหารอย่างเป็นระบบ

เพียงแค่นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งความหวังกับโครงการประชารัฐไว้ค่อนข้างสูง เพื่อมาสู้กับประชานิยม

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าคำว่า “ประชารัฐ” เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลได้ผลิตซ้ำมาตลอดในช่วง 1-2 ปีมานี้ เพื่อเอามาต่อสู้กับ “ประชานิยม” ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

ประชานิยมอยู่กับคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 10 ปี ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองอื่นๆ ก็พยายามลอกเลียนแนวทางของการใช้นโยบายประชานิยมเช่นกัน

จึงเป็นสถานการณ์ที่บีบให้รัฐบาลและ คสช.ต้องงัดทุกกลเม็ด หากจะหวังเป็นผู้ชนะในสนามนี้

ไม่เพียงแต่โครงการประชารัฐจะเป็นแกนหลักของการหาเสียงเท่านั้น แต่อภิมหาโครงการอย่าง “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรืออีอีซี ก็จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะใช้สำหรับการเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองเช่นกัน

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีผลใช้บังคับ ปรากฏว่ารัฐบาลก็พยายามขับเคลื่อนโครงการนี้เป็นระยะ เช่น การเร่งผลักดันผังเมืองในภาคตะวันออกเพื่อแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหม่ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เกิดได้ยากภายใต้รัฐบาลปกติ

เมื่อโครงการใหญ่ได้เกิดขึ้น หลังจากมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองมานาน ตรงนี้เองอาจเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มทุนเศรษฐกิจใหญ่ให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยหวังว่าหาก คสช.ชนะเลือกตั้งแล้ว จะช่วยให้โครงการใหญ่มีความต่อเนื่องพร้อมกับมีโครงการใหม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก

ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน คราวนี้ก็เหลือแต่เพียงประชาชนแล้วว่าจะเทใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เท่านั้น

เช็กชื่อ’บิ๊กเนม’ดูด-ย้าย-ซบพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565892

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 07:59 น.

เช็กชื่อ'บิ๊กเนม'ดูด-ย้าย-ซบพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองเริ่มบรรเลง นักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวรายวัน โดยเฉพาะบรรดาอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี ต่างทยอยขยับแข้งขยับขาตบเท้าหาสังกัดพรรคเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึงอีกไม่นานนี้

หากย้อนกลับไปไล่เรียงตั้งแต่ “กลุ่มสามมิตร” ที่ถูกจับจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยกลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรวมตัวบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์กลุ่มวังน้ำยม

ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างดีทั้ง 3 นั้นมีที่มาจากพรรคไทยรักไทยในช่วงยุคเรืองอำนาจสมัย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กุมบังเหียน ก่อนถูกยุบพรรคไป แน่นอนว่ากลุ่มนี้ถูกเพ่งเล็งไปยังการตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. หวนคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บรรดาอดีตนักการเมืองหลายรายที่ย้ายเข้าร่วมกลุ่มสามมิตร อาทิ กลุ่มอดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย นำโดย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข  อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยา และวันชัย บุษบา

ยรรยง ร่วมพัฒนา อดีต สส.สุรินทร์ ปัญญา ศรีปัญญา อดีต สส.ขอนแก่นวิเชียร อุดมศักดิ์ อดีต สส.อำนาจเจริญ ชัยศรี กีฬา อดีต สส.อำนาจเจริญ ว่าที่ พ.ต.สรชาติ สุวรรณพรหม อดีต สส.หนองบัวลำภู สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม สมคิด บาลไธสงอดีต สส.หนองคาย อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพย์สิทธิ์ อดีต สส.นครพนม วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง อดีต สส.กาฬสินธุ์ นอกจากนี้ วิรัช ทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ อัสนี-ลินดา เชิดชัย บุตรชายและสะใภ้ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา

ต่อมา พรรคภูมิใจไทย อาทิ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และอดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร

ทว่า ก็นับว่าไม่ใช่ข่าวร้ายเท่าไหร่สำหรับพรรคนี้ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาสมัครสมาชิกพรรค รวมถึง สมควร โอบอ้อม อดีต สส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร พรรคชาติไทย และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ช่วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นบุตรชาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกทีมผู้สมัครจาก จ.พิจิตร เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ที่เป็นประเด็นให้จับตายิ่งเฉพาะความชัดเจนของตระกูลสะสมทรัพย์ซึ่งเคยทำงานกับพรรคเพื่อไทย ที่จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดย ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค ระบุว่า ขอให้รอดูวันประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 2 ต.ค.นี้ จึงต้องมาดูว่าบทสรุปจะลงเอยอย่างไร

ถัดมา พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกลุ่ม สส.ภาคตะวันออก ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร ประกอบด้วยสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติบุญเลิศ ไพรินทร์ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา และ วิชัย ล้ำสุทธิ์ อดีต สส.ระยอง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเลือดไหลไม่หยุด เพราะล่าสุด นคร มาฉิม อดีต สส. พิษณุโลก ก็เตรียมย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน และ ธวัชชัย อนามพงษ์อดีต สส.จันทบุรี ซึ่งจะไปร่วมงานกับรวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เพราะด้วยความนับถือ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ  กปปส. เป็นการส่วนตัว

ทั้งหมดจึงต้องมาติดตามกันดูว่ายิ่งใกล้ช่วงวันเลือกตั้ง จะมี สส.ย้ายสังกัดให้ได้เห็นอีกมากน้อยขนาดไหน