‘เจ๊แดง’ วางมือการเมือง ลดแรงเสียดทานเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546872

‘เจ๊แดง’ วางมือการเมือง ลดแรงเสียดทานเพื่อไทย

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ปรากฏการณ์การรวมตัวของอดีตแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ตบเท้ายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคแบบพร้อมเพรียงเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นการแสดงพลังและเรียกขวัญกำลังใจให้กับลูกพรรคในช่วงเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกที

กลบกระแสข่าวการแตกกระสานซ่านเซ็นของกลุ่มก๊วนต่างๆ จนอาจทำให้พรรคเพื่อไทยที่เคยผูกขาดชัยชนะเลือกตั้งระดับชาติในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาหนักในครั้งนี้

ยิ่งในวันที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระหกระเหิน หนีคดีไปต่างประเทศ การหาแม่ทัพมาคุมพรรคยังไม่มีความชัดเจน แถมเกิดกระแสตีกัน ขัดแข้งขัดข​า จนสภาพภายในพรรคปั่นป่วน

แต่การขยับที่น่าสนใจภายในพรรคเพื่อไทยเวลานี้อยู่ที่การเฟดตัวออกจากหน้าฉากการเมืองของ เจ้าแม่วังบัวบาน ​คีย์แมนคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบทบาท​คอยเป็นหลังบ้านควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย​ภายในพรรคเรื่อยมา

การเสียกำลังคนสำคัญไปในช่วงเวลาที่พรรคต้องเผชิญกับศึกหนัก จึงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่อีกด้านก็อาจส่งผลดีต่อการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ถึงขั้นอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการลดบทบาทคนในตระกูลชินวัตรเพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง ไม่ให้เป็นเป้าถูกถล่มทั้งจากฝ่าย ประชาธิปัตย์ หรือฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อีกด้านหนึ่งยังเป็นโอกาสดีสำหรับ “เพื่อไทย” ที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมาก้าวข้าม “ทักษิณ ชินวัตร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งกับพรรคในระยะยาว และไม่ตกเป็นเป้าถูกถล่มในช่วง​การหาเสียง

การจับจ้องของฝ่าย คสช. ต่อการเคลื่อนไหวภายนอกประเทศของ 2 อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตร ยังไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจได้ เพราะทั้งสองคนยังมีหมายศาลให้ติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

การจะเปิดหน้าลุยช่วยหาเสียงเหมือนที่ผ่านๆ มาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ยิ่งในวันที่ คสช.​ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือด้วยแล้ว การจะทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงย่อมไม่เป็นผลดีกับทั้ง พรรคเพื่อไทย และคนในตระกูลชินวัตรเอง

การวางมือทางการเมืองของ “เจ๊แดง” จึงเป็นเสมือนการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่าต้องการลดบทบาทของคนตระกูลชินวัตร และสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกของพรรคจนสามารถได้เดินหน้าไปด้วยตัวเอง

เมื่อ เจ๊แดง ถือเป็นคีย์แมนจากตระกูลชินวัตรคนสุดท้ายที่ยังมีบทบาทอยู่ในช่วงที่ผ่านมา การถอยออกจากหน้าฉากจึงเสมือนเป็นความพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เพื่อไทยไม่ให้ถูกมองว่ามีการครอบงำหรือชี้ขาดด้วยคนเพียงคนเดียวหรือตระกูลเดียวอีกต่อไป

ยิ่งในวันที่ “เพื่อไทย” กำลังประสบปัญหาสำคัญจากการเปิดตัวตั้งพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่อาจจะมาแย่งฐานคะแนนของเพื่อไทยในหลายพื้นที่

การปรับภาพลักษณ์สร้างความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อไทยเป็นมากกว่าพรรคของคนตระกูลชินวัตร จึงอาจเป็นทางเลือกที่ต้องเร่งทำ ​เพื่อไม่ให้ต้องเสียฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนมาตั้งแต่ไทยรักไทย

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ล้วนแต่เป็นพรรคที่มีฐานสนับสนุนจาก​กลุ่มชาวบ้านที่ละเลย ไม่เอาใจใส่จากรัฐบาลในอดีตคล้ายๆ กัน

แต่วังวนปัญหาทางการเมืองในอดีตบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกเดินไปในทางที่สร้างปัญหากับพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย  จนนำมาสู่การชุมนุมคัดค้านและบานปลายกลายเป็นจุดจบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ​

ข้อครหาเรื่องความต้องการเร่งพาตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศ มากกว่าเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน กลายเป็นตราบาปที่ฉุดความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก

ยังไม่รวมกับคดีของคนรอบตัว เจ๊แดง โดยเฉพาะจากโครงการรับจำนำข้าว  ย่อมจะเป็นอีกเป้าใหญ่ให้ถูกขุดขึ้นมาโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงหาเสียงที่จะยิ่งทำให้เพื่อไทยถูกรุมถล่ม ทำลายน้ำหนักนโยบายสำคัญที่เคยใช้เป็นนโยบายหาเสียงในช่วงที่ผ่านมา

ที่สำคัญประเมินแล้วการหาเสียงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝั่ง ไม่เอาทักษิณ กับ ฝั่งไม่เอา คสช. จำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้องปรับภาพลักษณ์เพื่อรักษาฐานคะแนนของตัวเอง ไม่ให้กลุ่มที่ไม่เอา คสช. ไปเลือกพรรคอื่น ขณะเดียวกันก็ใช่ว่าจะทิ้งกลุ่มไม่เอาทักษิณ ​ในวันที่สถานการณ์ต้องบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่ง ​

ถัดมาที่ประเด็นเรื่องการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในนอนาคตหนึ่งในปัญหาที่พรรคการเมืองหลายพรรควิตกก็คือการเข้ามาของ คสช. ที่จะใช้กลไกตัวช่วยอย่าง 250 เสียงของ สว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาล

แต่การจะผนึกกำลังระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง เพื่อยืนหยัดต่อต้านการเข้ามาของ คสช. เองก็คงยากที่จะสนิทใจจับมือกันได้ โดยเฉพาะจากประสบการณ์การกระทบกระทั่งที่ผ่านมา

ดังนั้น การที่เพื่อไทยลดบทบาทคนของตระกูลชินวัตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งสำคัญทางการเมือง จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณปัจจัยขัดแย้ง เปิดทางจับมือกับพรรคอื่นเพื่อต้านการกลับมาของ คสช.

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นทางเลือกที่ดีกับเพื่อไทย ยิ่งในวันที่หลายพรรคการเมืองเปิดตัวประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กอดคอกันแน่น นักการเมืองจัดทัพรบ ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546791

กอดคอกันแน่น นักการเมืองจัดทัพรบ ‘คสช.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่กิจกรรมทางการเมืองก็ได้เริ่มดำเนินไปตามกระบวนการให้เห็นบ้างแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง

1.การให้จดแจ้งชื่อพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ปรากฏภาพของกลุ่มบุคคลหน้าใหม่ป้ายแดงและหน้าเก่า แสดงเจตนาขอตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นจำนวนไม่น้อย

บางพรรคออกตัวประกาศสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งชัดเจน บางพรรคประกาศชัดเจนเช่นกันว่าไม่เอานายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกับประกาศจุดยืนว่านายกฯ จะต้องมาจากคนที่พรรคการเมืองเสนอเท่านั้น

2.การให้สมาชิกพรรคการเมืองปัจจุบันแสดงตนเพื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค กระบวนการนี้ได้เริ่มขึ้นมาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา มีกำหนดเวลาดำเนินการ 30 วัน

ตามขั้นตอนหากพ้นกำหนดเวลา 30 วัน สมาชิกคนใดไม่แจ้งยืนยันการเป็นสมาชิก จะต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกทันที นอกเหนือไปจากการจัดการเรื่องสมาชิกพรรคแล้ว พรรคการเมืองปัจจุบันต้องปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 อีกบางประการด้วย

(1) จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

(2) จัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปี พ.ศ. 2561 ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

(3) จัดให้สมาชิกให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย.และให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน ภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

กระบวนการที่ คสช.ออกแบบให้พรรคการเมืองได้เดินตามนั้น ด้านหนึ่งถึงจะสร้างปัญหาจุกจิกกวนใจแก่พรรคการเมือง แต่ก็ทำให้พรรคการเมืองสามารถเช็กกำลังภายในพรรคไปในตัวด้วย

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่เร่งดำเนินการจัดการให้สมาชิกพรรคมายืนยันสถานะ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกประมาณ 2 ล้านคน ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เกิดกระแสข่าวมาตลอดว่าบรรดาขุนพลภาคใต้ของพรรคจะสละเรือประชาธิปัตย์เพื่อไปอยู่กับพรรคของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำ กปปส.

แต่พอมาถึงเวลากลับเป็นสุเทพที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง เพราะอดีต สส.ภาคใต้กลัวว่าถ้าออกจากประชาธิปัตย์แล้วตัวเองจะสอบตก โดยอดีตมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายคนว่าหากไม่ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ โอกาสสอบตกมีสูง แม้ว่าตัวเองจะทำพื้นที่มานานแค่ไหนก็ตาม

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ได้เห็นอดีต สส.จำนวนมากตบเท้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน ภายหลังเพิ่งจัดพิธีรดน้ำดำหัวเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์  พร้อมกับการเปิดให้ยืนยันสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 4 เม.ย.

ตอนแรกหลายฝ่ายอาจจะคิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะแตก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบรรดาขุนพลข้างกาย “ทักษิณ ชินวัตร” ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในอนาคต

“ดีใจที่สมาชิกมาพร้อมเพรียง และมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรค สื่อสารถึงความร่วมมือกัน และสืบสานการเมืองพรรคนี้ต่อไป และตนเต็มใจที่จะยืนยันเป็นสาชิกพรรคนี้ต่อไป และเชิญชวนสมาชิกเก่าที่ตั้งใจและยึดแนวทางประชาธิปไตยเพื่อดำเนินการทางการเมืองดูแลประชาชน” ท่าทีและถ้อยคำจาก “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ ที่ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นพรรคที่เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เนื่องจากแกนนำที่ผู้ใหญ่ระดับสูงที่เคยนำพรรคสู้สนามการเลือกตั้ง ต่างแพ้สังขารไปตามกาลเวลา จึงเป็นจังหวะที่คนหนุ่มรุ่นใหม่ของพรรคต้องก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของพรรคแทนผู้อาวุโสที่ยอมหลบอยู่เบื้องหลัง

ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ของพรรค เท่ากับว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” ได้กลายเป็นผู้นำพรรคไปโดยปริยาย

โดยการเปิดให้สมาชิกพรรคมาแสดงตนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เพิ่งเริ่มต้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ บรรดาแกนนำรุ่นใหญ่และทายาทการเมืองยังอยู่ในบ้านชาติไทยพัฒนาด้วยกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอดีต สส.ในกลุ่มพื้นที่ภาคกลาง

“การดำเนินการของพรรคในขณะนี้เป็นการขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ ควบคู่ไปกับบุุคคลที่มีประสบการณ์ในทางการเมือง ซึ่งส่วนตัวได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในพรรคหลายท่าน”

ภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองในเวลานี้ จะเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยต่างเล่นเกมตามกติกา พร้อมๆ กับปรับตัวให้กับกฎหมายที่ คสช.ได้ออกแบบเอาไว้ ซึ่งสามารถทำตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะฝ่ายการเมืองเองประสงค์ที่อยากจะกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้ง จึงต้องพยายามไม่สร้างเงื่อนไข และจัดทัพเพื่อให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

มา ณ ตอนนี้ น่าจะเหลือเพียงแต่ คสช.ว่าจะปรับตัวเองให้เข้ากับกติกาและยอมรับให้มีการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือว่าจะใช้กลไกหรือสร้างอภินิหารทางกฎหมายเพื่อเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าตัวเองจะพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง

ส่งสัญญาณแก้ 53/2560 คสช.พลิกเกมสู้กระแสต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546662

ส่งสัญญาณแก้ 53/2560 คสช.พลิกเกมสู้กระแสต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นจะเป็นการใช้มาตรา 44 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างที่ทราบกันดีว่ามาตรา 44 เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ฉบับชั่วคราว เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่สำคัญอำนาจดังกล่าวยังถูกรับรองให้เป็นที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครอง และไม่สามารถมีใครมาทำการโต้แย้งได้

ที่ผ่านมาการใช้มาตรา 44 ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำอำนาจเหนืออำนาจมาบังคับใช้ภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว

ตามหลักนิติรัฐแล้วไม่ควรให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ควรให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้หัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจมาตรา 44 อยู่ต่อไป ย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการนิติรัฐอย่างเห็นได้ชัด แต่รัฐบาลและ คสช.ที่มีนักกฎหมายมหาชนคอยทำงานสนองนโยบายกลับไม่สนใจกับหลักการดังกล่าวเท่าใดนัก

ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่า คสช.ยังใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างเงื่อนไขและภาระให้กับพรรคการเมืองโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบนั้นมีผลใช้บังคับแล้ว ดังจะเห็นได้จากการมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

คำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองพอสมควร เช่น การให้สมาชิกพรรคมาทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อหัวหน้าพรรค หรือการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วนตามกฎหมายภายใน 90 วัน นับแต่มีการยกเลิกประกาศ คสช. 57/2557 ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุมพรรคการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ การมีคำสั่ง คสช. ดังกล่าว ยังเป็นผลให้ สนช.ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นเวลา 90 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป 90 วัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 44 ทำให้พรรคการเมืองออกมาต่อต้านพอสมควร

ทั้งการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นด้วยกับพรรคการเมือง อันนำมาซึ่งการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยมีการชี้ประเด็นให้ชัดเจนลงไปว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่ามีการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยด้วยการออกกฎหมายลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมือง ไปจนถึงการเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่าพรรคการเมืองสามารถดำเนินการที่ไม่ขัดกับกฎหมายได้บ้าง

จากแรงกดดันที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะ ส่งผลให้ คสช.และรัฐบาลยอมรับว่าคำสั่งที่ 53/2560 มีปัญหาอย่างแท้จริงและเตรียมจะแก้ไขในเร็วๆ นี้ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง

“ส่วนที่น่าจะเป็นปัญหาอยู่จริงในการปฏิบัติจากคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งก่อนหน้านี้ เช่น การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองที่ต้องประกอบด้วยหัวหน้าหรือตัวแทนของสาขา ปัญหาคือพรรคที่มีสาขาก็พอจะเรียกประชุมให้ครบองค์ประกอบได้ แต่พรรคที่ยังไม่มี จะมีสาขาได้ก็ต่อเมื่อมีการประชุมใหญ่ แต่ในการประชุมใหญ่ต้องมีหัวหน้าสาขา

ในที่สุดจึงเป็นปัญหาว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เป็นข้อขัดข้องที่ได้จัดเตรียมว่าจะต้องแก้ไข โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่างเตรียมไว้ก่อนแล้ว” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

การเตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ออกตามมาตรา 44 นั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ คสช.เคยทำมาก่อน แต่การมีท่าทีของ คสช.และรัฐบาลที่แสดงออกผ่านรองนายกฯ ดังกล่าว นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้มีท่าทีแข็งกร้าวต่อพรรคการเมืองพอสมควร

ดังนั้น หากจะบอกว่าการยอมแก้คำสั่งที่ 53/2560 เป็นการแก้เกมการเมืองประการหนึ่งก็คงไม่แปลกนัก

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าเวลานี้บรรยากาศและอารมณ์ทางการเมืองของคนไทยส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งกันพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรากฏตัวของพรรคการเมืองใหม่จำนวนไม่น้อย หรือการออกมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของบรรดาขุนพลแต่ละพรรคการเมืองในช่วงนี้

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยพร้อมแล้วกับการเลือกตั้ง ที่สำคัญยังพร้อมจะเล่นตามกติกาที่มีอยู่ในเวลานี้ เรียกได้ว่าเหลือเพียงแต่ คสช.เท่านั้นว่าจะพร้อมลงมาเล่นกับกติกาที่พวกของตนเองออกแบบไว้หรือไม่

เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่การเลือกตั้ง แน่นอนว่าถนนทุกสายย่อมพุ่งตรงมาที่ คสช.เช่นกัน

ยิ่ง คสช.พยายามแสดงออกถึงการยื้อเลือกตั้งด้วยการใช้กฎหมายมากเท่าไร คสช.ย่อมตกที่นั่งลำบากมากขึ้นเท่านััั้น

การทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่เชี่ยวอยู่เวลานี้ จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อ คสช.เท่าใดนัก จึงเป็นที่มาของการยอมอ่อนลงให้ในระดับหนึ่ง เพื่อรักษาและเลี้ยงกระแสเอาไว้เพื่อเป้าหมายในการกลับมาเข้าสู่อำนาจอีกครั้งในอนาคต

เมินบิ๊กตู่-ไม่เอาทักษิณ ปชป.เดดล็อกตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546546

เมินบิ๊กตู่-ไม่เอาทักษิณ ปชป.เดดล็อกตัวเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ส่วนใครที่จะออกนอกแถวไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ไปทางเลือกอื่น ไม่ต้องมาที่นี่ เพราะมีพรรคอื่นรองรับเยอะ ถ้าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค ไม่ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใครก็ตาม” 

สัญญาณชัดเจนครั้งแรกจากปาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับการยืนยันจุดยืนของพรรคแบบดุเดือด ซึ่งต้องการสะท้อนความชัดเจนในแนวทางของประชาธิปัตย์นับจากนี้ต่อไป

การ “หงายไพ่” ใบสำคัญของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลานี้ ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่หนึ่งในยุทธศาสตร์หาเสียงที่สร้างความชัดเจนให้ตัวเองไม่ให้ความคลุมเครือที่เป็นอยู่ถูกบิดเบือนไปแย่งคะแนนเสียง

แน่นอนว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ระหองระแหง รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส.ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องกระชับแนวร่วมสร้างความเป็นเอกภาพ เพื่อเร่งทำคะแนนในการเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นอีก “โอกาส” ครั้งสำคัญ

เมื่อเวลานี้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง “เพื่อไทย” กำลังระส่ำระสายจากแกนนำที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่ต่างแดน  ขณะที่กลุ่มต่างๆ กำลังชั่งใจว่าจะแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทานแรงกดดันจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่

ประชาธิปัตย์จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจนในพื้นที่ ทั้งในแง่ผู้สมัคร สส. หัวคะแนน เรื่อยไปจนถึงสมาชิกพรรค ว่าจะยังเหนียวแน่นอยู่กับประชาธิปัตย์ หรือจะหันไปหาตัวเลือกใหม่อย่างพรรค กปปส. ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศไม่เกี่ยวข้อง แต่ทาง ธานี เทือกสุบรรณ น้องชาย เตรียมยื่นจดแจ้งกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดตั้งพรรค

ดังจะเห็นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ หลายพื้นที่ในภาคใต้เกิดการแย่งตัวหัวคะแนนและสมาชิกระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส. ที่หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมมีแต่จะต้องมาแบ่งคะแนนกันเอง สุ่มเสี่ยงจะเปิดทางให้คู่ต่อสู้เข้ามาเบียดแย่งปักธงในฐานที่มั่นได้ง่าย

การรีบประกาศจุดยืนให้ชัดเจนจึงถือเป็นการบีบให้ สส.ตลอดจนทีมงานต้องตัดสินใจว่าจะเลือกสวมเสื้อประชาธิปัตย์ หรือ กปปส.ลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด อภิสิทธิ์ประกาศว่านอกจากสุเทพและธานีแล้วไม่มีอดีต สส.คนอื่นมาบอกว่าจะไม่มาร่วมงานกับพรรค สอดรับกับที่แกนนำ กปปส.หลายคนเดินทางมายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว

อีกด้านหนึ่งการส่งสัญญาณของอภิสิทธิ์ยังเป็นการประกาศจุดยืนให้ง่ายต่อการหาเสียงในพื้นที่ เพื่อไม่ทับซ้อนกับทาง กปปส.  แม้ทั้ังประชาธิปัตย์และ กปปส. ล้วนแต่มีจุดยืนไม่เอา “ระบอบทักษิณ” ด้วยกันทั้งคู่ หากจะหาเสียงแนวทางนี้ย่อมมีแต่จะต้องแบ่งคะแนนกัน

การประกาศไม่เอา คสช. จึงเป็นทางเลือกที่จะสร้างความแตกต่างให้กับตัวเองทั้งในพื้นที่ และสร้างความแตกต่างสลัดภาพลักษณ์ที่อยู่ใต้ร่มเงาของทหารมาอย่างต่อเนื่องให้หมดไปในโอกาสนี้ด้วย

ต้องยอมรับด้วยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝั่งไม่เอาทักษิณและฝั่งไม่เอา คสช. ดังจะเห็นเค้าลางที่แต่ละฝ่ายเริ่มเปิดหน้าประกาศจุดยืนและแนวทางของตัวเอง

ต่างจากในอดีตที่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝั่งไม่ “สนับสนุน” และ “ต่อต้าน” ระบอบทักษิณ

แน่นอนหากประชาธิปัตย์ต้องเลือกจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ด้านหนึ่งย่อมกระทบกับจุดยืนความเป็นพรรคในกลไกตามระบอบประชาธิปไตย ฉุดให้ภาพลักษณ์เสียหาย

อีกด้านหนึ่งย่อมต้องไปแบ่งฐานคะแนนกับพรรคอื่นๆ ที่มีจำนวนไม่น้อย หลายพรรคที่เปิดหน้าเวลานี้ เริ่มประกาศความชัดเจนสนับสนุน คสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การเลือกไม่สนับสนุน คสช. จึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาธิปัตย์ในสถานการณ์นี้

ยิ่งในวันที่คะแนนนิยมของ คสช.กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ จากมรสุมที่รุมเร้าซ้ำเติมผลงานการบริหารงานที่ไม่เข้าตาประชาชนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ผลโพลหลายสำนักสะท้อนตรงกันว่าทั้งความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมในตัว คสช.ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องเร่งทำโครงการลดแลกแจกแถมลงพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การประกาศจุดยืนของประชาธิปัตย์ไม่เอา คสช. แม้จะเป็นการสร้างความชัดเจนในพื้นที่ แต่สุดท้ายก็ทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวจากฝั่งอื่นๆ ไปในตัว

สถานะของประชาธิปัตย์เวลานี้จึงตกอยู่ตรงกลางระหว่างฝั่ง  “ไม่เอาทักษิณ” และ “ไม่เอา คสช.” จนขยับลำบาก ทั้งในแง่หาเสียงปัจจุบันและการรวมตัวกันตั้งรัฐบาลในอนาคต

ประเมินตามทิศทางลมแล้วคงยากที่ประชาธิปัตย์จะสามารถได้เสียงถล่มทลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ การจะตัดสินใจไปร่วมรัฐบาลด้วยตัวเลือกที่มีอยู่ระหว่าง คสช. และเพื่อไทยนั้นย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ยืนยันอยู่ฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย คงยากจะไปจับมือร่วมเป็นรัฐบาลทำงานด้วยกันได้

ถึงจะประกาศไม่สนับสนุน คสช. แต่อภิสิทธิ์ก็เปิดทางโดยระบุว่า “ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนทหารเป็นรัฐบาลนั้น ต้องไปดูว่าทหารเข้ามาได้อย่างไรและมีกี่เสียง”

สถานการณ์ในเวลานี้ประชาธิปัตย์จึงเหมือนตกอยู่ในสภาพ “เดดล็อก” ขยับได้ยากลำบาก

เลือกตั้ง ก.พ. 62 ยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546428

เลือกตั้ง ก.พ. 62 ยังคลุมเครือ

สถานการณ์ในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.​ 2562 อย่างที่คาดการณ์หรือไม่

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่แปลกที่หลายฝ่ายต่างจะพร้อมใจออกมาดักคอแสดงความไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งที่ตั้งตารอนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อที่ผ่านมาโรดแมปที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 2560 มีเหตุปัจจัยใหม่ๆ ให้ต้องขยับถอยร่นออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ไม่เคยออกมายืนยันสร้างความมั่นใจใดๆ ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ได้จริง

หากจำได้ในปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปพบปะกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามคำเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำมั่นชัดเจนว่าจะเดินหน้าตามหลักประชาธิปไตยสากลของไทยที่จะเป็นไปตามโรดแมป

พร้อมประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อหน้าชาวโลกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 สอดรับกับที่หลายฝ่ายคำนวณตามปฏิทินว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นราวเดือน พ.ย.​ 2561

ท่าทีความชัดเจนที่เกิดขึ้นเป็นผลจากแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศที่ต้องการเห็นความชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่กฎกติกาสากลอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยื้ออำนาจ และการเตรียมกระโดดลงสนามการเมืองเต็มตัวของ พล.อ.ประยุทธ์

แต่ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ​สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้อภินิหารทางกฎหมายปรับแก้เนื้อหาในร่างของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. กำหนดให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน

ด้วยเหตุผลเนื่องจากให้พรรคการเมืองเก่าใหม่ได้มีเวลาเตรียมความพร้อม ตามกฎกติกาที่ออกมาใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา คสช.​ยังไม่ได้ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถประชุมคัดเลือกกรรมการบริหารพรรค ไปจนถึงการทำไพรมารีโหวตสรรหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในแต่ละเขต

ทั้งหมดส่งผลให้การเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ​2561 ต้องขยับออกไปเป็น ก.พ. 2562อย่างไม่มีทางเลือก

แต่เงื่อนเวลาดังกล่าวยังไม่นับรวมกับปัจจัยใหม่อย่างการที่ สนช.​เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.​

ดังจะเห็นจากที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เคยออกมาแสดงความเห็นว่า​กรณีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องทดเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน สำหรับการวินิจฉัยของศาล​ประมาณเดือนครึ่งและการนำกลับมาแก้เล็กหลังศาลวินิจฉัยอีกครึ่งเดือน

พร้อมเคาะเบ็ดเสร็จว่าจะทำให้วันเลือกตั้งเคลื่อนจากโรดแมปไปอีกสองเดือน คือ ​จากเดือน ก.พ.​ เป็น เม.ย. 2562

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าการแบ่งประเภทการสมัครและเลือกเป็น 2 ประเภท คือ อิสระ และโดยองค์กร ขณะที่​รัฐธรรมนูญกำหนดให้ในแต่ละกลุ่มเลือกกันเอง การแยกแบบนี้ จึงไม่ใช่การเลือกกันเองอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะเท่ากับว่าให้องค์กรเลือกก่อนแล้ว จึงจะเลือกกันเอง

ทว่าในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการ 3 ฝ่าย กรธ.​ กกต. สนช. ยังเห็นควรให้แยกเป็น 2 ประเภทจึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เดิม สนช. ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถึงขั้นเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายถึงนายกรัฐมนตรี

แม้จะมีเสียงทักท้วงและแสดงความเป็นห่วง ในทำนองที่หากไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตอนนี้ แต่ต่อไปมีคนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความและในกรณีศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญอาจทำให้การเลือกตั้งที่เกิดไปแล้วเป็นโมฆะสร้างความวุ่นวายในอนาคต

แต่สุดท้าย สนช.​ก็กลับลำต้องถอยมายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจนถูกมองว่าอาจเป็นแผนยื้อการเลือกตั้งออกไปเพราะแทนที่จะยื่นไปพร้อมกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย สว.กลับดึงเรื่องไว้ก่อน ค่อยมายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง

ทั้งที่ประเด็นซึ่ง มีชัย ออกมาแสดงความเป็นห่วงในกฎหมายฉบับนี้มี 2 ประเด็น ได้แก่ เรื่องการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อันอาจเป็นการตัดสิทธิเสรีภาพขัดรัฐธรรมนูญได้

อีกประเด็นคือกรณีให้คนอื่นลงคะแนนเสียงแทนผู้พิการได้ ซึ่งเดิม กรธ.กังวลเรื่องนี้ จึงเขียนว่าให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อให้ผู้พิการลงคะแนนด้วยตนเอง แต่ สนช.ปรับแก้ไขใหม่กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ลงคะแนนให้ได้ อันอาจขัดกับรัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงคะแนนโดยตรงและลับ ​​

เงื่อนไขด้านกฎหมายตรงนี้มีความสำคัญเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้กรอบเวลาเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง 150 วัน ต้องเริ่มต้นจากการมีผลบังคับใช้กฎหมายลูก 10 ฉบับ ซึ่งเวลานี้เหลืออยู่ 2 ฉบับ ที่ถือเป็น  2 ฉบับสำคัญดังนั้น หากสองฉบับมีอันต้องค้างคาอยู่ในกระบวนการไม่เสร็จสิ้นย่อมเป็นเงื่อนไขที่เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ในเวลานี้จึงยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.​ 2562 อย่างที่คาดการณ์หรือไม่

สนช.ยื่นศาลตีความ แอบลุ้นยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546120

สนช.ยื่นศาลตีความ แอบลุ้นยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ทนกระแสกดดันไม่ไหว ภายหลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นฉบับที่สองต่อจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับเอาไว้พิจารณาแล้วเมื่อไม่นานมานี้

การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ของ สนช.นั้น สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้สมาชิก สนช.ต่างขานเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

สาเหตุที่ สนช.ในเวลานั้นมีความมั่นใจว่าถึงอย่างไรเสียก็ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแน่นอน คือ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยยืนยันว่าอำนาจการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจที่สมบูรณ์ของ สนช. ดังนั้นหาก สนช.จะแก้ไขถ้อยคำในร่างกฎหมายให้แตกต่างไปจากหลักการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมาก็ไม่น่าจะผิดแต่อย่างใด อันนำมาซึ่งคะแนนเสียง 211 เสียงที่เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าว

ความแข็งกร้าวของ สนช.ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะแม้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. จะแสดงความคิดเห็นว่าร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบอาจมีประเด็นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ สนช.ก็เสียงแข็งว่าไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่แยแสเสียงท้วงติงของเดี่ยวมือหนึ่งอย่างประธาน กรธ.

ทว่าทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณออกมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ว่าควรต้องตรวจสอบให้เรียบร้อย ปรากฏว่า สนช.ก็กลับลำทันที

“ขณะนี้รัฐบาลได้รับร่างดังกล่าวแล้วและยังมีเวลาในการพิจารณาก่อน ที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในวันที่ 12 เม.ย. จึงให้ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบอีกครั้งว่าควรจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ หากมีการยื่นให้ตีความก็ไม่น่าจะใช้เวลาช้าเกินไป จึงขอความกรุณาให้ศาลรับเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณา

สิ่งสำคัญที่ตนระมัดระวังมากที่สุดคือ ไม่ให้มีปัญหาในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ที่จะมีความขัดแย้งไม่ได้ จึงขอให้เข้าใจรัฐบาลด้วยและไม่ต้องการโยนความรับผิดชอบไปที่อื่น รัฐบาลนี้จะไม่ทำ แบบนั้น แต่ต้องแก้ปัญหาให้ได้” ท่าทีของนายกฯ ต่อเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อนายกฯ โยนลูกออกมา สนช.รับลูกนั้นทันที พร้อมกับรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.ให้ได้ 25 คน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ

จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อร่างกฎหมายอยู่ในมือนายกฯ แล้ว ทำไมนายกฯ ไม่ยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจนายกฯ สามารถส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตัวเอง

คำตอบ คือ นายกฯ ไม่ต้องการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองว่าเป็นต้นเหตุของการพยายามยื้อการเลือกตั้ง

จริงอยู่เพียงแค่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่ได้กระทบต่อโรดแมปเลือกตั้งเท่าใดนัก เพราะโรดแมปจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ขัดกับรัฐธรรมนูญ และมีผลให้ต้องตกไปทั้งฉบับพร้อมกับต้องไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมีหลักการในด้านหนึ่งว่าหากประเด็นที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สาระสำคัญ จะไม่มีผลให้ร่างกฏหมายต้องตกไปทั้งฉบับก็ตาม แต่ประเด็นที่หลายฝ่ายวิจารณ์ในเวลานี้และได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เช่น การช่วยเหลือผู้พิการในการลงคะแนนเลือกตั้ง เป็นต้น เป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปโดยตรงและโดยลับ ดังนั้น ถ้าศาลเห็นว่าประเด็นนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญก็อาจมีผลให้ร่างกฎหมายต้องตกไปทั้งฉบับ

ลองนึกภาพดูว่า ถ้านายกฯ เป็นผู้เสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองและมีผลออกมาเช่นนี้ หมายความว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เท่ากับว่านายกฯ จะถูกมองว่าเป็นตัวการในการล้มการเลือกตั้ง ทางที่ดีจึงเลือกให้ สนช.เป็นผู้รับเผือกร้อนชิ้นนี้เอาไว้แทน เรียกได้ว่าสลับหน้ากันเล่นเกม

สนช.และรัฐบาลอยู่บนเรือลำเดียวกัน สนช.จึงไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะต่างฝ่ายต่างต้องช่วยกันอุ้มให้สามารถเอาตัวรอดกันได้ในสถานการณ์เช่นนี้ อีกทั้ง สนช.จำนวนไม่น้อยแอบหวังที่จะกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งผ่านการเป็น สว.สรรหาที่ คสช.จะเป็นผู้เลือกคนเข้ามาทำงาน ทำให้ต้องลงมาช่วยนายกฯ ทำภารกิจนี้

อย่างไรก็ตาม ถึงจะถูกมองว่า สนช.และ คสช.กำลังเล่นเกมเพื่อยื้อเลือกตั้ง แต่ด้านหนึ่งก็สามารถยกข้ออ้างว่าไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในอนาคต มาหักล้างข้อครหาของบางฝ่ายที่กล่าวหาว่ารัฐบาลอยากยื้อเลือกตั้งได้

เรียกได้ว่าการร่วมเล่นเกมนี้ของรัฐบาลและ สนช.ต่างวินวินทั้งคู่และมีแต่ได้กับได้

โดยถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ขัดกับรัฐธรรมนูญ สนช.จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก พร้อมกับจะเข้ามามีบทบาทในการจัดทำกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ หรือถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. ย่อมหมายความว่า คสช.จะเป็นผู้คุมเกมการเลือกตั้งโดยสมบูรณ์ เพราะร่างกฎหมายเลือกตั้งที่ สนช.ได้แก้ไขไว้นั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นกับดักให้กับฝ่ายการเมือง

เวลานี้ สนช.และ คสช.มีหน้าที่เพียงนั่งรอเวลาฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสบายใจเท่านั้น

คสช.ถอยอุ้มมือถือ ลดแรงเสียดทานโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/546008

คสช.ถอยอุ้มมือถือ  ลดแรงเสียดทานโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.​) ยอมถอยไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ต้องชำระเงินจำนวนสูง งวดสุดท้ายในปี 2562

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ระบุว่าที่ประชุม คสช.ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น เพราะเห็นว่าต้องหามาตรการที่เหมาะสม สร้างความเป็นธรรม และต้องพิจารณาด้วยว่าจะดูแลกันอย่างไรในเรื่องของเศรษฐกิจด้านนี้

“รวมถึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้วยในการลงทุน ซึ่งต้องดูตรงนี้ว่าจะแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกเพราะมันต้องมีการประมูลต่อไปอีกตั้งหลายคลื่นความถี่”

สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนให้เห็นความเป็นห่วงว่าหากการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการย่อมสุ่มเสี่ยงจะกระทบกับการประมูลในอนาคต แม้จะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่สำคัญ แต่ พล.อ.ประยุทธ์​ ก็ยังออกอาการลังเล ชี้แจงเพียงแค่ ​“ควรหรือไม่ที่รัฐบาลต้องมารับผิดชอบตรงนั้น มันใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ แต่เขากำลังพิจารณาอยู่ยังมีเวลา”

สำหรับในส่วนของทีวีดิจิทัลนั้น อาจมีเหตุผลพอรับฟังได้เพราะล่าสุดจากคำพิพากษาของศาลปกครองที่ให้ กสทช. คืนเงินกว่า 1,500 ล้านบาทระบุว่า ​​ในการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผนงาน ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิบอกเลิกการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลทั้งสองช่องรายการดังกล่าว และผู้ฟ้องคดีต้องคืนคลื่นความถี่ที่เคยได้รับอนุญาตให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยไม่มีสิทธิเผยแพร่ออกอากาศรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลได้อีกต่อไป

ทั้งหมดทำให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเรื่องไหนคือเรื่องที่เป็นเชิงธุรกิจ ที่ต้องเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจเอง และเรื่องไหนเป็นการเยียวยา​

ส่วนกรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น สืบเนื่องมาจากเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเข้าหารือกับ ​ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ​และ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

โดยขอให้กำหนดระยะการจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ 900 ให้ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น แบ่งจ่ายเป็นระยะเวลา 5 ปี ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเศษ โดยให้จ่ายอัตราดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ภายหลังมีข้อเสนอดังกล่าวเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวถูกมองว่าอาจเป็นการเลือกปฏิบัติเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการบางรายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากก็ได้รับความเดือดร้อนแต่ทำไมถึงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลบ้าง

ที่สำคัญยังถูกจับจ้องว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ถึงตัดสินใจช่วยเหลือ อันจะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.​ที่กำลังง่อนแง่นจากการเข้าไปพัวพันกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายเรื่องที่ผ่านมา

ดังนั้น การตัดสินใจเบรกมาตรการช่วยเหลือค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกไปจึงเป็นเหมือนการถอดสลักไม่ให้ประเด็นนี้วนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่ถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ อยู่ระหว่างที่พรรคการเมืองเก่ากำลังจะเริ่มต้นให้สมาชิกพรรคมายืนยันความเป็นสมาชิก ก่อนนับหนึ่งกระบวนการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดในช่วงเดือน ก.พ.​ 2562

ทั้งช่วงเวลาที่ คสช.ต้องเตรียมลงจากอำนาจ ส่งไม้ต่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือการเตรียมตัวกระโดดลงสนามการเมืองของ คสช.แบบเต็มตัว การต้องมาเผชิญกับข้อครหาในทำนองเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจย่อมไม่เป็นผลดี

ยังไม่รวมกับการถูกฟ้องร้องจากฝ่ายที่เสียหาย อันได้แก่ ฝ่ายที่แพ้การประมูลในรอบที่แล้ว ด้วยไม่คาดคิดว่าจะมี “เงื่อนไข” การเข้าช่วยเหลือจากฝ่ายรัฐ ทำให้การคำนวณราคาประมูลไม่ได้สะท้อนตัวเลขที่แท้จริงในมุมของผู้ประกอบการ

จับสัญญาณจาก ​พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่า รัฐบาล คสช.ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ กับเรื่องที่ยังมีปัญหาคือ พักเรื่องไว้ก่อน โดยโยนให้ กสทช. กลับไประดมความคิดเห็นจากทีมงาน กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประมวลข้อมูล

เมื่อรู้ดีว่าการเดินหน้าตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปย่อมเสี่ยงเกิดผลเสีย​ที่จะเป็นชนวนให้หยิบมาโจมตี คสช.ในอนาคต อันจะทำให้สิ่งที่พยายามทำมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเสียหายลงไปหมด

การพักเรื่องนี้ด้วยเหตุผลเรื่องการพิจารณาอย่างรอ​บคอบ รอบด้านทั้งเรื่องการประกอบธุรกิจ ที่จะต้องเกี่ยวพันผูกมัดไปถึงมีเรื่องการประมูลในอนาคต​จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ในเมื่ออีกไม่กี่เดือน คสช.ย่อมจะต้องพ้นจากอำนาจอยู่แล้ว การปล่อยให้ “เผือกร้อน” ตกไปอยู่ในมือรัฐบาลชุดใหม่ย่อมจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยสำหรับตัวเอง ดีกว่าจะมาเสี่ยงรับผลความเสียหายที่อาจเกิดในอนาคต

พรรคการเมืองสะเทือน คสช.เล่นแง่บีบทุกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 มี.ค. 2561 เวลา 11:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545888

พรรคการเมืองสะเทือน คสช.เล่นแง่บีบทุกทาง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าไม่เคยมีช่วงไหนที่พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งการรัฐประหาร 2549 แม้จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมด้วยร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่เช่นเดียวกัน แต่พรรคการเมืองก็ไม่เคยถูกแรงกดดันเหมือนกับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังดำเนินการเหมือนอยู่ในปัจจุบัน

ในปี 2549 เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นและลงประชามติเมื่อทุกอย่างผ่านฉันทามติของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในเวลานั้นก็เริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จนสิ้นสุดกระบวนการโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่เคยใช้อำนาจพิเศษหรือกำลังภายในเข้ามาแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งที่ผ่านสภาไปแล้ว

ทว่า เวลานี้พุทธศักราช 2560 คสช.กลับใช้อำนาจในการล้วงลูกกฎหมายเลือกตั้งอย่างน่ากังขาโดยเฉพาะการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวที่เป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองคือ การกำหนดให้พรรคการเมืองปัจจุบันต้องทำการให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามายืนยันสถานะความเป็นสมาชิกต่อหัวหน้าพรรคการเมือง

การกำหนดเช่นนี้ หมายความว่าในทางปฏิบัติหัวหน้าพรรคต้องทำหน้าที่รับการยืนยันของสมาชิกพรรคการเมืองทุกคน ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่มาแสดงตนจะมีผลให้สมาชิกพรรคคนนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นพรรคการเมืองทันที ภาระตกอยู่ที่พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่มีสมาชิกพรรครวมกันมากกว่าล้านคน

ตัวเลขสมาชิกพรรคการเมืองที่หดหายไปนั้น อีกด้านหนึ่งย่อมหมายถึงสิทธิในการขอเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ มองลงไปที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่เพิ่งประกาศใช้มาได้สักระยะ กลับพบว่ามีเนื้อหาหลายส่วนที่กำลังสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมือง

ดังจะเห็นได้จากกรณีของการกำหนดให้ทำไพรมารีโหวต หากพรรคการเมืองใดไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งไหน พรรคการเมืองจะถูกตัดสิทธิในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในเขตดังกล่าว แม้ในเชิงหลักการจะเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายสนับสนุน แต่ภายใต้เวลาที่เหลือไม่มาก ย่อมเป็นเรื่องยากที่พรรคการเมืองจะทำไพรมารีโหวตได้ทัน

จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้จัดเวทีเพื่อเชิญพรรคการเมืองมาหารือในวันนี้ เพื่อให้มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกติกาใหม่ที่เกิดขึ้น

“กกต.จะได้ชี้แจงถึงแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายในหลายเรื่อง ทั้งการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรค คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นสมาชิก การจ่ายเงินบำรุงพรรค การทำไพรมารีโหวต รวมถึงแนวทางการยื่นหนังสือขออนุญาต คสช.ในการจัดประชุมพรรค

ส่วนกรรมการบริหารพรรคหากพรรคยังจะใช้ชุดเดิมก็สามารถยืนยันได้ แต่กรรมการบริหารที่จะดำรงตำแหน่งต่อต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายใหม่กำหนด เชื่อว่าการดำเนินการของพรรคการเมืองเก่าจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน หรือทำให้เกิดปัญหา” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต. ชี้แจง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาตามมาว่าเวทีที่ กกต.จัดในวันนี้จะเป็นทางออกให้กับพรรคการเมืองได้หรือไม่

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าหัวใจสำคัญของการที่จะทำให้กิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองเดินหน้าไปได้คือ การปลดล็อกให้พรรคการเมืองประชุมพรรค แต่ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร คสช.ก็ยังไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของพรรคการเมือง ภายใต้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่นัก

การแสดงออกของ คสช.นั้น ราวกับว่าไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น ถ้าจะเรียกว่าเป็นจระเข้ขวางคลองก็คงไม่แปลกแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่บรรยากาศในตอนนี้เอื้ออำนวยไปสู่การเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายหลังเปิดโอกาสให้มีการจดแจ้งเพื่อตั้งพรรคการเมืองใหม่

ท่าทีของ คสช.ที่แสดงออกมายิ่งเป็นเชื้อไฟการเมืองเริ่มระอุอีกครั้ง เนื่องจากเริ่มมีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันได้เป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น อย่างการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สามารถเดินขบวนไปถึงหน้ากองบัญชาการกองทัพบกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ คสช.ต้องกลับมาให้ความสนใจมากขึ้น

แต่กระนั้น คสช.กลับต้องการดึงอำนาจไว้กับตัวเองให้นานที่สุด พร้อมกับใช้กติกาและกฎหมายที่ตัวเองออกแบบเพื่อบีบและสร้างแรงกดดันให้กับพรรคการเมืองให้มากที่สุด

การสร้างแรงกดดันของ คสช.ก็เริ่มเห็นผลบ้างแล้ว เช่น การโดดเรือหนีของกลุ่มก๊วนในพรรคเพื่อไทยบางกลุ่มที่ออกมาตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง เพราะมองว่าถ้าอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะทำให้ถูกเหมารวมด้วย การเอาตัวรอดตอนนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เป็นต้น

ที่สุดแล้ว หากจะบอกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแมปหรือไม่  ต้องบอกว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อ คสช.รู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบทุกฝ่าย และพรรคการเมืองโดนบีบจนไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาสู้ได้อีก

อ้างม็อบป่วน ขู่ยื้อปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545744

อ้างม็อบป่วน ขู่ยื้อปลดล็อกการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การนัดรวมตัวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเริ่มต้นเปิดเกมรุกอีกด้วยการยกระดับการชุมนุมเพิ่มเป้าหมายข้อเรียกร้องนอกเหนือไปจากเรื่องการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

ล่าสุด การชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มี.ค. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จัดการชุมนุมที่บริเวณสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

​พร้อมกันนี้ ได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่  1.จัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย.นี้ 2.ให้ยุบ คสช. และเปลี่ยนบทบาทเป็นรัฐบาลรักษาการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งเท่านั้น และ 3.กองทัพยุติบทบาทในการสนับสนุน คสช.

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อปักหลักชุมนุมเรียกร้องให้เหล่ากองทัพหยุดสนับสนุน คสช. กลับเข้ากรมกอง แล้วยืนเคียงข้างประชาชนพร้อมประกาศว่าหากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อไม่ได้รับการตอบสนอง ในวันที่ 5 พ.ค.นี้ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะยกระดับเป็นการขับไล่ คสช.อย่างเป็นทางการ

พิจารณาจากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ พบว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทั้งการบีบให้เลือกตั้งในเดือน พ.ย.นี้ หรือการให้ คสช.เปลี่ยนบทบาทมาเป็นรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากไม่มีช่องทางตามกฎหมายให้ คสช. เปลี่ยนสถานะตัวเองก่อนมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว การจะให้ คสช.ทิ้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุ่มเสี่ยง เกิดพลาดพลั้งอาจส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาต้องสูญเปล่าได้นั้น​คงไม่ใช่ทางเลือกที่ คสช.​จะยอมทำตามได้

แต่ประเด็นสำคัญคือการเรียกร้องให้ “กองทัพ” แยกตัวออกมาจาก คสช. ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว  ทั้งกองทัพและ คสช.​หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวมาตั้งแต่แรก พร้อมทั้งสับเปลี่ยนถ่ายเลือดดึงคนในตำแหน่งคุมกำลังสำคัญเข้ามาอยู่ใน คสช.ให้สอดรับไปกับการแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละปี

ข้อเรียกร้องนี้แม้จะสะท้อนให้เห็นมุมมองแนวคิดหลายๆ อย่างแต่ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง แถมยังปลุกให้ คสช. ต้องหันมาให้ความสนใจควบคุมดูแลการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

สอดรับกับที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ห่วงใยสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ แต่ยังคงมีบุคคลบางกลุ่มพยายามเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย และจะยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกหากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง

“เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป โดยขั้นตอนและวันเลือกตั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมาย และอยากย้ำให้ชัดเจนว่าภารกิจสำคัญที่คสช.ต้องเข้ามา และมีรัฐบาลบริหารประเทศในช่วงนี้ คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ดังนั้นหากยังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ แล้วอะไรคือหลักประกันว่าบรรยากาศของการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

คำชี้แจงที่เสมือนจะเป็นคำปฏิเสธกลายๆ นี้ พยากรณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าแม้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะเดินหน้าชุมนุมต่อไป แต่ก็อยู่ท่ามกลางการกวดขันของเจ้าหน้าที่ที่เข้มข้นขึ้น

ที่สำคัญ “นัย” ของคำอธิบายเรื่องบางกลุ่มพยายามเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย เหมือนจะเป็นมุขเก่าที่หยิบยกมาใช้อยู่บ่อยครั้งสำหรับการป้องปรามการชุมนุม โดยใช้​ “การเลือกตั้ง”เป็นตัวประกัน

ทว่าในทางปฏิบัติการที่ คสช.จะหยิบยกเหตุผลเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายจากการรวมตัวของประชาชนกลุ่มนี้ดูจะไร้เหตุผลอย่างมาก

​​ประการต่อมาเรื่องการชุมนุมอย่างสงบ แม้จะขัดกับคำสั่ง คสช. แต่ก็ยังเป็นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ คสช. ยังมีทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุม หรือกฎหมายอื่นๆ  รวมทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่จะป้องปรามการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้อยู่แล้ว

​การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเป็นข้ออ้างสำหรับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่อีกด้านก็อาจถูกหยิบยกเป็นข้ออ้างไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว

สอดรับกับนัดหมาย ซึ่ง ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเชิญพรรคการเมืองเก่ามาหารือในวันที่ 28 มี.ค.นี้ เพื่อระบุถึงสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ ตามคำสั่ง คสช. 53/2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

แม้ทุกอย่างจะชัดเจนตามขั้นตอนว่าเดือน เม.ย​. คสช.จะเชิญตัวแทนแต่ละพรรคมาพูดคุยเพื่อนำไปสู่การปลดล็อกให้พรรคการเมืองเดินหน้าทำกิจกรรมอันจะเป็นการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง ทั้งการจัดประชุมเลือกกรรมการบริหาร กำหนดนโยบาย วางตัวผู้สมัคร

แต่อำนาจการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่จะปลดล็อกพรรคการเมืองให้ออกมาเคลื่อนไหวได้เป็นของ คสช.แต่เพียงผู้เดียว การหยิบยกเรื่องความวุ่นวายปั่นป่วนมาในช่วงนี้ถึงจะไม่สามารถยื้อเลือกตั้งเพราะจะเกิดผลเสียตามมามากมาย

แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นการเปิดช่องสำหรับยื้อการปลดล็อกพรรคการเมืองแทน ที่สำคัญยังเป็นการบีบ​ไม่ให้คนจากพรรคการเมืองไปร่วมสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง​ได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

อัดงบประชารัฐแสนล้าน ชิงจังหวะหาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/545605

อัดงบประชารัฐแสนล้าน ชิงจังหวะหาเสียง

ประชานิยมอาจเป็นสิ่งที่่รัฐบาลชุดนี้รังเกียจ แต่เมื่อเป็นหนทางเดียวที่ช่วยให้ชนะเลือกตั้งได้ ก็ต้องกินไข่ของมัน แม้จะเกลียดตัวของมันแค่ไหนก็ตาม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ผู้สันทัดกรณีบางสำนักออกมาแสดงความคิดเห็นว่าการเลือกตั้งน่าจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเดือน ก.พ. 2562 เพราะมองว่าอาจมีเหตุให้กติกาการเลือกตั้งต้องเป็นหมันและกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ แต่หากมองไปที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นได้ว่าสัญญาณของการเลือกตั้งเริ่มขึ้นแล้ว

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่านั้น คือ การลงพื้นที่พบประชาชนหลายภูมิภาคในระยะหลัง ทั้งในรูปแบบการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร หรือติดตามการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งในบางครั้งจะมีการสื่อสารกับประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเข้าไปด้วย ดังจะเห็นได้จากการกล่าวระหว่างลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องหลักคิดที่ถูกต้องและดูแลทุกคน สส.ที่มาจากทุกพื้นที่ทุกจังหวัดมาจากหลายพรรคการเมือง ฝ่ายไหนเป็นรัฐบาลก็ลงพื้นที่ของเขา ต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ต้องมีรัฐบาลที่ลงมาทุกพื้นที่ทุกจังหวัด ประชาธิปไตยต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ต้องไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อย

ใครเป็นรัฐบาลต้องไม่ทิ้งฝ่ายค้านเพราะเขามีประชาชนที่จะต้องดูแลเหมือนกัน รัฐบาลนี้คิดแบบนี้จะได้มั่นคงเสียที ไม่ต้องไปกลัวใครฝ่ายไหนจะได้ไม่เป็นบุญคุณกันตลอดไป ไม่ได้อะไรขึ้นมาใหม่ ก็ได้เหมือนเดิม วันหน้าจะดีขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อากัปกิริยาของ “บิ๊กตู่” แบบนี้ย่อมเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นในระดับหนึ่งแล้วว่าประชาชนกำลังจะได้เลือกตั้งตามโรดแมป ถึงในใจลึกๆ เหล่าผู้มีอำนาจใน คสช.ยังไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะมองว่ายังคุมเกมแบบเบ็ดเสร็จไม่ได้ แต่มาถึงจุดนี้สถานการณ์เดินมาถึงสุดทางแล้ว และคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยให้ประชาชนเลือกตั้ง

ต้องยอมรับว่ามาถึงเวลานี้ คสช.อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลา 4 ปี เทียบได้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหนึ่งสมัย หากอยู่ไปนานมากกว่านี้โดยไม่มีความชอบธรรมมากพอ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโทษมากกว่าจะเป็นคุณกับรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อ คสช.หวังกลับมาเป็นรัฐบาลภายใต้กติกาที่ตัวเองได้ออกแบบไว้

พอการเลือกตั้งเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ ทำให้ในเวลานี้ คสช.ต้องอาศัยความได้เปรียบเก็บแต้มคะแนนความนิยมจากประชาชนให้มากที่สุด

โดยหมากล่าสุดที่รัฐบาลเดินออกมา คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท

กฎหมายงบกลางปีฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

งบประมาณก้อนนี้แบ่งออกเป็น 3 ก้อนภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300,694,500 บาท 2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายในจำนวน 76,057,382,500 บาท 3.รายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 49,641,923,000 บาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง

นอกจากนี้ ภายในงบประมาณยังได้มีการแบ่งเงินสำหรับมาตั้งเป็นกองทุนอีกจำนวน 3 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำนวน 20,000,000,000 บาท 2.กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 13,872,513,200 บาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช จำนวน 150,000,000 บาท

งบประมาณจำนวน 3 ก้อนนี้จะเห็นได้ว่าเป็นงบประมาณที่เน้นการทำพื้นที่เป็นหลัก อันเป็นแนวทางคล้ายกับกองทุนหมู่บ้านที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมาแล้วหลายสมัย

ดังนั้น หากจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินตามรอยสู่ชัยชนะในสนามเลือกตั้งแบบพรรคเพื่อไทยคงไม่ผิดนัก เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจาก “ประชานิยม” มาเป็น “ไทยนิยม” และ “ประชารัฐ”

การเน้นอัดงบประมาณลงให้ตามพื้นที่โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ นั้น เป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงทรัพยากรของรัฐได้เต็มที่ ไม่ต้องผ่านขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากเหมือนในอดีต หนำซ้ำสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนอีกว่ารัฐบาลที่ใช้นโยบายนี้ได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าประชาชนในกลุ่มมีรายได้ปานกลางหรือรายได้น้อย เป็นฐานเสียงสำคัญของการเลือกตั้งของไทยมาหลายสมัย ดังเห็นได้จากแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาที่ทำให้ตัวเองชนะเลือกตั้งได้หลายสมัยก็ล้วนมาจากการอัดนโยบายช่วยคนจนเป็นหลัก เพราะมองว่าถ้าซื้อใจคนกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะชนะเลือกตั้งก็มีมากขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.มองเห็นกลยุทธ์นี้เช่นกัน แม้ที่ผ่านมาปากจะบอกว่าไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่มาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ต่อให้ไม่ได้ชื่อว่าประชานิยม ทว่าแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลก็แนบสนิทใกล้เคียงกับประชานิยมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ละก้าวของรัฐบาลในเวลานี้ล้วนมีความสำคัญ เนื่องจากการเลือกตั้งเริ่มใกล้เข้ามาทุกที จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลบภาพของความเป็นรัฐบาลทหารให้ออกมาให้มากที่สุด เพื่อปูทางให้ตัวเองสลัดเสื้อลายพรางทหารออกไปและใส่เสื้อสูทแทน