อุ้ม”สามมิตร”ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561040

  • วันที่ 16 ส.ค. 2561 เวลา 12:37 น.

อุ้ม"สามมิตร"ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายกลับเหมือนถูกเลือกปฏิบัติและบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียมย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณไฟเขียวจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เสมือนใบเบิกทางให้ท้าย “กลุ่มสามมิตร” สามารถเดินหน้าเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมืองได้แบบไม่ต้องกังวลข้อจำกัดเรื่องคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามพรรคการเมืองอื่นๆ เคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“กลุ่มสามมิตรเป็นใคร เป็นพรรคการเมืองหรือยัง ที่รู้เขายังไม่ได้เป็นพรรค”พล.อ.ประวิตร ให้เหตุผลว่า ถ้าเป็นพรรคการเมือง หรือเป็นสมาชิกอยู่ในพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้

ที่สำคัญในประเด็นขัดคำสั่ง คสช.นั้น กลับระบุว่า ไม่ทราบว่ากลุ่มสามมิตรไปเคลื่อนไหวแบบไหน อีกทั้งรัฐบาลและ คสช.ไม่ได้วางกรอบอะไรว่าการเคลื่อนไหวแบบใดเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ก็ว่าไปตามกฎหมาย

คำพูดจากปาก พล.อ.ประวิตร จึงคล้ายประกาศิตอุ้มให้กลุ่มสามมิตรสามารถเดินหน้าทั้ง “ดูด” หรือ “เคลื่อนไหว” ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แบบไร้ข้อจำกัดถึงขั้นเคยรับปากผู้นำท้องถิ่น จ.นครราชสีมา ว่าจะนำข้อเสนอเรื่องแยก อ.บัวใหญ่ ออกเป็นจังหวัด ไปจนถึงการขอขึ้นเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล อันนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าทั้งเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สวนทางจากก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งแค่ออกมาแสดงความคิดความเห็นยังถูกห้ามปราม หลายคนถึงขั้นเรียกตัวไปปรับทัศนคติ อีกทั้งการจัดสัมมนาเวทีวิชาการที่ถูกทหารเข้าไปควบคุมหรือสั่งล้มเวทีในหลายพื้นที่

แม้แต่กรณี สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และออกตัวเตรียมลงพื้นที่เดินสายพบประชาชน แต่ทาง พล.อ.ประวิตร ยังออกมาปราม เพราะ คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรม

สุดท้าย “กลุ่มสามมิตร” จึงกลายเป็นกลุ่มเดียวที่สามารถเคลื่อนไหวได้ในเวลานี้ และยังไม่มีทีท่าจะหยุดหรือยกเลิกการเดินสายทำกิจกรรมในพื้นที่ ล่าสุดยังประกาศเตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สอดรับกับที่ ดร งามธุระ ที่ปรึกษากฎหมายกลุ่มสามมิตร ออกมาชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรทำได้ เพราะกลุ่มสามมิตรไม่ได้มีสภาพเป็นพรรคการเมือง การลงพื้นที่เป็นเพียงแต่ไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านเพื่อหาทางช่วยแก้ปัญหา และการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มสามมิตรไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมชนทางการเมืองกันเกิน 5 คน

“กลุ่มสามมิตรมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือสร้างความวุ่นวายแก่บ้านเมือง แต่ไปร่วมสร้างความเข้าใจให้คนไทยรักกัน ดังนั้นกิจกรรมของกลุ่มจึงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายทุกประการ”

อีกด้านหนึ่งสัญญาณจากบิ๊ก คสช.ที่ปรากฏเช่นนี้ ยังอาจมีผลต่อทิศทางการพิจารณาเอาผิดของบรรดาองค์กรอิสระที่จะต้องทำหน้าที่พิจารณารับเรื่องร้องเรียนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรขัดต่อกฎหมายหรือไม่อย่างไรด้วย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการ เลือกตั้ง (กกต.) เคยออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า แม้กลุ่มสามมิตรยังไม่จดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง โดยเป็นเพียงกลุ่ม แต่ถ้าเป็นกลุ่มการเมืองแล้วมาอ้างว่าเป็นพรรคการเมือง จะเป็นความผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ส่วนกรณีจะขัดกับคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องดูหลายอย่างประกอบกัน ต้องไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะการจะลงโทษใครต้องชัดเจน กกต.ตรวจสอบทุกเรื่อง หากมีเหตุอันควรสงสัยสามารถดำเนินการได้

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายถูกมองว่ามีหลายมาตรฐาน กลุ่มการเมืองที่มีความใกล้ชิดอำนาจรัฐสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ขณะที่พรรคการเมืองอื่นยังไม่อาจแม้แต่จะออกมาแสดงความคิดความเห็น ย่อมเป็นชนวนสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายเริ่มต้นนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง

ปัญหานี้มีแต่จะซ้ำเติมเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการช่วงชิงความได้เปรียบให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและย้อนกลับมาฉุดความเชื่อมั่น คสช.และพรรคการเมืองของ คสช.ที่ออกตัวได้ก่อนกรรมการเป่านกหวีดให้เริ่มการแข่งขัน

ยิ่งกิจกรรมของกลุ่มสามมิตรที่มีทั้งเรื่องดูด และหลายเรื่องยังเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ ทั้งหมดยิ่งทำลายความสง่างามของพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช. ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทำตัวอย่างวางบรรทัดฐานการเมืองที่ดีให้สมกับที่เคยประกาศจะเดินหน้าปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จลุล่วงให้ได้

ที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อกฎกติกา ซึ่งแม่น้ำ 5 สายพยายามออกแบบมาเพื่อตีกรอบควบคุมการกระทำของบรรดานักการเมืองตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องให้ประพฤติตัวอยู่ในแนวทางบรรทัดฐานที่ควรจะเป็นนั้น สุดท้ายการบังคับใช้กฎหมายกลับเหมือนถูกเลือกปฏิบัติและบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียมย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

แถมยังจะพานกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ อันจะเป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลในระบบนิเวศการเมืองในอนาคต

เกียร์ถอย “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ลดแรงต้านก่อนไฟลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560921

  • วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 12:36 น.

