3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม”บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559292

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม"บิ๊กตู่"

การเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังหลายปัจจัยนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเวลานี้กำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังหลายปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการในการทำให้มีผลบังคับใช้ หรือจะเป็นกรณีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติเลือกได้มาแล้ว 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

เช่นเดียวกับท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่จะไม่ค่อยมีการส่งสัญญาณในทำนองว่าขู่จะเลื่อนเลือกตั้งอีก แต่กลับแสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งจริงๆ ถึงจะพบว่าการเหน็บแนมฝ่ายการเมืองบ้างก็ตาม

เมื่อสัญญาณของการเลือกตั้งชัดเจนขนาดนี้ จึงมีผลให้การเมืองเกิดความเคลื่อนไหวตามมามากมาย โดยเฉพาะกระบวนการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วมีกลุ่มการเมือง 3 กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังของการยกมือชู พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้

กลุ่มที่ 1 “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลุ่มปรากฏตัวและความเคลื่อนไหวให้เป็นระยะ นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน”อดีตแกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ทั้งสองคนนี้เคยเป็นกำลังสำคัญของพรรคไทยรักไทย ที่ทำให้พรรคและ “ทักษิณ ชินวัตร”สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ได้เป็นเวลา 4 ปีเต็มจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

การเคยทำงานกับทักษิณมาก่อน ย่อมรู้ไส้รู้พุงพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี และอ่านใจของนักเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะมีข่าวเป็นระยะว่าอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย กำลังทยอยออกจากพรรค มาเข้ากับกลุ่มสามมิตร

โมเดลนี้เหมือนกับเมื่อครั้งสมศักดิ์ได้สร้างวังน้ำยมภายในพรรคไทยรักไทย ด้วยการเข้ามาดูแล สส.ภายในพรรคจำนวนมาก จนวังน้ำยมกลายเป็นก๊วนหนึ่งที่มี สส.มากที่สุด ซึ่งสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับตระกูลชินวัตรที่คุมพรรคไทยรักไทยเวลานั้น

“ก็อย่างน้อยๆ ถ้ามีคนมาทะเลาะกันที่เห็นอยู่อย่างการเลือกตั้งที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ มีคนใส่เสื้อหลากสี พวกเราก็ไม่มีความสุขกันหมด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจบไป” สัญญาณจากสมศักดิ์ ภายหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึง พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มที่ 2 “กลุ่มบ้านริมน้ำ” นำโดย “สุชาติ ตันเจริญ” นับเป็นกลุ่มการเมืองที่เคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย คุม สส.อีสานและภาคตะวันออกบางส่วน แต่ก็ได้ลดบทบาทของตัวเองไปแล้วก่อนหน้านี้ ภายหลังเกิด เหตุการณ์ยุบพรรครักไทย จนต้องมาอาศัยอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคภูมิใจไทย

ฐานกำลังของกลุ่มนี้น่าจับตามอง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสุชาติเป็นนักการเมืองมากบารมีคนหนึ่ง ถึงขั้นเคยเป็นรัฐมนตรีและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว แม้กลุ่มบ้านริมน้ำจะไม่ใหญ่เท่ากับกลุ่มของสมศักดิ์ แต่ก็พลังมากพอที่จะดูดอดีต สส.ได้เช่นกัน

กลุ่มบ้านริมน้ำไม่เพียงแต่เดินเกมดูดอดีต สส.เท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่การสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นด้วย เพื่อเป็นกำลังหลักให้กับกลุ่มต่อไปในระยะยาว เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับกำลังจะเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการเลือกตั้ง สส. การสร้างฐานการเมืองเพื่อคุมอำนาจให้เบ็ดเสร็จ จึงมีความจำเป็น

กลุ่มที่ 3 “กลุ่มเพื่อนสมคิด” คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

การเดินหมากการเมืองกลุ่มนี้อาจจะแตกต่างกับสองกลุ่มข้างต้น ที่สองกลุ่มแรกจะเน้นการทาบทามอดีต สส. แต่กลุ่มเพื่อนสมคิดจะเน้นเชื่อมกับกลุ่มเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสมคิดมีพลังด้านคอนเนกชั่นและสายสัมพันธ์ต่อกลุ่มทุนดีขนาดไหน มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ดึงมาเป็นแม่ทัพด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของทั้ง 3 กลุ่ม ด้านหนึ่งดูเหมือนจะแยกกันเดินหมากทางการเมือง แต่ลึกๆ แล้วต่างมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง พร้อมกับสร้างขั้วอำนาจการเมืองใหม่เพื่อมาถ่วงดุลพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจการเมืองที่ทรงอิทธิพลมาหลายทศวรรษ

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นสำคัญกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นการเดิมพันของทุกฝ่าย

หาก คสช.สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง ผ่านการสนับสนุนของนักเลือกตั้งขาใหญ่ได้สำเร็จ การเมืองจะเกิดการเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน ผลกระทบด้านลบย่อมจะมาถึงสองพรรคการเมืองใหญ่

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง คสช.หรือแม้แต่กองทัพก็คงไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองไปอีกนานเช่นกัน เพราะการกลับมาของทั้งสองพรรคดังกล่าว ย่อมเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ทหารออกไปจากการเมือง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้มีราคาสูง การงัดกลยุทธ์และลีลาทางการเมืองนั้นจำเป็นต้องใช้อย่างเต็มที่ และนั่นอาจทำให้การเลือกตั้งในอนาคตจะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกครั้งว่าเป็นการสู้กันระหว่างทหารและนักการเมือง

จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559176

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 08:11 น.

จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.

อย่าได้แปลกใจหากการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนกลายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ ภายหลังวันที่ 31 ก.ค. จะมีการเลือกประธาน กกต.คนใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มี กกต.จำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยการสรรหาและการเลือก กกต.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ผ่านมาต้องออกแรงถึง 2 ครั้ง กว่าจะได้เห็นโฉมหน้า กกต.ชุดใหม่

แต่ถึงกระนั้น การเลือก กกต.ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้เพียง 5 คนเท่านั้น ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 3.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

สำหรับตัวเต็งประธาน กกต.ขณะนี้มีด้วยกัน 2 คน “ธวัชชัย-ฉัตรไชย”

เดิมทีแนวปฏิบัติที่ผ่านมา กกต.จะมอบให้ผู้ที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นประธาน กกต. เพื่อให้ กกต.มีภาพของความเป็นกลาง แต่มาเที่ยวนี้กลับมีผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหามาลงชิงตำแหน่งด้วย จึงต้องยอมรับว่าธวัชชัยนั้นมีประวัติไม่ธรรมดา เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการเข้ามาเป็นสมาชิก สปท.ได้ จะต้องมีแบ็กอัพและจุดเชื่อมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดีขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม การเลือกประธาน กกต.กลับมามีประเด็นข้อกฎหมายว่าควรรอให้ได้ กกต.ครบ 7 คนก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นความเห็นที่ออกมาจาก “เจษฎ์ โทณะวณิก” ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

“การจะเลือกประธานในครั้งแรกต้องได้ กกต.ครบทั้ง 7 คนก่อน เพราะประธานจะทำหน้าที่จนครบวาระ หากเลือกไปก่อน กกต.ที่เข้ามาใหม่จะไม่มีโอกาสได้เลือก ทั้งที่การทำงานของประธาน กกต.จะผูกพัน กกต.ทั้งหมดด้วย

