‘สามมิตร’ เขย่าเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556432

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

'สามมิตร' เขย่าเพื่อไทย 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย​์

ร้อนจนเพื่อไทยต้องรีบออกมาร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบปฏิบัติการดูดของกลุ่มสามมิตรที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงขั้น​หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะสั่นคลอนความเป็นเอกภาพภายในพรรค ที่นับวันมีแต่จะถูกกัดเซาะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่

​ที่สำคัญปฏิบัติการดูดแบบเปิดเผยที่ท้าทายคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่เหมือนคำสั่งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรที่เดินเกมหนักขึ้นเรื่อยๆ

​อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า​ “เขาไม่ได้ไปหาเสียงอะไร ขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่มีการเปิดตัว เขาไม่ได้คุยกันเรื่องต่อต้านอะไร ไม่ได้รวมตัวกันเพื่อปั่นป่วนทำให้เกิดความวุ่นวายในรัฐบาล ซึ่งการพูดคุยดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องการทำงานทางการเมือง”

ยิ่งเสมือนเป็นใบเบิกทางให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรรุกหนักได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลต่อกฎกติกาที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค

ที่ผ่านมา “เพื่อไทย” พยายามแสดงความเป็นปึกแผ่นภายในพรรคโต้กระแสเลือดไหลไม่หยุด โดยยืนยันว่ากลุ่มที่ไหลออกแบบชัดเจนมีเพียงแค่ จ.เลย ส่วนที่เหลือเป็นเพียงแค่กระแสข่าว หลายคนยังยืนยันอยู่กับพรรคในเวลานี้​

อีกทั้งกลุ่มที่ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหลายคนเป็น​แค่อดีต สส.-สว.ที่ห่างพื้นที่ไปนาน รวมไปถึงกลุ่มที่มีปัญหาส่วนตัว มีคดีความ ​บางส่วนเป็นเรื่องของการทับซ้อนในพื้นที่จากระบบเขตเลือกตั้งที่ลดลง 400 เขต เหลือ 350 เขต หลายคนที่อาจไม่ได้ลงระบบเขตจึงย้ายออกไป

พร้อมแสดงความมั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรก็ยังจะชนะการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา

แต่จากการขยับที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นว่าเพื่อไทยไม่อาจนิ่งนอนใจการรุกคืบของกลุ่มสามมิตรในฐานะแกนนำ​ที่กำลังขยับดึงอดีต สส.เพื่อไทย ไปเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐที่มีความเข้มแข็ง ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน จนเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าที่ผ่านมาของ​เพื่อไทย

ดังจะเห็นจากการตัดไฟแต่ต้นลม ยื่นเรื่องต่อ กกต.​ ทั้งให้ระงับ ไม่อนุญาตให้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ และตรวจสอบกรณีกลุ่มสามมิตรที่นำโดย ​สมศักดิ์ เทพสุทิน ​สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เนื่องจากมีการดูดอดีต สส.เพื่อไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ

อันอาจเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (4) ที่บัญญัติห้ามมิให้คณะรัฐมนตรีใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 30, 31 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จากพรรคการเมือง หรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยจะมีโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 1-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

นอกจาก ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข และวันชัย บุษบา อดีต สส.เลย ที่เปิดตัวย้ายซบพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการแล้ว หลายพื้นที่เริ่มเห็นการขยับ​ต่อสายพูดคุยจาก “กลุ่มสามมิตร” และอยู่ระหว่างการตกลงในรายละเอียด

ไม่ว่าจะเป็น สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปจนถึงอดีตสส.ทั้งใน จ.ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อุดรธานี ​แม้แต่นครปฐมของตระกูลสะสมทรัพย์ เวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเหนียวแน่นอยู่กับเพื่อไทยแค่ไหน

นับจากนี้จึงมีโอกาสที่เห็นการทยอยเปิดตัว สส.​ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปอยู่กับพลังประชารัฐ

เมื่อฝั่งพลังประชารัฐเองก็ต้องเร่งสร้างราคาให้เห็นว่าเป็นเป้าหมายที่หลายคนต้องการย้ายเข้า ทั้งดึงดูดคนที่กำลังคิดหนักว่าจะย้ายหรือไม่ย้าย อีกด้านหากตัดสินใจย้ายช้าเกินไปย่อมอาจไม่ทันคนอื่นที่ได้รับการทาบทามจนเกิดการทับซ้อนในเรื่องพื้นที่

​ช่วงโค้งสุดท้ายปรากฏการณ์ไหลออกจึงน่าจะหนักขึ้นในช่วงใกล้เดดไลน์ที่ต้องแสดงความชัดเจนว่าแต่ละคนจะลงสมัครในนามพรรคใด

เวทีนี้ไม่มีมาตรา 44 “บิ๊กตู่” ศึกหนักเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556333

  • วันที่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

เวทีนี้ไม่มีมาตรา 44 "บิ๊กตู่" ศึกหนักเลือกตั้ง

สนามเลือกตั้งที่”พล.อ.ประยุทธ์”ต้องลงมาสู้โดยไม่มีมาตรา 44 ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้อเอาไว้แล้วก็ตาม

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยในรอบหลายปีกำลังเกิดขึ้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนจึงเหลือเพียงการรอให้มีผลใช้บังคับและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อสมทบกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกสองฉบับที่เพิ่งประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยเมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับได้มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะเข้าสู่การนับถอยหลังอีก 150 วัน เพื่อไปสู่วันเดินเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนต่อไป

พอการเลือกตั้งเกิดความชัดเจนขึ้นมา กลายเป็นแต้มบวกของรัฐบาลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดทันที โดยจะเห็นว่ากลุ่มต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีก

เรียกได้ว่าทุกอย่างเข้าทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เหลือแต่เพียงเก็บแต้มการเมืองให้เหนือคู่แข่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า

แต่กระนั้นสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะระหว่างทางจะต้องเจอกับวิบากกรรมอีกจำนวนไม่น้อย

1.ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แน่นอนว่าเมื่อลงสนามเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างจะกลับเท่ากันหมด เท่ากับว่าพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็จะไม่อาจใช้มาตรา 44 ได้อย่างเต็มที่ โดยอาจจะใช้ได้แต่เพียงเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น

การที่คนคนหนึ่งอยู่อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์แบบมาเป็นเวลาถึง 4 ปี เมื่อวันหนึ่งไม่อาจสามารถใช้อำนาจนั้นได้ ก็อาจมีผลต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มากก็น้อย

2.ไพรมารีโหวต ประเด็นนี้อาจไม่มีผลต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง แต่จะมีผลต่อตัวพรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ

หากก่อนการเลือกตั้ง คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน เท่ากับว่าทุกพรรคการเมืองต้องเข้าสู่ระบบการทำไพรมารีโหวตเหมือนกัน โดยต้องดำเนินการทั้งการสาขาพรรคการเมืองประจำภาค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อยและอาจไม่ทันเวลา

การทำไพรมารีโหวต กฎหมายพรรคการเมืองก็กำหนดไว้ชัดว่าหากไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งใด ก็จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงในเขตนั้นได้

3.การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเป็นกระดูกชิ้นโตที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญอย่างแน่นอน เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังถูกจองกฐินจากหลายฝ่ายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

ทั้งสองพรรคต้องต่างขุดผลงานแง่ลบมาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐไม่เว้นวัน และอาจพุ่งเป้าไปที่การสืบทอดอำนาจของ คสช. อันเป็นประเด็นที่อ่อนไหวพอสมควร

พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานั้นที่ไม่อาจใช้มาตรา 44 ได้เต็มที่ จะต้องออกแรงพอสมควรกับสู้กับนักเลือกตั้งที่มีเล่ห์เหลี่ยมรอบตัว ซึ่งจะเป็นขวากหนามที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปไม่ถึงดวงดาว

4.การบริหารความขัดแย้งภายใน ตามข่าวที่ปรากฏ พรรคพลังประชารัฐจะเป็นแลนดิ้งให้กับพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อลงจากอำนาจ แต่โครงสร้างของพรรคนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอดีต สส.ที่ถูกดูดมาจากพรรคการเมืองใหญ่ ตรงนี้เองจะเป็นปัญหาที่เกิดภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บรรดาอดีต สส.ที่สละทิ้งมาจากพรรคใหญ่ ย่อมต้องการต่อรองให้ได้มาซึ่งประโยชน์สูงสุดในทางการเมืองของตัวเอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ และจองพื้นที่สมัคร สส. แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองใหญ่คอยสกรีนปัญหาให้ก่อน แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะช่วยให้พรรคไม่เกิดปัญหาได้แต่อย่างใด

5.การบริหารราชการแผ่นดินระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองหาเสียงได้นั้น คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ 3 ประการ

(1) ต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นอนุมัติโครงการสร้างความผูกพันให้กับรัฐบาลต่อไป เว้นแต่ที่กําหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจําปี

(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้าย หรือให้พ้นจากตําแหน่งข้าราชการ เว้นแต่ กกต.จะเห็นชอบ

(3) ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เว้นแต่กกต.จะเห็นชอบ

(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เป็นกรอบที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมา หากเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวพลาดแค่ก้าวเดียว อาจนำมาซึ่งการฟ้องคดีเลือกตั้งและมีผลต่อการหาเสียงในระยะยาวได้ ดังเช่นที่รัฐบาลในอดีตเคยเจอมาแล้ว

ที่สุดแล้วสนามเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงมาสู้โดยไม่มีมาตรา 44 จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้อเอาไว้แล้วก็ตาม

ตีกรอบการเมือง ล็อกยุทธศาสตร์ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556203

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 11:21 น.

ตีกรอบการเมือง ล็อกยุทธศาสตร์ชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ เป็นกรอบบังคับการบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2560-2579 ภายใต้วิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป้าหมายคือ อีก 20 ปีข้างหน้า ไทยต้องหลุดพ้นจากประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำชัดว่าไม่ใช่แผนการสืบทอดอำนาจของ คสช.

แต่ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายพรรคการเมืองที่ไม่พอใจ เพราะไม่อาจนำเสนอนโยบายของตัวเองในการหาเสียงเลือกตั้งได้ กลไกสำคัญที่ คสช.วางไว้เพื่อบล็อกไม่ให้ฝ่ายการเมืองนำเสนอนโยบายตามอำเภอใจ หรือนโยบายประชานิยมหวังโกยคะแนนเสียง คือ “ระเบียบว่าด้วยการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. …” ที่ตีกรอบไม่ให้รัฐบาลใหม่ออกนอกลู่นอกทาง เพราะหากไม่เดินตามที่ยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ ย่อมมีความผิดโทษหนักต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถึงขั้นยุบพรรคโทษฐานกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการติดตามประเมินผล แบ่งได้เป็นระดับพื้นที่และระดับกระทรวงมุ่งประเมินความสำเร็จของแผนงาน โครงการของจังหวัดและกระทรวง โดยพิจารณาปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบโดยใช้โมเดลเชิงตรรกะ เป็นเครื่องมือ ส่วนการติดตามประเมินผลในระดับยุทธศาสตร์ที่มุ่งประเมินความสำเร็จของการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ จะใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องมือในการศึกษาเปรียบเทียบการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบระหว่างค่าที่เกิดขึ้นจริงกับค่าที่คาดหวังในแต่ละตัวชี้วัด

ทั้งนี้ การติดตามประเมินผลมี 2 มิติ คือ มิติที่ 1 ระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นระดับที่เป็นเป้าหมายที่คาดหวังจะพัฒนาประเทศ เป็นจุดสูงสุดของรูปสามเหลี่ยมที่ต้องการให้เกิดในมุมมองมิติระดับยุทธศาสตร์ จะเป็นการมองผลผลิตที่คาดหวัง ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และผลกระทบที่คาดหวัง ซึ่ง สศช.จัดทำรายงานติดตามประเมินผล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงกับแผนงาน โครงการทั้งในระดับกระทรวงและพื้นที่ และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ตัวชี้วัดผลผลิตร่วม ตัวชี้ผลลัพธ์ร่วม ตัวชี้วัดผลกระทบร่วม เป็นเครื่องมือวัดผลการพัฒนาในภาพรวมของประเทศ

มิติที่ 2 นี้เป็นระดับปฏิบัติการที่นำโครงการ แผนงาน กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการนำแนวทางการพัฒนาของยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ เป็นการมองผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ความสำเร็จในระดับยุทธศาสตร์จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยความสำเร็จจากการดำเนินงานของโครงการ แผนงาน กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ทั้งในระดับกระทรวง และระดับพื้นที่ ซึ่งกระทรวงร่วมกับพื้นที่จังหวัดต้องทำหน้าที่จัดทำรายงานติดตามประเมินผล แผนงาน โครงการ ทั้งในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลแผนพัฒนาฯ และยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมเทคนิค วิธีการ หลักการ แนวคิดในการประเมินผลแผนงานโครงการให้กับหน่วยงานปฏิบัติให้มีความรู้ความสามารถในการติดตาม ประเมินผลแผนงานโครงการควบคู่ไปกับสร้างระบบตรวจสอบระบบติดตามประเมินผล เพื่อปรับระบบติดตามประเมินผลให้มีมาตรฐานสากล โดยในทุกขั้นตอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนรวม รับฟังความคิดเห็น และตรวจสอบแผนงานโครงการ