เกียร์ถอย "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ลดแรงต้านก่อนไฟลาม

หมากเกมนี้กำลังเดินเข้าสู่ตอนสุดท้ายที่จะได้เห็นว่า 36 สนช.จะหาทางลงจากหลังเสืออย่างไร เพื่อไม่ให้ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของสังคม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดูท่าว่าจะบานปลายเป็นประเด็นการเมืองแล้ว ภายหลังเสียงท้วงติงจากภายนอกต่อเรื่องนี้มากพอสมควร

เดิมทีกฎหมาย กกต.ที่ สนช.ได้ตัดต่อจากต้นฉบับที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมานั้นไม่ได้ไปแตะต้องอะไรมากนัก ยังปล่อยให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อต้องการให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่แทน กกต.จังหวัด ซึ่งมีปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะความเป็นกลางทางการเมืองและความใกล้ชิดกับนักการเมือง จึงต้องให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มาจากกระบวนสรรหาจากหลายภาคส่วน

แต่ปรากฏว่าโครงสร้างของคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งได้กำหนดให้ กกต.สามารถไปออกระเบียบเพื่อออกแบบวิธีการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งเอาเอง จนกระทั่ง กกต.สามารถสรรหาบุคคลได้มา 616 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังข้อมูลจากภาคประชาชนว่ามีใครที่เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง หรือกรณีอื่นๆ ที่อาจทำให้ขาดคุณสมบัติและเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ระหว่างนี้ สนช.กลับพยายามเสนอร่างกฎหมายเพื่อล้มกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ภายใต้ข้ออ้างว่าต้องการให้กระบวนการสรรหาที่บัญญัติไว้ในระเบียบของ กกต.ได้รับการยกระดับมาอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแทน เพื่อให้กฎหมายมีนิติฐานะที่มีความมั่นคงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้สมาชิก สนช.จำนวน 36 คน ที่ริเริ่มเรื่องนี้จะอ้างว่ามีข้อดีขนาดไหน แต่ไม่อาจทำให้ลดกระแสต้านไปได้ เพราะสิ่งที่สมาชิก สนช.กำลังดำเนินการนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับการล้ำเส้นเข้าไปในพื้นที่การทำงานของ กกต. เสียงวิจารณ์ในมุมนี้ไม่ได้มีแค่จากบุคคลภายนอกเท่านั้น แม้แต่คนใน สนช.ด้วยกันเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก

สนช.จำนวนไม่น้อยได้มีการมองว่าหากสมาชิก สนช.36 คน เดินหน้าแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ แม้จะมีสิทธิเข้าชื่อแก้ไขได้ แต่อาจสร้างปัญหาในอนาคต

โดยปกติแล้วการแก้ไขหรือการเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรเป็นไปในรูปแบบที่องค์กรอิสระเสนอมายังสภา โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอเข้าสภา หากไปใช้ทางลัดแบบที่สมาชิกสนช.จำนวน 36 คนกำลังทำอยู่ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติเสนอกฎหมายล้วงลูกองค์กรอิสระได้ และผลร้ายจะลามมาถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย

จากช่องโหว่ที่สมาชิก สนช. 36 คนพยายามเปิดไว้ดังกล่าว จะนำมาซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต เพื่อเดินหน้าใช้เสียงข้างมากแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ไม่เป็นคุณกับนักการเมือง เช่น พรรคการเมืองที่มีการทำไพรมารีโหวต หรืออาจลามไปถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นต้น

ถึงเวลานั้นถ้าสภานักการเมืองทำขึ้นมาโดยอ้างแนวทางที่ สนช.ทำไว้ ไม่มีอะไรที่จะมาต้านสภานักการเมืองได้ เนื่องจาก สนช.ได้สร้างบรรทัดฐานไว้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเขี่ยลูกเข้าเท้าฝ่ายตรงข้ามเข้าอย่างจัง ซึ่งย่อมเป็นเรื่องที่ คสช.ไม่ค่อยพอใจอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ได้เห็นแรงกดดันภายใน สนช. ด้วยกันเองในการให้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากระบบของ สนช.

“ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ต้องถอย แต่ถ้าเสียงสนับสนุนมากกว่าก็เดินตามกระบวนการ และถ้าเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของวิป สนช.จะชัดเจนว่าจะเดินหน้าหรือไม่” การให้สัมภาษณ์ที่แสดงนัยทางการเมืองจาก ‘สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย’ รองประธาน สนช.คนที่ 1

อย่างไรก็ตาม หากที่สุดแล้วสมาชิก สนช. 36 คน ต้องถอนกฎหมายฉบับนี้ออกไปจริง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความพ่ายแพ้แบบหมดรูป แต่กลับเป็นชัยชนะเล็กๆ ต่างหาก เพราะสามารถทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันยุติการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งได้

ดังนั้น หมากเกมนี้กำลังเดินเข้าสู่ตอนสุดท้ายที่จะได้เห็นว่า 36 สนช.จะหาทางลงจากหลังเสือเรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของสังคม

“ไพรมารีโหวต” จุดป่วน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560800

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 09:48 น.

"ไพรมารีโหวต" จุดป่วน คสช.

การยื้อเวลาปลดล็อก แล้วขยับปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการทำไพรมารีโหวตจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องกับสิ่งที่ คสช. ประกาศ

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมยกเลิกข้อบัญญัติ​บางประการในคำสั่งหัวหน้า คสช. รวมทั้งประเด็นการปลดล็อกทางการเมืองเพื่อให้แต่ละพรรคสามารถดำเนินการอันสอดรับกับแนวทางตามกฎหมายใหม่โดยเฉพาะการจัดทำไพรมารีโหวต

เบื้องต้นที่ประชุมเคาะเหลือ​ 2 แนวทางในการจัดทำไพรมารีโหวต คือ 1.การทำจัดทำไพรมารีโหวตระดับภาค และ 2.ใช้วิธีการอื่นๆ ในการรับฟังความคิดเห็นสมาชิกพรรคในการคัดเลือกผู้สมัครตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ร่างไว้ตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ คสช.เห็นชอบทั้งสองแนวทางดังกล่าวเพราะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง

ส่วนแนวทางการยกเลิกไพรมารีโหวตที่บรรดาพรรคการเมืองเคยเรียกร้อง เพราะเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคให้กับพรรคการเมืองบางพรรคนั้น สุดท้ายถูกตีตกไปเพราะสุ่มเสี่ยงจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร เนื่องจากไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก

ปัญหาอยู่ที่แม้จะไม่ได้ยกเลิกการทำไพรมารีโหวตเสียทีเดียว แต่การปรับรูปแบบจากไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งหรือระดับจังหวัดมาเป็นระดับภาคนั้น แทบจะไม่สามารถสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่กับการคัดเลือกผู้สมัครเบื้องต้นของแต่ละพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นสมาชิกได้แท้จริง

ที่สำคัญกระบวนการจัดทำไพรมารีโหวตนั้นถือเป็นอีกดัชนีชี้วัดที่สำคัญกับแนวทางการปฏิรูปการเมือง โดยเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองที่ตัวเองเป็นสมาชิกหากสุดท้ายไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นใน คสช.