ดังนั้น ผู้ที่จะนำรายชื่อ กกต. รวมถึงประธานขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบ หากดำเนินการผิดกฎหมายจะส่งผลกระทบที่แก้ไขยาก” ความคิดเห็นของ เจษฎ์

ทว่า ฝั่ง สนช.กลับมองว่าการเดินหน้าเลือกประธาน กกต.ยังสามารถทำได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 ระบุให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เพียง 5 คน ก็สามารถประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.ได้

ในประเด็นนี้คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้ว “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.จะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างให้เดินหน้าเลือกประธาน กกต.ไปเลย หรือชะลอการเลือกเอาไว้ก่อน

ทั้งนี้ ไม่ว่าประธาน สนช.จะเลื่อนการเลือกประธานออกไปหรือไม่ แต่ในอนาคตจำเป็นต้องมีการสรรหากรรมการ กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน เพื่อให้ครบ 7 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เวลานี้กำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต.ที่เหลือ 2 คนนั้นจะมาตามกระบวนการด้วยวิธีการแบบไหน ระหว่าง “สมัครตามระบบปกติ” กับ “การทาบทาม”

ในประเด็นของการทาบทาม เริ่มพูดกันออกมาเป็นระยะแล้ว ภายหลัง สนช.ไม่สามารถเลือก กกต.ได้ครบ 7 คน แม้จะมีการสรรหามาแล้วถึง 2 ครั้ง

โดยที่ผ่านมา พรเพชรพยายามสงวนท่าทีด้วยการยังไม่บอกว่าคณะกรรมการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน จะใช้วิธีการสรรหาแบบพิเศษหรือไม่ ถ้ามองกันตามเนื้อผ้าแล้วโอกาสที่คณะกรรมการสรรหาจะใช้ระบบพิเศษก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1.ไม่ต้องการให้การเลือก กกต.ล่มเป็นครั้งที่ 3 แม้การลงมติเลือก กกต.ครั้งล่าสุดจะไม่ล้มลงเหมือนกับการเลือก กกต.ครั้งแรก แต่การเลือกครั้งล่าสุดของ สนช.ก็มีผู้ผ่านการสรรหาเพียง 5 คนเท่านัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องได้ครบทั้ง 7 คน

สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า สนช.กำลังสื่อมายังคณะกรรมการสรรหาว่าไม่ควรใช้วิธีการสรรหาตามระบบปกติเท่านั้น แต่ควรใช้วิธีพิเศษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เปิดโอกาส เพื่อให้ได้คนที่มีความหลากหลายนอกเหนือไปจากการสมัครตามระบบปกติ

2.การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน เป็นร่างกฎหมายที่สมาชิก สนช.เป็นผู้เสนอและอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาศึกษาก่อนเสนอร่างกฎหมาย

โดยมีหลักการและเหตุผล คือ การให้นายทหารที่รับราชการหรือเคยรับราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี เทียบเท่าข้าราชการพลเรือนที่รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งอธิบดี

การกำหนดหลักการไว้เช่นนี้ จะมีผลให้อดีตนายทหารระดับนายพลจำนวนไม่น้อยมีโอกาสเข้ามาเป็นองค์กรอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะ กกต.ที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ดังนั้น หากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในช่วงเวลา 90 วันระหว่างการรับสมัคร กกต. ก็อาจจะได้เห็นนายทหารจำนวนไม่น้อยตบเท้าเข้ามายื่นใบสมัครเป็น กกต.แน่นสภาแน่นอน

ที่สุดแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนถึงยากเย็น เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง

โหมครม.สัญจร เติมพลังดูดถี่ยิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558924

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

โหมครม.สัญจร เติมพลังดูดถี่ยิบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่ทั้งการหาเสียง และไม่มีนัยทางการเมืองใดๆ แต่การที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตระเวนบุกหัวเมืองใหญ่จัดประชุม ครม.สัญจร ถี่ยิบเฉลี่ยเดือนละภาค ลงพื้นที่อย่างน้อย 1 วัน สองจังหวัดแบบไม่เหน็ดเหนื่อย ยิ่งระยะหลังบรรดานักการเมือง หรือ อดีต สส.ที่เข้าข่ายย้ายพรรคซบ คสช.ตามกระแสดูดไปอยู่พรรคที่สนับสนุน “บิ๊กตู่” แบบออกนอกหน้า

แต่หากย้อน ครม.สัญจร ที่ “บิ๊กตู่” ตระเวนไปแล้วอย่างน้อย 9 ครั้ง แต่ละครั้งกวาดคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลผ่านโครงการและงบประมาณจำนวนมหาศาล และบรรดานักการเมืองพาเหรดมาเข้าพบนับไม่ถ้วน

ย้อนไปส่องผลการประชุม ครม.สัญจรนัดแรก ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อยกระดับช่วงผ่านตัวเมืองนครราชสีมา และเห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายปางปะอิน-นครราชสีมา 3.3 หมื่นล้านบาท แถมยังเทงบแก้น้ำท่วมและภัยแล้งให้ชาวอีสานอีก 2,000 ล้านบาท

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18 -19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี มุ่งเอาใจกระดูกสันหลังของชาติ อนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรวงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท เพราะทราบดีว่า ชาวนาเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 3 คราวนี้ล่องใต้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และ สงขลา แม้ภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยของบเพื่อพัฒนากว่า 5 แสนล้านบาท แต่ที่ประชุม ครม.อนุมัติเพียงมาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2,800 ล้านบาท กับพักชําระหนี้ผู้ประสบภัยจากภัยก่อการร้าย 90 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อมุสลิม 200 ล้านบาท ให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

หลังจากนั้นเป็นต้นมาพออดีต สส.ทั้งพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ในพื้นที่รู้ข่าวว่า “บิ๊กตู่” จะมาตั้งวงประชุม ครม.สัญจร ต่างเริ่มทำแผนของบประมาณออกสื่อกันครึกโครม อย่างประชุม ครม.ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และ สุโขทัย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นักการเมืองใหญ่ ประกาศขอพบและของบจาก “บิ๊กตู่” เพื่อให้รัฐบาลก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ทราบดีว่าเผือกร้อนเสี่ยงถูกภาคประชาชนต่อต้าน ในที่สุด ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” จัดให้โครงการแก้น้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ตามแผนเร่งด่วน 1,900 ล้านบาท จากที่มีการขอทั้งหมด 6,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ครม.สัญจร ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6  ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และตราด นับว่า ครม.สัญจร ครั้งนี้ รัฐบาลจัดหนัก ไฟเขียวโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาคตะวันออก 7.73 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 2.36 แสนล้านบาท

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6  มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครม.เห็นชอบโครงการการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 573 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป

แต่ ครม.สัญจร นัดที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุด คือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เป็นที่ทราบดีว่าเป็นถิ่นของเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กล้าเอาใจ “บิ๊กตู่” เต็มที่ด้วยการจัดเต็มขนคนมาต้อนรับเต็มสนามช้าง อารีน่า กว่า 3 หมื่นคน พร้อมกับของบไป 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอีสานให้เป็นสปอร์ตซิตี้ แต่ “บิ๊กตู่” เทงบให้เพียงโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,400 ล้านบาท

นัดที่ 8 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้  “บิ๊กตู่” นัดประชุม ครม.สัญจร เลือกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดังนี้ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ โดยเลือกลงพื้นที่ จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชน ไม่พลาดอนุมัติงบสนับสนุนโครงการเขตเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) หรือไบโอฮับ มูลค่า 1.33 แสนล้านบาท ที่ถือเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

