“บิ๊กตู่”รีเทิร์นนายกฯ โอกาสที่ยากมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564074

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 09:04 น.

"บิ๊กตู่"รีเทิร์นนายกฯ โอกาสที่ยากมากขึ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางรีเทิร์นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ไม่ ง่ายดายอย่างที่คาดการณ์ แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามปูทางสร้างความได้เปรียบในหลายด้าน แต่สุดท้ายทั้งกระแสนิยมและเงื่อนไขหลายประการกำลังจะทำให้ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดอาจไม่เกิดผลสำเร็จทางปฏิบัติ

เริ่มตั้งแต่ตัวแปรสำคัญอย่าง “ประชาธิปัตย์” ที่เคยถูกมองว่าจะเป็นกองหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งนั้น

ล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรค ประกาศชัดเจนเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังการเลือกตั้งว่า “ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองที่จะมาจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะไม่เข้าร่วม”

นั่นหมายความว่าต่อให้พรรคพลังประชารัฐซึ่งประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากรวมเสียง สส.ทั้งหมดแล้วไม่อาจได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทาง “ประชาธิปัตย์” ก็จะไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วย

แน่นอนว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อให้ได้คะแนนเสียงน้อยลงกว่าเดิม แต่ก็ยังมีพลังเพียงพอถึงขั้นอาจชี้เป็นชี้ตายขั้วการเมืองหรือเป็นตัวแปรชี้ขาดฝั่งที่จะมาเป็นรัฐบาล ดังนั้นเมื่อประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนดังนี้  โอกาสที่จะได้ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐจึงมีแต่จะริบหรี่ ลงไป

เพราะหากพิจารณาในทางปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปได้ยากมากที่ พรรคพลังประชารัฐและพรรคแนวร่วมอื่นๆ จะสามารถผนึกกำลังจนมีเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

เมื่อพรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าแชมป์เก่าที่เคยได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้เวลานี้จะถูก สั่นคลอนทั้งจากภายในและภายนอก แต่ด้วยฐานเสียงและความเหนียวแน่นในพื้นที่ การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยก็น่าจะยังได้จำนวนเสียงเป็นกอบเป็นกำไม่น้อย

อีกทั้งโอกาสที่ “เพื่อไทย” จะมาผนึกกำลังร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นไปได้ยาก สุดท้าย  ทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐก็จะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

จากเดิมด้วยตัวช่วย 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล ที่จะมาจากการสรรหาของ คสช. เข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ซึ่งหากจะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็แค่ใช้เสียง จาก สส.เพียงอีก 126 เสียง  ก็จะได้ มากกว่ากึ่งหนึ่งของสองสภา คือ 376 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง

จำนวนดังกล่าวแม้จะสามารถ ผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความง่อนแง่นในการบริหาร เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ยากจะบริหารงานได้ในระยะยาว

ยิ่ง “ประชาธิปัตย์” ตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ โอกาสที่จะได้ไปร่วมหัวจมท้ายกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เว้นเสียแต่พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมากกว่าหรือสูสีกับพรรคเพื่อไทย

แต่หากย้อนกลับมาพิจารณาในแง่ “ความนิยม” หรือกลไกกระบวนการการทำงานแล้ว พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ชื่อว่ามีความได้เปรียบทั้งในแง่อำนาจรัฐ อำนาจทุนนั้น แต่ประเมินแล้วก็ยังเป็นไปได้ยากจะที่จะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สำเร็จ

ในแง่บุคลากรแกนนำพรรคที่เลื่อนการเปิดตัวเรื่อยมา ทำให้ภาพความเป็นพรรคเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ท่ามกลางกระแสโจมตีเรื่องการเป็นร่างทรง อันจะเข้ามาเป็นกลไกสืบทอดอำนาจ คสช. ซึ่งมีแต่จะฉุดคะแนนนิยมให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

ส่วนกลุ่มสามมิตรที่เดินเกม คู่ขนานอยู่ภายนอกนั้น แม้จะพยายามเปิดตัวอดีต สส.ที่เข้ามาร่วมงานกับทางกลุ่มและเตรียมตัวสวมเสื้อพลังประชารัฐลงสนามเลือกตั้ง แต่ที่ปรากฏหลายคนยังเป็นเพียงแค่อดีตนักการเมืองที่ห่างเวที ห่างพื้นที่ไปนาน จึงไม่ง่ายที่จะหวังให้มาช่วยโกยคะแนนเข้าพรรค

ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีประสบการณ์และฐานเสียงของ ตัวเองที่เหนียวแน่น แม้จะถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี ทว่าในเวลานี้เริ่มกลับมาขยับจนเริ่มเห็นสัญญาณความแข็งแรงที่พร้อมเตรียมลงสนามเลือกตั้งกันอีกครั้ง

สมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่กระแสต่อต้าน คสช.รุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากผลงานการบริหารงานที่ยังไม่เข้าตาประชาชน และท่าทีความพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปอย่างไม่มีกำหนด ตลอดจนการอาศัยอำนาจในมือไปในทางที่ที่ถูกมองว่าเพื่อชิงความได้เปรียบ ตั้งแต่เรื่องการคลายล็อก ตลอดจนเงื่อนไขการหาเสียง

ไม่ต่างจากพรรคพันธมิตรที่มีจุดร่วมในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นกำลังสำคัญ พรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งประเมินทิศทางลมแล้วต่อให้รวมพลังก็ยังยากจะได้คะแนนเสียงรวมเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่หากสำรวจส่วนฝั่ง “เพื่อไทย”  พันธมิตรที่ชัดเจนทั้งพรรคเสรีรวมไทยของเสรีพิศุทธ์  เตมียาเวส  พรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งน่าจะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง เมื่อต้องผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาล

ปัจจัยต่างๆ ล้วนแต่ทำให้การกลับมาของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปได้ยากมากขึ้น

ปชป.ปรับภาพลักษณ์โหวต’หัวหน้าพรรค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563834

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 09:40 น.

ปชป.ปรับภาพลักษณ์โหวต'หัวหน้าพรรค'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเปิดเกมรุกทางการเมืองครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์ เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่กำลังจะเกิด พรรคจะเปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่น พร้อมกางไทม์ไลน์กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน

บทสมมติฐานที่ว่าจะมีการคลายล็อกทางการเมืองช่วงกลางเดือน ก.ย. อันจะเปิดให้พรรคสามารถแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อรองรับกระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค คู่ขนานไปกับการเปิดรับสมาชิกพรรคเพิ่มเติม จากนั้นกลางเดือน ต.ค. สามารถเปิดให้สมาชิกพรรคออกเสียงและประกาศผลได้ในเดือน พ.ย.