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ แต่ละพรรคการเมืองล้วนแต่ประกาศตัวแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎกติกาใหม่อย่างเคร่งครัดแล้ว ขอเพียงแค่ให้ทาง คสช.ยอมปลดล็อกคำสั่ง คสช. เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองได้มีเวลาดำเนินการทำไพรมารีโหวตให้แล้วเสร็จทันเวลา

การยื้อเวลาปลดล็อกออกมาเรื่อยๆ แล้วขยับปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการทำไพรมารีโหวตจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องกับสิ่งที่ คสช. ประกาศจะเดินทางวางบรรทัดฐานการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้น

ย้อนไปก่อนหน้านี้ มีชัย ​ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่าการจัดทำไพรมารีโหวตระดับภาคแทนนั้น เหมือนนำคนกลุ่มเดียวมาทำไพรมารีโหวตซึ่งไม่ได้บอกอะไรเพราะมี 4 ภาค แต่ต้องครอบคลุมถึง 77 จังหวัด

ล่าสุด นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายว่าปัญหาของการจัดทำไพรมารีโหวตระดับภาคอยู่ตรงที่ ประการแรกจำนวนสมาชิกพรรคในแต่ละภาคมีไม่เท่ากัน เช่น พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก​เกือบ 9 หมื่นคน เป็นสมาชิกในภาคใต้ 4 หมื่นคน เมื่อทำไพรมารีโหวตฐานสมาชิกที่มากกว่าภาคอื่น จะส่งผลกระทบ ต่อการจัดลำดับบัญชีรายชื่อทั่วประเทศทั้ง 150 คน

ประการต่อมาบางจังหวัดพรรคยังมีสมาชิกไม่ถึง 100 คน แต่ในภาคเดียวกันในบางจังหวัดที่อยู่ในภาคนั้นก็มีสมาชิกเป็น 1 หมื่นคน แสดงให้เห็นว่าระบบบัญชีรายชื่อแบบภาคไม่ได้สะท้อนความต้องการของคนในจังหวัดหรือในภาคนั้นอย่างแท้จริงตามหลักการของการทำไพรมารีโหวต

ที่ผ่านมาเริ่มมีเสียงสะท้อนว่าการทำไพรมารีโหวตอาจเป็นอุปสรรคต่อการดูดอดีต สส.จากสังกัดต่างๆ เข้ามาร่วมงานกับบางพรรคการเมือง ยิ่งหากเป็นคนที่มีชื่อเสียงแต่ประวัติไม่ดีและห่างพื้นที่หรือไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนด้วยแล้วโอกาสที่จะได้รับฉันทามติเบื้องต้นให้มาลงสมัครอาจไม่ง่ายนัก

ดังนั้น หากเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงกรอบการจัดทำไพรมารีโหวตให้มาเป็นระบบภาคด้วยเหตุผลเพียงเพื่อจะเอื้ออำนวยความสะดวกให้พรรคใดพรรคหนึ่งด้วยแล้ว อาจยิ่งทำให้กระบวนการจัดทำไพรมารีโหวตเสียหายอย่างรุนแรงและพานกระทบไปถึงสิ่งที่ คสช.พยายามทำมาทั้งหมด

ไล่มาตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งไปจนถึงเรื่องการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ที่เชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นแนวทางที่พาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งจากในอดีต

ประเด็นสำคัญคือท่าทีการกลับไปกลับมายอมกลืนน้ำลายจากก่อนหน้านี้ที่เคยแข็งขันยืนกรานว่าต้องทำไพรมารีโหวตให้ได้ แต่ต่อมาเริ่มตั้งท่าจะเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นรายจังหวัด และสุดท้ายจะเป็นรายภาคที่ไม่สามารถสะท้อนอะไรได้จริง ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของ คสช.อย่างรุนแรง

ซ้ำเติมกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อปรับเปลี่ยนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายเพิ่งบังคับใช้ได้ไม่นาน

สะท้อนให้เห็นถึงทั้งความไม่รอบคอบและเหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลังที่​จะยิ่งฉุดความเชื่อมั่น คสช.​ให้ลดลงไปเรื่อยๆ ในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที การตัดสินใจเรื่องไพรมารีโหวตนับจากนี้จึงต้องระมัดระวังและมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้

สนช.สร้างปมยืดเลือกตั้ง “บิ๊กตู่”รับหนัก”ตำบลกระสุนตก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560710

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

สนช.สร้างปมยืดเลือกตั้ง "บิ๊กตู่"รับหนัก"ตำบลกระสุนตก"

หมากเกมนี้ของ สนช. ที่ค่อนข้างแรงอาจจะไม่เป็นประโยชน์กับ คสช.ในระยะยาวเท่าใด

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองแล้วสำหรับการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 เพื่อเซตซีโร่กระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งสัญญาณการแก้ไขกฎหมาย กกต.ครั้งนี้ อาจมีผลให้การเลือกตั้งไม่ทันต้นปี 2562 ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางเอาไว้

“ยอมรับว่าการแก้ไขกฎหมายลูก กกต.ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ทั้งการรับฟังความเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 การให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังต้องส่งให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็น

รัฐบาลคงส่งให้ กกต.ไปพิจารณา และส่งร่างของ กกต.เข้ามาประกบกับร่างของ 36 สนช. ที่เข้าชื่อเสนอแก้ไข สุดท้ายต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.อีก ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ดูแนวโน้มคงแก้ไข เสร็จไม่ทันการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.ระบุ

แม้บางฝ่ายอาจจะบอกว่าไม่กระทบโรดแมปเลือกตั้ง แต่ถ้ามองเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญแล้วจะพบว่าก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่การเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปอีกพอสมควร

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้นั้นมี 3 ฝ่าย โดยหนึ่งในนั้น คือ สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่อยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสภา จึงเป็นอำนาจของสมาชิก สนช.ที่จะเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้

ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็มีขั้นตอนและเวลามากพอสมควร โดยกำหนดให้มีเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นภายใน 15 วันนับแต่ที่สภาให้ความเห็นชอบ จะต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปเพื่อให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทำความคิดเห็นกลับมาภายใน 10 วัน และหากองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยกับสภา สภาต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันต่อไป

ขณะเดียวกัน หากเกิดกรณีที่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว แน่นอนว่าการเลือกตั้งต้องถูกทอดเวลาออกไปอีกพอสมควร

เรียกได้ว่าถ้า สนช.เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขกฎหมาย กกต.ครั้งนี้ อาจใช้เวลาร่วมปีกันเลยทีเดียว และในระยะยาวจะนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอีกมากมาย

ปัญหาแรกเห็นจะเป็น “การล้ำเส้นเข้าไปในพรมแดน กกต.” กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ชื่อก็บอกอยู่แล้วเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือและกลไกในการทำงานให้กับ กกต. โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม ผิดกับ สนช.ที่มีหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตรากฎหมาย โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งแต่อย่างใด

แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ แต่ในทางปฏิบัติและตามหลักการแล้วควรปล่อยให้เป็นเรื่องขององค์กรอิสระที่เมื่อเห็นว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใดมีปัญหาในการบังคับใช้ ก็ควรให้เป็นเรื่องขององค์กรอิสระดำเนินการแทน ซึ่งในที่นี้หมายถึงควรให้ กกต.ดำเนินการผ่านคณะรัฐมนตรีและให้รัฐบาลส่งร่างกฎหมายเข้า สนช. หาก กกต.เห็นว่ากฎหมาย กกต.มีปัญหาในทางปฏิบัติ

การที่ สนช.เข้ามาดำเนินการเอง ทั้งๆ ที่ กกต.ยังไม่ได้แสดงท่าทีว่ากฎหมายที่ตัวเองใช้นั้นมีปัญหา จึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามล้ำเส้นการทำงานของ กกต.

ไม่เพียงแต่จะสร้างในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะการล้ำเส้นของ สนช.ย่อมสร้างผลกระทบเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนช.และ คสช.นั้นมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น จริงอยู่ในทางหลักการ “คสช.-ครม.-สนช.” จะต่างมีอำนาจหน้าที่แยกออกจากนั้นในแง่อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ แต่ในทางปฏิบัติแล้วต่างทราบดีว่า สนช.ชุดปัจจุบันมาจากการแต่งตั้งของ คสช.

สนช.มีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วยผลทางกฎหมายเท่านั้นไม่ได้มีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ผ่านการเลือกของประชาชนทั้งทางตรงหรือทางอ้อมแต่อย่างใด

ไม่ว่า สนช.จะเดินไปในทิศทางใด ย่อมเชื่อมโยงไปถึง คสช.ไม่มากก็น้อย

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน การกระทำของ สนช.แบบนี้มีเป้าหมายเพื่อต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ด้วยเหตุผลที่ คสช.ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่การเลือกตั้ง เพราะตัวเองยังไม่อยู่ในฐานะได้เปรียบคู่แข่งแบบ 100% ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักเริ่มมีผลสรุปออกมาว่าประชาชนไม่ค่อยประทับใจผลงานด้านการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนของ คสช.มากนัก

ดังนั้น หมากเกมนี้ที่ สนช.ออกค่อนข้างแรงอาจจะไม่เป็นประโยชน์กับ คสช.ในระยะยาวเท่าใด เสมือนหนึ่งเป็นการเขี่ยลูกให้เข้าเท้าฝ่ายตรงข้ามแทน

ที่สุดแล้ว คสช.มีแต่เสียกับเสีย เกมนี้คงจะมีทางแก้ทางเดียว คือ การยอมถอยไม่ดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา มิฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องอยู่ในสภาพของการเป็นหมู่บ้านกระสุนตกไม่รู้จบ

“บิ๊กตู่” เก็บทุกเม็ด ปูทางรีเทิร์นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560302

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

"บิ๊กตู่" เก็บทุกเม็ด ปูทางรีเทิร์นการเมือง

การขยับของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยและหวังผลทางการเมืองที่ชัดเจน ​​

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่เดินหน้าไปตามโรดแมป

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณว่าที่ประชุม คสช.เตรียมดำเนินการในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการปลดล็อก​ซึ่งจะต้องมีการหารือ เพื่อนำไปสู่แนวทางมาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินการ

นับเป็นความคืบหน้าที่สำคัญหลังพรรคการเมืองต่างๆ พยายามเรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกคำสั่งเพื่อเปิดให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรม รวมทั้งเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดประชุมใหญ่ ไปจนถึงการทำไพรมารีโหวต

แต่ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาในเวลานี้ คือ ท่าทีการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ กับการเดินสายลงพื้นที่อย่างหนักในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จนถูกมองว่าไม่ต่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่หวังเร่งทำคะแนนทิ้งทวน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ไล่มาตั้งแต่การปูพรมจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรไปยังหัวเมืองหลัก ต่อด้วยหัวเมืองรอง พร้อมอนุมัติหลักการโครงการต่างๆ ที่พื้นที่เสนอขึ้นมารวมแล้ว 4 ปี กว่าแสนล้านบาท

นับจาก ครม.สัญจรนัดแรกเมื่อ วันที่ ​21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี วงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 3 วันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และสงขลา 2,800 ล้านบาท ​ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย 1,900 ล้านบาท

ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และตราด 7.73 หมื่นล้านบาท และเห็นชอบการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบ ไร้รอยต่อ 2.36 แสนล้านบาท

ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 573 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป ครั้งที่ 7 วันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ 3,400 ล้านบาท

ครั้งที่ 8 วันที่ 11-12 มิ.ย. 2561 ที่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ 1.33 แสนล้านบาทล่าสุดครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค. 2561 ที่ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ 5.9 หมื่นล้านบาท และยังมีแผนเตรียมประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ชุมพร และระนอง วันที่ 20-21 ส.ค.นี้

นอกจาก ครม.สัญจรแล้ว จะเห็นว่ารัฐบาล คสช.พยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกับการตั้งไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ต่างจากก่อนหน้านี้ที่มีการออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลช่วยเหลือหลายรอบแต่รัฐบาลพยายามชี้แจงว่าไม่มีงบประมาณ

หากจำได้โครงการแก้จนของเฟส 1 ของรัฐบาลตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2559 ที่เปิดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจนนำไปสู่การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย ​ต่อเฟส 2 ด้วย 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท

ตามด้วยตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ​ก่อนปิดท้ายด้วยการพักหนี้เกษตรกรรอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ใน 2 โครงการใหญ่ คือ 1.โครงการขยายเวลาชำระหนี้เงินต้นให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.จำนวน 3.81 ล้านคน และ 2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้า ธ.ก.ส.ครอบคลุมเกษตรกร 10 ล้านคน

สอดรับกับการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้เดือดร้อนตามพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการช่วยเหลือ 13 หมูป่าที่ติดถ้ำ จ.เชียงราย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปยังพื้นที่ด้วยตัวเอง

ล่าสุดยังพาคณะลงพื้นที่ ​จ.เพชรบุรี หลังสถานการณ์ระดับน้ำในเขื่อนแก่งกระจานอยู่ในขั้นวิกฤต น้ำล้นสปิลเวย์ และมีแนวโน้มว่าจะไหลบ่าท่วมขังใน 5 อำเภอ พร้อมย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ร่วมกับทหาร และ คสช. ไม่ได้มาเพื่อหวังผลทางการเมือง

ต่างจากในอดีตซึ่งหากจำได้เมื่อประมาณต้นปี 2560 ในช่วงที่น้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุหลังลงพื้นที่ว่า แม้ที่ผ่านมาไม่ได้ลงไปพื้นที่ก็ทำงานช่วยเหลือตลอด เพราะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่ต้องการให้ลงไปแล้วเป็นภาระเจ้าหน้าที่

การขยับของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้จึงถือเป็นการขยับที่มีนัยและหวังผลทางการเมืองที่ชัดเจน ​​

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวอีกฟากหนึ่งที่มีกลุ่มสามมิตรเป็นกำลังหลักในการจัดเตรียมความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐอันจะเป็นฐานทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ล้มผู้ตรวจเลือกตั้ง รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560245

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 21:18 น.

ล้มผู้ตรวจเลือกตั้ง รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

เหตุผลที่หลายฝ่ายพูดถึงความจำเป็นในการเซตซีโร่ผู้ตรวจการเลือกตั้งคงหนีไม่พ้นความไม่ไว้วางใจบรรดาผู้ที่ผ่านการคัดเลือก

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะเป็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ก็มีผลทางการเมืองไม่น้อย สำหรับกรณีการพยายามเสนอร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การแก้ไขระบบการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด

กระบวนการในการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งแบบใหม่นั้นในร่างกฎหมายฉบับใหม่ได้กำหนดให้มี “คณะกรรมการสรรหา” ในแต่ละจังหวัด รวมไปถึง กทม.

ในส่วนของ กทม.จะมีคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย 1.ปลัด กทม. เป็นประธานกรรมการ 2.ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา 3.ผู้แทนอัยการสูงสุด 4.ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 5.ผู้แทนหอการค้าไทย 6.ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 7.ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย

ขณะที่จังหวัดอื่นจะมีคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วย 1.ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน 2.ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด 3.อัยการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานอัยการจังหวัด 4.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 5.ประธานหอการค้าจังหวัด และ 6.ประธานอุตสาหกรรมจังหวัด

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วกระบวนการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากกระบวนการที่ สนช.กำลังจะแก้ไขมากนัก เพียงในกฎหมาย กกต.ฉบับกำหนดให้ กกต.ไปออกระเบียบ เพื่อดำเนินการในทางปฏิบัติอีกชั้นหนึ่ง

ระเบียบที่ว่านั้นคือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561โดยระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัด กทม.เป็นประธานกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งในส่วนของจังหวัดและ กทม.เหมือนกัน

เมื่อในภาพรวมของร่างกฎหมายใหม่และกฎหมายปัจจุบันที่ใช้อยู่แทบไม่ต่างกัน การที่ สนช.ลงทุนเข้าชื่อถึง 36 คน เพื่อแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญย่อมมีเหตุผลทางการเมืองอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในตัวร่างกฎหมายดังกล่าวที่ระบุถึงการล้มกระบวนการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ กกต.ชุดปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว

“บรรดาการดําเนินการใดๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกและการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งได้ดําเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้เป็นอันสิ้นผลไปนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ” เนื้อหาในมาตรา 9

จากเนื้อหาของมาตรา 9 เป็นการแสดงให้เห็นเป้าหมายของ สนช.ในครั้งนี้ ต้องการให้กลับมาเริ่มการเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ไฟเขียวจากบรรดาบิ๊กๆ ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างแน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ สนช.ทำการลงมีดตัดต่อมากับมือ

ทั้งนี้ เหตุผลที่หลายฝ่ายพูดถึงความจำเป็นที่ต้องเซตซีโร่ผู้ตรวจการเลือกตั้งคงหนีไม่พ้นความไม่ไว้วางใจบรรดาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป เนื่องจากมีการเช็กประวัติแล้วพบว่ามีหลายคนที่มีความสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นและพรรคการเมือง

อีกทั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งตามกฎหมาย มีอำนาจตรวจสอบการกระทําความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทําใดที่จะเป็นเหตุทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เรียกได้ว่าเป็น “กกต.น้อย” กันเลยทีเดียว จึงไม่ควรปล่อยให้คนที่มีสายใยโยงถึงพรรคการเมืองเข้ามามีอำนาจ

อย่างไรก็ตาม บางทีการเสนอตัวร่างกฎหมายฉบับนี้อาจเป็นเพียงแค่การสับขาหลอกในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการของสภาอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมกับการเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง เหมือนกับที่ สนช.เคยแก้ไข พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้ รมว.กลาโหม เข้ามาเป็นคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ดังนั้น หมากเกมนี้จึงเต็มไปด้วยหมากของผู้มีอำนาจที่ต้องการสกัดพรรคการเมืองทุกวิถีทาง

หม่อมเต่า-สุเทพ ผนึกกำลัง “รปช.” เปิดศึก “เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560075

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 12:06 น.

หม่อมเต่า-สุเทพ ผนึกกำลัง "รปช." เปิดศึก "เพื่อไทย"

เส้นทางของพรรคพลังประชาชาติไทยเพิ่งจะเริ่มต้นภายใต้การนำของ “สุเทพ-หม่อมเต่า” แต่กว่าจะถึงเลือกตั้ง ยังมีขวากหนามและอุปสรรคอีกไม่น้อย

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” (รปช.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นับเป็นย่างก้าวที่สำคัญของพรรคการเมืองน้องใหม่พรรคนี้อยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชั่วคราวจำนวน 7 คน

1.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าพรรค

2.ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง อดีตอัยการ เป็นเลขาธิการพรรค

3.จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ เป็นเหรัญญิกพรรค

4.ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต นายทะเบียนพรรค

5.พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

6.วีระชัย คล้ายทอง อดีตอัยการ เป็นกรรมการบริหารพรรค

7.สุเนตตา แซ่โก๊ะ เป็นกรรมการบริหารพรรค

นอกเหนือไปจากการได้รายชื่อกรรมการบริหารพรรคทั้ง 7 คนแล้ว ปรากฏว่าการประชุมครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นครั้งแรกที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ประกาศพร้อมนำพรรคเข้าสู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว

“การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว มีหลายเรื่องที่เราต้องทำ เช่น การตั้งสาขาพรรค การเตรียมตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวมไปถึงการทำไพรมารีโหวต

ผมยังยืนยันว่าภูมิใจที่จะยืนเคียงข้างพรรคการเมืองนี้และจะทำงานอย่างทุ่มเทกับทุกคน และจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองนี้ แต่ผมจะขึ้นเวทีปราศรัยช่วยพรรคทั่วประเทศ”การประกาศกลางที่ประชุมของสุเทพ

เรียกได้ว่าเปิดหน้าท้ารบกับทุกพรรคการเมือง 100% พร้อมกับตั้งความหวังว่าจะได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม โดยอาศัยระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เปิดโอกาสให้มีรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด เป็นช่องทางในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีในอนาคตหลังการเลือกตั้ง

แต่กระนั้นประเด็นสำคัญของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ได้อยู่ที่การประกาศของสุเทพเท่านั้น เพราะเมื่อสอดส่ายสายตาไปยังรายชื่อกรรมการบริหารพรรคแล้ว จะพบว่าการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “หม่อมเต่า”ม.ร.ว.จัตุมงคล สร้างความประหลาดใจในทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เดิมทีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคน่าจะเป็นของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แบบแบเบอร์ เพราะอาจารย์เอนกเป็นหนึ่งในผู้ก่อการที่ร่วมคิดกับสุเทพในการตั้งพรรคการเมืองนี้โดยเอนกถูกวางตัวให้ทำงานในเชิงวิชาการและนโยบายพรรค อันเป็นเหมือนกับโมเดลเมื่อครั้งก่อตั้ง “พรรคมหาชน” ที่มี เสธ.หนั่น-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นผู้จัดการพรรค ส่วนอาจารย์เอนกเป็นหัวหน้าที่สวมบทเป็นพระเอก

ทว่าคดีกลับพลิกผันเมื่อชื่อหัวหน้าพรรคกลับเป็นชื่อหม่อมเต่า

ต้องยอมรับว่าชื่อชั้นของ“หม่อมเต่า” เมื่อเทียบกับ “เอนก” แล้ว หม่อมเต่าค่อนข้างจะมีลำดับไหล่ที่สูงกว่าพอสมควร เพราะผ่านตำแหน่งและเหตุการณ์สำคัญมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์วิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 เวลานั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นปลัดกระทรวงการคลัง แสดงความไม่พอใจต่อการถูกรัฐบาลขณะนั้นย้ายให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีด้วยการลาออก

หม่อมเต่าถือเป็นคนหนึ่งในระบบราชการที่ผ่านสังเวียนการต่อกรกับนายกรัฐมนตรีมาแล้ว โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2544

โดยหม่อมเต่าที่เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยตอนนั้น ต้องการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน ภายหลังประเทศเพิ่งผ่านเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งแต่รัฐบาลทักษิณไม่เห็นด้วย คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติปลดออกจากตำแหน่ง

เพียงแค่นี้ก็เป็นเครื่องหมายการันตีแล้วว่าหม่อมเต่ามีความกล้าและความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำได้ในสายตาของสุเทพ เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้านโยบายที่จะชี้ขาดว่าใครแพ้หรือชนะอยู่ที่ “นโยบายด้านเศรษฐกิจ” ไม่ใช่นโยบายการเมืองที่เน้นการสร้างความปรองดอง

ผลการสำรวจความคิดเห็นแต่ละสำนักออกมาต่างระบุตรงกันว่า ต้องการให้แก้ไขเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน เท่ากับว่าหากพรรคการเมืองใดสามารถนำเสนอนโยบายนี้ได้โดนใจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โอกาสจะได้ สส.เข้าสภาก็มีมากกว่า 50%

จากโจทย์ของประเทศข้อนี้ อาจทำให้สุเทพเล็งเห็นว่าหม่อมเต่าน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะเชี่ยวชาญทั้งด้านการเงินและการคลัง ซึ่งในด้านความรู้ความสามารถของหม่อมเต่านั้น แม้แต่อาจารย์เอนก ยังยอมรับว่ากลางที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นคนไทยที่เก่งคนหนึ่ง ก่อนที่อาจารย์เอนกจะขอถอนตัวจากการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

เหนืออื่นใดการขึ้นมาเป็นหัวหน้าของ ม.ร.ว.จัตุมงคล น่าจะเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่จะช่วยให้กลุ่มทุนหันมาสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทยมากขึ้น โดยที่สุเทพไม่ต้องออกแรงมากนัก

เส้นทางของพรรคพลังประชาชาติไทยเพิ่งจะเริ่มต้นภายใต้การนำของ “สุเทพ-หม่อมเต่า” แต่กว่าจะไปถึงการเลือกตั้ง ขวากหนามและอุปสรรคน่าจะมีอยู่อีกไม่น้อย และพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นศัตรูเป็นหมายเลขหนึ่งของพรรค เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี

พท.-ปชป.เปิดศึกกันเอง เข้าทาง “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559952

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

พท.-ปชป.เปิดศึกกันเอง เข้าทาง "พลังประชารัฐ"

การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ส่งผลดีกับ คสช.ที่กำลังเดินหน้าหาหนทางเข้าสู่อำนาจหลังเลือกตั้ง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาจุดไฟเผาอดีตบ้านตัวเองของ นคร มาฉิม อดีตผู้แทนเมืองพิษณุโลก ซึ่งตัดสินใจย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และล่าสุดมีข่าวว่าเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาระยะหนึ่งแล้ว กำลังเป็นเชื้อไฟให้สองพรรคใหญ่กลับมาเปิดศึกกันอีกคำรบ

ชนวนใหญ่เริ่มจากเนื้อหาที่นครออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ขอโทษ ทักษิณ ชินวัตร และ​ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากที่เคยมีส่วนร่วมให้มีการล้มรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ​พร้อมเล่าถึงวิธีและผนึกกำลัง นักการเมือง กองทัพ ข้าราชการ และอื่นๆ

“เหตุใดพวกเราพ่ายแพ้ต่อท่าน อย่างยับเยินทั้งที่พวกเรา และแนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมมีความพร้อมทั้งทุน เครือข่าย นายทุน กลุ่มขุนศึก กลุ่มศักดินาอำมาตย์ และเครือข่ายข้าราชการ ได้ใช้สรรพกำลังทุกองคาพยพอย่างเต็มที่แล้ว ใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้วาทกรรมทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะรวยแล้วโกง โกงทั้งโคตร ทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งความนิยมในตัวท่านและพรรคของท่านได้

ขณะนั้นพวกเราตื่นตระหนกกันมาก จึงร่วมกับทุกฝ่ายระดมสรรพกำลัง ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำและที่สำคัญที่สุดและแนบเนียนที่สุดคือ ฝ่ายตุลาการระดับสูงบางคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมในนามตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกันขย้ำท่าน และพรรคของท่านให้ตายคามือ ยึดอำนาจด้วยปืน ยุบพรรคท่านทิ้งด้วยกฎหมาย ตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหาร”

เบื้องต้นประชาธิปัตย์เตรียมฟ้องนครตามความผิดมาตรา 326 และ 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเตรียมเอาผิดเพิ่มตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประเด็นนำข้อมูลเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความตื่นตระหนกแก่ประชาชนนั้นเข้าข่ายผิด

ปลุกให้บรรยากาศการเมืองกลับมาดุเดือด ดังจะเห็นจากท่าทีของสมาชิกสองพรรคใหญ่ออกมาเปิดสงครามน้ำลายถล่มกันอีกรอบ จนทำท่าว่าจะบานปลายต่อไป

แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกกับความระหองระแหงของสองพรรคใหญ่ที่ผ่านมาที่กระทบกระทั่งกันมายาวนานและรุนแรงกว่านี้เมื่อในอดีต

แต่ต้องยอมรับว่าหลังรัฐประหารเรื่อยมา ทั้งประชาธิปัตย์​และเพื่อไทย ซึ่งเสมือนต้องร่วมหัวจมท้ายตกอยู่ในชะตากรรมที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้กำหนดด้วยแล้ว ดูต่างฝ่ายต่างจะลดลาราวศอกไปเยอะ

ความขัดแย้งที่เคยปะทุในอดีตจึงถูกพักยกไว้ชั่วคราว แถมยังมีหลายๆ ครั้งที่สองพรรคใหญ่ ออกมาประสานเสียงแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎ กติกา เลือกตั้ง รวมไปถึงการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว

ดังนั้น การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ จึงมีแต่จะส่งผลดีกับทาง คสช.ที่กำลังเดินหน้าเตรียมหาหนทางเข้าสู่อำนาจรอบต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ประการแรก เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดศึกกันย่อมเข้าทางยุทธศาสตร์ของทาง คสช.อันจะเป็นการเบี่ยงเป้าไม่ให้ทั้งคู่สามารถประสานกำลังถล่ม คสช.ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างที่หลายฝ่ายเคยเป็นห่วง

ดังจะเห็นจากที่ผ่านมาหลายครั้งพรรคการเมืองต่างออกมารุมถล่ม คสช.ในประเด็นต่างๆ จนสะบักสะบอมสะเทือนไปถึงคะแนนนิยมที่สู้อุตส่าห์ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งเวลานี้สถานการณ์ดูดอันรุนแรงของกลุ่มสามมิตรที่เข้าไปล้วงหาผู้สมัครจากบรรดาอดีต สส.พรรคต่างๆ จนทำให้หลายพรรคออกมาประสานถล่มอย่างรุนแรงดังที่ปรากฏ แต่เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดฉากไปเล่นงานกันเองกระแสที่เคยจับจ้องเล่นงานยัง คสช. จึงมีแต่จะลดลงไป

ประการที่สอง เมื่อรอยร้าวระหว่างสองพรรคใหญ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสู่กับพรรคของ คสช. ย่อมเป็นไปได้ยากขึ้นตามไปด้วย

หากจำได้ก่อนหน้านี้แม้ทั้งสองพรรคใหญ่จะเคยประกาศไม่สนับสนุนรัฐประหาร และมีจุดยืนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย แต่ขณะเดียวกันการจะให้สองพรรคใหญ่มาจับมือร่วมตั้งรัฐบาลเองก็เป็นสูตรที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหลายคนยังพูดถึงสูตรนี้

แต่หากสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยังทะเลาะกันเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลนี้ต้องปิดประตูตาย

​ประการที่สาม การที่บรรยากาศการเมืองกลับมาเต็มไปด้วยสงครามน้ำลายทะเลาะกันไปมาเหมือนในอดีตย่อมทำให้ประชาชนที่เคยอิดหนาระอาใจกับการเมืองแบบเดิมๆ ย่อมต้องรู้สึกหมดหวังกับอนาคตที่เคยคิดว่าจะฝากความหวังกับนักการเมือง และอาจถึงขั้นบีบให้ไปสนับสนุนพรรคที่มาจาก คสช.ก็เป็นได้

ยิ่งที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร นักการเมืองถูกตีตราให้เป็นจำเลยของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจนไม่อาจก้าวพ้นวังวนปัญหา ดังนั้น หากยังเห็นสภาพการเมืองเช่นนี้ย่อมเข้าทาง คสช. ซึ่งมียุทธศาสตร์ต้องการสะกดให้พรรคการเมืองต่างๆ มีขนาดเล็ก เพื่อจะได้ไร้พลังในการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้โอกาสของ คสช.กับการปูทางรอหวนคืนสู่อำนาจหลังเลือกตั้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

การทูตนำ ‘กกต.’ ตัดท่อคสช.-รักษาภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559645

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

การทูตนำ ‘กกต.’ ตัดท่อคสช.-รักษาภาพ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระที่ยังสามารถอยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่เมื่อครั้งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.ในยุคก่อนการรัฐประหาร 2549 นับเป็นช่วงขาลงของ กกต.ชัดเจน

นับจากนั้นเป็นต้นมา กกต.เดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่เห็นเด่นชัดสุด คือ การให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเข้ามามีบทบาทในการสรรหา กกต.

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงนำมาซึ่งบุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นประธาน กกต. จะพบว่า กกต.สองชุดหลังสุดนั้นล้วนแต่มีโปรไฟล์การเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “อภิชาต สุขัคคานนท์” และ “ศุภชัย สมเจริญ”

เมื่อหัวขบวนผ่านการการันตีด้วยการเป็นผู้พิพากษามาก่อน ส่งผลให้ กกต.กลับมาอยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง แม้จะถูกวิจารณ์ถึงการทำงานและความเป็นกลางอยู่บ้าง แต่ไม่เกิดผลเสียหายร้ายแรงมากนัก เมื่อเทียบกับอดีต

มาถึงเวลานี้ กกต.กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง ภายหลังการเลือกประธาน กกต.ครั้งล่าสุด บรรดาผู้ที่ผ่านการให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 5 คนมีมติเลือก “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต.

การขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง กกต.ของอิทธิพร เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจไม่น้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างฟันธงไปในทิศทางทางเดียวกันว่าเก้าอี้ประธาน กกต.น่าจะเป็นของ “ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี” กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือ “ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย” กกต.จากคณะกรรมการสรรหา

เดิมทีคาดหมายว่าหากให้ฉัตรไชยขึ้นมาเป็นประธาน กกต.น่าจะช่วยรักษาภาพความเป็นกลางของ กกต. เนื่องจากเป็น กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อีกทั้งแนวปฏิบัติของ กกต.สองชุดก่อนหน้านี้ก็มอบเก้าอี้ประธาน กกต.ให้กับอดีตผู้พิพากษามาตลอด จึงไม่แปลกที่ชื่อของฉัตรไชยจะอยู่ในฐานะตัวเต็งลำดับต้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของธวัชชัย ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด ซึ่งน่าจะทันเหลี่ยมของพวกนักเลือกตั้งพอสมควร ทำให้เป็นอีกคนที่น่าสนใจกับตำแหน่งสูงสุดใน กกต.

แต่เอาเข้าจริงตำแหน่งประธาน กกต.กลับพลิกโผไปอย่างเหนือความคาดหมายด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ

1.อายุ กกต.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่หากเกิดกรณีที่ กกต.รายใดมีอายุ 70 ปีระหว่างดำรงตำแหน่ง แม้จะทำหน้าที่ยังไม่ครบ 7 ปีแต่หากมีอายุครบ 70 ปีต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน

ทั้งนี้ พบว่าฉัตรไชย อายุ 65 ปี ธวัชชัย อายุ 66 ปี เท่ากับว่าหากคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ได้เป็นประธาน กกต. จะไม่อยู่ในตำแหน่งได้ครบ 7 ปี เพราะต่างจะมีอายุครบ 70 ปีในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ดังนั้น การเปลี่ยนม้ากลางศึกย่อมมีผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องแน่นอน

2.การลดแรงเสียดทานให้กับศาล ที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันดีกว่ากฎหมายให้บทบาทกับศาลฎีกาเกี่ยวกับองค์กรอิสระพอสมควร แม้จะนำมาซึ่งผลดีในแง่ภาพลักษณ์ของความเป็นกลาง แต่ด้านหนึ่งมีผลกระทบเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระแต่ละครั้ง ศาลมักจะถูกกระทบชิ่งไปด้วย

การให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาลโดยตรงมาทำหน้าที่ประธาน กกต.ที่ต้องคอยปะทะกับแรงกดดันทางการเมือง น่าจะช่วยเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้คลื่นลมการเมืองมากระทบถึงศาลไปในตัว

3.ตัดปัญหาเรื่อง คสช. อย่างที่ทราบกันดีว่า กกต.ชุดนี้มาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีนอมินี คสช.เข้ามาสู่สนามเลือกตั้ง เพื่อสานต่อภารกิจให้กับ คสช.จนจบด้วยการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ด้วยตรรกะนี้ หากให้คนที่เคยเป็นสมาชิก สปท.ที่มาจากการเลือกของ คสช.เป็นประธาน กกต. มีความเป็นไปได้ที่ กกต.คงต้องคอยรับศึกหนักจากนักเลือกตั้งที่เพ่งเล็งพร้อมกับจับผิดของ กกต.แน่นอน เพราะย่อมไม่ไว้วางใจเรื่องความเป็นกลางของ กกต. ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาอาจลามไปถึงความสง่างามของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย ถ้าเกิดจับพลัดจับผลูได้เป็นนายกฯ ขึ้นมาอีกรอบ

จากเหตุผลทั้งหมด จึงเป็นที่มาว่าควรตัดปัญหาทั้งหมดด้วยการให้คนที่มีโปรไฟล์ไม่เกี่ยวกับศาลและ คสช.มาเป็นประธาน กกต. หวยจึงไปออกที่ “อิทธิพร” พอดี

ในแง่ของอายุนั้นว่าที่ประธาน กกต.รายนี้เพิ่งจะมีอายุ 62 ปีเท่านั้น ไม่มีปัญหาเรื่องต้องพ้นตำแหน่งกลางคันด้วยเพราะเหตุอายุ 70 ปีบริบูรณ์ ส่วนประวัติการทำงานก็มีข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น เป็นอดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศและยังเคยเป็นทีมงานของประเทศไทยต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ต่อศาลโลก เมื่อปี 2553 ด้วย และอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

เหนืออื่นใด การมีภาพลักษณ์เป็นนักการทูต น่าจะเป็นแต้มต่อที่สำคัญของ กกต. เนื่องจาก กกต.จะต้องทำหน้าที่รับมือกับต่างชาติที่จะเข้ามารุมจับตาการเลือกตั้งของไทยที่จะมีขึ้นในปี 2562

นับว่า กกต.เข้าสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริงตั้งแต่การเปลี่ยนที่มาของประธาน กกต. และด้วยอำนาจใหม่ที่รัฐธรรมนูญเพิ่มมาให้ ส่งผลให้ กกต.ยุคนี้เป็นเสือที่น่าเกรงขามไม่น้อย

โค้งสุดท้าย โกยคะแนนรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559574

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

โค้งสุดท้าย โกยคะแนนรากหญ้า

สารพัดนโยบายจากคสช.ที่ถูกคลอดออกมาในช่วงนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเป้าหมายเพื่อโกยคะแนนนิยมจากกลุ่มรากหญ้าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนโยบาย ลด แลก แจก แถม จากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเร่งโกยคะแนนนิยมโดยเฉพาะจากกลุ่มคนรากหญ้าที่ถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญในอนาคต

คู่ขนานไปกับการเร่งก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ ผ่านกลไกสำคัญอย่างกลุ่มสามมิตรที่ตระเวนเดินสายพบปะอดีตนักการเมือง กลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อชักชวนให้มาร่วมสนับสนุนเป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปให้ลุล่วง

ท่ามกลางความคึกคักของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่เริ่มออกมาขยับเตรียมลงสนามด้วยกฎกติกาใหม่ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ซึ่งบรรดาพรรคการเมือง ตลอดจนกลุ่มการเมืองอื่นๆ ถูกแช่แข็งด้วยคำสั่งให้ คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวกว่า 4 ปี จนไม่อาจประชุมวางตัวผู้สมัครหรือจัดทำนโยบายพรรค แต่ทางรัฐบาล คสช. หรือแม้แต่กลุ่มสามมิตรดูจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจนมีเสียงทักท้วงดังขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าในฐานะรัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องจัดทำนโยบายหรือโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนกลุ่มต่างๆ ให้อยู่ดีกินดีมีความเป็นอยู่ที่ดี

แต่อีกด้านหนึ่งย่อมถูกมองว่าเป็นความตั้งใจที่จะเร่งสร้างคะแนนในช่วงใกล้เลือกตั้ง ซึ่งแทบจะถือเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยความมุ่งหวังว่าดอกผลดังกล่าวจะทำให้ได้รับคะแนนเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลต่ออีกสมัย

แม้บางครั้งจะดูสวนทางกับแนวทางการบริหาร 2-3 ปีก่อนหน้านี้ที่มักจะหยิบยกปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจนไม่อาจเข้าไปอุ้มหรือดูแลผู้เดือดร้อนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรรายย่อย ประกอบด้วย 2 โครงการ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและราคาสินค้าเกษตรต่างๆ

1.การขยายเวลาชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยที่เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3.81 ล้านราย ที่ผ่านมามาตรการพักการชำระหนี้จะให้สำหรับลูกค้าที่มีต้นหนี้เหลือต่ำกว่า 3 แสนบาท แต่ครั้งนี้จะให้แก่เกษตรกรรายย่อยทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2564 ​โดยได้รับสิทธิในการขยายเวลาชำระต้นเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี

2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะเป็นเกษตรกรที่ได้รับสิทธิลดดอกเบี้ยเฉพาะต้นเงินกู้ที่ไม่เกิน 3 แสนบาทเท่านั้น เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2562 โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกร 2.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระแทน 0.5% ต่อปี​ โดยใช้งบประมาณ 13,582 ล้านบาท

นับเป็นอีกโครงการที่เกษตรกรทั่วประเทศ 3.81 ล้านรายจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยแม้รัฐบาลจะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิตให้ลดลง หรือทำให้ราคาขายสินค้าการเกษตรขยับตัวสูงขึ้น แต่อย่างน้อยการพักหนี้เกษตรกรก็พอจะช่วยทุเลาความเดือดร้อนลงไปได้ไม่มากก็น้อย

แต่ด้วยสถานการณ์มรสุมที่รุมเร้ารอบด้านจนคะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.ลดน้อยลง การเร่งสร้างผลงานถือเป็นอีกภารกิจเร่งด่วน ที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น หากยังหวังจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้จึงเห็นการเร่งเครื่องสร้างผลงานลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลักเมืองรองทั่วประเทศ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ แบบรวดเร็วทันใจและเห็นผลจับต้องได้

สอดประสานไปกับการเดินหน้าโครงการประชารัฐ ที่กำลังขับเคลื่อนกลไกการทำงานในพื้นที่ต่างๆ เจาะเป้าหมายไปยังผู้มีรายได้น้อย

ล่าสุด​ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโครงการใช้จ่ายเงินซื้อของผ่านแอพถุงเงินประชารัฐ เอื้อคนมีรายได้น้อยใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อของได้ง่ายขึ้น จากจำนวนผู้ใช้ 11.43 ล้านคน แก้ไขปัญหาจุดอ่อนเดิมด้วยการเพิ่มทางเลือกร้านค้าที่ตั้งเป้าไว้อีก 1-2 แสนราย

ในวันที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที การเร่งสร้างผลงานซื้อใจรากหญ้าย่อมจะมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ต่อไป