มาล่าสุดนัดที่ 9 ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค. “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 4 จังหวัด อาทิ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ  รัฐบาลเทงบประมาณไป 19 โครงการ วงเงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท ระหว่างปี 2562-2567 พร้อมกับอุดหนุนงบประมาณโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาอีสาน 1.2 หมื่นล้านบาท “บิ๊กตู่” มาอีสานคราวนี้ได้โชว์พลังดูด บรรดาอดีต สส.เดินพาเหรดมาคารวะถึงที่ อาทิ สุพล ฟองงาม สุทธิชัย จรูญเนตร และอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย  ซึ่่งประกาศเข้าพรรคพลังประชารัฐ

ดังนั้น จากนี้ไปโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่ ในปี 2562 การเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจร ของ “บิ๊กตู่” รัฐบาลเร่งโหมทุ่มสรรพกำลังทุกอย่าง ทั้งโครงการและงบประมาณเทกระจาด หวังเจาะใจพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมๆ กับจะได้เห็นปรากฏการณ์ย้ายข้าง หรือย้ายพรรคของบรรดาแกนนำม็อบ เสื้อแดง เสื้อเหลือง อดีต สส. หรือนักการเมืองที่เคยอยู่ตรงข้าม คสช. จะมาสยบยอม “บิ๊กตู่” อย่างไม่น่าเชื่อ!!!

คดีกรุงไทยลามถึง ‘โอ๊ค’ ‘ทักษิณ’ เหนื่อยแต่ยังสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558922

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

คดีกรุงไทยลามถึง ‘โอ๊ค’ ‘ทักษิณ’ เหนื่อยแต่ยังสู้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมามีชื่ออยู่ในสนามการเมืองเวลานี้อีกครั้ง หลังจากมีเรื่องมาบรรจบที่ตัวทักษิณถึง 2 เรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

เรื่องที่ 1 หมายจับคดีโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัว เดิมคดีดังกล่าวถูกให้ออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากจำเลยไม่อยู่ภายในประเทศ แต่ด้วยผลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง 2560 ทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรื้อคดีกลับมาพิจารณาใหม่ได้

โดยเมื่อศาลฎีกาฯ นัดให้อดีตนายกฯ ทักษิณมาที่ศาล แต่พอไม่มาตามนัด จึงต้องถูกหมายจับไปโดยปริยายเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ซึ่งเป็นหมายจับใบที่ 5 แล้ว โดยก่อนหน้านี้มีหมายจับไปแล้ว 4 คดี ได้แก่ 1.คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย 2.คดีทุจริตการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 3.คดีออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต และ 4.คดีฟื้นฟูกิจการทีพีไอ

เรื่องที่ 2 การจัดงานวันเกิดอายุ 69 ปี ที่อังกฤษในวันที่ 26 ก.ค. งานวันเกิดของทักษิณครั้งนี้ นับเป็นปีที่ 11 แล้วที่ไม่ได้ฉลองที่ประเทศไทย นับตั้งแต่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการซื้อขายที่ดินรัชดาฯ

วันเกิดของทักษิณในแต่ละปีล้วนจะมีบรรดาคนแวดล้อมบินจากประเทศไทยไปร่วมแสดงความยินดีกันมากมาย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าทักษิณยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

สำหรับวันเกิดของทักษิณในปีนี้นั้นต้องยอมรับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองมากที่สุดในรอบ 4-5 ปี เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นหรือกลางปี 2562

ยิ่งใกล้การเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร ก็ดูเหมือนว่า “ทักษิณ-พรรคเพื่อไทย” ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับมากขึ้นเท่านั้น

อดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญของพรรค กำลังค่อยๆ ถูกดูดออกมาจากพรรค เพื่อตัดแขนตัดขาทักษิณไปทีละน้อย ด้วยการนำสารพัดเงื่อนไขมากดดันบรรดาสมาชิกพรรคให้เอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทย เช่น การจัดงบประมาณลงในพื้นที่ของอดีต สส. รวมไปถึงคดีของอดีต สส.ที่กำลังอยู่ในกระบวนการ เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ ระยะหลังคนใกล้ตัวทักษิณเริ่มเข้ามาเป็นคดีความด้วย ดังจะเห็นได้จากกรณีของ “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายคนเดียวของทักษิณ

พานทองแท้กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินจากกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่งพานทองแท้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการปล่อยกู้ดังกล่าว จึงไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาฯ

แต่เมื่อศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ลงโทษจำคุกผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้ามาขยายผลตรวจสอบเรื่องการฟอกเงิน

จากการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่า มีเงินจำนวนหนึ่งเข้าบัญชีพานทองแท้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาพยายามชี้แจงว่าเป็นการโอนเงินเพื่อลงทุนซื้อหุ้นและประกอบธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู แต่ดีเอสไอเห็นว่าพยานหลักฐานที่ใช้ชี้แจงนั้นขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการอ้างถึงการลงทุนประกอบธุรกิจรถยนต์หรู เพราะไม่มีแผนธุรกิจและไม่มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินกิจการ

จึงเป็นที่มาที่ทำให้ดีเอสไอรวบรวมพยานหลักฐานและตัดสินใจยื่นให้อัยการสั่งฟ้องต่อศาล

อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตามระบบของกระบวนการพิจารณาคดี แน่นอนว่าต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพราะอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบสำนวนให้ครบถ้วน แต่หากว่ากันตามแนวทางทางการเมืองแล้ว คดีของพานทองแท้ก็สร้างผลกระทบอยู่ไม่น้อย

สมาชิกพรรคเพื่อไทยในกลุ่มของอดีต สส. ซึ่งจัดว่าเป็นนักเลือกตั้ง ต่างขวัญเสียไม่น้อยในระยะหลัง เนื่องจากไม่มั่นใจในตัวทักษิณว่านายใหญ่นอกประเทศจะยังลงทุนกับการเลือกตั้งหรือไม่ ภายหลังมีหลายปัจจัยแวดล้อมกดดันครอบครัวชินวัตรพอสมควร

นักเลือกตั้งที่ต้องเว้นวรรคจากการเลือกตั้งมาถึง 4 ปี ย่อมต้องการกลับเข้าสู่อำนาจ แต่การจะกลับเข้ามาในสนามการเมืองนั้นก็ต้องมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าตัวเองจะไม่ถูกมือที่ไม่เห็นเข้ามาล้วงอีก ซึ่งการจะทำให้ตัวเองปลอดภัยได้ก็คงต้องหนีออกมาจากพรรคเพื่อไทย

ในมุมของทักษิณเอง มองเห็นได้ว่ายังไม่เปิดหน้าสู้เต็มตัวมากนัก ด้านหนึ่งเป็นเพราะการเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจน การออกตัวแรงย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรในระยะยาว สู้รอเวลาเพื่อให้เกิดความชัดเจนน่าจะดีกว่า

เพียงแต่การรอเวลาอย่างเดียว อาจจะไม่เป็นประโยชน์กับทักษิณอย่างที่คิดเอาไว้ เพราะด้านหนึ่งย่อมต้องการรักษาฐานของตัวเองเอาไว้ด้วย ซึ่งทักษิณจะใช้งานวันเกิดของตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าเวลานี้จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับก็ตาม