ถือเป็นการต่อยอดจากที่เคยประกาศ เดินหน้าโรดแมป “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และเปิดตัวแอพพลิเคชั่นยืนยันความเป็นสมัครสมาชิกพรรค และเตรียมจะขยายผลต่อเนื่องถึงช่องทางการลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคของสมาชิกต่อไป

แกนนำประชาธิปัตย์หลายคนยืนยันว่าผลจากการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคของสมาชิกพรรคจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคต้องยึดถือ หากไปเลือกคนอื่นที่สมาชิกไม่ได้เลือกคงเป็นไปได้ยาก การหยั่งเสียงครั้งนี้จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้น

ก้าวย่างของ “ประชาธิปัตย์” จึงถือเป็นการพลิกเอาจุด “สุ่มเสี่ยง” เรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคที่อาจบานปลายกลายเป็นความระหองระแหง พลิกมาเป็นความได้เปรียบในเชิงภาพลักษณ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมแบบให้สมาชิกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

“ปัจจุบันข้อบังคับของพรรคกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย สส. และประธานสาขาพรรคเป็นหลัก เป็นผู้มีสิทธิเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งก็สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาอยู่แล้ว แต่ผมมองว่าประชาธิปัตย์สามารถเป็นผู้นำและมีความก้าวหน้ากว่านี้ได้”

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มีความจำเป็นที่จะให้สมาชิกพรรคและประชาชนในวงกว้างเข้ามามีส่วนร่วม มากกว่าการปล่อยให้การกำหนดตัวผู้บริหารและทิศทางของพรรค จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มอดีต สส.และผู้บริหารพรรคในปัจจุบัน

“ในอดีตเราไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างนี้ได้ แต่ในปัจจุบันการลงคะแนนผ่านโทรศัพท์มือถือทำได้ไม่ยากแล้ว การหยั่งเสียงเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะให้สามารถทำได้โดยใช้แอพพลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์ได้”

ในทางปฏิบัติการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรงนั้น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้ว อีกด้านยังช่วยลดแรงเสียดทานที่จะตามมาในอนาคต

ที่ผ่านมาอภิสิทธิ์เคยประกาศ ลาออกจากตำแหน่งหลังแพ้การเลือกตั้งในอดีต แต่ก็ถูกเลือกกลับมาใหม่ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียงแค่ปาหี่ เมื่อสุดท้ายเสียงของที่ประชุมใหญ่เลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป

ดังนั้น ด้วยวิธีนี้ไม่ว่าสมาชิกพรรคจะเลือกใครขึ้นมาเป็นหัวหน้า ย่อมจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่นับจากนี้มีความสง่างาม กว่าและได้รับการยอมรับจากทั้งในและนอกพรรคมากขึ้น

แต่ในทางปฏิบัติบุคคลที่พอจะมาเป็นแคนดิเดตแข่งกับ  อภิสิทธิ์ ในเวลานี้ ก็ยังหายากเต็มที

ก่อนหน้านี้เสียงเรียกร้องจากในพรรคจำนวนไม่น้อยต้องการผลักดันให้ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกรอบ ยิ่งในวันที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ประกาศตัวไปเป็นแกนนำร่วม ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

แต่สุดท้าย นายหัวชวนออกมาประกาศไม่รับตำแหน่ง ถึงขั้นออกตัวว่าหากมีคนเสนอชี่อเป็นหัวหน้าพรรคจะขอถอนตัวเพราะเห็นว่าอภิสิทธิ์ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว

ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรค ออกมาระบุว่า หากอภิสิทธิ์สมัครรับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคก็ยังจะสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรค เพราะมั่นใจว่าอภิสิทธิ์สามารถเป็น นายกฯ ที่ดีได้อีกครั้ง

ส่วนล่าสุด อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ออกมาระบุว่า มีคนทาบทามให้ไปลงแข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น แต่ในทางปฏิบัติคงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะที่ผ่านมาช่วงการผลักดันการปฏิรูปพรรค 2556 สามารถเป็นดัชนีสะท้อนให้เห็นฐานเสียงที่สนับสนุนอลงกรณ์ ที่ยากจะได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคในเวลานี้ได้

แต่ใช่ว่าอภิสิทธิ์จะนอนมาในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะหากพิจารณาในรายละเอียดผู้มีสิทธิหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคซึ่งก็คือสมาชิกพรรคนั้น จากเดิมประชาธิปัตย์มีสมาชิกกว่า 2 ล้านคน ปัจจุบันยอดสมาชิกที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคมีอยู่ราว 1 แสนคน

โดยในยอดหนึ่งแสนกว่าคนนั้นว่ากันว่ามีจำนวนไม่น้อยที่เป็นฐานที่คาบเกี่ยวที่สนับสนุนทั้ง กปปส. และ ประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจจะมีผลหากประชาธิปัตย์ซีกอดีตแกนนำ กปปส. เกิดมีความคิดจะผลักดันใครขึ้นมาแข่งกับอภิสิทธิ์ ดังที่เคยเป็นกระแสมาแล้วก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปลดล็อกการเมือง ก็จะเป็นโอกาสให้คนทั่วไปก็สามารถมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ได้อีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าหากประกาศออกไปแล้วว่าจะให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรค นี่ย่อมจะเป็นแรงจูงใจที่จะมา สมัครสมาชิกเพิ่มเติม

การชิงจังหวะเดินหน้าไพรมารีโหวตเลือกหัวหน้าพรรคจึงถือเป็นการเร่งออกตัวทำคะแนนและปรับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์

ยื้อปลดล็อกการเมือง เข้าทาง “บิ๊กตู่” โกยคะแนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563738

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 09:33 น.

ยื้อปลดล็อกการเมือง เข้าทาง "บิ๊กตู่" โกยคะแนน

ยิ่งยังไม่ปลดล็อกทางการเมือง “บิ๊กตู่” ย่อมได้เปรียบกว่าฝ่ายตรงข้ามทุกประตู คาดได้การประชุม ครม.สัญจรจากนี้จะเน้นเจาะพื้นที่สีแดงเป็นหลัก

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จริงๆ แล้วตามโรดแมปคืนประชาธิปไตยให้ประเทศด้วยการเลือกตั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องปลดล็อกทางการเมืองให้เกิดขึ้นในระยะที่สามของโรดแมป

ทว่านับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง จนมาถึงวันนี้ คสช.ยังไม่เปิดทางให้พรรคหรือนักการเมืองที่ต้องการลงสนามเลือกตั้งทำกิจกรรมทางการเมืองได้เต็มที่ ยังคงเพียงคลายล็อกเล็กๆ หรือลดระดับกฎเหล็กลงให้ทำกิจกรรมได้บางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานทางธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ มิใช่งานการเมืองที่เกี่ยวกับการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งช่วงชิงคะแนนนิยมระหว่างกัน

เหตุผลในการตรึงล็อกทางการเมืองไว้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. อ้างมาโดยตลอดและเป็นเหตุผลที่พูดคล้ายๆ กันเสมอ คือ ประเด็นความมั่นคง เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมมีการเคลื่อนไหวทั้งใต้ดินหรือบนดินที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพรัฐบาล และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ หรือไม่ก็อ้างว่าต้องรอให้กฎหมายลูก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.โปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน

เหตุผลเหล่านี้ล้วนสร้างความอึดอัดแก่บรรดานักการเมือง ยิ่งนับแต่ “บิ๊กตู่” ประกาศชัดวันเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 จากกระแสก่อตัวเป็นเหมือนพายุกดดันให้ คสช.ต้องปลดล็อกได้แล้ว เพราะถ้าขืนไปเชื่อตามที่ “บิ๊กตู่” ให้สัญญาไว้ยิ่งแต่จะเสียรังวัดทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตร คสช. ทำให้บรรดานักการเมืองโดยเฉพาะพรรคใหญ่ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือพรรคเพื่อไทย (พท.) ขยับตัวเคลื่อนไหวทวงสัญญาว่าถึงเวลาต้องปลดล็อกได้แล้ว จะถ่วงเวลาไปทำไม