นอกจากนี้ มีการวางระบบการติดตามประเมินผล 3 ระยะเวลา คือ 1.ประเมินผลก่อนการปฏิบัติการหรือก่อนเริ่มโครงการ 2.ขั้นตอนการจัดเตรียมนโยบายทั้งรูปกฎหมายและไม่ใช่กฎหมายเพื่อกลั่นกรองโครงการ เช่น ศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ต้นทุนการดำเนินงาน และ 3.การประเมินผลระหว่างดำเนินการ เป็นการติดตามประเมินผลความก้าวหน้าในระยะที่กำลังดำเนินงานเพื่อศึกษาว่ามีปัญหาอุปสรรคใดบ้างในการดำเนินงานทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน สำหรับการประเมินผลหลังการดำเนินงานเป็นการประเมินผลเพื่อสรุปเมื่อสิ้นสุดแผนแล้วได้รับความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุดตามมาตรา 11 ของกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งด้านใดได้ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องให้ความเห็นชอบเท่านั้น

การเมืองฝุ่นตลบ ยกแรกการปั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556008

  • วันที่ 28 มิ.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

การเมืองฝุ่นตลบ ยกแรกการปั่นราคา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดฝุ่นตลบอีกครั้ง ในวันที่เส้นทางเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ในแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลได้นำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.​ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ กล่าวยืนยันกับเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ว่า ต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งต่างๆ หลายฉบับทยอยประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว และการเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยของไทยจะต้องมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเหมาะกับบริบทของความเป็นไทยด้วย

ขณะที่กระบวนการเตรียมความพร้อมเริ่มขยับ ล่าสุด การหารือ 4 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาล คสช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และพรรคการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้งที่สโมสรทหารบก ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ทำให้เริ่มเห็นทิศทางความชัดเจนตามลำดับ

กรอบเวลาเลือกตั้งที่มีการพูดถึงในที่ประชุมอยู่ในช่วง​เดือน ก.พ.-พ.ค. โดยยึดเอาทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนมาเป็นกรอบ​ทั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 วันที่ 31 มี.ค. 2562 และวันที่ 28 เม.ย. 2562 ​ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิจารณาประกอบ

ความชัดเจนที่ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเริ่มการเคลื่อนไหวของอดีตนักการเมืองที่เริ่มขยับขยายทั้งการตั้งพรรคใหม่ หรือการย้ายไปสังกัดพรรคอื่นจนทำให้อดย้อนนึกถึงบรรยากาศ​การเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งวนเวียนย้อนกลับมาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ปรากฏการณ์ดูดที่หนักหน่วงของพรรคพลังประชารัฐ​ ส่งผลให้การเมืองภายในพรรคหลายพรรคสั่นคลอน เกิดการไหลออกของอดีต สส.จนทางแกนนำ ผู้บริหารต้องรีบหามาตรการออกมาสกัดเป็นการด่วน

นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงรูปแบบการเมืองที่มีแต่จะเดินถอยหลัง และสวนทางกับการปฏิรูปที่รัฐบาล คสช.​กำลังเดินหน้าปลุกปั้น หวังว่าจะเดินหน้าวางบรรทัดฐานการเมืองในรูปแบบที่ควรจะเป็น

เดิมพันสำคัญของพรรคประชารัฐในการก้าวสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้คือเป้าหมายเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างพรรคเพื่อไทยที่ผูกขาดชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเวลานี้ ทั้งอำนาจรัฐและงบประมาณที่อัดฉีดลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง​ ทำให้พรรคพลังประชารัฐย่อมถูกมองว่าได้เปรียบ จนทำให้กลุ่มทุนไม่น้อยหันมาเลือกข้างสนับสนุนที่ยิ่งทำเป็นต่อในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่

การทยอยเปิดตัวของอดีต สส.​ที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จึงคล้ายเป็นโดมิโนตัวแรกดึงดูดให้บรรดาอดีต สส.ที่มั่นอกมั่นใจในฐานเสียงของตัวเองย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐที่มีกระสุนดินดำพร้อมเพรียง

​ยิ่งล่าสุดการออกมาขยับของกลุ่ม “สามมิตร” สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ส่งสัญญาณเดินหน้าเอาจริงในการเลือกตั้งรอบนี้ยิ่งปลุกให้การย้ายพรรคช่วงนี้คึกคักมากขึ้น

แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะกระแสข่าวอดีต สส.กว่า 40 คน จากเพื่อไทยที่เตรียมย้ายไปสมทบกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะหากเช็กยอดจริงๆ หลายคนยังไม่ได้ประกาศตัวแสดงความชัดเจน

ไม่ต่างจากบรรยากาศเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าปรากฏการณ์ทำนองนี้เป็นเพียงแค่การปั่นราคาให้กับตัวเอง ก่อนที่จะชี้ขาดกันในช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง

อย่าลืมว่าแม้พลังประชารัฐจะมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน แต่ด้วยฐานเสียงของเพื่อไทยที่เหนียวแน่นมายาวโดยเฉพาะพื้นที่อีสานและภาคเหนือ การย้ายออกไปลงสนามกับพรรคอื่นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการรักษาพื้นที่ของตัวเอง ในวันที่กระแสนิยม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังไม่ลดเลือนไป

การให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ล่าสุดของทักษิณ ยังระบุว่า เพื่อไทยจะชนะที่หนึ่งแน่นอน เมื่อเข้าคูหาแล้วประชาชนคิดอย่างไร อย่าประเมินประชาชนต่ำไป

“สส.ที่ออกจากเพื่อไทยมีน้อย ส่วนใหญ่ก็มีคดี จะได้หลุดคดีซะทีไปเหอะ ไปเข้าข้างนั้นเหอะ เพราะเขาเอาคดีมาขู่แล้ว กับอีกประเภทคือเป็นหนี้เป็นสิน อยู่ๆ เอาเงินก้อนใหญ่มาให้ก็น่าสนใจอยู่ กับอีกประเภทคืออาจจะมั่นใจตัวเองว่าตัวเองเป็นที่นิยมดีและคิดว่าได้ตังค์เยอะด้วยก็น่าจะไป”

