คสช.ชิงความได้เปรียบ ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562305

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 12:26 น.

คสช.ชิงความได้เปรียบ ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้แบบขยักขย่อนเช่นนี้ หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นการสกัดไม่ให้คู่แข่งในอนาคตสามารถทำคะแนนแซงหน้า

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันนี้ วาระสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือการพิจารณาคลายล็อกให้พรรคการเมืองสามารถขยับ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามกฎกติกาใหม่ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยให้แต่ละพรรคการเมืองดำเนินการ

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากบรรดาพรรคการเมืองให้รีบปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองขยับมากว่า 4 ปี อันจะเป็นการเปิดประตูสู่การหาเสียงนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคให้ประชาชนได้พิจารณาตลอดจนการออกมาแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

แต่ทว่าหากจับสัญญาณจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ข้อสรุปที่ได้น่าจะเป็นเพียงแค่การ “คลายล็อก” ให้ดำเนินกิจกรรมบางอย่างได้เท่านั้น ไม่ใช่การ “ปลดล็อก” ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

ทั้งที่หากคำนวณตามปฏิทินการเมืองคาดการณ์กันว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. น่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ราวกลางเดือน ก.ย. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้นอีก 90 วัน

การ “ปลดล็อก” จึงน่าจะพอดิบพอดีกับห้วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองได้เตรียมตัวและลงสนามได้อย่างเต็มที่ ไม่มีพรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างไร

แต่จากการหารือกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิษณุ ระบุว่า เบื้องต้นน่าจะเป็นแค่การคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ 6 อย่างโดยที่ไม่ต้องขออนุญาต คสช. อาทิ การจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมาชิกใหม่ และการทำในสิ่งที่คล้ายการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง เพราะหากทำตามกฎหมายพรรคการเมืองจะมีความยุ่ง จึงจะดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแทน

โดยมีความเป็นไปได้ว่า ​“การปลดล็อก” ทั้งหมดจะถูกเลื่อนไปอยู่ในช่วง​หลัง 90 วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ คือในช่วง 150 วันที่ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามรัฐธรรมนูญกำหนด

แน่นอนว่าการกำหนดทางเดินเช่นนี้ของ คสช. ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร แถมยังสอดรับกับท่าทีการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาอันตอกย้ำถึงเป้าหมายที่แท้จริงของ คสช.ได้เป็นอย่างดี

เริ่มตั้งแต่จิ๊กซอว์ตัวแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช​. ที่ประกาศว่าแสดงความชัดเจนในเส้นทางการเมืองในอนาคตราวเดือน ก.ย.นี้

หลังจากปล่อยให้บรรดาบิ๊ก คสช.เคลื่อนไหวปูทางเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เรื่อยมา โดยเฉพาะการก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้อดีตนักการเมืองในนามกลุ่มสามมิตรมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเดินเกมทั้งบนดินใต้ดินท่ามกลางเสียงโอดครวญของบรรดาพรรคการเมืองที่ถูกดูดอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาอยู่ตรงที่การเดินสายของกลุ่มสามมิตรไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบปะประชาชน หรือเดินสายชักชวนนักการเมืองและแนวร่วมเข้าเสริมทีมในเวลานี้ดูจะสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ แตกต่างจากพรรคการเมืองที่ถูกจับตาและคุมเข้มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

การคลายล็อกครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อการขยับให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมไม่กี่อย่างเพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมลงเลือกตั้ง ทั้งที่สามารถปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างอิสระก็ย่อมสามารถทำได้

ด้วยทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ตลอดจนกลไกต่างๆ ที่ควบคุมความสงบเรียบร้อยก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ควบคุมดูแลให้ทุกอย่างอยู่ในกฎระเบียบ หากพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหวอันขัดต่อความสงบ ก่อกวนสร้างความปั่นป่วน ยุยง ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้เป็นรายกรณี

ไม่จำเป็นต้องคงคำสั่งเพื่อแช่แข็งพรรคการเมืองให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ทั้งที่สุดท้ายย่อมต้องปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาดำเนินกิจกรรมหาเสียงได้อย่างอิสระในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งอยู่ดี

เป้าหมายที่แท้จริงจึงหนีไม่พ้นที่จะตีกรอบพรรคการเมือง ของ คสช. จึงหนีไม่พ้นที่จะชิงความได้เปรียบทางการเมือง ไม่ให้พรรคการเมืองสามารถเร่งหาเสียงโกยคะแนนหลังไม่อาจทำได้มา 4 ปี แถมยังเป็นการสกัดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวอันจะเป็นหอกข้างแคร่ย้อนกลับมาทำลาย คสช.ในอนาคต

จนถึงทุกวันนี้ คสช. ตลอดจนกลุ่มสามมิตร ก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าหลังการเลือกตั้งจะสามารถเอาชนะพรรคการเมืองต่างๆ โกยคะแนนกลับมาเป็นรัฐบาลในอนาคต

การปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้แบบขยักขย่อนเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นการสกัดไม่ให้คู่แข่งในอนาคตสามารถทำคะแนนแซงหน้า

สอดรับไปกับการติดเครื่องเร่งทำผลงานของรัฐบาล ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ เอาใจรากหญ้า และการเดินสายประชุม ครม.สัญจรทั่วประเทศ ในวันที่เศรษฐกิจภาพใหญ่เริ่มกลับมาขยับเดินหน้า

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ คสช.ไม่อาจนิ่งนอนใจรีบปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และจำเป็นต้องตีกรอบพรรคการเมืองเพื่อความได้เปรียบที่จะมีผลต่อทิศทางการเมืองอันเป็นเดิมพันสำคัญของคสช. กับสิ่งที่สู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมดตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

จับตาสมรภูมิท้องถิ่น ยื้อเลือกตั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/562174

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

จับตาสมรภูมิท้องถิ่น ยื้อเลือกตั้งใหญ่

การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีนัยทางการเมืองไม่น้อย ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแมปการเลือกตั้ง

ตามแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้นั้นคาดว่าประมาณเดือน ก.ย. จะสามารถดำเนินการคลายล็อกการเมืองโดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต ซึ่งที่สุดแล้วจะทำให้การเลือกตั้งอย่างเร็วที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562

การนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งจะเริ่มนับตั้งแต่การประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือน ก.ย. ของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จากนั้นจะนับไปอีก 90 วัน เพื่อให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับ และเมื่อครบ 90 วันดังกล่าวแล้วต้องบวกไปอีก 150 วันเพื่อไปสู่วันเลือกตั้งต่อไป

จากกรอบเวลาดังกล่าว หากใช้เวลาในการเตรียมการจัดการเลือกตั้งกันเต็มที่ วันเลือกตั้งน่าจะไปอยู่ในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือเดือน พ.ค. 2562 แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประเมินว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ราวเดือน ก.พ. 2562 นั้นน่าจะเป็นเพราะคิดว่ากระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งไม่น่าจะใช้เวลาเต็ม 100% ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด

ดูจากท่าทีของนายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุดและเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว การเลือกตั้งไม่น่าจะหนีไปไหนพ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในอีกแง่มุมจะพบว่ายังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่อาจทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้ คือ การเลือกตั้งท้องถิ่น

ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ให้ความชัดเจนที่แน่นอนว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกันแน่

“การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับชาติอะไรจะเกิดขึ้นก่อนนั้น เป็นเรื่องของนโยบายซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอไว้ว่า การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ควรกระชั้นชิดกับการเลือกตั้งใหญ่เกิน 3 เดือน เพราะจะไม่สามารถดำเนินการต่างๆ ได้ทัน” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าว