นั่นเพราะช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองจะมีผลบังคับใช้ บีบหัวใจมากเพราะเหลือเวลาเพียง 70 วันเท่านั้น เป็นแบบนี้คงหาเสียงตีตื้นคะแนนนิยม “บิ๊กตู่” ไม่ทันเป็นแน่ อาทิ การหาสมาชิก จัดทำและเสนอนโยบาย เดินสายหาเสียง หรือเปิดเวทีปราศรัย วันเวลาเท่านั้นรับรองคงไม่มีทางตุนคะแนนสู้ “บิ๊กตู่” ได้

ทำให้บรรดานักการเมืองต่างนั่งไม่ติดก้น ยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” ตะลุยเดินสายหาเสียงเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก แล้วทนไม่ได้ เพราะ “บิ๊กตู่” ประกาศตัวลงการเมืองแล้ว แต่ในฐานะหัวหน้า คสช.กลับไม่ยอมปลดล็อกให้เกิดการแข่งขันเสรีทางการเมือง ทำแบบนี้เหมือนเป็นการเอาเปรียบกันซึ่งหน้า แม้ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” เดินสายประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จะย้ำเสมอว่า ไม่ได้มาหาเสียง หรือผมไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ คสช. แต่นัยหรือพฤติกรรมทางการเมืองไม่เป็นเช่นนั้น

แต่หากดูช่วง 4 ปี “บิ๊กตู่” ประชุม ครม.สัญจร เริ่มตั้งแต่ ตระเวน 6 พื้นที่ 6 ภูมิภาค เมื่อกลางปี 2560 ประกอบด้วย ภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ปูทางสร้างคะแนนนิยมทุกเส้นทาง หรือจังหวัดที่ลงไปล้วนมีแฝงนัย หรือกลิ่นการเมืองทั้งสิ้น ผ่านการอนุมัติงบประมาณและโครงการต่างๆ ที่สำคัญจับเข่าพูดคุยหารือกับนักการเมืองเจ้าถิ่นในทุกจังหวัดที่ลงไป

เป็นที่น่าสังเกตเมื่อเข้าโค้งสุดท้าย “บิ๊กตู่” เร่งตีปี๊บขยันลงพื้นที่ในภาคเหนือและอีสานเป็นพิเศษ อย่างล่าสุดตั้งเป้าเจาะพื้นที่สีแดงทางการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำพรรคเพื่อไทยตลอดกาล โดย 2 เดือนถัดจากนี้ไป เน้นเจาะลงพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17-18 ก.ย. ลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เลย และเพชรบูรณ์ เลื่อนมาจาก จ.เชียงราย และพะเยา แต่พอถัดไปเดือน ต.ค. ยังล็อกเป้าลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงราย กับพะเยาอีก เพราะ “บิ๊กตู่” รู้ดีว่าจังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย

ที่สำคัญเป็นจังหวะเดียวกับกลุ่มสามมิตร สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ แอบเดินสายเจาะพื้นที่ภาคเหนือและอีสานพอดีเป๊ะ ยิ่ง จ.เลย เจ้าบ้าน “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย กลับใจหันมาแท็กทีมกับกลุ่มสามมิตร ร่วมกันเดินสายหาเสียงกล่อมให้พี่น้องภาคเหนือ เทคะแนนเชียร์ “บิ๊กตู่” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมๆ กับวิ่งล็อบบี้ดึงอดีต สส.มาร่วมพรรคพลังประชารัฐ เพราะมั่นใจว่าสมัยหน้าได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน มีหรืออดีต สส.ไม่อยากเข้ามาซบไหล่ จึงปรากฏเป็นข่าวว่าอดีต สส.เหนือและอีสานโดนดูดหนักกว่าทุกภาค

คาดการณ์ได้ว่าการประชุม ครม.สัญจร ของ “บิ๊กตู่” จากนี้ไปเน้นเจาะพื้นที่สีแดงเป็นหลัก ยิ่งยังไม่มีการปลดล็อกทางการเมือง “บิ๊กตู่” ย่อมได้เปรียบกว่าฝ่ายตรงข้ามทุกประตู อาทิ การใช้กลไกอำนาจรัฐ หรือการอัดนโยบายและงบประมาณลงไปแก้ปัญหาใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการได้พื้นที่สื่อในการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านการปราศรัยระหว่างตรวจราชการ ทั้งที่เป็นสื่อรัฐ หรือเอกชน โดยไม่มีฝ่ายใดกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เปรียบเหมือนมวยที่ชกชนะแบบไร้คู่ต่อสู้ ดังนั้นเกมยื้อปลดล็อกทางการเมืองขณะนี้เข้าทาง “บิ๊กตู่” เปิดโอกาสโกยคะแนนนิยมไปเต็มๆ คนเดียว

ปรับครม.โค้งสุดท้าย ปูทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563415

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 06:58 น.

ปรับครม.โค้งสุดท้าย ปูทางเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่ “เลือกตั้ง” เตรียมเริ่มต้นเดินหน้าอย่างเป็นทางการ หลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ประกาศใช้ ซึ่งตามปฏิทินการเมืองคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้

สอดรับไปกับกระบวนการเตรียมความพร้อมต่างๆ ที่เริ่มขยับ โดยเฉพาะมาตรการเตรียม “คลายล็อก” แก้ไขคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 53/2560 เปิดให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมพรรคเพื่อเลือกกรรมการบริหาร กำหนดนโยบาย และเรื่องอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

นับเป็นสัญญาณ “เริ่มต้น” ที่พรรคการเมืองจะกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งหลังถูกแช่แข็งนานกว่า 4 ปี แม้จะเป็นการขยับที่อยู่ในกรอบโดยไม่สามารถทำกิจกรรมการเมืองหรือหาเสียงได้อย่างอิสระก็ตาม

ในจังหวะเวลาใกล้เคียงกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เตรียมประกาศความชัดเจนทางการเมืองว่าจะวางบทบาทและสถานะของตัวเองจากนี้ต่อไปอย่างไร

นำมาสู่กระแสข่าวการปรับ ครม. ประยุทธ์ 6 ที่น่าจะเป็นการจัดวางขุมกำลังครั้งสุดท้ายเพื่อเตรียมพร้อม เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

แม้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จะรีบออกมาปฏิเสธข่าวปรับ ครม. แต่ก็ยังไม่อาจคลายความเคลือบแคลงให้หมดไป เพราะบทเรียนจากในอดีตสะท้อนให้เห็นว่าหลายเรื่องที่เคยปฏิเสธในตอนแรก แต่สุดท้ายก็กลับมาเกิดขึ้นแบบสวนทางกับสิ่งที่เคยปฏิเสธไป

ยิ่งหากจับน้ำเสียงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งแม้จะปฏิเสธ ข่าวการปรับ ครม. แต่ขณะเดียวกันก็ยัง “เปิดช่อง” เผื่อความเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับ ครม.ในกรณีมีรัฐมนตรีในรัฐบาลลาออกจากตำแหน่ง

กลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับหนึ่งในเหตุผลที่สนับสนุนกระแสข่าวการปรับ ครม.ตามข่าวที่ว่า ทั้ง อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เตรียมจะยื่นหนังสือลาออกเพื่อไปเป็นหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

อย่าลืมว่าเวลานี้ใกล้ถึงเส้นตายที่แต่ละพรรคการเมืองต้องเดินหน้าจัดการประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหาร ประกาศตัวหัวหน้าพรรค ไปจนถึงเรื่องการจัดทำนโยบาย คัดสรรตัวผู้สมัคร รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องเร่งเดินหน้าให้เสร็จโดยอันจะเป็นประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งต่อไป

พรรคพลังประชารัฐซึ่งถือเป็นพรรคใหม่ถอดด้ามทั้งในแง่โครงสร้างกรรมการบริหาร เรื่อยไปจนถึงระบบสมาชิก การบริหารจัดการจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะดึงคนที่มีประสบการณ์การเมืองมาร่วมเป็นทีมงานก็ตาม

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องโครงสร้างฐานเสียง ระบบหัวคะแนนในพื้นที่ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เร่งทำให้ประชาชนคนทั่วไปรู้จักและเชื่อมั่นเพียงพอจะลงคะแนนเสียงให้ แข่งกับอดีตพรรคการเมืองทั้งหลายที่มีโครงสร้างและฐานเสียงชัดเจน

เมื่อสองรัฐมนตรี หรืออาจจะมากกว่านั้นออกไปทำหน้าที่ดูแลพรรคพลังประชารัฐ ย่อมเป็นเหตุผลที่จะนำมาสู่การขยับปรับเก้าอี้กันในรัฐบาล เพื่อสร้างความเข้มแข็งเร่งสร้างผลงาน กระตุ้นความนิยมให้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงการหย่อนบัตรเลือกตั้ง

แน่นอนว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะดึงอดีตนักการเมืองมาเสริมทีม ครม.ชุดนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในทางการเมือง เพราะนอกจากจะเป็นการตอกย้ำเรื่องผลประโยชน์ตอบแทน สร้างแรงจูงใจในการดูดอดีตนักการเมืองมาเป็นขุมกำลังให้กับพรรคการเมืองของ คสช.ในอนาคตแล้ว

ยังจะยิ่งฉุดความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของ คสช. ซึ่งเคยโยนบาปว่าว่าต้นตอของปัญหาความวุ่นวายที่ผ่านมาเป็นเพราะนักการเมืองในอดีต จน คสช.ต้องมาเดินหน้าแก้ปัญหาและสร้างการปฏิรูปให้เกิดขึ้น แต่หากดึงอดีตนักการเมืองมาเสริม ครม.รอบนี้ย่อมทำให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า

การใช้โอกาสนี้ปรับ ครม.จึงอาจเป็นประตูให้ดึงเอาคนที่มีภาพลักษณ์ดีเข้ามาช่วยกู้ความเชื่อมั่น หรือเร่งขันนอตสร้างผลงานให้ปรากฏ หลังจากช่วงที่ผ่านมาผลงานรัฐบาลดูจะยังไม่เข้าตาชาวบ้านมากนัก

ที่สำคัญที่สุดคือในแง่ความมั่นคงที่รัฐบาล คสช.จำเป็นต้องขจัดทุกความสุ่มเสี่ยงให้หมดไป

ในแง่ช่องว่างระหว่างกองทัพกับ คสช. จะเห็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารรอบล่าสุดมีการขยับในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ที่อาจนำไปสู่ช่องว่างจนขาดการยึดโยงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การปรับ ครม.ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงช่วงหลังเดือน ต.ค.เป็นต้นไป ย่อมเป็นโอกาสที่จะดึงเอาข้าราชการที่เกษียณอายุเข้ามาร่วมเป็นมือไม้ช่วยทำงานใน ครม. โดยเฉพาะกับบรรดาข้าราชการทหารที่ถึงคราวเกษียณอายุให้เข้ามาอุดช่องว่างระหว่างกองทัพกับ ครม.และ คสช.ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันจะมีผลต่อการเลือกตั้งไม่ว่าทางตรงก็ทางอ้อมต่อไป

คล้ายกับรอบที่ผ่านๆ มาแม้หลายคนจะไม่ได้เข้ามานั่งใน ครม. แต่ก็หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญหรือเข้ามาช่วยงาน คสช.

แต่ทั้งหมดยังต้องอยู่ที่การตัดสินใจสุดท้ายที่จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งแม้จะมีข้อดี แต่ก็มีข้อสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวาย และส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และรอบด้าน

ยุบพรรคการเมืองเกมเดือดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563300

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 08:17 น.

ยุบพรรคการเมืองเกมเดือดเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าเวลานี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการก็คงจะไม่ผิดแต่ประการใด ภายหลังคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลกำลัง เดินหน้าขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นจำนวน 6 ฉบับไปเมื่อไม่นานมานี้ ตามขั้นตอนจะเข้าสู่การพิจารณาของวิปรัฐบาลและวิปสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม สนช.ต่อไป

ในขั้นตอนของการบรรจุเป็นวาระการประชุม สนช.นั้นน่าจะอยู่ช่วงปลายเดือน ก.ย. และคาดว่าจะใช้เวลาในสภาประมาณ 60 วัน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการของสภาปลายปีพอดี ทีนี้ก็เหลือแต่เพียงรัฐบาลและ คสช. จะไปตัดสินใจให้การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการเลือกตั้ง สส.เกิดขึ้นก่อน

สำหรับการเลือกตั้ง สส.ในขณะนี้ หลายฝ่ายกำลังรอการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพื่อนำไปสู่การคลายล็อกการเมือง ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทาง การเมืองได้ของ คสช.

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะ กำหนดวันเลือกตั้ง ปรากฏว่าขณะนี้เกมการเมืองที่ห้ำหั่นระหว่างพรรคการเมืองกลับเริ่มส่งสัญญาณเดือด ทั้งๆ ที่ระฆังยังไม่ดึงขึ้น โดยเฉพาะการหยิบยกการ ยุบพรรคการเมืองมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

เรื่องนี้มาจากการที่ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” อดีตแกนนำเสื้อแดงที่มีข่าวว่าจะเข้าไปร่วมงานกับพรรค พลังประชารัฐ ได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทย

เหตุของการยุบพรรคดังกล่าว แรมโบ้อีสาน อ้างว่า ได้มีคนของพรรคภูมิใจไทยเริ่มทำการทุจริตเลือกตั้ง ด้วยการพาประชาชนในพื้นที่ไปเที่ยวเพื่อหวังผลทางการเมือง พร้อมกับ มีการเก็บบัตรประชาชนของประชาชนจำนวนหนึ่งด้วย

ทันทีที่สุภรณ์ยื่นยุบพรรค “ศุภชัย ใจสมุทร” รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาตอบโต้ทันควันว่าพรรคไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและจะดำเนินคดีกับสุภรณ์เช่นกัน

ต้องยอมรับการยุบพรรคการเมืองในเวลานี้ค่อนข้างอ่อนไหวพอสมควร เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับยุบพรรคการเมืองที่ให้ทำได้ง่ายพอสมควร

กฎหมายพรรคการเมืองมี หลักการให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง หากพรรคการเมืองหรือผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 28 หรือ มาตรา 30

มาตรา 28  บัญญัติว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่า โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

มาตรา 30  บัญญัติว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใดให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรง หรือโดยทางอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคล จะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิก”

ถ้ามองหลักการของกฎหมายพรรคการเมืองเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองแล้ว จะพบว่ากฎหมายแทบจะไม่เปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลพินิจได้เท่าไร หรือพูดง่ายๆ คือ หาก กกต.มีความเห็นมาอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเห็นด้วยไปตามนั้น โดยบทลงโทษของการถูกยุบพรรคการเมือง คือ การถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี มิหนำซ้ำ ยังอาจถูกดำเนินคดีอาญาที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่แปลกที่ แกนนำพรรคภูมิใจไทยจะออกอาการ หัวเสียพอสมควร เมื่อมีคนมาร้อง ยุบพรรคของตัวเอง

แต่ถึงกระนั้น อิทธิฤทธิ์ของกฎหมายยุบพรรคการเมืองน่าจะแผ่อิทธิพลไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พรรคเพื่อไทย”พรรคเพื่อไทยนับเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของ คสช.และเป็น ตัวเต็งอันดับต้นๆ ที่จะได้รับชัยชนะ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อีกทั้งช่วงหลัง มานี้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มมีความเคลื่อนไหวทาง การเมืองพอสมควร เช่น การออกมา ให้ความเห็นว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะ ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย

การออกตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียให้กับพรรคเพื่อไทยไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งทำให้สมาชิกและแกนนำพรรคเห็นว่าทักษิณยังไม่รีไทร์จากการเมือง แต่ อีกมุมหนึ่งก็เป็นช่องให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบเช่นกัน เนื่องจากทักษิณ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคที่มีการกระทำ อันอาจเข้าข่ายตามมาตรา 28 ซึ่งนำ สู่การยุบพรรค

ทั้งนี้ หากพรรคการเมืองใดถูกยุบก่อนการเลือกตั้ง แน่นอนว่าจะมีปัญหาตามมาอีกมาก เช่น การวิ่งหาพรรคสังกัดใหม่ของผู้สมัคร สส.หรือแม้ แต่การทำไพรมารีโหวต เป็นต้น

ดังนั้น ช่วงเวลาประมาณ 8 เดือนต่อจากนี้ พรรคการเมืองต่างเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งไปพร้อมๆ กับการสู้คดีเลือกตั้ง เพราะการ ยุบพรรคการเมืองนั้นเกิดขึ้นได้ง่าย จนกระทบเสถียรภาพของพรรคการเมืองทุกพรรค

โผทหารไม่พลิก “บิ๊กตู่” เตรียมลุยสนามการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563257

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 16:14 น.

โผทหารไม่พลิก "บิ๊กตู่" เตรียมลุยสนามการเมือง

ความเข้มแข็ง​ของกองทัพเป็นสิ่งจำเป็นในการประคับประคองการก้าวสู่สนามการเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร 935 นาย อันจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป นับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยต่อจากนี้เป็นอย่างมาก

ยิ่งหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปตามโผแบบไม่แตกแถว​ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพภายในกองทัพ แถมยังสอดประสานหลอมรวมไปกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

อันจะส่งผลแปรเปลี่ยนกลายเป็นความได้เปรียบให้กับรัฐบาล คสช. ในวันที่เตรียมจะเดินหน้าก้าวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว

เริ่มตั้งแต่ในแง่ของความมั่นคงเพราะเมื่อกองทัพสามารถสลายความขัดแย้งของความเป็นขั้วที่เคยเกิดขึ้นเมื่อในอดีตได้ ก็สามารถสมานรอยร้าวและขจัดคลื่นใต้น้ำ​ไม่ให้กลับมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง​ โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งที่จะเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน

การจัดวางบุคลากรในกองทัพในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ทั้ง พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ขยับขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กกบ” พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ขยับขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ และ “บิ๊กต่าย” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ ล้วนแต่ยิ่งทำให้กองทัพยิ่งเข้มแข็ง

โดยเฉพาะกับ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งได้พิสูจน์ฝีไม้ลายมือจนเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย จนสามารถก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสำคัญในรอบนี้ และยังถูกมองว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยและเชื่อมทุกฝ่ายในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง คสช. ที่บิ๊กแดง ถือเป็นหนึ่งในกำลังซึ่งได้รับมอบหมายงานสำคัญให้เข้าไปสะสางจัดการเรื่อยมาตั้งแต่งานด้านการจัดระเบียบสังคม จนถึงแก้ปัญหาขายสลากกินแบ่งเกินราคา รวมทั้งฝั่งการเมืองเองก็ยังสามารถพูดคุยกับทางบิ๊กแดงได้ง่ายกว่า บิ๊ก คสช.รายอื่นๆ

ขณะที่ไลน์ 5 เสือกองทัพบก นอกจาก พล.อ.อภิรัชต์ ​จะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกแล้ว ตำแหน่งอื่นๆ ก็เตรียมวางกำลังและส่งไม้ต่อในระยะยาวเพื่อไม่ให้ทุกอย่างเดินไปอย่างราบรื่นหรือมีอุบัติเหตุต้องสะดุดหยุดชะงัก ทั้งการวางตัว​ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ​ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ​พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก พล.ท.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก ขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหาร

ส่วนระดับกองทัพภาค พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ รองแม่ทัพภาคที่ 3​ ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 และ พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพน้อยที่ 4 ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ส่วน พล.ท.ธนากร ธรรมวินทร ​ยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ต่อ

การวางมือไม้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มารับตำแหน่งต่างๆ นั้น จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกทีจำเป็นต้องมีกลไกดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ให้เกิดความวุ่นวายในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก คสช.ปลดล็อกการเมืองให้ทุกฝ่ายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

อีกด้านหนึ่งความเป็นเอกภาพของกองทัพนี้เองยังจะเป็นหลักสร้างความมั่นใจให้ได้ระดับหนึ่งว่าในช่วงที่ คสช.ต้องลงจากหลังเสือ ยังมีกลไกที่ช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ให้เกิดปัญหาใดๆ จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีหรือจ้องสร้างสถานการณ์ในอนาคต

ความเข้มแข็ง​ของกองทัพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะประคับประคองการก้าวสู่สนามการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เตรียมประกาศความชัดเจนทางการเมือง​ในช่วงเดือน ก.ย.นี้

ล้มไพรมารีโหวต ปูทาง คสช.รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562981

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 09:50 น.

ล้มไพรมารีโหวต ปูทาง คสช.รีเทิร์น

การยอมล้มไพรมารีโหวตจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ อันจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางปฏิรูปการเมืองส่อเค้าย่ำอยู่กับที่ เพราะแม้แต่กระบวนการมีส่วนร่วมที่สำคัญของประชาชนที่จะเข้าไปคัดเลือกผู้สมัครของแต่ละพรรค หรือไพรมารีโหวตนั้น สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงแค่การตั้งกรรมการขึ้นมาสรรหาผู้สมัครแทนจะให้ประชาชนได้คัดเลือกด้วยตัวเอง

หากจำได้ แม่น้ำ 5 สายประกาศเดินหน้าเอาจริงกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคือทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจริงๆ ​ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของผู้มีอำนาจไม่กี่คน หรือถูกนายทุนครอบงำอยู่เบื้องหลังเหมือนที่ผ่านมา

ไพรมารีโหวตจึงถือเป็นอีกดัชนีชี้วัดที่สำคัญสำหรับการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคในการคัดเลือกผู้สมัครที่จะไปเป็นปากเป็นเสียงของพวกเขาในอนาคต ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจในพรรค หรือนายทุนส่งคนของตัวเองมาลงสนามแบบไม่สนใจความคิดความเห็นของสมาชิก

ที่สำคัญแม้จะมีเสียงทักท้วงถึงความยุ่งยากต่างๆ นานา ที่อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายในอนาคต แต่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำสายอื่นๆ ยังยืนยันว่าจำเป็นจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อวางบรรทัดฐานให้เป็นตัวอย่างต่อไปในอนาคต

จนระยะหลังทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อ คสช.กลับเลือกกลืนน้ำลาย ประกาศเตรียมลดทอนรูปแบบความเข้มข้นของไพรมารีโหวตไปเรื่อยๆ มีการหยั่งเสียงด้วยข้อเสนอจากจากรูปแบบไพรมารีเขตเป็นไพรมารีจังหวัด จนถึงไพรมารีภาค ที่สุดท้ายถูกตีตกไป

ปัญหาอยู่ตรงที่เบื้องหลังของการปรับมาใช้กรรมการสรรหาแทนไพรมารีโหวตแบบที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น ถูกมองว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรคที่มีจุดยืนสนับสนุน คสช.เข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวผ่านกลไกการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะกับกระบวนการดูดอดีต สส.ของบางพรรค ​ที่กำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจออุปสรรค เพราะแม้จะดูดอดีต สส.ได้ แต่หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากบรรดาสมาชิกพรรค อนุมัติให้คนเหล่านั้นลงสนามเลือกตั้ง การดูดที่สู้อุตส่าห์ทำมาก็ต้องมาถึงทางตันในขั้นตอนสุดท้าย

ยิ่งหากพิจารณาจากเสียงสะท้อนจากกระแสดูดที่หลายคนออกมาตั้งป้อมถล่มว่าสวนทางกับการปฏิรูป แถมฉุดให้การเมืองกลับสู่บรรยากาศเดิมๆ อันจะนำไปสู่วังวนของปัญหาเหมือนในอดีตด้วยแล้ว หากต้องทำไพรมารีโหวตกันจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเหล่านี้จะได้รับฉันทามติจากสมาชิกให้เป็นตัวแทนไปลงสนาม

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ​เหตุผลที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ คงเป็นเพราะหลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจที่มาทำการเมือง เพราะจะเปลี่ยนสภาพตัวเองจากกรรมการเป็นผู้เล่น ทำให้มีความคิดเปลี่ยนแปลงกติกา เนื่องจากไพรมารีจะเป็นอุปสรรคต่อการดูดๆไม่สะดวก เพราะไปตกปากรับคำใครจะต้องมาผ่านกระบวนการไพรมารี

จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การทำไพรมารีโหวตถือเป็นความตั้งใจดี แต่ไปวางระบบให้ซับซ้อนและไม่ต้องกับเจตนารมณ์จริงๆ ซึ่ง คสช.ไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหา แต่ตั้งใจให้เป็นปัญหากับพรรคการเมืองเดิม โดยเฉพาะพรรคใหญ่ ไม่ได้แก้ให้มีผลดีกับพรรคการเมืองโดยรวม แต่เป็นการแก้เพื่อเอื้อพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช.

สอดรับไปกับท่าทีของแต่ละพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนพร้อมทำไพรมารีโหวตแบบเต็มรูปแบบ ขอเพียงแค่ให้ คสช.รีบเร่งปลดล็อกเพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองมีเวลาเพียงพอในการดำเนินการได้ทันเท่านั้น

การที่แต่ละพรรคการเมืองสะท้อนออกมาตรงกันว่าการล้มระบบไพรมารีโหวตทั้งที่เป็นความตั้งใจแต่เดิมของ คสช. เป็นเพราะต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับบางพรรค จึงยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องการช่วงชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับ คสช.มากยิ่งขึ้น

เริ่มตั้งแต่การเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งในรูปแบบของโครงการต่างๆ ของรัฐบาลคสช. กับการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย อันถือเป็นฐานเสียงใหญ่ที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก ​

รวมถึงการเดินสายจัดประชุม ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลักเมืองรอง ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง อันถือเป็นไม้ตายเรียกคะแนนที่สำคัญของแทบทุกรัฐบาลในช่วงก่อนหมดวาระเดินหน้าสู่เลือกตั้ง

ที่สำคัญ การดึงเกมไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ หรือหาเสียงได้เต็มที่เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาตัดสินใจ ก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการชิงความได้เปรียบ รีบโกยคะแนนในช่วงที่พรรคอื่นๆ ไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวใดๆ

การผ่อนคลายเพียงแค่ให้พรรคการเมืองสามารถประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหาร หรือทำกิจกรรมเพื่อให้เดินหน้าไปตามกลไกการเลือกตั้ง จึงเป็นเพียงแค่การยื้อเวลาหาเสียงออกไปให้ได้นานที่สุด

รวมทั้งล่าสุด รัฐบาล คสช.เตรียมเข้าไปควบคุมตรวจสอบช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้เป็นกลไกหาเสียงของพรรคการเมือง ก่อนจะถึงเวลาเป่านกหวีด โดยหยิบยก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เข้ามาควบคุมเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ใส่ร้ายป้ายสี ที่จะยิ่งตีกรอบให้พรรคการเมืองไม่มีพื้นที่แสดงความคิดความเห็น

การยอมกลืนน้ำลายล้มไพรมารีโหวตจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ อันจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

คลายไพรมารีโหวต เข้าทาง ‘พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562639

  • วันที่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

คลายไพรมารีโหวต เข้าทาง 'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนเป็นลำดับแล้วสำหรับการคลายล็อกการเมืองโดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ในประเด็นนี้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมจะนำการทำไพรมารีโหวตของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เคยเสนอไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับแรกมาเป็นต้นแบบ

“คงไม่มีการทำไพรมารีโหวตตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงเห็นว่าวิธีการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมาแต่แรก คือ ให้มีกรรมการสรรหาขึ้นมาในพรรค

ประกอบด้วย 11 คน มาจากตัวแทนกรรมการบริหาร 4 คน จากสมาชิกพรรค 7คน ลงไปคุยกับสมาชิกแต่ละเขต แล้วรวบรวมรายชื่อผู้สมัครมาเสนอให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง คสช.ได้ระบุว่าแนวทางนี้มีความเป็นไปได้สูง” รองนายกฯ วิษณุ ระบุ

ท่าทีของวิษณุที่ออกมานั้นนับว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากสูตรการทำไพรมารีโหวตที่ปรากฏให้เห็นในกฎหมายพรรคการเมืองนั้นมาจากการตัดต่อของคณะกรรมาธิการวิสามัญใน สนช. ซึ่งเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ กรธ.เคยเสนอเข้า สนช.ตอนแรก แต่เมื่อรัฐบาลและ คสช.กำลังจะกลับไปใช้โมเดลของ กรธ. เท่ากับว่าเป็นการหักหน้า สนช.เข้าอย่างจัง

เดิมทีการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น กรธ.ไม่ได้มีความเข้มงวดเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นของ สนช.

