เลือกตั้ง”อบจ.” เกมเช็กกำลัง”คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554799

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

เลือกตั้ง"อบจ." เกมเช็กกำลัง"คสช."

ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดทั้งความนิยม และความเข้มแข็งในกลไกพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงไร

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ภายในปีนี้หรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมในแต่ละด้าน ตลอดจน​นโยบายจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่

เบื้องต้น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แบ่งรับแบ่งสู้ว่ายังไม่รู้การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือไม่ ขณะนี้การจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% กำลังไล่ทบทวนอยู่ แต่มีการแก้ไขในเนื้อหาสาระจำนวนมาก ทั้งเรื่องจำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวิธีในการเลือก เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สส.

ทั้งนี้ เมื่อผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้ และส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

“ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น จะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพียงแต่อะไรที่ง่ายจะเปิดให้ทำก่อน แต่อะไรที่ง่ายบ้างนั้นก็ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่แน่ใจเหมือนกัน”​ วิษณุ ระบุ

สอดรับไปกับเงื่อนไข “การปลดล็อกทางการเมือง” ภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่าง รัฐบาล กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและเตรียมนำข้อสรุป 4 ข้อ เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อคลายล็อกทางการเมืองต่อไปตามลำดับ

ที่สำคัญการสมัครเป็นสมาชิกท้องถิ่นไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ทำเป็นพรรค ไม่ต้องมีการประชุมพรรค ต่อให้ยังไม่มีการปลดล็อกก็ไม่กระทบต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยตรง

ยิ่งหากจับสัญญาณจากพรรคการเมืองที่บางพรรคประกาศจะไม่เข้าร่วมหารือกับทางรัฐบาลในปลายเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ​และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการหารือ

นั่นอาจทำให้การหารือนี้ต้องเลื่อนออกไปได้ เพราะไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าจะต้องจัดเมื่อใด จนอาจเป็นเงื่อนไขที่จะหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในภายหลังหากต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไป

ต่างจากเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งรอเพียงความพร้อมในด้านกฎหมายและไฟเขียวจาก คสช.​ก็สามารถเริ่มต้นได้ในทันที ซึ่งหลายพื้นที่ในเวลานี้มีความพร้อม โดยเฉพาะสถานการณ์เวลานี้ผู้บริหารระดับท้องถิ่นทยอยพ้นจากตำแหน่งจนครบทุกจังหวัด เหลืออยู่รักษาการปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะคำสั่ง คสช.

อีกด้านการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งใหญ่ ยังจะสามารถช่วยลดแรงกดดันอันจะย้อนกลับมายัง คสช.​ในภายหลัง หากการเลือกตั้งใหญ่​อาจมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปจากกรอบสักเดือนหรือสองเดือน เนื่องจากข้อจำกัดด้านต่างๆ เพราะอย่างน้อยก็พอจะเห็นทิศทางว่ารัฐบาล คสช.มีความตั้งใจที่จะจัดการเลือกตั้งแม้จะเป็นเลือกตั้งท้องถิ่น ก็ยังดีกว่าไม่มีการขยับใดๆ

แต่นัยสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น​ในมุมของ คสช.นั้น หนีไม่พ้นการวัดกระแส พร้อมตรวจสอบสรรพกำลังในพื้นที่ผ่านกลไกท้องถิ่นแต่ละแห่งว่ามีความเข้มแข็งและตอบสนองความต้องการของ คสช.ได้มาน้อยแค่ไหน

สอดรับไปกับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 ปลดล็อกให้นายก อบจ. 4 คน ที่เคยถูกพักงานระหว่างการถูกตรวจสอบ ได้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการบีบให้กลับมาช่วยเป็นฐานสนับสนุนในพื้นที่ให้กับพรรค คสช. ที่กำลังเดินหน้าทำงานในพื้นที่ ​

พิจารณาจาก 4 รายชื่อ นายก อบจ. ที่ถูกปลดล็อกให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง ส​ถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และ​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร จะพบว่าทั้ง 4 คนล้วนอยู่ในพื้นที่สำคัญทางการเมือง

งานนี้แว่วว่าได้มือประสานอย่าง สุชาติ ตันเจริญ แกนนำบ้านริมน้ำ ที่รับหน้าที่สำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ดูด สส.เข้าเป็นขุมกำลังสนับสนุนพลังประชารัฐจนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว เป็นคนเดินเกมชักชวน อบจ.พื้นที่ต่างๆ มาเสริมทีม

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งใหญ่ จึงเสมือนเป็นการตรวจความพร้อมในแต่ละพื้นที่ว่าสุ่มเสี่ยงจะเกิดความวุ่นวายหรือรุนแรงในอนาคตหรือไม่ รวมทั้งผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น ยังจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดทั้งความนิยม และความเข้มแข็งในกลไกพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงไร

อันจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ของ คสช. ​สำหรับการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งใหญ่ หลังได้เห็นว่าพื้นที่ไหนที่ยังเป็นจุดอ่อน ต้องปรับเปลี่ยนบุคคลหรือ​กลไกในพื้นที่กันใหม่

​ในเมื่อฐานเสียงของพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคใหญ่ในแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งและเหนียวแน่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน บางพื้นที่ที่ไม่สามารถดูดได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาพึ่งพาฐานเสียงจากท้องถิ่นเป็นการทดแทน

​ระหว่างที่รัฐบาล คสช.​เร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ คู่ขนานไปกับการเดินสายลงพื้นที่ และจัด ครม.สัญจรจังหวัดต่างๆ ​ที่จะไปเติมเต็มและเสริมสร้างคะแนนนิยมในแต่ละพื้นที่

ยุทธศาสตร์ชาติ เตะตัดขาทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554425

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 12:21 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ เตะตัดขาทุกพรรค

“ยุทธศาสตร์ชาติ”ที่กำลังจะมีขึ้น ถูกมองได้ว่า เป็นการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค คสช.สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต พร้อมกับเตะตัดขาพรรคการเมืองอื่น

****************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 15 มิ.ย. เป็นจังหวะก้าวสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง เพราะจะมีการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ

ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ลงมติรับหลักการเอาไว้ จะดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา แต่ไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาได้ เพียงแค่เสนอความคิดเห็นแนบท้ายไปได้เท่านั้น

อย่างที่ทราบกันดี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นหนึ่งในความหวังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาในวันที่ลงจากตำแหน่งว่าการรัฐประหารล้มรัฐบาลเลือกตั้งเป็นการกระทำที่เสียของ

สำหรับร่างยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญที่แบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ทั้งนี้ หากจะบอกว่าหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาตินั้น ไม่ได้อยู่ตรงตัวร่างยุทธศาสตร์ชาติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ สนช. แต่กลับเป็นกระบวนการบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายสำคัญของ 2 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560

มาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ

ส่วนกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ก็ได้ปรากฏเนื้อหาหลายส่วนที่เป็นการชี้ให้เห็นว่าทุกภาคส่วนห้ามออกนอกแถวที่ยุทธศาสตร์ชาติบัญญัติเอาไว้

มาตรา 25 และมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดเป็นหลักการว่าในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาพิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งจะมีผลให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นพ้นจากตำแหน่งด้วย

จากที่ปรากฏออกมาเห็นได้ว่ามีการคุมเข้มเอาไว้หลายชั้นทั้งในกฎหมายสูงสุดและกฎหมายระดับนิติบัญญัติ แน่นอนว่าการกำหนดไว้แบบนี้มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับนั้น คือการทำให้เกิดทิศทางและการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน เดิมต้องยอมรับว่าแผนการพัฒนาประเทศมักจะไปผูกโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเพียงแผนแม่บทที่ไม่ได้สภาพของการใช้บังคับอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่มีบทลงโทษในกรณีที่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าว

เมื่อไม่มีมาตรการในการลงโทษ ย่อมส่งผลให้เกิดการเดินตามแผนพัฒนาประเทศแบบกระท่อนกระแท่น ขาดความเป็นเอกภาพและไร้ทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน ประกอบกับการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลในแต่ละยุคส่วนใหญ่จะมาจากพรรคการเมืองแตกต่างกัน ทำให้พรรคการเมืองที่ได้อำนาจใหม่มักจะคำนึงถึงศักดิ์ศรี จึงไม่ยอมเดินตามนโยบายของรัฐบาลพรรคเก่า

ดังนั้น การมียุทธศาสตร์ชาติที่มีบทลงโทษอาจจะช่วยให้การขับเคลื่อนมีความต่อเนื่องมากขึ้น ไม่ต้องชะงักไปตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ประโยชน์ในเรื่องความต่อเนื่องนั้นก็มีหลายฝ่ายท้วงติงถึงความไม่เหมาะสมในบางประการ โดยเฉพาะการให้มีผลบังคับใช้ถึง 20 ปี และการมีบทลงโทษทางอาญาตามที่ปรากฏในกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

แม้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จะเปิดช่องให้สามารถทบทวนยุทธศาสตร์ชาติได้ทุก 5 ปี โดยเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในการแก้ไข แต่มีคำถามว่าในทางปฏิบัติจะสามารถแก้ไขได้สมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าการแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติย่อมมาซึ่งแรงต่อต้านจากวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงที่มาจากการเลือกของ คสช.ใน 5 ปีแรก

เมื่อเทียบผลเสียและผลดีที่จะได้รับแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลเสียย่อมมีมากกว่า แต่จากผลเสียที่เกิดขึ้น ทว่ากลับเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อ คสช.ในระยะยาว

คสช.กำลังตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงเลือกตั้งในอนาคต การทำนโยบายหาเสียงจึงสามารถออกนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติได้ไม่ยากมากนัก เนื่องจากถึงอย่างไรเสียยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นนโยบายที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

ผิดกับพรรคการเมืองที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ต้องมาปั้นนโยบายพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าฝ่าฝืนจะมีผลกระทบทางกฎหมายตามมา

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังจะมีขึ้นอย่างเป็นทางการ จึงไม่ต่างอะไรกับการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค คสช.สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต พร้อมกับเตะตัดขาพรรคการเมืองอื่นไปในตัว

ปลดแอกไพรมารี เปิดทางอุ้มทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554309

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2561 เวลา 12:22 น.

ปลดแอกไพรมารี เปิดทางอุ้มทุกพรรค

มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ คสช.อาจชำเลืองเห็นถึงปัญหานี้และยอมกลืนเลือด เพื่อชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้ตามลำดับ แต่เอาเข้าจริงเวลานี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังแสดงอาการเขี้ยวลากดินทางการเมืองอยู่พอสมควร

ความเขี้ยวลากดินที่ว่านั้นคือ การยังไม่ยอมปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ

แน่นอนว่าเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ยอมผ่อนเงื่อนไขดังกล่าวลง เป็นเพราะปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองมีความเคลื่อนไหว และกลัวว่า คสช.จะถูกช่วงชิงความได้เปรียบไปจากตัวเอง

แต่ทำไปทำมาจากความต้องการรักษาความได้เปรียบทางการเมืองของ คสช.กำลังสร้างปัญหาครั้งใหญ่กับการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการทำไพรมารีโหวต ปัญหากำลังลุกลามบานปลายถึงขั้นที่พรรคการเมืองเริ่มเรียกร้องให้ คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 ชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อนสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับขั้นตอนของการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จะเห็นได้ว่ามีความซับซ้อนพอสมควร ดังนี้

1.พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตใด ต้องมีสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตนั้น

2.การส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากไพรมารีโหวต

3.การสรรหาผู้สมัคร สส.พรรคต้องจัดให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหา และหัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

4.การประชุมสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน หรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน โดยการลงคะแนนให้สมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการทำไพรมารีโหวตจะผูกโยงกับสามส่วนที่สำคัญได้แก่สาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคการเมือง

แต่ปรากฏว่าด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ทำให้สถานะของสมาชิกพรรคการเมืองหายไปหมด เว้นแต่จะมีใครแสดงตนกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอีกครั้ง ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าแต่ละพรรคการเมืองได้จำนวนยอดสมาชิกพรรคการเมืองกลับคืนมาเป็นจำนวนที่น้อยพอสมควร

การมีสมาชิกพรรคในจำนวนที่น้อยจะมีปัญหาตามมาอีกมาก โดยเฉพาะความชอบธรรมของผู้ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองดังกล่าว อีกทั้งจะไม่สามารถทำการสรรหาได้ครบทุกจังหวัด นั่นเท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นต้องเสียสิทธิในการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวไป

ไม่เพียงเท่านี้ ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง หมายความว่า ผู้สมัคร สส.ที่แพ้ในการทำไพรมารีโหวตกับพรรคการเมืองนี้ จะต้องรีบหาพรรคการเมืองใหม่เพื่อให้ทันเวลา 90 วัน ซึ่งมีคำถามว่าเมื่อ คสช.ยืนยันทุกอย่างกำลังเดินตามโรดแมป แต่กลับไม่ยอมปลดล็อก ด้วยเวลาที่บีบขนาดนั้น ผู้ที่แพ้ไพรมารีโหวตจะสามารถหาพรรคใหม่สังกัดทันกับเวลา 90 วันได้อย่างไร

จากเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลเฉพาะพรรคการเมืองปัจจุบันเท่านั้น แต่ปัญหายังลามไปถึงพรรคการเมืองใหม่เช่นกัน ซึ่งรวมไปถึง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่จะเป็นแลนดิ้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในอนาคตด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึง เพื่อเป็นการปลดล็อกให้กับทุกพรรครวมทั้งพรรคทหาร

ปล่อยผี”อบจ.” แลกหนุนพรรค คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554168

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 09:43 น.

