รุกหนักพื้นที่อีสาน ‘บิ๊กตู่’ เก็บแต้มเพื่อกำชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557928

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

รุกหนักพื้นที่อีสาน ‘บิ๊กตู่’ เก็บแต้มเพื่อกำชัย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุกย่างก้าวของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลายเป็นที่น่าจับตามองของทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรแต่ละครั้ง

สาเหตุที่การประชุม ครม.สัญจรถูกมองว่ามีนัยทางการเมือง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามดึงอดีต สส.พรรคเพื่อไทย และพรรคการเมืองอื่นๆ ของกลุ่มสามมิตร เพื่อเป็นฐานกำลังสนับสนุนในการเลือกตั้งและผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

อีกทั้งเมื่อมีการประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่จังหวัดใด จังหวัดนั้นจะได้รับการอนุมัติโครงการอย่างมีนัยสำคัญเหมือนกันทุกครั้งตลอดการประชุม ครม.สัญจร 4 ครั้งที่มีขึ้นในปี 2561

ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. ที่ จ.จันทบุรี และตราด

สั่งการกระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองรับไปพิจารณาศึกษาการออกแบบก่อสร้างถนนเส้นทางเลียบชายทะเล จ.ชลบุรี และให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาสนับสนุนการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เส้นทางโดยการเพิ่มช่องทางจราจร โดยให้คำนึงถึงการเชื่อมโยงพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) และพื้นที่ระหว่างจังหวัดในภาค

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค. ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมไปถึงเดินหน้ายุทธศาสตร์การพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง (จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางคมนาคมและระบบโลจิสติกส์

ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์

พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เช่น โครงการพัฒนาแก้มลิงลุ่มน้ำชีเพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ และจังหวัดใกล้เคียง โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่แล้งซ้ำซาก จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อเร่งการระบายน้ำในฤดูน้ำหลากและเก็บน้ำไว้ในลำน้ำช่วงปลายฤดูฝน

ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย. ที่ จ.พิจิตร และนครสวรรค์

กำหนดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศในระยะ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง ซึ่งกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 เป็นศูนย์กลางโครงข่ายคมนาคมที่สำคัญของประเทศ เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาคกลางไปสู่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน

ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ 5 ในวันที่ 23-24 ก.ค. ที่ จ.อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ จึงไม่แปลกที่ ครม.จะเตรียมอนุมัติหลักการโครงการต่างๆ เกี่ยวกับจังหวัด ซึ่งจะเป็นที่ดึงดูดให้อดีต สส.ในพื้นที่หันมาเทใจให้กับรัฐบาล

พื้นที่ทางการเมืองของ จ.อุบลราชธานี และอำนาจเจริญนั้น เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยครองความเป็นใหญ่มานานพอสมควร แต่ถ้ามองลงในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ครองพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ 100%

การเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 จ.อุบลราชธานี มี สส.ทั้งหมด 11 คน แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 7 คน พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน ส่วน จ.อำนาจเจริญ มี สส. 2 คน พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปพรรคละ 1 คน

ไม่เพียงเท่านี้ บางพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยชนะพรรคคู่แข่งนั้นก็มีคะแนนห่างกันเพียงหลักพันหรือหลักร้อยคะแนนเท่านั้น เช่น จ.อำนาจเจริญ เขต 1 พรรคเพื่อไทยได้ 37,093 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 35,216 คะแนน จ.อุบลราชธานี เขต 10 พรรคเพื่อไทยได้ 33,903 คะแนน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินได้ 33,559 คะแนน

จากตัวเลขเลือกตั้งปรากฏออกมาจะเห็นได้ว่าโอกาสพรรคการเมืองอื่นก็ยังพอมีอยู่ นอกจากนี้ ด้วยระบบการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เอื้อให้คะแนนของผู้แพ้ในระบบแบ่งเขต ช่วยเพิ่มจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย เรียกได้ว่างานนี้ไม่มีทางแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคเพื่อไทย

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยขณะนี้ ต้องยอมรับว่าไม่สู้ดีนัก โดยมีปัจจัยหลายประการ ไม่ว่จะเป็น แรงกดดันรอบด้านที่นายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กำลังเผชิญอยู่ผ่านการถูกออกหมายจับหลายคดี หรือคดีอาญาของอดีต สส.หลายคนจากกรณีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ปัจจัยต่างๆ ที่ว่ามานี้ นักเลือกตั้งอาชีพย่อมมีสัญชาตญาณพิเศษรู้ว่าทิศทางลมที่กำลังพัดอยู่ในเวลานี้ ตัวเองควรยืนอยู่ฝ่ายไหนเพื่อให้ลอยไปตามลม เพราะการยืนต้านลมโดยที่ตัวเองยังไม่แข็งแรง โอกาสถูกพัดล้มทั้งยืนแบบไม่มีโอกาสกลับมาลืมตาอ้าปากได้นั้นมีค่อนข้างสูง

เมื่อทุกอย่างถูกเขี่ยลูกเข้าเท้า พล.อ.ประยุทธ์ มีหรือที่จะไม่ใช้โอกาสนี้ซัดให้เต็มข้อ ทั้งการเดินหน้าใช้ความได้เปรียบนี้สร้างผลงานซื้อใจประชาชนไปทีละจังหวัด รวมไปถึงการสร้างแรงดึงดูดให้กับอดีต สส. เพื่อสะสมเป็นเสบียงสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้

เพื่อไทยระส่ำ ศึกในหนักกว่าศึกนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557807

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

เพื่อไทยระส่ำ ศึกในหนักกว่าศึกนอก  

ปรากฏการณ์สองขั้วที่กำลังจะขยายรอยร้าวภายในเพื่อไทยให้บานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่มีผลต่อการสู้ศึกเลือกตั้ง

************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

สถานการณ์การเมืองสำหรับพรรคเพื่อไทยเวลานี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก

ไหนจะ​ “ศึกนอก” ที่รุมเร้าอย่างหนักเวลานี้ ​ทั้งการเดินเครื่องต่อสายดูดอดีต สส. ให้ย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ผ่านการขับเคลื่อนของ “กลุ่มสามมิตร” จนทำให้หลายพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของเพื่อไทยต้องสั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่อีกหลายพื้นที่อยู่ระหว่างการประสานต่อรองในรายละเอียด ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนกันในช่วงโค้งสุดท้าย

ปรากฏการณ์ดูดที่กำลังลุกลามขยายวงไปในหลายพื้นที่ ส่งผลทางจิตวิทยาให้คนที่เหลืออยู่ต้องเริ่มไขว้เขว และยังมีผลโน้มน้าวไปยังกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป

ท่ามกลางกฎกติกาใหม่และปัจจัยแวดล้อมที่ดูจะเกื้อหนุนพรรคการเมือง ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

​ยังไม่รวมกับการปูพรมอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ในฐานะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเริ่มนับถอยหลังรอการก้าวลงจากอำนาจไปสู่การเลือกตั้งที่ยากจะบิดพลิ้วได้อีกต่อไป

สอดรับไปกับการเร่งลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ขึ้นเหนือกล่องใต้ บุกอีสาน เหนือ กลาง จัดเดินสายประชุม ครม.สัญจรไปตามหัวเมืองหลัก หัวเมืองรองพร้อมอนุมัติโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ด้วยเม็ดเงินมหาศาล

จนถูกมองว่าเป็นการเร่งทำคะแนนกู้ความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับคืนมา เพื่อลุ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใน หากทุกอย่างสอดรับกับที่มีความพยายามปูทางกันไว้ในหลายมิติ

​แรงกดดันที่หนักหน่วงทำให้พรรคเพื่อไทยต้องออกมารีบตัดตอนป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลาย ด้วยการยื่นเรื่องร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาตรวจสอบเรื่องการดูดแบบเปิดเผย​ด้วยเกรงว่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

​ควบคู่ไปกับแรงกดดันที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ทยอยออกมาเรียกร้องให้ กกต. ใช้ความเด็ดขาดและมีมาตรฐานเท่าเทียมกันกับพรรคอื่นเข้าไปดูแลปัญหาเรื่องนี้

ทั้งอำนาจเงิน อำนาจรัฐ และทรัพยากรในมือ ยังไม่รวมกับอำนาจพิเศษ ซึ่งล้วนแต่ทำให้สถานการณ์การเลือกตั้งรอบนี้ของเพื่อไทยดูจะหนักหน่วงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาอยู่ไม่น้อย

แต่ “ศึกนอก” ที่รุมเร้าอยู่ในเวลานี้ดูจะรุนแรงไม่เท่ากับ “ศึกใน” ที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนบั่นทอนเอกภาพภายในรุนแรง

เริ่มตั้งแต่​หัวขบวนใหญ่ที่ยังไม่อาจสามารถสรุป​ความชัดเจนว่าจะมอบไม้ต่อให้ใครขึ้นมารับหน้าที่กุมบังเหียนขับเคลื่อนพรรคขนาดใหญ่ที่เคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาแล้วสองรอบได้

หลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหลบหนีคดีออกนอกประเทศ ภายในพรรคก็เริ่มระหองระแหงด้วยสภาพที่ไม่อาจหาใครซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกกลุ่มก๊วนได้โดยดี

ด้านหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เคยได้รับไฟเขียวจากแดนไกล​วางตัวให้มารับหน้าที่สำคัญนี้ไปแล้ว ด้วยหวังเอาจุดเด่นเรื่องความเป็นคนกลางพอจะประนีประนอมกับหลายๆ ฝ่ายรวมทั้ง คสช.เพื่อลดแรงกดดันในอนาคต

แต่ทุกอย่างเริ่มไม่ง่ายเมื่อหลายเสียงภายในพรรคก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับสไตล์การทำงานและบุคลิกของ คุณหญิงสุดารัตน์เสียทั้งหมด ถึงขั้นเกิดการออกมางัดข้อไปจนถึงขัดแข้งขัดขากันวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา

ตรงนี้กลายเป็นจุดอ่อนที่เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้เกิดการไหลออกหนักขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นว่าหลายพื้นที่ที่ถูกดูดออกไปนั้น ล้วนแต่ยืนนอยู่คนละฝั่งกับคุณหญิงสุดารัตน์ และเป็นช่องว่างที่ฝั่งตรงข้ามพิจารณาและเริ่มเจาะพรรคเพื่อไทยจากจุดดังกล่าวดึงเอาคนส่วนนี้ไปร่วมงาน

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีอีกหลายคนที่อยู่ระหว่างการทาบทาม ทั้ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รวมถึง สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีกหลายแกนนำพรรคเพื่อไทย​ที่ถูกทาบทามขณะนี้

ความเห็นต่างนำไปสู่แรงผลักดันจากฝั่งเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องการให้ดึงเอาจุดแข็งความเป็นตระกูลชินวัตรกลับมา โดยเดินเกมหนุน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ  สามีกลับมารับหน้าที่สำคัญ และหากดันไม่ไหว จะหนุนลูกชายเสียบแทน โดยอ้างคนในพรรคเพื่อไทยไม่หนุนคุณหญิงสุดารัตน์

ปรากฏการณ์สองขั้วที่กำลังจะขยายรอยร้าวภายในเพื่อไทยให้บานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่มีผลต่อความเข้มแข็งอันจะถูกคู่ต่อสู้เล่นงานและมีปัญหาต่อไปในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ศึกในเวลานี้จึงส่อเค้ากว่าศึกนอกที่รุมเร้าอยู่เป็นอย่างมาก

ภารกิจหิน “กกต.” บทพิสูจน์ความอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557722

  • วันที่ 16 ก.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

ภารกิจหิน "กกต." บทพิสูจน์ความอิสระ

กกต.ชุดใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นในยุคคสช. มีขวากหนามรออยู่ในการทำงานไม่น้อย โดยเฉพาะการพิสูจน์ตัวเองเรื่องความเป็นอิสระ

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งใกล้ความจริงเข้าไปอีกหนึ่งขยัก ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ิ จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

สำหรับบุคคล 5 คน ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 3.ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ส่วน 2 คนที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ คือ “สมชาย ชาญณรงค์กุล” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ “พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด

แม้จะไม่ได้ครบ กกต. 7 คนตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังถือว่าการได้ กกต.มา 5 คนเป็นประเดิมก่อนนั้นช่วยให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้อย่างเต็มตัว

กล่าวคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 กำหนดให้ กกต.ชุดใหม่ ถึงจะยังได้ไม่ครบ 7 คน แต่หากได้เพียง 5 คน ก็สามารถทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมได้ เท่ากับว่าเมื่อว่าที่ กกต.ทั้ง 5 คน ได้ทำการลาออกจากตำแหน่งในงานประจำหมด จากนั้นจะดำเนินการประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ถึงเวลานั้นก็เป็นอันสิ้นสุดการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดปัจจุบัน

การอุบัติขึ้นของ กกต.ชุดใหม่ 5 คน นับว่ามีนัยทางการเมืองไม่น้อย เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ส่งผลให้ กกต.ป้ายแดงมีงานหินรออยู่มากและหนักยิ่งกว่า กกต.ในอดีตมากพอสมควร

1.พิสูจน์ความเป็นอิสระของ กกต. ขณะนี้กำลังเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านขององค์กรอิสระจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กรรมการองค์กรอิสระที่เข้ามาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำลังจะสิ้นสุดลง ภายใต้เงื่อนไขของการเซตซีโร่ ซึ่ง กกต.ก็เป็นหนึ่งในนั้น

กกต.ชุดปัจจุบันที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ถูกเซตซีโร่ด้วยผลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และเข้าสู่กระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่

การสรรหา กกต.ก่อนหน้านี้ต้องล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับผู้ที่ผ่านการสรรหาทั้ง 7 คน ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่มาจากการสรรหาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ กกต.ชุดใหม่จะต้องเป็นคนที่ถูกใจ คสช.เท่านั้น

ดังนั้น ภายใต้ความกดดันที่เกิดขึ้น กกต.ทั้ง 5 คน ที่ สนช.เพิ่งให้การอนุมัตินั้นต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะย่อมต้องถูกกังขาเรื่องความเป็นอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

2.การเลือกตั้ง สส. เป็นงานใหญ่และงานสำคัญที่รอ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ เพราะอำนาจใหม่ของ กกต.ต่อการเลือกตั้งนั้นมีมากขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะการให้ กกต.เพียงคนเดียวมีอำนาจยุติการเลือกตั้งบางเขตได้ตามมาตรา 26 (3) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.

มาตรา 26 (3) มีสาระสำคัญว่า “เมื่อพบการกระทําหรือการงดเว้นการกระทําใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย…หรือในกรณีจําเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดําเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทําหรือการงดเว้นการกระทํานั้นก็ได้”

การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้นมีความสำคัญมากกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการเลือกตั้งของประเทศไทยในรอบ 5 ปี อีกทั้ง คสช.เองก็มีความประสงค์ในการเข้ามาสืบทอดงานของตัวเองต่อผ่านการลงสมัครเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ กกต.ถูกเพ่งเล็งมากขึ้นไปอีก โทษฐานที่ กกต.ชุดนี้เกิดขึ้นมาในยุคของ คสช.

3.การสรรหา สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังมีอำนาจมากพอสมควร เช่น การติดตามการปฏิรูปประเทศ และการควบคุมรัฐบาลให้เดินตามยุทธศาสตร์ รวมไปถึงการร่วมลงมติให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรกเริ่ม

กระบวนการการได้มาซึ่ง สว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในบทเฉพาะกาลกำหนดให้มีจำนวน 250 คน มาจาก 2 ทางคือ 1.คสช.สรรหาเองให้ได้ 200 คน และ 2.กกต.จัดให้มีการเลือกกันเองของผู้สมัคร โดยให้ผู้สมัครเลือกกันให้ได้ 200 คน และส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

หน้าที่ของ กกต.ในการสรรหา สว.นั้นคล้ายกับการควบคุมการเลือกตั้ง สส. แต่มีความสำคัญตรงที่ต้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับ คสช.ก่อนจะให้ คสช.มาเลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้าย จึงไม่แปลกที่ กกต.ชุดนี้จะต้องได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ระดับหนึ่ง เพราะมิเช่นนั้น คสช.อาจถูกมัดมือชกให้เลือก สว.ที่มีกลุ่มการเมืองหนุนหลังแบบเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ภารกิจสำคัญเบื้องต้นของ กกต.ชุดใหม่ ยังไม่นับขวากหนามที่รออยู่ระหว่างอีกไม่น้อย ถ้า กกต.สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระได้ ก็น่าจะช่วยให้ผ่านสถานการณ์ลำบากได้ไม่ยากนัก แต่หากทำไม่ได้ การเมืองไทยก็คงหนีไม่พ้นความขัดแย้งอีกครั้ง

พลิกปูม 5 กกต. ลับมีดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557501

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

พลิกปูม 5 กกต. ลับมีดเลือกตั้ง

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งมี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลงคะแนนลับในการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึง

แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีเพียง 5 คนผ่านเข้ารอบ โดยอีกสองรายต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่ อย่างไรก็ตามสำหรับ 5 คน ที่ผ่านด่านออกมาได้ ถือว่าประวัติการทำงานไม่ธรรมดา

เริ่มจาก สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ถือว่าเป็นนักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อีกทั้ง มีดีกรีผลงานวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ การฟอกสีน้ำทิ้งโรงงานสุรา (บริษัท ยูนิแซนโพล) การเก็บรักษาต้นอ้อยโดยกระบวนการทางชีววิทยา (บริษัท เยื่อกระดาษสยาม) และการบำบัดน้ำเสียที่มีไขมัน/น้ำมัน โดยใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายแทนการตักทิ้ง (สกอ. 48-49)

อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เคยฝากผลงานสำคัญในฐานะรองตัวแทนรัฐบาลไทย กรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปมตีความคำพิพากษาศาลโลก เรื่องปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2553

ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเคยดำรงตำแหน่ง ผวจ.ระยอง เพชรบูรณ์ ลำปาง และกรรมการองค์กรการตลาดกระทรวงมหาดไทย

ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มีดีกรีจบการศึกษาจากนิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2519 จบการศึกษาเนติบัณฑิตไทย รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี 2519

นอกจากนี้ มีประสบการณ์การทำงานเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551- ก.ย. 2554 เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554-ก.ย. 2556 เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556-ก.ย. 2558 และเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558-ก.ย. 2560

ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จบการศึกษาในระดับปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มีประสบการณ์การทำงานเป็นรองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2555-มี.ค. 2556 รองประธานศาลอุทธรณ์ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2556-ก.ย. 2556

ส่วนอีก 2 คน ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เนื่องจากได้คะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สนช. ประกอบด้วย สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด

สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ทั้ง 5 คน จะต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ สนช.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม ภายหลังพ้นวันที่ 26 ก.ค.ไปแล้ว หากบุคคลทั้ง 5 คน ได้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ตามกฎหมาย กกต. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะดำเนินการให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ดังกล่าวประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.จำนวน 1 คน

ก่อนจะนำรายชื่อทั้ง 5 คนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ส่วนการสรรหา กกต.อีก 2 คนนั้น จะมีการทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในฐานประธานกรรมการสรรหา เพื่อประชุมคณะกรรมการสรรหาอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการสรรหาใหม่จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วัน

“ในที่นี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการสรรหา กกต.ใหม่อีก 2 คน จะใช้กระบวนการเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเข้ามารับการสรรหาตามมาตรา 12 ของกฎหมาย กกต.หรือไม่ เพราะต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาก่อน” ประธาน สนช.ระบุ

ส่วน กกต.ชุดรักษาการ ซึ่งประกอบไปด้วย ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. บุญส่ง น้อยโสภณ กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และประวิช รัตนเพียร กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังคงทำหน้าที่ไปจนกว่ารายชื่อทั้ง 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นที่เรียบร้อย ถึงจะสิ้นสุดการ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการ กกต.

ทั้งนี้ แม้จะไม่ครบ 7 คน แต่กฎหมาย กกต.กำหนดให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบเป็น กกต.จำนวน 5 คนสามารถทำหน้าที่และเป็นองค์ประชุมได้

เลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตลาดซื้อ สส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557414

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

เลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตลาดซื้อ สส.

หากการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งใหญ่ คนที่แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ใดย่อมจะเป็นบุคคลที่ถูกหมายตาให้มาลงสมัคร สส.ด้วย

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

อย่างแรกเป็น “การเลือกตั้งทั่วไป” หลายฝ่ายรวมไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดว่าจะมีขึ้นได้ในช่วงกลางปี 2562 ตอนนี้เหลือรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง อย่างเป็นทางการก่อน

แม้ความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาของการเลือกตั้งทั่วไปเริ่มจะมีความชัดเจนขึ้นแล้ว แต่รายละเอียดปลีกย่อยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะเลือกตั้ง กลับยังไม่ได้รับความชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะกระบวนการการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ หรือไพรมารีโหวต

พรรคการเมืองแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการจะใช้ระบบไพรมารีโหวตเต็มรูปแบบในการเลือกตั้งครั้งแรกที่จะมีขึ้น โดยให้เหตุผลว่าติดปัญหาติดล็อกการเมืองของ คสช. ทำให้การทำไพรมารีโหวตอาจจะดำเนินการไม่ได้สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

แต่อย่างไรก็ดี คสช.ยังคงสงวนท่าทีต่อข้อเรียกร้องตรงนี้อยู่พอสมควร เนื่องจากตัวเองก็กำลังจะลงสนามเลือกตั้ง ดังนั้น การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ของ คสช. ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นที่น่าสนใจของหลายฝ่ายแล้วนั้น “การเลือกตั้งท้องถิ่น” เป็นอีกสนามหนึ่งที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน

แรกเริ่มเดิมที คสช.เคยมีแนวทางว่าต้องการให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง โดยเล็งไว้เป็นกลางหรือปลายปี 2561 เพื่อต้องการทดสอบหลายอย่าง เช่น ความเคลื่อนไหว และกติกาที่ออกมาใหม่นั้นสามารถควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความโปร่งใสตามที่ต้องการได้หรือไม่ เป็นต้น

แต่มาถึงเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่เคยให้ความชัดเจนแต่อย่างใด มีเพียงแต่การส่งสัญญาณเป็นนัยว่ากฎหมายจะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงปลายปีนี้

สำหรับภาพรวมของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น จะมีลักษณะสอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้ง สส.พอสมควร เช่น การไม่ให้บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตลงสมัครเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับกรณีห้ามผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติโครงการที่เข้าข่ายจูงใจผู้ใช้สิทธิ ภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของเนื้อหากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ยังไม่น่าสนใจเท่ากับการกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยบอกตรงกันว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นกับการเลือกตั้ง สส.จะต้องมีเวลาห่างกัน 3 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ยังไม่กำหนดว่าการเลือกตั้งใดจะเกิดขึ้นก่อนกัน

ทั้งนี้ ถ้ามองถึงความเป็นไปได้และท่าทีของ คสช.อาจพอจะคาดการณ์ได้ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง สส. โดยมีช่องว่างห่างกัน 3 เดือนเป็นอย่างน้อยด้วยเหตุผล 2 ประการสำคัญ

1.วัดกำลังของพรรคการเมือง แน่นอนว่าการเมืองท้องถิ่นจะเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่พรรคการเมืองจะเข้ามาร่วมด้วย เพราะในมิติของพรรคการเมืองนั้น การเลือกตั้งสนามเล็กจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสู่ความสำเร็จของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสนามใหญ่

เมื่อพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งสนามเล็ก คสช.ในฐานะผู้ที่เตรียมลงเลือกตั้งสนามใหญ่ ก็จะได้มีโอกาสเช็กกระแสของพรรคการเมือง เพื่อปรับกลยุทธ์ต่อสู้กับพรรคการเมืองในระยะยาว เรียกได้ว่า คสช.จะได้เห็นไพ่ในมือของพรรคการเมืองก่อน ขณะที่พรรคการเมืองจะยังไม่เห็นพลังของ คสช.ที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้ง

2.เปิดโอกาสเลือกผู้สมัคร สส.ให้เข้าเป้า การเลือกตั้ง สส.ใหม่ “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้ทุกคะแนนแม้แต่คะแนนของคนแพ้เลือกตั้ง สส.ยังมีความหมาย เพราะจะเอาไปใช้สำหรับการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

ด้วยเหตุนี้ หากการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ คนที่แพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ใดย่อมจะเป็นบุคคลที่ถูกหมายตาให้มาลงสมัคร สส.ด้วย เนื่องจากจะเป็นคนที่มีฐานเสียงของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง ไม่ได้ถูกหลอกว่าเสียงดี แต่ไม่มีคะแนน

ดังนั้น ถ้าในมุมนี้ คสช.ย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบพรรคการเมืองพอสมควรในหลายด้าน ในทางกลับกัน หากปล่อยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ อาจมีผลให้ คสช.ไม่ได้คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจาก คสช.เองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่

ทางที่ดีที่สุด คือ การเร่งจัดเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งเป็นจังหวะที่ คสช.ได้เปรียบเหนือคู่แข่งทุกประตู ดีกว่าจะไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าที่ไม่มีความแน่นอน

“พรรคSME”ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557305

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

"พรรคSME"ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

เมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ภารกิจพาหมูป่าทั้ง 13 คน กลับบ้านได้สำเร็จ ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงตกเป็นเป้าเหมือนทุกครั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ภายหลังถูกโจมตีจากกรณีให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต ถึงขั้นที่ พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาขออภัยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรในการดูดอดีต สส.เข้ามาอยู่ในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็ทำให้ คสช.ถูกโจมตีเช่นกัน ภายหลังมีการวิจารณ์กันว่า คสช.เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สถานการณ์ของการดูดอดีต สส. แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านหนึ่งบรรดาที่เคยมี สส.อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักสิบก็ตกที่นั่งลำบาก จนต้องหาทางแก้เกมพลังดูดไม่ต่างกัน

“พรรคภูมิใจไทย” แม้ใครๆ จะมองว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำ คสช. แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้ คสช.มีกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรรายใหม่แล้ว ประกอบกับยังคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ที่อนุทินมีต่อ“ทักษิณ ชินวัตร” อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คสช.จึงไม่ค่อยทอดไมตรีมายังพรรคการเมืองนี้มากนัก

มองไปยังพรรคภูมิใจไทย มีฐาน สส.หลักอยู่ที่พื้นที่ภาคอีสานใต้ ถึงจะไม่ใช่เป็นเบอร์หนึ่งแบบพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเบอร์สองที่พอจะสามารถแย่งชิงคะแนนเพื่อให้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อได้ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ จึงไม่แปลกที่พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกพรรคที่จะถูกดูดเช่นกัน

พอสัญญาณชักจะไม่ดี พรรคภูมิใจไทยจึงต้องงัดกลยุทธ์แก้เกมออกมา ดังจะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 10 ก.ค. อนุทิน ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาพบกับอดีต สส.ทั้งของพรรคตัวเองและพรรคชาติพัฒนา หรือแม้แต่สมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมาที่มีแววจะเป็นผู้สมัคร สส.ในอนาคต

เกมนี้ พรรคภูมิใจไทยต้องการสร้างพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้หลงไปกับแรงดูดที่กำลังแผ่อิทธิพลในขณะนี้

“พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นอีกพรรคที่ถูก คสช.แซะเช่นกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าหัวใจของพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ที่ “สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี” แต่เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะเจาะ จ.สุพรรณบุรี เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการสร้างฐานการเมืองเข้มแข็งกันมาเป็นชั่วอายุคน ทำให้พุ่งเป้าไปที่จังหวัดแวดล้อมสุพรรณบุรีแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.อุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นอีกแกนนำในพื้นที่คนหนึ่งที่มีฝ่ายความมั่นคงเข้าไปเยี่ยนเยียนหลายครั้ง เหมือนกับกลุ่มสะสมทรัพย์ ซึ่งครองอิทธิพลใน จ.นครปฐม ส่งผลให้เกิดกระแสมาตลอดว่าขาใหญ่ของอุทัยธานีรายนี้จะเอาใจออกห่างพรรคชาติไทยพัฒนา

มาถึงจุดนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูปพรรคครั้งใหญ่นับตั้งแต่สิ้นยุคของ “บรรหาร ศิลปอาชา” โดยพยายามใช้กลยุทธ์ความเป็นรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นจุดขาย พยายามละทิ้งภาพ “ปลาไหลใส่สเกต” ออกไปให้มากที่สุด เพื่อหวังดึงคะแนนของคนรุ่นใหม่ให้มาสนับสนุนพรรคมากขึ้น

ที่สำคัญ ไม่เน้นทำพรรคการเมืองหลักร้อยเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่จะพยายามรักษาฐานเดิม คือ ภาคกลาง ให้เข้มแข็งมากที่สุดเป็นหลัก และหวังตัวเลข สส.อยู่ที่ประมาณ 20-25 ที่นั่งเท่านั้น เพราะถ้ามากไปกว่านี้จะเป็นเรื่องไกลเกินตัว

“พรรคชาติพัฒนา” นับเป็นพรรคการเมืองที่มีความเคลื่อนไหวน้อยพอสมควร และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำพรรคการเมืองไปในทิศทางใด แต่ประเด็นที่พอจะเห็นได้คงจะเป็นการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับ คสช.มาโดยตลอด

กำลังหลักสำคัญของพรรคอยู่ที่ จ.นครราชสีมา แต่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้จำนวน สส.เขตลดลง นั่นหมายถึงจำนวนเขตเลือกตั้งที่เคยมีอยู่เดิมในนครราชสีมาต้องหดหายลงตามไปด้วย

จำนวนเขตที่ลดลงแต่ผู้สมัคร สส.เท่าเดิม เท่ากับว่าการแข่งขันภายในพรรคย่อมมีมากขึ้น บรรดาผู้สมัครจำนวนไม่น้อยจึงพยายามหาลู่ทางให้ตัวเองมีที่ลงในทางการเมือง ประกอบกับผู้นำพรรคยังไม่อาจให้ความชัดเจนแก่ลูกพรรคได้ จึงไม่แปลกที่จะอ่อนไหวไปกับพลังดูดทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่มีอดึต สส.เหลือคาไว้ที่พรรค

“พรรคพลังชล” ได้ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยจะยังคงสภาพความเป็นพรรคการเมืองเดิมต่อไป ไม่ไปรวมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเดินหน้าของพรรคพลังชลนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ จ.ชลบุรีอย่างเดียว เพราะต้องการขยายฐานให้ครอบคลุมภาคตะวันออกให้มากที่สุด โดยอาศัยโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นจุดขาย เพื่อให้อดีต สส.ภาคตะวันออกของพรรคอื่นมาเป็นพันธมิตรกับพรรคพลังชล

ทั้งหมดเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการเมืองในเวลานั้น

เสียงคนรุ่นใหม่ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557136

  • วันที่ 10 ก.ค. 2561 เวลา 13:40 น.

เสียงคนรุ่นใหม่ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ขณะที่ปัจจัยที่จะชี้ขาดผลในครั้งนี้อาจอยู่ที่ 4.5 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศฝุ่นตลบจากการย้ายเข้าย้ายออกของบรรดาอดีต สส. ที่ใกล้จะต้องตัดสินใจแสดงความชัดเจนในช่วงเดดไลน์สุดท้าย

รูปแบบการทำการเมืองแบบเก่าๆ ยังวนเวียนมาให้เห็น ทั้งการดูด การต่อรอง การปั่นราคา และการย้ายพรรค

สวนทางกับการปฏิรูปการเมืองที่หลายฝ่ายตั้งตารอว่า 4 ปีที่ผ่านมา แม่น้ำ 5 สาย น่าจะช่วยวางทิศทางปฏิรูประบบการเมืองให้ก้าวพ้นจากวังวนปัญหาที่ผ่านมาในอดีตและเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง

สมรภูมิเลือกตั้งส่อเค้าดุเดือดกับเดิมพันที่จะชี้ชะตาอนาคตการเมืองของตัวเอง ระหว่างฝั่งที่ “สนับสนุน” และ “ต่อต้าน” คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ประเมินแล้วจุดชี้ขาดที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะอยู่ที่เสียงของ “คนรุ่นใหม่” ซึ่งไม่เคยเลือกตั้งมาก่อน อันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตั้งอยู่ที่น้ำหนักของเสียงกลุ่มนี้จะเทไปทางฝั่งไหน

เบื้องต้นข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สรุปจำนวนรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศปีการเลือกตั้ง 2562 (คือเกิดก่อนวันที่ 3 ม.ค. 2544) มีทั้งสิ้น 51,564,284 คน เป็นชาย 24,886,213 คน หญิง 26,678,071 คน

ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยการเลือกตั้งครั้งล่าสุดคือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557) คือบุคคลที่เกิดระหว่างวันที่ 3 ม.ค. 2539-2 ม.ค. 2544 มีทั้งสิ้น 4,510,052 คน เป็นชาย 2,301,535 คน เป็นหญิง 2,208,517 คน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 พ.ค. 2561

ความสำคัญของตัวเลขดังกล่าวอยู่ตรง 4.5 ล้านคน ซึ่งไม่เคยลงคะแนนเสียงนี้ ถือเป็นกลุ่มพลเมืองที่มีน้ำหนักพอสมควรอันจะชี้ทิศทางการเมือง และยากจะคาดเดาได้ในเวลานี้ว่าจะเทไปทางฝั่งไหน

หากจับทิศทางการเมืองเวลานี้ การแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วใหญ่ คือกลุ่มที่สนับสนุน คสช. และต่อต้าน คสช. เริ่มจะพอเห็นเค้าลางและประเมินคะแนนเสียงที่จะออกมาได้คร่าวๆ ล่วงหน้า

แม้ระบบเลือกตั้งจะแตกต่างจากในอดีต แต่หากเทียบเคียงฐานเสียงและผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในแต่ละพื้นที่ย่อมจะสามารถคำนวณออกมาได้คร่าวๆ ยังไม่รวมกับเรื่องคะแนนนิยมของแต่ละพรรค ก็พอจะเห็นเค้าลางที่แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็เห็นทิศทางความน่าจะเป็น

นำมาสู่การปรับกลยุทธ์ที่จะช่วงชิงฐานเสียงของแต่ละฝั่ง ดังจะเห็นจากการดูดอดีต สส.ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ

ล่าสุดการรุกคืบของ “พลังประชารัฐ” ที่ได้มือประสานอย่าง “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลไกขับเคลื่อน กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของ “เพื่อไทย” หนักขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยจุดเด่นตรงความได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐ อำนาจทุน ที่มีแรงดึงดูดให้ทุกฝ่ายหันมาสนใจ “พลังประชารัฐ” ยังไม่รวมกับตัวช่วย 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล อันจะมีส่วนสำคัญต่อการเลือกนายกฯ

ในส่วนของ “ประชาธิปัตย์” เวลานี้เริ่มเกิดอาการสั่นคลอนจากการรุกหนักของ “รวมพลังประชาชาติไทย” เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเอาจริงส่งผู้สมัครครบทุกเขต ไม่หลบให้พรรคไหน

ฐานเสียงอันเหนียวแน่นของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ จึงส่อเค้าจะต้องถูกแบ่งไปให้กับรวมพลังประชาชาติไทยไม่น้อย โดยเฉพาะกับระบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ไม่แปลกที่เวลานี้หลายพรรคจะเริ่มเบนเข็มหันมาให้ความสนใจจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ 4.5 ล้านคน ที่จะแปรเป็นคะแนนเสียงได้หลายสิบเก้าอี้ หากพรรคไหนสามารถดึงกลุ่มนี้ให้มาลงคะแนนให้ตัวเองได้ โอกาสจะชนะเลือกตั้งย่อมเป็นไปได้สูง

จะเห็นว่าหลังสัญญาณเลือกตั้งชัดเจน หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับเปิดหน้าว่าที่ผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่ให้เป็นอีกทางเลือกของประชาชน ไม่ใช่มีเพียงแค่ผู้สมัครหน้าเก่าที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในอดีต

การวางตัวคนรุ่นใหม่ลงสนามเลือกตั้งจึงน่าจะเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญของแต่ละพรรคกับการคาดหวังดึงคะแนนจากกลุ่มโหวตเตอร์หน้าใหม่ให้

ยังไม่รวมกับเนื้อหา รูปแบบ ช่องทางการสื่อสาร ที่แต่ละพรรคจะต้องคิดค้นกันเพื่อดึงคะแนนตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เพิ่มเติมจากระบบสื่อสารเดิมๆ

เมื่อปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้งอาจอยู่ที่ 4.5 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่

พลังประชารัฐ ไม่ง่ายชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557031

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 11:17 น.

พลังประชารัฐ ไม่ง่ายชนะเลือกตั้ง

การเปิดตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อสัญญาณทุกอย่างสอดรับกับภารกิจการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์”กลับมาเป็นนายกฯต่อ

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อสัญญาณทุกอย่างสอดรับไปกับภารกิจการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปให้สำเร็จลุล่วงหลังจากได้เริ่มต้นวางรากฐานไว้แล้ว

ด้วยจุดเด่นและข้อได้เปรียบต่างๆ ทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นที่จับตาเป็นพิเศษ จนถึงขั้นมีหลายพรรคการเมืองออกมาดักคอเรียกร้องอย่าให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

​เริ่มตั้งแต่อำนาจรัฐของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ควบคุมกลไกการทำงานระบบราชการมากว่า 4 ปี ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายมาหลายรอบ ยังไม่รวมกับการจัดทำงบประมาณประจำปี กลางปี ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านหลายโครงการตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ยังไม่รวมกับการจัดประชุม ครม.สัญจร และการลงพื้นที่ตามหัวเมืองต่างๆ พร้อมการจัดโครงการช่วยเหลือและงบประมาณก้อนใหญ่ในช่วงระยะหลังที่ถูกมองว่าเป็นความตั้งใจจะกู้คะแนนนิยมให้กลับคืนมาหลังค่อยๆ ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.ที่จะมีต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รัฐบาล คสช.อยู่ในสถานะได้เปรียบทางการเมือง ที่จะกำหนดกฎกติกาต่างๆ เพื่อเอื้อให้เกิดประโยชน์ หรือเสียประโยชน์กับใครก็ได้

ไล่มาตั้งแต่คำสั่ง คสช.เดิมที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุม จัดกิจกรรม หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ จนอาจกระทบไปถึงการเตรียมตัวทั้งเรื่องนโยบาย ผู้สมัคร ที่ครั้งนี้จะต้องมีการทำไพรมารีโหวตเป็นครั้งแรก อันอาจไม่ทันการณ์หลังพรรคการเมืองถูกแช่แข็งมายาวนานกว่า 4 ปี

ความได้เปรียบเหล่านี้ยังนำไปสู่การเลือกข้างสนับสนุนล่วงหน้าของบรรดากลุ่มทุนที่เคยเททรัพยากรลงไปสนับสนุนอดีตพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ในรอบนี้เมื่อเห็นทิศทางลมและความได้เปรียบที่เกิดขึ้นย่อมจะทำให้แรงสนับสนุนไปยังพรรคอื่นๆ ลดน้อยลงไปจากที่ผ่านมา

ที่สำคัญหากจะยืนยันเดินหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย พรรคพลังประชารัฐ จำเป็นจะต้องตั้งเป้าชนะเลือกตั้งหรือได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยจนอาจจะกลายเป็นปัญหาเรื่องเสถียรภาพในการบริหารงานในอนาคต

รวมทั้งผลในแง่ของความสง่างาม เพราะแม้จะมี 250 เสียง จาก สว.เฉพาะกาล เป็นตัวช่วย แต่หากได้เสียงน้อยกว่าพรรคอื่นๆ ​ย่อมเป็นปัญหาในแง่ความเชื่อมั่นที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ทว่าในทางปฏิบัติโอกาสชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐอาจไม่ได้มีมากอย่างที่ตั้งเป้าไว้

​​​​​ด้วยกลไกการเลือกตั้งระบบใหม่ที่แม้ทุกคะแนนจะมีความหมายไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในระบบเขต แต่จุดนี้ทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กย่อมได้อานิสงส์ตรงนี้ทั้งหมดไม่ใช่เพียงแค่พรรคพลังประชารัฐที่หวังจะชิงความได้เปรียบตรงนี้

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ฐานเสียงอันเหนียวแน่นของทั้งพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์​ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่​พลังประชารัฐต้องหาทางเจาะให้ได้หากหวังจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

การใช้สูตร “ดูด” ที่เคยได้ผลในอดีต มารอบนี้ก็ใช่ว่าจะเห็นผลชัดเจน เมื่อกระแสข่าวการโยกย้ายพรรคช่วงที่ผ่านมายังเป็นเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ ​ที่บางคนมีปัญหาทับซ้อนในพื้นที่ บางคนมีปัญหาส่วนตัว บางคนมีปัญหาเรื่องคดี

การติดประสานดึงอดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย ผ่านกลุ่ม “สามมิตร” ที่กำลังเร่งเครื่องอยากหนักเวลานี้ยังทำได้เพียงแค่การประสานงานที่ยังไม่อาจปิดดีลจนมีความชัดเจนได้

ขณะที่กลุ่มเกรดเอซึ่งอยู่ระหว่างการติดต่อทาบทามก็ยังไม่ได้เปิดหน้าหรือแสดงความชัดเจนว่าจะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐแน่นอนหรือไม่ ยังต้องติดตามกันในช่วงใกล้เดดไลน์สุดท้าย ทำให้หากประเมินตัวว่าที่ผู้สมัคร ณ นาทีนี้​ พลังประชารัฐก็ยังยากจะกวาดที่นั่งได้ถล่มทลาย

อีกทั้งในแง่นโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดในการเลือกตั้งที่ผ่านๆมารอบนี้อาจ​ไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะชี้ขาดคนแพ้คนชนะได้อีกต่อไป ​

ทั้งในแง่ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญที่ควบคุมนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยม หลายนโยบายต้องกำหนดความเป็นไปได้ที่มาของรายได้ หลายนโยบายที่ไม่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ และรายละเอียดยิบย่อยทำให้การจัดทำนโยบายครั้งนี้มีข้อจำกัดที่หลายพรรคไม่อาจเสี่ยงสร้างความหวือหวา

ในแง่พลังประชารัฐแม้จะได้มือดีด้านมาร์เก็ตติ้งอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแล้ว แต่หากประเมินทิศทางแล้ว รูปแบบ ทิศทาง นโยบาย ระหว่างพลังประชารัฐ และ เพื่อไทย ซึ่งมีฐานที่มาคล้ายๆ กันย่อมมีนโยบายที่ไม่แตกต่างกันมากจนจะนำไปสู่การชี้ขาดผลเลือกตั้งได้

รวมทั้งปัจจุบันการเลือกตั้งกำลังจะก้าวไปถึงจุดที่จะต้องเลือกว่าเอาการสืบทอดอำนาจหรือไม่สืบทอดอำนาจด้วยแล้ว “แผลใหญ่” ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นประเด็นให้พลังประชารัฐถูกคู่แข่งนำไปโจมตีระหว่างการเปิดให้มีการหาเสียงอย่างอิสระ ซ้ำเติมด้วยผลงานการบริหารราชการ 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งยังล้มเหลวเรื่องปัญหาปากท้อง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับฐานราก

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ย่อมสะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพลังประชารัฐที่จะชนะเลือกตั้ง

สลายพลัง2พรรคใหญ่ กลยุทธ์ปูทาง สืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556807

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

สลายพลัง2พรรคใหญ่ กลยุทธ์ปูทาง สืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การก่อกำเนิดของพรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนชัดเจนกับการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่าเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปที่เดินหน้าไว้ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกับการปลุกปั้นพรรคการเมืองใหม่ลงสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากต้องไปแข่งขันกับเจ้าถิ่นอดีตพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงที่ชัดเจน รวมทั้งกลไก หัวคะแนน สาขาพรรคในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเกาะติดมาต่อเนื่อง​

ต่อให้มีทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน และทรัพยากรในมือ ก็ใช่ว่าจะหยิบฉวยความได้เปรียบแปรไปเป็นเก้าอี้หรือจำนวน สส.ได้อย่างที่คาดหวัง ตราบเท่าที่พรรคการเมืองเก่ายังคงความแข็งแรง

แม้ที่ผ่านมาการเมืองจะถูกแช่แข็งไม่ให้ขยับเขยื้อนมากว่า 4 ปี แต่นั่นไม่ได้ส่งผลต่อคะแนนนิยมหรือลดความสามารถลดทอนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

เส้นทางสู่ “นายกฯ คนใน”​ ที่หวังจะใช้ความได้เปรียบจาก 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล ที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะมีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ร่วมกับ 500 เสียงของ สส.ที่จะมาจากการเลือกตั้งด้วยแล้วก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

ยิ่งหากพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ย่อมทำให้เส้นทางสืบทอดอำนาจของ คสช.เป็นไปได้ยาก

​กลยุทธ์สลายขั้วตีพรรคใหญ่ให้เล็กลง จึงเป็นอีกแนวทางที่จะเอื้อให้พรรคพลังประชารัฐสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะกับกลไกการเลือกตั้งใหม่ที่​ทุกเสียงไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ในระบบเขตก็จะถูกนำมาคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อ อันจะเปิดทางให้เกิดพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม​

ดังนั้น เมื่อพรรคใหญ่มีขนาดเล็กลงมากเท่าไร โอกาสที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในระบบที่มี 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล มาเป็นตัวช่วยสนับสนุนฝั่ง คสช.

​ด้านหนึ่งจึงเห็นการกัดเซาะพรรคเพื่อไทยที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปรากฏการณ์ดูดที่เดินหน้าไปนานแล้วก่อนหน้านี้ จนมาเป็นรูปเป็นร่างมีระบบการจัดตั้งผ่านกลุ่มสามมิตร

การเปิดรายชื่อ ​50 อดีต สส.​-สว.ที่ไหลไปอยู่กับพลังประชารัฐย่อมเป็นแรงดึงดูดให้อดีต สส.เพื่อไทย เริ่มรู้สึกอยากมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐที่มีที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน ​อันจะง่ายต่อการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ท่ามกลางกระแสข่าวมีอดีต สส.อีกหลายพื้นที่กำลังอยู่ระหว่างการทาบทามต่อรอง รอจังหวะเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายอีกหลายคน อันจะยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนกำลังลง ในขณะที่พลังประชารัฐมีฐานเสียงที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น

อีกทั้งการได้คนระดับอดีตแกนนำตั้งแต่สมัยไทยรักไทย ทั้ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเป็นมือทำงานให้กับพลังประชารัฐ ย่อมทำให้การขับเคี่ยวในเชิงนโยบายออกมาใกล้เคียงกันระหว่างเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ​

เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้จุดอ่อนจุดแข็งของกันและกัน การขับเคี่ยวชิงเก้าอี้กันในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานของทั้งสองพรรค ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องถูกแย่งคะแนนเสียงไปไม่มากก็น้อย

ถึงในภาพรวมเพื่อไทยอาจจะชนะในระบบเขต แต่ย่อมต้องถูกแบ่งคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งระบบเลือกตั้งใหม่มีสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน มากกว่าระบบเดิมที่มีเพียง 100 คน

อีกด้านหนึ่งสำหรับประชาธิปัตย์แม้จะไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในสถานการณ์ปกติ แต่หากในกรณีที่เพื่อไทยถูกกัดเซาะจนไม่อาจเป็นพรรคขนาดใหญ่แล้ว ​ประชาธิปัตย์ย่อมกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญ หากสามารถรักษาฐานเก้าอี้เดิมไว้ได้

แม้ประชาธิปัตย์จะถูกมองว่ามีสัมพันธ์อันดีกับ คสช. แต่ท่าทีล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประกาศความชัดเจนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถึงขั้นไล่อดีต สส.ที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไปอยู่พรรคอื่น​

​การตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ​ที่ประกาศส่งผู้สมัครครบ 350 เขต จึงถือเป็นคู่แข่งที่จะมาแบ่งคะแนนของประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ถึงขั้นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ออกมายอมรับถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้วยสถานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การต้องมาลงแข่งกับประชาธิปัตย์​ย่อมทำให้มองเห็นพื้นที่จุดอ่อน อันจะช่วยทำให้ง่ายต่อการเจาะพื้นที่เป้าหมายโดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี หรืออย่างน้อยก็ขอแบ่งคะแนนระบบบัญชีรายชื่ออันจะทำให้ประชาธิปัตย์อ่อนกำลังลงไปจากเดิมอย่างมาก

แทนที่รอบนี้ประชาธิปัตย์จะได้ไปรุกขยายฐานในพื้นที่อีสาน​ เหนือ ที่เป็นจุดอ่อน ​อาจจะต้องทุ่มกำลังเพื่อมารักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้เสียมากกว่า

สุดท้ายการตัดกำลังทำให้ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์อ่อนแอลงไป ย่อมตัดตอนป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝั่งมีเสียงเพียงพอจะผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลได้ รวมทั้งทำให้โอกาสของพลังประชารัฐที่จะเป็นแกนนำรวมเสียงพรรคต่างๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลทำได้ง่ายกว่าสถานการณ์ปกติ

เพื่อไทยโต้กลับประชารัฐ เกมนี้หวังผลใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556561

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

เพื่อไทยโต้กลับประชารัฐ เกมนี้หวังผลใหญ่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางกระแสความสนใจและความเคลื่อนไหวต่างเทไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ปรากฏว่าการเมืองกลับมีความเคลื่อนไหวเป็นระยะ

โดยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นการดูดอดีต สส.เข้าพรรคพลังประชารัฐของกลุ่ม “3 มิตร” ภายใต้การนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่อดีต สส.อีสานและเหนือของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เพื่อหวังให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคขนาดกลางที่มี สส.เหลือต่ำกว่า 100 คน จากเดิมที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ระดับ สส.เกิน 200 คน

ความน่าสนใจของกลุ่มสามมิตรนั้นอยู่ที่การได้รับแรงสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าผู้มีอำนาจใน คสช.ส่วนใหญ่ไม่แสดงท่าทีเป็นลบต่อกลุ่มสามมิตรเท่าใดนัก แม้กลุ่มสามมิตรจะมีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.ในการห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองก็ตาม

ตรงนี้เองอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรดาอดีต สส.ที่ถูกกลุ่มสามมิตรตามจีบต่างอ่อนระทวยกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะรู้ดีว่าเมื่อ คสช.อยู่เบื้องหลัง ย่อมมีผลให้ปลอดจากการถูกรังควานค่อนข้างมาก ถ้าเทียบกับจะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถึงจะตกฝ่ายตั้งรับมาเป็นเวลาพอสมควร แต่พรรคเพื่อไทยเริ่มเปิดเกมโต้กลับให้เห็นบ้างแล้ว

ดังจะเห็นได้จากกรณีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่าการกระทำของกลุ่มสามมิตรเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ ซึ่งมาตราสำคัญอยู่ที่มาตรา 30 และ 31

มาตรา 30 ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิก

มาตรา 31 ห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากพรรคการเมือง หรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก

ทั้งนี้ โทษของการกระทำผิดตามมาตราดังกล่าวถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี นับว่าโทษตามกฎหมายพรรคการเมืองในกรณีนี้หนักพอสมควร

มองในแง่มุมทางกฎหมายแล้ว พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้หวังถึงขั้นให้เอาผิดตามกฎหมาย เพราะในใจก็ทราบดีว่าการจะเอาผิดจริงในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก คงไม่มีใครทิ้งใบเสร็จเพื่อเป็นหลักฐานให้ใครมาเอาผิดได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น หมากเกมนี้พรรคเพื่อไทยหวังผลทางการเมืองมากกว่า

พรรคเพื่อไทยต้องการขยายแผลของ คสช.ให้กว้างมากขึ้น เพื่อตัดขาไม่ให้ คสช.เก็บแต้มทางการเมืองเพิ่มขึ้น ภายหลัง คสช.กำลังถูกโจมตีเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐานระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มสามมิตร เนื่องจาก คสช.จะคอยจับผิดพรรคการเมืองทุกฝีก้าว ต่างจากกลุ่มสามมิตรที่ไม่ค่อยถูกเพ่งเล็งมากนัก

นอกจากนี้ แรงเหวี่ยงของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ยังหวังผลให้ไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย โดยเวลานี้ กกต.อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจาก กกต.ชุดปัจจุบันไปสู่ กกต.ชุดใหม่

กกต.ชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ “ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. อยู่ในตำแหน่งเพื่อรอให้กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ภายหลัง กกต.ถูกเซตซีโร่ไปตามกฎหมาย กกต.ฉบับใหม่

ตามกรอบเวลา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบกับ กกต.ชุดใหม่ทั้ง 7 คนในสัปดาห์หน้า แน่นอนว่าย่อมเป็นความท้าทายของ กกต.ทั้งสองชุดว่าจะสามารถดำรงความเป็นอิสระได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เนื่องจากจะมีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งจะมี คสช.เข้ามาร่วมโรมรันในสนามเลือกตั้งด้วย

ในระยะยาว เกมโต้กลับของพรรคเพื่อไทย คงไม่หยุดอยู่แค่เท่านี้อย่างแน่นอน เพียงแต่รอให้อีกฝ่ายก้าวพลาดเมื่อไหร ก็พร้อมจะเข้าซ้ำทันที โดยที่ คสช.ในฐานะนักเลือกตั้งสมัครเล่นคาดไม่ถึง