ขณะที่ กกต.ในฐานะผู้ควบคุมการเลือกตั้งก็ยังให้คำตอบไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการจัดทำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่ที่อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น เพื่อส่งให้กับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมีขึ้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นการเลือกตั้งสนามเล็กเต็มรูปแบบทั้ง 7,852 แห่งในรอบหลายปี เนื่องจากผู้บริหารท้องถิ่นกำลังทยอยพ้นจากตำแหน่งต่อเนื่อง

ดังนั้น การจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง สส. จึงมีความหมายทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต รัฐบาลจะได้เช็กกระแสดูว่าคะแนนของพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามมีความอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน รวมไปถึงฐานการเมืองของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน คสช.อยู่นั้นจะมีดีพอที่จะลงสนามใหญ่หรือไม่ด้วย

นอกจากนี้ ด้วยการที่ คสช.ยังเป็นฝ่ายคุมอำนาจน่าจะทำให้คนของพรรคการเมืองจะไม่ได้เข้าสู่สภาท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวต่อ คสช.และรัฐบาลอีกด้วย

เพียงแต่หาก คสช.ตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่จริง ก็จะมีปัญหาตามมาว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นทันกับกรอบเวลาประมาณ 90 วันหรือไม่

ต้องยอมรับว่าการพิจารณากฎหมายการเมืองที่ผ่านมา สนช.มีความเขี้ยวลากดินอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการยื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่ายมาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นหากกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเข้า สนช. สนช.คงไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอนและนั่นจะทำให้ต้องใช้เวลาการพิจารณาพอสมควร

ขณะที่หากให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ มองในภาพกว้างแล้วผลดีย่อมไม่ตกกับรัฐบาลและ คสช.เท่าใดนัก เนื่องจากจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีขึ้น ภายหลังจากที่ คสช.ได้พ้นอำนาจไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานั้นการเมืองขั้วไหนจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล

แต่จะมีข้อดีตรงที่การบริหารจัดการการเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เป็นไฟลนก้นมากนัก เมื่อเทียบกับการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง สส.

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากหลายปัจจัยทั้งหมดและนำมาชั่งน้ำหนักดูแล้ว การเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่น่าจะเป็นคุณในทางการเมืองกับ คสช.มากกว่า แต่ว่า คสช.และหน่วยงานในกำกับจะจัดการได้ทันและจะทำให้การเลือกตั้งทั้งสองสนามเข้าเป้าทางการเมืองตามที่ คสช.หวังหรือไม่ เพราะกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดนั้นค่อนข้างกระชั้นชิดพอสมควร

ถึงที่สุดแล้วถ้า คสช.เห็นว่าตัวเองได้น้อยกว่าเสีย ก็อาจต้องออกแรงใช้มาตรา 44 หรือเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อขยายเวลาการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนด 90 วัน

ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่า คสช.แค่การสร้างอภินิหารทางกฎหมายเล็กๆ ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงนัก

ม.44 ยาวิเศษ คุมเกมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561951

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 07:38 น.

ม.44 ยาวิเศษ คุมเกมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดคำถามต่อการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า เข้าข่ายแทรกแซงองค์กรอิสระและการจัดการเลือกตั้งโดยเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว แต่ยังแก้ปัญหาหรือเปิดเสรีให้พรรคการเมืองได้ดำเนินการกิจกรรมเตรียมตัวเลือกตั้งได้ไม่เต็มที่

ในการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งเกิดปัญหาตลอดและทุกเรื่อง “บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 จบปัญหาทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่ก็ยังไม่ปลดล็อกพรรคเก่า แต่เปิดทางให้พรรคใหม่เตรียมทำเรื่องธุรการได้ก่อน พร้อมขยับเงื่อนเวลาในการเคลียร์ฐานสมาชิกและจ่ายค่าสมาชิกของพรรคเก่า จากเดิมครบกำหนดวันที่ 5 ม.ค. 2561 เป็นให้เริ่มนับ 1 วันที่ 1 เม.ย. 2561 ท่ามกลางการจับจ้องจากฝ่ายการเมือง เพราะหวาดระแวงว่าอาจเป็นการแอบใช้มาตรา 44 เพื่อยืดเวลาเลือกตั้งออกไปอีก แม้ผู้นำรัฐบาลต่างออกมายืนยันว่า ทุกอย่างยังคงเดินตามโรดแมป

ดังนั้น คำสั่งมาตรา 44 ฉบับนี้เลยกลายเป็นเผือกร้อนถล่มรัฐบาลขึ้นมาทันที เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติหรือไม่ เพราะคำสั่งดังกล่าวสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบโดยเฉพาะพรรคการเมืองเดิมกับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรทหารได้ประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน

ยิ่งในขณะนั้นเกิดกระแสต้าน “บิ๊กตู่” อย่างหนัก ฐานยื้อเลือกตั้งเพราะมีเค้าลางจากข่าวลือที่ออกมาเป็นระยะๆ ว่า คสช.อาจจะคว่ำร่างพระราชบัญญัติประกอบ (พ.ร.ป.) รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ษ และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ษ เพื่อเลื่อนเลือกตั้งออกไป ยิ่งกระแสต้านโหมกระพือเป็นทวีคูณ เมื่อ “บิ๊กตู่” งัดมาตรา 44 เข้ามาแทรกแซงการจัดการเลือกตั้งผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทางการเมือง แต่ถูกมาตรา 44 ปลดกลางอากาศ สมชัย ศรีสุทธิยากร ออกจาก กกต. ฐานให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง

การใช้อำนาจมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” ถูกมองว่าแอบแฝงไปด้วยกลยื้อเลือกตั้ง ประกอบกับสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองอึมครึมเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิดในสังคมที่แบ่งออกเป็นสองซีก ระหว่างฝ่ายหนึ่งอยากเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศประชาธิปไตย เพื่อปลดแอกจากการใช้อำนาจนิยมของ “บิ๊กตู่” ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ “บิ๊กตู่” อยู่ยาวโดยไม่ต้องเลือกตั้งเพราะหวาดระแวงว่าการเมืองจะย้อนกลับสู่สภาวะเดิมๆ จากความขัดแย้งสีเสื้อเกิดชุมนุมทางการเมืองสร้างผล กระทบทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญไม่ไว้ใจนักการเมืองจะเข้ามาโกงกิน ดังนั้นจึงกลายเป็นที่มาของกระแสสังคมไทยและประชาคมโลกต่างกดดันให้ “บิ๊กตู่” ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเสียที

จึงกลายเป็นที่มาของการเปิดรูระบายผ่านเวทีการประชุมร่วมระหว่าง คสช. รัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2561 ได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการกำหนดวันเลือกตั้งคร่าวๆ ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 และช้าสุดไม่เกินเดือน พ.ค. 2562 โดยสาระสำคัญในเวทีดังกล่าว คือ ถ้อยคำของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า คสช.พร้อมใช้มาตรา 44 เพื่อ “คลายล็อก” ให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมใหญ่ เลือกหัวหน้า หรือกรรมการบริหารพรรค และเตรียมจัดทำ “ไพรมารีโหวต” ได้ แต่ห้าม “หาเสียง” อย่างเด็ดขาด

ขณะนี้ถือว่าวันเลือกตั้งชัดเจนแล้ว เมื่อ “บิ๊กตู่” ลั่นวาจาไว้เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.ชุมพร โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.ปีหน้า เมื่อวันเลือกตั้งชัดเจน แน่นอนบรรดาพรรคการเมืองต่างกดดันให้รัฐบาลเร่งคลายล็อกพรรคการเมืองเสียที

จนในที่สุด “บิ๊กตู่” เตรียมใช้มาตรา 44 ล็อตใหญ่คลายกฎเหล็กถึง 6 ข้อ เพื่อเปิดทางให้จัดกิจกรรมทางการเมืองได้ อาทิ พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติม การแบ่งเขตเลือกตั้ง การจัดทำไพรมารีโหวต การเลือกหัวหน้าหรือกรรมการพรรค รวมถึงการตั้งกรรมการเพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง การติดต่อประสานงานกันระหว่างสมาชิก และรูปแบบการหาเสียง เป็นต้น

การใช้มาตรา 44 ในครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางกฎหมาย ว่าสุดท้ายจะปูทางไปสู่การจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือต้องกลับมาพึ่งอำนาจมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” เข้ามาแทรกแซงเพื่อจบปัญหาอีก นับจากวันนี้ไปกว่าจะถึง วันที่ 24 ก.พ. 2562 “บิ๊กตู่” ยังคงต้องงัดยาวิเศษมาตรา 44 อีกกี่ฉบับถึงจะทำให้การจัดการเลือกตั้งได้ราบรื่น เพราะการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรมที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการใช้อำนาจมาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” ว่าจะจัดการเลือกตั้งได้สำเร็จ หรือล้มเหลว

รื้อไพรมารีโหวต ‘วิน-วิน’ทุกฝ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561864

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 08:01 น.

รื้อไพรมารีโหวต 'วิน-วิน'ทุกฝ่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ชัดเจนเสียทีสำหรับการ ทำไพรมารีโหวต ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยินดีจะใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“เรื่องไพรมารีโหวตนั้นจะต้องดำเนินการให้ได้ เพราะได้เขียนไว้ในกฎหมาย ในปีแรกจะมีปัญหา แต่จะแก้ไขให้สามารถทำได้ในระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับกฎหมายส่วนจะใช้มาตรา 44 หรือไม่นั้น ยืนยันว่าอะไรมีปัญหาส่วนตัวจะแก้ไขทั้งหมด เพราะเป็นอำนาจตนเองที่ต้องแก้ไขให้สามารถทำงานได้ แม้อาจจะแก้ไขไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ทำให้เกิดการเลือกตั้งตามที่ทุกคนต้องการและเพื่อให้เกิดความสงบสุข” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เดิมทีในร่างกฎหมายพรรคการเมืองเวอร์ชั่นที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เฉพาะในส่วนของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นไม่มีหน้าตาเหมือนกับกฎหมายพรรคการเมืองที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

กล่าวคือ กรธ.กำหนดขั้นตอนของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็จริง แต่ไม่ได้สร้างขั้นตอนที่จุกจิกมากนัก

กรธ.กำหนดเป็นหลักการกว้างๆ ว่า พรรคการเมืองที่ประสงค์ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือบัญชีรายชื่อ ให้รับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง และในกรณีของ สส.บัญชีรายชื่อยังต้องคำนึงถึงภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงด้วย

แต่เมื่อกฎหมายเข้ามายัง สนช. ปรากฏว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยการกำหนดขั้นตอนและรายละเอียดลงไปพอสมควร เสมือนหนึ่งเป็นการเลือกตั้งจริง เช่น การกำหนดวันเวลาในการลงคะแนน องค์ประชุมของสาขาพรรคการเมือง เป็นต้น

การตัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองของ สนช.ในเวลานั้นอยู่บนสมมติฐานที่ว่า คสช.ยังไม่ได้มีความคิดจะลงสนามเลือกตั้ง และยังไม่มีกลุ่มการเมืองใหญ่ที่อุดมไปด้วยกระแสและกระสุนออกมาประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง

วัตถุประสงค์ของกฎหมายพรรคการเมือง จึงอยู่บนพื้นฐานของการคุมเข้มพรรคการเมืองทุกตารางนิ้ว ไม่แปลกที่พรรคการเมืองจะออกมาแสดงความไม่พอใจกับการกำหนดเงื่อนไขของการทำไพรมารีโหวต

ทว่า มาถึงเวลานี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เนื่องจาก คสช.ต้องการเข้ามาสานงานต่อ และมีกลุ่มการเมืองประกาศพร้อมให้การสนับสนุน แต่เมื่อมองไปถึงกติกาตามกฎหมายพรรคการเมืองที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วบวกกับคำสั่งหัวหน้า คสช. 53/2560 ที่แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แทบจะไม่ต่างอะไรกับบูเมอแรง เพราะเป็นกติกาที่ปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้แต่พรรคที่ประกาศเชียร์บิ๊กตู่

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขไพรมารีโหวตจึงมาเป็นวาระเร่งด่วนของ คสช. ที่ต้องใช้มาตรา 44 แบบไม่ต้องเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเข้า สนช.ให้เสียเวลา ซึ่งการเกมการเมืองของ คสช.ในครั้งนี้เรียกได้ว่าทำให้ทุกฝ่าย “วิน-วิน” กันเลยทีเดียว

1.พรรคการเมืองหลุดกับดัก ต้องยอมรับว่ากฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้ คสช.ยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ตามมาอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดนโยบายพรรคการเมือง การหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติมสำหรับการทำไพรมารีโหวต

เมื่อ คสช.ยอมคลายล็อกพร้อมกับแก้ไขไพรมารีโหวต แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าหน้าตาของการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น คสช.จะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าย่อมเป็นคุณแก่ทุกพรรคการเมือง รวมไปถึงพรรคที่สนับสนุน คสช.ด้วย

2.ลดกระแสกล่าวหายื้อเลือกตั้ง ที่ผ่านมาการที่ คสช.ไม่ยอมปลดหรือคลายล็อกให้กับพรรคการเมือง ทำให้คสช.ถูกมองว่าต้องการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนหรือไม่ ยิ่งนานวันเข้า กระแสที่เคยเป็นเสียงสนับสนุนเปลี่ยนเป็นอื่น แทนที่ คสช.และรัฐบาลจะมีเวลาและสมาธิในการสร้างผลงาน กลับต้องมาคอยตอบคำถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ดังนั้น ทันทีที่ คสช.ยอมแก้ปัญหาไพรมารีโหวตและยอมให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้บางส่วน ย่อมส่งผลดีต่อ คสช.เอง เพราะจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องโรดแมปมากเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

3.พรรคการเมืองลดราวาศอกกับ คสช. อาจเป็นประโยชน์ที่ คสช.เห็นว่าน่าจะได้รับอยู่แล้ว ภายหลัง คสช.ยอมแก้ไขไพรมารีโหวตและคลายล็อกการเมือง

แน่นอนว่า ถ้าพรรคการเมืองได้รับโอกาสในการกลับมาทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อไหร่ แม้จะยังขยับตัวไม่ได้ 100% แต่ย่อมทำให้พรรคการเมืองกลับมาทุ่มเทกับการบริหารจัดการตนเองเพื่อให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งนั่นหมายถึงการลดราวาศอกในการทะเลาะกับ คสช.ไปอีกนาน

ที่สุดแล้ว หมากเกมนี้ของ คสช. จึงมีแต่ได้กับได้กับทุกฝ่าย ถึงจะได้ไม่เท่ากันก็ตาม

อภินิหาร “ยุบพรรค” ไม้ตายพิฆาต เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561776

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 13:33 น.