ปล่อยผี"อบจ." แลกหนุนพรรค คสช.

การคืนตำแหน่งให้ 4 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปล่อยผีคืนตำแหน่งให้ 4 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ​ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 เรื่องการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2558 ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 43/2559 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบ กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ยิ่งหากพิจารณารายชื่อของทั้ง 4 คน​ ได้แก่ ​1.สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร 2.มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร 3.บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ 4.​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร ยิ่งจะพบถึงความเชื่อมโยงและเป้าหมายที่คาดว่าจะนำไปสู่การเร่งทำพื้นที่โกยคะแนนให้กับพรรค คสช.ในช่วงที่ปี่กลองการเมืองกำลังเริ่มต้นโหมโรง

สอดรับไปกับกระแสดูดก่อนหน้านี้ที่มีความพยายามดึงตัวอดีต สส.จากพรรคต่างๆ ไปเสริมทีมพรรค คสช. จนพรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอสกัดพฤติกรรม “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ที่นอกจากจะทำให้การเมืองย้อนกลับสู่วังวนเหมือนเช่นในอดีตแล้ว อีกด้านหนึ่งยังสวนทางกับแนวทางปฏิรูปที่รัฐบาล คสช.กำลังเดินหน้า

ทว่าปัญหาอยู่ที่หลายพรรคการเมืองเวลานั้นเริ่มไล่เช็กยอดหาทางสกัดปัญหาถูกดูดจนทำให้ปฏิบัติการดูดเงียบหายไป ท่ามกลางความเป็นห่วงในสถานการณ์ที่อาจทำให้เป้าหมายสู่การผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยต้องสะดุดหยุดลงไป

ยังไม่รวมกับการเปิดตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่อาจจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐแว่วว่าจะลดน้อยถอยลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

แผนสำรองจึงต้องเบี่ยงเป้ามายังสนามการเมืองท้องถิ่น ​อันจะเป็นฐานที่มั่นในพื้นที่สำหรับทำการเมืองของพรรค คสช.ในอนาคต และสามารถต่อกรกับพรรคใหญ่ที่มีระบบหัวคะแนนในพื้นที่เหนียวแน่น

หากไล่ดูจากทั้ง 4 คน เป้าใหญ่ที่สังคมจับตาคือ บุญเลิศ ซึ่งถูกพักงานตั้งแต่ ก.ค. 2559 เพราะคาดว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญช่วงการทำประชามติ ผ่านมาเกือบ 2 ปี ถึงได้กลับมาทำหน้าที่ โดยเจ้าตัวยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด การกลับมาครั้งนี้มาแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง โดยตนเองยังไม่เคยไปพบกับนายกรัฐมนตรีแม้แต่ครั้งเดียว

ทว่า หลังทิศทางลมเปลี่ยน แว่วว่า​ตระกูล “บูรณุปกรณ์” เริ่มจะไม่แนบแน่นกับทางฝั่ง “ชินวัตร” เหมือนที่เคยเป็นมา ท่ามกลางข่าวคราวการทาบทามคนในตระกูลบูรณุปกรณ์ไปลงสมัครในนามพรรค คสช.เป็นที่เรียบร้อย รอแค่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เช่นเดียวกับ “มุกดาหาร” ที่มีข่าวว่า วีระพงษ์ ทองผา พี่ชายสามี ของ มลัยรัก ทองผา ได้รั้งตำแหน่งผู้สมัคร มุกดาหาร ในนามพรรค คสช.เป็นที่เรียบร้อย รวมทั้ง “ยโสธร” ที่ว่ากันจะได้แรงสนับสนุนสำคัญจาก สถิรพร ผ่านการประสานจาก สุชาติ ตันเจริญ แห่งบ้านริมน้ำ

แม้ทาง ​พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ​ออกมาชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้มีนัยทางการเมือง เรื่องนี้สืบเนื่องจากการตรวจสอบของกระทรวงยุติธรรม และส่งผลตรวจสอบมาให้ ศอตช.และ คสช.จึงมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นได้สืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมีทั้งผู้ที่ให้ถูกออกและให้พ้นจากหน้าที่ ส่วนใครที่ไม่พ้นจากตำแหน่งก็ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่คืน

“ดูจากข้อเท็จจริงและเนื้อผ้าเป็นหลัก ผิดก็คือผิด โดยมี ป.ป.ช.-สตง. เป็นต้นเรื่องในการตรวจสอบ และกระทรวงมหาดไทยมาสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งเราสืบสวนสอบสวนไปตามหน้าที่ ใครผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย ใครไม่ผิดก็ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากและในจำนวนนี้ก็มีหลายคนที่มีความผิด” พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ

ที่สำคัญคือการพิจารณาคืนตำแหน่งในล็อต 2 ต่อจากนี้ ซึ่งทาง พล.อ.อนุพงษ์ ระบุว่า ไม่ทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร บอกเพียงแค่เป็นไปตามกระบวนการนั้น ถูกมองว่าเหมือนเป็นแรงบีบให้ นายก อบจ.ที่ถูกพักงาน ต้องยอมหันมาสนับสนุนพรรค คสช.ในอนาคตเพื่อแลกกับการคืนตำแหน่งให้กลับมาทำหน้าที่ต่อไป

หากพิจารณาจากคำชี้แจง ​วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ตัวเลขเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกพักงานทั้งหมดมีประมาณ 300 คน โดยคืนตำแหน่งไปแล้วหลายสิบคน ย่อมเหลืออีกกว่า 200 ตำแหน่งที่ยังถูกพักงานอยู่ในหลายพื้นที่ กำลังส่วนนี้ยิ่งต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ

ที่สำคัญเวลานี้เริ่มมีสัญญาณเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะสูตรที่จะเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งหมด หรือเลือกบางพื้นที่ที่คาดว่าจะไม่มีปัญหา ก่อนเลือกตั้งใหญ่ จะเป็นแรงบีบ และดัชนีชี้วัดถึงทิศทางทางการเมืองและผลการเลือกตั้งในสนามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

ยิ่งอำนาจชี้ขาดทั้งหมดอยู่ในมือ คสช.ที่จะเป็นผู้ชี้ขาด ทั้งเรื่องกรอบเวลาเลือกตั้ง รวมทั้งพื้นที่เลือกตั้ง นั่นย่อมเป็นข้อได้เปรียบของ คสช. ที่จะไปชักจูงหรือต่อรองกับท้องถิ่นให้เข้ามาสนับสนุนพรรค คสช.ได้ง่ายขึ้น​

อัดงบประมาณปี’62 กระสุนดินดำสู้เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554073

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 08:50 น.

อัดงบประมาณปี’62 กระสุนดินดำสู้เลือกตั้ง

การทำงบประมาณปี62 ของ คสช.ครั้งนี้เป็นมากกว่าการเสนอกฎหมายงบประมาณต่อสภาในทุกครั้ง เพราะครั้งนี้มีการเลือกตั้งเป็นเดิมพัน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ภายหลังปรากฏภาพสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ในอาการหลับ 2 คน เล่นเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โมโหไม่น้อย

“ฉะนั้นใครที่หลับ คราวหน้าก็เป็นอะไรไม่ได้อีกต่อไปอยู่แล้ว ผมดูไว้หมด หลับก็ไม่ต้องเป็นอะไร ไปนอนที่บ้าน แต่วันนี้อยู่ให้มันจบไปก่อน เพราะงานอย่างอื่นเขาก็ทำ อย่ามาจับผิดจับถูกเรื่องแบบนี้ จนเรื่องใหญ่สาระไม่มี ภาพไม่สวยก็อย่าไปออก ก็เห็นจ้องถ่ายกันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ สื่อก็รู้อยู่ อย่ามาซักให้ฉันโมโห ไม่เอา” อารมณ์ฉุนของนายกฯ

มองอีกด้านหนึ่งก็ไม่แปลกที่นายกฯ จะแสดงความไม่พอใจออกมา เนื่องจากการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี เป็นเรื่องสำคัญ โดยความสำคัญนั้นถึงขนาดที่นายกฯ ต้องนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะมาแถลงชี้แจงต่อสภา ยิ่งในสมัยรัฐบาลพลเรือนถึงขั้นมีการคาดโทษกันเลยสำหรับ สส.คนไหนที่ไม่มาประชุมสภาในวันพิจารณากฎหมายงบประมาณ

พล.อ.ประยุทธ์ ก็เช่นเดียวกัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ สนช.จะไม่ใช่ระบบพรรคการเมือง แต่เมื่อ สนช.มีรอยตำหนิอะไรออกมา ย่อมส่งผลมาถึงนายกฯ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุมาเกิดในระหว่างการเสนอกฎหมายงบประมาณประจำปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงมองว่าไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

อย่างไรก็ตาม พักจากเรื่องสมาชิก สนช.หลับกลางสภา มาโฟกัสกันที่นัยทางการเมืองที่สะท้อนผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2562

ในแง่ของเวลานั้น จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการเสนอตามกรอบปฏิทินงบประมาณปกติ แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ประกาศใช้ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีผลบังคับใช้ข้ามปีไปถึงครึ่งปีหลัง 2562 ประจวบเหมาะกับจังหวะของการหาเสียงเลือกตั้งพอดี

ด้วยเหตุนี้ การจัดทำงบประมาณครั้งล่าสุด จึงถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะ คสช.เองก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดตชิงตำแหน่งนายกฯ ในอนาคต

นอกเหนือไปจากนัยทางเวลาแล้ว ในแง่ของเนื้อหาจะพบว่ามีประเด็นให้ครุ่นคิดเช่นกัน

กล่าวคือ คสช.และรัฐบาลได้ทำการจัดสรรเงินเพื่อการตั้ง “กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” จำนวน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้กำหนดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในการใช้จ่ายงบประมาณเอาไว้อย่างน่าสนใจ

“กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความมั่นคง เพิ่มศักยภาพ และพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างครบวงจร สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร อันจะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ระดับฐานราก และทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน

ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการเพื่อสังคมและช่วยเหลือคนในชุมชนท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงทำให้จำนวนผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี ลดลงปีละ 6 แสนคน”

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า มุ่งเป้าไปที่ประชาชนจำนวนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลักโดยตรง หวังซื้อใจประชาชนฐานรากซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของประเทศ เพราะการเจาะแต่ฐานเสียงของคนในเมืองนั้นไม่ได้เป็นกุญแจไปสู่ชัยชนะของการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ดังนั้น การเดินเกมนี้ของ คสช.แทบไม่ต่างอะไรกับช่วงปลายของรัฐบาลนักการเมืองที่มักจะอัดงบประมาณลงไปเพื่อหวังเป็นการหาเสียงล่วงหน้า ชิงความได้เปรียบเหนือฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โครงการประชารัฐ” เป็นโครงการที่รัฐบาลพยายามขายมาตลอดเพื่อสร้างการรับรู้ของประชาชนแข่งกับประชานิยมของพรรคเพื่อไทย จึงหวังใช้โครงการประชารัฐเป็นธงนำในการสู้ศึกเลือกตั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลานี้ คสช.เป็นฝ่ายที่กุมความได้เปรียบเหนือทุกพรรคการเมือง

ไล่มาตั้งแต่กติกาของการเลือกตั้งที่มาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) การกุมอำนาจการตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง สว.ชุดแรก เพื่อเป็นฐานเสียงในสภา ไปจนถึงการยังถือกุญแจไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ได้

ขณะที่พรรคการเมืองปัจจุบันได้แต่นั่งเฉยๆ และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแบบรายวัน โดยไม่สามารถประชุมเพื่อนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้ ประชาชนเลยได้รับแต่นโยบายของ คสช.เพียงฝ่ายเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีของนายกฯ ต่อการเสนองบประมาณกลางสภาคราวนี้เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ก็ดูจะเน้นไปที่การเลือกตั้งเป็นพิเศษ

“วันหน้าต้องเป็นแบบนี้ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นแบบนี้ ต้องซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ต้องดูให้ทั่วถึง ทุกโครงการ ต้องทำให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ทั้งการแก้ไขปัญหาในอดีต ปัจจุบัน และลงทุนเพื่ออนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกลางสภา

ดังนั้น การทำงบประมาณประจำปี 2562 ของ คสช.ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการเสนอกฎหมายงบประมาณต่อสภาในทุกครั้ง เพราะครั้งนี้มีการเลือกตั้งเป็นเดิมพัน ทำให้ คสช.ต้องทุ่มสุดตัวอย่างที่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้

ดึงเกมปลดล็อก เตะตัดขาฝ่ายค้าน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553761

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2561 เวลา 11:04 น.

ดึงเกมปลดล็อก เตะตัดขาฝ่ายค้าน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยกำลังจะมีขึ้นในปี 2562 เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีขึ้นในช่วงไหนของปีเท่านั้น ภายหลังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. รวมไปถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2553 ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญไปเป็นที่เรียบร้อย

เรียกได้ว่าเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายเคยกุมขมับว่าอาจจะเป็นปัญหาในอนาคตนั้น ได้รับการคลี่คลายลงเป็นที่เรียบร้อย

ตัดภาพมาที่ คสช.ซึ่งแสดงท่าทีตอบรับกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันหลายครั้งว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นตามโรดแมปแน่นอน โดยไม่แสดงอาการยื้อแม้แต่น้อย

แต่กระนั้นจะพบว่า คสช.ยังออกอาการยื้อเล็กน้อยในเรื่องเกี่ยวกับการปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ เพื่อแต่งตัวให้สอดรับกับสนามเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต

ปัญหาสำคัญของพรรคการเมืองในปัจจุบันคือ การทำไพรมารีโหวต เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส. ระบุไว้เป็นหลักการในภาพรวมว่าพรรคการเมืองต้องจัดให้มีการทำไพรมารีโหวต มิเช่นนั้นพรรคการเมืองจะไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งในเขตนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดใด จังหวัดนั้นจะต้องมีสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองด้วย ซึ่งตอนนี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างได้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองกลับคืนมาเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เมื่อต้องทำไพรมารีโหวตได้อย่างมีนัยสำคัญ

จึงเป็นเหตุผลที่พรรคการเมืองต่างเริ่มออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะอย่างน้อยจะได้มีการกำหนดทิศทางในการทำงานของพรรคการเมืองต่อไป

แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นของพรรคการเมือง ดูเหมือนว่า คสช.จะยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อข้อเรียกร้องนี้อยู่

“เป็นเรื่องของตนเองในการพิจารณา ซึ่งจะมีการปลดล็อกเป็นกิจกรรมๆ ไป และบางอย่างจะต้องขออนุญาต เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่เละก่อนถึงประชาธิปไตย หากปลดล็อกทั้งหมดจะรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหาแบบเดิมอีก ที่มีการด่าตามถนนหนทางและเดินทั่วไปกันหมด

ใครจะออกมารับประกันได้ว่าการหาเสียงหรือประกาศนโยบายตรงตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ใช่กฎหมายออกมาแล้วบอกว่าไปบังคับ ตัดสิทธิ หรือเพิ่มภาระ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณออกมาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.

เหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ยอมผ่อนปรนเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่จะรักษาความได้เปรียบในทางการเมืองเอาไว้ให้อยู่ในมือ คสช.นานที่สุด

เวลานี้หากจะบอกว่า คสช.ตกอยู่ในที่ลำบากคงไม่แปลกนัก เพราะกระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อ คสช.ไม่ค่อยสู้ดีนัก ประกอบกับความต้องการที่จะสืบทอดอำนาจผ่านการลงเลือกตั้ง ทำให้เกรงว่าถ้าเปิดช่องให้กับพรรคการเมือง คสช.จะถูกรุมกินโต๊ะจากทุกพรรคการเมือง

ดูอย่างขณะนี้ที่ยังไม่มีการปลดล็อก ปรากฏว่าพรรคการเมืองยังสามารถออกมาแสดงท่าทีถล่มการทำงานของ คสช.ได้แทบทุกวัน หากเขี่ยลูกให้กับพรรคการเมืองด้วยการคลายกฎเหล็ก คสช.คงอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสสนใจของสังคมจะเทมาที่พรรคการเมืองอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับ คสช.ที่ในยามนี้กำลังพยายามสร้างคะแนนนิยมผ่านการใช้งบประมาณและโครงการของรัฐเพื่อซื้อใจประชาชนในแต่ละพื้นที่ และต้องการที่จะสื่อสารออกไปเพียงฝ่ายเดียว เพราะการให้พรรคการเมืองประชุมและปล่อยนโยบายออกมาได้ เท่ากับว่าเป็นการฆ่านโยบายของ คสช.เอง นอกจากนี้อาจเป็นการตัดพลังดูดอดีต สส. ของ คสช.ไปในตัวด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กำลังแต่งตัวเพื่อสวมสูทนักการเมืองลงสนามเลือกตั้ง แต่การลงสนามเพื่อสู้กับฝั่งตรงข้ามนั้นต้องยอมรับว่าเป็นศึกที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีความเจนจัดมากนักเมื่อเทียบกับการบังคับบัญชากองทัพ การเลือกตั้งจะชนะได้ต้องอาศัยหลายกลยุทธ์ ต่างกับการบังคับบัญชาทหารที่ไม่ให้แตกแถว

เมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ช่ำชองสนามเลือกตั้ง รู้กลิ่นและรู้อารมณ์ของสังคมเป็นอย่างดี คสช.จึงต้องพยายามใช้ยุทธวิธีที่ให้ตัวเองอยู่เหนือพรรคการเมืองมากที่สุด

เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจว่าถ้าการประชุมร่วมกับพรรคการเมืองและ คสช.ในช่วงเดือน มิ.ย. จะยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องการปลดล็อกให้กับพรรคการเมือง

ที่สุดแล้วการปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองนั้นย่อมมีขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเวลานั้น คสช.พร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง

เลือกตั้งเดินหน้า ปลอดเงื่อนไขยื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553643

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 10:55 น.

เลือกตั้งเดินหน้า ปลอดเงื่อนไขยื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ยิ่งเป็นการตอกย้ำการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นภายในปี 2562 อย่างแน่นอนเกือบ 100%

สำหรับสาระสำคัญของมติศาลรัฐธรรมนูญที่ทำการวินิจฉัยมีด้วยกัน2 ประเด็น

1.มติเสียงข้างมากที่เห็นว่าการแก้ไข มาตรา 140 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เป็นการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกภาพต่อหัวหน้าพรรคการเมืองภายใน 30 วันนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

2.มติเอกฉันท์ที่เห็นว่าการแก้ไข มาตรา 140 (5) ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้การตั้งสาขาพรรคการเมืองต้องมีหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 4 สาขา ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ส่งผลให้การเลือกตั้งกำลังใส่เกียร์ห้าเดินหน้าเต็มที่ เนื่องจากประเด็นที่เคยคาดว่าจะเป็นปัญหาและอุปสรรคก่อนหน้านี้ได้หมดสิ้นลงไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนเลือกตั้งที่อาจทำให้ไม่เป็นการลงคะแนนลับตามหลักการ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ได้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยการเอาระบบการเลือก สว.ไปไว้ในบทเฉพาะกาลนั้นไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ เดิมมีการคาดหมายว่าหากร่างกฎหมาย สส.หรือ สว.เกิดมีปัญหาขึ้นมา จะมีผลให้ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องมาเขียนกฎหมายเลือกตั้งกันอีกรอบเพื่อให้ถูกใจ สนช.และ คสช. เรียกได้ว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่เมื่อผลของคำวินิจฉัยออกมาอย่างนี้ เหลือเพียงแต่การนับเวลารอเข้าสู่การเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้การเลือกตั้งคาดว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 แต่ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากต้องทอดเวลาไปอีกพอสมควร โดยมีสาเหตุจากกระบวนการประกาศให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ

เริ่มตั้งแต่นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน 20 วัน นับแต่ได้รับร่างกฎหมายมาจากประธาน สนช. จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ให้เป็นกฎหมายอีก 90 วัน ขณะที่การกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนมากที่สุด กล่าวคือ แม้กฎหมาย เลือกตั้งจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่กฎหมายเลือกตั้ง สส.ได้กำหนดว่าให้กฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นถึงจะนับไปอีก 150 วัน เพื่อเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้ วันเลือกตั้งแท้จริงของไทยทั้งประเทศอาจจะไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 เป็นอย่างน้อย

แต่กระนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มาจากท่าทีของ คสช.ในระยะหลังที่ส่งสัญญาณและแสดงออกในเชิงพฤตินัยว่าต้องการให้มีการเลือกตั้ง

1.การประกาศตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย แม้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส.จะประกาศตัวว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แต่ในทางการเมืองแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่า สุเทพ คือ คีย์แมนสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นบุคคลที่ประกาศมาตลอดว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กลายเป็นว่า คสช.สามารถหาพรรคการเมืองที่จะเข้ามาสวมเครื่องแบบทหารได้อย่างเป็นทางการแล้ว จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีท่าทีเป็นบวกกับการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองนี้พอสมควร

2.การลงพื้นที่ต่างจังหวัด ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและตรวจราชการตามแต่ละจังหวัดหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งมักจะถูกเชื่อมโยงถึงนัยทางการเมืองพอสมควรว่า เป็นการประกาศศักดาเพื่อดึงอดีต สส.ที่มีฐานเสียงเข้ามาร่วมงานในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ ระยะหลังไม่ได้แสดงอาการเหนียมอายเมื่อถูกเพ่งเล็งว่ากำลังเดินตามเส้นทางของการเป็นนักการเมือง หนำซ้ำยังแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อนักการเมืองอย่างเต็มใจ จากเดิมที่จะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าใดนัก

ดังนั้น หากจะบอกว่าเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังอยู่ในช่วงของการแต่งตัว ถอดเครื่องแบบทหารและเตรียมสวมสูทเดินเข้าสภาอย่างเต็มที่ ซึ่งมาจากความมั่นใจว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้งแล้ว ภายใต้กติกาที่ตัวเองได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

ทั้งนี้ ถนนทุกสายมุ่งสู่การเลือกตั้ง เพราะแม้แต่ คสช.เองก็อยากจะลงเลือกตั้งเพื่อกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง

ปมหุ้น ‘ดอน’ ชนวนเสี่ยงฉุด คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553523

    • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 10:42 น.

ปมหุ้น ‘ดอน’  ชนวนเสี่ยงฉุด คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกดดันเริ่มก่อตัวเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากคู่สมรสถือหุ้นเกิน 5% อยู่ระหว่างทำคำวินิจฉัยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดต่อไป หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

ปัญหาอยู่ตรงที่ในช่วงรอยต่อระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ กลับเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีดอนลาออกจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสง่างามและสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้เป็นตัวอย่างของการปฏิรูปสืบต่อไป

ล่าสุด เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ออกคำสั่งให้ดอนหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการถือหุ้นเกิน 5% นั้นทำไม่ได้ มีการออกหนังสือเวียนโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา เรื่องการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งมีการลงมติ ครม.รับทราบเรื่องนี้ในวันที่ 4 เม.ย. 2560 จึงนำเรื่องนี้มาถาม พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ว่าจะยืนอยู่อย่างไร

พร้อมกันนี้ ยังยกตัวอย่างเทียบเคียงกับรัฐมนตรี 3 คน ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่าถือหุ้นเกิน 5% ได้แก่ อารีย์ วงศ์อารยะ อดีต รมว.มหาดไทย สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีต รมว.ไอซีที (ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และอรนุช โอสถานนท์ อดีต รมช.พาณิชย์ ที่แสดงสปิริตลาออกทั้ง 3 คน

ประเด็นอยู่ตรงที่คำชี้แจงของดอน ที่ระบุว่า ผ่านมา 37 ปี ไม่เคยแตะต้องเรื่องหุ้น และล่าสุดทราบว่ามีการโอนหุ้นให้เหลือแค่ 4% นั้นไม่ใช่ประเด็น มองอย่างไรก็ไม่ทันการณ์ จึงเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำเนินการให้ถูกต้องเพื่อความสง่างาม และขอให้ยึดถือการกระทำสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นหลัก

สถานการณ์เวลานี้ ทั้งดอน และนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้ พร้อมปล่อยให้รอขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย

จากแรงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งที่ก่อตัวขึ้น ทว่า ดอน ชี้แจงว่า ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวกับนายกรัฐมนตรี แม้เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมาจะได้คุยกันในหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น

“แรงกดดันที่ใครต่อใครพูดถึง จะตีความว่าเป็นการกดดันหรือไม่ก็อยู่ที่เรา จะถือว่าเป็นการกดดันหรือทักทาย หรือการแสดงความห่วงใย สนใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ อยู่ที่ว่าเราจะคิดเห็นอย่างไร ขณะนี้ผมก็อย่างที่ว่า คำตอบอยู่บนใบหน้าแล้ว ยืนยันว่า ไม่กดดัน เราก็ทำงานของเราไป”

แน่นอนว่า คำชี้แจงที่ว่าหุ้นนั้นภรรยาได้เคลียร์เรียบร้อยแล้ว โดยหุ้นนี้เป็นมรดกของครอบครัวภรรยาแม้ตอนนี้จะถือน้อยกว่า 5% และไม่เคยรู้เลยว่าภารยามีหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อะไรบ้าง เพราะเขารับมรดกมาเป็นเวลากว่า 37 ปีแล้ว ย่อมไม่มีผลทางข้อกฎหมาย

ตามขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า มีแนวทางจะพิจารณาว่า 2 ขั้นตอน คือ 1.เริ่มแรกศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหรือไม่ 2.ถึงขั้นศาลพิจารณาสืบพยานแล้วเห็นว่าผิดหรือไม่ผิดก็ไปชี้กันในตอนนั้น

อีกด้านหนึ่งมองกันว่า การออกจากตำแหน่งอย่างทันทีทันใดอาจกระทบไปถึงงานในหน้าที่ อันอาจจะส่งผลเสียในภาพรวม โดยเฉพาะประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 8

แต่ในทางสังคมแล้ว ประเด็นแง่มุมทางกฎหมายอาจไม่สำคัญเท่ากับเรื่องสปิริตหรือความสง่างามทางด้านมาตรฐานที่คนคาดหวังว่ารัฐบาล คสช.จะมีมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่ากรณีนาฬิกาของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แผลเก่าของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.นั้น เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นกดดันรัฐบาล จนเป็นชนวนสั่นคลอนความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงมาแล้ว

แม้ทางรัฐมนตรีดอนจะมีผลงานเป็นที่ยอมรับของประชาชน และถือเป็นอีกหนึ่งในกำลังสำคัญของรัฐบาล แต่การนิ่งเฉยอ้างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวอาจเป็นแรงกดดันซ้ำเติมความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงได้

ยิ่งหากรัฐบาล คสช.ต้องการสร้างบรรทัดฐานให้กับการเมืองใหม่ จำเป็นต้องดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่างเสียก่อน เพื่อไม่ให้เป็นข้ออ้างในเวลาต่อไป ยิ่งกรณีนี้มีตัวอย่างเทียบเคียงกับ 3 รัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ด้วยแล้ว อาจจะทำให้สถานการณ์สำหรับ คสช.ดูย่ำแย่กว่าเดิม

โดยเฉพาะในสถานการณ์อันไม่สู้ดีของ คสช.เวลานี้ ซึ่งกำลังสะบักสะบอมจากปัญหาที่รุมเร้าต่อเนื่อง การเพิ่มชนวนให้ถูกหยิบยกไปโจมตีย่อมไม่เป็นผลดีรับรัฐบาล คสช.ทั้งตอนนี้และระยะยาว อันจะทำให้คะแนนความเชื่อมั่นที่ลดลงอยู่แล้วทรุดหนักลงเรื่อยๆ

ซ้ำเติมข้อครหาเก่าๆ ทั้งเรื่องความไม่ชัดเจนกับกำหนดวันเลือกตั้งที่ห่วงว่าจะเกิดการยื้ออยู่ในอำนาจออกไปจากกรอบเวลาเดิม หรือการชิงความได้เปรียบต่อคู่แข่งในสนามการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ทั้งหมดล้วนแต่ไม่เป็นผลดีและยังสุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่อเส้นทางที่หลายฝ่ายพยายามปลุกปั้นให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ก็เป็นได้

ลุ้นศาลล้มมาตรา 44 คืนชีพพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553388

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 10:28 น.

ลุ้นศาลล้มมาตรา 44  คืนชีพพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องสำคัญไปถึง 2 เรื่อง คือ การให้ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ทั้งสองเรื่องศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าการเลือกตั้งก็กำลังเดินหน้าแบบเต็มตัว ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาประมาณ 11 เดือนนับจากนี้ไป

ช่วงระยะเวลา 11 เดือนจะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ มากมาย ไล่ตั้งแต่การส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้กับนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อเข้าสู่การประกาศใช้ให้เป็นกฎหมาย จากนั้นจะต้องนั่งรอเวลาให้ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ผ่านพ้นเวลา 90 วันนับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อครบกำหนดเวลา 90 วันดังกล่าวแล้ว จะเริ่มนับหนึ่งไปอีก150 วันเพื่อเป็นวันที่ประชาชนถือบัตรประชาชนเดินเข้าคูหาลงคะแนน

แม้ว่ากรอบเวลา 11 เดือนดูเหมือนจะนานเกินไป แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถลัดขั้นตอนบางประการได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเต็มจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบเวลา 150 วัน ซึ่งสามารถลดจำนวนวันให้เหลือลงมา 90 วันได้ เนื่องจากที่ผ่านมาของการเลือกตั้งส่วนใหญ่เมื่อมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร มักจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนเพื่อจัดการเลือกตั้ง

เรียกได้ว่าเวลานี้แทบจะไม่เหลืออุปสรรคอะไรที่จะมาขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งได้อีกต่อไป เว้นแต่ คสช.จะต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญยังมีเรื่องร้อนอีกเรื่อง คือ การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในวันที่ 5 มิ.ย.

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มาจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นคำร้องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งประเด็นว่ามาตรการให้สมาชิกพรรคการเมืองมาแสดงตนเพื่อยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

จนกระทั่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้เห็นด้วยกับพรรคการเมืองและส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในที่สุด

ด้านหนึ่งหลายคนอาจมองว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช.ไม่น่าจะมีปัญหาในทางกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องเอาไว้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นในระดับหนึ่งว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช. ในกรณีนี้อาจมีปัญหาก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ เมื่อมองความเป็นไปได้ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้น่าจะสามารถออกได้ในหน้าใดหน้าหนึ่งใน 3 หน้า ดังนี้

1.วินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ในรูปแบบนี้จะเป็นการย้ำว่าการใช้มาตรา 44 ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของ คสช.นั้นถูกต้องแล้ว และเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ คสช.สามารถใช้มาตรา 44 ได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามาถึง

2.วินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งนี้ จะมีผลให้คำสั่งหัวหน้า คสช.สิ้นผลไปทั้งหมด แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีผลย้อนหลัง นั่นหมายความว่าการยืนยันสถานะสมาชิกพรรคการเมืองและการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองก่อนหน้านี้ก็จะไม่ได้เสียไป

3.วินิจฉัยให้ขัดกับรัฐธรรมนูญบางส่วน กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญอาจมองว่าการให้สมาชิกพรรคการเมืองยืนยันสถานะสมาชิกนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญจริง แต่ก็ไม่ได้มีผลให้คำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้งฉบับตกไปหมด จึงเห็นควรให้ คสช.ในฐานะผู้ใช้อำนาจดังกล่าวไปแก้ไขปรับปรุงให้เรียบร้อยและสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

หากมองจากความเป็นไปได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะพบว่าแทบไม่มีแนวทางไหนเลยที่จะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองในปัจจุบันเท่าใดนัก

แต่ถ้าถามใจพรรคการเมืองแล้ว แน่นอนว่าต้องการให้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตกไปทั้งหมดและให้มีผลย้อนหลังด้วย หมายความว่า ให้ถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าวแต่ประการใด เพื่อให้พรรคการเมืองได้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองเดิมกลับมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะช่วยให้พรรคการเมืองลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น เพื่อลงสนามเลือกตั้งสู้กับ คสช.และพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี เหนืออื่นใดการล้มมาตรา 44 จะไม่ได้มีผลแค่เรื่องพรรคการเมืองเท่านั้น เนื่องจากหากศาลรัฐธรรมนูญติดเบรก คสช.เกี่ยวกับการใช้อำนาจมาตรา 44 ย่อมสะเทือนถึง คสช.ในฐานะผู้ใช้อำนาจด้วย หมายความว่าไม่อาจนำมาตรา 44 มาใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายได้อีก หรือไม่แล้ว คสช.ก็จะไม่สามารถใช้มาตรา 44 อีกได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการช่วยให้ฟ้าเปิดขึ้นมาอีกครั้ง โดยอาจจะมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 มายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจำนวนมาก ถึงเวลานั้นสถานะของ คสช.คงสั่นคลอนไม่น้อย

ดังนั้น วันที่ 5 มิ.ย.จึงไม่ได้มีเพียงแต่พรรคการเมืองที่ลุ้นเท่านั้น แต่ คสช.เองก็จับตามองศาลรัฐธรรมนูญแบบใกล้ชิดไม่แพ้กัน

“สุเทพ” ตั้งพรรค ปชป.สะท้านสะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/553300

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2561 เวลา 09:20 น.

"สุเทพ" ตั้งพรรค ปชป.สะท้านสะเทือน

อนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์เริ่มระส่ำระสาย เมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยเฉพาะฐานที่มั่นสำคัญในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้กำลังสั่นคลอนจากที่เคยกวาดที่นั่งได้เกือบหมดทุกจังหวัดถึงขนาดเปรียบเปรยกันว่า ปชป.ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะแบบนอนมา

แต่หลังจากวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะเริ่มระส่ำระสาย เพราะ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ประกาศตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)” เปิดหน้าท้าชนสู้ศึกทางการเมืองกับพรรค ปชป.เต็มรูปแบบ เพื่อสนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คอการเมืองรู้ดีว่า “สุเทพ” คือ นักการเมืองผู้มากบารมีที่สุดใน ปชป. และในพื้นที่ภาคใต้ เพราะ “สุเทพ” อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มากว่า 30 ปี เป็นขุนพลเบอร์หนึ่งในการสู้ศึกเลือกตั้งมาโดยตลอด ทั้งในภาคใต้ และการเมืองระดับประเทศ ดังนั้น การจากลาของ “สุเทพ” จึงถือเป็นความสูญเสียขุนพล หรือแม่ทัพคนสำคัญที่สุดของประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับครั้งหนึ่งที่ ปชป. เคยเสีย “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” และ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตรองหัวหน้า ที่ตีจากรังประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคมหาชน เหมือนกับที่ “สุเทพ” และ “เอเนก” ที่กำลังทำร่วมกันตั้งพรรคใหม่อยู่ในตอนนี้

“สุเทพ” นับเป็นมันสมองและท่อน้ำเลี้ยงของพรรค แทบทุกเรื่องรวมศูนย์อยู่ที่ “สุเทพ” ตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองทั้งในภาคใต้ หรือศึกเลือกตั้งระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติ “สุเทพ” เป็นผู้กำหนดทิศทางหมด คงจำกันได้ อย่างช่วงสุญญากาศทางการเมือง ปี 2551 เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ถึง 2 คน “สมัคร สุนทรเวช” และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” จากพรรคพลังประชาชนที่ถูกตัดสินยุบพรรค “สุเทพ” คือ คีย์แมน ผู้ประสานงานดึงพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้พรรค ปชป. ตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยกองทัพหนุนหลังเต็มที “สุเทพ” ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง

แม้แต่การเมืองนอกถนน “สุเทพ” ก็เข้ามามีบทบาทสูงสุดเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าพรรค ปชป.เข้มแข็งได้เพราะ “สุเทพ” ที่มีคอนเนกชั่นในทุกระดับ แน่นอนพรรคใหม่ของ กปปส. ในนาม รปช. ย่อมส่งผลให้สมรภูมิเลือกตั้งในภาคใต้ร้อนฉ่า เพราะกลายเป็นศึกใหญ่ระหว่าง ปชป. กับ กปปส. แต่ดูเหมือนว่าการสู้ศึกครั้งนี้ กปปส.จะได้เปรียบกว่า ปชป. เพราะอย่าลืมว่าแนวร่วมหรือฐานเสียงของทั้ง กปปส. และ ปชป. กินพื้นที่เดียวกัน

หากจำกันได้ในช่วงวิกฤตทางการเมือง ม็อบนกหวีดชุมนุมใหญ่ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เมื่อปี 2557 มวลมหาประชาชนที่มาร่วมชุมนุมมาราธอน เกือบทั้งหมดล้วนมาจากภาคใต้ โดยมี “สุเทพ” เป็นแม่เหล็กคนสำคัญในการดึงดูดมวลชนมาร่วมชุมชนยืดเยื้อจนสามารถโค่นล้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้ง “ชวน หลีกภัย” ที่ปรึกษาพรรค กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค หรือผู้บริหารพรรคคนอื่นๆ ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การตั้งพรรคของ “สุเทพ” หรือ กปปส. ไม่กระทบ ปชป.แม้แต่น้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะเซียนการเมืองภาคใต้ที่สุด ไม่ใช่ “ชวน” หรือ “อภิสิทธิ์” แต่คือ “สุเทพ” ที่รู้ไส้รู้พุงรังเก่าตัวเองดีที่สุด ทั้งยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ หรือยุทธวิธี ในการเจาะพื้นที่หาเสียง ไม่มีใครสู้ “สุเทพ” ได้ ทำให้การแข่งขันชิง สส.ในทุกจังหวัดภาคใต้เดิมพันสูงกว่าครั้งไหนๆ

แน่นอนเมืองหลวงใหญ่ของพรรค กปปส. หรือ รปช. คือ “สุราษฎร์ธานี” จังหวัดที่ “สุเทพ” ยืดครองมายาวนานตั้งแต่ปี 2522 จนปัจจุบัน จนไม่มีผู้สมัครหน้าไหนกล้าต่อกรได้เลย แต่การเลือกตั้ง ปี 2562 ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป จึงกลายเป็นศึกสายเลือดระหว่างคนบ้านเดียวกัน ที่ต่างฝ่ายต่างหวังโค่น ปชป. ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ

แต่เมื่อ ปชป. ขาดขุนพลคนสำคัญอย่าง “สุเทพ” ที่รู้กันอยู่ว่า สส.ส่วนใหญ่ในพรรค ปชป. อยู่ใต้อาญัติ หรือการดูแลของ “สุเทพ” ผู้มากด้วยบารมีและกระสุนดินดำ อดีต สส.สมาชิกพรรค หรือหัวคะแนน จะเลือกไปซบอกใคร ระหว่าง “ชวน” “อภิสิทธิ์” หรือ “สุเทพ” เป็นประเด็นร้อนที่ขย่มเสถียรภาพทางการเมืองของ ปชป. อยู่ ณ เวลานี้

ในอดีตใครจะลงสมัคร สส.พรรค ปชป.ในพื้นที่ภาคใต้ลงยากมากๆ เพราะฐานเสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ยึดติดกับพรรคด้วยค่านิยมแบบท้องถิ่นนิยม เหมือนกับพรรคเพื่อไทย ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่คนอีสานเลือกเพราะตัวบุคคล กล่าวคือ ภาคใต้ ต้องสังกัดพรรค ปชป. ส่วนภาคอีสานต้อง พรรคเพื่อไทย ถึงจะได้เป็น สส. ดังนั้นไม่ว่าพรรคใดเข้ามาเบียดแทรกในพื้นที่ภาคใต้ แพ้กลับไปไม่เป็นท่า ดั่งเช่น เพื่อไทย ประสบมาแล้ว

แต่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเกิดทางเลือกใหม่เข้ามา ระหว่าง ปชป. ความนิยมในตัวพรรค กับ “สุเทพ” ที่ได้รับความนิยมในตัวบุคคล ในฐานะแกนนำมวลมหาประชาชน ย่อมทำให้นักการเมืองหน้าใหม่โดยเฉพาะบรรดาอดีตแกนนำ กปปส.ต่างวิ่งเข้าหา เพราะการชนะเลือกตั้ง 50-50 พรรค ปชป.ไม่ได้กินขาดอีกต่อไป

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เหตุใดพรรค ปชป. ตั้งแถวออกมาดับเครื่องชน คสช.แบบไม่ยั้งมือ ท่ามกลางศึกสามเส้า ระหว่าง คสช.ผนึก “สุเทพ” กับ ปชป. ใครจะกำชัยชนะ ต้องติดตามกันต่อไป