กล่าวคือ กรธ.กำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง

ประกอบด้วยบุคคลและจำนวนตามที่กำหนดในข้อบังคับ แต่อย่างน้อยต้องมีกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง และหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเลือกกันเองจนครบจำนวน

แต่ของ สนช.กำหนดให้ต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือสาขาพรรคการเมือง ซึ่งต้องมาจากการเลือกของสมาชิก โดยการได้มาซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและสาขาพรรคการเมืองก็มีความยุ่งยากพอสมควร เช่น การตั้งสาขาพรรคการเมืองในจังหวัดใด จะต้องมีสมาชิกพรรคในเขตพื้นที่นั้น 500 คนขึ้นไป เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังได้ล็อกคออีกว่าหากในพื้นที่ใดพรรคการเมืองไม่ได้ทำไพรมารีโหวต จะมีผลให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ซึ่งส่งผลเสียหายเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าระบบการ เลือกตั้งของไทย ใช้วิธีการนับคะแนนเพื่อเลือก สส.ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียว เท่ากับว่าหากพรรคการเมืองพลาดการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตใดเขตหนึ่ง แน่นอนว่าคะแนนจะหายไปฟรีๆ จำนวนหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เมื่อพลิกไปดูกติกาที่ สนช.ได้ออกแบบ ปรากฏว่าสร้างความรุงรังให้กับพรรคการเมืองไม่น้อย ซึ่งเมื่อครั้งที่ สนช.ได้พิจารณาร่างกฎหมายพรรคการเมือง ยังไม่ปรากฏข่าวว่าจะมีการตั้งพรรค พลังประชารัฐเพื่อเป็นฐานที่มั่นให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง จึงทำให้ สนช.เดินหน้าวางกติกาเพื่อสกัดพรรคการเมืองอย่างเต็มที่

ทว่า ภายหลังมีข่าวและความเคลื่อนไหวถึงการจะลงสนามเลือกตั้งของ คสช. กติกาที่ สนช.ได้กำหนดเอาไว้และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่สร้างผลเสียต่อพรรคการเมืองปัจจุบันเท่านั้น แต่พรรคการเมืองใหม่ก็ต้องมาโดนหางเลขไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่ต้องเดินหน้าทำไพรมารีโหวต

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช. ที่เป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณากฎหมายพรรคการเมืองของ สนช. ถึงอารมณ์บ่จอยเมื่อเห็น คสช.กำลังใช้มาตรา 44 เพื่อรื้อโมเดลไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น สนช.

อย่างไรก็ตาม มาถึงจุดนี้ถ้ามองในมุมของ คสช.และรัฐบาลย่อมเห็นได้ว่าการกลับไปใช้โมเดลของ กรธ.น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเพราะอย่างน้อยโมเดลของ กรธ.การันตีแน่นอนว่าจะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติเรื่องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างแน่นอน

อีกทั้งยังไม่ได้เป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่ากับพรรคการเมืองปัจจุบันมากเกินไป เนื่องจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองของ กรธ.ส่วนใหญ่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองมาพอสมควรแล้ว ประกอบกับกติกาของ กรธ.ก็ไม่ได้ตึงเกินไปถึงขนาดที่พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้เวลาที่จำกัด

เหนืออื่นใด พรรคการเมืองใหม่ทุกพรรครวมทั้งพรรคพลังประชารัฐจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะพรรคการเมืองน้องใหม่คงไม่มีความสุขแน่ หากจะต้องมาเสียต้นทุนในการหาสมาชิกพรรคทั่วประเทศเพื่อทำ ไพรมารีโหวต

เรียกได้ว่างานนี้เข้าทางพรรคพลังประชารัฐเข้าอย่างจัง

คุมโซเชียลมีเดีย เกมใหม่ปิดปากการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562525

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

คุมโซเชียลมีเดีย เกมใหม่ปิดปากการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดกับผลสรุปของที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการเห็นชอบคลายล็อกการเมือง และการแบ่งเขตเลือกตั้งรวม  9 ประเด็น ที่จะออกมาในรูปแบบคำสั่งตามมาตรา 44 หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

เบื้องต้นที่ประชุม คสช.เตรียมคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2561  โดย 9 ประเด็นที่จะมีการแก้ไข อาทิ เรื่องทุนประเดิม 1 ล้านบาทใน 180 วัน การหาสมาชิก 500 คนใน 6 เดือน โดยจะแก้เป็นนับจากคำสั่งนี้ออกไป ส่วนการมีสมาชิก 5,000 คนใน 1 ปี และ 1 หมื่นคนใน 4 ปี แก้เป็น 180 วัน และ 4 ปีนับจากคำสั่งนี้ออกในราชกิจจานุเบกษา

ส่วน กิจกรรมที่กำหนดให้พรรคการเมืองสามารถทำได้ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. อาทิ ประชุมใหญ่แก้ข้อบังคับได้ เลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการพรรค ประชุมพรรคเพื่อเปิดสาขาพรรคหรือจัดตั้งตัวแทนพรรคได้ แต่ห้ามประชุมก่อม็อบ และห้ามพรรคหาเสียงโดยเด็ดขาด

นอกจากประเด็นเรื่อง “ไพรมารีโหวต” ที่ คาดว่าจะปรับมาใช้วิธีให้พรรคตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 11 คน แล้วรับฟังความเห็นของสมาชิกพรรคก่อนเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับคัดเลือกเป็น ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ก่อนให้กรรมการบริหารพรรคนั้นๆ พิจารณา  ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองอยู่พอสมควรแล้ว

อีกประเด็นที่ หลายฝ่ายเริ่มออกอาการเป็นห่วง คือ การหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียที่ทางรัฐบาล คสช.ตั้งท่าเตรียมเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จนอาจถึงขั้นเป็นกลวิธีปิดปากและเตะสกัดการหาเสียงของพรรคการเมืองต่อไปในอนาคต

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะมีการแก้ไขคำสั่งให้พรรคการเมืองสามารถติดต่อกับสมาชิกพรรคทางโซเชียลมีเดีย เช่น แอพพลิเคชั่นไลน์ได้แต่ต้องมีสมาชิกอยู่ในกลุ่มเท่านั้น รวมถึงไม่สามารถเปิดให้แสดงความคิดความเห็นทาง เฟซบุ๊กสู่สาธารณะอีกต่อไป

นั่นเท่ากับว่าหากการแก้ไขคำสั่ง คสช.ครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อย ช่องทางสื่อสารเดียวที่เหลืออยู่ของคนการเมืองในเวลานี้ย่อมตีบตันลงไปไม่เปิดกว้างเหมือนที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่า ในยุคที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ  ช่องทางการสื่อสารหลักถูกควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนการเมืองและคนเห็นต่างทั่วไปยากจะเล็ดลอดเผยแพร่สู่สาธรณะได้

เหลือก็แต่เพียงแค่ “โซเชียลมีเดีย” ที่พอจะเป็นช่องทางที่แม้จะไม่แพร่หลายหรือเข้าถึงประชาชนได้ใน วงกว้างเหมือนสื่อกระแสหลักทั่วไป แต่ก็พอจะสามารถสื่อสารไปถึงประชาชนบางส่วน และยังอาจถูกสื่อกระแสหลักหยิบยกไปขยายผลต่อไป

จนทำให้หลายๆ คนยึดโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางแสดงความคิดความเห็น ทั้งตอบโต้ทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ คสช. เรื่อยไปจนถึงการหาเสียงให้กับพรรคของตัวเองในวันที่ทุกอย่างถูกควบคุม

ที่ผ่านมา แม้ คสช.จะพยายามกดดันเข้าไปควบคุมดูแลการแสดงออกทางช่องทางออนไลน์ ผ่านกฎหมายที่มีอยู่ แต่ก็ยังไม่อาจควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านช่องทางที่เปิดกว้างเช่นนี้ได้   การที่ คสช.รุกคืบเตรียมขยับเข้ามาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย จึงยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามชิงความได้เปรียบจากบรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ยังไม่อาจออกมาขยับทำกิจกรรมหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ต่างจากรัฐบาล คสช.ซึ่งมีช่องทางการสื่อสารของ ตัวเอง สามารถแสดงความคิดความเห็นเผยแพร่ผลงานรัฐบาลเรียกคะแนนสร้างความเชื่อมั่นได้เรื่อยๆ

สอดรับไปกับการติดเครื่องเร่งทำประชาสัมพันธ์ผลงานอย่างเข้มข้น  ดังจะเห็นว่ามีการปรับรูปแบบดึงดารา นักแสดง ที่มีชื่อเสียงมาเป็นอีกกลไกเรียกความสนใจ หลังจากที่ผ่านมา รูปแบบการสื่อสารของทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คสช.อาจไม่เข้าตาหรือทำ ไม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งที่มี เครื่องมือเครื่องไม้ครบครัน

แม้จะพยายามเปิดเกมรุกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการเปิดไลน์ สายด่วน เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารไปถึงประชาชน แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมหรือมีกระแสตอบรับที่ดี

ยังไม่รวมกับในแง่ “เนื้อหา” ที่ยังไม่อาจสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมได้อย่างที่คาดหวัง ต่างจากคนการเมืองที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงแฟนคลับและถูกหยิบยกมาพูดถึงเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

จุดอ่อนตรงนี้จึงอาจเป็นประเด็นที่นำมาสู่การออกคำสั่งเพื่อเข้ามาควบคุมช่องทางโซเชียลมีเดียในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความร้อนแรงจนต้องหาทางตีกรอบไม่ให้บานปลาย

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าแต่ละพรรคการเมืองต้องพยายามชิงจังหวะใช้ช่องว่างที่เหลืออยู่ออกมาแสดงความคิดความเห็นพ่วงการหาเสียงที่จะทวีความรุนแรงในช่วงใกล้เลือกตั้ง การเข้าไปควบคุมย่อมจึงเหมือนเตะสกัดคู่แข่ง

คล้ายที่ผ่านมาซึ่งไม่ให้รวมตัวทำกิจกรรมแต่กลุ่มสามมิตรที่ชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคของ คสช.ก็ดูจะไม่อยู่ในเงื่อนไขถูกควบคุมจนถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ข้อครหาเรื่องการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองรุนแรงมากขึ้น

คลายล็อกการเมือง ระบายแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562391

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 08:10 น.

คลายล็อกการเมือง ระบายแรงกดดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเผชิญมรสุมกับคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากโรดแมปที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดของ คสช.

การเลือกตั้งของประเทศไทยที่ถูกเลื่อนออกไปทุกครั้ง นำมาซึ่งความถดถอยในคะแนนนิยมของ คสช. เนื่องจากตกเป็นจำเลยว่า คสช.ไม่ได้รักษาคำพูด

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เดินหน้าไปได้เสียทีมี 3 สาเหตุสำคัญด้วยกัน

1.การลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ส่งผลให้ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ รวมไปถึงการทำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ใช้เวลากว่า 1 ปีกันเลยทีเดียว

2.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีหลายฉบับที่ สนช.ได้แก้ไข ตัดต่อจนกฎหมายเปลี่ยนไปจากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอมาพอสมควร ทำให้การพิจารณาต้องไปถึงขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่ายเพื่อชี้ขาด

3.การแก้ไขระยะเวลาการให้มีผลบังคับใช้ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ออกไป 90 วันของ สนช. ซึ่งแทนที่เมื่อกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อเดินหน้านับระยะเวลา 150 วันไปสู่วันเลือกตั้ง กลายเป็นว่าต้องทอดเวลาออกไป 90 วันก่อนจะนับถอยสู่การเลือกตั้ง 150 วัน

เมื่อการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งด้วยสาเหตุต่างๆ ประกอบกับมีกฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้งจำนวน 2 ฉบับประกาศใช้ไปแล้ว แต่ คสช.กลับไม่ยอมเปิดทางให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง ส่งผลให้แรงกดดันจึงมาอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงผู้เดียว

สถานการณ์ยิ่งทอดไปนานเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลร้ายกับรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะทุกครั้งเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอารมณ์ไม่พอใจกับการที่ต้องมาตอบคำถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แทบจะไม่ต่างกับการเติมน้ำมันลงไปในกองไฟ นำมาซึ่งการถูกตั้งคำถามว่าแท้ที่จริงแล้วที่ยังไม่ประกาศกรอบเวลาการเลือกตั้งให้ชัดเจน เป็นเพราะความไม่พร้อมในทางการเมืองของ คสช.ใช่หรือไม่

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คสช.ต้องแก้สถานการณ์ด้วยการ “คลายล็อกการเมือง”

การใช้คำว่าคลายล็อกการเมืองนั้น เนื่องจาก คสช.ยังไม่ได้ “ปลดล็อก”ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ 100% ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลมาจากการยังคงไว้ซึ่งประกาศ คสช.ที่ 57/2557 ว่าด้วยห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป

ตราบใดที่ประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวยังไม่ได้รับการยกเลิก เท่ากับว่าพรรคการเมืองยังไม่ได้หลุดจากการกักขังแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นที่ คสช.คลายล็อกให้กับพรรคการเมืองมี 6 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมได้ 2.ให้ความเห็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ 3.สามารถดำเนินการเกี่ยวกับไพรมารีโหวตได้

4.ตั้งกรรมการเพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 5.ติดต่อประสานงานกับสมาชิกได้ และ 6.การแก้ไขข้อบังคับพรรคการเมือง ให้สามารถเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้สามารถจัดประชุมใหญ่ได้

“ทั้งหมดเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม โดยการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือน ก.พ. 2562 ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เสนอให้จัดการเลือกตั้งใน วันอาทิตย์ เพื่อความสะดวกในการ เตรียมการลงคะแนนเสียง ดังนั้นอาทิตย์แรกที่กำหนดไว้คือวันที่ 24 ก.พ. เร็วสุดตามนี้

ต้องรอกฎหมายเลือกตั้งที่จะโปรดเกล้าฯ ลงมาในเดือน ก.ย.นี้ และจะมีเวลา 90 วัน เพื่อปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินการต่างๆ ระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ โดยจะเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกพรรคการเมือง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหมากเกมนี้ของรัฐบาลยังคงเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม คือ การยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับตัวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อกำหนดนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมือง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเดินหน้าทำนโยบายพรรค ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือเข้าป่า เพราะแน่นอนว่านโยบายของพรรคการเมืองจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับของ คสช.

ไม่เพียงเท่านี้ การปลดล็อกแบบ 100% จะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดสภาพของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาเพื่อโจมตีของ คสช.อีกด้วย เพราะย่อมมีพรรคการเมืองหลายพรรคที่พร้อมจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อสกัดไม่ให้ คสช.กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง

เรียกได้ว่าการคลายล็อกครั้งนี้ คสช.ได้รับประโยชน์เข้าอย่างจัง ทั้งการไม่ถูกมองว่ายื้อเลือกตั้งหรือสร้างเงื่อนไขกระทบโรดแมป พร้อมๆ ไปกับการเดินหน้าเก็บแต้มทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านวิธีการที่กำลังดำเนินการกันอยู่

ดังนั้น ความได้เปรียบอยู่ในมือ คสช.เป็นหลัก เหลือแต่เพียงว่า คสช.จะเปลี่ยนความได้เปรียบเป็นคะแนนเลือกตั้งได้หรือไม่ในอนาคตเท่านั้น