สัญญาณเหล่านี้ย่อมกระตุกให้อดีต สส.ที่คิดจะย้ายพรรคต้องคิดหนักขึ้น โดยเฉพาะกับอนาคตทางการเมืองที่ไม่ได้จบแค่เพียงการเลือกตั้งครั้งนี้ ​การออกมาส่งสัญญาณย้ายพรรคบางครั้ง จึงอาจเป็นเพียงแค่การเช็กกระแสวัดการตอบรับในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร

อีกด้านหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการปั่นราคาตัวเองให้ได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่พรรคไหนๆ ก็ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะทำให้ตัวเองไปถึงจุดหมายที่ต้องการ

นี่จึงเป็นเพียงแค่ยกแรก​ที่ไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าใครจะย้ายเข้าย้ายออกไปพรรคไหนอย่างไร การแข่งขันจากนี้น่าจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และทั้งหมดต้องรอจนถึงเดดไลน์สุดท้ายที่แต่ละคนต้องตัดสินใจ

‘ประยุทธ์’ เตรียมเปิดตัว ชิงจังหวะ ลดแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555870

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 11:39 น.

‘ประยุทธ์’ เตรียมเปิดตัว ชิงจังหวะ ลดแรงกดดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

“ผมสามารถที่จะให้คำตอบได้ในเดือน ก.ย. ผมจะให้ความชัดเจนกว่านี้เมื่อถึงเวลานั้น ผมยังมีเวลา”

สัญญาณชัดเจนจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กต่อการตัดสินใจว่าจะลงเล่นการเมืองหรือไม่

แม้ทาง พล.อ.ประยุทธ์​ จะตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนไทย”  แต่หากถอดนัยทางการเมืองที่ระบุว่า “เมื่อผมเดินทางมาต่างประเทศ คนไทยบางส่วนที่ผมพบ ต้องการให้นโยบายของผมเดินหน้าต่อไปในประเทศไทย” ก็พอจะคาดเดาเส้นทางอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไม่ยาก

ทว่าเส้นทางที่ให้เลือกเดินสู่สนามการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เหลืออยู่ไม่มากนัก

ทั้งเรื่องการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าสู่สนามการเมืองอย่างเท่าเทียม และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจชี้ขาดในการลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่แน่นอนว่าเส้นทางปิดตายไปแล้วด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ต้องลาออกภายใน 90 วัน ภายหลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ​

ทางเลือกจึงเหลืออยู่แค่ “นายกรัฐมนตรีคนใน” และ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

ในจังหวะที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใกล้ประกาศใช้ จำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจว่าจะก้าวสู่ถนนการเมืองอย่างไร เพราะหากช้าเกินไปก็จะไม่เป็นผลดี

โดยเฉพาะหาก​ พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเปิดตัวในฐานะตัวเลือกนายกรัฐมนตรี 1 ใน 3 รายชื่อของพรรคใดพรรคหนึ่ง ที่จะเสนอให้ประชาชนพิจารณาก่อนการเลือกตั้ง ก็ต้องรีบตัดสินใจประกาศตัวเอง

เส้นทางนี้มีความเป็นไปได้สูงเพราะหากคำนวณจากตัวช่วยจาก 250 เสียง ของ สว.ชุดเฉพาะกาลแล้ว การจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล​ สามารถใช้เสียง สส.เพียงแค่ 126 เสียง

ล่าสุด ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวกับคนไทยในฝรั่งเศส ว่า “ขอเวลา 5 ปีแรก จะมีการคัดสรร สว. 200 คน และอีก 50 คน ไปคัดสรรมาจากประชาชน 200 คน ผมขอเลือกเองก็แล้วกัน คำว่าผมเลือกเองไม่ใช่ไปเลือกคนเดียว 200 คน ผมไม่รู้จัก ผมก็ต้องตั้งคณะทำงานไปเลือกคนแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายมา ซึ่งมีทุกกลุ่ม เพื่อให้เกิดการสอบทาน ตรวจสอบถ่วงดุลกัน”

อีกด้านหนึ่งจะเห็นการขยับเคลื่อนไหวตั้งพรรคพลังประชารัฐของคนใน คสช. ด้วยรูปแบบการดูด สส.จากพรรคต่างๆ และระยะหลังเริ่มเห็นปรากฏการณ์การขยายฐานเสียง ด้วยการดึงแนวร่วมจากการเมืองท้องถิ่น ด้วยการต่อสายผ่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ยังไม่รวมกับ “กองหนุน” บรรดาพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สานต่อภารกิจการปฏิรูปที่เริ่มต้นไว้แล้วให้เดินไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

รวมทั้งล่าสุดกับการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.​ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นอีกกำลังสำคัญที่จะมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การเตรียมประกาศความชัดเจนทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์  ในเดือน ก.ย. จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมเพียงพอจะเห็นความชัดเจน ทั้งในแง่ความพร้อม คะแนนนิยม เรื่อยไปจนถึงบริบทอื่นๆ ​

ที่สำคัญการรีบประกาศความชัดเจนทางการเมืองด้านหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์กับ คสช. ทั้งในแง่ความชัดเจนสำหรับการหาเสียงเพื่อให้บรรดากองเชียร์ได้ตัดสินใจถูกว่าจะเลือกสนับสนุนพรคใด ไม่ทำให้เสียงกระจัดกระจายในวันที่หลายพรรคประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

อีกด้านความชัดเจนจะช่วยลดแรงเสียดทานที่ย้อนกลับมายัง คสช. ซึ่งถูกมองว่าพยายามชิงความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ ในแง่มุมต่างๆ ในวันที่มีทั้งอำนาจรัฐและงบประมาณในมือ

แต่อีกด้านการเปิดหน้าสร้างความชัดเจนว่าจะลงสู่สนามการเมือง ย่อมหนีไม่พ้นที่จะเป็นเป้าให้ถูกฝ่ายการเมืองรุมถล่มในช่วงการหาเสียงในปมประเด็นความล้มเหลวในการบริหารงานที่ผ่านมา รวมทั้งเป้าใหญ่เรื่องการสืบทอดอำนาจที่อาจเป็นแรงฉุดย้อนกลับมาในอนาคต

แต่อย่างน้อยการเปิดหน้าเป็น 1 ใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ย่อมสง่างาม เพราะอย่างน้อยก็ผ่านฉันทามติของประชาชนมากกว่าการเป็นนายกฯ คนนอกที่จะลอยมาโดยขาดการยึดโยง

​ทั้งหมด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมตัวต้องประกาศความชัดเจนกับการก้าวสู่สนามการเมืองเต็มตัว

‘ทักษิณ’ เคลื่อนแรง ‘เพื่อไทย’ เจอศึกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555742

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 11:41 น.

‘ทักษิณ’ เคลื่อนแรง ‘เพื่อไทย’ เจอศึกหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งมาตลอดสองทศวรรษ บารมีที่สร้างตลอดเส้นทางการใช้ชีวิตในสนามการเมือง ต่างทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งสืบทอดเจตนารมณ์มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยสามารถยืนอยู่เหนือทุกพรรคได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ยังไม่เคยแพ้เลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว

จึงไม่แปลกที่ทุกย่างก้าวของทักษิณ จะตกเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

ตลอด 4 ปีมานี้ มีจุดที่น่าสนใจเห็นจะเป็นการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตอบโต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติของทักษิณที่ไม่ค่อยมีมากนัก โดยมีเพียงกรณีที่ถูกพาดพิงจาก คสช.ว่าเป็นคนจ้างล็อบบี้ยิสต์ทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. แต่พอเรื่องนั้นซาลงไป ทักษิณก็ค่อนข้างเก็บตัวเป็นเวลาพอสมควร

จนกระทั่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ก็จะพบความเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างมีนัยสำคัญผ่านการประกาศผ่านสำนักข่าวบีบีซีว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน

“อย่าอันเดอร์เอสติเมตประชาชน (ประเมินประชาชนต่ำไป) วันนี้ประชาชนคนไทยเป็นคนพุทธเป็นส่วนใหญ่ อาจยอมอดทน อดกลั้น นั่งนิ่งเฉย รอไปก่อน คิดว่าวันหนึ่งเขาจะมีพลังแสดงอำนาจของเขาอย่างสุจริต

แล้ววันนั้นเราจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าลูกผู้ชายก็อย่าไปโกง เป็นลูกผู้ชายโดยเฉพาะชาติทหารนี่อย่าไปคิดโกงเลือกตั้งเป็นอันขาด อายเขา ไม่อายใคร ก็อายตัวเอง” ทักษิณ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

การพูดของทักษิณครั้งนี้มีผลในทางการเมืองที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก ต้องการหยุดภาวะเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย เพราะนับตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐได้ขับเคลื่อนผ่าน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ส่งผลให้สมาชิกพรรคในภาคอีสานกำลังถูกโน้มน้าวให้เอาใจออกห่างจากพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกพรรคหลายคนหวั่นไหว เป็นเพราะความไม่ชัดเจนภายในพรรคเพื่อไทย ทั้งเรื่องการตั้งหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ รวมไปถึงตัวนายใหญ่ทักษิณจะยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่

แต่เมื่อทักษิณส่งสัญญาณอย่างที่ปรากฏในบีบีซี เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยยังมีนายใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่

ประการสอง มีวัตถุประสงค์เตะตัดขา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายไปทวีปยุโรปเพื่อพบกับผู้นำของอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งหวังชิงพื้นที่จากสื่อมวลชนสร้างคะแนนความนิยม

ทว่า กลับถูกแย่งซีนไปแบบหน้าตาเฉย ภายหลังปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณทางบีบีซีในช่วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเดินทาง แม้จะเสียหายกับ พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก แต่ในทางการเมืองก็ต้องยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ เสียเหลี่ยมเล็กน้อย

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของทักษิณเที่ยวนี้ ส่งผลลบต่อพรรคเพื่อไทยเช่นกัน โดยเฉพาะการประกาศว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเข้ามาตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายลักษณะของการที่บุคคลภายนอกที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีโทษถึงขั้นยุบพรรคตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” สาระสำคัญของมาตรา 28 ที่อาจมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคการเมือง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแม้จะยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลของการเลือกตั้งเต็มตัว แต่พรรคเพื่อไทยก็ถูกจ้องจับผิดตั้งแต่หัววัน เท่ากับทุกก้าวของพรรคเพื่อไทยจะตกเป็นเป้าทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามในการรอเช็กบิล ทันทีที่พรรคเพื่อไทยตกหลุมที่กฎหมายขุดล่อเอาไว้

ดังนั้น การประกาศตัวเข้าสู่สนามการเมืองผ่านการสนับสนุนพรรคเพื่่อไทยอีกครั้งของทักษิณ จึงเป็นทั้งคุณและโทษแก่พรรคเพื่อไทยไปพร้อมกัน จากนี้ต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะงัดกระบวนท่าไหนมารับมือให้เดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เปิดถกพรรคการเมือง คสช.ลดอุณหภูมิเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555620

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 09:13 น.

เปิดถกพรรคการเมือง คสช.ลดอุณหภูมิเดือด

การออกเปิดเวทีให้กับพรรคการเมืองก่อนกำหนดในครั้งนี้ของคสช. จึงเป็นเหมือนการทอดไมตรีไปยังพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาล

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 4 ปี มีน้อยครั้งที่จะตั้งโต๊ะคุยกับพรรคการเมือง ส่วนใหญ่หนักไปทางเชิญนักการเมืองมาปรับทัศนคติมากกว่า เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของ คสช.

มีบางครั้งที่ คสช.เชิญพรรคการเมืองไปอย่างเป็นมิตร เมื่อครั้งเชิญไปหารือกันเรื่องการสร้างความปรองดอง แต่กระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ไม่ได้ดำเนินการให้เกิดรูปธรรมเท่าใดนัก

คราวนี้ วันที่ 25 มิ.ย. เป็นอีกครั้งที่ คสช.และพรรคการเมืองเปิดห้องนั่งคุยกันเรื่องการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สโมสรกองทัพบก ซึ่งเป็นสถานที่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้ปิดประตูตีแมวนักการเมืองและทำการรัฐประหาร ทั้งๆ ที่เวลานั้นเชิญนักการเมืองเพื่อมาหาทางออกให้กับประเทศ

การประชุมร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมือง วันที่ 25 มิ.ย. นับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองไม่น้อย เพราะจะเป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศจะได้เห็นความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น แม้จะยังไม่ได้ความชัดเจนถึงการประกาศวันเลือกตั้ง แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเลือกตั้งจะไม่ถูกบิดพลิ้วอีกครั้ง

สำหรับปัญหาที่พรรคการเมืองต่างต้องการได้ความชัดเจนมากที่สุดในเวลานี้ คือ จะปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะการปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อกจะมีผลโยงไปถึงการทำไพรมารีโหวตของพรรคการเมือง

การทำไพรมารีโหวตเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 กล่าวคือ เป็นเงื่อนไขที่พรรคการเมืองต้องทำ เพราะหากพรรคการเมืองไม่ทำตาม จะมีผลให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้นการจะทำไพรมารีโหวตได้ จะต้องเริ่มจากการมีสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยจะได้มาซึ่งสาขาและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จำเป็นต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อทำการเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ดังกล่าว แต่ทั้งหมดก็ติดหล่มใหญ่ ตรงที่ไม่สามารถประชุมพรรคการเมือง เพราะ คสช.ยังไม่ยอมให้ทำกิจกรรมการเมือง

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ที่ผ่านมาพรรคการเมืองพยายามเรียกร้องและกดดันให้ คสช.ปลดล็อก แต่ดูไม่มีท่าทีที่ คสช.จะยอมถอยให้กับพรรคการเมืองเท่าใดนัก โดยอ้างว่าจะปลดล็อกให้ก็ต่อเมื่อร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

เมื่อการทำกิจกรรมทางการเมืองยังมีความคลุมเครืออยู่ ส่งผลให้ตัวแทนของพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย” ไม่ค่อยให้ความร่วมมือมากนัก

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคเดินทางมาเอง กลับส่ง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรค และ “น.ต.สุธรรม ระหงษ์”

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ยืนยันชัดเจนไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับ คสช.ทุกประการ เช่นเดียวกับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ไม่เข้าร่วมเหมือนกัน เพราะมองเห็นว่า คสช.ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองมากพอที่จะมากำหนดแนวทางการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กต่างให้ความร่วมมือพอสมควร โดยส่งผู้มีอำนาจเข้ามาร่วมหารือ เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย “วราวุธ ศิลปอาชา” พรรคชาติพัฒนา จะเป็น “นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล” หัวหน้าพรรค นำมาเอง ไม่ต่างกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่จะมาด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าการหารือในครั้งนี้คงเป็นไปได้ยากที่จะได้ข้อสรุป หรือได้สิ่งที่พรรคการเมืองต้องการทั้งหมด เพราะ คสช.ก็ยังคงหวงอำนาจทางการเมืองพอสมควร

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าวัตถุประสงค์หลักของ คสช.ที่ดำเนินการเปิดโต๊ะคุยกับพรรคการเมืองก่อน ทั้งที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560 กำหนดให้หารือกันภายหลังกฎหมายเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบ 4 ฉบับ คือ ต้องการลดอุณหภูมิการเมืองให้เย็นลง

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคการเมืองกดดัน คสช.มาเป็นระยะเกี่ยวกับความชัดเจนต่างๆ ในการเลือกตั้ง แต่ คสช.กลับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรมากนัก แถมออกอาการขู่ว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง เพราะมองว่าประเทศยังไม่มีความสงบ มีผลให้บรรยากาศการเมืองไม่ค่อยดีมากนัก

ไม่เพียงเท่านี้ ยังทำให้ คสช.ตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองด้วย อันมีผลไปถึงการเก็บแต้มการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ ที่กำลังเดินสายทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น การออกเปิดเวทีให้กับพรรคการเมืองก่อนกำหนด จึงเป็นเหมือนการทอดไมตรีไปยังพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง

เพราะถึงอย่างไรเสีย การเมืองย่อมไม่มีมิตรและศัตรูถาวร

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555273

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ การเลือกตั้งจะยังไม่กำหนดวันเวลาออกมาชัดเจน แต่อีกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเป็นนัยว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญ

“สิ่งสำคัญที่สุด คสช.กำลังพิจารณาอยู่คือ การเตรียมการไปสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก นั่นคือเรื่องสำคัญอีกเรื่อง ฉะนั้นอย่าหาว่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง เป็นคนละเรื่อง ผมต้องการให้ประเทศสงบ มีเสถียรภาพและมีผลต่อการลงทุนในช่วงเวลานี้ เรื่องการเลือกตั้งเราก็เดินของเราไป ให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ผมไม่เห็นจะมีความขัดแย้งอะไรกัน อย่าลืม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นระหว่างปฏิบัติราชการที่ประเทศอังกฤษและได้พบกับ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายกฯ ไทยยังยืนยันอีกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในปีหน้า เพราะร่างกฎหมายสำคัญได้ผ่านการพิจารณาแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความชัดเจนว่าจะไม่มีการบิดพลิ้วเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องขอรอเวลาให้ทุกอย่างลงตัวเพื่อเคาะวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เงื่อนไขที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการหารือร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมืองในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับกติกาการเลือกตั้ง รวมไปถึงว่าจะเอาอย่างไรกับการทำไพรมารีโหวตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง

แต่กระนั้นท่ามกลางกระบวนการกำหนดวันเลือกตั้ง ทว่าอีกมุมหนึ่งกำลังเกิดปรากฏว่าตลาดช็อปปิ้ง สส.กำลังเป็นไปอย่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาสู่ถนนการเมืองของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ในนามแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ คอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

เป้าหมายหลักอยู่ที่การตัดแขนตัดขาพรรคเพื่อไทยด้วยการดูดดึงอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือให้มากที่สุด เพราะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอยู่กับสองภาคนี้ ซึ่งการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาต่างยืนอยู่ได้เพราะอาศัยความมั่นคงของภาคอีสานและภาคเหนือ

ตอนแรกใครๆ คิดว่า บรรดาอดีต สส.พรรคเพื่อไทยคงไม่กล้าทิ้งพรรค เพราะติดกับบารมีของ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่มาจุดนี้เงื่อนไขต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ภายหลัง คสช.ครองอำนาจการเมืองได้นานถึง 4 ปี

“สุริยะ” มีเงิน “สมศักดิ์” มีบารมี “สมคิด” มีอำนาจ จึงไม่แปลกที่เมื่อเดินสายพบอดี ตสส.จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกนักเลือกตั้งต่างมีความสามารถพิเศษในการเป็น “นกรู้” ว่าทิศทางลมในขณะนี้ควรอยู่ข้างไหนถึงจะเป็นฝ่ายชนะ

ประกอบกับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเองค่อนข้างง่อนแง่น ไล่ตั้งแต่สภาพของการยังหาหัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้นำพรรค ไม่เพียงเท่านั้นบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มีคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าชายคาพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นคงเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าจะจมลงไปพร้อมกับพรรค

อย่างไรก็ดี หากจะหาปัจจัยที่ทำให้ตลาด สส.ระอุอย่างไม่น่าเชื่อ คือ ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม

ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวกำหนดให้มี สส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 350 และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสส.แบ่งเขตเพียงใบเดียวในการคำนวณหาจำนวน สส.แบ่งเขตและ สส.บัญชีรายชื่อ

ที่สำคัญขั้นตอนของการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อนั้นยังเอาคะแนนของคนที่แพ้ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดเพื่อกำหนดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

วิธีการดังกล่าวเป็นประโยชน์ในเชิงทฤษฎีทางวิชาการ และเป็นคุณในทางปฏิบัติแก่นักเลือกตั้งด้วย

นักเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต สส.ระบบแบ่งเขตที่มีฐานของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ย่อมอาศัยความได้เปรียบตรงนี้ต่อรองเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง

อย่างน้อยถ้าเป็นคนที่มีคะแนนแต่ไม่ชนะในเขตนั้น สามารถเอาคะแนนส่วนนี้ไปช่วยเกื้อหนุนให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อแทน หรืออาจจะได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นผู้ช่วยหรือเลขารัฐมนตรีก็ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับคะแนนที่ช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ

บรรดานักเลือกตั้งแถวสองหรือแถวสามที่ไม่ใช่เกรดเอ แต่พอมีคะแนนอยู่บ้าง จึงเป็นที่โปรดปรานของบรรดาพรรคการเมืองใหม่ที่มีทุนหนาอย่างพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้

ถึงกระนั้นความคึกคักของตลาด สส.ไม่ได้สร้างประโยชน์แก่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.เป็นหนึ่งในหัวเรือใหญ่ ได้รับอานิสงส์ไม่แพ้กัน

โดยจะเป็นโอกาสให้พวกที่ไม่เคยได้ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสลืมตาอ้าปากขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกขาประจำที่ผูกขาดการเป็นผู้สมัครค่ายสะตอมาหลาย 10 ปี

ดังนั้น จึงกลายเป็นสถานการณ์ฟ้าเปิดสำหรับบรรดาอดีต สส.ในการย้ายพรรค แต่เป็นภาวะที่ปวดหัวของพรรคใหญ่ที่เจออภินิหารของระบบเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงสนามเลือกตั้งด้วยซ้ำ

ถกพรรคการเมือง เปิดรูคลายแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555192

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 14:50 น.

ถกพรรคการเมือง เปิดรูคลายแรงกดดัน

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการเชิญนักการเมืองมาร่วมพูดคุยช่วงปลายเดือน มิ.ย. นับเป็นอีกหนึ่งในความพยายามสลายแรงกดดันที่ถาโถมมายังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามโรดแมปที่เคยประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

ยิ่งหากจับ “ท่าที” ช่วงที่ผ่านมาของคนใน คสช. ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพบสัญญาณการแบ่งรับแบ่งสู้ที่พร้อมจะขยับการเลือกตั้งออกไปได้เรื่อยๆ หากมีเงื่อนไขหรือ ปัจจัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันจะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างได้

สอดรับไปกับท่าทีการเลื่อนเลือกตั้งที่ร่นเวลามาเรื่อยๆ จนมีแนวโน้มว่าจะเกินเดือน ก.พ. 2562 ตามเดดไลน์สุดท้ายที่เคยประกาศเอาไว้

โดยเฉพาะกับหลายปัญหาที่ยังไม่คลี่คลายง่ายๆ จนหลายฝ่ายเริ่มห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่พรรคการเมืองเองก็ถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี และยังไม่เห็นสัญญาณจาก คสช.ว่าจะปลดล็อกให้ดำเนินกิจกรรมได้เมื่อไหร่ อย่างไร

ล่าสุดมีแนวโน้มที่ คสช.จะปลดล็อกทีละขั้น เริ่มจากให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี เลือกกรรมการบริหารพรรค แก้ไขหรือยกร่างข้อบังคับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นไฟต์บังคับที่ทุกพรรคการเมืองต้องทำเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองใหม่และรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

จากนั้นจึงมาพิจารณากระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำไพรมารีโหวต ที่มีข้อเสนอให้ทั้งงดเว้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือหากจะต้องดำเนินการทำไพรมารีโหวตจริงก็อาจต้องให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เข้ามาตัดตอนรีบแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำทันตามกรอบเวลา

ในช่วงที่เส้นทางการเมืองยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายฝ่ายจึงจับจ้องไปยังการประชุมหารือระหว่างพรรคการเมืองและรัฐบาล คสช. หลังจากรอบที่แล้วเป็นการหารือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ข้อสรุปชัดเจนมากขึ้น

แต่รอบนี้การหารือร่วมกับพรรคการเมืองกลับถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การลดแรงกดดันจากฝั่งการเมือง ที่ไม่ได้หวังผลจริงจังหรือต้องการรับฟังเสียงสะท้อนจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง จนทำให้หลายพรรคประกาศไม่ร่วมการหารือในรอบนี้

จน​ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาดักคอว่าการรีบปฏิเสธไม่ร่วมหารือจะทำให้เสียบรรยากาศเปล่าๆ เมื่อถึงเวลาตอนนั้นจะเห็นเองว่าตัวเองจำเป็นต้องมา ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน ขอให้รอดูตอนนั้นดีกว่า แล้วจะรู้ว่ามีประโยชน์

ขณะที่บางฝ่ายกลับเห็นว่าการหารือของพรรคการเมืองรอบนี้จะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามขั้นตอนสู่การเลือกตั้ง

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ​พรรคชาติพัฒนาคิดว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีและถือเป็นการเคาต์ดาวน์สู่การเลือกตั้งที่จะเป็นสัญญาณบวกของประเทศ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ

แต่หากมองลึกๆ แล้วการหารือครั้งนี้ไม่ง่ายที่ข้อเสนอจากพรรคการเมืองจะถูกตอบสนองจากฝั่ง คสช. เพราะข้อเสนอหลักที่พรรคการเมืองต้องการ หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งปลดล็อกให้ทำกิจกรรม และหาเสียงได้อิสระ ซึ่ง คสช.ส่งสัญญาณเตรียมปลดล็อกท้ายสุด

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุว่า การพูดคุยจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากการเยือนสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส

“ผมอยากฟังว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ซึ่งลักษณะการพูดคุยจะมีผม กกต. และวิษณุ จะไปนั่งรับฟังให้เขาถาม อะไรที่เราตอบได้ ก็จะตอบ อันไหนที่เรายังทำไม่ได้ ก็จะเตรียมข้อมูลต่างๆ ไป ชี้แจงในการประชุม แล้วนำมาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เราเพิ่งเชิญไป แล้วแต่ใครอยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา”

ตอกย้ำว่า สถานะของ พล.อ.ประวิตร เป็นเพียงแค่ผู้รับสารที่จะนำข้อมูลข้อเสนอจากพรรคการเมืองไปเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ อีกทอดหนึ่ง ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือให้หลักประกันใดๆ กับพรรคการเมืองได้

รูปแบบการหารือจึงน่าจะออกมาในทำนอง​เป็นเพียงแค่การให้ข้อมูลจากฟัง คสช.เสียมากกว่า ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองนั้น หาก คสช.จะทำตามที่ขอคงทำให้ตั้งแต่แรกไม่ต้องรอมาจนถึงเวลานี้

ยิ่งหากฟังเสียงสะท้อนก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยมองว่าการยื้อเวลาปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ เป็นไปเพราะต้องการชิงความได้เปรียบทางการเมือง ในวันที่พรรคพลังประชารัฐเดินหน้า ติดเครื่องเตรียมลงขับเคี่ยวในสนามเลือกตั้งรอบใหม่

สอดรับไปกับปรากฏการณ์ดูด ที่หนักข้อขึ้นจนพรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอว่าทำให้การเมืองเดินย้อนหลัง และสวนทางการปฏิรูป จนมาถึงกระแสข่าวเรื่องการออกแรงบีบให้นายก อบจ.ในบางพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นกลไกสนับสนุนการทำพื้นที่ให้กับ คสช.

ทั้งหมดล้วนแต่ยิ่งก่อตัวเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมายัง คสช. การหารือร่วมกับพรรคการเมืองจึงเสมือนเป็นรูระบายคลายความกดดันที่มีต่อ คสช.ให้ลดน้อยลงไป

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก สองพรรคใหญ่ระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554898

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:42 น.

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก  สองพรรคใหญ่ระส่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีกของรัฐบาล ปรากฏว่าไม่ค่อยแสดงอาการบ่งบอกถึงการหาเงื่อนไขเพื่อมาทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป ดังจะเห็นได้จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560

นอกจากนี้ แม้แต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นตามโรดแมปอย่างแน่นอน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจยินดีกับท่าทีของผู้นำรัฐบาลที่ช่วยให้การเมืองเกิดความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเพียงแต่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่น่าสนใจเท่านั้น เนื่องจากภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับอย่างพร้อมเพรียง จะพบได้ว่ามีความเคลื่อนไหวและตัวละครการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องแรกที่น่าสนใจหนีไม่พ้นการประกาศตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และการขอกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้งของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส.

แน่นอนว่าพรรคการเมืองนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่กับ คสช.อยู่ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ อาจารย์เอนก เคยทำงานร่วมกับ คสช.มาก่อนทั้งในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง

โดยในตำแหน่งหลังนี้ทำให้บทบาทของอาจารย์เอนก โดดเด่นเห็นชัดเป็นอย่างมาก เพราะการที่ต้องเข้าไปประสานงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดองกับทุกฝ่าย ช่วยให้อาจารย์เอนกไม่ติดภาพว่าตัวเองอยู่ข้างใดข้างหนึ่งชัดเจนมากนัก ตรงนี้เองได้กลายเป็นจุดขายของพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่จะเน้นการสร้างความปรองดองเป็นหลัก

ส่วนอีกความเคลื่อนไหว คือ การเดินเกมของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนี้ไม่ได้ปรากฏในรูปของพรรคการเมืองเท่าใดนัก แต่ปรากฏให้เห็นจากบรรดาว่าที่แกนนำพรรคต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

ล่าสุด “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย ทั้งสมศักดิ์และสุริยะต่างประสานงานเพื่อดึงอดีต สส.เข้ามาร่วมงาน

การขยับตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบไปถึงสองพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” ไม่มากก็น้อย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์รับผลกระทบเต็มๆ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย อย่างที่ทราบกันดีว่าสุเทพนั้นเป็นผู้มากบารมีในการเมืองภาคใต้ แม้จะยังไม่เท่ากับนายหัว “ชวน หลีกภัย” แต่สุเทพมีแม่เหล็กดึงดูดมากพอที่จะโน้มน้าวให้บรรดาคนแถวหนึ่งหรือแถวสองของประชาธิปัตย์เข้ามาอยู่กับกำนันสุเทพได้

ยิ่งเวลานี้ “สุเทพ” เป็นหนึ่งในสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. เท่ากับว่าหากใครมาอยู่กับสุเทพย่อมได้อะไรติดไม้ติดมืออย่างแน่นอน

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ถึงแม้ภาพของ “ทักษิณ ชินวัตร” จะยังคงเป็นขวัญใจของคนอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานกำลังหลักของพรรคเพื่อไทย แต่อีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมว่า คสช.เองเดินเกมรุกทางการเมืองค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งการอัดงบประมาณและโครงการเข้าไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในนาม “ประชารัฐ” หรือ “ไทยนิยม”

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทยถูกแช่แข็งห้ามเล่นการเมืองมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ผิดกับ คสช.ที่มีทั้งงบประมาณและอำนาจทางการเมือง จึงทำให้ คสช.สามารถเดินเก็บแต้มการเมืองได้แต่เพียงฝ่ายเดียว แซงหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ ไปพอสมควร

พื้นที่การเมืองที่เว้นว่าง สส.มาร่วม 4 ปี กลายเป็นโอกาสของ คสช.ในการช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสำหรับการปูทางกลับเข้ามาสืบทอดอำนาจในอนาคต หลังการเลือกตั้ง ดังนั้น พรรคเพื่อไทยที่เคยคิดว่าจะกินบุญเก่าและหากินกับความเป็นทักษิณไปอีกเรื่อยๆ อาจจะต้องผิดหวังได้

ไม่เพียงเท่านี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้อดีต สส.ของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เอาใจออกห่างและจะมาเข้ากับสองพรรคการเมืองใหม่ คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคกันเอง

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นั้นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นชัดว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ชนะการเลือกตั้งมาร่วมสองทศวรรษแล้ว ทำให้สมาชิกหลายคนไม่มั่นใจว่าในสภาพแบบนี้พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถลืมตาอ้าปากได้หรือไม่

ด้าน พรรคเพื่อไทย ก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ความขัดแย้งภายในที่เกี่ยวกับการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งเกิดกระแสต่อต้าน “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นระยะ นอกจากนี้การมีทักษิณเป็นผู้นำพรรคต่อไป อาจมีผลให้เป็นเป้าทางการเมืองไม่จบไม่สิ้น

ดังนั้น เมื่อทั้งสองพรรคเกิดความอ่อนแอ จึงกลายเป็นจังหวะดีที่พรรคการเมืองใหม่ที่อุดมไปด้วยเงินและบารมีในการตีท้ายครัวในแบบที่พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเกิดอาการระส่ำทันที