อภินิหาร "ยุบพรรค" ไม้ตายพิฆาต เพื่อไทย"

ทันทีที่เสียงระฆังเลือกตั้งดังขึ้น แน่นอนว่าประเด็นการยุบพรรคการเมืองจะถูกหยิบขึ้นมาท้าทายพรรคเพื่อไทยแน่นอน

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ 5 คนอย่างเป็นทางการ จะพบว่าการเมืองเริ่มมีความชัดเจนเป็นระยะ

โดยเฉพาะการกำหนดวันเลือกตั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ซึ่งสอดรับกับผลการประชุมร่วมกันระหว่าง กกต.และรัฐบาลก่อนหน้านี้

“ยืนยันว่าจะพยายามให้มีการเลือกตั้ง สส.ภายในเดือน ก.พ. 2562 แต่ถ้ามันทำไม่ได้ตามนั้น จึงจะมาพิจารณากันอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ส่วนการผ่อนปรนหรือผ่อนคลายล็อกทางการเมืองนั้น ในเดือน ก.ย.จะมีมาตรการปลดล็อกบางเรื่องให้พรรคการเมืองและ กกต.สามารถดำเนินการได้”คำยืนยันจากนายกฯ

ต้องยอมรับว่าเหตุหนึ่งที่รัฐบาลต้องออกมายืนยันความชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้ง เป็นเพราะต้องการลดกระแสต่อต้านที่เข้ามากดดันรัฐบาลและ คสช.เป็นระยะ

การทำงานตลอด 4 ปีของ คสช.กำลังกลายเป็นปัญหาที่จะมาพันตัวเอง ภายหลังผลงานของรัฐบาลหลายเรื่องยังไม่เข้าเป้าและเข้าตาประชาชนมากนัก ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน

ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า ประกอบกับจังหวะที่กำลังมีการดูดอดีต สส.เพื่อมาเป็นฐานสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพยายามหาเครื่องมือทางการเมืองอะไรก็ได้ในการเข้ามาช่วยลดแรงเสียดทาน เพื่อไม่ให้กระทบคะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะยาว

การประกาศเรื่องกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้ง จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ว่านั้น

เส้นทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง แน่นอนว่าย่อมมีสถานการณ์และเหตุการณ์ที่จะเป็นปัจจัยทางการเมือง เช่น ความชัดเจนเกี่ยวกับการทำไพรมารีโหวต ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างพยายามส่งสัญญาณกดดันให้ คสช.เข้ามาแก้ไขในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทำไพรมารีโหวตเป็นรายภาคหรือชะลอการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและอาจมีผลอย่างมหาศาลในทางการเมือง คือ การยุบพรรคการเมือง ในประเด็นนี้เริ่มมีคนของพรรคเพื่อไทยจุดประเด็นเพื่อดักทางให้เห็นกันบ้างแล้ว

“บทบาทของพรรคการเมืองต่อการแก้ปัญหาเรื่องถูกจำกัดสิทธิหรือโอกาสทางการเมืองนั้น คิดว่าทุกพรรคต้องมีหลักการร่วมกัน คือ ผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม ไม่ใช้วิธีสกปรก เช่น ยุบพรรค แจกใบแดง หรือใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคู่แข่งทางการเมือง รวมถึงทุกพรรคต้องร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ขัตติยา สวัสดิผล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุ

ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้นเริ่มมีการพูดถึงกันมาบ้าง นับตั้งแต่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้ง พร้อมกับมีความเคลื่อนไหวของอดีต สส.พรรคเพื่อไทยหลายคนเดินทางไปพบที่ต่างประเทศ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดที่มีโทษถึงยุบพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

โดยมาตรา 28 ของกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

การทำผิดตามมาตรา 28 จะมีโทษถึงยุบพรรคการเมือง ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบตามมาตรา 28 ซึ่งเดิมทีในอดีตพรรคเพื่อไทยเคยถูกตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีการมีตัวแทนเชิดมาแล้ว แต่ กกต.ในขณะนั้นมีความเห็นให้ยกข้อหาดังกล่าวไป เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บัญญัติครอบคลุมในเรื่องดังกล่าว

แต่ในปัจจุบันกฎหมายพรรคการเมืองครอบคลุมไปถึงเรื่องนอมินีเป็นการเฉพาะ ดังนั้นการขยับตัวของทักษิณอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้การใช้ทักษิณเป็นธงนำในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย อย่าง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” คงดำเนินการได้ลำบาก

ไม่เพียงเท่านี้ ผลของการยุบพรรคนั้นมีผลสาหัสพอสมควร เพราะการตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้ทำได้ง่ายเหมือนในอดีต ทั้งในเรื่องการหาสมาชิกพรรค การชำระค่าสมาชิก หรือเงินทุนประเดิมของพรรค

ยิ่งไปกว่านั้น หากกฎหมายพรรคการเมืองยังคงมาตรการทำไพรมารีโหวตเอาไว้ และเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคกลางสนาม ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เท่ากับว่าโอกาสที่ผู้สมัคร สส.จะหาพรรคสังกัดใหม่ก็อาจจะไม่ทัน เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำไพรมารีโหวตก่อนส่งผู้สมัคร สส.

แม้ชนวนเหตุของการยุบพรรคการเมืองจะยังไม่เป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ แต่ทันทีที่เสียงระฆังเลือกตั้งดังเมื่อไหร่ แน่นอนว่าประเด็นการยุบพรรคการเมืองจะถูกหยิบขึ้นมาท้าทายพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

คลายล็อกการเมือง ตัดขาไม่ให้หาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561646

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

คลายล็อกการเมือง ตัดขาไม่ให้หาเสียง

การที่คสช.ให้แค่คลายล็อกการเมืองนั้น หนีไม่พ้นเหตุผลเบื้องหลังทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับหาเสียง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คนอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งมาเป็นวิวาทะทางการเมืองเท่าใดนัก ในทางกลับกันดูเหมือนว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยินดีให้ประเทศเปลี่ยนผ่านตามโรดแมปด้วยความยินดี

ดังเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ในระยะหลังยืนยันว่ามีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน รวมถึงการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.เพื่อจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ภายหลัง กกต.เพิ่งรับตำแหน่งมาสดๆ ร้อนๆ

ในส่วนของการประชุมร่วมระหว่าง กกต.และรัฐบาลนั้นมีประเด็นน่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการส่งสัญญาณถึงกระบวนการคลายล็อกให้กับพรรคการเมืองให้เห็นออกมาแล้ว โดยจากการเปิดเผยของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ส.ค. สามารถสรุปออกได้เป็นประเด็น ดังนี้

1.คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษากลางเดือน ก.ย.

2.ให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ 6 กิจกรรม โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก คสช. หรือเรียกว่า “คลายล็อก” เช่น การจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมาชิกใหม่ และการทำในสิ่งที่คล้ายการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นต้น

3.เตรียมแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อคลายล็อกให้ทำกิจกรรรมการเมือง

4.ปัญหาเกี่ยวกับการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหม่ในการเข้าพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสม

5.การกำหนดวันเลือกตั้ง คสช.และ กกต.จะหารือให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณที่ส่งออกมาจะพบว่ามีการกั๊กจากฝ่ายรัฐบาลและ คสช.อยู่พอสมควร เนื่องจากยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองประชุมเพื่อกำหนดนโยบายพรรคการเมืองที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำหรับการเลือกตั้ง

เหตุผลที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองแบบ 100% เพราะมองว่ากรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเพียงพอต่อการหาเสียงของพรรคการเมืองอยู่แล้ว

“กรอบเวลา 150 วัน จะไม่รวมการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และเป็นระยะเวลาที่เพียงพอต่อการหาเสียงของพรรคการเมือง หากจัดการเลือกตั้งเร็วสุดในวันที่ 24 ก.พ. 2562 พรรคการเมืองก็มีเวลาหาเสียงไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งในอดีต แต่ถ้าจัดเลือกตั้งช้าสุดในเดือน พ.ค.ก็จะมีเวลาหาเสียงมากกว่าการเลือกตั้งในอดีตทุกครั้งที่ผ่านมาที่จะมีเวลาหาเสียงจริงประมาณ 30 วันเท่านั้น”การเปิดเผยของรองนายกฯ วิษณุ

แต่แน่นอนว่าการออกลูกกั๊กของ คสช.ที่ให้แค่การคลายล็อกนั้น หนีไม่พ้นการมีเหตุผลเบื้องหลังทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับตัวในการหาเสียง

เวลานี้ต้องยอมรับว่าเป็นจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะตัวเต็งนายกฯ คนต่อไปกำลังเก็บคะแนนทางการเมืองให้กับตัวเองอยู่ โดยเฉพาะการเดินสายประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ค่อนข้างถี่ในทุกภูมิภาค

โดยแต่ละพื้นที่ที่ ครม.ลงไปประชุมนั้น จะมีอดีต สส.คอยให้การต้อนรับ พร้อมกับอนุมัติงบประมาณหรือโครงการพัฒนาระยะยาวให้กับพื้นที่ ซึ่งเป็นเหมือนช่วงปลายรัฐบาลของนักการเมืองทุกรัฐบาลที่ต้องเน้นหาเสียงกันอย่างหนักในช่วงใกล้หมดวาระ

ประจวบเหมาะกับจังหวะที่พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองกำลังอ่อนแรงพอสมควร โดยเฉพาะกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ สองพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นตัวเต็งในการเลือกตั้ง ทำให้เป็นโอกาสดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้โอกาสนี้เดินหน้าเก็บแต้มให้เต็มที่

โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในทางการเมือง เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลไม่มีฝ่ายค้านเป็นหอกข้างแคร่ เวลาเดินทางไปไหน เจอแต่ดอกไม้คอยรอรับอยู่ เรียกได้ว่าชกอยู่ข้างเดียว จึงไม่แปลกที่รัฐบาลยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองหาเสียง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเริ่มทำนโยบายหาเสียงได้ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือเข้าป่า ต้องไม่ลืมว่าแม้เวลานี้จะมีบางฝ่ายคอยสนับสนุน คสช.ในทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ปฏิเสธ คสช.เช่นกัน

ยิ่งในภาวะที่ คสช.เองยังไม่มั่นใจว่าผลงานที่ตัวเองทำมานั้นจะเพียงพอต่อการซื้อใจประชาชนหรือไม่ด้วยแล้ว ย่อมไม่มีทางให้พรรคการเมืองมีเสรีภาพในการหาเสียงได้เต็มที่ เพราะเมื่อพรรคการเมืองสามารถออกนโยบายทางการเมืองได้เมื่อไหร่ สายตาของสังคมที่เคยมุ่งอยู่กับผลงานของ คสช.จะหันมาที่พรรคการเมืองทันที

พื้นที่ทางสังคมที่ คสช.กำลังคุมอยู่ จะต้องถูกแบ่งมาให้กับพรรคการเมือง มิหนำซ้ำนโยบายของพรรคการเมืองที่ออกมานั้นย่อมจะถูกนำไปเปรียบกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่

ด้วยสภาพแบบนี้จะส่งผลให้ คสช.และรัฐบาลต้องเจอกับสถานการณ์เสมือนมีพรรคฝ่ายค้านในสภาไปโดยปริยาย ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.อย่างแน่นอน

ดังนั้น การตีกรอบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

โรดแมปขยับยาก เลือกตั้งมาตามนัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561536

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 13:36 น.

โรดแมปขยับยาก เลือกตั้งมาตามนัด

ภาพรวมสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ พอสรุปได้ว่าการเลือกตั้งน่าจะมาตามนัด เว้นเสียแต่ คสช.จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 5 คนที่นำโดย “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าการเมืองกลับมามีความเคลื่อนไหวทันตา ภายหลัง กกต.ได้ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการได้มาซึ่ง สว.ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลักๆ ที่ กกต.มีการติวเข้มกันนั้นส่วนใหญ่จะหนักไปในเรื่องของการเลือกตั้ง สส. ไม่ว่าจะเป็น “การแบ่งเขตเลือกตั้ง สส.” ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองกำลังจับตาอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีส่วนได้เสียต่อพรรคการเมืองโดยตรง โดยจะเป็นแผนที่ทางการเมืองของพรรคการเมืองว่าแต่ละจังหวัดจะมี สส.เท่าใด เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการหาเสียง หรือจะเป็น “การทำไพรมารีโหวต”อันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พรรคการเมืองก็กำลังปวดหัวอยู่เช่นกัน เป็นเพราะเวลานี้ คสช.เองยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมได้เต็มที่

ส่วนการดำเนินกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. ทาง กกต.ยังไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษ เพราะด้วยตัวระบบของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ คสช.เข้ามาคัดเลือก สว.เข้าสภาในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้น หน้าที่ของ กกต.ต่อเรื่องนี้ จึงมีเพียงแค่การทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้ผู้สมัคร สว.ตุกติกเท่านั้น เพื่อนำบัญชีรายชื่อที่ผู้สมัคร สว.เลือกได้กันเองไปให้ คสช.คัดอีกครั้ง ไม่ได้มีงานยุ่งยากมากนักเมื่อเทียบกับการจัดการเลือกตั้ง สส.

แต่ความเคลื่อนไหวของ กกต.ที่ทำให้หลายฝ่ายต่างหูผึ่ง คือ การประกาศวันลงคะแนนเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562

“การเลือกตั้ง สส.คาดว่าจะมีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง สส. วันที่ 4 ม.ค. 2562 และเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 จากการพูดคุยกับ คสช.ที่ผ่านมา ขอให้เราแบ่งเขต 60 วัน ทำไพรมารีโหวต 30 วัน

การแบ่งเขตทุกจังหวัดเตรียมการไว้เบื้องต้นแล้ว แต่เป็นการแบ่งตามจำนวนราษฎรเมื่อปี 2559 ขณะนี้กรมการปกครองได้ประกาศจำนวนราษฎรปี 2560 แล้ว จึงขอให้ทุกจังหวัดกลับไปพิจารณาเรื่องแบ่งเขตให้สอดคล้องกับจำนวนราษฎรที่มีการประกาศใหม่” เป็นปฏิทินที่ ณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. ระบุ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น คสช.หรือแม้แต่ กกต.ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 ยังไม่ใช่วันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปตามวันดังกล่าว โดยเฉพาะการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม

แต่กระนั้น ถ้าจะนับนิ้วมือเพื่อคำนวณวันเลือกตั้งกันจริงๆ ต้องยอมรับว่าวันเลือกตั้งจะอยู่ในกรอบช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562

กล่าวคือ หากช่วงกลางเดือน ก.ย. ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาจะเริ่มนับวันเลือกตั้งภายใต้สูตร “90+150=วันเลือกตั้ง” ทันที โดยเมื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะต้องรอเวลาอีก 90 วันเพื่อให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับสมบูรณ์ 100% จากนั้นจะเริ่มนับไปอีก 150 วันเพื่อเป็นวันที่ประชาชนจะถือบัตรประชาชนเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง

จากตัวเลขดังกล่าวเมื่อนำมาคิดแล้วจะประมาณ 240 วัน หรือราว 8 เดือน ซึ่งจะไปอยู่ที่เดือน พ.ค. 2562 ดังนั้น หากกฎหมายประกาศใช้เมื่อไหร่ โรดแมปเลือกตั้งน่าจะเป็นไปตามนี้

ทว่า การเลือกตั้งที่ว่าน่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการขันหมากรอเก้อได้เช่นกัน

สถานการณ์การเมืองในเวลานี้มีการแบ่งทางความคิดออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ 1.ฝ่ายอยากให้เลือกตั้ง และ 2.ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งในขณะนี้ ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างอ้างเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตัวเอง

ฝ่ายอยากเลือกตั้ง มองว่าถึงเวลาที่ต้องคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศไทย เพื่อไม่ให้ต่างชาติใช้เงื่อนไขความไม่เป็นประชาธิปไตยมากดดันทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย ส่วนอีกฝ่ายยังไม่ต้องการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าประเทศไทยยังไม่มีความสงบทางการเมืองอย่างแท้จริง

เมื่อโฟกัสไปที่ คสช.แล้วจะพบว่า คสช.ให้น้ำหนักกับความสงบพอสมควร ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.หลายครั้งในทำนองว่ายินดีจะให้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของความสงบ

แต่กระนั้น ถ้า คสช.อยากจะเลื่อนเลือกตั้งจริงๆ ก็ทำได้ โดยแค่เพียงใช้มาตรา 44 หรือให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อยืดเวลาการให้มีผลใช้บังคับเพิ่มเติมออกไปอีก จากเดิมที่กำหนดไว้ 90 วัน

การแก้ไขกฎหมายไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับ คสช. เพราะ สนช.ก็พร้อมจะสนองรับความต้องการของ คสช. แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความชอบธรรมทางกฎหมายอย่างเดียว

ส่วนความชอบธรรมทางการเมืองนั้นภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ คสช.อาจมีไม่มากพอที่จะทำเรื่องใหญ่อย่างนั้น เพราะเพียงแค่ สนช.จะแก้ไขกฎหมาย กกต.ของ สนช.ยังล่มไม่เป็นท่า ภายหลังเจอแรงต้านหนัก คงไม่ต้องบอกว่าถ้าเลื่อนเลือกตั้งแล้ว คสช.จะเจออะไรบ้าง

ที่สุดแล้ว การเลือกตั้งน่าจะมาตามนัด เว้นเสียแต่ คสช.จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ปั่นป่วนวุ่นวาย ปัจจัยเดียวล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561387

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

ปั่นป่วนวุ่นวาย ปัจจัยเดียวล้มเลือกตั้ง

เงื่อนไขเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายที่จะเป็นชนวนไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงอาจเป็นเหตุผลที่เหลืออยู่เพียงเหตุผลเดียวที่มีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นทำให้เลื่อนการเลือกตั้ง

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ไม่แปลกที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาแสดงความคิดความเห็นไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 พร้อมระบุว่าปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวที่ดำเนินอยู่ขณะนี้เป็นเพียงแค่​ “เผาหลอก” เท่านั้น

“เราเช็กดูรู้ว่าพรรคการเมืองเขาเตรียมการหรือกำหนดการเลือกตั้งจริงหรือเปล่า คือที่เดินอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เผาหลอกกันทั้งนั้น เพราะว่าในแวดวงการเมืองมันไม่ได้มีความลับอะไร แต่ละพรรคการเมืองไม่มีใครขยับจริง” จตุพร กล่าว​

ในเมื่อเสียงสะท้อนจากบรรดาคนการเมืองหลายๆ คนยังไม่มีใครปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2562 อย่างที่คนในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมายืนยันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป

ประเมินจากสัญญาณก่อนหน้านี้หลายคนเชื่อว่าหากฝั่ง คสช.ยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งก็คงยากจะเกิดขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเลือกตั้งแล้วขั้วอำนาจเก่ากลับมามีอำนาจเหมือนที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้สิ่งที่ คสช.ทำมาตลอด 4 ปี ต้องสูญเปล่าแล้วยังอาจเกิดปรากฏการณ์ไล่เช็กบิลภายหลังด้วย

แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วความพยายามต่างๆ ทั้งการเร่งสร้างฐานเสียงในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยการ “ดูด” ซึ่งขยายวงกว้างและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการดำเนินการของ “กลุ่มสามมิตร” ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเอาเปรียบคู่แข่งคนอื่นๆ ที่ยังถูกล็อกจากคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

อีกด้านหนึ่งที่ผ่านรัฐบาล คสช.เร่งสร้างผลงานผ่านโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่หลายระลอก เจาะจงช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ซึ่งถือเป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศอันจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งในอนาคต

โค้งสุดท้ายยังเห็นการตระเวนเดินสายลงพื้นที่จัด ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง เจาะพื้นที่ของกลุ่มการเมืองพรรคต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมอนุมัติหลักการเห็นชอบตามความต้องการของคนในพื้นที่ที่ชงเรื่องขึ้นมาถึงรัฐบาลได้โดยตรง

แต่ว่าทั้งหมดยังไม่เพียงพอที่จะดึงคะแนนเสียงให้กับพรรคของ คสช. จนจะสามารถชนะการเลือกตั้ง หรือมีคะแนนเสียงเพียงพอจะใช้กลไกตัวช่วยอย่าง 250 สว.เฉพาะกาลเข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

​ทำให้สัญญาณเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจนหรือทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอน ​

ยิ่งหากย้อนกลับไปดูท่าทีกลับไปกลับมาจากคนใน คสช.และแม่น้ำ 5 สาย ตลอดจนพฤติกรรมที่ผ่านมาจนมีผลให้กำหนดการเลือกตั้งต้องขยับออกไปหลายรอบแล้ว ล้วนแต่ทำให้ปักใจเชื่อได้ยากว่าจะไม่มีการบิดพลิ้วหรือมีความพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปเหมือนที่ผ่านมาอีก

ทั้งที่ในแง่ความเป็นไปได้​แล้ว “ปัจจัย” ที่จะมีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นจะทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนั้น แทบจะไม่เหลือให้หยิบยกมาอ้างได้แล้ว แต่หากจะเลื่อนจริงก็สามารถไปหาเหตุผลมาอธิบายได้อยู่ดี

ล่าสุด “เงื่อนไข” ที่หลายคนเป็นห่วงกันว่าจะถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไป อย่างการเข้าชื่อของสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) เพื่อเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ถูกถอนออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากเดิมที่ สนช.จำนวนหนึ่งพยายามเข้าไปล้มกระบวนการสรรหา “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างที่ กกต.ชุดก่อนหน้านี้ ได้เริ่มต้นกระบวนการไปเป็นที่เรียบร้อยและมีผู้เห็นว่าจากรายชื่อที่ปรากฏนั้นดูจะไม่เข้าตาและอาจมีปัญหาต่อไปในอนาคต

ระหว่างที่กำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ไปจนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของการออกมาเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายจะหาเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ สุดท้าย สนช.กลุ่มนี้ก็ได้ขอถอนร่างออกไป หลังจากมีการโปรดเกล้าฯ ตั่งแต่ กกต. 5 คน ใหม่เป็นที่เรียบร้อย

ที่สำคัญการเริ่มต้นเข้ามาทำหน้าที่ของ กกต.ใหม่ทั้ง 5 คนนั้นยังเป็นการตัดตอนปัญหาอื่นๆ ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงออกไปโดยเฉพาะในแง่การปฏิบัติงานช่วงรอยต่อของ กกต.ชุดเก่าและชุดใหม่ อันอาจเป็นเหตุให้ถูกหยิบยกไปเป็นเหตุผลสำหรับการเลื่อนเลือกตั้ง

แต่เมื่อทั้งสองปมปัญหาถูกปลดสลักเรียบร้อย เหตุผลที่จะทำให้เลื่อนเลือกตั้งจึงแทบไม่เหลือให้หยิบยกมาอ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว โดยเฉพาะกับปัจจัยเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายที่ถูกพูดถึงมาตลอด

สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โชา นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า “ปีหน้าก็ต้องเลือกอย่างไรก็ต้องเลือก เว้นแต่มันจะตีกันจนเลือกไม่ได้ หรือจะตีกันแล้วก็เลือกตั้งกันไป เลือกก็เลือกสิ คราวก่อนก็ตีกันมาครั้งหนึ่งแล้ว ตนก็หวังว่ามันจะไม่มีเกิดขึ้นอีก เพราะไม่ได้อยากจะให้เลือกตั้งถ้ายังตีกัน แต่ถ้าอยากจะเลือกก็เลือกกันไป”

เงื่อนไขเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายที่จะเป็นชนวนไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงจึงอาจจะเป็นเหตุผลที่เหลืออยู่เพียงเหตุผลเดียวที่มีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นทำให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะความวุ่นวายดังกล่าวจะต้องส่อเค้ารุนแรง ไม่ใช่แค่การด่าพอ โต้เถียงกันไปมา ซึ่งถือเป็นปกติที่ในสังคมย่อมจะมีความเห็นต่างกันได้

ทั้งหมดจึงต้องจับตาดูว่าจากนี้ต่อไปจะมีเหตุปัจจัยอะไรเกิดขึ้นจนจะเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหรือไม่

5 ปมร้อน รอพิสูจน์ฝีมือ’กกต.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561114

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 08:27 น.

5 ปมร้อน รอพิสูจน์ฝีมือ'กกต.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คน อันเป็น กกต.ชุดแรกสเปกเทพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลให้ กกต.ชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ไปโดยปริยาย

กกต.ชุดใหม่ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.อิทธิพร บุญประคองประธาน กกต. 2.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ 3.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ เป็น กกต. ส่วนที่เหลืออีก 2 คน ที่มาจากคณะกรรมการสรรหานั้นคาดว่าน่าจะได้ตัวบุคคลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ กกต.ใหม่ป้ายแดงจะมีเพียงแค่ 5 คน ไม่ครบ 7 คน ตามรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.กำหนดให้ กกต.ที่มีอยู่ 5 คน สามารถเป็นองค์ประชุมและทำหน้าที่ตามกฎหมายได้

เท่ากับว่าการทำงานของ กกต.กำลังนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อดูสถานการณ์เวลานี้แล้วมีอย่างน้อย 5 เรื่อง ที่กำลังรอพิสูจน์ฝีมือการทำงานของ กกต.

1.การสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง เป็นกลไกและเครื่องมือใหม่ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.สร้างขึ้นมา เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับ กกต.ในการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง จากเดิมที่ใช้ระบบ กกต.จังหวัด แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แถมยังมีปัญหาว่า กกต.จังหวัดตามกฎหมายฉบับเก่ายังไปใช้อำนาจสร้างอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

โดยออกแบบให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีวาระการทำหน้าที่ที่ไม่นานมากนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ไปใช้อำนาจในทางที่ มิชอบ ซึ่ง กกต.ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งไปได้เริ่มกระบวนการสรรหาไปแล้วทั้งสิ้น 616 คน และอยู่ในระหว่างการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีผู้ที่ผ่านการสรรหาคนใดบ้างที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายก่อนจะลงนามรับรองต่อไป

งานนี้ กกต.ชุดใหม่ จะเข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองและตรวจสอบในขั้นสุดท้าย เพื่อให้ได้คนที่สามารถไว้วางใจได้มากที่สุด แน่นอนว่าย่อมได้เห็นกระบวนการคัดกรองแบบเข้มข้นมากที่สุด เพราะ กกต.ชุดนี้จะเข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปี จึงต้องการให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

2.การทำไพรมารีโหวต แม้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ กกต.โดยตรง เพราะเป็นภาระของพรรคการเมืองที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิเช่นนั้นจะ ไม่สามารถสมัครลงเลือกตั้งได้ แต่ กกต.มีหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าภาพในการเข้ามาตรวจสอบความสุจริตของการทำไพรมารีโหวต ไม่ว่าที่สุดแล้วการทำ ไพรมารีโหวตจะเป็นแบบรายจังหวัดหรือรายภาคก็ตาม

การเข้ามาดูเรื่องนี้ของ กกต. มีผลต่อพรรคการเมืองพอสมควร หาก กกต.เข้ามาตรวจสอบและพบความ ไม่ชอบมาพากล จะมีผลให้ผู้สมัครและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังกล่าวต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย ซึ่งเป็นบทลงโทษที่สาหัสพอสมควรตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

3.ตรวจสอบพลังดูดและยุบพรรค เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มมีฝ่ายการเมืองบางพรรคได้ออกมาเรียกร้องให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบ ภายหลังกลุ่มสามมิตรใช้โอกาสที่ตัวเองยังไม่ได้มีสถานะในทางการเมืองเดินสายทาบทามอดีต สส.ให้เข้ามาอยู่ในสังกัด ทั้งๆ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้ปลดล็อกให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่น่าจับตาว่า กกต.ชุดนี้ที่เกิดมาในยุคของ คสช.จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป

ไม่เพียงแต่เรื่องดูดอดีต สส.เท่านั้นที่เป็นเผือกร้อนของ กกต. เพราะยังมีกรณีของพรรคเพื่อไทยที่กำลังรอให้ กกต.ชุดนี้เข้ามาตรวจสอบเช่นกัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะชนะการเลือกตั้ง อันเป็นประเด็นที่อาจนำมาซึ่งการตรวจสอบของ กกต.ว่าเข้าข่ายกรณีที่คนนอกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งมีบทลงโทษพรรคการเมืองตามเช่นกัน

4.สรรหา สว. วุฒิสภาชุดแรกตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญจะมีจำนวน 250 คน แบ่งเป็น 200 คน จากการสรรหาของ คสช. ส่วนที่เหลือจะได้มาจากการเลือกกันเองของ ผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ก่อนมาให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

ในส่วนของการเลือก 50 คนนี่เองที่ กกต.จะเข้ามากำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลทั้งในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ คสช.ต้องการได้คนที่ คสช.ไว้ใจได้มาเป็น สว. ดังนั้น กกต.จะเป็นกลไกหลักที่จะเข้ามาสกรีน สว.ในเบื้องต้นก่อนไปถึงมือของ คสช.

5.คุมนโยบายรัฐบาล รัฐธรรมนูญได้ออกแบบให้ กกต.เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ประกอบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มาตรา 48 ยังบัญญัติให้ กกต.มีอำนาจสอบสวนการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่มีพฤติการณ์อันอาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ตลอด 7 ปี การทำหน้าที่ของ กกต.นับจากนี้ไปนั้นกำลังมีงานใหญ่รออีกมาก ซึ่งมาพร้อมกับบทพิสูจน์ความเป็นกลางขององค์กรอิสระอย่าง กกต.

‘บิ๊กป้อม’พ้น คตช. พยุงภาพเอาจริงปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561102

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 06:57 น.

'บิ๊กป้อม'พ้น คตช. พยุงภาพเอาจริงปราบทุจริต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับว่ามีนัยทางการเมืองสูงจนอาจส่อเค้าเกิดเป็นรอยร้าวรุนแรงขึ้นในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

ชนวนเกิดจาก “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แบบไม่ไว้หน้ารื้อใหญ่คณะกรรมการ คตช.ยกชุด ดูผิวเผินรายชื่อคณะกรรมการ คตช.ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ยกเว้นชื่อ “บิ๊กป้อม” หลุดตำแหน่งที่ปรึกษา คตช.เท่านั้นเอง จึงไม่น่าแปลกใจเหตุใดสัปดาห์ก่อน “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ใส่คอนเวิร์สเดินสวนทางกันตลอดระหว่างไปร่วมงานสำคัญของกองทัพ เมื่อคนหนึ่งมา ส่วนอีกคนหนึ่งกลับไปพอดี แถมยังไม่ทักทายหรือมองหน้ากันอีก กลายเป็นชนวนน่าคิดทางการเมืองถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ยังดีกันอยู่หรือไม่

ก่อนจะมาถึงแตกหักตรงจุดนี้ คงจำกันได้ก่อนหน้านี้เกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในบอร์ด คตช. เมื่อ “ต่อตระกูล ยมนาค” หัวเรือใหญ่ภาคเอกชนเข้ามานั่งเป็นประธานอนุกรรมการด้านทุจริต  คตช. จู่ๆ ก็ออกโรงมาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร แบบไม่ไว้หน้า ด้วยการยื่นจดหมายเปิดผนึกกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ปลด พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งกรรมการ คตช. เพราะรับไม่ได้กับคดีที่ “บิ๊กป้อม” ติดมลทินคดีนาฬิกาหรูกับแหวนเพชร ที่อ้างว่ายืมเพื่อนมาใส่ คดียังค้างอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยข้อหาไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฐานร่ำรวยผิดปกติ จึงเป็นที่มาว่าเหตุใดตลอดหลายเดือนตั้งแต่ตั้ง คตช. ไม่มีการเรียกประชุม คตช.ชุดใหญ่เลย

ความเคลื่อนไหวของ “ต่อตระกูล” สั่นสะเทือนภาพลักษณ์รัฐบาลด้านปราบโกงเรตติ้งตกวูบ เพราะถูกมองว่า “บิ๊กตู่” ปกป้องพวกพ้อง ที่ร้ายไปกว่านั้นคือสร้างความผิดหวังให้กับภาคเอกชนในวงกว้างที่เคยให้ความเชื่อมั่นและความร่วมมือกับรัฐบาล คสช. เพราะไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดคล้อยตามข้อเสนอภาคเอกชนเรื่องปราบโกงได้มากเท่า “บิ๊กตู่” อาทิ งัดมาตรา 44 เด้งข้าราชการตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือแม้แต่นักการเมืองท้องถิ่นนับร้อยคนต้องพักงาน หรือบางคนต้องชดใช้กรรมในคุกหากพัวพันการทุจริต หรือการออกกฎหมาย พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก แก้ปัญหาเรียกเงินใต้โต๊ะจากการขออนุญาตต่างๆ จากภาครัฐ รวมทั้งการใช้ข้อตกลงคุณธรรม และอี-บิดดิ้ง ทำสัตยาบันระหว่างหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ท้องถิ่นกับผู้รับเหมา มาสาบานว่าจะไม่ฮั้วประมูล นับเป็นผลงานเข้าตาภาคเอกชน

พอ “บิ๊กตู่” นิ่งเงียบกับข้อเสนอปลด “บิ๊กป้อม” อีกไม่นาน “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในฐานะกรรมการ คตช.อีกคน ก็ออกมาผสมโรงสำทับควรเด้ง “บิ๊กป้อม” ถึงขนาดพูดว่าถ้าผู้ใหญ่ในรัฐบาลทำอะไรที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เป็นแบบนี้แล้วจะทำให้ประชาชนที่สนับสนุนถดถอยไปด้วย

ปมนาฬิกาเพื่อนวนกันใส่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เป็นแรงกดดันทางการเมือง “บิ๊กตู่” เป็นเพียงชนวนก่อนถึงจุดระเบิด แต่ตลอดเกือบ 4 ปี “บิ๊กป้อม” โดนถล่มหนักเกี่ยวกับภาพลักษณ์ไม่เคลียร์มาโดยตลอด อาทิ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ในกองทัพ โครงการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน 3 ลำ โดยคณะกรรมการคัดเลือกเรือดำน้ำมีมติคัดเลือกซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน รุ่น S-26T รวมอาวุธและอะไหล่ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสร้างแสนยานุภาพทางการทหารและพิทักษ์น่านน้ำของประเทศไทย

โครงการนี้ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความเหมาะสม เนื่องจากเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้งบประมาณมหาศาลในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจขาลง และในภาวะปกติเรือดำน้ำมีสมรรถนะด้านการรบไม่ใช่การช่วยชีวิต ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหรือใช้ปราบโจรสลัดได้

อีกเรื่องที่ “บิ๊กป้อม” โดนถล่มจนภาพลักษณ์สาหัสไม่แพ้กันคือ ตอน “บิ๊กป้อม” นำคณะเกือบ 40 ชีวิตร่วมทริปบินหรูไปปฏิบัติภารกิจประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อย่างไม่เป็นทางการ ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2559 เป็นการเดินทางแบบเช่าเหมาลำเครื่องบินของบริษัท การบินไทย ใช้งบประมาณไป 20 ล้านบาท จนถูกสังคมเสียดสีถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน เพราะแค่ค่าอาหารค่าใช้จ่ายก็ปาไป 6 แสนบาท รวม 4 มื้อ แถมยังมีการเสิร์ฟไข่ปลา คาเวียร์ เฉพาะที่นั่งชั้น 1 มีเพียง 9 ที่นั่งสำหรับวีไอพีในทริป ส่วนที่นั่งที่เหลือทั้งลำบรรจุได้ 416 ที่นั่งว่างโล่ง

แม้จะมีกระแสออกมาเรียกร้องทั้งให้ปลดหรือปรับ “บิ๊กป้อม” ออกจาก ครม. สุดท้ายก็เงียบหายไปแบบไร้ร่องรอย แต่คำสั่งมาตรา 44 ที่ปลด “บิ๊กป้อม” ออกจากบอร์ด คตช.ครั้งนี้ จึงทำให้คาดการณ์กันต่างๆ นานาว่าจะสร้างรอยบาดหมางใน คสช. และบทสรุปอนาคตทางการเมืองของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ใน ครม. และ คสช.ต่อไปจะลงเอยอย่างไร ต่อไปยิ่ง “บิ๊กตู่” ต้องตรึงภาพลักษณ์ด้านปราบโกงซึ่งเป็นจุดแข็งในการทำคะแนนนิยมปูทางการเมืองสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า จึงต้องกลั้นใจทำบางอย่างเพื่อให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย