4 ปี คสช.งานใหญ่ไม่เดิน แค่ขายฝันให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551613

  • วันที่ 18 พ.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

4 ปี คสช.งานใหญ่ไม่เดิน แค่ขายฝันให้คนไทย

หากเปรียบ 4 ปีของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเส้นกราฟ ต้องยอมรับว่ามีทั้งช่วงที่สูงสุดและ ช่วงต่ำสุด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ถ้าเปรียบตอนนี้เป็นการเมืองในระบอบรัฐสภาตามปกติ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะกำลังสวมหมวกสองใบ คือ ในฐานะนายกฯ และนักการเมือง ซึ่งบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาราชการ พอหมดเวลาราชการก็น่าจะลงพื้นที่ หาเสียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะและกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และตลอด 4 ปีกำลังจะครบ ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ก็ไม่ได้เป็นอายุของ สภาผู้แทนราษฎรตามปกติ ดังนั้น ใน วาระ 4 ปีของ คสช.จึงแตกต่างกับ 4 ปีของระบบรัฐสภาปกติอย่างสิ้นเชิง

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะเป็น นายกฯ คนที่สองต่อจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ครบ 4 ปี แต่กระนั้น 4 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ได้รับการสรรเสริญยินดีเท่าใดนักช่วงสูงสุด แน่นอนว่าต้องเป็นครึ่งแรกของการเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ซึ่ง คสช.สามารถเข้ามาจัดการให้ฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่เป็นที่เป็นทางได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการเมืองภายใต้ทหารเริ่มนิ่งมากขึ้น คสช.ก็เริ่มแก้ไขปัญหา ของประชาชนที่ไม่เคยมีรัฐบาลจากนักการเมืองใส่ใจทำมาก่อนไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร การแก้ไขปัญหาราคาสลาก กินแบ่งรัฐบาล ถึงแม้ระยะหลังความ เข้มงวดของการจัดระเบียบจะลดลง แต่อีกด้านหนึ่งก็ดูเป็นระเบียบกว่าสมัยก่อน พอสมควร

คสช.พยายามเอาบทเรียนจากความล้มเหลวของการรัฐประหารเมื่อปี 2549 มาเป็นโจทย์ของ คสช. เพื่อไม่ต้องการให้ คสช.ถูกตีตราว่ารัฐประหารเสียของ จึงนำมาซึ่งนโยบายการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยเน้นไปที่การปฏิรูปประเทศจะว่าไปแล้ว กระบวนการปฏิรูปประเทศที่ คสช.ออกแบบนั้นก็เรียกว่าได้ทำการคิดใหม่ทำใหม่เช่นกัน กล่าวคือ ตั้งต้นการปฏิรูปประเทศโดยใช้กำหนดเป็นแม่บทในรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อที่ไม่ว่ารัฐบาลในอนาคตจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ต้องเดินตามนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาแนวทางการบริหารประเทศจะเปลี่ยน ไปตลอด สุดแล้วแต่พรรคการเมืองใด จะเข้ามาเป็นรัฐบาล จึงทำให้ขาด ความต่อเนื่องเมื่อ คสช.พยายามทำในสิ่งที่ไม่มีรัฐบาลใดทำ และลงมือสร้างรากฐาน ของการปฏิรูปประเทศ จึงไม่แปลกใจ ที่ช่วงนั้น คสช.จะได้รับเสียงชื่นชม ค่อนข้างมากแต่จากจุดสูงสุดของ คสช. ปรากฏว่าสัญญาณแห่งความขาลงเริ่มเผยให้เห็นนับตั้งแต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำด้วยมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปี 2558

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นปฐมบทที่ คสช.ถูกมองว่ากำลังคิดจะอยู่ยาวมากกว่ารัฐบาลในอดีตรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาที่ร่างขึ้นโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้เนื้อหาโดยรวมยังคงเป็นการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่เมื่อมองลึกเข้าไปจะพบว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ คสช.สืบทอดอำนาจอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสภาชุดใหม่ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมาจากการ คัดเลือกของ คสช. ซึ่งวุฒิสภาภายใต้กติกาใหม่นั้นมีอำนาจค่อนข้างมาก เช่น การให้สิทธิลงมติเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งมีหน้าที่ติดตามรัฐบาลแต่ละชุดเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เป็นต้นไม่เพียงแต่เรื่องการสืบทอด อำนาจผ่านรัฐธรรมนูญจะทำให้ คสช. เจอกับกระแสต้านเท่านั้น เพราะยิ่งนานวันความไม่โปร่งใสของรัฐบาลก็เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลและ คสช.ยังไม่ได้ทำการชำระให้สังคมหายข้องใจเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากปมปัญหานาฬิกาหรู ที่ไม่มีการแจ้งไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งคนในรัฐบาลก็พยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความไม่ชัดเจน ในเรื่องนี้แต่ที่เป็นปัญหาที่สุด คือ การปฏิรูปประเทศ ถ้าเปรียบเป็นการสร้างหมู่บ้านจัดสรร คสช.ในฐานะผู้จัดการโครงการ ได้ลงมือทำมาแล้ว 3 เฟส ไล่มาตั้งแต่การตั้ง สปช. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านการปฏิรูปประเทศที่ คสช.พูดมาตลอด 4 ปีมานี้มีเพียงแค่แผนและนโยบายเท่านั้น โดยยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง แม้จะมีบางเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ คสช.พยายามขายฝันให้กับคนไทย

คสช.เองก็รู้ตัวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะออกมาย้ำถึงโรดแมปการเลือกตั้งในปี 2562 เพราะยิ่งอยู่ในอำนาจจากปลายกระบอกปืนนานเท่าใด กระแสต่อต้านยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ทางที่ดีการปล่อยให้ประเทศเดิน ไปสู่การเลือกตั้ง น่าจะเป็นทางลงของ ตัวเองที่ดีที่สุด แม้จะไม่ได้รับดอกไม้ในวันจากลาก็ตามหากเปรียบ 4 ปีของ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเส้นกราฟ ต้องยอมรับว่ามีทั้งช่วงที่สูงสุดและช่วงต่ำสุด แต่จากจุดสูงสุดของ คสช. ปรากฏว่าสัญญาณแห่งความขาลงเริ่มเผยให้เห็นนับตั้งแต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำด้วยมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปี 2558

ปลุกกระแส”ชวน”ชิงนายกฯ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551518

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 07:15 น.

ปลุกกระแส"ชวน"ชิงนายกฯ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มทางเลือก

ชัยชนะในการเลือกตั้งของมหาเธร์ โมฮัมหมัด ปลุกกระแสผลักดัน “ชวน หลีกภัย” กลับมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่าย

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัยชนะในการเลือกตั้งของมหาเธร์ โมฮัมหมัด กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอีกครั้งในวัย 92 ปี ปลุกให้กระแสผลักดัน ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่าย

“เชื่อว่ามีคนไม่น้อยสนับสนุน​ท่าน แต่ที่ผ่านมาทานแสดงออกว่าท่านไม่รับ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องของอนาคต เพราะยังไม่รู้ว่าใครจะได้รับการเสนอ ให้เป็น 3 รายชื่อ ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพรรค ต้องรอให้มีการปลดล็อกและต้องมีการตราข้อบังคับพรรคใหม่และเลือกกรรมการบริหารใหม่ก่อน”

ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่ได้ปิดประตูตายกับข้อเสนอนี้เสียทีเดียวแต่โยนให้เป็นเรื่องของอนาคต ที่สมาชิกพรรคจะไปคิดอื่นก่อนตัดสินจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

จะว่าไปแนวคิดเรื่องการปลุกกระแส ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นจุดขายของพรรคไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้ช่วงชุลมุนมีแรงเคลื่อนไหวจากภายในพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอชื่อนายหัวชวนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค หลังเห็นว่าภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์สะบักสะบอมอย่างหนัก เกินกว่าจะเข็นขึ้นไปเป็นแม่ทัพลุยศึกเลือกตั้งรอบใหม่

ร้อนจน​ นายหัวชวน ผู้ปลุกปั้นอภิสิทธิ์ มากับมือต้องสยบความเคลื่อนไหวด้วยการประกาศสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค และยืนยันไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหากใครเสนอชื่อก็จะขอถอนตัว ทำให้กระแสนี้เงียบไปในที่สุด

จนกระทั่งกระแสมหาเธร์ร้อนแรงขึ้น ปลุกให้แนวคิดเรื่องผลักดัน ชวน ขึ้นมาเป็นกระแสอีกรอบ แต่รอบนี้เปลี่ยนจากสถานะหัวหน้าพรรค เป็นตำแหน่งนายกฯ ซึ่งมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญเปิดไว้รองรับ

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ​สำหรับประชาธิปัตย์แน่นอนว่ารายชื่อแรกย่อมเป็นของอภิสิทธิ์ตามที่ประกาศไว้เป็นจุดยืน แต่สำหรับรายชื่อที่ 2 หลายเสียงเห็นพ้องต้องกันว่าจะเสนอ นายหัวชวน ขึ้นเป็นอีกทางเลือก

ที่สำคัญทางเลือกนี้ยังเป็นการลดแรงเสียดทานและปลดล็อกไปสู่การจับมือทางการเมืองในอนาคต

โดยเฉพาะกับสถานะปัจจุบันของประชาธิปัตย์ ซึ่งส่อแววกำลังถูก โดดเดี่ยวจากฝ่ายต่างๆ ด้านหนึ่งจากจุดยืนที่เคยประกาศว่าจะไม่เลือกคนนอกเป็นนายกฯ ปิดประตูตายโอกาสที่จะไปร่วมกับพรรคทหารในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

หากจำได้อภิสิทธิ์เคยประกาศในวันแรกที่เปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองยืนยันความเป็นสมาชิกตามกฎหมายใหม่ว่า ใครที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ให้ไปอยู่พรรคอื่น นอกจากจะเป็นการสกัดบรรดาคลื่นใต้น้ำที่สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรค โดยเฉพาะกับกลุ่ม กปปส.ที่ตบเท้าเข้าพรรค ท่ามกลางความเคลือบแคลงว่าเตรียมดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ สอดรับกับท่าทีจุดยืนของ กปปส.ก่อนหน้านี้

การประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ ด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นการสร้างเอกภาพภายในพรรค แต่อีกด้านก็ตีกรอบเส้นทางในอนาคตของตัวเอง ​

อีกด้านหนึ่งท่าทีไม้เบื่อไม้เมาระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย สะท้อนผ่านเกิดเปิดวิวาทะอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อจนยากจะมาจูบปากจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลได้ในอนาคต เส้นทางการเมืองของประชาธิปัตย์ในอนาคต จึงมีให้เลือกเดินไม่กี่ทาง ยิ่งหากพิจารณาความเป็นไปได้ของจำนวนเก้าอี้ สส.​ที่ประชาธิปัตย์จะได้ในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยแล้ว

การปลุกกระแส​ชวนมาเป็นอีกทางเลือกในการชิงตำแหน่งนายกฯ จึงถือเป็นยุทธศาสตร์เปิดทางเลือกให้ประชาธิปัตย์ได้มีทางเดินเพิ่มมากขึ้น

ชัดเจนว่าด้วยภาพลักษณ์และบุคลิกของอภิสิทธิ์ ช่วงที่ผ่านมาดูจะเรียกแขกมากกว่าจะเชิญชวนกลุ่มต่างๆ มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น ตราบเท่าที่อภิสิทธิ์ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต่างจากชวนที่​มีต้นทุนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ยอมรับจากฝักฝ่ายต่างๆ มากกว่า

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาขานรับกระแสดังกล่าวระบุว่า “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ทางพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนชวนกลับมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเป็น นายกฯ รอบที่ 3 หรือไม่ โดยนำภาพแห่งความซื่อสัตย์สุจริต อาวุโสมากด้วยบารมี ดุจเดียวกับมหาเธร์มาสู่กระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยและประสบชัยชนะ”​

เช่นเดียวกับ ​อลงกรณ์ พลบุตร อดีตศิษย์ก้นกุฏิประชาธิปัตย์ ที่เห็นด้วยว่า ชวนอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ หากประชาธิปัตย์มีการปฏิรูปตัวเองสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ก็อาจสร้างปรากฏการณ์แบบมหาเธร์ได้ ​

ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่เริ่มมีการพูดถึงทางเลือกอื่นๆ ทั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือการผนึกกำลังของ สส. เพื่อสกัดการเข้ามาของพรรคทหาร ที่ต้องการคนที่มีบุคลิกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ชื่อของชวน อาจเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง

7 กกต.สเปกเทพ สนช.ตรวจเข้มลุ้นคว่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551423

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 10:19 น.

7 กกต.สเปกเทพ สนช.ตรวจเข้มลุ้นคว่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนเข้ามาทุกขณะ ทั้งในแง่ของกฎหมายและการเมือง แม้ว่าจะมีกระแสข่าวออกมาตลอดว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งก็ตามที

มาถึงจุดนี้มีความเป็นไปได้พอสมควรที่ คสช.จะมีดวงตาเห็นธรรมทางการเมืองแล้วว่ายิ่งอยู่ในอำนาจนานเท่าไร แรงต่อต้านยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะมีผลยาวไปถึงเป้าหมายใหญ่ที่ต้องเข้ามาในระบบเพื่อสืบทอดอำนาจในระยะยาว ดังนั้นทางที่ดีจึงควรเร่งจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและเดินหน้าเข้าสู่โรดแมป

ภายใต้ตรรกะดังกล่าวนี่เอง จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตามพื้นที่ในจังหวัดการเมืองที่สำคัญ อย่างล่าสุดในกรณีของ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งปรากฏภาพของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย แสดงไมตรีต้อนรับบิ๊กตู่อย่างเต็มที่

ตรงนี้อาจเป็นสัญญาณให้เห็นอีกประการหนึ่งว่าการจับมือเป็นพันธมิตรก่อนการเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว

ขณะที่ในแง่ของกฎหมายจะพบว่าร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับผ่านสภาไปแล้ว เหลือเพียงลุ้นว่าร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. จะผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในวันที่ 23 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินร่างกฎหมายฉบับหลัง

หลายฝ่ายมองตรงกันว่าทุกอย่างไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคยแก้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ทว่าแต่ละฉบับก็ผ่านศาลรัฐธรรมนูญไปได้

อย่างไรก็ตาม หากจะมีประเด็นใดเข้ามามีผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งไม่มากก็น้อยเห็นจะเป็น “การเลือกตั้งกรรมการการเลือกตั้ง” ชุดใหม่จำนวน 7 คนของ สนช.

ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอชื่อจากคณะกรรมการสรรหา 5 คน และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คนมายัง สนช. แต่ปรากฏว่า สนช.ลงมติคว่ำอย่างน่าประหลาดใจ โดยอาศัยเหตุผลการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีข้อบกพร่อง ส่วนการสรรหาของกรรมการสรรหาพบว่าคนที่ผ่านการสรรหานั้นไม่ได้มีคุณสมบัติตรงตามรัฐธรรมนูญ

มาในครั้งนี้กระบวนการภายในของ สนช.น่าจะเป็นไปได้สวย ภายหลังมีการเปิดชื่อผู้ผ่านการสรรหาจำนวน 7 คน แบ่งเป็นจากการสรรหาของกรรมการสรรหา 5 คน ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต 4.พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีต ผวจ.บุรีรัมย์ และ 5.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิก สปท.

ส่วนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน คือ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นสองคนที่ สนช.ไม่ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งแรก

จากรายชื่อดังกล่าวส่งผลให้เริ่มมีความเคลื่อนไหวบางประการของ สนช. ว่าเที่ยวนี้หวยจะออกว่าผ่านบางส่วนและไม่ผ่านบางส่วน

ในส่วนที่น่าจะผ่าน สนช.ไปได้นั้น น่าจะเป็นว่าที่ กกต. 2 คนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะการเลือกครั้งล่าสุดนี้ได้มีการแก้ไขกระบวนการลงมติให้ตรงกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงมองกันว่าน่าจะผ่านไปได้

ผิดกับว่าที่ กกต. 5 คนของกรรมการสรรหาซึ่งอาจมีปัญหาติดขัดอีกครั้ง แบ่งเป็นคนหนึ่งเคยสมัคร กกต.มาก่อนแต่ไม่ผ่านเรื่องคุณสมบัติ พอมาการสรรหาครั้งนี้กลับผ่านมาถึง สนช. หรืออีกรายมีประเด็นเรื่องการใช้ตำแหน่งข้าราชการเพื่อเทียบเคียงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า

ประเด็นนี้อาจเป็นประเด็นที่สร้างความลังเลใจให้กับสมาชิก สนช.ไม่น้อย ถึงขนาดที่จะตัดบุคคลที่มีปัญหาออกไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในทางเทคนิคภายหลังผ่านกระบวนการของ สนช.ไปแล้ว

ดังนั้น ปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นการเปิดประตูไป “กกต.คนนอก” ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้กรรมการสรรหาไปเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติครบมาสมัคร

ถึงที่สุดแล้ว เมื่อ คสช.ได้ กกต.ชุดใหม่ในยุคของตัวเอง การเลือกตั้งก็คงจะมีขึ้นได้ในไม่ช้า

“พลังประชารัฐ”สยายปีก! ปูทาง”บิ๊กตู่”รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551323

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 13:22 น.

"พลังประชารัฐ"สยายปีก! ปูทาง"บิ๊กตู่"รีเทิร์น

ปฏิบัติการสยายปีกสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อภารกิจปูทางรีเทิร์น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การขยับของพรรคพลังประชารัฐเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเป้าหมายการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ท่ามกลางกระแสดูดที่รุนแรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สวนทางกับการปฏิรูปประเทศและทำให้บ้านเมืองเดินถอยหลังกลับไปสู่วังวนปัญหาเหมือนที่เคยประสบในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

เป้าหมายการสืบทอดอำนาจกลายเป็นแผลให้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกถล่มว่าไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิรูปอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำมาทั้งหมดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงแค่การปูทางสู่การกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง

เริ่มตั้งแต่กลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บทเฉพาะกาลเปิดช่องให้ สว. 250 เสียง อันมาจากการคัดเลือกของ คสช.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส. 500 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจากพรรคต่างๆ

ปัญหาอยู่ที่แม้จะได้รับเลือกเป็น “นายกรัฐมนตรี” แต่ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สมัยที่สอง ที่จะให้เกิดเสถียรภาพ จำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้รัฐนาวาต้องอับปางเมื่อเผชิญกับคลื่นลมรุนแรงในอนาคต

การสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐจึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่จะต้องดำเนินเพื่อไปแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงของตัวเองชัดเจน ซึ่งวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือการดูดอดีต สส.จากพรรคอื่นๆ เข้ามาเป็นกำลังหลักของตัวเองดังเริ่มเห็นระแคะระคาย และมากขึ้นเรื่อยๆ

ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งแพ็กคู่ สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จนถูกถล่มว่าเป็นการซื้อตัว สส.ด้วยการเสนอตำแหน่งหน้าที่ ไม่ต่างจากการเมืองในอดีต ที่ คสช.เคยต่อว่าต่อขานและตีตราให้เป็นจำเลยสร้างปัญหาการเมืองในอดีตที่ผ่านมา

แรงดูดยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม.จากประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกดึงมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังไม่รวมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต สส.กทม.ของประชาธิปัตย์ ที่มีข่าวว่าถูกดึงไปเสริมทัพให้กับพลังประชารัฐ

อีกด้านหนึ่งยังเห็นการเดินสายพบปะแกนนำกลุ่มมุ้งการเมืองต่างๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อสายเตรียมดึงมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าสู่เป้าหมายสำคัญ

ทั้งกลุ่มนครปฐม ของตระกูล “สะสมทรัพย์” ซึ่งที่ผ่านมาคนใน คสช.แวะเวียนไปตีกอล์ฟ ที่ถูกจับตาเป็นอย่างมากจนถึงขั้นที่อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องขน สส.เพื่อไทย เร่งไปกระชับความสัมพันธ์สกัดการดูด

ถัดมา กลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีต สส.ฉะเชิงเทรา 8 สมัย ที่มีข่าวระแคะระคายว่ากำลังถูกทาบทามไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

แม้แต่เจ้าพ่อวังน้ำเย็น เสนาะ เทียนทอง อดีต มท.1 ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ จ.สระแก้ว ที่เคยจุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เวลานี้ก็อยู่ในลิสต์ที่พรรคพลังประชารัฐเข้าไปติดต่อทาบทามเช่นกัน

ไม่ต่างจากการจัดประชุม ครม.สัญจร ในพื้นที่การเมืองสำคัญช่วงที่ผ่านมาและมีการอนุมัติโครงการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ก็ถูกมองว่าเป็นการซื้อใจล่วงหน้าสร้างสัมพันธ์ในอนาคต

ทั้งกลุ่มสุโขทัย ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศก่อนการประชุม ครม.สัญจร ว่า งานนี้ถ้า จ.สุโขทัย ได้งบประมาณน้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ถือว่าขาดทุน

รวมทั้งล่าสุดการเยือนถิ่นบุรีรัมย์ฐานที่มั่นของ เนวิน ชิดชอบ กับเม็ดเงินที่ภาคเอกชนชงโครงการขึ้นไปร่วม 2 หมื่นล้านบาท ที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ

คล้อยหลังไม่กี่วันมีกระแสข่าว ภิรมย์ พลวิเศษ และบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา จากพรรคภูมิใจไทย เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับอีก 24 สส. อาทิ ปัญญา ศรีปัญญา ประสงค์ สีลวัฒน์ จ.ขอนแก่น อมรเทพ สมหมาย กล่ำคาน ปาทาน จ.ศรีสะเกษ สมคิด บาลไธสง จ.หนองคาย วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง จ.กาฬสินธุ์ ปัญญา จีนาคำ จ.แม่ฮ่องสอน บัวสอน ประชามอญ จ.เชียงราย

ทั้งหมดเป็นปฏิบัติการสยายปีกสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐเพื่อภารกิจปูทางรีเทิร์น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ปูพรมต่อสายการเมือง คสช.ปูทาง สร้างอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551177

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

ปูพรมต่อสายการเมือง คสช.ปูทาง สร้างอนาคต

ประเมินได้ว่านับจากนี้รัฐบาลคสช.จะลงพื้นที่​ไปตามฐานที่มั่นของกลุ่มการเมืองต่างๆ หนักขึ้น เพื่อต่อสายสร้างสัมพันธ์สำหรับอนาคตทางการเมือง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปิดฉากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไปแบบชื่นมื่น ท่ามกลางการจับจ้องจากสังคมว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตทางการเมืองต่อไป

แต่ที่แน่ๆ จากการประชุม ครม.​ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,476 ​ล้านบาท ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ

รวมทั้งยังเห็นชอบในหลักการแผนพัฒนา กลุ่มภาคอีสานตอนล่างทั้งหมด 5 ด้าน วงเงิน 20,706 ล้านบาท โดยเห็นชอบโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามความต้องการ เช่น การพัฒนาด้านการเกษตรและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรจำนวน 84 โครงการ 3,476 ล้านบาท ทำได้ทันที 40 โครงการ วงเงิน 1,015 ล้านบาท และอีก 44 โครงการ วงเงิน 2,641 ล้านบาท จะนำเข้าสู่แผนปี 2562-2564 ต่อไป

ยังไม่รวมกับแผนพัฒนาถนนและขยายสนามบิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางการชมการแข่งขันโมโตจีพีที่ถือเป็นอีกโครงการใหญ่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

การอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่อีสานใต้รอบนี้ร่วม 2 หมื่นล้านบาท จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองใดๆ แอบแฝงอยู่หรือไม่ สอดรับกับการเตรียมผันตัวลงสนามการเมืองของ คสช.

เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐที่มีกระแสข่าวว่าคนในรัฐบาล คสช.เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่เดินหน้าสู่เป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ​กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 เพื่อสานต่อภารกิจที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ​

แต่ถึงจะมีอำนาจในมือและความได้เปรียบอื่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ง่ายโดยเฉพาะกับการต้องลงสนามแข่งขันกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีฐานเสียงของตัวเองชัดเจนต่อให้เส้นทางที่ง่ายที่สุดคือ การใช้ช่องทาง “นายกรัฐมนตรีคนใน”​​​ ก็ยังต้องออกแรงพอสมควร

แม้ คสช.จะมี 250 เสียงของ สว.ชุดเฉพาะกาลตุนไว้ในกระเป๋า ซึ่งรวมกับเสียง สส.แค่ 126 เสียง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดความเป็นเอกภาพ หรือมีเสถียรภาพในการบริหารงานต่อจากนั้น เพราะ 250 เสียงของ สว.​ไม่ได้มาร่วมเป็นรัฐบาล

การหาพันธมิตรทางการเมืองเพื่อประคับประคองรัฐนาวาในอนาคตต่อไปจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

นอกจากปฏิบัติการ “ดูด” ที่ถูกถล่มว่าสวนทางกับการปฏิรูปด้วยการไปดึง สส.มาร่วมเป็นขุมกำลังผ่านการเสนอตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังชลที่ดึงพี่น้องสนธยาและอิทธิพล คุณปลื้ม มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือดึง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม. ประชาธิปัตย์มารับตำแหน่งรองผู้ว่า กทม.

อีกด้านหนึ่งยังเห็นปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายลงพื้นที่ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง พบปะกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตลอดจนการจัดประชุม ครม.สัญจร เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องและพิจารณาให้ความช่วยเหลือตรงตามที่ต้องการต่อไป

ดังจะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีการจัดประชุม ครม.นอกสถานที่ไปแล้ว 9 ครั้ง ​เริ่มตั้งแต่นัดแรกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 27-28 มี.ค. 2558 ต่อด้วย ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29-30 มิ.ย. 2558 และ ​จ.นครราชสีมา ณ วันที่ 21-22 ส.ค. 2560

จะเห็นว่าการเลือกลงพื้นที่ ครม.สัญจรแต่ละครั้งจะถูกมองว่ามีเรื่องของฐานการเมืองในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะตามมาด้วยการอัดฉีดมัดเงินลงพื้นที่ เช่น โคราช ที่มีฐาน สส.หลายพรรคหลายที่นั่งได้รับการจัดสรรงบทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายปางปะอิน-นครราชสีมา (M6) 33,258 ล้านบาท และเห็นชอบร่างสัญญาการออกแบบรายละเอียด (Detailed Design Services Agreement) โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ในวงเงินค่าจ้าง 1,706 ล้านบาท

ถัดมาที่ จ.สุพรรณบุรี อีกฐานเสียงสำคัญของพรรคชาติไทยพัฒนา ​ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกพรรคใหญ่ดึงไปช่วยค้ำยันเสถียรภาพ

ไม่ต่างจาก จ.สุโขทัย อีกฐานที่มั่นของกลุ่มมัชฌิมาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งการประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 ครม.ได้อนุมัติทั้งโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากเกือบ 2,000 ล้านบาท และโครงการรับทราบ​แผนท่องเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์และเมืองบริวาร สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ปี 2561-2564 งบประมาณ 1,115 ล้านบาท

ไปจนถึงการเห็นชอบแผน “มหานครผลไม้ของโลก” พร้อมอนุมัติหลักการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor) ในการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 5-6 ก.พ. 2561

อีกด้านไม่ใช่ ครม.สัญจร แต่กำหนดการถัดไปถูกวางไว้จนรู้กันทั่วว่านายกฯ จะมาเยี่ยมเยือน จ.สระแก้ว ฐานที่มั่นของตระกูลเทียนทอง ซึ่งก่อนหน้านี้ เสนาะ เทียนทอง แกนนำเพื่อไทย เคยออกมาจุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ

แม้นายกฯ จะปิดปากไม่บอกชัดเจนจะเดินทางไปด้วยตนเองหรือไม่ แต่การเตรียมการระดับจังหวัดก็จัดเตรียมมวลชนไว้คอยท่า ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือระดับรองนายกฯ เดินทางมาเป็นประธานเปิดด่านผ่านแดนถาวร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการลงพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

แถมแว่วว่าต่อไปมีแผนจะกลับไปซ้ำที่ จ.เชียงใหม่ ฐานที่มั่นของตระกูลชินวัตรอีกรอบ คล้อยหลังจากวันที่พี่น้อง อดีตนายกฯ ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินมาสิงคโปร์เพื่อ​เปิดให้อดีตรัฐมนตรีและ สส.เพื่อไทย ได้พบปะพูดคุยหลังเก็บเนื้อเก็บตัวมานาน ​

ประเมินแล้วนับจากนี้ไปรัฐบาล คสช.คงจะลงพื้นที่​ไปตามฐานที่มั่นของกลุ่มการเมืองต่างๆ หนักขึ้น เพื่อต่อสายสร้างสัมพันธ์ไว้สำหรับอนาคตทางการเมืองต่อไป

ทุจริต-มาเฟีย ระเบิดเวลากัดกร่อน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550855

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 10:09 น.

ทุจริต-มาเฟีย ระเบิดเวลากัดกร่อน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

กลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังย้อนกลับมากัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ​เมื่อ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล บุกทำเนียบรัฐบาล​ขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นเอกสารหลักฐานสำคัญที่พบว่าบุคคลในรัฐบาลเกี่ยวพันกับการทุจริต

แม้สุดท้าย พ.ต.ท.สันธนะ ซึ่งยืนยันจะไม่ยื่นเรื่องผ่านทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่จะรอให้นายกฯ ส่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ไว้ใจได้มารับหนังสือ ก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า เพราะนายกฯ ​ไม่ได้ส่งทหารมารับหนังสืออย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ก่อนจะ​ยื่นข้อเสนอใหม่ด้วยการขอให้นายกฯ ส่งทหาร 2 นาย รถ 1 คัน และคนติดตาม 5 คน ไปนำเอกสารลับดังกล่าวมาให้นายกฯ เพราะไม่ได้นำติดตัวมาด้วย ซึ่งก็ไม่ได้รับการตอบสนองเช่นกัน

ด้านหนึ่งอาจจะมองได้ว่าการโยนระเบิดเวลาลูกนี้ใส่รัฐบาล คสช.เป็นเพียงแค่การแก้เกี้ยวเพื่อตอบโต้กลับหลังถูกเจ้าหน้าที่บุกค้นตลาดใหม่ดอนเมือง ตามปฏิบัติการกวาดล้างสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นแหล่งขายผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหารเสริม เจ้าใหญ่ ซึ่ง พ.ต.ท.สันธนะ มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการตลาดฯ

จากการตรวจค้น​พบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีหมายเลขกำกับ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นับแสนรายการ รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ​

ครั้งนั้น ​พ.ต.ท.สันธนะ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การที่ตำรวจบุกมาตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง น่าจะเป็นเพราะมีใบสั่งทหารคนหนึ่งในรัฐบาลให้มาจัดการกับตนเอง เพราะไม่พอใจที่​ตัวเขาไปรู้ความลับบางอย่าง

ทว่า คนในรัฐบาลดูจะไม่ตระหนกกับเรื่องที่เกิดขึ้นเท่าไรนัก ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ​ที่โยนให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมย้อนถามว่าเป็นรัฐมนตรีคนใดที่สั่งการ เป็นตนหรือไง จะไปสั่งได้อย่างไร เพราะยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังยืนยัน ส่วนตัวไม่ได้รู้จัก พ.ต.ท.สันธนะ โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีหลักฐานอะไรที่จะเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ ส่วนเรื่องความลับที่จะออกมาแฉนั้น ขอให้ระบุออกมาเลย ว่าเป็นบุคคลใด อย่ามาพูดลอยๆ

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศว่า ส่วนตัวรับไม่ได้กับพฤติกรรมของ พ.ต.ท.สันธนะ “ผมว่าเขาคงไม่ใช่อดีตตำรวจหรอก ผมคิดว่าพฤติกรรมเหล่านี้ ผมรับไม่ได้ ตำรวจเองก็รับไม่ได้” ส่วนข้อมูลที่ระบุถึงนั้น หากมีขอให้ส่งเข้ามา ซึ่งจะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจง

​แม้จะยังไม่มีรายละเอียดและความชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมการทุจริตของคนในรัฐบาล แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับรัฐบาล คสช.​ไม่น้อย เพราะเรื่องทำนองนี้เคยมีระแคะระคายอยู่เป็นระยะ

พันธกิจของรัฐบาล คสช.​ที่เคยประกาศจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จนกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ สุดท้ายจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเอาจริงเอาจังอย่างที่สังคมคาดหวัง ยิ่งหลายเรื่อง ที่เกี่ยวพันกับคนในรัฐบาล หรือ คสช.​ด้วยแล้ว ยิ่งกลับไม่เห็นความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

จากก่อนหน้านี้ที่มีความพยายามระดมสมองออกแบบกลไก แก้ไขกฎหมาย วางระบบให้เกิดความคล่องตัวกับการสกัดการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนเดียว ขณะที่การเร่งปราบปรามให้เห็นเป็นตัวอย่างเพื่อวางเป็นบรรทัดฐานกลับไม่เกิดขึ้น​

ไม่ต่างจากการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่เป็นอีกหนึ่งในผลงานสำคัญที่สร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.​เป็นอย่างมากในช่วงแรกหลังรัฐประหาร ยิ่งเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่สามารถทำได้อย่างรัฐบาล คสช.ด้วยแล้ว

​ดังจะเห็นว่านโยบายปราบปราม ผู้มีอิทธิพลถูกกวดขันเอาจริงเอาจังไปยังแต่ละพื้นที่ ทั้งการจัดทำรายชื่อผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องถิ่นแล้ว จากหน่วยงานความมั่นคง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ว่าราชการจังหวัด จะมีการนำมาคัดกรองและดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและ คสช.

ในครั้งนั้นมีความชัดเจนกับการกำหนดกรอบกลุ่มผู้มีอิทธิพลทั้ง 16 กลุ่ม ทั้ง 1.นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ 2.ฮั้วประมูลงานราชการ 3.หักหัวคิวรถรับจ้าง 4.ขูดรีดผู้ประกอบการ 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี 6.เปิดบ่อนการพนัน 7.ลักลอบค้าประเวณี 8.ลักลอบนำคนเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย

9.ล่อลวงแรงงานไปยังต่างประเทศ 10.แก๊งต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง 12.รับจ้างทวงหนี้ด้วยการข่มขู่ใช้กำลัง 13.ลักลอบค้าอาวุธสงคราม/ปืนเถื่อน 14.บุกรุกที่ดินสาธารณะ/ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 15.เรียกรับผลประโยชน์บนเส้นทางหลวงสาธารณะ 16.ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ทว่า ระยะหลังข่าวคราวของการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลดูจะเงียบไป และเริ่มปรากฏข่าวผู้มีอิทธิพลที่ถูกโยงใยว่าเป็นคนมีสี ตำแหน่งหน้าที่ ยากจะเข้าไปควบคุมดูแลได้เหมือน ที่ผ่านมา

ทั้งเรื่องทุจริตซึ่งโยงใยต่อเนื่อง มาจนถึงเรื่องผู้มีอิทธิพลที่กำลังเพิ่มขึ้น ย่อมมีแต่จะกัดเซาะความเชื่อมั่นของ คสช.ให้ลดน้อยลงไป และย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต

โค้งสุดท้ายปฏิรูปตำรวจ เดิมพันสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550761

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 10:56 น.
โค้งสุดท้ายปฏิรูปตำรวจ เดิมพันสำคัญ คสช. 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับกระบวนการปฏิรูปตำรวจ ในวันที่หน้าที่สำคัญถูกถ่ายโอนมาอยู่ในมือ คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นประธาน ท่ามกลางความคาดหวังจะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จลุล่วงตามที่ทุกฝ่ายคาดหวัง

หลังจาก 4 ปีที่ผ่านมาความพยายามของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน

ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดลำดับความสำคัญไว้เป็นงานแรกๆ ตามเสียงสะท้อนที่เห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่ายในสังคม ซึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในแวดวงสีกากี อันเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมและเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของประชาชน

หากจำได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยสั่งการด้วยลายลักษณ์อักษร 13 หน้ากระดาษ ให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจดำเนินการ แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การปฏิรูปองค์กร ที่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงใด 2.กระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ต้องไปดูกฎหมายที่ตำรวจใช้ในการทำงาน เรื่องการสอบสวน พิสูจน์หลักฐานที่มีปัญหาอยู่เดิม และ 3.เป็นเรื่องของบุคลากรที่จะดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างไรให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียม ดูแลในเรื่องของงบประมาณใช้จ่ายต่างๆ ถ้าจัดงบประมาณให้เหมาะสม ตำรวจก็ไม่ได้หาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในทางปฏิบัติเรื่องปฏิรูปตำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะกับการเข้าไปปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ตลอดจนอำนาจหน้าที่ในองค์กรที่มีความแข็งแรง และยังเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจทางการเมือง

การคิดจะเข้าไปปรับเปลี่ยนใดๆ ย่อมเกิดแรงต่อต้านไม่ยอมรับจากบรรดาบิ๊กสีกากี ซึ่งไม่ต้องการให้อำนาจในมือต้องได้รับผลกระทบไปกับการปฏิรูป ที่สำคัญ บรรดากลไกที่แต่งตั้งมารับหน้าที่ปฏิรูป จะเข้าไปปฏิรูปล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับทางบิ๊กตำรวจจนเกิดการเกรงอกเกรงใจไม่กล้าปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย

กลไกสำคัญ รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาดำเนินการรให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (6 เม.ย. 2560) พร้อมระบุว่าเมื่อครบกำหนดเวลา ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโส

ภายหลังการดำเนินการครบ 1 ปี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ แถลงสรุปผลการปฏิรูปตำรวจว่า เรื่องหลักคือการแต่งตั้ง ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญไปสู่การแก้ไขปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง ตลอดจนการเข้ามาแทรกแซงครอบงำจากฝ่ายการเมือง

ข้อสรุปคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยให้ ผบ.ตร.เป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่เหมาะสม 1-3 รายชื่อให้ ก.ตร. พิจารณาโดยองค์ประกอบ ก.ตร.เปลี่ยนแปลงจากเดิมมี ผบ.ตร.เป็นประธาน แล้ว ก.ตร.จะคัดเลือกจากรายชื่อที่ ผบ.ตร.เสนอออกมาเพียงคนเดียว แล้ว ผบ.ตร.จะเสนอคนที่เหมาะเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ

ขณะที่ ก.ต.ช.ยังมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ไม่มีบทบาทในการ แต่งตั้งโยกย้าย องค์ประกอบปรับปรุงใหม่ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายให้กระจายอำนาจการแต่งตั้งไปยังกองบัญชาการต่างๆ อาทิ บช.1-9 บช.น. ตชด. ฯลฯ ที่เหลือเป็นอำนาจ ผบ.ตร.

จนมาถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่ดูจะเป็นเนื้อเป็นหนังกว่าทุกชุด เริ่มตั้งแต่การกำหนดภารกิจตำรวจเป็น 4 แท่งภารกิจ คือ 1.งานสอบสวนทำสำนวนคดี 2.งานป้องกันปราบปรามการทุจริต 3.งานเทคนิควิชาการ และ 4.งานบริหารและอำนวยการ

แถมมีแนวคิดรื้อโครงสร้างโดยการเห็นควรให้ยุบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และโอนภารกิจไปให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยให้ ก.ตร.ทำหน้าที่กำกับนโยบาย และวางหลักเกณฑ์กติกาและกำกับการแต่งตั้ง โยกย้ายเลื่อนขั้นเงินเดือนตำรวจที่ชัดเจน ใช้หลักอาวุโส 50% ผลงาน 30% และความพึงพอใจของประชาชน 20% โดย ก.ตร.จะพิจารณาเลือก ผบ.ตร.เองตำแหน่งเดียว

พร้อมเพิ่มคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ (ก.พ.ค. ตร.) ขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์แก่บรรดาข้าราชการตำรวจ หากผู้ร้องไม่พอใจคำวินิจฉัย สามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองสูงสุดได้ต่อไป

ที่สำคัญยังเตรียมโยกหน่วยงานทั้งด้านอำนวยความสะดวกด้านการจราจร งานกวดขันวินัยจราจร งานบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ภายใต้กรอบเวลา 2 ปี ส่วนตำรวจรถไฟให้โอนภารกิจไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นเจ้าของรถไฟ

จากนี้จึงต้องจับตารอดูกฎหมายที่จะออกมาว่ามีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร ยังไม่รวมกับการต้องรอดูว่าเนื้อหาเหล่านี้จะถูกปรับแก้ไข ในชั้น ครม.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะแรงกดดันจากบรรดาบิ๊กตำรวจที่สามารถต่อสายตรง ถึงบิ๊ก คสช. และยังอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการพิจารณาของ สนช.

เส้นทางปฏิรูปตำรวจนับจากนี้จึงเปราะบางและไม่รู้ว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ คสช.ได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่

ทักษิณออกโรง สกัดดูดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550633

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 09:18 น.

ทักษิณออกโรง สกัดดูดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังเก็บตัวเงียบไร้การเคลื่อนไหวมาพักใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นขยับด้วยการออกมา ทวีต ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @ThaksinLive ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ส่งให้ผลการยกเลิกพาสปอร์ต 2 ฉบับ มีผลโดยสมบูรณ์ ว่าไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย

​“การฟ้องไม่ใช่เพราะเดือดร้อนอะไร ที่ไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางของไทย แต่เพียงต้องการอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยได้มีโอกาสปรับตัวจากการถูกปรามาส ว่าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนไม่เป็นที่พึ่งของสังคม เพราะได้ดำเนินการไปโดยขัดหลักนิติธรรมสากล และเลือกปฏิบัติต่อคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะฝ่ายมาโดยตลอด”​

ไม่ต่างจากท่าทีที่ผ่านมาของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งจะใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนให้เห็นสภาพถูกกระทำผ่านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ที่ขัดกับหลักสากลและยังถูกเลือกปฏิบัติ

ถัดจากนั้นไม่กี่วัน คู่พี่น้องอดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จูงมือกันบินไปยังประเทศสิงคโปร์ เปิดห้องอาหารเลี้ยงโต๊ะจีนกับบรรดาอดีตรัฐมนตรีและ สส.จากพรรคเพื่อไทย กว่า 50 คน

ด้านหนึ่งมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการ “เช็กชื่อ” ตรวจแถวบรรดาอดีต สส.ว่าจะยังเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทย พร้อมลุยศึกเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปหรือไม่

ในวันที่แรง “ดูด” ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สอดรับไปกับแนวคิดการตั้ง “พรรคทหาร” ซึ่งมีภารกิจผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ที่มีความชัดเจนจนเริ่มเห็นการออกมาดำเนินการของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นระบบ

ทั้งการเดินสายของคนใน คสช. ที่​ไปพบปะกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ในอดีต ทั้งตะกูลสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่นครปฐม เรื่อยไปจนถึงการดึงตัวคู่พี่น้อง สนธยาและอิทธิพล คุณปลื้ม จากพรรคพลังชล เจ้าของพื้นที่ชลบุรี มารับตำแแหน่งในรัฐบาล คสช. ไม่ต่างจากการดึง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม.ประชาธิปัตย์ มาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ หอบคณะรัฐมนตรีไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ฐานที่มั่นทางการเมืองของ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งมีการตั้งเรื่องชงโครงการต่างๆ ​รวม 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ ในวันที่เริ่มมีการพูดถึงสูตรจัดตั้งรัฐบาลผ่านกลไก “นายกรัฐมนตรีคนใน” ซึ่งต้องอาศัยเสียงจาก สส. 125 เสียงของเพื่อไทยรวมกับ 250 เสียงจาก สว.ชุดเฉพาะกาลที่ คสช.เป็นคนคัดเลือก

​ไม่แปลกที่จะเห็นพรรคต่างๆ ออกมาประสานเสียงโจมตีมหกรรมการดูดรอบนี้ว่านอกจากจะสวนทางการปฏิรูปที่ คสช.พยายามปลุกปั้นแล้วยังยิ่งทำให้การเมืองเดินถอยหลังย้อนกลับไปสู่วังวนปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดการสืบทอดอำนาจที่กำลังเดินหน้า ​

ขณะที่ ​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเป็นคีย์แมนคนสำคัญกับการจัดตั้งพรรคทหารนั้น ออกมาชี้แจงเรื่องการดูด สส.ว่า  “ไม่มีใครไปดูดใคร ไม่มีเลย แต่ทำไมคนอยากจะย้ายบ้าน เพราะว่าบ้านอยู่แล้วไม่มีความสุขหรือไม่ มันจึงต้องพัฒนาบ้านให้เป็นบ้านที่คนไทยฝากความหวังไว้ได้”

สำหรับพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าเวลานี้กำลังระส่ำระสายอยู่ไม่น้อย ในวันที่หัวขบวนต้องระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ​ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะวางใครขึ้นมาเป็นแม่ทัพนำลงสนามเลือกตั้ง

ทั้งแรงแซะ แรงดูด แรงกดดันที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเตรียมสละเรือไปตั้งพรรคใหม่ เพื่อลดแรงกดดันในฐานะคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง ซึ่งจะง่ายต่อตัวเองในการลงพื้นที่หาเสียง

ยังไม่รวมกับเรื่องความได้เปรียบทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ คสช.​ ในวันที่พรรคการเมืองต่างๆ ถูกกดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ​เมื่อรวมกับอำนาจรัฐที่มีทั้งกลไก เครือข่าย และงบประมาณในมือย่อมสร้างความได้เปรียบเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นอย่างมาก

ยิ่งระยะหลังรัฐบาล คสช.เร่งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน ย่อมทำให้คะแนนนิยมที่เคยลดลงในอดีตกลับมากระเตื้องดีขึ้น

ขณะที่พรรคเพื่อไทยเอง นอกจากจะอ่อนแรงจากแรงกดดันภายนอกแล้ว ภายในก็ยังมีปัญหาไม่อาจหลอมรวมเป็นเอกภาพเหมือนที่ผ่านมา ถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์เตะสกัดขากันเอง ซึ่งมีแต่จะซ้ำเติมความอ่อนแอที่เป็นอยู่ให้หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม

การขยับของอดีตนายกฯ​ ทักษิณ รอบนี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณปลุกเพื่อไทยให้กลับมาเป็นเอกภาพเตรียมตัว​เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ในวันที่คู่แข่งอย่างพรรคทหารกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงคนที่กำลังจะตัดสินใจย้ายพรรคตามแรงดูด ให้ต้องคิดหนักขึ้น

สอดรับกับรายงานข่าวที่ระบุว่า ในงานเลี้ยงนั้น ทักษิณวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ​พรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้คะแนนอย่างท่วมท้นแน่นอนและแลนด์สไลด์ที่เคยเป็นของพรรคก็จะยังคงเป็นของพรรค

แต่กระนั้นอดีตนายกฯ ทักษิณ ยากที่จะเคลื่อนไหวได้เต็มที่โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ชี้นำ” หรือ “ครอบงำ” ที่จะนำไปสู่การยื่นร้องยุบพรรคได้

ปัจจัยต่างๆ ย่อมทำให้บรรยากาศการเมืองต่อจากนี้มีแต่จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

อยากเลือกตั้งปีนี้ “แนวร่วมไม่ปึ้ก ถึงฝั่งยาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550511

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 09:21 น.

อยากเลือกตั้งปีนี้ "แนวร่วมไม่ปึ้ก ถึงฝั่งยาก"

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คงไม่อาจสามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเหมือนกับม็อบการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นช่วย ซึ่งในที่นี้คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน พ.ค. 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ครบ 4 ปี ของการรัฐประหารล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจหลายประการ อย่างน้อยที่เห็นแน่ๆ มีด้วยกัน 3 เรื่อง

1.การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์

เอาจริงๆ แล้วการประชุม ครม.ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ของรัฐบาลชุดนี้ แต่สำหรับกรณีของบุรีรัมย์และสุรินทร์นั้นกลับแตกต่างไปจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีกระแสข่าวเกิดขึ้นมาตลอดว่าพรรคการเมืองพรรคนี้พร้อมจะร่วมผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย

แม้แต่ละฝ่ายจะต่างปฏิเสธถึงการจับมือเป็นพันธมิตรกันในขณะนี้ เนื่องจากอีกนานกว่าจะถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้ง คสช.และพรรคภูมิใจไทยต่างมีไมตรีจิตกันพอสมควร

2.ความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อไม่นานมานี้ อดีตนายกฯ ทักษิณได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ การเฉียดเข้าใกล้ประเทศไทยของทักษิณในครั้งนี้แตกต่างกว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าได้มีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าไปพบเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวนที่ว่ามากนั้นถึงขนาดที่ทักษิณต้องจัดโต๊ะเลี้ยงกันเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ระหว่างการพบกันของอดีต สส.และทักษิณยังมีรายงานว่าผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองรายนี้ได้กล่าวถึงสถานการณ์บางช่วงบางตอนว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาชนะเลือกตั้งอีกครั้งอย่างแน่นอน

การไปพบทักษิณของอดีต สส.เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่า คสช.เตรียมตั้งพรรคการเมืองและพร้อมที่จะดูดอดีต สส.เกรดเอที่มีฐานเสียงเข้มแข็งเข้ามาร่วมกับ คสช. ซึ่งกลุ่ม สส.ของพรรคเพื่อไทยหลายกลุ่มต่างก็เป็นเป้าหมายในการดูดของ คสช.เช่นกัน

ดังนั้น โต๊ะจีนระหว่างทักษิณและอดีต สส.ในครั้งนี้ น่าจะช่วยลดอาการเลือดไหลของพรรคเพื่อไทยได้ไม่มากก็น้อย

3.การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะแสดงออกตลอดเดือน พ.ค.ไปจนถึงวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งล่าสุดได้ประกาศข้อเรียกร้องมาแล้ว 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ต้องจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 2.คสช.ต้องลาออกและเปลี่ยนสถานะรัฐบาลไปเป็นรัฐบาลรักษาการ 3.กองทัพต้องยุติการสนับสนุนรัฐบาล คสช. หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจะเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.

การเดินทางของกลุ่มคนเลือกตั้งเดินมาถึงจุดสำคัญ หลังจากพยายามสะสมและเลี้ยงกระแสมาสักระยะ ซึ่งต้องยอมรับว่าภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากนัก

การเลือกตั้งตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นใช่ว่าจะถูกเพิกเฉยจาก คสช. เนื่องจากผู้นำ คสช.ยืนยันมาตลอดว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่ใช่ภายในปีนี้ตามที่กลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้าม คสช.ต้องการ

อีกทั้งพฤติกรรมต่างๆ ของ คสช.เองก็สะท้อนให้เห็นว่า คสช.ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบประชาชนของบิ๊กตู่ การออกมายอมรับถึงการตั้งพรรคการเมืองและการทาบทามอดีต สส. ซึ่งมาระยะหลังนี้ คสช.เองไม่ได้พยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงจะเน้นบทบาทในลักษณะตั้งรับมากกว่าที่จะเปิดเกมรุกกับกลุ่มมวลชน โดยยอมปล่อยให้การชุมนุมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว จึงเลือกเดินเกมแบบรอให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเดินเกมพลาดและใช้สิทธิล้ำเส้นเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้น คสช.ค่อยใช้กฎหมายจัดการอีกที

ด้านพรรคการเมืองที่เป็นปรปักษ์กับ คสช. ก็ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับกลุ่มมวลชนนอกสภา เนื่องจากกำลังเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางของการเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เมื่อ คสช.พยายามนิ่ง พรรคการเมืองไม่ร่วมด้วย การต่อสู้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ถูกทิ้งไว้กลางทาง ดังนั้น หากจะบอกว่าการชุมนุม 22 พ.ค. จะไปถึงจุดแตกหักและสร้างจุดเปลี่ยนได้นั้นคงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำลังตัดสินร่างกฎหมาย สว. ในวันที่ 23 พ.ค.

ที่สุดแล้วการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คงไม่อาจสามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเหมือนกับม็อบการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นช่วย ซึ่งในที่นี้คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

หากสุดท้ายปลายทาง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมาย สว.ตกไปทั้งหมด เท่ากับว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย ย่อมมีผลต่อกระแสกดดัน คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กลุ่มคนอยากเลือกตั้งอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหวไปเรื่องอื่นแทน

สัญจรอีสานใต้ ยุทธศาสตร์สกัดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550422

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:57 น.

สัญจรอีสานใต้ ยุทธศาสตร์สกัดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พื้นที่ทางการเมืองที่เป็นฐานเสียงใหญ่ที่สุดของประเทศสามารถนำไปสู่การก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด อยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ในการครอบครองของ สส.พรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามคนอีสานยังเลือกพรรคอื่นๆ ด้วย เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคชาติพัฒนา

อาจกล่าวได้ว่าคนอีสานเลือกทุกพรรคแต่เลือก สส.พรรคเพื่อไทยมากที่สุดเท่านั้นเอง แต่ยกเว้นอีสานใต้ 8 จังหวัด ดังนี้ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร ที่ 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ยังเจาะไม่เข้า

พื้นที่อีสานใต้ส่วนใหญ่ล้วนเทคะแนนนิยมให้พรรคภูมิใจไทย เมืองหลวงใหญ่ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานการเมือง คือ จ.บุรีรัมย์ ที่มี เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแกนนำสูงสุด พรรคนี้แม้จะเป็นพรรคขนาดกลาง แต่ก็ไม่ใช่พรรคธรรมดาทั่วไปที่จู่ๆ จะควบรวม หรือกินรวบได้ง่ายๆ จากพรรคใหญ่ แม้จะเอาท่อน้ำเลี้ยงมาหว่านล่อเพื่อดึงหรือดูดเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองได้ง่ายๆ เพราะนายทุนหนุนหลังพรรคนี้รวยระดับโลก

นายทุนคนสำคัญพรรคภูมิใจไทย คือ เจ้าพ่อรับเหมาก่อสร้างแห่ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งมีทายาทอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล หรือเสี่ยหนู หัวหน้าพรรค คอยสั่งการรองจาก เนวิน อีกทุนใหญ่ระดับโลก คือ วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์ ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงพรรคนี้ไม่ขาดแคลนกระสุนลุยศึกเลือกตั้งอย่างแน่นอน

พื้นที่อีสานใต้นับเป็นพื้นที่ที่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย หมายปองพยายามเจาะ แต่เจาะยังไงก็ไม่เข้า หากจำกันได้เมื่อครั้งพรรคเพื่อไทยเรืองอำนาจยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เคยนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหญ่บุกไปถึงถิ่น เนวิน โปรยยาหอมนโยบายดีๆ เอาใจพี่น้องประชาชนสารพัด อาทิ โครงการ “บัตรสินเชื่อเกษตรกร” โปรโมทสารพัดข้อดีว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย อาทิ ซื้อปัจจัยการผลิตราคาถูก เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพร้อมกับสัญญาว่าจะเทงบประมาณนับแสนล้านบาทรวมกว่าร้อยโครงการเพื่อมาพัฒนากลุ่มจังหวัดพื้นที่อีสานใต้ให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับภูมิภาคอื่นๆ

แต่อีสานใต้เป็นฐานที่มั่นสำคัญไม่มีใครกล้าลองของ เนวิน ขนาดในยุค “ยิ่งลักษณ์” ตั้งเป้าจะตระเวน ครม.สัญจร หัวเมืองใหญ่ถึง 3 จังหวัดในพื้นที่อีสานใต้ เพื่อหวังปูทางโกยคะแนนเสียงให้ สส.พรรคเพื่อไทยได้เข้าไปหาเสียงและเบียดแทรก ถึงขนาดระบุพิกัด 3 จังหวัดไว้ชัดเจนว่า ยิ่งลักษณ์ จะต้องไปจัด ครม.สัญจร และ สส.เพื่อไทย ต้องเจาะไข่แดงให้ได้ นั้นคือ จ.สุรินทร์ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ แต่ใครจะเป็น สส.ในพื้นที่อีสานใต้ไม่ใช่ของหมูๆ เพราะเป็นพื้นที่ของขาใหญ่ 2 พรรคที่คุมอยู่ คือ พรรคภูมิใจไทย นำโดย เนวิน และพรรคชาติพัฒนา นำโดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

แต่ยุค “บิ๊กตู่” ที่เรืองอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหาร จึงกลายเป็นเรื่องท้าทาย “บิ๊กตู่” ที่จะเข้าไปสานสัมพันธ์ทางการเมืองให้กับพรรคทหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีการจับตามองการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ “บิ๊กตู่” ทุ่มทุนสร้างด้วยการยกคณะ ครม.ชุดใหญ่พร้อมหิ้วสารโครงการแก้จนเอาใจพี่น้องเกษตรกรอีสานใต้ เน้นการช่วยเหลือความเดือดร้อนและพัฒนาศักยภาพเชิงภูมิภาคสารพัด หมากเกมนี้หวังรุกฆาตทางการเมือง หวังชนะใจคนอีสานใต้และกลืนพื้นที่ทางการเมืองให้อยู่ใต้ชายคา คสช.เช่นเดียวกับที่ยุค “ยิ่งลักษณ์” เคยหมายมั่นปั้นมือจะทำ แต่ไม่สำเร็จ

แต่คงไม่ง่ายอย่างที่คิดที่จะดึงเนวิน มาร่วม แต่หาก คสช. ดึงพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลล่วงหน้าได้จริงๆโดยมีจำนวน สส.อีสานใต้เก็บตุนไว้ในมือรอโหวต “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ขณะเดียวกันนับเป็นโอกาสดีที่จะสกัดคู่แข่งทางการเมือง โดยยืมมือ เนวิน บุกทะลวงฐานเสียงเพื่อโอบกินพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาเขตของพรรคเพื่อไทยให้สั่นคลอน โดยมีเนวินมาเป็นตัวช่วย ด้วยการดันหลังให้พรรคภูมิใจไทยสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสานแทนพรรคทหาร โดยมี คสช.แบ็กอัพอยู่เบื้องหลังด้านกลไกภาครัฐคอยสนับสนุน

หากจำกันได้การเลือกตั้งปี 2554 อีสานใต้ 8 จังหวัดมี สส. ราวๆ 63 คน พรรคเพื่อไทย คว้าไป 41 ที่นั่ง แต่ไม่มีจังหวัดใดที่พรรคเพื่อไทยชนะแบบกินรวบยกจังหวัด เก้าอี้ที่เหลือกระจัดกระจายให้กับพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติพัฒนา ยิ่งเมืองหลวงใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย คือ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ไม่มีพรรคใดเจาะเข้าได้เลย จึงไม่แปลกเหตุใด “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่ไปให้กำลังใจคนสุรินทร์ และนัดพบปะพี่น้องประชาชนนับหมื่นคนที่บุรีรัมย์โดยมี เนวิน ขนมาต้อนรับด้วยตัวเองย่อมไม่ธรรมดา

กลยุทธ์ทางการเมืองของ “บิ๊กตู่” ดูเหมือนจะเหนือชั้นไม่เบา แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าเกมกินรวบอีสานใต้ และสกัดพรรคเพื่อไทย จะสำเร็จหรือไม่ เพราะเพิ่งเปิดเกมเท่านั้น เส้นทางศึกการเมืองครั้งนี้ยังอีกยาวไกลจนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ถึงจะรู้ “บิ๊กตู่” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยมี เนวิน เป็นแม่ทัพ รอติดตามชมอย่ากะพริบตา