พรรคเพื่อไทยขาดทักษิณไม่ได้ เช่นเดียวกับทักษิณที่ก็ขาดพรรคเพื่อไทยไม่ได้เช่นกัน โดยสมาชิกพรรคยังเชื่อลึกๆ ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยังมีทักษิณเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ชัยชนะของการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องอยู่ในมือของพรรค ถึงจะไม่ชนะแบบถล่มทลาย  แต่ก็ยังเป็นเบอร์หนึ่งในทางการเมืองที่เพียงพอต่อการเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้น การเมืองในเวลานี้การยอมตกเป็นฝ่ายรับของทักษิณไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมจำนน แต่อาจเป็นการอดทนเพื่อรอให้อีกฝ่ายหกล้มแล้วค่อยโต้กลับแทน

เพิ่มอำนาจ ปปช. หอกข้างแคร่อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558831

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

เพิ่มอำนาจ ปปช. หอกข้างแคร่อนาคต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประกาศใช้บังคับออกมาเป็นทางการแล้วสำหรับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

เดิมที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ คือ การไม่เซตซีโร่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในทางกลับกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังได้ไปให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีลักษณะต้องห้ามบางราย สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ จนเป็นที่วิจารณ์อย่างหนัก

อย่างไรก็ดี ประเด็นพิพาทนี้ได้จบลงไปแล้ว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีปัญหาดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จนนำมาสู่การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในปัจจุบัน

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่นั้นนับว่ามีหลักการใหม่ที่น่าสนใจพอสมควร ทั้งในแง่ของการป้องกันและการปราบปราม

ด้านการปราบปราม ในภาพรวมแล้วไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างในกรณีของการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.และส่งต่อให้กับอัยการสูงสุดก่อนขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่มีอยู่มุมหนึ่งพบว่า เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ กฎหมาย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบเวลาในการทำงานของ ป.ป.ช.ไว้ชัดเจน

ดังจะเห็นได้จากมาตรา 48 ที่ระบุว่า “เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทําความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จําเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กําหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดําเนินการไต่สวน”

การวางกรอบไว้ 2 ปีตามมาตรา 48 เป็นโจทย์สำคัญของ ป.ป.ช. เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ไม่เคยทำงานโดยถูกกดดันในเรื่องของเวลา ทำให้มีบางคดีที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนนานกว่า 10 ปี นำมาซึ่งคดีความที่ค้างอยู่ในสารบบของ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมาก

ส่วนมุมของการป้องกัน ปรากฏว่า มาตรา 130 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่ จากเดิมกฎหมายจะบัญญัติไว้เฉพาะตำแหน่งที่สำคัญเท่านั้น อาทิ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

ไม่เพียงเท่านี้ การป้องกันภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ยังมีลักษณะในเชิงรุกด้วย โดยเฉพาะการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาล ต่างจากเดิมที่จะเป็นลักษณะเชิงรับที่รอให้เกิดการทุจริตก่อน จากนั้น ป.ป.ช.จะเข้าไปตรวจสอบ

“ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการดําเนินการอย่างใดในหน่วยงานของรัฐอันอาจนําไปสู่การทุจริตหรือส่อว่าอาจมีการทุจริต ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดําเนินการตรวจสอบโดยเร็ว ถ้าผลการตรวจสอบปรากฏว่ากรณีมีเหตุอันควรระมัดระวัง คณะกรรมการ ป.ป.ช.อาจมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวและคณะรัฐมนตรีทราบ พร้อมด้วยข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข

หน่วยงานของรัฐและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องดําเนินการตามควรแก่กรณีเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตหรือเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของรัฐหรือประชาชนโดยเร็ว และถ้าไม่เกี่ยวกับความลับของทางราชการให้เปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป” อำนาจเชิงรุกของ ป.ป.ช.ตามมาตรา 35

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ป.ป.ช.ได้ถูกออกแบบให้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น เพื่อปราบปรามการทุจริต แต่อำนาจที่เพิ่มขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นการใช้แบบเต็มรูปแบบ ภายหลังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีการตีกรอบการทำงานของรัฐบาลเอาไว้ค่อนข้างมาก พร้อมๆ กับการถูกตรวจสอบรอบด้านจากทั้งวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เช่น ในกรณีของการปฏิรูปประเทศและการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มิเช่นนั้น อาจนำมาซึ่งการถูกดำเนินคดีอาญา

ไม่ว่ารัฐบาลจะก้าวเดินอย่างไร จะถูกจับตาตลอดเวลา ท่ามกลางความหวาดระแวงว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะครองตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกสอยลงจากตำแหน่งกลางอากาศเหมือนกับนายกรัฐมนตรีในอดีต เรียกได้ว่าความมั่นคงในตำแหน่งมีค่อนข้างน้อย

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นเพียงหนึ่งในกลไกของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง

ทุกอย่างถูกวางไว้เพื่อเปิดทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทั้งรูปแบบการเลือกตั้ง กติกาของการเลือกตั้ง และการสรรหาองค์กรอิสระในระยะนี้ หรือถ้า คสช.ไม่ได้เป็นรัฐบาล รัฐบาลของนักการเมืองในอนาคตจะต้องเจอกับเครื่องกีดขวางหลายด่านระหว่างการบริหารประเทศผ่านกติกาที่ถูกสร้างในยุคของ คสช.

ที่สุดแล้ว หากจะบอกว่ากฎหมาย ป.ป.ช.อาจเป็นหอกข้างแคร่ในอนาคตสำหรับรัฐบาลของนักการเมือง คงไม่ผิดมากนัก

‘เป่าคดี’เกมบีบย้ายพรรค ไม้ตายเสริมพลังดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558710

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 07:56 น.

‘เป่าคดี’เกมบีบย้ายพรรค ไม้ตายเสริมพลังดูด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดหน้าแสดงตัวชัดเจนกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกลุ่มอดีต สส.อุบลราชธานี ออกมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง “พลังดูด” ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ไล่มาตั้งแต่ สุพล ฟองงาม อดีต สส.พรรคเพื่อไทย สุชาติ ตันติวณิชชานนท์ อดีต สส.พลังประชาชน โกวิทย์ ธรรมานุชิต อดีตผู้สมัคร สส.ไทยรักไทย วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ประจักษ์ แสงคำ อดีตผู้สมัคร สส.ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

ถัดมาที่ ​​จ.ศรีสะเกษ ​​อมรเทพ สมหมาย อดีต สส.ชาติพัฒนา, ศิริพงษ์ อังคะสกุลเกียรติ อดีต สส.ชาติไทย ​ ด้าน จ.ยโสธร มี รณฤทธิชัย คานเขต อดีต สส.ไทยรักไทย ​ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่มีรายชื่อ​เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งหมดนี้มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ​ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ​เป็นผู้ทักทายกลุ่มนักการเมืองที่มารอให้การต้อนรับ

ตอกย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์ “ดูด” เวลานี้ส่อเค้าจะบานปลายมากขึ้น​และไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่ายๆ

ล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิเคราะห์พลังดูดที่เข้มข้นขึ้นนั้นมาจาก 3 ปัจจัย คือ เงิน ตำแหน่ง และคดีความ

