“ทรัมป์”ตัวอันตรายโลกมุสลิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464705

"ทรัมป์"ตัวอันตรายโลกมุสลิม

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ได้ข้อยุติแล้วสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 45 โดย โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน สามารถเก็บชัยชนะเหนือฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ไปแบบเหนือความคาดหมาย อีกทั้งยังกลายเป็นสิ่งน่าประหลาดใจของโลกอีกครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยทรัมป์นับเป็นผู้สมัครที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ก้าวกระโดดสู่บทบาทผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลก

พีรยศ ราฮิมมูลา อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ความเห็นว่า ทราบกันดีสหรัฐมีสองพรรคการเมืองใหญ่ๆ ระหว่างรีพับลิกันและเดโมแครต โดยปกติแล้วรีพับลิกันเป็นพรรคที่ได้รับการสนุนจากนายทุนใหญ่จากสหรัฐ เช่น พวกพ่อค้าอาวุธสงคราม

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ได้ประกาศระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง บางครั้งมันอาจไม่เป็นไปตามที่พูดเพราะอารมณ์พาไป อย่างกรณีที่ว่าเมื่อได้เป็นประธานาธิบดีแล้วจะกีดกันไม่ให้คนมุสลิมในตะวันออกกลางหรือผู้อพยพเข้ามาในสหรัฐ

ทั้งนี้ แม้เป็นสิทธิสหรัฐแต่โดยพื้นฐานของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ยกย่องเรื่องสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมกันดังนั้นเมื่อทรัมป์เอานโยบายนี้มาใช้ก็จะมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องนโยบายระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์สหรัฐกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ก็คงอยู่ในสภาพลำบาก

พีรยศ ระบุว่า ผู้อพยพเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด แต่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวลักษณะนี้อาจมีปัญหาต่อสหรัฐโดยเฉพาะเรื่องการค้า สำหรับไทยในความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าไม่กระทบอะไรมาก เพราะว่าไทยเน้นการส่งออกอย่างเดียวไปสหรัฐ

ตรงนี้ต้องอาศัยด้านการทูต นโยบายระหว่างประเทศของไทยคบทุกฝ่ายไม่เลือกข้าง ไม่ว่าใครมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ยังต้องชูความสัมพันธ์ต่อไป เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐมีมาเกือบ 200 ปี ดังนั้นตรงนี้จะไม่มีผลกระทบอะไรต่อไทย

แม้ภาพรวมของอาเซียน ที่ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก แต่ในที่สุดคำพูดของทรัมป์เมื่อวานหลังการเลือกตั้งแล้ว ค่อนข้างอ่อนโยนลงมา ยินดีและยอมคบกับประเทศต่างๆ ด้วยความเสมอภาค แม้จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ของคนอื่น

“ในสายตาผมคิดว่าเราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เราเป็นประเทศเล็กๆ เพียงแต่เรามีการส่งออกไปสหรัฐเท่านั้นเอง แต่ก็ต้องไม่ประมาท สหรัฐในยุคโอบามาให้ความสำคัญอาเซียนมาก เพื่อต้องการดึงมาเป็นพรรคพวก เพื่อสกัดจีน ขณะที่นโยบายของไทยซึ่งดำเนินการมาตลอด คือ เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ตรงนี้ถือว่าเป็นความได้เปรียบไทย”

ขณะที่ จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา กล่าวว่า ใครเป็นก็แล้วแต่ แต่นโยบายพื้นฐานด้านการต่างประเทศของสหรัฐไม่ค่อยเปลี่ยน เช่น ตอนโอบามาเข้ามาบอกมีเชื้อสายมุสลิม ทว่าสุดท้ายก็คล้ายๆ เดิม

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองระหว่างฮิลลารีและทรัมป์ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ฮิลลารีเป็นคนมีวาระซ่อนเร้นเยอะ ที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญเข้าไปบดขยี้ลิเบียทำให้ประชาชนเสียชีวิต แล้วประเทศนี้ก็ค่อยๆ ล่มสลายและแตกแยก มีคำพูดที่ว่ามีประเทศไหนบ้างที่สหรัฐเข้าไปแล้วไม่พังพินาศ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่แตกต่างทรัมป์เป็นคนโฉ่งฉ่าง แต่ฮิลลารีซ่อนเร้น ทว่าแต่ฟังจากทรัมป์ที่พูดตอนหาเสียงค่อนข้างน่ากลัว เช่น พิจารณาเรื่องการแซงก์ชั่น อิหร่านขึ้นมาใหม่เรื่องของนโยบายด้านนิวเคลียร์ ซึ่งเจตนาเพื่อต้องการมาใช้แทนพลังงานจากน้ำมัน

ขณะเดียวกัน อิสลามโมโฟเบียแม้จะมีอยู่ในใจฮิลลารี แต่ไม่ได้ชูขึ้นเหมือน ทรัมป์ที่ต้องการกีดกันไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศ แต่เชื่อว่าวันสองวันหลังจากนี้ก็จะอ่อนท่าทีลงตามธรรมชาติ เพราะใช้แค่เพียงหาเสียงเท่านั้น

จรัญ ยอมรับว่า การเลือกตั้งคราวนี้คาดการณ์ผิดกันพอสมควร นโยบายรื้อฟื้นความสัมพันธ์อิหร่านจากเมื่อก่อนก็จะแย่ลง นโยบายคนมุสลิมซึ่งอยู่มากมายในสหรัฐถ้าจะให้ออกมา หรือไม่ให้เข้า ก็ทำได้ยากมาก และเชื่อว่าเรื่องนี้ก็อาจจะมีคนคัดค้านในสภา

“ถ้าให้คนมุสลิมออกจากประเทศหรือว่าไม่รับเข้าประเทศ สิ่งสำคัญคนอเมริกันหรือคนอังกฤษที่อยู่ในประเทศแถบที่มีน้ำมัน ถ้าไม่ให้คนมุสลิมอยู่คนอเมริกันก็ต้องออกไปด้วย ภาคปฏิบัติมันคงยากมากๆ ทรัมป์สร้างความตกใจให้โลกมุสลิมพอสมควร แต่นโยบายอเมริกันเท่าที่ติดตามตั้งแต่ โรนัลด์เรแกน อดีตประธานาธิบดี ก็อยู่ในพื้นฐานเดียวกัน คือ สร้างความยิ่งใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ตัวเองทรงอิทธิพลไว้”

ด้าน ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า นโยบายที่เคยพูดไว้โดยเฉพาะการห้ามมุสลิมเข้ามาในสหรัฐ อาจสร้างปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันตกกับโลกมุสลิมได้ หากว่าคำพูดของทรัมป์ก่อนเลือกตั้งถูกนำมาปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน ประชาชนสหรัฐที่เป็นมุสลิมก็มีจำนวนมาก ประมาณ 8 ล้านคน ก็น่าเป็นห่วง เพราะนโยบายทรัมป์มีลักษณะเหยียดผิว และช่วงหาเสียงก็ใช้ความพยายามเกลียดชังที่พุ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ 911 และคิดว่าประเด็นนี้จะส่งผลร้ายต่อมุสลิมในสหรัฐ เพราะมุสลิมเกิดความหวาดกลัวและเป็นผลลบต่อสหรัฐในฐานะเป็นประเทศชั้นนำเรื่องประชาธิปไตย

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ เรื่องความขัดแย้งและความรุนแรงในสถานการณ์ตะวันออกกลางและสถานการณ์โลก เพราะถ้าย้อนกลับไปในอดีตอย่าง จอร์จ บุช มาจากรีพับลิกัน หลังเหตุการณ์ 911 เข้าไปจัดการโค่นล้มระบอบต่างๆ เข้าไปทำสงคราม ในโลกยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐเปลี่ยนศัตรูใหม่จากคอมมิวนิสต์เป็นโลกอิสลาม แต่ในความเป็นโลกอิสลามมีความหลากหลาย

“หลังสงครามเย็น จอร์จ บุช คือ การเหมารวมว่าโลกอิสลาม คนนับถือมุสลิม มีตัวแสดงหลากหลายมาก มีกลุ่มยึดถือสันติ เคร่งครัดศาสนา กลุ่มนิยมแนวทางโลก หรือกลุ่มใช้ความรุนแรง เหล่านี้ สหรัฐภายใต้ จอร์จ บุช เหมารวม จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิและกลัวว่าทรัมป์มาประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง เน้นฟื้นฟูประเทศ แต่ภายใต้สถานการณ์นี้ล่อแหลม การเผชิญหน้ากลุ่มติดอาวุธของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปาเลสไตน์ คือ ทรัมป์ให้การสนับสนุนอิสราเอล ตรงนี้ทำให้สถานการณ์โลกมุสลิมกับตะวันตกยิ่งเลวร้ายลง”

 

ชงขึ้นเงินเดือน เกมเอาใจนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464700

ชงขึ้นเงินเดือน เกมเอาใจนักการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเวลานี้ค่อนข้างเงียบพอสมควร เพราะทุกฝ่ายต่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ จากนั้นการเมืองถึงจะกลับมามีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญให้ติดตามกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเมืองไทยจะไร้ความเคลื่อนไหวเสียทีเดียว เพราะเมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอแนวคิดเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ

สมพงษ์ สระกวี ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สปท. ระบุว่า “คณะอนุกรรมาธิการเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนแก่นายกฯ รัฐมนตรี สส. และ สว. โดยเทียบเคียงกับโครงสร้างเงินเดือนของผู้บริหารองค์การมหาชนที่ได้รับเงินเดือน 2-3 แสนบาท เพื่อให้เกิดความเหมาะสม จากเดิมที่เงินเดือนของ สส.คงที่มาหลายปี โดยได้รับเงินเดือน 1 แสนกว่าบาท”

เรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการนั้นส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะมีการดำเนินการพิจารณาและปรับขึ้นให้กันมาตลอดด้วยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินการคลังของรัฐ ณ เวลานั้น

แต่มาในระยะหลัง การขึ้นเงินเดือนดังกล่าวมักจะได้รับคำท้วงติงมากกว่าเสียงเชียร์ โดยเฉพาะกับการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะที่ผ่านมานักการเมืองโดนวิจารณ์ค่อนข้างหนักเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงานว่าไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่งผลให้การขึ้นเงินเดือนของนักการเมืองในระยะหลังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ทั้งที่ถ้าจะว่ากันตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพแล้วก็สมควรที่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนเหมือนกัน ซึ่งแม้แต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังออกมาสนับสนุนให้ขึ้นเงินเดือน

“ยอมรับว่าเงินเดือนของผู้บริหารประเทศไทย ถ้าเทียบกับต่างประเทศต้องถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ ทำให้ข้าราชการประจำ หรือข้าราชการตุลาการไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้ ผมคิดว่าจริงอยู่ว่าเราไม่ได้ร่ำรวย แต่เศรษฐกิจก็ดีขึ้นพอที่จะจ่ายเงินให้สมน้ำสมเนื้อและจะลงโทษคนขี้โกงรุนแรงอย่างไรก็ว่าไป อย่างน้อยคนที่ตั้งใจทำงานและไม่คิดคดโกงเขาจะได้อยู่ได้ และเป็นการรักษาคนดีเอาไว้ ถ้าจะขึ้นก็อย่าขึ้นให้กับตัวเองแต่ขึ้นไว้สำหรับรัฐบาลต่อไป” มีชัย แสดงความคิดเห็น

อย่างไรก็ตาม หากมองอีกด้านหนึ่งการเสนอแนวคิดในการขึ้นเงินเดือนที่มาจาก สปท.นับว่ามีนัยการเมืองแฝงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

นับตั้งแต่ประเทศไทยมีแม่น้ำ 5 สาย ประกอบด้วย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรธ. และ สปท. จะเห็นได้ว่าแม่น้ำ 4 สายเป็นฝ่ายเดินหน้าหักกับฝ่ายการเมืองมากที่สุด

กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญคุมเข้มนักการเมืองตั้งแต่หัวจรดเท้า คสช.และ ครม.ใช้กลไกทางกฎหมายเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดังจะเห็นได้จากการดำเนินการเรียกค่าเสียหายแพ่งในโครงการรับจำนำข้าว ส่วน สนช.ก็เพิ่งถอดถอนนักการเมืองจากค่ายเพื่อไทยไปหลายคน และ เตรียมแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะเสนอมาจาก กรธ.ให้นักการเมืองขยับตัวยากที่สุดเท่าที่จะยากได้

ทั้งนี้ มีเพียง สปท.เท่านั้นที่ไม่ได้หักด้ามพร้าด้วยเข่ากับฝ่ายการเมืองเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับแม่น้ำ 4 สาย

ดังนั้น หากจะมองว่าการเสนอแนวคิดขึ้นเงินเดือนให้กับนักการเมืองนั้น สปท.เองก็หวังผลให้เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการลดความขัดแย้งไม่มากก็น้อย

มองในเชิงโครงสร้างและภูมิหลังของนักการเมืองไทยแต่ละคนมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยต้องยอมรับมีทั้งนักการเมืองที่ฐานะปานกลางและฐานะร่ำรวย ซึ่งแตกต่างไปตามพื้นฐานของครอบครัวแต่ละคน

ในเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำหรับนักการเมืองที่พอมีฐานะก็คงไม่ได้สนใจอัตราเงินเดือนเท่าไหร่นัก เพราะคิดเพียงแค่ให้ได้เข้าสู่อำนาจก็พอ แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่มีฐานะต่ำลงมาย่อมต้องยินดีที่ตัวเองจะได้รับเงินเดือนมากขึ้น เนื่องจากจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีสังคมที่ตามปกติประเพณีของนักการเมืองไทยต้องเสียให้กับประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการฯ จึงพยายามเสนอมาตรการบางประการที่เป็นคุณกับฝ่ายการเมืองบ้าง ไม่ใช่เสนอแต่การปฏิรูปการเมืองในรูปแบบเดินหน้าฆ่ามันเพียงอย่างเดียว ซึ่ง สปท.เองเข้าใจถึงหัวอกตรงนี้ เพราะใน สปท.มีนักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ในสภาอยู่พอสมควรเช่นกัน

ที่สุดแล้ว ถึงแม้ล่าสุดคณะกรรมาธิการฯ จะต้องพับข้อเสนอดังกล่าวเก็บเข้าลิ้นชักชั่วคราว แต่อย่างน้อยได้สร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางกระแสแห่งความขัดแย้งที่กำลังนับถอยหลังสู่วันระเบิดในอนาคตอันใกล้นี้

 

ทรัมป์ นั่งแท่นผู้นำสหรัฐ ลดแรงกดดัน การเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464476

ทรัมป์ นั่งแท่นผู้นำสหรัฐ ลดแรงกดดัน การเมืองไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดสหรัฐก็มีประธานาธิบดี คนที่ 45 ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ที่มาแรงในโค้งสุดท้ายเฉือนเอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ด้วยคะแนนเสียง 276 ต่อ 218

แม้จะเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก แต่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่าผลการเลือกตั้งรอบนี้อาจเป็นผลดีกับการเมืองไทยไม่มากก็น้อย

จะเห็นได้ว่า สุนทรพจน์ครั้งแรก ทรัมป์ ลดดีกรีความโผงผาง และลีลายียวนไปพอสมควร เริ่มจากออกตัวว่าสำหรับใครก็ตามที่ไม่ได้เลือกเขา เขาเองยินดีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศ

อีกทั้งที่ผ่านมา การรณรงค์ของเขาไม่ไช่เป็นแค่แคมเปญอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจที่จะรับใช้อเมริกา และสร้างอเมริกาที่ดีขึ้น ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “Make America Great Again” เพราะประเทศนี้มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นประเทศยิ่งใหญ่

“อเมริกาจะเป็นเพื่อนกับประเทศที่ต้องการเป็นเพื่อนด้วย และเป็นประเทศที่กลับมาเป็นที่หนึ่งในทุกด้านอีกครั้ง ความฝันแบบอเมริกันจะกลับมา อเมริกาจะเป็นประเทศพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรูใคร และไม่มีการปิดโอกาสใดๆ สำหรับทุกคน” ทรัมป์ ระบุ

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า ในระยะสั้นคงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนักหลัง ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี คงต้องรอดูจนกว่าจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีและการประกาศนโยบายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม โดยหลักการคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากในการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียซึ่งพยายามปิดล้อมคุมไม่ให้จีนเติบใหญ่ จนทำให้อิทธิพลอเมริกาเสื่อมคลาย ซึ่งก็คือการสร้างพันธมิตรที่วิธีของทั้งสองพรรคใหญ่แทบไม่ต่างกัน

ระยะสั้นอาจมีปฏิกิริยาด้านลบของตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่หลายประเทศอาจมีคณะทำงานเชื่อมกับรัฐบาลชุดใหม่ เพราะทำงานรัฐบาลชุดเดิม 7-8 ปี อาจยังไม่ได้ตั้งหลัก ที่จะเชื่อมโยงพรรคใหม่ รัฐบาลใหม่ ส่วนในระยะกลางมีเรื่องที่เขาประกาศเดินไปแล้ว 2-3 เรื่อง ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง คือ

1.ความมั่นคงทางการทหาร ซึ่งเขาประกาศลดขนาดของกองทัพในเอเชียลง หากทำจริงก็หมายความว่าจะมีการผลักดันพันธมิตรให้มีบทบาทรับผิดชอบมากขึ้น ในการจัดการความสงบหรือเสถียรภาพในเอเชีย เขาคงไม่ปล่อยให้จีนเข้ามาครอบงำ แต่ต้องผลักดันให้ เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ทำงานด้านนี้มากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่เอากำลังเข้าไปในทะเลจีนใต้มากขึ้นอย่างที่โอบามาจะทำ

2.เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญหน้ากับจีนในทางการค้ามากขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงภาษี ให้บริษัทของสหรัฐและ ประเทศอื่นๆ กลับไปลงทุนในอเมริกา สร้างงานใหม่ให้คนลงคะแนนให้เขา หากเดินไปตามนโยบายนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อไปถึงประเทศไทย ที่จะต้องรอดูว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนในระบบการค้าเสรี

3.ประเด็นด้านสังคม ซึ่งสหรัฐคงลดบทบาทการใช้เรื่องสิทธิมนุษยชนกับการค้าการลงทุน รวมถึงนโยบายต่างประเทศน้อยลง แต่อาจเข้มงวดกับผู้อพยพ ผู้นับถือศาสนาต่างกัน ที่จะมีการคัดกรองมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบกับหลายประเทศ แต่ไม่กระทบกับไทยมาก ในทางกลับกันเราได้ สว.ลูกครึ่งไทยอเมริกันคนแรก คือ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ จากรัฐอิลลินอยส์ ที่เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเชื่อมกับรัฐสภาไทยกับสหรัฐได้ แต่คงต้องรอดู เพราะอยู่กันคนละพรรค

“สรุปการเปลี่ยนแปลงคงมีหลายอย่าง บางอย่างก็ดี บางอย่างก็ไม่เป็นบวก บางอย่างต้องใช้เวลา ที่ผ่านมา 7-8 ปี สัมพันธ์ไทยลุ่มๆ ดอนๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาของเขา บางส่วนเป็นปัญหาของเรา ตลอดจนสถานการณ์ในภูมิภาค ซึ่งสถานการณ์ในภูมิภาคสหรัฐต้องการพึ่งไทย เพราะไทยเป็นพื้นที่เหมาะสม ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ”

ขณะที่ รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จากนโยบายช่วงหาเสียงของทรัมป์ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร แต่เบื้องต้นเห็นว่าการที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอาจทำให้ความสัมพันธ์กับไทยดีขึ้นในแง่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าการลงทุนเป็นสำคัญ ไม่ได้มองเรื่องการเมืองหรือสถานการณ์ในประเทศไทย

ทั้งนี้ ทรัมป์มองแบบนักธุรกิจ ซึ่งอาจไม่ได้มองว่าการปฏิวัติหรือการบริหารงานของรัฐบาลทหารเป็นเรื่องใหญ่ หากยังได้ประโยชน์จาการค้าขายก็ทำ ซึ่งอาจต่างจากฮิลลารีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประชาธิปไตยมากกว่า ขณะที่ทรัมป์หากยังทำกำไร ประเทศได้ประโยชน์ ก็ไม่สนใจเข้าไปแทรกแซงกิจการในประเทศอื่น ตรงนี้อาจช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อไทยได้มากขึ้นกว่าเดิม

แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอติดตามดูความชัดเจนอีกครั้งหลังจากนี้ ตั้งแต่เรื่องการกำหนดนโยบาย ตลอดจนการปฏิบัติงาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร

 

ปฏิรูปกลไกแต่งตั้ง เพิ่มประสิทธิภาพราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464475

ปฏิรูปกลไกแต่งตั้ง เพิ่มประสิทธิภาพราชการ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาการแต่งตั้งบุคลากรภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรมอันมีเหตุมาจากการเล่นพรรคเล่นพวก การทุจริตซื้อขายตำแหน่ง หรืออคติลำเอียง จนก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เป็นปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นมาทุกยุคทุกสมัย

ดังจะเห็นได้จากเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ต่อผู้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินและคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เป็นจำนวนมาก ตลอดจนมีคดีโต้แย้งการเลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายข้าราชการคั่งค้างการพิจารณาอยู่ที่ศาลปกครองจำนวนมากนับร้อยคดี

เป็นที่มาที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธาน ได้พิจารณาจัดทำรายงานการปฏิรูประบบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญและการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่ข้าราชการ และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา

การวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีด้านการบริหารงานบุคคล สำนักงานศาลปกครอง ได้เคยให้ความเห็น ว่า น่าจะมาจากความบกพร่อง 3 ประการ คือ 1.จากตัวกฎหมาย กฎ และระเบียบ การแต่งตั้งที่ไม่เหมาะสม มีช่องโหว่และมีจุดอ่อน 2.ความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ 3.ความบกพร่องที่มา จากตัวผู้บริหารสูงสุด

สำหรับข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของหลักเกณฑ์ ได้แก่ 1) ควรมีการรวบรวมระเบียบ ข้อกำหนด หนังสือเวียนต่างๆ ของ ก.พ. โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการควรรวมไว้เป็นประมวลหรือระเบียบเดียวเพื่อสะดวกในการสืบค้นอ้างอิงในการนำไปใช้ในการปฏิบัติ

2) หลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งขั้นตอนในการดำเนินการแต่งตั้งของ ก.พ. ควรสั้นกระชับ ชัดเจน ลดขั้นตอนให้เหลือน้อยที่สุด 3) ก.พ.ควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งข้าราชการให้มีความชัดเจน มีตัวชี้วัดที่อธิบายได้อย่างโปร่งใสพร้อมตัวอย่างและแจ้งเวียน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการทราบอย่างสม่ำเสมอ

4) ก.พ.ควรกำหนดแนวทาง วิธีการในแต่ละเรื่องให้ละเอียด โดยควรยกตัวอย่างข้อผิดพลาดของส่วนราชการต่างๆ เพื่อลดข้อผิดพลาดนั้น 5) ก.พ.ควรเร่งรัดออกหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตามมาตรา 63 เพื่อให้เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

ข้อเสนอแก้ไขข้อบกพร่องของการนาหลักเกณฑ์มาใช้ได้แก่ 1) ก.พ.ควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำหลักเกณฑ์การแต่งตั้งที่ส่วนราชการนำไป ใช้และเผยแพร่ให้ทั่วถึง ป้องกันความลักลั่นในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ 2) กำหนดมาตรการห้ามกรรมการคัดเลือกมิให้มีบทบาทในฐานะผู้พิจารณาแต่งตั้งข้าราชการที่ขัดแย้งกันจนอาจทำให้เสียความเป็นกลาง 3) ปรับปรุงระบบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติ ผลงานประสบการณ์ประวัติการดำรงตำแหน่ง ความดีความชอบ การกระทาทางวินัยของข้าราชการแต่ละคนให้สมบูรณ์ทันสมัยอยู่เสมอ

ข้อเสนอแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง 1) ส่วนราชการต้องเปิดโอกาสให้ข้าราชการทุกคนได้มีโอกาสสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งทันทีที่มีตำแหน่งว่างในโอกาสแรกที่กระทำได้ 2) ผู้มีอำนาจในการสั่งบรรจุต้องพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการโดยใช้ดุลพินิจสอดคล้องกับระบบคุณธรรมตามกฎหมาย หากละเลยมีโทษทางวินัย

3) การพิจารณาคัดเลือกเพื่อเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกต่อผู้มีอำนาจต้องกระทำโดยคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยกรรมการที่เป็นกลางตามกฎหมาย และต้องแจ้งรายชื่อกรรมการให้ผู้เข้ารับการแต่งตั้งทราบเพื่อคัดค้าน 4) ควรมีการกำหนดแนวทางและขอบเขตการใช้ดุลพินิจให้ชัดเจน เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ  5) ในการออกคาสั่งแต่ละครั้ง ควรให้มีการระบุเหตุผลชัดเจนโดยเคร่งครัด

6) ควรมีการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของผู้มีอำนาจแต่งตั้งอย่างสม่ำเสมอ 7) ควรนำกระบวนการสอบที่มีหลักเกณฑ์การให้คะแนนมาใช้ประกอบในการเลื่อนตำแหน่ง เพื่อช่วยจำกัดการ ใช้อำนาจดุลพินิจ 8) ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการพิจารณาและมติที่ประชุมทุกครั้ง ที่มีการประชุมพิจารณาโยกย้ายแต่งตั้ง

ข้อเสนอแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดจากการแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการจากภายนอก 1) กำหนดโทษไว้ในกฎหมาย กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ 2) ควรมีบทกำหนดโทษทางกฎหมายและโทษทางวินัยแก่ผู้แทรกแซงและผู้ที่ยินยอมให้มีการแทรกแซงทั้งสองฝ่าย 3) สร้างจิตสำนึกให้ตระหนักในประโยชน์ราชการและสาธารณะเป็นหลัก ไม่หวังผลตอบแทน 4) ส่งเสริมให้การแต่งตั้งข้าราชการให้มีคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักธรรมาภิบาล

ปัญหาการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม 1) กำหนดมาตรการเพิ่มตัวช่วยเพื่อให้ ก.พ.ค.สามารถพิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์และร้องทุกข์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2) กำหนดให้การเคยเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์หรือกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี เป็นคุณสมบัติที่สามารถสมัครเป็นกรรมการ ก.พ.ค.ได้ 3) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีระบบเจรจาลดความคับข้องใจระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้บังคับบัญชา

ข้อเสนอแก้ไขปัญหาคุณธรรม และจริยธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการ 1) ควรมีการกำหนดโครงสร้างอัตรากำลังของกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรมให้เกิดความชัดเจน 2) ควรกำหนด ระบบ กระบวนการ และวิธีการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมภายในหน่วยงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง 3) เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่ข้าราชการทุกระดับอย่างจริงจัง รวมถึงข้าราชการทางการเมืองและผู้บริหารระดับสูง

 

‘ยิ่งลักษณ์’ ออกตัวแรง แทงทะลุใจดำคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464271

'ยิ่งลักษณ์' ออกตัวแรง แทงทะลุใจดำคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้ไม่มีอะไรน่าจับตามองมาก ไปกว่าการทำงานของรัฐบาลใน การแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

“หลักการสำคัญคือการดำเนินการจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ไม่ให้กลไกในตลาดเสียหาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ข้าวชนิดอื่นก็เตรียมมาตรการรองรับด้วยเช่นกัน หากราคามีปัญหา แต่ตอนนี้ยังไม่พูดถึง

“รัฐบาลมุ่งจะแก้ไขปัญหาข้าวครบวงจร ย้อนไปดูตั้งแต่ต้นทาง ปรับเรื่องการใช้น้ำ การปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสม ลดพื้นที่การปลูก ลดต้นทุนการผลิต แต่ปัญหาคือประชาชนและสังคมสนใจแต่เรื่องการแก้ปัญหา ปลายทาง จนลืมไปว่ารัฐบาลทำที่ต้นทางมีอะไรบ้าง ซึ่งถ้าทุกคนสนใจแต่ปลายทางจะแก้ปัญหาไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้ คสช.และรัฐบาลเสียรังวัดกับเรื่องดังกล่าวอยู่พอสมควร ด้วยเหตุที่มีการใช้คำพูดที่กระทบความรู้สึกที่ละเอียด อย่างการให้ไปขายปุ๋ย จึงเป็นน้ำเซาะทรายบั่นทอนรัฐบาลอย่างไม่หลีกเลี่ยงได้

ดังนั้น การเดินหน้าประกาศแผนปฏิรูปการขายข้าวที่ออกมาครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญของรัฐบาลและ คสช. โดยเฉพาะการเป็นเครื่องชี้วัดว่าผู้นำ คสช.จะดีพอกับการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ หลังจากการเลือกตั้งในปี 2560 ตามช่องทางพิเศษที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติวางเอาไว้ได้หรือไม่

ขณะเดียวกันความสั่นคลอนที่ คสช.และรัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่การ์ดตกจนเป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามยิงหมัดชุดทำแต้มชุดใหญ่ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ ” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่รัฐบาล ดำเนินการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจาก อดีตนายกฯ เป็นจำนวน 35,717,273,028 บาท ปรากฏว่ายิ่งลักษณ์เลิกเล่นบท หน่อมแน้มเหมือนที่ผ่านมา แต่เปิดหน้าแลกกับรัฐบาลแบบหมัดต่อหมัด

กรณีที่เห็นเด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำในเวลานี้ โดยยิ่งลักษณ์ลงพื้นที่พบชาวนาที่ จ.สุรินทร์ และอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับให้สัมภาษณ์ประหนึ่งชกปลายคาง พล.อ.ประยุทธ์

“จากการติดตามข่าวก็เห็นพี่น้องประชาชนและพี่น้องชาวนาเดือดร้อน โดยเฉพาะช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ก็รู้สึกว่าเราอยู่กรุงเทพฯ เราเลยอยากจะมาเยี่ยมเยือนให้กำลังใจ แล้วก็ทำในศักยภาพที่วันนี้เราไม่ได้เป็นรัฐบาล

แต่เราก็ส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวนาเราทุกคน ซึ่งทุกคนหนักใจกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้อยากให้คนไทยช่วยกัน เราก็แสดงน้ำใจด้วยการอุดหนุนสินค้าของพี่น้องชาวนาด้วยการซื้อข้าว” หมัดตรงจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์

จากนั้นก็ตามมาด้วยการจัดงานขายข้าวที่เพิ่งรับซื้อจากชาวนาเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยสามารถจำหน่ายข้าวจำนวน 10 ตัน หมดภายในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ากระแสนิยมในตัว ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ตกลงแต่อย่างใด ซึ่งอีกด้านย่อมไม่เป็นที่น่าพอใจของ คสช.อย่างแน่นอน เนื่องจากถูกตบหน้าอย่างรุนแรง

ครั้น คสช.ตอบโต้กลับไปก็ทำได้ไม่เต็มตัวมากนัก เนื่องจากอาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นการช่วยเหลือชาวนา

“ไม่ขอมองว่ามีเจตนาทางการเมืองหรือไม่ นักการเมืองหากจะทำการอะไร ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีเจตนาตั้งใจหรือว่าเพื่อสร้างภาพ หากมีความตั้งใจดีก็ถือว่าเป็นกุศลแก่สังคม แต่หากมีเจตนาเป็นอย่างอื่นก็ถือเป็นความเศร้าสลด” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงจังหวะก้าวทางการเมืองที่ยิ่งลักษณ์กำลังออกตัวในเวลานี้ คำตอบ คือ การหว่านล้อมให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเพื่อระงับความเสียหาย

คดีที่ยิ่งลักษณ์ต้องออกแรงต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะนี้ มีข้อกล่าวหาที่สำคัญ คือการไม่ระงับยับยั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในการดำเนินนโยบายจำนำข้าว

การเดินเกมของยิ่งลักษณ์ในเวลานี้ ย่อมมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มีความเสียหายเช่นกัน จนทำให้ชาวนาเกือบทั้งหมดต้องออกมาขายข้าวด้วยตัวเอง เพราะถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นการตอกย้ำด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกตรวจสอบจากองค์กรอิสระแต่ฝ่ายเดียว หลังจากไม่มีสัญญาณจากองค์กรอิสระที่จะเข้ามาตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการแทงใจดำ คสช.

แต่เหนืออื่นใดการเดินหน้าเต็มตัวของยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ ย่อมหวังไปถึงการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ ที่กำลังงวดเข้ามาทุกที เหลือเพียงการไต่สวนอีกไม่กี่ปากก็น่าจะมีคำพิพากษาชี้ชะตาออกมาได้ภายในปี 2560 ซึ่งคดีนี้อย่างที่ทราบกันดีว่ามีเดิมพันสูงกว่าสมัยที่พี่ชายตัวเองเคยเผชิญมา

การสร้างแนวร่วมจึงเป็นมาตรการสำคัญไม่แพ้กับการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ

 

ซื้อเก้าอี้…โทษประหารตัดปีกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/464068

ซื้อเก้าอี้...โทษประหารตัดปีกการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับว่าประเด็นทางการเมืองในเวลานี้ นอกเหนือไป จากดราม่าเรื่องการซื้อขายข้าว้ในช่วงราคาข้าวตกต่ำแล้วก็มีการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)เกี่ยวกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ล่าสุดคณะ กรธ.ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการแก้ไขเนื้อหาอีกไม่มาก คาดว่าจะพร้อมส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทันที่ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกัน กรธ.เดินหน้าจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ไปบ้างพอสมควรไม่ต่างกัน โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตโดยตรงทั้งการจัดวางโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และวิธีการพิจารณาคดีทุจริตที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ

โดยหลักการแล้ว คณะ กรธ.มีเป้าประสงค์ที่ต้องการแบ่งอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่อยู่เดิม เช่น การให้อำนาจไต่สวนการทุจริตเจ้าหน้าที่ระดับล่างเป็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือวางกรอบอำนาจหน้าที่ให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนให้เร็วขึ้น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความกระชับและไม่ล่าช้าจนเกินไปเหมือนในอดีต ที่ผ่านมา เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตทรงพลังมากขึ้น กรธ.ยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มโทษกับผู้กระทำผิดถึงขั้นประหารชีวิตด้วย โดยโทษประหารชีวิตจะให้กับกรณีการซื้อขายตำแหน่งในทางการเมืองและราชการ

“หลักการที่ กรธ.วางไว้คือ จะมีโทษเหมือนการทุจริตที่มีโทษถึงประหารชีวิต และเรากำลังคิดว่าจะมีโทษที่เบากว่า อาทิ จำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่การประหารชีวิตทางการเมือง เพราะเรื่องนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับเหตุผลและพฤติการณ์ที่เป็นความผิด เพราะโทษการประหารชีวิตถือเป็นบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังไม่ใช่ข้อสรุป หากคิดว่าแรงไปก็อาจมีการปรับได้ “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุแนวคิดของ กรธ.ดังกล่าวนับว่าสร้างความฮือฮาไม่น้อย เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันได้มีการกำหนดโทษประหารอยู่แล้วสำหรับผู้กระทำทุจริต แต่เป็นเฉพาะการทุจริตในกรณีการเรียกรับสินบนเท่านั้น

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558  มาตรา 123/2 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148  “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต”

มาตรา 149  “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทาการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต”

หากวิเคราะห์ในทางการเมืองแล้วต้องยอมรับว่าแนวคิดของ กรธ.ที่ว่าด้วยการกำหนดโทษประหารชีวิต นับว่ามีนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

กล่าวคือ ตามปกติแล้วอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ คือ การโยกย้ายข้าราชการ ดังจะเห็นได้จากรัฐบาลทุกสมัยเมื่อเข้ามาสู่อำนาจจะดำเนินการจัดกำลังข้าราชการระดับสูงเป็นสิ่งแรก

การโยกย้ายข้าราชการถูกเพ่งเล็งเป็นอย่างมากว่าเป็นบ่อเกิดสำคัญในการวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญด้วยการแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง อันเป็นที่มาของการทุจริต

เมื่อ กรธ.ส่งสัญญาณเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการเข้ามาจัดการกับการใช้อำนาจทางการเมืองของนักการเมืองไปโดยปริยาย ซึ่งแน่นอนว่าการกำหนดโทษประหาร ย่อมมีผลให้นักการเมืองไม่กล้าใช้อำนาจของตนเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากกลัวว่าหากตัวเองใช้อำนาจย้ายข้าราชการ อาจมีบางฝ่ายไม่พอใจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อฟ้องกับ ป.ป.ช.ได้

ดังนั้น การเตรียมใช้กฎหมายมาจัดการกับนักการเมืองในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญเพื่อตีกรอบนักการเมืองไม่ให้ขยับตัวและสยายปีกได้เหมือนกับที่ผ่านมา

 

ปิดฉากปรองดอง คสช.-เพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463918

ปิดฉากปรองดอง คสช.-เพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 221 ต่อ 1 คะแนน ไม่ออกเสียง 2 เสียง ถอดถอน นริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย จากกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และมติ 206 ต่อ 15 เสียง บัตรเสีย 3 เสียง ถอดถอน อุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย สลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอประธานรัฐสภาก่อนเข้าสู่การประชุมรัฐสภา

ส่งผลให้ นริศร และอุดมเดช ถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐหรือการรับราชการเป็นเวลา 5 ปี และยังถือเป็นการปิดฉากการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้อำนาจการถอดถอนไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง

อีกด้านหนึ่ง มติของ สนช.ที่ออกมาเช่นนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งเครือข่ายขั้วอำนาจเก่าที่ขาดสะบั้นจนยากจะปรองดอง

สอดรับกับอีกหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไล่มาตั้งแต่การลงมติของ สนช.ถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงการดำเนินคดีอาญาและไล่บี้เอาผิดทางแพ่ง ล่าสุดมีการลงนามในคำสั่งบังคับการปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท

จากที่ช่วงแรกเคยมีกระแสความพยายามต่อสายจับมือระหว่าง คสช.และขั้วอำนาจเก่า ประกอบกับที่ช่วงนั้นคดีความเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวแทบไม่เห็นความคืบหน้า

มิหนำซ้ำช่วงนั้นยังเคยปรากฏกระแสข่าวตระเตรียมวางตัวเตรียมปั้นนายกฯ จากขั้วอำนาจเก่ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายกลายเป็นกระแสผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ

สัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า สัมพันธ์ระหว่าง คสช.และเพื่อไทยขาดสะบั้น จนกลายเป็นเส้นขนานที่ยากจะบรรจบกันได้คือ การลงมติของ สนช.ครั้งนี้ โดยเฉพาะในกรณีของ อุดมเดช

ดังจะเห็นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติ ปรากฏความเคลื่อนไหวพยายามไล่ล็อบบี้ สนช.ไม่ให้ถอดถอน อุดมเดช จนเช็กเสียงเบื้องต้น ปรากฏคะแนนที่จะโหวตไม่ถอดถอน อุดมเดช จำนวนไม่น้อย

ยิ่งได้ “บิ๊กนักการเมืองหญิง” ที่สนิทสนมกับ อุดมเดช มาช่วยล็อบบี้ด้วยตัวเองด้วยแล้ว แถมนักการเมืองหญิงคนดังกล่าวยังมีคอนเนกชั่นอันดีกับบิ๊กใน คสช.ยิ่งทำให้เสียงไม่ถอดถอนกลับมาแรง

ถึงขั้นที่ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สปช. ออกมาระบุว่า “ถ้าวันศุกร์นี้ สนช.ไม่ถอดถอนผู้กระทำผิดจะอธิบายสังคมอย่างไร รัฐบาลและ คสช.คงจะต้องรับผิดชอบไปด้วยหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดขนาดนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลเอกฉันท์ ถ้า สนช.ไม่ถอดถอน สงสัยจะต้องถอดถอนทั้งนริศร อุดมเดช และ สนช.ชุดนี้ไปพร้อมๆ กันหรือไม่”

สอดรับกับที่ คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สปช. ระบุว่า “กรณีนี้ไม่ใช่คดีถอดถอนเดี่ยวๆ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร”

รวมทั้งกระแสสังคมอีกด้านที่เริ่มออกมา “ดักคอ” กดดันการตัดสินใจของ สนช.ที่หากยังส่งสัญญาณอุ้ม อุดมเดช ย่อมมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นของ คสช.และสร้างปัญหาในอนาคต

โดยเฉพาะได้ฟังคำแถลงปิดคดีจากทั้ง สุภา ปิยะจิตติ ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงต่อ สนช. ชัดเจนว่า “ผู้ถูกกล่าวหา (อุดมเดช) มีการแก้ข้อกล่าวหาว่า การแก้ไขเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนประธานรัฐสภาสั่งบรรจุระเบียบวาระสามารถทำได้เพราะมีธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นการแก้ไขในทางที่ไม่ถูกต้อง 
เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีการกำหนดหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ดังนั้นการกล่าวอ้างว่าสามารถแก้ไขเนื้อหาในกฎหมายก่อนประธานรัฐสภาสั่งบรรจุได้จึงไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับการอ้างธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายย่อมไม่สามารถกระทำได้
เช่นกัน”

และฟังคำชี้แจงจาก อุดมเดช ที่ระบุว่า การดำเนินการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญก่อนเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาไม่ได้ดำเนินการโดยพลการ แต่ได้มอบให้เจ้าหน้าที่ของวิปรัฐบาลไปประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐสภา ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่า ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ

“ที่มีการกล่าวหาเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม และสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนทั่วไปอาจเข้าใจสับสนได้ ขอยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นการแก้ไขปรับปรุง หลังจากพบว่า
มีความบกพร่องไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

สุดท้ายการตัดสินใจลงมติถอดถอน  อุดมเดช ของ สนช.รอบนี้ จึงเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อไทยและ คสช.

 

ความรุนแรง ล้มข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463558

ความรุนแรง ล้มข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้น 12 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนกลไกการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

ไล่มาตั้งแต่การปรับกำลังถอนเจ้าหน้าที่จากกองทัพภาคอื่นๆ ออกจากพื้นที่ เหลือเพียงแค่กองกำลังจากกองทัพภาคที่ 4 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ อีกด้านหนึ่งมีการปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 จาก พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ เป็น พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช

สอดรับไปกับตำแหน่งในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตั้ง ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ รองเลขาธิการฯ ขึ้นมาเป็นเลขาฯ ศอ.บต.คนใหม่ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2559 แทน ภาณุ อุทัยรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ

รวมทั้งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ครม.ส่วนหน้า ตามอำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยมอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ

ครม.ส่วนหน้าที่ตั้งขึ้นมาจะมีหน้าที่ประสานงานระหว่าง ครม.และราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานงานกับ รมต.ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กํากับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประสานงานกับ คปต. กอ.รมน. ศอ.บต. จังหวัด ส่วนราชการ และภาคส่วนต่างๆ ในการเชื่อมโยงงานให้เกิดการบูรณาการ

น่าสังเกตตรงความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ พล.อ.อุดมเดช นำคณะ ครม.ส่วนหน้าเต็มคณะ ซึ่งมีสมาชิก 13 คน ได้รับความเห็นชอบให้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. และลงพื้นที่เป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ ครม.ส่วนหน้าได้ประชุมร่วมกับคณะร่วมกับผู้นำศาสนาและตัวแทนคณะกรรมการอิสลาม 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พร้อมพบปะตัวแทนชาวไทยพุทธในพื้นที่ รวมทั้งได้มอบนโยบายการทำงานให้กับตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ซึ่งรวมถึงงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี

แต่คล้อยหลังไม่กี่ชั่วโมงกลับเกิดเหตุรุนแรงที่ จ.ปัตตานี 6 จุด 
จ.นราธิวาส 2 จุด
 จ.สงขลา 4 จุด รวมมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย จากเหตุการณ์ 1.คนร้ายยิง ซาฟูวัน มะลี บาดเจ็บ ที่ ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 2.วางระเบิดพื้นที่บ้านพระพุทธ ต.เทพา อ.จะนะ จ.สงขลา ชาวบ้านบาดเจ็บ 3 ราย 
3.เผายางรถบนเส้นทางพื้นที่บ้านกอตอ ต.ละหาร จ.ปัตตานี 
4.เหตุการณ์ยิงกันที่บ้านกะลาพอ ต.เตราะบอน จ.ปัตตานี 
5.ยิงหม้อแปลงไฟฟ้าเสียหายที่ จ.ปัตตานี
 6.วางระเบิดหน้าศูนย์รถยนต์อีซูซุจะนะ จ.สงขลา 7.ยิงหม้อแปลงไฟ หน้าห้างโลตัสจะนะ จ.สงขลา

8.ระเบิดไฟฟ้าหักโค่นขวางเส้นทาง 42 
9.ยิง รปภ.ศูนย์รถยนต์อีซูซุจะนะเสียชีวิต จ.สงขลา
 10.วางระเบิดร้านสะดวกซื้อปั๊มน้ำมันขาไปหาดใหญ่ 
11.วางระเบิดเสาไฟฟ้าเสียหาย 6 ต้น พื้นที่บ้านบาโงมูลง ต.เตราะบอน จ.ปัตตานี
 12.วางระเบิดทางเข้า อบต.กาเยาะมาตี ไม่มีผู้บาดเจ็บ

ก่อนหน้ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ้างแต่ไม่รุนแรงเท่ารอบนี้ ไม่ว่าจะเป็น เหตุระเบิดตลาดโต้รุ่ง ถนนพิพิธ เทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2559 มีชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 20 ราย หนึ่งในนั้นมีนักเรียนหญิงชั้น ม.6 ที่ถูกสะเก็ดระเบิดอาการสาหัสจนต้องตัดขาซ้าย

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหลายฝ่ายออกมาประณามผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง เพราะมีผู้บริสุทธิ์ต้องมารับผลกระทบจำนวนมาก

จนมาถึงความรุนแรงรอบใหม่ที่แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบไปถึงเวทีพูดคุยเพื่อสันติภาพที่เริ่มต้นไปแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. เมื่อ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกคณะไปพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างที่กรุงกัมลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือเรื่องพื้นที่ปลอดภัย

การเจรจารอบนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปพอสมควร เพราะท่าทีของมาราปัตตานียอมโอนอ่อนผ่อนตามกับเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ต่อรองยื่นข้อเสนอให้ฝ่ายไทยยอมรับเสียก่อน

จุดที่น่าวิเคราะห์อยู่ตรงที่กระบวนการก่อเหตุในพื้นที่ยังเป็นบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต ซึ่งเป็นตัวจริงมีบทบาทในพื้นที่ แถมยังอ่อนไหวกับข้อตำหนิมากขึ้น สังเกตได้จากการก่อเหตุรอบนี้ หลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบกระเทือนไปถึงผู้บริสุทธิ์เหมือนรอบที่ผ่านมาซึ่งถูกโจมตีอย่างหนัก

อีกทั้งท่าทีของบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนตอาจดูจะมีเป้าหมายไม่เห็นด้วยกับการเจรจาสันติภาพ เรื่องการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากการรวมกลุ่มเป็นมาราปัตตานีจะทำให้ลดบทบาทบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต ซึ่งมีกำลังในพื้นที่แต่จะไม่มีบทบาทในโต๊ะเจรจา

นับจากเหตุการณ์นี้จึงต้องติดตามกระบวนการเจรจาเพื่อสันติสุขรอบต่อไป ว่าจะสามารถผลักเป้าหมายการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยที่ตั้งต้นมาแล้วให้สำเร็จลุล่วงได้มากน้อยแค่ไหน

 

เสียงสะท้อนยูเอ็น กลุ่มหมิ่น112ขยับยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463345

เสียงสะท้อนยูเอ็น กลุ่มหมิ่น112ขยับยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly – UNGA) จัดประชุมวาระพิเศษเพื่อแสดงความอาลัยและสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อยนักกับการเปิดให้ประธานกลุ่มภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวคำถวายสดุดีเพื่อแสดงความอาลัย

ซาแมนทา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ในสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ การกระทำสิ่งอันเป็นประโยชน์ คือการแสวงหาหนทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส หนทางเดียวที่จะทรงรู้ได้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ จะเข้าใจได้ถึงปัญหาที่ประชาชนประสบอยู่ คือการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่นั้น

ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีแนวพระราชดำริที่สร้างสรรค์และทรงพระปรีชาสามารถ ทรงจดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์ 40 ฉบับ ส่วนใหญ่มาจากการคิดค้นและทรงทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ราษฎรทั้งสิ้น พระราชดำริของพระองค์ผนวกการอนุรักษ์กับการพัฒนามนุษย์ไว้ด้วยกัน ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมคือความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาวนั้น เป็นแนวทางที่ในหลวงทรงล้ำหน้ามาหลายทศวรรษ

เมื่อครั้งกลับมาเยือนสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2503 ตามคำเชิญของประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ พระองค์ได้ตรัสสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐ ขณะพระชนมายุเพียง 32 พรรษา ว่า คุณค่าสูงสุดสำหรับคนไทยคือครอบครัว คนในครอบครัวจะช่วยเหลือกันในยามยาก การให้คือคุณค่าในตัวเอง ผู้ให้ไม่คาดหวังจะได้ยินคาสรรเสริญเยินยอหรือผลตอบแทนใดๆ

พระราชดำรัสของพระองค์สะท้อนวิถีการแสวงหาหนทางที่เป็นประโยชน์กับพสกนิกร ชีวิตแห่งการให้ และการบำเพ็ญประโยชน์ในทุกๆ วัน มิใช่เพื่อการแซ่ซ้อง และไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่เป็นการทำเพื่อครอบครัว พระองค์ถือว่าทุกคนในประเทศเป็นครอบครัวของพระองค์ คนไทยโชคดีเหลือเกินที่มีในหลวงเป็นสมาชิกในครอบครัว และคนทั่วโลกโชคดีที่ได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตจากพระองค์

เมื่อทั่วโลกพร้อมใจกันถวายสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ยิ่งทำให้การแซ่ซ้องสรรเสริญพระบารมีแผ่ขจรขจายเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง

ที่สำคัญนี่ย่อมทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามกฎหมายประมวลอาญามาตรา 112 เคลื่อนไหวได้ยากขึ้น จากก่อนหน้านี้หลายรายที่เคยถูกออกหมายเรียกหมายจับมีอันต้องหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ยังใช้พื้นที่ต่างแดนเคลื่อนไหวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างต่อเนื่อง เมื่อกฎหมายของไทยไม่อำนวยให้ติดตามตัวบุคคลเหล่านี้กลับมาดำเนินคดีได้ง่ายนัก

สอดรับกับความเคลื่อนไหวของภาครัฐเวลานี้ ที่เปิดเกมรุกสกัดการเคลื่อนไหวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงนามไปถึงเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย 7 ประเทศ ที่มีผู้กระทำผิดมาตรา 112 จำนวน 19 ราย พักอาศัย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การติดตามเอาผิดบุคคลเหล่านี้ดูจะไม่ได้รับการตอบสนอง ถึงขั้นทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ใช้พื้นที่ต่างประเทศเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เมื่อบางประเทศยังไม่เข้าใจกฎหมายของไทย โดยเฉพาะเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แต่หลังจากรุกเคลื่อนไหวหนักในช่วงนี้ พล.อ.ไพบูลย์ ชี้แจงว่า  ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายประเทศ ที่มีการโทรศัพท์ตอบกลับมา มีการตื่นตัวและให้ความร่วมมือ

สอดรับกับข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เปิดเผยว่า ข้อมูลก่อนวันที่ 13 ต.ค.  มีคดีกระทำผิด 112 จำนวน 167 คดี หลังจากนั้นมีตามมาอีกจำนวน 25 คดี ซึ่งได้ตัวมาดำเนินคดีแล้ว 10 ราย อีก 15 ราย กำลังดำเนินการเร่งติดตามตัว

ส่วนในโซเชียลมีเดียพบเว็บเพจที่มีลักษณะเข้าข่ายบิดเบือน 800 เพจ  ที่อยู่ระหว่างการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานไว้ใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งไม่ว่าการกระทำผิดนั้นจะเกิดขึ้นในหรือนอกประเทศ

อีกด้าน ทางกองทัพบกยังเปิดป้ายศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ที่จะเป็นอีกกลไกสร้างความเข้าใจให้ประชาชน จากที่ปัจจุบันพบการแชร์และส่งต่อข้อมูลบางครั้งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง และจะไปสร้างความเสียหายให้กับบุคคลและประเทศชาติ และกระทบความมั่นคง

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้กระบวนการสกัดการเคลื่อนไหวที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีพลังมากขึ้น และนั่นทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวที่ขัดมาตรา 112 ขยับได้ยากขึ้น

 

มธ.ผุดโมเดลช่วยชาวนา กระจายข้าวถึงผู้บริโภคตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463332

มธ.ผุดโมเดลช่วยชาวนา กระจายข้าวถึงผู้บริโภคตรง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รังสิต วิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และสภาพนักงานมหาวิทยาลัย มธ.จัดกิจกรรมเปิดพื้นที่นำร่องให้ชาวนาเครือข่ายขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภค โดยนำเสนอโมเดลการบริหารจัดการข้าวอย่างยั่งยืน ร่วมสร้างคุณค่าให้ข้าวไทย ผลักดันการจัดตั้ง โรงสีชุมชน เปิดพื้นที่รับซื้อข้าวจากมือชาวนา เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ภายใต้ชื่อโครงการเรารักชาวนา “ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย”

จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. ระบุว่า มหาวิทยาลัยมีปณิธานในการยืนยันต่อสู้กับความยากจนและความเป็นธรรม โดยเฉพาะปัญหาชาวนาถือเป็นเรื่องที่ มธ.ให้ความสนใจ เพราะปัญหาข้าวเป็นเรื่องใหญ่

จิตติ กล่าวว่า เพราะมีโครงสร้างการผลิต การตลาด ผูกพันโยงทั้งการเมือง การค้า และอื่นๆ มากมาย ทำให้ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถแก้ได้อย่างสมบูรณ์ และเรื่องดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ตามลำพัง แต่พยายามทำให้ดีที่สุดในฐานะที่เป็นสถาบัน

ขณะเดียวกัน มธ.มีหลากภาคส่วนทำหน้าที่เรื่องดังกล่าวเพื่อหาทางออกให้รัฐบาล ทั้งในการรณรงค์สร้างความเข้าใจให้สังคม ปัญหาไม่ใช่มีเม็ดเงินมาจำนำหรือประกันราคาข้าว แต่ข้าวเป็นปัญหาใหญ่เนื่องด้วยหลายประเทศเพิ่มผลผลิตเพื่อลดการนำเข้าจนไทยส่ง ออกอยู่ในอันดับ 3

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้เป็นเรื่องในเชิงโครงสร้าง โดยมหาวิทยาลัยจะมีการรวบรวมเอารายชื่อของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เป็นลูกชาวนา หรือแม้นักศึกษาที่ไม่ใช่ลูกชาวนามาช่วยในการแก้ไขปัญหา โดยจะให้นักศึกษาเหล่านี้ตั้งเป็นกลุ่มเพื่อเอาองค์ความรู้ไปดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ส่วนปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจะทำอย่างไรให้ชาวนาสามารถมีช่องทางระบายข้าวอย่างเป็นธรรม มธ.วางแผน 3 ระบบ 1.การเปิดช่องทางการตลาดตรงให้เกษตรกร โดย มธ.จะเปิดให้ขายทุกวันพุธที่มหาวิทยาลัย 2.จะมีการจัดพรีออร์เดอร์เพื่อส่งให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนกับ มธ. เพื่อนำสินค้าขายตรงกับผู้บริโภค และ 3.จะทำทะเบียนข้อมูลเกษตรกรผลิตข้าวหลายชนิด หลายเกรด ระบุราคาและพื้นที่ผลิตข้าว ซึ่งจะปรากฏในเฟซบุ๊กและเว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อกลางในการขายข้าว

ขณะที่ สุทธิกร อุ่นแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า จากการวิจัยศึกษาข้าวในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นนั้น รัฐพยายามทำพอสมควรโดยเฉพาะในเรื่องการผลิต

ทว่าแต่ในระยะยาวต้องปรับเพื่อยกระดับข้าว เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้น อยู่กับความต้องการของตลาดโลก ดังนั้นสิ่งที่ควรทายกตัวอย่าง เช่น ไวน์ แม้เป็นองุ่นพันธุ์เดียวกัน เมื่อชิมแล้วอาจไม่แตกต่างกันในรสชาติ แต่ทำไมถึงต่างกันเรื่องราคา ดังนั้นจำเป็นต้องยกระดับข้าวในแต่ละพื้นที่ให้มีความเฉพาะเจาะจงแตกต่างกัน

ทั้งนี้ ถ้าสามารถผลักดันได้ก็สร้างแบรนด์ได้ ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อสร้างสตอรี่ประกอบขายให้กับคนกินได้มีความรู้สึกถึงคุณค่าและประโยชน์ เนื่องด้วยข้าวแต่ละสีก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นจำเป็นต้องต่อยอดขึ้นไป เพราะคนต้องการข้าวที่มีคุณภาพ อีกทั้งต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐ เอกชน และที่สำคัญคือ ภาคประชาชน

“ภาครัฐจำเป็นต้องร่วมมือกับภาคการศึกษาเพื่อช่วยในการให้ความรู้ข้อมูลกับเกษตรกร และปัญหาติดขัด โดยเฉพาะการกระจายสินค้าขายตรงถึงผู้บริโภค ภาครัฐจำเป็นต้องลดราคาค่าขนส่ง เพื่อเป็นการเปิดตลาดให้กับเกษตรกร”

 

ด้าน พรพิมล บุญศิริ ประธานสภา พนักงานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นโครงการ เนื่องด้วยผู้บริหารและคณะบุคลากรมหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงต้องการช่วยเหลือชาวนาไม่มากก็น้อย พร้อมทั้งได้ประสานตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำร่องและดูตลาดรองรับ

อย่างไรก็ดี สภาพนักงานถือเป็นส่วนสื่อสารกับผู้บริโภคได้ทุกหน่วย จึงอยากให้มหาวิทยาลัยช่วยบริหารจัดการในเรื่องดังกล่าว เพราะคน กทม. หรือคนเมือง ไม่เข้าใจถึงพันธุ์ข้าว แม้นักวิชาการเกษตรจะบอกว่าข้าวชนิดนี้ดี รสชาติเดียวกับข้าวหอมมะลิ แต่ผู้บริโภคก็ยังต้องการข้าวหอมมะลิมากกว่า ดังนั้นจึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องนี้ว่าสินค้าข้าวแต่ละอย่างเป็นอย่างไร เพราะอาจได้ดีและถูกกว่าข้าวหอมมะลิ

กนกพร ดิษฐกระจันทร์ ประธานส่งเสริมเกษตรกรอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ยอมรับว่า ทางกลุ่มเกิดจากการรวมตัวของชาวนาที่เป็นหนี้แล้วมารื้อฟื้นอาชีพนี้ และลดต้นทุนด้วยการเป็นเกษตรอินทรีย์แต่ที่ผ่านมาไม่มีทุนไปหารับรองมาตรฐานการผลิตข้าว แต่ใช้วิธีการชวนผู้บริโภคไปดำนาจนเป็นการขายตรงส่วนหนึ่งให้กับผู้บริโภค

“เรามีปัญหาการตลาด เพราะข้าวมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่ปลูกกันในกลุ่มเป็นพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งเกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ แต่คนติดข้าวหอมมะลิ ทำให้เกิดการควบคุมจากผู้บริโภค ทำให้กลุ่มมีปัญหาในเรื่องดังกล่าว”

ทั้งนี้ ชาวนาส่วนใหญ่เป็นหนี้จำเป็นต้องขายข้าวอินทรีย์ให้กับโรงสี แม้ตั้งใจจะทำโดยไม่ใช้สารเคมี แต่การทำข้าวแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตต่างกัน อีกทั้งคนไม่เข้าใจพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์ต่างกันอย่างไร ต้องใช้เวลากระบวนการขนาดไหนกว่าจะได้ผลผลิต

ทองแดง ชมพูกาศ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษบ้านดอนเพชร จ.อุทัยธานี สะท้อนว่า อยากฝากไปถึงรัฐบาลโดยอยากให้เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ก่อนข้าวออก ไม่ใช่ข้าวออกมาแล้วค่อยส่งเสริม เพราะเป็นการสร้างโอกาสให้กับพ่อค้าคนกลาง แทนที่ประโยชน์จะตกอยู่ในมือเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ยาก ขั้นตอนเยอะ ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องขายข้าวให้กับโรงสี เพราะไม่สามารถกักเก็บเพื่อรอราคาข้าวดีขึ้นแล้วค่อยทยอยขายให้โรงสี