พระอัจฉริยภาพด้านรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/461963

พระอัจฉริยภาพด้านรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พสกนิกรคนไทยส่วนใหญ่เห็นนั้น จะเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเพื่อต่อสู้กับปัญหาความยากจน แต่ยังมีพระราชกรณียกิจอีกด้านหนึ่งที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจริยภาพ คือ พระราชกรณียกิจด้านกฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ

“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยเขียนบทความเรื่อง “พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” ลงในหนังสือ “รัฐสภาไทยใต้ร่มพระบารมี 60 ปีทรงครองราชย์” ซึ่งมีเนื้อหาบอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความตอนหนึ่งดังนี้

ในห้วงเวลาเกือบ 8 ปีนี้ ผมและสมาชิกวุฒิสภาได้รับพระมหากรุณาธิคุณและความรู้ในทางรัฐธรรมนูญจากพระองค์ท่านทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยากที่จะหาจากที่ใดได้

อันฐานะของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ยังไม่เคยปรากฏว่ามีคำอธิบายใดเกี่ยวกับฐานะและหน้าที่ของวุฒิสภาได้แจ่มชัดเท่ากับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอธิบายไว้ในพระราชดำรัสที่มีต่อสมาชิกวุฒิสภาในการเข้าเฝ้าฯ ดังกล่าวข้างต้นว่า

“…หน้าที่หรือฐานะพิเศษของวุฒิสมาชิกนี้ เป็นการทำประโยชน์อย่างยิ่ง หน้าที่นี้เป็นการเชื่อมระหว่างประชาชนกับรัฐบาล หรือฝ่ายประชาชนกับฝ่ายที่ปกครองประเทศ อาจท้วงว่าผู้ที่เป็นคนเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายปกครองนั้นก็คือ ผู้แทนราษฎร คำว่า ‘ผู้แทน’ ก็หมายความว่าเป็นผู้ที่ประชาชนได้มอบหมาย เขาก็พูดกันว่าวุฒิสมาชิกนี้มิได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่การที่กล่าวว่าวุฒิสมาชิกเป็นตัวเชื่อมระหว่างราษฎรกับฝ่ายที่ปกครองนั้น เพราะว่าแต่ละคนเป็นผู้ที่มีความสามารถมีวุฒินั้นเอง สามารถที่จะเข้าใจถึงความต้องการของส่วนรวมและได้มาแสดงในวุฒิสภาก่อน และในที่สุดในวุฒิสภาจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนและฝ่ายปกครอง

ฉะนั้น หน้าที่ของวุฒิสมาชิกนี้จึงมีความแตกต่างจากหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎร และสามารถที่จะทำประโยชน์แก่ประเทศชาติได้มาก โดยที่ท่านเป็นผู้ที่มีวุฒินั้นนะ ในทีนี้ก็มีวุฒิในทางความสามารถและมีวุฒิในทางวัยวุฒิด้วย ไม่มีความรู้สึกที่รุนแรง เป็นคนที่มีความรู้สึกที่สุขุม จึงสามารถหาทางแก้ปัญหาได้อย่างสุขุมและถูกต้องอย่างดี ฉะนั้นหน้าที่ของวุฒิสมาชิกนี้ มิใช่เพียงที่จะมาคัดค้านสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นผู้ที่รวบรวมความสุขุม ความรู้ ความสามารถ เป็นการสรุปความรู้ ความสามารถ ความสุขุมของประชาชนทั่วประเทศ จึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก…”

คำอธิบายดังกล่าวข้างต้น นับว่าเป็นพระอัจฉริยภาพในเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างทรงคุณค่ายิ่ง และนำความปลื้มปีติมาสู่สมาชิกวุฒิสภาในครั้งนั้นอย่างหาที่เปรียบมิได้

ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีการจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ที่เรียกกันว่า สสร.) จำนวน 99 คนนั้น เมื่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญได้นำสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าเฝ้าฯ พระราชดำรัสที่พระราชทานต่อคณะผู้เข้าเฝ้าฯ ยังได้แสดงถึงพระปรีชาในการร่างรัฐธรรมนูญที่ทรงคุณค่าแก่การเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

เป็นที่น่าเสียดายว่า สสร. มิได้ตระหนักถึง “แก่น” แห่งพระราชดำรัสดังกล่าว จึงร่างรัฐธรรมนูญไว้ถึง 336 มาตรา เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา และมีรายละเอียดมากมายที่เมื่อมาถึงปัจจุบันก็พบว่ารายละเอียดเหล่านั้นก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติจนหลายเรื่องยากที่จะแก้ไข

เมื่อ สสร.ร่างเสร็จแล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างนั้นประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป บทบัญญัติต่างๆ ที่บัญญัติไว้ ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่สมาชิกของทั้งสองสภาอย่างรุนแรง และเสียงส่วนใหญ่ของทั้งสองสภาจะรู้สึกว่ารับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันคณะผู้ร่างได้ทำการประชาสัมพันธ์และปลุกกระแสในหมู่ประชาชนเพื่อบีบบังคับให้รัฐสภา “ต้องรับ” โดยจะเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างใดมิได้ ในขณะที่กำลังมืดแปดด้านอยู่นั้น ได้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนำพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวมาแจ้งให้ทราบว่า ทรงมีพระราชดำริว่า

“…ไม่ว่าจะมีมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ล้วนแต่มีปัญหา ถ้าลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในทันที เพราะคงจะเกิดความวุ่นวายขึ้น แต่ถ้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็สร้างปัญหาในวันข้างหน้า แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้านั้น ทุกฝ่ายยังมีเวลา มีสติ และได้เห็นบทเรียน ซึ่งจะสามารถทำให้แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้นได้…”

พระราชดำรัสดังกล่าวนับเป็นแสงสว่างให้สามารถไปชี้แจงต่อมวลสมาชิกได้ทันต่อเวลา และเป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่พร้อมใจกันรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมโดยแท้

ในวันที่ 10 ธ.ค. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในรัฐพิธีวันรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ในระหว่างที่พระฉันอาหารเพล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงปรนนิบัติสมเด็จพระสังฆราช ผมได้รับการจัดให้ปรนนิบัติพระองค์ ถัดมาจึงมีโอกาสได้นั่งติดกับที่ประทับและได้รับฟังพระราชดำรัสในเรื่องต่างๆ เมื่อมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้น ในตอนหนึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสถามว่า “ได้เตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้บ้างแล้วหรือยัง” ผมได้กราบบังคมทูลว่า “เพียงแต่จะคิด ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่กล้าคิดเลยพระพุทธเจ้าค่ะ”

เมื่อมาหวนคิดดูในวันนี้ ทำให้เล็งเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น น่าจะได้ทรงเล็งเห็นมาแต่ต้น แต่ในส่วนตัวผมนั้น โดยที่ในขณะนั้นสังคมยังตื่นเต้นและชื่นชมกับรัฐธรรมนูญ และคณะ สสร.ก็ยัง “หวง” เสียยิ่งกว่างูจงอางหวงไข่ จึงทำให้เกิดภยาคติ ไม่กล้าคิดอะไรในขณะนั้น ต่อเมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปอีกหลายปี จึงได้ค่อยๆ ทำเครื่องหมายแห่งปัญหาไว้ที่บทบัญญัติของแต่ละเรื่อง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เพียงแต่ทรงศึกษาวิชารัฐธรรมนูญมาอย่างลึกซึ้ง หากแต่ภายใต้รัชกาลของพระองค์ได้ครอบคลุมรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ที่ใช้ปกครองประเทศไทย จึงทรงรอบรู้และผ่านปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในทุกรูปแบบมาอย่างยาวนาน ในหลายเรื่องที่ทรงแก้ไขวิกฤตของประเทศให้กลับคืนสู่ปกติสุข ได้สร้างต้นแบบและแนวทางของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” ได้อย่างแยบยล และเป็นที่ยอมรับนับถือของนักวิชาการทางกฎหมายมหาชนอย่างถ้วนหน้า ทรงเป็นพระประมุขของประเทศที่ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ มามากกว่าประมุขของประเทศใดๆ ในโลกนี้

 

ร่างกฎหมายลูกประกอบรธน. ปัจจัยชี้ขาดขยับโรดแมป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/461830

ร่างกฎหมายลูกประกอบรธน. ปัจจัยชี้ขาดขยับโรดแมป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าเวลานี้สถานการณ์ทางการเมืองภายนอกจะสงบนิ่งด้วยบรรยากาศแห่งความอาลัย แต่ในอีกด้านแล้วการเมืองกำลังมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญอยู่ไม่น้อย

หนึ่งในนั้นคือ การนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติและคำถามพ่วงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้มีผลบังคับใช้

โดยเวลานี้คณะรัฐมนตรีกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนทางธุรการเพื่อเตรียมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดช่วงต้นเดือน พ.ย. จากนั้นจะมีเวลาอีก 90 วัน เพื่อรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

แต่กระนั้น ในระหว่างรอปรากฏว่าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เริ่มมีความคืบหน้าเป็นระยะ

ในทางกฎหมาย แม้กฎหมายลูกจะยังไม่ได้ออกจากแท่นสตาร์ท เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติและคำถามพ่วงจะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ กรธ.ก็ได้เดินหน้าเขียนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไปบ้างแล้ว

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีความคืบหน้ามากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 4.พรรคการเมือง โดยในวันที่ 25 ต.ค. ทาง กรธ.จะประชุมพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง

เมื่อกลับมาพิเคราะห์เงื่อนไขเรื่องเวลาตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 กำหนดไว้ พอประเมินได้เบื้องต้นว่าประเทศอาจจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ. 2560 ซึ่งจะเป็นหลักกิโลเมตรแรกทางการเมืองที่สำคัญว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นช่วงปลายปี 2560 หรือไม่

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ กรธ.มีหน้าที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 240 วัน สนช.มีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน

อีกทั้งยังมีกระบวนการต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ.ให้พิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบนั้นตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ภายใน 10 วัน

ถ้าเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา ก็สามารถส่งให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สนช. และ กรธ. ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกัน และส่งให้ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งภายใน 15 วัน ในกรณีนี้ถ้า สนช.เห็นชอบด้วยมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่กระบวนการให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

จากบนสมมติฐานที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ปลายเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ. 2560 เท่ากับว่ากระบวนการตรากฎหมายลูกน่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในประมาณ  10 เดือน หรือราวเดือน พ.ย. 2560 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ทันที เพราะการกำหนดวันเลือกตั้งจะต้องอยู่ภายใน 150 วัน นับตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

ภายใต้สถานการณ์และเงื่อนไขเวลาเหล่านี้ จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การเลือกตั้งจะมีขึ้นต้นปี 2561 ไม่ใช่ภายใน 2560 ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางเอาไว้

ในมุมของ กรธ.นั้นก็รู้ถึงเหตุปัจจัยที่มีผลให้โรดแมปต้องเคลื่อนออกไปเช่นกัน มิเช่นนั้น “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. จึงไม่สั่งให้ กรธ.ดำเนินการจัดทำไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมกับออกมาย้ำกับสื่อมวลชนหลายครั้งว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะสามารถส่งถึงมือ สนช.ได้ไม่เกิน 2-3 วัน หลังจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ โดยไม่จำเป็นต้องรอถึง 240 วัน

กรธ.ทราบดีว่าหากการเลือกตั้งที่กำหนดเดิมในช่วงปลายปี 2560 ต้องเลื่อนออกไปเป็นต้นปี 2561 แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งที่ต้องเลื่อนออกไป ย่อมหมายถึงกระแสกดดัน คสช.มากขึ้นเช่นกัน

ต้องไม่ลืมว่าปัจจุบัน คสช.อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลานานพอสมควร เมื่อเทียบกับการอยู่ในอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยิ่ง คสช.ไม่เร่งดำเนินการส่งมอบอำนาจคืนให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งเร็วเท่าไหร่ กระแสกดดันก็จะพุ่งตรงมาที่ คสช.มากขึ้นเท่านั้น

สะท้อนได้จากการที่ฝ่ายตรงข้ามกล้าออกมาวิจารณ์ คสช.ในทำนองรุนแรงและติติงถึงความผิดพลาดในการบริหารงานของ คสช.มากขึ้น เนื่องจากรู้ดีว่า คสช.กำลังจะหมดอำนาจ ประกอบกับพยายามสกัดไม่ให้ คสช.กลับมามีอำนาจผ่านการเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการเลือกของที่ประชุมรัฐสภา

ดังนั้น ในสถานการณ์และภาวะแบบนี้ กรธ.จึงต้องออกแรงเร่งรัดขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วขึ้น เพื่อช่วยอุ้ม คสช.ให้ผ่านสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ไปให้ได้ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น คำว่า “เสียของ” จะติดตัว คสช.ไปอีกนานแสนนาน

 

ไล่เบี้ย “ยิ่งลักษณ์” ปิดฉากรีเทิร์นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 10:07 น   http://www.posttoday.com/analysis/politic/461655

ไล่เบี้ย "ยิ่งลักษณ์" ปิดฉากรีเทิร์นการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการติดตามทวงค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในส่วนของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อ วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ในนาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว 35,717,273,028 บาท

ทั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนหลังจากคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางละเมิดมีมติให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่กระทรวงการคลังเป็นเงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้ หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินมาตรการทางปกครองตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางปกครอง พ.ศ. 2539 ต่อไป

ส่วนในกรณีที่อดีตนายกฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็จะมีคำสั่งเตือนอีกภายใน 15 วัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องไปฟ้องศาลปกครอง และในกรณีอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว สามารถร้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วันนับแต่วันรับคำสั่งดังกล่าว

โดยตามขั้นตอน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า ระหว่างนี้จะไม่มีการยึดและอายัดทรัพย์อะไรทั้งสิ้น

กระบวนการนับจากนี้ ยิ่งลักษณ์ยังจะต้องต่อสู้ตามช่องทางที่่เปิดไว้ ตามที่ระบุว่า “ดิฉันขอยืนยันจะใช้สิทธิทุกช่องทาง ทางกฎหมายที่มีในการต่อสู้ครั้งนี้ และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ รวมถึงการใช้คำสั่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรม และจะเปิดแถลงการณ์ในเวลาอันควร เพราะเป็นช่วงที่คนไทยทั้งประเทศโศกเศร้า เราคิดว่าเราคงจะไม่พูดอะไรมากในตอนนี้”

เมื่อพิจารณาประเด็นของทางทีมทนายความ ยิ่งลักษณ์ที่เตรียมยื่นขออุทธรณ์คำสั่ง มีเนื้อหาประมาณ 10 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือประเด็นความไม่ชัดเจนเรื่องตัวเลข 3.5 หมื่นล้านบาท ว่ามาจากไหนเพราะไม่ตรงกับที่ จิรชัย มูลทองโร่ย ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว เคยระบุเอาไว้ตั้งแต่จำนวน 5 แสนล้านบาท จากนั้นระบุเป็น 2.8 แสนล้านบาท รวมทั้งประเด็นเรียกเก็บ 20% จากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ส่วนอีก 80% ยังไม่ระบุว่าจะเก็บจากใคร

การไล่เบี้ยติดตามทวงเงินมาชดใช้ความเสียหายที่กำลังเดินไปนี้ อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้เส้นทางการเมืองของ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยิ่งตีบตันจนยากจะหวนคืนกลับมาเป็นนักการเมืองได้อีก

หากจำได้ “ดาบแรก” กับมติ 190 ต่อ 18 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ลงมติถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีมาแล้วรอบหนึ่ง

ด้วยกรอบเวลาที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งรอบหน้าในปลายปี 2560 นั้น ทำให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถลงสนามเลือกตั้งรอบนี้ได้ทันอยู่แล้ว หากจะกลับมาอีกครั้งคงต้องรอพ้นโทษแบน 5 ปี แต่ทว่าด้วยกระบวนการไล่เช็กบิลทางแพ่งรอบใหม่นี้อาจเป็นตัวแปรทำให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จำเป็นต้องยุติบทบาททางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ประการแรกด้วยมูลค่าความเสียหายที่ต้องชดใช้ถึง 3.5 หมื่นล้านบาทนั้น คงยากที่จะชดใช้ได้หมด หากจะไล่ยึดจากทรัพย์สินส่วนตัวก็คงทำให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ขึ้นชื่อว่าอยู่ในตระกูลร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของมหาเศรษฐีเมืองไทย มีอันต้องหมดตัวในชั่วพริบตา ยังไม่รวมกับกรณีที่อาจถูกฟ้องร้องให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายต่อไป

ด้วย “สถานภาพ” และ “ภาพลักษณ์” ของยิ่งลักษณ์ คงกลายเป็นเป้าให้ถูกโจมตีทางการเมืองในอนาคต และไม่เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยที่ต้องพลอยเสียหายตามไปด้วย

ยังไม่รวมกับ “บาดแผล” ที่เกิดขึ้นย่อมทำให้ ยิ่งลักษณ์ เข็ดขยาดกับการเมืองจนไม่อยากเอาอนาคตของตัวเองเข้ามาเสี่ยงอีกรอบ ไม่ว่าจะในฐานะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง ยิ่งหากย้อนไปดูสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ จะเห็นว่าต้องถูกแรงเสียดทานอย่างหนักหน่วงจากรอบด้านจนสะบักสะบอมจนถึงวันพ้นจากตำแหน่ง

ประการสำคัญยังอยู่ที่โครงการรับจำนำข้าวที่จะกลายเป็นบาดแผลสำคัญให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกไปโจมตีตั้งแต่การหาเสียงทางการเมืองว่าครั้งหนึ่งเคยทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งการค้า การเกษตร และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา ที่ประเมินแล้วเสียหายรุนแรงหลายแสนล้านบาท

ดังนั้น ในฐานะคนควบคุมทิศทางตลอดจนรับผิดชอบการดำเนินการคงหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกโจมตีต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต ซึ่งมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่น แถมยากที่จะได้รับความไว้วางใจหรือคะแนนสนับสนุนจากชาวนาอย่างล้นหลามเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีแต่จะทำให้อนาคตทางการเมืองของยิ่งลักษณ์มืดมน ยากจะหวนคืนสนามเลือกตั้งได้อีก

 

ขจัดข่าวลือ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/461281

ขจัดข่าวลือ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางความโศกเศร้าของพสกนิกรทั่วประเทศ กระแสข่าวลือหลายอย่างกระพือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแถมยังไร้ทิศทางการควบคุมป้องกัน ในขณะที่การออกมาชี้แจงนำเสนอข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับยังล่าช้าไม่ทันการณ์

ยิ่งการสื่อสารยุคปัจจุบันหลายเรื่องมีต้นทางมาจากการแชร์หรือโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งยากต่อการตรวจสอบความถูกต้อง หรือที่มาที่ไป แต่กระจายได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดได้อย่างกว้างขวาง

ที่สำคัญข่าวลือที่แชร์ต่อๆ กันในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายเรื่องบานปลายจนกระทบต่อความมั่นคงที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหาในอนาคต โดยไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงสร้างความกระจ่างหรืออธิบายข้อเท็จจริง

ในช่วงเวลาเปราะบางเช่นนี้สงครามข่าวสารจึงเป็นเรื่องใหญ่และเป็นบทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลรวมทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

ย้อนไปก่อนหน้านี้จะเห็นว่าทิศทางการทำงานของภาครัฐดูจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับ และปล่อยให้หลายต่อหลายเรื่องเงียบหายไปอย่างไร้คำอธิบายถึงที่มาที่ไป ไม่ต้องพูดถึงหาต้นตอคนปล่อยข่าวมาเอาผิด

หากจำได้ช่วงก่อนหน้านี้เคยมีข่าวเกิดขึ้นในทำนองเพื่อหวัง “ทุบหุ้น” จนหุ้นตกอย่างหนักก่อนขยับขึ้นมาท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความตั้งใจให้เกิดขึ้นเพื่อทำกำไรจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาแม้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงว่า อย่าไปฟังข่าวลืออะไรให้มากนัก ขอให้นักลงทุนมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย เชื่อว่าทุกคนเป็นห่วงในสุขภาพของพระองค์ท่าน แต่ในเรื่องข่าวลือต่างๆ ขอให้ฟังจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว อย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่ชอบปล่อยข่าวลือเพื่อทุบหุ้น เพื่อแสวงหาประโยชน์

“ต่างชาติเขารอคอยจะเก็บหุ้น แต่คนไทยกลับทุบหุ้นกันเอง อย่ากังวลอะไรจนเกินไป ให้มั่นใจในประเทศไทย กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์มีการหารือและดูแลเป็นอย่างดี ไม่ต้องตกใจ”

พร้อมระบุว่า ให้ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวทุบหุ้น ซึ่งเรื่องนี้ควรจะทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อนอกจากจะทำให้เกิดความชัดเจนถูกต้องแล้ว ยังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้อีกในอนาคต

ยังไม่รวมกับข่าวลืออีกหลายเรื่องที่ตามมาหลังจากการออกมาแจ้งเตือน “ก่อการร้าย” จากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ว่าการข่าวแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่มีความพยายามจ้องก่อเหตุในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ทางฝั่งรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือทำความกระจ่าง หรือแม้แต่อธิบายถึงที่มาที่ไป ตลอดจนความคืบหน้าหลังการแจ้งเตือน ซึ่งต่อมามีทั้งการข่าวการติดตามตัว
บุกค้น ตามสถานที่ต่างๆ แต่กลับไม่มีคำชี้แจงว่าเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายอย่างไร

รวมไปถึงข่าวการจับกุมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายจุดที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียที่ยังไม่มีความชัดเจนจากทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อการร้ายอย่างไร

หรือล่าสุดกับข่าวคราวหลังความสูญเสียครั้งใหญ่ของคนทั้งประเทศ ที่ต่อมาเกิดกระแสข่าวต่างๆ ตามมามากมายโดยเฉพาะเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่สื่อต่างประเทศยังมีความสงสัยในหลายประเด็น จนนำเสนอข้อมูลบางอย่างที่คลาดเคลื่อน

ปัญหาตรงนี้ทำให้ทาง วิษณุเครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกทาง เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และตัวแทนจาก อสมท มาทำความเข้าใจแนวทางการประชาสัมพันธ์ ตามแนวทางสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อทำให้เกิดความชัดเจน ทั้งการขึ้นสืบราชสมบัติ การบรมราชาภิเษก

อีกด้านหนึ่งยังเริ่มปรากฏข่าวแพร่สะพัดเรื่องการแอบอ้างขอให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ โดยเสียค่าใช้จ่ายคืนละ 2 หมื่นบาท ซึ่งต่อมากรมประชาสัมพันธ์ ออกประกาศเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อความที่แอบอ้างในสังคมออนไลน์

สถานการณ์เวลานี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญติดตามกระแสข่าวที่แพร่สะพัด หากพบความผิดพลาด บิดเบือน ต้องเร่งดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจให้ถูกต้องไม่ให้บานปลายลุกลามเป็นปัญหาในอนาคต

แน่นอนรัฐบาลเองก็เข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นถึงขั้นมอบหมายให้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด มานั่งรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

การทำงานด้านข้อมูลข่าวสารเวลานี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของรัฐบาล

 

ตัวแทนของประชาชน ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/461280

ตัวแทนของประชาชน ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหนึ่งที่อยู่เคียงคู่กับประเทศไทยมาอย่างช้านาน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่บัญญัติให้พระราชสถานะของพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งการบัญญัติไว้เช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าฐานะของพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะสูงสุดของประเทศ และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนเสมอมา

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 นำมาซึ่งรูปแบบการปกครองที่แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งพระมหากษัตริย์ได้พระราชทานคำแนะนำในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนเสมอมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่ายนิติบัญญัติที่มีสถานะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสที่เป็นประโยชน์ไว้หลายต่อหลายครั้งตลอดการครองราชย์ 70 ปี โดยในหนังสือ “ธ ทรงเป็นร่มฉัตรรัฐสภา” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้อย่างน่าสนใจ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2493-4 มี.ค. 2548 รวมทั้งสิ้น 33 ครั้ง โดยในรัฐพิธีเปิดประชุมแต่ละครั้ง จะพระราชทานพระราชดำรัสเปิดประชุมทุกครั้ง เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้แก่บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชน

อย่างเช่น พระราชดำรัสในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมวิสามัญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2493 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งสิ้นสุดลง มีใจความว่า “ท่านทั้งหลายคงจะตระหนักใจอยู่ว่า เหตุการณ์ของโลกกำลังอยู่ในระยะอันจะผันแปรไปสู่ทางร้ายหรือทางดีก็หามีผู้ใดอาจพยากรณ์ได้ไม่ เท่าที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้มีการขัดแย้งกันในทางลัทธิการเมือง แม้ใกล้ประเทศเรานี้เองก็ถึงกับประหัตประหารกันด้วยอาวุธ ด้วยมีความเห็นแตกแยกกัน สถานการณ์เช่นนี้ย่อมจะก่อให้เกิดความวิตกอยู่บ้างว่าจะเป็นการกระทบกระเทือนถึงประเทศไทยเพียงใด แต่ข้าพเจ้ามีความพอใจที่เห็นประเทศชาติของเรายังสามารถรักษาความสงบสุขไว้ได้ดี…

…ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้มีความตั้งใจในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่บ้านเมืองและประชาราษฎร โดยตั้งมั่นในสามัคคีธรรมและพร้อมใจกันร่วมมือในการดำเนินการของรัฐสภาให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราให้มีวัฒนาถาวรสืบไป”

เช่นเดียวกับหลังจากเหตุการณ์มหาวิปโยค ในวันที่ 14 ต.ค. 2516 ที่นำมาสู่การตั้งสมัชชาแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2516 ตอนหนึ่งว่า “สมาชิกแห่งสมัชชาจะต้องกระทำหน้าที่ของท่านโดยสุจริตยุติธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ อาชีพ วิชาการ ตลอดจนทรรศนะความคิดเห็นอันกว้างขวางในประเทศของเราอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ รวมทั้งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร อันจักได้ประกาศใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองต่อไป

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าท่านทุกคนที่มาประชุม ณ ที่นี้ มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง และมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทั้งปวง และด้วยความมั่นใจนี้ ข้าพเจ้าขอมอบหมายให้ท่านร่วมกันเลือกผู้ที่สมควรจะได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป”

ส่วนพระราชดำรัสในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2548 ซึ่งเป็นการเปิดประชุมด้วยพระองค์เองเป็นครั้งสุดท้ายนั้นมีเนื้อหาสำคัญตอนหนึ่งว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคราวนี้ ประชาชนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การปกครองประเทศดำเนินเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ต่อแต่นี้ไปจึงเป็นภาระและความรับผิดชอบโดยตรงของท่านทั้งหลาย ที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ ให้งานของแผ่นดินดำเนินก้าวหน้าไปโดยถูกต้อง เที่ยงตรง และบังเกิดผลที่พึงประสงค์ทุกด้าน

ดังนั้น เรื่องราวและปัญหาใดๆ ที่เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ จึงควรจะได้พิจารณาปรึกษาตกลงกัน ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความสามัคคีปรองดอง และด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด”

 

ในหลวงทรงงาน ต้นแบบการปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/461092

ในหลวงทรงงาน ต้นแบบการปฏิรูปประเทศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ปรากฏว่าได้ประกาศ นโยบายสำคัญ คือ การปฏิรูปประเทศ โดย คสช.มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมกัน ในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลายชุดพยายามดำเนินการมาตลอด แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก

ส่วนหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปประเทศไม่ค่อยมีความต่อเนื่องเพื่อให้เกิดรูปธรรม เพราะปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลแต่ละชุดมีอายุการทำงานน้อย ส่งผลให้นโยบายการบริหารประเทศขาดความต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อ คสช.ขึ้นมาทำหน้าที่พร้อมกับอำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 จึงถูกตั้งความหวังว่า คสช.จะทำงานยากให้ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือการรัฐประหาร สุดท้ายเมื่อเข้ามาก็ต้องพ้นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ใช่กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะพระองค์ได้ทรงงานตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ 70 ปี โดยเฉพาะในเรื่องการวางแนวทางการ ปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงดำเนินการและพระราชทาน คำแนะนำมาโดยตลอด

ในหนังสือ “9 แผ่นดินของการปฏิรูประบบราชการ” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ได้บันทึกพระราชกรณียกิจของพระองค์ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาและปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อยกฐานะประชาชนผู้ยากไร้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี และทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนา คนทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สาธารณสุข รวมทั้งความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกระดับ ดังพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2517 โดยมีความตอนหนึ่งว่า

“…ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือ ความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อนด้วยวิธีการที่ประหยัด ระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป

หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยมิได้คำนึงถึงความสมดุลและความสัมพันธ์อันสอดคล้องในองค์ประกอบต่างๆ อย่างเพียงพอ อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศล้มเหลวได้…

…การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัว ให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นอันเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้โดยแน่นอน”

พระราชกรณียกิจ ต้นแบบการบริหารจัดการสมัยใหม่ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น การพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งร่างกายและจิตใจ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม วิธีการที่ทรงใช้เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการสมัยใหม่

ภาครัฐให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย์ โดยเริ่มกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 8 เป็นต้นมา ด้วยแนวคิดที่ว่า “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่สมดุล ทั้งบุคคล สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสร้างระบบการบริหารจัดการภายในให้มีคุณภาพทุกระดับ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2499 คือ สร้างโรงเรียนสำหรับเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร พระราชทาน ความเกื้อหนุนการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ตั้งแต่ประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา เป็นพระราชกรณียกิจ ช่วยงานบ้านเมือง ก่อนที่รัฐบาลจะปฏิบัติได้ทั่วถึง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงงานในลักษณะ ที่เป็นโครงการที่มียุทธศาสตร์ มีกรอบเวลาปฏิบัติ เห็นได้จากขั้นตอนการ ดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีการจัดทำแผนงานและโครงการ โดยก่อนพระราชทานโครงการใดจะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง แล้วพระราชทานความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วตามที่ประชาชนต้องการ

ทั้งหมดนี้ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงวางรากฐานเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไว้ให้หมดแล้ว เหลือเพียงแค่การมาต่อ ยอดให้ประสบความสำเร็จเท่านั้น

 

ตั้ง’อัศวิน’คุมกทม. สร้างเอกภาพดูแลความสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/461090

ตั้ง'อัศวิน'คุมกทม. สร้างเอกภาพดูแลความสงบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ฉบับที่ 64/2559 กำหนดให้ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ้นจากตำแหน่ง และให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม. ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และให้มีรองผู้ว่าฯ ไม่เกิน 4 คน

ทั้งนี้  มีผลจนกว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หรือ คสช. มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่น อีกทั้งในคำสั่งนี้ยังกำหนดให้การแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้ว่าฯ กทม. กระทำได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี

รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีอาจสั่งให้ผู้ว่าฯ กทม. หรือรองผู้ว่าฯ กทม. ออกจากตำแหน่งได้เมื่อมีกรณีแสดงให้เห็นว่า ได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือปฏิบัติการหรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควรปฏิบัติในลักษณะที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่ กทม.

ถอดรหัสคำสั่ง คสช.ฉบับนี้สะท้อนให้เห็น คือ หนึ่ง ต้องการ “ตัดตอน” ปล่อยให้เรื่องฉาวใน กทม.เป็นเรื่องของทีมบริหารชุดเก่าที่จะต้องรับผิดชอบตามผลการสอบสวนต่อไป สอง สะท้อนสภาพปัญหาในปัจจุบัน จนทำให้ คสช.ไม่อาจนิ่งนอนใจ

เมื่อก่อนหน้านี้ คสช.เคยออก คำสั่ง “พักงาน” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ไปแล้วรอบหนึ่ง หลังจากเข้าไปมีส่วนพัวพันกับความไม่โปร่งใสในหลายโครงการ ของ กทม. พร้อมกับปล่อยให้ระบบ ทุกอย่างเดินต่อไปตามกลไกของข้าราชการ กทม. และรองผู้ว่าฯ กทม. ที่ยังทำหน้าที่ต่อไป

แต่ด้วยข้อจำกัดส่งผลให้การทำงานในช่วงนั้นไม่อาจเกิดประสิทธิภาพได้เต็มที่ ทั้งอำนาจหน้าที่ของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าฯ กทม. ความเป็นเอกภาพภายในฝ่ายบริหาร กทม. ตลอดจนข้าราชการ กทม.ที่ไม่รู้จะรับฟังคำสั่งหรือให้น้ำหนักไปทางไหน

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องแนวนโยบายทิศทางการทำงานที่จะต้องเห็นความชัดเจนจากผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ดังนั้นเมื่อขาดความชัดเจน การทำงานส่วนใหญ่จึงทำได้แต่ตั้งรับกับปัญหาเฉพาะหน้าที่จะเกิดขึ้น

งานใหญ่ที่หลายคนเป็นห่วงช่วงนี้ คือ เรื่อง “น้ำท่วม” ซึ่งยังไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ยิ่งมีข้อจำกัดเรื่องผู้มีอำนาจสูงสุดเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มอุปสรรคในการทำงานมากขึ้น ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานจำเป็นต้องทำให้เกิดความชัดเจนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

เช่นเดียวกับงานอื่นๆ ใน กทม. ที่จำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบสูงสุดที่ชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานทุกอย่างเดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ กทม.ถือเป็นหัวใจและศูนย์กลางการบริหารที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งต้องคอยประสานงานพระราชพิธีซึ่งเป็นงานใหญ่ของคนทั้งชาติ

หากปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพก่อนหน้านี้ ย่อมไม่เป็นผลดี เพราะ ด้านหนึ่งวาระการดำรงตำแหน่งของ ผู้ว่าฯ กทม.ชุดเก่าก็ใกล้จะหมดวาระ และไม่รู้ว่าจะสามารถเลือกตั้งรอบใหม่ได้อีกทีเมื่อไหร่ การแต่งตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ให้มาทำหน้าที่ย่อมเป็นทางเลือก ที่ดีกว่า

แถมหากดูชื่อชั้นของ พล.ต.อ.อัศวิน ก็เป็นที่ยอมรับได้ในหลายประเด็น เริ่มตั้งแต่เรื่องประสบการณ์การทำงานในฐานะรองผู้ว่าฯ กทม.ที่เรียนรู้งานใน กทม.มาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้สามารถเริ่มงานได้อย่างไม่ขาดตอน ทำให้ทุกอย่างราบรื่นกว่าจะตั้งคนอื่นขึ้นมาทำงาน

ในแง่การบทบาทและสถานะส่วนตัว พล.ต.อ.อัศวิน ก็เป็นที่ยอมรับ ของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งประชาธิปัตย์ที่สนับสนุนให้ไปนั่งเป็นตำแหน่งรอง ผู้ว่าฯ กทม.ตั้งแต่แรก รวมไปถึงยังสนิทสนมกับฝั่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. แถมยังประสานงานได้กับฝั่งอื่นๆ ทั้งเพื่อไทย หรือเสื้อแดง

ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นคนที่ คสช.ไว้วางใจ ดังนั้นการเข้ามาทำหน้าที่จึงเต็มไปด้วยความเหมาะสม เพราะหากดูผลงานที่ผ่านมา ก็ถือว่าตอบโจทย์ในสถานการณ์ปัจจุบัน

เริ่มตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ที่ได้รับฉายาว่า “อัศวินปิดจ๊อบ” เนื่องจากมีผลการทำงานที่ดุดัน รวดเร็ว ก่อนหน้านั้นผลสำรวจจากเอแบคโพล ระบุว่า เป็นนายตำรวจที่เป็นตำรวจมือปราบ ที่ประชาชนรู้สึกชื่นชอบและบรรเทาเหตุอาชญากรรมได้มากที่สุดคนหนึ่ง

อีกทั้งหนึ่งในภารกิจสำคัญเวลานี้ของ กทม. คือ การเฝ้าระวัง “ก่อการร้าย” ที่มีการแจ้งเตือนมาตั้งแต่เมื่อต้นเดือน และอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนติดตามหาเบาะแส ซึ่งปรากฏร่องรอยให้เห็นเป็นระยะ

อีกด้านงาน กทม. ที่ พล.ต.อ.อัศวิน รับผิดชอบสมัยเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. คือ การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยทั่ว กทม. การจัดพื้นที่ข้างทาง ตลอดจนพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬ  ซึ่งแต่ละเรื่องที่ถือเป็นเรื่องสำคัญตามแนวทางของ คสช.

การวางตัว พล.ต.อ.อัศวิน มารับตำแหน่งสำคัญครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปสอดคล้องกับโรดแมปของ คสช. กับภารกิจข้างหน้าที่ไม่ต้องการให้เกิดการสะดุด

ส่วนจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปนานขนาดไหนก็อยู่ที่นายกฯ ซึ่งมีอำนาจจะเสนอให้ คสช.มีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกต่อไป

 

เดินหน้าโรดแมป อย่าลืม ‘ปรองดอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/460907

เดินหน้าโรดแมป อย่าลืม 'ปรองดอง'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าประเทศไทยและคนไทยทั่วโลกจะอยู่ในภาวะโศกเศร้า ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศย้ำชัดเจนว่าประเทศจะต้องเดินหน้า

การประกาศเช่นนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ เท่ากับเป็นสัญญาที่ให้ต่อประชาชนแล้วว่าโรดแมปที่ คสช.วางเอาไว้ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกประการ

“เรื่องต่อไปที่ทุกคนอยากทราบว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนประเทศหยุดไม่ได้ ยิ่งต้องช่วยและร่วมมือกันในการสร้างความเข้าใจ รวมพลังกันขับเคลื่อน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เดินหน้าประเทศ ซึ่งวันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามโรดแมปทุกประการยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ฉะนั้นขอความร่วมมือว่าอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหาล่าช้า ขอร้องอย่าเพิ่งกระทำกันเลย ขอให้เห็นกับประเทศชาติก่อน ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเรื่องกฎหมายของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแมปเดิม คงไม่ต้องมาถามว่าเมื่อไรอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์ แถลงล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ต.ค.

โดยคาดว่าเมื่อกระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงเวลาใด กระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งให้กับรัฐบาลก็สามารถเริ่มได้ทันที

การขยับตัวเดินหน้าของรัฐบาลส่งผลให้แม่น้ำสายอื่นๆ มีความเคลื่อนไหวตามไปด้วย อย่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับที่อยู่ในความดูแลของ กรธ. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ย้ำชัดว่าจะเร่งพิจารณาต่อไป

โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง ซึ่ง กรธ.ดำเนินการไปแล้วกว่า 50% โดยมั่นใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ สามารถส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้ทันที

เช่นเดียวกับ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. เตรียมนัดประชุม สนช.ตามปกติในวันที่ 27-28 ต.ค.ตามปกติ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระ รวมไปถึงการดำเนินการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งในกรณีที่มีอดีต สส.พรรคเพื่อไทยปลอมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว.และการเสียบบัตรลงคะแนนแทนในระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ชัดเจนนอกเหนือไปจากการเดินหน้าตามโรดแมป คือ การสร้างความปรองดอง

ต้องยอมรับว่าเวลานี้เป็นช่วงที่คนไทยกำลังหลอมหัวใจเป็นดวงเดียวกันเพื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบกับฝ่ายการเมืองอยู่ในภาวะที่สงบนิ่งและไม่ค่อยปรากฏความเคลื่อนไหวมากนัก จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีมาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม หลังจากการสร้างความปรองดองเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยังไม่มีความคืบหน้าจากรัฐบาลมากนัก

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธานในขณะนั้น ได้รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นส่งไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาแล้ว โดยมีสาระสำคัญหลายประการ

1.การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคมต่อเหตุการณ์ และนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาสรุปบทเรียนในการป้องกันมิให้ประเทศชาติต้องประสบกับวิกฤตการณ์เช่นนี้อีก

2.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย การนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน อันเป็นหลักความยุติธรรมและกระบวนทัศน์แบบความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อช่วยนำพาสังคมไปสู่สันติภาพ ให้สังคมเดินหน้าต่อไป

3.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน ส่งเสริมให้มียุทธศาสตร์การสื่อสารกับสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจของประชาชนให้ตระหนักถึงผลจากการใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหาและผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจเพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ฝ่ายการเมืองค่อนข้างออกมาต่อต้าน คสช. เพราะไม่พอใจการทำงานของ คสช.และเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อการเมืองอยู่ในภาวะนิ่งสงบ ก็เป็นโอกาสดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะหยิบฉวยไว้

ดังนั้น อาจเรียกได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมไปด้วยข้อมูลและอำนาจ เหลือเพียงรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม พล.อ.ประยุทธ์ ก็น่าจะมีโอกาสเปิดพื้นที่เพื่อสร้างกระบวนการสันติภาพที่จะนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์

ถ้าเลือกจังหวะและเนื้อหาได้ถูก โอกาสที่การปรองดองจะเกิดขึ้นก็พอมีความเป็นไปได้ และถ้าทำได้ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม

 

5 ธันวาฯวันชาติไทย จุดเปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2559 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/460894

5 ธันวาฯวันชาติไทย จุดเปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากต่อการจัดกิจกรรม 5 ธ.ค. ซึ่งถือเป็นวันชาติไทย ในอนาคตจะเป็นเช่นไรต่อไป ภายหลังสำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แจกแจงทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวว่า “อย่าเพิ่งไปพูดถึง แต่การจัดงานวันชาติของสถานทูตไทยในต่างประเทศ สามารถทำได้แต่ต้องจัดให้เล็กลงเนื่องจากเป็นภาวะทุกข์โศก” เป็นคำให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งกับสื่อมวลชน

อย่างไรก็ดี ความเป็นมาของวันชาตินั้น เดิมในอดีตกำหนดให้วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ถือเป็นวันชาติ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จึงเริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2481 และเริ่มงานฉลองตั้งแต่ปี 2482

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2481 รัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (ยศขณะนั้น) ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องวันชาติ ความว่า

“ด้วยคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษาและลงมติว่า วันที่ 24 มิถุนายน ย่อมถือว่าเป็นวันชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง วันชาติ ลงวันที่ 18 ก.ค. 2481

อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่ 24 มิ.ย. ถูกกำหนดให้เป็นวันชาติและใช้มาเป็นเวลา 21 ปี ก่อนถูกยกเลิกเวลาต่อมาในรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยในวันที่ 21 พ.ค. 2503 ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย ความว่า

“ด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันชาติไทยในวันที่ 24 มิ.ย.นั้น ได้ปรากฏในภายหลังว่า มีข้อที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ในด้านประชาชนและหนังสือพิมพ์ก็ได้เสนอแนะให้พิจารณาในเรื่องนี้หลายครั้งหลายคราว

คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา โดยมี พล.ต.พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คณะกรรมการนี้ได้พิจารณาแล้ว เสนอความเห็นว่า ประเทศต่างๆ ได้เลือกถือวันใดวันหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชนในชาติต่างๆ กัน

โดยถือเอาวันประกาศเอกราชวันอิสรภาพ วันตั้งถิ่นฐาน วันสาธารณรัฐ วันสถาปนาพระราชวงศ์ บ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติโดยทั่วไปนั้น ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติ เช่น ประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นต้น

แม้ประเทศไทยเราเองก็ได้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยมาแล้ว เพิ่งจะมากำหนดเอาวันที่ 24 มิ.ย. เป็นวันชาติเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในระยะหลังนี้เอง

คณะกรรมการฯ จึงมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยต่อไป โดยยกเลิกวันชาติในวันที่ 24 มิ.ย.เสีย

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบด้วย จึงได้ลงมติให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 ก.ค. 2481 เรื่องวันชาติ นั้นเสีย และให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยด้วยต่อไปตั้งแต่บัดนี้”

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย ลงวันที่ 21 พ.ค. 2503

 

พระราชทานคำสอน รัฐบาลต้องทำเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 12:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/460790

พระราชทานคำสอน รัฐบาลต้องทำเพื่อชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ซึ่งเป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยต่างรับรู้เป็นอย่างดี

ตลอดการครองราชย์เป็นเวลายาวนานถึง 70 ปีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศอย่างมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะทรงเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละชุด ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือวิธีการอื่นที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต้องยึดหลักซื่อสัตย์สุจริต

วันที่ 9 ต.ค. 2549 ทรงมีพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวทางให้กับ ครม.ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยมีสาระสำคัญดังนี้

“เข้าใจว่าท่านได้รับเลือกเฟ้นเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ หน้าที่นั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำด้วยความตั้งใจที่จะให้ได้ผลสำเร็จ คือ ผลสำเร็จไม่ได้หมายความว่า จะให้มีผลในทางวัตถุ แต่จะต้องทำให้ดี เพราะว่าแต่ละกระทรวงก็ต้องทำ และโดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ ประเทศก็กำลังผ่านวิกฤตการณ์ ไม่ใช่เฉพาะในทางที่ท่านต้องทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ต้องทำด้วยความสามารถ เพราะว่าประเทศชาติกำลังผ่านระยะที่วิกฤต ทั้งในด้านสถานการณ์ที่จะต้องใช้ความสามารถในทางที่จะให้ประเทศรุ่งเรืองได้ แม้แต่ธรรมชาติก็อันตรายอยู่”

“นอกจากนั้น เวลานี้บ้านเมืองได้รับความเดือดร้อน นอกจากน้ำท่วม ก็มีอย่างอื่น ที่มีคนเขาพูดมาก โดยเฉพาะไม่ใช่คนไทย คนต่างประเทศพูดว่า ประเทศไทยไม่ดี ก็จะต้องพยายามที่จะแก้ไข ถ้าไม่แก้ไข ประเทศก็เสียชื่อ แล้วก็เมื่อเสียชื่อแล้ว ก็จะเสียหายในเรื่องที่ประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเขาว่าว่าคนไทยไม่ดี ก็ทำให้คนไทย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ปกครอง แต่ทุกคนก็กลายเป็นคนไม่ดี ฉะนั้น ต้องพยายามแก้ไขอะไรที่ไม่ดี ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นงานที่ยาก หนัก ก็ขอให้ท่านได้มีกำลังใจปฏิบัติงาน เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ”

“ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะทำ ขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะทำ แม้มีเวลาน้อย แต่เชื่อว่าท่านทำได้ เพราะท่านก็มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ก็ขอให้ท่านได้ผ่านพ้นอุปสรรค และขอบใจที่ท่านรับหน้าที่อันหนักนี้ และขอให้ทำด้วยความเข้มแข็ง และขอให้ท่านสำเร็จในงานการที่ได้รับทำ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตการณ์ และมีความเจริญ มีความสำเร็จในการปฏิบัติ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ และมีร่างกายเข้มแข็ง แข็งแรง ไม่มีอะไรที่มาขัดขวาง ขอให้ได้รับความสำเร็จทุกประการ”

เช่นเดียวกับพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานให้กับ ครม.ชุดใหม่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2551

“ถ้าท่านทำงานเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นบุญ สำหรับประเทศ เพราะว่าประเทศต้องมีคนที่ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี ถ้ามิเช่นนั้น ไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานของประชาชนทั่วไปได้ดีนัก แต่ถ้าท่านได้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสุข ความเรียบร้อย ก็ทำให้ประเทศชาติผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนคนไทยทุกคนที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปโดยดี เพราะว่าทำให้สามารถที่จะมีความเป็นไทยได้”

“ขอให้พยายามที่จะปฏิบัติงานให้ดีที่สุดเพื่อให้เมืองไทยมีความเรียบร้อยมีความสุข ถ้าทำไม่ดีจะเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงหรือคนที่ทั่วไปทำไม่ดีคนหนึ่งคนใดก็ทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ ท่านมีหน้าที่สูงที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปด้วยดี ขอให้ปฏิบัติงานเพื่อความดีความสงบสุขของประเทศ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่สุด”

“หากทำได้ท่านเองก็มีความสุขประชาชนทั่วไปก็มีความสุขทั้งนั้น คนไหนจะทำอะไรก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ ถ้าท่านช่วยกันดูแลประเทศชาติมีความราบรื่นท่านเองก็มีความสุขเหมือนกัน ที่ท่านตั้งในจะปฏิบัติงานโดยดีนั้นเป็นความดีที่ถ้าจะทำสำหรับตัวเองและส่วนรวม ถ้าส่วนรวมอยู่ดีท่านก็อยู่ดี ขอให้ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยให้ประเทศชาติมีความราบรื่น ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงานแต่ละส่วนที่ท่านต้องทำ”

เหนืออื่นใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงเน้นย้ำถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ดังจะเห็นได้จากการมีพระราชดำรัสต่อ ครม.ชุดใหม่เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554

“ขอทุกท่านทำงานด้วยความตั้งใจอย่างดีที่สุดเพื่อผลสำเร็จของบ้านเมืองในทุกสาขา ในทุกด้านมีความพอใจในงานการ และมีความสำเร็จในงานการ ทำให้ประเทศชาติเป็นที่อยู่ที่สบายในโลก ซึ่งในโลกนี้มีความวุ่นวายพอแล้ว ขอให้ในประเทศไทยมีความเรียบร้อย”

“ขอแสดงความยินดีต่อคณะรัฐมนตรีที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่ และที่มากล่าวคำปฏิญาณว่า จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อความเจริญมั่นคงของประเทศชาตินี้ ขอให้ทำงานตามที่ได้กล่าวปฏิญาณ และสามารถปฏิบัติตามความตั้งใจ”

“ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในความมีผลสำเร็จ ท่านเอง ในส่วนตัวของท่านก็จะมีความพอใจ ถ้าท่านได้ตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการ และให้บ้านเมืองมีความสำเร็จตามที่ต้องการ ซึ่งถ้าประเทศไทยนั้น น่าจะมีได้”

“ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้มีความวุ่นวายอย่างยิ่ง เมืองไทยยังมีความวุ่นวายน้อย การรักษาความสงบสุขรักษาความสำเร็จที่ได้กระทำมาแต่ปางก่อน ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะมีความสำเร็จได้แล้ว จะมีความพอใจ”

บ้านเมืองจะพัง เพราะการทุจริต

นอกเหนือไปจากพระราชดำรัสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ ครม.ในหลายโอกาสแล้ว ยังมีอีกพระราชดำรัสหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นคำสอนที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง คือ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ว่าราชการจังหวัดระบบบูรณาการ (ผู้ว่าฯ ซีอีโอ) เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2546 ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยใจความสำคัญ ดังนี้

“ที่ใช้คำว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอก็เข้าใจว่าจะให้ทุกคนมีความรู้ทั่วทุกอย่าง และเมื่อมีปัญหาอะไรก็จะแก้ปัญหาได้ อันนี้ได้เคยถามทางซีอีโอว่า ท่านจะรู้ได้อย่างไร ท่านบอกว่า ก็ขอให้รองผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอทำตามปัญหาที่มีอยู่ ไม่ใช่ผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ไม่ต้อง ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย อันนี้ก็มีปัญหาอะไรที่จะมีผู้ว่าฯ ซีอีโอ เพราะว่าซีอีโอนี้เข้าใจว่า เป็นผู้ที่มีคำสั่งได้ คนไทยมีคำสั่งได้ ไม่เข้าใจในงาน ไม่รู้รายละเอียดของงานก็ลำบาก ทำไม่ได้”

“แต่เข้าใจว่าท่านได้ผ่านอบรมมา และมีผู้ที่เป็นผู้อบรม มีคุณภาพตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศมาสอนท่าน และท่านเข้าใจในการสอนนั้น ถ้าทำอย่างนั้นได้ก็ไม่ต้องให้โอวาทอะไรเลย เพราะว่าโอวาทนั้นจะมีไว้สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง แต่ท่านก็รู้เรื่อง แต่อยากจะสรุปหน้าที่ของท่านว่าท่านจะต้องปกครอง คำว่าปกครองนี้ก็หมายความว่า จัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนมีความเรียบร้อย มีความสามารถที่จะดำเนินชีวิตดีอย่างดี เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างนั้นจะต้องมีความรู้ในทั้งหลักวิชาต่างๆ”

“อีกข้อหนึ่งของซีอีโอ ข้อสุดท้ายคือประสานนั้น ต้องประสานงานไม่ใช่ประสานงา โดยมากเอะอะอะไรก็ประสานงากัน แล้วก็มีการทุจริต ทำอย่างไรจึงจะปราบทุจริตได้ ปราบทุจริตจะว่าเป็นเรื่องของตำรวจ เรื่องของศาล เป็นเรื่องของพระ ไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้ว่าฯ ซีอีโอ อย่าให้ข้าราชการชั้นไหน ชั้นใด ข้าราชการหรือประชาชนมีการทุจริต ถ้ามีทุจริตแล้วบ้านเมืองพัง ที่เมืองไทยพังมาเพราะว่ามีทุจริต”

“ท่านเป็นซีอีโอ แต่ซีอีโอมีเกษียณ และกฎหมายบอกต่ออายุไม่ได้ มีแต่ต่ออายุข้าราชการสำนัก ที่จะต่ออายุได้เพราะว่ามีกฎหมายที่ข้าราชการสำนักต่ออายุได้ ถึงเท่าไรก็ได้ เพราะไม่ทราบว่าลองไปพูดว่าผู้ว่าฯแข็งแรงให้ต่ออายุ เพราะว่าผู้ว่าฯ ซีอีโอต้องเป็นคนที่สุจริต ทุจริตไม่ได้”

“ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป ถ้าไม่ทุจริต ถ้าสุจริตและมีความตั้งใจในธรรม ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ถ้าอายุมากแล้วก็แข็งแรง แล้วสุจริตประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก เพราะว่าผู้ที่ทำด้วยความตั้งใจ เพียงแค่นี้จะให้พรให้อายุยืนเท่าไรๆ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะรัฐบาลยังไม่ให้ต่ออายุ ก็ขอให้อย่างน้อยถึงอายุ 60 ท่านแข็งแรงไม่มีไข้เจ็บอะไร ให้ปลอดภัยให้สามารถทำงานที่ต้องการ”