“ผมรับทราบมาว่ามีการเจรจาเรื่องเหล่านี้จริง คนในพรรคประชาธิปัตย์ตกเป็นเป้าในเรื่องเหล่านี้อยู่ แต่ผมเชื่อว่าเขาตกผลึกแล้ว ถ้ามั่นคงในอุดมการณ์ก็อยู่ แต่ถ้ามีเรื่องเหล่านี้ก็ไป เราคงห้ามอะไรไม่ได้ ผมไม่สบายใจที่มีคนพูดเรื่องการย้ายพรรคเพราะมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติทางการเมือง”

สัญญาณสำคัญอยู่ตรงที่ อภิสิทธิ์ มองว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการนำคดีความมาต่อรองให้ย้ายไปอยู่กับพรรคใหม่ แล้วคดีจะจบ ซึ่งต้องจับตาเพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันใช้มาตรา 44 ตีตราไว้หลายคนแล้วตอนนี้จะเคลียร์ให้

สอดรับไปกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่มีให้เห็นเรื่อยๆ ถึงความพยายามใช้ประเด็นเรื่องคดีความที่ติดตัวของนักการเมืองแต่ละคนมาเป็นแรงกดดันหวังดึงให้มาร่วมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ

ที่ผ่านมา สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า มีคนติดต่อทาบทามให้ย้ายไปอยู่พรรคใหญ่ 2 พรรค เพื่อแลกกับคดีความ ถ้าหากย้ายไปก็จะไม่มีคดีติดตัว ซึ่งก็ได้ปฏิเสธและกล่าวขอบคุณที่หวังดี เพราะส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย

แม้แต่คดีของ วัน อยู่บำรุง ลูกชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ถูกออกหมายจับลงวันที่ 19 ก.ค. 2561 ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้การกระทำการใด หรือไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย โดยมีอาวุธ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งถูกคุมตัวที่กองปราบโดยไม่ให้ประกันตัวในวันแรก ทำให้ต้องนอนห้องขัง 1 คืน ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันตัวไปโดยตีราคาประกัน 3 แสนบาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขแต่อย่างใด

กรณีนี้นับเป็นอีกหนึ่งในคดีที่ถูกมองว่า ตั้งใจใช้คดีความมาเป็นแรงบีบเพื่อกดดันหวังผลให้ย้ายพรรค โดยต้องการแสดงให้อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และอดีต สส.เกรดเอทั้งหลาย ได้เห็นว่าขนาดลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม ยังโดนขนาดนี้ คดีความคนอื่นๆ จะหนักขนาดไหนหากไม่ย้ายพรรคไปเข้าด้วยกับพรรคพลังประชารัฐ

วิธีการแบบนี้ไม่ต่างจากกรณีของบรรดาผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอดีตที่เคยถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ ตามคำสั่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวการทุจริตหรือเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายพื้นที่

จนต่อมาได้รับการปลดล็อกให้กลับมาทำหน้าที่ต่อ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะดีลลับให้พลิกขั้วหันมาสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเริ่มเปิดหน้าปฏิบัติการดูดเต็มสูบ

โดยเฉพาะกับ บุญเลิศ บูรณปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ที่มีฐานเสียงและขุมกำลังในพื้นที่อันเข้มแข็ง ไม่ต่างจากอีกหลายคนที่ถูกปลดล็อกให้กลับมาทำงานพร้อมกัน เช่น สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร ​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

แม้แต่กรณีของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ถูกทางการเพ่งเล็งอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มสะสมทรัพย์ จ.นครปฐม เวลานี้กลับถูกบีบให้พลิกขั้วกลับมาสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้จุดอ่อนเรื่องคดีเข้ามาเป็นแรงกดดัน

อีกด้านหนึ่งบรรดานักการเมืองที่หลายคนล้วนแต่มีคดีความในอดีต โดยเฉพาะกับคดีที่ค้างอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรงนี้กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกนำมาต่อรอง

ตามกระแสข่าวที่ได้ยินทั้ง วิรัช รัตนเศรษฐ อดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีทุจริตก่อสนามฟุตซอล สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งยังมีคดีค้างคากรณี ครม.มีมติจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองปี 2548-2553 และยังไม่นับรวมอดีต สส.ผู้มากบารมี อีกหลายคน อาทิ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา กลุ่มตระกูล “สะสมทรัพย์” แห่ง จ.นครปฐม ที่ต้องจำใจย้ายพรรค

ยิ่งในวันที่สังคมกำลังจับตาการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.​ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่าใกล้ชิดกับทางฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยแล้ว แรงบีบเรื่องคดีจึงดูจะมีน้ำหนักในการกดดันให้ย้ายพรรค มากกว่าเรื่องตำแหน่งหรือผลประโยชน์อื่น

โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่ขั้วอำนาจเก่ายังมีฐานเสียงที่เข้มแข็ง การแทรกตัวเข้าไปชิงเก้าอี้ในพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐจนมีเสียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจไม่ง่ายอย่างที่คาดไว้ แม้จะมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษในมือ

จุดอ่อนเรื่องคดีความจึงเป็นอีกไม้ตายที่จะเพิ่มแรงดูดให้เพิ่มมากขึ้นในช่วงสุดท้ายก่อนตลาดปิด

ช่วงประมูลราคา ‘สามมิตร’เขย่าตลาด สส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558600

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10:32 น.

ช่วงประมูลราคา 'สามมิตร'เขย่าตลาด สส.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“สามมิตร” กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด สวนทางกับพรรคการเมืองที่เวลานี้ยังติดล็อกการเมือง ไม่สามารถทำกิจกรรมการเมืองใดๆ ได้ทั้งสิ้น

อย่างที่ทราบกันดีว่าสามมิตรประกอบด้วยบิ๊กการเมืองชื่อดังทั้งสิ้น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีตแกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย โดยมีข้อต่อสำคัญที่ถูกมองว่าเชื่อมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี

แบ็กกราวด์ทางการเมืองของทั้ง 3 คน ล้วนมาจากพรรคไทยรักไทย เมื่อครั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นหัวหน้าพรรคในฐานะผู้ทรงอิทธิพลการเมืองสูงสุดเวลานั้น จึงไม่แปลกที่จะรู้ว่าหากต้องการจะมีชัยในสนามเลือกตั้งและสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งแล้วจะต้องทำอย่างไร ซึ่งเวลานี้สามมิตรก็พยายามนำแนวทางของทักษิณมาต่อยอดอย่างมีนัยสำคัญ

ในอดีต “ทักษิณ” สร้างฐานทางการเมืองด้วยการควบรวมพรรค เพราะพื้นฐานของทักษิณมาจากพรรคพลังธรรม ซึ่งไม่มีฐานคะแนนเสียง สส.ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือเท่าใดนัก จึงเป็นที่มาของการนำพรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา มาอยู่ใต้ร่มเงาของพรรคไทยรักไทย

ความใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ทำให้มีกรรมการบริหารมากกว่า 100 คน แม้ภายในจะแบ่งเป็น “วัง” และมีหัวหน้าวังคอยดูแล สส. แต่ทุกวังดังกล่าวต่างล้วนขึ้นตรงกับ “ทักษิณ”

สามมิตรก็เดินตามรอยเท้าแทบจะเหมือนทุกก้าว ดังจะเห็นได้ว่าเวลานี้กำลังทาบทามอดีต สส. กลุ่มการเมือง เข้ามาร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่กลุ่มอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย

ถึงการเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มว่าเขตเลือกตั้งจะลดลง ซึ่งหมายถึงจำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งย่อมจะน้อยลงไปด้วย แต่ถึงอย่างไรเสียจำนวน สส.ภาคเหนือและอีสานยังเป็นฐานสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลอยู่วันยังค่ำ เรียกได้ว่าพรรคใดมีส่วนแบ่ง สส.อีสานและเหนือมากที่สุด พรรคนั้นย่อมมีโอกาสเป็นรัฐบาลมากกว่าพรรคการเมืองอื่น

หากจะบอกว่าทักษิณดูดยกพรรค กลุ่มสามมิตรก็ดูดยกกลุ่ม

ส่วนนโยบายทางการเมือง กลุ่มสามมิตรแทบจะลอก “ประชานิยม” ของทักษิณมาเกือบหมด เช่น นโยบายโค 1 ล้านตัว และผลักดันราคาข้าวนาปรังที่ราคาไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท เน้นซื้อใจประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก เพื่อให้ตัวเองเป็นรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีคำถามว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรเวลานี้เป็นของจริงหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มสามมิตรเดินเกมการเมืองได้สะดวกกว่าพรรคการเมืองใดนั้น เป็นเพราะ คสช.ไม่ได้ออกมาห้ามอย่างชัดเจนมากนัก มีแต่เพียงการพูดในทำนองว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกาเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง เวลากลุ่มสามมิตรไปที่ไหน บรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายก็ไม่ค่อยกล้าปฏิเสธเท่าใดนัก เพราะการปฏิเสธกลุ่มสามมิตร ด้านหนึ่งอาจหมายถึงการปิดประตูใส่หน้า คสช.เช่นกัน

ในมุมของนักเลือกตั้งเวลานี้ ย่อมรู้ดีว่าการออกตัวแรงเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจนย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดากลุ่มอดีต สส.พรรคเพื่อไทย

ผลโพลหรือผลสำรวจคะแนนความนิยมทางการเมืองที่ออกมา แม้กระแสจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในมุมหนึ่ง “พรรคเพื่อไทย” ก็อยู่ในลำดับบนๆ ของพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

แสดงให้เห็นว่าท่ามกลางการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของ คสช. ปรากฏว่าไม่สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยและทักษิณลดอิทธิพลที่มีต่อการเมืองไทยได้เท่าใด

เมื่อกระแสของพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่ ส่งผลให้นักเลือกตั้งเกรดเอของพรรคเพื่อไทยเกิดอาการลังเลไม่น้อย เพราะการทิ้งทักษิณย่อมไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเองไปถูกประหารในสนามเลือกตั้ง แต่ครั้นจะไม่ทอดไมตรีกับสามมิตรเอาไว้บ้าง ก็ดูเหมือนจะเปิดหน้าท้ารบกับ คสช.เกินไป ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเหยียบเรือสองแคมของนักเลือกตั้ง

ตรงนี้เองอาจเป็นจุดเสียเปรียบของกลุ่มสามมิตรก็ว่าได้ เพราะนักเลือกตั้งเองก็ไม่ต้องการจะแพ้ในการเลือกตั้ง ทำให้ยังไม่อาจเทใจมาให้กับกลุ่มสามมิตรอย่างเต็มร้อย

ยิ่งไปกว่านั้น จังหวะและเวลาของการย้ายพรรคในเวลานี้ยังไม่ลงล็อกมากนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองติดต่อกัน 90 วันจนถึงวันเลือกตั้ง แต่ขณะนี้การเลือกตั้งยังไม่มีการกำหนดวันชัดเจน เท่ากับว่าการแสดงพลังดูดช่วงนี้อาจจะยังไม่ใช่ของจริง ต้องรอให้เกิดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เวลานั้นตลาดการโยกย้าย สส.น่าจะคึกคักมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงพรรคเพื่อไทยจะมีอิทธิพลอยู่ในระดับหนึ่ง แต่กลุ่มสามมิตรได้ก้าวเข้าสู่การเป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่กำลังมีราคาทางการเมือง เพราะมีผู้ให้การสนับสนุนในหลายๆ ด้าน ซึ่งสร้างแรงดึงดูดให้กับนักเลือกตั้งที่มีความกล้าพอจะทิ้งพรรคเพื่อไทย

เมื่อกลุ่มสามมิตรชิงเดินหมากการเมืองก่อนทุกพรรคการเมือง ย่อมทำให้ตัวเองมีความได้เปรียบ แม้เวลานี้จะถูกกังขาว่าเป็นของจริงหรือไม่ แต่ถ้าเดินหน้าเก็บแต้มและดูดนักเลือกตั้งได้ต่อเนื่องอย่างที่ทำอยู่ พรรคการเมืองใหญ่ในปัจจุบันก็คงจะหนาวๆ ร้อนๆ เช่นกัน

“บิ๊กแดง”ผงาด ผบ.ทบ. เคลียร์ทาง”บิ๊กตู่”นั่งนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558473

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

"บิ๊กแดง"ผงาด ผบ.ทบ. เคลียร์ทาง"บิ๊กตู่"นั่งนายกฯ

กองทัพจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี รองรับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง พล.อ.อภิรัชต์ เป็นหนึ่งในนายทหารที่ครบเครื่องทั้งเรื่องการเมืองและการทหาร

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือน ก.ค.ของแต่ละปี มักจะพบความเคลื่อนไหวของกองทัพเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี ตามกำหนดการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม  เพื่อพิจารณาบัญชีโยกย้ายทหารใน วันที่ 25 ก.ค.

ในปีนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากกว่าทุกครั้งในรอบ 4 ปี ภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ความสำคัญประการแรกเห็นจะเป็นการที่ปีนี้จะมีนายทหารระดับผู้นำเหล่าทัพเกษียณอายุราชการพร้อมกันยกแผง ประกอบด้วย “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.  “บิ๊กนุ้ย” พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร. และ “บิ๊กจอม” พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.

โฟกัสไปที่กองทัพบก ซึ่งเป็นจุดศูนย์อำนาจในยุคนี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญหลายเก้าอี้ โดยเฉพาะในไลน์ “5 เสือ ทบ.”

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ “บิ๊กแดง” ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ตามคาด และขยับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา หรือแม่ทัพตู่ แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) และ พล.ท. วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.18) ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ด้วยกันทั้งคู่ ส่วน พล.ท.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.19) ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ที่มีการวางตัวกันไว้แล้ว เช่น พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.20) ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญศรี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รอง ผบ.ทร. (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทร. พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน (ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทอ.

ความสำคัญประการต่อมาของการโยกย้ายนายทหารประจำนี้คือ การรองรับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

อย่างที่ทราบกันดีว่าเวลานี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป เหลือเพียงแต่การรอให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มีผลใช้บังคับ ทุกอย่างก็เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะจะเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช. ที่ต้องการกลับเข้ามาสู่อำนาจอีกครั้ง เพื่อสานต่อภารกิจการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง ผ่านการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย

ด้วยเหตุนี้การจัดกำลังกองทัพในระยะนี้ต้องได้คนที่ไว้วางใจเป็นพิเศษขึ้นมาทำหน้าที่คุมกองทัพ จึงไม่แปลกที่ชื่อของ “บิ๊กแดง” จะอยู่ในใจของ คสช.มาตั้งแต่แรก

พล.อ.อภิรัชต์ เป็นหนึ่งในนายทหารที่ครบเครื่องทั้งเรื่องการเมืองและการทหาร

เรื่องการทหารก็มีบทบาทในฐานะผู้คุมกำลังมาโดยตลอด ทั้งตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 แม่ทัพน้อยที่ 1 แม่ทัพภาคที่ 1 เรียกได้ว่าเติบโตมาตามเส้นทางของนายทหารที่จะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของกองทัพบก

ส่วนการเมืองนั้นได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมาแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 เมื่อครั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ในช่วงปี 2557 ภายหลังการรัฐประหารของ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ ถูก คสช.วางตัวให้ทำหน้าที่ดูแลความสงบมาจนถึงช่วงหลังรัฐประหาร 2557 พล.อ.อภิรัชต์ ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ให้เข้าไปรับงานสำคัญต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องดูแลความสงบเรียบร้อย ไปจนถึงเรื่องแก้ปัญหาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

แม้โดยพื้นฐานแล้ว พล.อ.อภิรัชต์ จะเป็นนายทหารในกลุ่มวงศ์เทวัญ ไม่ใช่บูรพาพยัคฆ์เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร แต่สถานการณ์ในยามนี้ผู้นำเหล่าทัพและรัฐบาลต่างเห็นตรงกันว่าหากยังแบ่งเหล่าและก๊กกันในกองทัพ โอกาสที่จะพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามมีความเป็นไปได้สูง

ดังนั้น การแต่งตั้งกองทัพบกในระยะหลังจึงไม่ได้มาจากสายบูรพาพยัคฆ์เป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากการขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ของ พล.อ.เฉลิมชัย ที่อยู่ในกลุ่มทหารสงครามพิเศษ ทุกกลุ่มในกองทัพยอมถอยให้กันเพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพของกองทัพ

ภารกิจหนักของ “บิ๊กแดง” ในวันข้างหน้าอยู่ที่การเลือกตั้งเป็นหลัก

กองทัพจะต้องเป็นกำลังหลักในการควบคุมความสงบในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากเมื่อการเมืองไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว เกมการเมืองทั้งบนดินและใต้ดินจะปรากฏให้เห็นเป็นระยะ และแน่นอนว่า คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมถูกเป็นเป้าโจมตีในครั้งนี้

ที่สุดแล้วการขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ของ พล.อ.อภิรัชต์ จึงมีงานหนักและใหญ่กว่า ผบ.ทบ.ในยุค คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะศึกนี้มีการเดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง

โอกาส‘ประยุทธ์’ เหนือกว่าคนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558153

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 10:02 น.

โอกาส‘ประยุทธ์’ เหนือกว่าคนอื่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินทิศทางลมแล้วเวลานี้โอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ ด้วยหลายปัจจัยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประการแรก ด้วยอำนาจรัฐกับการบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องกว่า 4 ปี ผลงานอันปรากฏในช่วงเวลาที่ผ่านมาย่อมสามารถเรียกคะแนนนิยมได้ในหลายพื้นที่ ไม่มากก็น้อย สะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักที่ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์

ยิ่งในวันที่คู่แข่งทางการเมืองไม่อาจออกมาดำเนินกิจกรรม ด้วยคำสั่ง คสช. หรือแม้แต่การจะแสดงความคิดความเห็นทางการเมืองที่ยังถูกปิดกั้นด้วยแล้ว ย่อมทำให้บทบาทของนักการเมืองจากแต่ละพรรคที่เคยมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นของตัวเองเริ่มอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญในระยะหลังรัฐบาล คสช.เริ่มเปิดเกมรุกทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ กระจายลงไปในแต่ละภูมิภาค ยังไม่รวมกับการเดินสายลงพื้นที่หอบคณะรัฐมนตรีลงไปจัดประชุม ครม.สัญจร ทั้งหัวเมืองหลัก หัวเมืองรอง ที่ว่ากันว่าเป็นยุทธศาสตร์การเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยม

ประการที่สอง กฎกติกาที่สร้างความได้เปรียบให้กับฝั่ง คสช. จนถึงขั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในความพยายามเพื่อปูทางสู่การสืบอำนาจของ คสช. ไล่มาตั้งแต่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่แม้จะแพ้เลือกตั้ง แต่คะแนนที่ได้รับก็ยังสามารถนำไปคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ

ระบบนี้ว่ากันว่าจะเอื้อให้พรรคขนาดกลางขนาดเล็กได้ที่นั่งเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้ามกับพรรคขนาดใหญ่ที่เมื่อได้ สส.ระบบเขตจำนวนมากแล้ว ย่อมไปตัดโอกาสที่จะได้คะแนนบัญชีรายชื่อ ต่างจากระบบแยกบัตรลงคะแนนระหว่าง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

อีกทั้งเงื่อนไขตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ 250 สว.​ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช. มีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส. 500 เสียง อันมีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้ คสช.ได้เปรียบในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

โดยเฉพาะในสภาพที่ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โอกาสรวบรวมเสียง สส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้นั้นย่อมไม่ง่าย

ประการที่สาม ความอ่อนแอของพรรคการเมืองทั้งในแง่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี และจนถึงเวลานี้ยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆ ได้ แม้แต่การประชุมวางแผนกำหนดนโยบายหรือวางตัวผู้สมัคร ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองเดิมเสียเปรียบพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนรัฐบาล คสช.

ยิ่งกว่านั้นด้วยระบบกติกาใหม่ ทั้งเรื่องการจัดหาสมาชิก จัดตั้งสาขาพรรค เรื่อยไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตหรือการคัดเลือกผู้สมัครเบื้องต้นที่จะต้องผ่านการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค อันจะทำให้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการกับระบบใหม่ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อนยิ่งจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย

อีกทั้งปรากฏการณ์ “ดูด” ที่กำลังรุกคืบขยายวงไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อมาเสริมทีมสร้างความเข้มแข็งให้กับ “พรรคพลังประชารัฐ” ผ่านการขับเคลื่อนของ “กลุ่มสามมิตร” สอดรับกับการเปิดหน้าประกาศตัวย้ายพรรคของอดีต สส.หลายคนในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ขณะที่พรรคขนาดใหญ่หลายพรรคยังมีปัญหาภายใน ทั้งพรรคเพื่อไทยเองที่นอกจากจะมีปัญหาแรงกดดันรุมเร้าจากภายนอกแล้ว อีกด้านหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องเอกภาพภายในพรรคที่หนักกหน่วงไม่แพ้กัน

เมื่อจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่อาจหาตัวคนที่จะมาคุมทัพนำเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้งอันจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ เมื่อ คุณหญิงสุดารัตน์​ เกยุราพันธุ์ ที่เคยได้รับไฟเขียวจากต่างแดนก็ดูจะไม่สามารถกู้ความเป็นเอกภาพกลับคืนมาได้ จนกระตุ้นให้อดีต สส.หลายคนเริ่มไหลออก

อีกฝั่งการผลักดันของกลุ่มเจ๊แดงที่ต้องการชูให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ กลับมารับหน้าที่สมานรอยร้าวในพรรคก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับ จนทำให้สภาพภายในยังยักแย่ยักยันจนขับเคลื่อนลำบาก

​ประการที่สี่ ทั้งในแง่องค์กรอิสระควบคุมการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งถูกคัดเลือกในช่วงนี้ก็ยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ว่าจะสามารถคุมการเลือกตั้งในอนาคตว่าจะดำรงความเป็นกลางได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ยังไม่รวมกับมือไม้แขนขาของกองทัพที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่มายาวนานนับตั้งแต่หลังรัฐประหารเพื่อควบคุมดูแลความเคลื่อนไหวของแต่ละพื้นที่ สอดรับไปกับกระแสข่าวเรื่องความพยายามต่อสายดึงสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นมือไม้ช่วยทำพื้นที่อีกแรง

ประการสุดท้าย การเติบโตของพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กที่จะแบ่งคะแนนกันเอง ทำให้โอกาสที่จะเกิดพรรคขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก เมื่อพรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องแบ่งคะแนนกับเพื่อไทย ขณะที่ประชาธิปัตย์ต้องแบ่งคะแนนกับรวมพลังประชาชาติไทย ในขณะที่ภูมิใจไทยไปจนถึงอนาคตใหม่ ก็ล้วนแต่ต้องการจะพุ่งเป้าแบ่งคะแนนชิงเก้าอี้ระบบบัญชีรายชื่อซึ่งไม่ต้องชนะระบบเลือกตั้ง

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อได้เปรียบของ คสช. และทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปรียบกว่าหลายๆ ฝ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้

‘พลังดูด’แค่อุ่นเครื่อง ของจริงรอปลดล็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558034

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 10:22 น.

‘พลังดูด’แค่อุ่นเครื่อง ของจริงรอปลดล็อก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองขณะนี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจเท่ากับว่าความคึกคักของการดูดอดีต สส. นับตั้งแต่กลุ่ม “สามมิตร” เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ

แกนนำกลุ่มสามมิตรที่เปิดตัวออกมาให้เห็นบ้างนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเดิมที่คอการเมืองรู้จักกันอยู่แล้ว หนำซ้ำยังเป็นกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกับ “ทักษิณ ชินวัตร” มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจเมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้านี้มาแล้วทั้งนั้น เรียกได้ว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี

การเดินเกมของกลุ่มสามมิตรเวลานี้ พุ่งเป้าไปที่พรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ครองอิทธิพลในภาคอีสานและภาคเหนือ ภายใต้หลักการที่กลุ่มสามมิตรเชื่อว่าถ้าแชร์ส่วนแบ่ง สส.อีสานและภาคเหนือมาจากพรรคเพื่อไทยได้เกิน 50-60% ก็เพียงพอที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยไม่มีจำนวน สส.มากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับโมเดลเมื่อครั้งที่ สส.พรรคพลังประชาชนโดนดูดออกมามากกว่า 30 คน เพื่อมาสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ จนพรรคพลังประชาชนกลายเป็นฝ่ายค้านมือสมัครเล่นในเวลานั้น

ส่วนภาคอื่นๆ ยกเว้นภาคใต้น่าจะพอมีโอกาสเจาะได้บ้าง หากบรรยากาศทางการเมืองในช่วงก่อนลงคะแนนเป็นใจให้กับกลุ่มสามมิตร

ด้วยเหตุนี้ จึงได้ปรากฏข่าวว่ากลุ่มสามมิตรเปิดหน้าทาบทามอดีต สส.พรรคเพื่อไทย แบบเต็มที่ ซึ่งล่าสุดไม่เว้นแม้แต่การเจาะฐานมวลชนเสื้อแดงให้เอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทย

“กลุ่มสามมิตรได้พยายามเดินสายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฝ่ายต่างๆ หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกับกลุ่ม นปช. ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในภาคอีสาน หากได้หลอมรวมความคิดเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาได้ ก็จะเป็นแนวทางการปรองดองเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ” การเปิดเผยจาก “ภิรมย์ พลวิเศษ” เลขากลุ่มสามมิตร

เพียงแค่ขยับตัวทำลายฐานเสื้อแดงของกลุ่มสามมิตร ดูเหมือนว่าจะเริ่มเห็นผลระดับหนึ่ง หลังจากบรรดาแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสานมีท่าทีตอบรับกลุ่มสามมิตร พร้อมกับดิสเครดิตแกนนำเสื้อแดงส่วนกลาง

“การเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมที่จะสนับสนุนใครก็ได้ที่พูดจริง ทำจริง ใกล้ชิดกับประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้ามาอย่างถูกต้องจากการเลือกตั้ง

สิ่งที่พวกผมเสียใจที่สุดก็คือการสูญเสียชีวิตของพี่น้องคนเสื้อแดงที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับปากว่าจะเร่งดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว แต่ผ่านไปกว่า 3 ปี ก็ยังไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้เลย” เทพพนม นามลี แกนนำเสื้อแดงสุรินทร์ ระบุ

เรียกได้ว่ากลุ่มสามมิตรกำลังบุกใส่พรรคเพื่อไทยทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านกันเลยทีเดียว

แต่กระนั้น ถ้าจะมองกันจริงๆ แล้ว ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดูดอดีต สส.และกลุ่มการเมืองตอนนี้ ยังคงเป็นเพียงการอุ่นเครื่องเบื้องต้นเท่านั้น

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 กำหนดว่าบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง

ประกอบกับการจะลงรับสมัครเลือกตั้ง สส.ได้นั้นยังต้องผ่านกระบวนการทำไพรมารีโหวตของพรรคการเมืองอีก มิเช่นนั้นจะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ได้

เท่ากับว่าความชัดเจนและการจะลงหลักปักฐานของพวกนักเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ต่อเมื่อมีวันเลือกตั้งที่ชัดเจนก่อน จากนั้นค่อยมาหาทางลงพรรคการเมืองเพื่อให้ครอบคลุมเวลา 90 วันตามรัฐธรรมนูญ และการทำไพรมารีโหวตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

เมื่อความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น หากจะบอกว่าการพยายามดูดอดีต สส.และกลุ่มการเมืองขณะนี้ เป็นการกำหนดราคาทางการเมืองคงไม่แปลกนัก

ระบบการเลือกตั้งที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างที่หลายฝ่ายทราบกันดีที่มีชื่อ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”

วิธีการเลือกตั้งดังกล่าวส่งผลให้คะแนนของผู้แพ้ในอันดับสองหรือสามมีความหมายขึ้นมาทันที เพราะจะถูกนำไปคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

นักเลือกตั้งเกรดเอ เกรดบี หรือแม้แต่เกรดซี จึงเป็นคนที่มีราคาทางการเมืองขึ้นมาทันที จะมีราคามากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปตามราคาค่างวดและผลงานที่ผ่านมา

กลุ่มสามมิตรก็รู้ถึงตรรกะนี้ ถึงได้พยายามทาบทามล่วงหน้าอดีต สส.ที่พอจะมีราคาอยู่บ้างเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ถูกโก่งราคาจนเกินไป โดยกลุ่มสามมิตรมีแรงดึงดูดน่าสนใจตรงที่มีท่อต่อไป คสช. ทำให้นักเลือกตั้งที่เข้ามาอยู่กับกลุ่มสามมิตรน่าจะพอวางใจได้ว่าจะไม่ถูกปรับทัศนคติเหมือนกับเมื่อครั้งอยู่กับพรรคเพื่อไทย

แต่กระนั้น การเมืองไทยมีพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไขหลายประการ ตอนนี้นักเลือกตั้งอาจมีใจให้กับ คสช.ในฐานะเป็นผู้ทรงอิทธิพล แต่เมื่อวันใดที่ฟ้าเปิดแล้ว พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ มีความเป็นไปได้ที่สายน้ำย่อมไหลย้อนกลับได้เหมือนกัน

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงนิ่งกับพลังดูดในเวลานี้ เพราะเข้าใจถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี