ตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โยนหินเช็กเรตติ้ง ‘ประยุทธ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/448202

ตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โยนหินเช็กเรตติ้ง 'ประยุทธ์'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่อาจมองเป็นอย่างอื่น เมื่อ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รีบออกมาจุดประเด็นเตรียมตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” ด้วยเจตนารมณ์เพื่อปฏิรูปพรรคการเมืองและนักการเมือง ปฏิรูปพระพุทธศาสนา และตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ที่สำคัญยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพรรคนี้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

นี่จึงถือเป็นการ “โยนหินถามทาง” หยั่งกระแสสังคมว่าพร้อมที่จะยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ โดยหยิบยกเอาผลประชามติรัฐธรรมนูญออกมาแบบสูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อประชาชนกว่า 16.8 ล้านคน หรือ 61.35% ลงมติเห็นชอบ ทิ้งห่างเสียงไม่เห็นชอบ 10.6 ล้านคน หรือ 38.65%

อีกทั้งในประเด็นคำถามพ่วงที่เปิดให้ สว.มีอำนาจเข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ประชาชน กว่า 15 ล้านคน หรือ 58.07% เห็นด้วยกับเรื่องนี้ มีเพียงแค่ประมาณ 11 ล้านเสียง หรือ 41.93% ที่ไม่เห็นด้วย

สัญญาณที่ปรากฏถูกหยิบมาตีความประชาชนกว่า 61% พร้อมใจกันส่งสัญญาณไม่เอานักการเมืองหรือการเมืองระบบเก่าที่วนอยู่กับปัญหา จึงพร้อมใจกันแสดงออกด้วยการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ถือเป็นฉบับปราบโกงที่มีกระบวนการคัดกรองนักการเมืองที่เข้มงวดและวางกลไกตรวจสอบการทำงานอย่างระบบ

ดังจะเห็นว่าฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ และ กทม. ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองใหญ่ กลับลงมติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ สวนทางกับเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ยิ่งกว่านั้นในส่วนของคำถามพ่วงซึ่งคะแนนเสียงออกมา ประชาชน 58% ที่เห็นชอบนั้น ถูกตีความว่าเป็นการเห็นชอบกับการเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกฯ ด้วยแรงสนับสนุนจากทั้ง สส. และ สว.

โดยเฉพาะกับ สว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลที่มาจากการสรรหา ผ่านคณะกรรมการสรรหาที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้กำหนดยิ่งทำให้เห็นเส้นทางว่าที่นายกรัฐมนตรีชัดเจนมากขึ้น

สอดรับกับที่ ไพบูลย์ ระบุว่า “คำถามพ่วงที่ประชาชนโหวตเห็นชอบกว่า 10 ล้านเสียง คงมีอุดมการณ์เดียวกับที่ตนเคยเสนอคือ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ เพราะถ้าไม่เห็นชอบก็คงไม่โหวตคำถามพ่วงให้ผ่านมากขนาดนี้ ดังนั้นเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากยังให้ความเห็นชอบ คสช. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อยู่”

แม้ว่าในความเป็นจริงเส้นทางที่วางไว้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับการจัดตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” ให้เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอนาคต

หากย้อนไปดูสถิติเมื่อการลงประชามติปี 2550 ที่ประชาชนเกินครึ่งลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่พรรคพลังประชาชนขณะนั้นก็ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากนั้น 3 เดือน พรรคพลังประชาชนก็ชนะได้เสียงท่วมท้น 233 เสียงจาก 480 เสียง ชนะการเลือกตั้ง สะท้อนว่าคะแนน “ประชามติ” กับ “เลือกตั้ง” อาจไม่ได้ไปทางเดียวกันแบบเหมารวมได้

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ “พรรคการเมืองใหม่” ที่เปลี่ยนรูปแบบจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยมี สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจมีบทบาททางการเมืองอย่างที่ตั้งใจ ไม่แม้แต่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

สะท้อนปรากฏการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน เมื่อครั้งนั้นแกนนำพันธมิตรฯ หลายคนยังคิดว่าเสียงสนับสนุนที่ออกมาร่วมชุมนุมจะเหนียวแน่นถึงขั้นหันมาสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ตามไปด้วย

สะท้อนให้เห็นว่าฐานเสียงทางการเมืองของพรรคการเมืองก็ยังมีความสำคัญต่อระบบการเลือกตั้ง ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้พรรคการเมืองใหม่เกิดได้ยาก

ยิ่งหากสุดท้ายผลการเลือกตั้งในอนาคตออกมามีพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเกินครึ่งหรือเกือบถึงครึ่ง ย่อมทำให้โอกาสที่จะเกิดปัญหาที่เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้จนต้องนำไปสู่เงื่อนไขเปิดให้ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของ สส.ของดเว้นกติกาเปิดให้ สว.เข้ามามีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรีได้เป็นไปได้ยาก

การจุดประเด็นรวบรวมพลพรรคร่วมก่อตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” จึงอาจไม่ได้หวังไปไกลถึงการมุ่งหวังหาที่นั่งในสภาเพื่อเดินหน้าการปฏิรูปการเมืองอย่างที่ประกาศ

แต่อาจเป็นเพียงแค่การหยั่งเสียงฟังกระแสจากสังคมว่ารับได้หรือไม่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านกลไกใช้เสียง สส. สว. ในกรณีที่ สส.ไม่อาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในรอบแรก

ยิ่งหากเสียงสะท้อนออกมาประชาชนไม่ได้คัดค้านหรือตั้งแง่กับการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะถูกถล่มว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. จากนั้นก็อาจค่อยตัดสินใจทางการเมืองในอนาคตก็ยังไม่สาย

 

กางปฎิทินดูโรดแมปคสช.พาประเทศสู่การเลือกตั้งปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/448140

กางปฎิทินดูโรดแมปคสช.พาประเทศสู่การเลือกตั้งปี60

“วิษณุ เครืองงาม” กางปฎิทินแจงโดรแมปหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งปลายปี60

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย (11ส.ค.59) เกี่ยวกับโรดแมปจากนี้ไป  ครม. คสช. กรธ. สนช.สปท.ต้องทำอะไรบ้าง -ปฏิรูปอะไร เลือกตั้งเมื่อไหร่ -รัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่-คสช.สิ้นสุดเมื่อไหร่ และมีเหตุปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้เลือกตั้งเร็วกว่าพ.ย.60  โดยมีการแจกแจงวันเดือนปีไว้อย่างน่าสนใจ  สรุปได้ดังนี้

1.ได้มีการนับหนึ่งตั้งแต่วันที่กกต.แถลงผลประชามติอย่างเป็นทางการ เป็นวันแรกที่กรธ.ต้องไปบรรจุคำถามพ่วง เขียนคำปรารภ บทเฉพาะกาล30วัน ก็จะตกวันที่10ส.ค.-11 ก.ย.

2.ส่งศาลรธน.ตรวจสอบสองส่วนของคำปรารภ คำถามพ่วงที่บรรจุในร่างรธน.เป็นเวลา30วัน  เท่ากับจะเสร็จสิ้นในวันที่ 10ต.ค.

3.นำเสนอนายกฯนำร่างรธน.ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ซึ่งขั้นตอนนี้ การโปรดเกล้าฯลงมาเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย จึงไปกำหนดอะไรไม่ได้ เพียงแต่คาดการณ์จะได้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ทันที ประมาณ พ.ย.59

ผลกระทบที่จะตามมาหลังรธน.ฉบับถาวรมีผลบังคับใช้

1.รธน.ฉบับชั่วคราวสิ้นสุดลง เกิดรธน.ใหม่ 279 มาตรา
2.ครม.จะพ้น เมื่อไหร่ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งได้ ครม.ใหม่โดยสมบูรณ์เมื่อมีการถวายสัตย์ฯ ครม.เก่ามีอันสิ้นสุด
3.คสช.อยู่ต่อไปจนกว่า ครม.ใหม่ถวายสัตย์ฯ ประมาณปี2561
4.เมื่อรธน.ใหม่ประกาศใช้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)เริ่มลงมือทำกม.ปฏิรูปประเทศ  120 วัน (ม.ค.-เม.ย.60)
5.สนช.ยังคงทำหน้าที่แต่เมื่อมีสว.ใหม่ สนช.มีอันต้องสิ้นสุด ทั้งนี้สนช.อยู่ต่อไปใกล้เลือกตั้ง ต.ค.-พ.ย.ปี60
6.กรธ.ยกร่างกม.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ใช้เวลา 8 เดือน แต่ใน 4 ฉบับที่เกี่ยวกับกม.เลือกตั้ง กรธ.ต้องทำให้เสร็จ 4 เดือน บวกกับนำเสนอให้สนช.พิจารณา 2 เดือน เมื่อกม.ลูก4ฉบับเสร็จ ประกาศใช้ ก็จัดเลือกตั้งได้ภายใน 150 วัน

“ระหว่างนี้ นายกฯได้แจ้งที่ประชุมครม.ให้มีการตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย เลขาคร. เลขาธิการนายกฯ เลขากฤษฎีกา ว่ามีอะไรที่จะทำตามรธน.ใหม่ เช่น การปฎิรูปการศึกษา การปฏิรูปตำรวจให้แล้วเสร็จภายใน1ปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง ซึ่งคสช.ยังคงใช้อำนาจตามมาตรา44 และใกล้เลือกตั้ง คสช.จะต้องสรรหาสว. โดยมีการตั้งกก.12คน เสนอชื่อให้คสช.เห็นชอบ”

ทั้งนี้ยืนยันว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี2560  ส่วนที่มีการคาดว่าสามารถทำให้การเลือกตั้งเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งความจริงสามารถทำได้แต่ทั้งนี้ทั้งนี้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยดังนี้
1 .อยู่ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่ากรธ. สนช. ฯลฯ ซึ่งในส่วนนี้ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมดอย่างไรก็ดีเราก็มีความพยายามให้การยกร่างกม.ลูกทำให้เสร็จโดยเร็ว
2. การกำหนดเลือกตั้ง ภายใน150 วัน ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมพรรคการเมืองต่างๆด้วย  ต้องคำนึงถึงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม อีกทั้ง กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง
3.ขึ้นอยู่กับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ถ้าสามารถเป็นไปตาม 3ปัจจัย นี้สามารถจัดเลือกตั้งได้เร็วขึ้น

 

จับตากรธ.ปรับที่มานายกฯ โรยกลีบกุหลาบให้คนนอก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447951

จับตากรธ.ปรับที่มานายกฯ โรยกลีบกุหลาบให้คนนอก?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีคำถามต่างๆ ตามมามากมาย เพราะร่างรัฐธรรมนูญกำลังจะกลับเข้าไปสู่กระบวนการแก้ไขอีกครั้ง ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงผ่านความเห็นชอบเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญ

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” เนื้อหาทั้งหมดในคำถามพ่วง

ทั้งนี้ กรธ.มีระยะเวลาปรับแก้เนื้อหาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ จากนั้นส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

หากศาลวินิจฉัยว่าไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็เดินหน้า นายกรัฐมนตรีสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ทันที แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กรธ.ต้องแก้ไขให้ตรงกับความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

เท่ากับว่าในช่วงเวลา 2 เดือนโดยประมาณ จะมีคำถามที่พุ่งมายัง กรธ.อย่างรุนแรงว่าจะปรับปรุงบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรีให้มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ในเชิงเทคนิคแล้ว การมีคำถามพ่วงเข้ามาทำให้บทบัญญัติเดิมที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ ที่ กรธ.ได้วางเอาไว้ต้องถูกแก้ไขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวคือ เดิมที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ตอนรับสมัคร สส. แต่หากเกิดกรณีที่สภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลในบัญชีดังกล่าวได้ ให้ไปขอมติจากที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.) เพื่อขอให้ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สภาสามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองได้

แต่เมื่อมีคำถามพ่วงเข้ามา ทำให้เกิดปัญหาว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากคนในบัญชีของพรรคการเมืองได้แล้ว จะมีทางแก้ไขอย่างไร?

ทั้งนี้ มีหลายสูตรที่มีการประเมินไว้ว่า กรธ.อาจจะบัญญัติไว้ เช่น การให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติร่วมกันเพื่อเลือกนายกฯ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง แต่ยังคงให้สภาเป็นฝ่ายเสนอชื่ออยู่ หรือให้รัฐสภามีมติแบบกรณีแรก แต่ให้วุฒิสภาเป็นฝ่ายเสนอชื่อแทนสภา หรือให้จัดเลือกตั้งใหม่เพื่อมอบการตัดสินใจให้กับประชาชนอีกครั้ง

ทุกสูตรมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ท่ามกลางเงื่อนไขและสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ และที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มมีท่าทีต่อประเด็นการเข้ามาเป็นนายกฯ คนนอกที่น่าสนใจพอสมควร

“ยังไม่ตอบตอนนี้ และยังไม่เกี่ยวกับตน แต่เป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้มุ่งหวังที่ตน แต่หวังว่าหากตั้งรัฐบาลไม่ได้ จึงจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอก จึงขออย่าเปิดประเด็นใหม่ อย่างที่ตนบอกแล้วว่าอย่าไปกลัวผีที่มองไม่เห็น เพราะตอนนี้ยังมีผีหลอกหลอนอีกเยอะ ตนกำลังทำยันต์กันผีอยู่” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.

เป็นท่าทีที่ค่อนข้างต่างจากเคยบอกก่อนหน้านี้ว่า ตัวเองจะไม่ขอกลับมาเป็นนายกฯ อีก และเมื่อมาประกอบกับสถานการณ์ที่ กรธ.กำลังจะแก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับที่มาของนายกฯ ด้วยแล้ว ยิ่งมีผลให้ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีนายกฯ หลังจากการเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็น สส.เพิ่มมากขึ้น โดยมีชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นเต็งหนึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงื่อนไขทางกฎหมายและสถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างเอื้อให้นายกฯ คนนอกเข้ามาบริหารประเทศ

เริ่มตั้งแต่ระบบเลือกตั้ง สส. “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวมาคำนวณหา สส.ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ไม่ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภา ในทางกลับกันเป็นการทำให้สภาพที่พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองเข้าร่วมรัฐบาล

อีกทั้งวุฒิสภายังมีอำนาจต่อรองในการเลือกนายกฯ ด้วย เพราะมีเสียงในรัฐสภาถึง 250 เสียงจากทั้งหมด 750 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มีอำนาจต่อรองสูงพอสมควร

เว้นเสียแต่พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะรวบรวมเสียงในสภาได้เกิน 375 เสียงเพื่อให้คนของตัวเองเป็นนายกฯ ถ้าทำได้ เสียงของ สว.ก็จะไม่มีความหมาย แต่ในทางปฏิบัติแล้วต้องถือว่าหืดขึ้นคอพอสมควร

เมื่อเงื่อนไขทางกฎหมายไม่ได้อำนวยให้สามารถตั้งรัฐบาลด้วยระบบปกติได้สะดวกมากนัก แต่เปิดทางด่วนพิเศษเอาไว้ โอกาสของการตั้งรัฐบาลด้วยเงื่อนไขพิเศษย่อมมีความเป็นไปได้สูง และคนที่เหมาะที่สุดคงหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์

เหลือเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นว่าจะตัดสินใจเข้าเป็นผู้นำประเทศโดยมีนักการเมืองเป็นบริวารหรือไม่เท่านั้น

 

ผลประชามติสะเทือน เร่งพรรคการเมืองปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447751

ผลประชามติสะเทือน เร่งพรรคการเมืองปรับตัว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้กำลังเป็นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้หลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ให้ สว.และ สส.ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรีผ่านการทำประชามติ

ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบความถูกต้องของการทำประชามติ พร้อมกับรับรองผลคะแนนและส่งมาให้คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อนั้น กรธ.จะสามารถลงมือนำคำถามพ่วงมาปรับเพื่อบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการนี้ กรธ.ต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขของ กรธ.สอดคล้องกับผลการออกเสียงหรือไม่ ถ้าการแก้ไขของ กรธ.มีปัญหา กรธ.จำเป็นต้องนำความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงให้เสร็จภายใน 15 วัน ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขของ กรธ.ถูกต้องแล้ว จะเป็นหน้าที่ของนายกฯ ในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไปเช่นกัน

ทั้งนี้ มีการคาดกันว่าประเทศไทยจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมด้วยคำถามพ่วงอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน ธ.ค. จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับที่ต้องให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สส.ปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561

อย่างไรก็ตาม ผลของการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. นอกจากจะเป็นการพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามแนวทางของ คสช.แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นสัญญาณทางการเมืองบางประการที่ประชาชนส่งมาให้กับพรรคการเมืองด้วย

กล่าวคือ พรรคการเมืองไม่สามารถชี้นำให้ประชาชนคล้อยตามได้

ต้องไม่ลืมว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งในอดีตทั้งสามพรรคมีจำนวน สส.รวมกันเกือบเต็มสภา ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ทว่าสุดท้ายผลการลงคะแนนกลับเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

“พรรคเพื่อไทย” มีฐานที่มั่นในภาคอีสานและภาคเหนือ ปรากฏว่าแพ้อย่างหมดรูปเมื่อเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550

ภาคเหนือ ปี 2550 เห็นชอบ 54.47% ไม่เห็นชอบ 45.53% มาในปี 2559 คนภาคเหนือก็ยังคงให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารเหมือนเดิม แต่ให้ความเห็นชอบในตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เห็นชอบ 57.67% ไม่เห็นชอบ 42.33%

ไม่ต่างอะไรกับภาคอีสาน แม้จะไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจากทหารทั้งของปี 2550 และ 2559 แต่กลับพบว่ามีคะแนนที่ไม่เห็นชอบลดลง โดยปี 2550 ไม่เห็นชอบ 62.80% เห็นชอบ 37.20% ปี 2559 ไม่เห็นชอบ 51.42% เห็นชอบ 48.58%

พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานสำคัญใน กทม. แต่คนเมืองหลวงลงมติเห็นชอบ 69.43% ไม่เห็นชอบ 30.57% เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่เห็นชอบ 65.69% ไม่เห็นชอบ 34.31% แต่ความคิดของคน กทม.ที่สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่หนักเท่าความคิดของประชาชนใน ภาคใต้ที่เห็นแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคนภาคใต้ลงมติเห็นชอบ 76.65% และไม่เห็นชอบ 23.35% ทั้งๆ ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงต่อสาธารณะ

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนานั้นก็เผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ต่างกับสองพรรคการเมืองใหญ่ เพราะจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรค 4 จังหวัดต่างลงประชามติหักหน้าแกนนำพรรคอย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วย สุพรรณบุรี เห็นชอบ 60.8% ไม่เห็นชอบ 39.2% อ่างทอง เห็นชอบ 59.04% ไม่เห็นชอบ 40.96% อุทัยธานี เห็นชอบ 74.74% ไม่เห็นชอบ 25.26% พิจิตร เห็นชอบ 65.36% ไม่เห็นชอบ 34.64%

จริงอยู่การลงประชามติครั้งนี้ พรรคการเมืองค่อนข้างถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการทำกิจกรรมทางการเมืองพอสมควรเมื่อเปรียบกับการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองพ่ายแพ้เสียทีเดียว เพราะส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าประชาชนกำลังส่งสัญญาณแสดงความไม่พอใจกับท่าทีของพรรคการเมืองในระยะหลัง

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสาเหตุหนึ่งจากการหักและไม่ยอมงอของพรรคการเมืองวิวาทะและข้อพิพาทต่างๆ ที่ควรคลี่คลายตามครรลองของประชาธิปไตยกลับไม่เป็นเช่นนั้น ต่างฝ่ายต่างใช้พลังทางการเมืองของตัวเองจนนำมาซึ่งการเผชิญกันนอกสภา จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ทหารเข้ามารัฐประหาร

แม้ผลงานของ คสช.และรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอาจจะยังไม่เข้าตาเท่าไหร่นัก แต่การช่วยให้ประเทศเกิดความสงบสุขได้จากเดิมที่ก่อนการรัฐประหารมีแต่ความวุ่นวาย ก็เพียงพอกับการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

ดังนั้น การประชามติครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.ไม่มากก็น้อย สวนทางกับความชอบธรรมของฝ่ายการเมืองที่ลดลง และจะลดลงไปมากกว่านี้อีก ตราบใดที่ยังไม่นำผลประชามติที่ออกมามาเป็นบทเรียนให้กับตัวเอง

 

วิเคราะห์ 5 ปัจจัย รธน.ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447549

วิเคราะห์ 5 ปัจจัย รธน.ผ่านประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประชามติที่ผ่านฉลุยในครั้งนี้สะท้อนนัยสำคัญทางการเมืองหลายประการ โดยเฉพาะกับคะแนน 15.56 ล้านเสียง หรือ 61.4% ที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทิ้งห่าง 9.79 ล้านคน หรือ 38.6% ที่ไม่รับร่างรัฐธรรนูญ ทั้งที่ประเมินกันล่วงหน้าว่าสัดส่วนระหว่าง “รับ” และ “ไม่รับ” จะสูสีมากกว่านี้

ผลที่ออกมาคงยากจะสรุปได้ชัดเจนว่า 61% ที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อการลงคะแนนครั้งนี้มีทั้งเหตุผลทางด้านเนื้อหาและบริบทด้านอื่นๆ ประกอบด้วย ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมาจาก 5 เหตุผลสำคัญ

เริ่มจากเหตุผลแรก ความพอใจในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฉบับ “ปราบโกง” ด้วยจุดแข็งเรื่องการกำหนดคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้าสู่ถนนการเมือง ตลอดจนวางกรอบควบคุมการใช้อำนาจ การจัดทำงบประมาณ ที่ไม่ให้ สส.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแปรงบประมาณทั้งทางตรงทางอ้อมที่หากมีการฝ่าฝืนจะถึงขั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ยังไม่รวมกับกลไกใหม่ๆ ที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้งเรื่องกำหนดให้มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ เข้ามาร่วมคิดหาทางออกในกรณีที่มีปัญหาในประเด็นต่างๆ ป้องกันไม่ให้การเมืองเดินหน้าไปสู่ “ทางตัน” จนต้องติดหล่มเดินหน้าไปไหนไม่ได้เหมือนในอดีต

เหตุผลที่สอง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่กลไกปกติโดยเร็ว

แม้จะไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเสียทั้งหมด แถมบางคนที่ลงคะแนน “เห็นชอบ” ครั้งนี้ อาจเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสียมากกว่าข้อดีด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากความคลุมเครือที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ระบุให้ชัดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ขั้นตอนร่างฉบับใหม่จะทำอย่างไร ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงไปหวังน้ำบ่อหน้า

ที่สำคัญมีความเป็นห่วงว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะทำให้โรดแมปต้องสะดุด หรือทำให้ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจใช้เวลานานเกินไป หรือเป็นเหตุผลที่ทาง คสช.จะหยิบยกมาอ้างเพื่อขออยู่ในอำนาจยาวนานออกไปจากโรดแมปที่กำหนดไว้เดิม หรือถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งต้องถอยร่นออกไป ทำให้จำใจต้องรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 แบบไม่อาจบิดพลิ้ว

เหตุผลที่สาม ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม เมื่อบรรยากาศการเมืองในช่วงที่ผ่านมาสงบมาได้พักใหญ่ แม้จะมีเหตุบึ้มกลางกรุงหรือเหตุป่วนในช่วงแรกๆ แต่ก็ค่อยๆ สงบลง ด้วยอำนาจพิเศษ แม้ต่อมาจะมีความพยายามสร้างความปั่นป่วนในช่วงเวลาต่างๆ ทว่าทาง คสช.ก็สกัดไว้ให้บานปลาย

นั่นทำให้เกิดความเป็นห่วงว่าหากประชามติไม่ผ่านอาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมเขย่าเสถียรภาพ คสช. หรือหยิบยกมาเป็นเหตุผลขับไล่ คสช.จนเกิดความวุ่นวายก่อนจะไปถึงการเลือกตั้ง

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เคยระบุว่า “มีการประกาศว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค. พวกเขาจะออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์
โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป”

เหตุผลที่สี่ คือแรงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่นิยมชมชอบในการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนว่ารับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิม

ยังไม่รวมกับเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ คสช.เข้ามามีบทบาททางอ้อมหลังการเลือกตั้งในอนาคต เช่น บทเฉพาะกาลเรื่องการให้ สว.มาจากการแต่งตั้ง 250 คน ที่จะมาสานต่อเรื่องการปฏิรูปและสามารถเข้ามาเลือกตัวนายกฯ ได้

เหตุผลสุดท้าย คือการสะท้อนว่าไม่เอานักการเมืองและการเมืองระบบเก่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความเบื่อหน่ายหรือไม่เชื่อมั่นในกลไกอย่างที่เคยเป็นมา ประชามติครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ 2 พรรค ที่ประกาศจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นพรรคที่มีฐานเสียงอยู่ทั่วประเทศ แต่ผลประชามติที่ออกมาก็สะท้อนว่า
คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นแบบเดียวแบบพรรคการเมือง

ทั้งภาคเหนือและอีสานที่ไม่ได้เห็นแบบเดียวกับพรรคเพื่อไทยและพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่เห็นคล้อยตามไปกับจุดยืนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่แต่ละฝ่ายจะต้องนำไปพิจารณาในอนาคตต่อไป

 

ประชามติ ‘เหนือ-อีสาน’ ฐานการเมืองคงเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447544

ประชามติ ‘เหนือ-อีสาน’ ฐานการเมืองคงเดิม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงออกมาอย่างไม่เป็นทางการ โดยร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ 61.40% ต่อ 38.60% ส่วนคำถามพ่วงเรื่องการให้ สว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส.ได้รับความเห็นชอบ 58.11% ต่อ 41.89%

โฟกัสไปเฉพาะผลคะแนนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าเป็นสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 ซึ่งครั้งนั้นร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบด้วยสัดส่วน 57.81% ต่อ 42.19%

มองเป็นรายภาคผลคะแนนมีดังนี้ ภาคเหนือ เห็นชอบ 57.67% ไม่เห็นชอบ 42.33% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) เห็นชอบ 48.58% ไม่เห็นชอบ 51.42% ภาคกลาง เห็นชอบ 69.47% ไม่เห็นชอบ 30.53% ภาคตะวันออก เห็นชอบ 74.03% ไม่เห็นชอบ 25.97% ภาคตะวันตก เห็นชอบ 75.56% ไม่เห็นชอบ 24.44% ภาคใต้ เห็นชอบ 76.65% ไม่เห็นชอบ 23.35%

หากจะมองว่านัยทางการเมืองของผลประชามติที่ออกมาอยู่ที่ภูมิภาคใด แน่นอนว่าต้องพุ่งเป้าไปที่ “ภาคเหนือ-ภาคอีสาน” เพราะเป็นฐานทางการเมืองสำคัญของพรรคเพื่อไทย

เริ่มกันที่ “ภาคอีสาน” แม้ว่าในภาพรวมของการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญคิดเป็น 51.42% เห็นชอบ 48.58% แต่พบว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 ซึ่งมีสัดส่วนที่ไม่เห็นชอบ 62.80% เห็นชอบ 37.20%

โดยมี 5 จังหวัดที่ลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ประกอบด้วย เลย ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 56.93% เห็นชอบ 43.07% ปี 2559 เห็นชอบ 54.17% ไม่เห็นชอบ 45.83% นครราชสีมา ปี 2550 เห็นชอบ 64.11% ไม่เห็นชอบ 35.89% ปี 2559 เห็นชอบ 59.16% ไม่เห็นชอบ 40.84% บุรีรัมย์ ปี 2550 เห็นชอบ 55.20% ไม่เห็นชอบ 44.80% อำนาจเจริญ ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 50.83% เห็นชอบ 49.17% ปี 2559 เห็นชอบ 54.8% ไม่ เห็นชอบ 45.2% และ อุบลราชธานี ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 56.45% เห็นชอบ 43.55% ปี 2559 เห็นชอบ 54.55% ไม่เห็นชอบ 45.45%

ขณะที่ภาคเหนือคะแนนโดยรวมยังคงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เหมือนกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่สัดส่วนของจำนวนบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญกลับลดลง โดยปี 2550 เห็นชอบ54.47% ไม่เห็นชอบ 45.53% ปี 2559 เห็นชอบ 57.67% ไม่เห็นชอบ 42.33%

สำหรับภาคเหนือมี 4 จังหวัด ที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ปี 2550 เห็นชอบ 69.25% ไม่เห็นชอบ 30.75% ปี 2559 เห็นชอบ 66.39% ไม่เห็นชอบ 33.61% ลำปาง ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 58.50% เห็นชอบ 41.50% ปี 2559 เห็นชอบ 51.61% ไม่เห็นชอบ 48.39% น่าน ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 60.79% เห็นชอบ 39.21% ปี 2559 เห็นชอบ52.95% ไม่เห็นชอบ 47.05% และ อุตรดิตถ์ ปี 2550 เห็นชอบ 59.46% ไม่เห็นชอบ 40.54% ปี 2559 เห็นชอบ 60.14% ไม่เห็นชอบ 39.86%

แม้จังหวัดในภาคเหนือที่เป็นเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทยอย่างเชียงใหม่และเชียงราย จะมีมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อลงลึกไปในตัวเลขแล้วปรากฏว่ามีสัดส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญลดลง

เชียงใหม่ ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 56.73% เห็นชอบ 43.27% ปี 2559 ไม่เห็นชอบ 54.3% เห็นชอบ 45.7% เชียงราย ปี 2550 ไม่เห็นชอบ 63.70% เห็นชอบ 36.30% ปี 2559 ไม่เห็นชอบ 55.36% เห็นชอบ 44.64%

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีนักวิชาการในพื้นที่แสดงทัศนะเอาไว้อย่างสนใจ “ยอดพล เทพสิทธา” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิเคราะห์ในส่วนของภาคเหนือว่า ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ในปี 2550 รัฐบาลในขณะนั้นได้เปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน รวมไปถึงแรงจูงใจของประชาชนเพื่อให้ออกไปใช้สิทธิออกเสียง

“คิดว่าการที่คนส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แบ่งออกได้เป็นสองแนวทาง ได้แก่ ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง เพราะไม่ต้องการให้ คสช.อยู่ในอำนาจนาน ซึ่งแม้แต่ในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยบางคนก็อยากลงเลือกตั้งเหมือนกัน เพราะการทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด คือ การให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ หรืออีกเหตุผลที่คนเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญคือ เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเพราะชื่นชอบ คสช.จริงๆ” ยอดพล ระบุ

ส่วนกรณีของภาคอีสาน “ฐิติพล ภักดีวานิช” คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเพียงพอที่จะสามารถตัดสินใจลงประชามติได้ ดังนั้นการวิเคราะห์เสียงของประชาชนที่ออกมาจึงประเมินได้ค่อนข้างยาก แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นการใช้สิทธิเพราะเชื่อว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะทำให้ประเทศไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่ายอมรับกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้

“คิดว่าผลการออกเสียงประชามติที่มีเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีผลต่อฐานเสียงของพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ต่างมีการเชื่อมโยงระหว่างกันมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว” ฐิติพล แสดงทัศนะ

สุเชาวน์ มีหนองหว้า คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เห็นว่า ฐานเสียงหรือภูมิศาสตร์ทางการเมืองยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก หลังจากผลประชามติออกมา โดยไม่ต้องลืมว่าการออกเสียงประชามติไม่ได้มีแรงกระตุ้นมากนักเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สส.

“ถ้าเป็นการเลือกตั้ง สส.จะมีตัวผู้สมัคร สส.เป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่สำหรับการประชามติไม่ได้มีแรงกระตุ้นเช่นนั้น อีกทั้งนักการเมืองในพื้นที่เองก็ถูกจับตาพอสมควรด้วย”

สุเชาวน์ สรุปว่า ที่สุดแล้วผลของการประชามติจะไม่มีผลต่อพื้นที่หรือฐานเสียงของพรรคการเมืองมากนัก เพราะการลงคะแนนในการทำประชามติกับเลือกตั้งมีความแตกต่างกัน ซึ่งคิดว่าการที่คนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นเนื่องจากต้องการให้มีการเลือกตั้ง

 

ประชามติฉลุย ประยุทธ์เข้มแข็ง คสช.อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447455

ประชามติฉลุย ประยุทธ์เข้มแข็ง คสช.อยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ถูกล็อกไว้ตามโรดแมปที่จะต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

เริ่มตั้งแต่การออกกฎหมายลูกโดยเฉพาะ 4 ฉบับเร่งด่วน สำหรับเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ทั้งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบการรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะจัดทำกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับแล้ว ซึ่งคงจะใช้เวลาไม่นาน จากนั้นส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปัญหาอยู่ที่หาก สนช.เห็นแย้งกับทาง กรธ.และทำการแก้ไขก็จะส่งกลับมายัง กรธ. ขั้นตอนต่อไปก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณารายละเอียดร่วมกันระหว่าง กรธ.และ สนช.เพื่อหาข้อสรุป

รวมระยะเวลาทั้งหมดในการจัดทำกฎหมายลูกจะกินเวลาประมาณ 4-5 เดือน เมื่อกฎหมายลูก 4 ฉบับประกาศใช้ก็จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งให้ได้ภายใน 150 วัน

บวกกับอีก 30 วัน เมื่อคำถามพ่วง “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ผ่านประชามติ

ทุกอย่างนับจากนี้จึงล็อกให้ต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่อาจเดินไปทางอื่นได้

ไม่ว่าผลประชามติที่ออกมาจะเป็นที่พอใจของแต่ละฝ่ายหรือไม่ แต่เมื่อผลสุดท้ายผลประชามติออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายไม่อาจหยิบยกเอาความต้องการของตัวเองมาล้มกระดาน หรือขัดขวางเส้นทางสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่จะเกิดขึ้นได้

ทว่า ผลพวงที่ตามมาจากประชามติรอบนี้คือ คะแนนเสียงที่หันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยถูกเคลมได้ว่า เสียงส่วนนี้เห็นด้วยกับกระบวนการที่ คสช. และแม่น้ำ 5 สายกำลังดำเนินการ

ยิ่งหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายสวมเครื่องแบบทหารร่วมงาน 129 ปี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พร้อมประกาศชัดว่ารับร่างรัฐธรรมนูญจนคะแนนกระเตื้องขึ้นมา

“ในส่วนตัวผมก็จะไปร่วมลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และจะลงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร่วมถึงคำถามพ่วงประชามติ เพราะถ้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไปไม่ได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิมและที่สำคัญเราต้องใช้เวลาที่เหลือร่างกฎหมายลูก ซึ่งยังมีอีกหลายขั้นด้วยกันทั้งการออก พ.ร.บ.และกฎกระทรวง ระเบียบสำนักงานนายกฯ รวมถึงระเบียบอื่นๆ ที่มีข้อเกี่ยวพันเชื่อมโยงที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู้การปฏิบัติได้ ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติเองได้ แต่เราได้เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่กฎหมายลูกจะเป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนถือว่าเป็นคนละขั้นตอน”

สอดรับไปกับก่อนหน้านี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.ที่เคยกล่าวในเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า “มีการประกาศว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค. พวกเขาจะออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และหัวหน้า คสช. โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีแผนมีความตั้งใจทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาวุ่นวาย”

อีกด้านหนึ่งผลประชามติที่ออกมายังอาจถูกมองว่าเป็นการปฏิเสธการเมืองและนักการในรูปแบบเดิมๆ เมื่อก่อนหน้านี้นักการเมืองสองพรรคใหญ่ประกาศ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

ยิ่งหากมองลึกลงไปถึงพื้นที่ภาคเหนือฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทยซึ่งส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และพื้นที่ภาคใต้ฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์ ยิ่งชวนให้คิดได้ว่าคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในวันนี้อาจลดน้อยถอยลงไป

อย่าลืมว่าผลงานในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายด้าน แต่ขณะเดียวกันมีหลายด้านที่เป็นที่พออกพอใจของประชาชน ทั้งเรื่องการปราบผู้มีอิทธิพล หรือการใช้มาตรา 44 เข้าไปสลายทางตันในหลายๆ เรื่องได้อย่างรวดเร็วทันใจ

ที่สำคัญผลประชามติครั้งนี้ ทำให้ความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ พลิกกลับมาเข้มแข็งมากขึ้น และสกัดไม่ถูกหยิบยกไปเขย่าเก้าอี้ขับไล่อย่างที่เป็นห่วงสุดท้ายนี้จะเป็นแรงหนุนให้การบริหารงานนับจากนี้ของรัฐบาล คสช. และแม่น้ำสายต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นจนถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

แจงต่างชาติอย่ากังวล ประชามติรธน.ราบรื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447077

แจงต่างชาติอย่ากังวล ประชามติรธน.ราบรื่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สร้างความข้องใจให้คนไทยเป็นอย่างมาก เมื่อ 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และเมียนมา ออกคำเตือนพลเรือนที่พำนักในประเทศไทยให้ระวังสถานการณ์ในไทยในช่วงลงประชามติ จนทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลรู้สึกแปลกใจกับประกาศเตือนดังกล่าว เพราะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม เกิดความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย

“รัฐบาลขอยืนยันและให้ความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนคนไทยและต่างประเทศว่า ในวันลงประชามติทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คงไม่มีเจ้าหน้าที่รายใดถืออาวุธเดินเข้าไปขู่เข็ญหรือบังคับประชาชนให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสม แต่จะมีมาตรการดูแลรักษาความสะดวกแก่ประชาชนเพื่อให้การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

บางประเทศอาจจะคาดการณ์เกินความจริงเพราะวันนี้ประเทศไทยสงบเรียบร้อยและปลอดภัยมากกว่าก่อน 22 พ.ค. 2557 มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องตระหนกตกใจ ในทางกลับกันประเทศที่ดูสงบเรียบร้อยอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด โดยเห็นได้จากข่าวกราดยิงในที่สาธารณะที่เกิดอยู่บ่อยครั้ง

โฆษกรัฐบาลยังได้อ้างถึงคำกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่า “ท่านนายกฯ ยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ เพราะมีขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว และขอให้คนไทยออกมาใช้สิทธิมากที่สุดเพื่อกำหนดอนาคตประเทศ

และยังได้กล่าวถ้อยความสำคัญด้วยว่า อย่าเพิ่งกลัวผีที่ยังมองไม่เห็นตัวในการทำประชามติ แต่ให้กลัวผีที่หลอกหลอนมาก่อนหน้า จึงขอให้คนไทยช่วยกันร่ายคัมภีร์หรือคาถาป้องกันผีในอนาคตให้ได้ คาถาป้องกันผีนี้ คือ การมีความเข้าใจร่วมมือ และก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป”

ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ ออกคำแถลงยืนยันว่า สถานการณ์โดยทั่วไปในขณะนี้ไม่มีข้อบ่งชี้ที่ต้องห่วงกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือเหตุรุนแรง

“รัฐบาลได้ประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ความคุ้มครองดูแลประชาชน รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างทั่วถึง จึงขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว”

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เหตุผลที่ต่างประเทศออกประกาศเช่นนั้นเพราะต้องการเห็นการลงประชามติของประเทศไทยเป็นไปตามเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง

“เป็นเรื่องปกติที่ต่างประเทศประกาศเตือนพลเมืองของตัวเอง เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เพราะบรรยากาศในช่วงก่อนการลงประชามติต้องไม่เกิดรูปแบบการปิดกั้นใดๆ บรรยากาศโดยรวมต้องเปิดกว้าง เพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเสรีในการแสดงเจตจำนงทางการเมืองต่อการกำหนดทิศทางประเทศของตัวเอง”

 

เส้นทางหลังผลประชามติ Yes-No กำหนดอนาคตการเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 08:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/447037

เส้นทางหลังผลประชามติ Yes-No กำหนดอนาคตการเมืองไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ในส่วนตัวผมก็จะไปร่วมลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และจะลงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วงประชามติ เพราะถ้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไปไม่ได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิมและที่สำคัญเราต้องใช้เวลาที่เหลือร่างกฎหมายลูกซึ่งยังมีอีกหลายขั้นด้วยกัน”

เป็นคำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ระหว่างร่วมงานโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าครบรอบ 129 ปี อย่างเป็นทางการว่า จะขอรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับการแสดงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีผลต่อทิศทางของการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เพราะหลังปิดหีบเวลา 16.00 น. ผลลัพธ์สามารถออกได้หลายหน้าอย่างน้อย 4 ทิศทางด้วยกัน ซึ่งผลที่ออกมาจะมีส่วนในการกำหนดทิศทางแตกต่างกัน

1.ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน เท่ากับว่าทุกกระบวนการจะเดินหน้าเพื่อพาประเทศไปตามโรดแมปและการเลือกตั้ง สส.ในปี 2560 โดยจะเริ่มจากการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องนำเนื้อหาในคำถามพ่วงมาปรับและบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำถามพ่วงมีเนื้อหาว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนด ไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

กรธ.มีระยะเวลาปรับแก้เนื้อหาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ จากนั้นส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

ในกรณีนี้หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการแก้ไขนั้นไม่สอดคล้องกับผลประชามติ กรธ.ต้องนำกลับมาแก้ไขตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขของ กรธ.สอดคล้องกับผลประชามติ ให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมสมบูรณ์แล้วต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง สส.ทันที ประกอบด้วย การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.จำนวน 10 ฉบับ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วัน โดย สนช.มีเวลาพิจารณาให้เสร็จ 60 วัน นับแต่ได้รับร่าง พ.ร.บ.
ดังกล่าวมาจาก กรธ.

อย่างไรก็ตาม ถ้าร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 4.พรรคการเมือง มีผลบังคับใช้แล้วให้ดำเนินการประกาศให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อไป ขณะเดียวกันในระหว่างนี้ คสช.ต้องดำเนินการสรรหา สว.จำนวน 250 คน ให้เสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ด้วย

เช่นเดียวกับกระบวนการปฏิรูปประเทศหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านนั้น ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าการตรากฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและได้รับการประกาศบังคับใช้ภายใน 120 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ขณะที่ สนช.จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ สส.และ สว. จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาชุดใหม่ ส่วน คสช.และคณะรัฐมนตรี ยังคงทำหน้าที่และมีอำนาจสมบูรณ์ไปจนถึงวันที่มี ครม.ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่

2.ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่าน หากเป็นเช่นนี้จะมีผลให้ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะไม่ได้กำหนดขั้นตอนเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ว่านี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่โดยหลักทั่วไปแล้ว คสช.และ ครม. ต้องดำเนินการจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และเสนอให้ สนช.ลงมติเห็นชอบภายใน 15 วัน

แน่นอนว่าในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะต้องกำหนดขั้นตอนและกรอบเวลาเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับการบัญญัติว่าจะให้มีการออกเสียงประชามติหรือไม่ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ คสช.และ ครม. และย่อมมีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้งในปี 2560 ไม่มากก็น้อย

3.ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน มีผลให้คำถามพ่วงที่ สนช.และสปท.ตั้งขึ้นนั้นตกไป คงเหลืออยู่เพียงร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบจากประชาชนเท่านั้น ขั้นตอนหลังจากนั้นจะเหมือนกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้รับความเห็นชอบ เพียงแต่ กรธ.ไม่ต้องนำคำถามพ่วงมาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคำถามพ่วงไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน

4.คำถามพ่วงผ่านแต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เป็นอีกสถานการณ์ที่มีความน่าสนใจ เนื่องจาก คสช.และ ครม. ต้องออกแบบกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า “คำถามพ่วงมีผลผูกพันต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไปหรือไม่”

หาก คสช.และ ครม.กำหนดลงไปในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในทำนองว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องนำประเด็นเพิ่มเติมของการออกเสียงประชามติที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมาพิจารณาด้วย” เท่ากับว่าอาจได้เห็นว่าการให้รัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ร่วมกันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ถ้า คสช.และครม.ไม่ได้กำหนดไว้ คณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องนำคำถามพ่วงมาพิจารณา

ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร แต่การเลือกตั้ง สส.จะมีขึ้นในปี 2560 แน่นอน

 

โค้งสุดท้ายประชามติ เสียงสูสี รับ-ไม่รับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/446852

โค้งสุดท้ายประชามติ เสียงสูสี รับ-ไม่รับ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชั่งน้ำหนักเสียง “รับ” และ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ ยัง “สูสี” จนยากจะฟันธงได้ชัดเจนว่าผลการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะออกมาอย่างไร

ยิ่งหากพิจารณาจาก “ท่าที” ของหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ยิ่งทำให้บอกได้ยากผลจะออกมาอย่างไร เพราะประเมินขุมกำลังของกลุ่มต่างๆ ล้วนแต่มีผู้สนับสนุนของตัวเองในสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกัน

เริ่มตั้งแต่ฝั่ง “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหลายกลุ่มในเวลานี้ประกาศจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป

กลุ่มแรกชัดเจนที่สุดคือ กลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เวลานี้เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวมาเป็นมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่จำนวนไม่น้อย แม้จะลดน้อยถอยลงไปจากเดิมเมื่อครั้งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ต่อเนื่องด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง

ทว่า กระแสรับร่างรัฐธรรมนูญถูกจุดเป็นประเด็นขึ้นมาอีกรอบในช่วงโค้งสุดท้ายการออกเสียงประชามติ เมื่อสุเทพใช้ช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัวออกมาแสดงเหตุผลประกอบจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไล่ตั้งแต่คำปรารภไปจนถึงประเด็นเรื่องการศึกษา สาธารณสุข

โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปที่สุเทพให้น้ำหนักเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวหลายร้อยวันของมวลมหาประชาชนต้องสูญเปล่า

สอดรับไปกับท่าทีของสุเทพที่งัดไม้ตาย สวมเสื้อยืด ห้อยนกหวีด ออกมาปลุกให้มวลมหาประชาชนไปลงประชามติรอบนี้ เพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปที่ทำมาต้องสูญเปล่า

กลุ่มถัดมาคือกลุ่มไม่ชอบนักการเมือง แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเสียทั้งหมด แต่ก็ตัดสินใจลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีกลไกที่เข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการกำหนดคุณสมบัติที่เข้มงวด รวมทั้งกลไกการติดตามตรวจสอบ การตีกรอบการทำงานไม่ให้นักการเมืองมีอำนาจมากเกินไป

การตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญของของคนกลุ่มนี้เป็นไป เพราะคาดหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นำไปสู่บรรยากาศใหม่ๆ ลบภาพการเมืองแบบเก่าๆ และหวังว่าจะพาประเทศหลุดพ้นวังวนเดิม

ดังจะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นที่ไม่ปรารถนาของนักการเมืองพรรคใหญ่ ทำให้หลายคนมองว่านี่น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีจนทำให้นักการเมืองต้องออกมาต่อต้าน

คล้ายกับกลุ่มไม่เอาทักษิณ ซึ่งกลุ่มนี้ประกาศตัวชัดเจนว่าพร้อมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณทุกกรณี ดังนั้นการตัดสินใจเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่าพึงพอใจกับการบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือชื่นชอบเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เลือกเพราะสนับสนุนฝั่งที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับระบอบทักษิณ

อีกด้านยังเป็นการทำให้รัฐบาล คสช.สามารถเดินหน้าไปตามโรดแมปได้ โดยไม่มีปัจจัยที่จะสะดุด แถมยังเป็นการ “สกัด” ไม่ให้คนจากระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจในช่วงเร็ววันนี้

ไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการอยู่ในอำนาจของ คสช.ต่อไป เช่น กลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ที่แม้จะพ้นวาระไปแล้วแต่ก็ยังรักษาการเพราะ คสช.ไม่เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ยิ่ง คสช.อยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าไหร่ คนกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไป

เช่นเดียวกับ เครือข่าย คสช. รวมทั้งแม่น้ำสายต่างๆ ที่ส่วนใหญ่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลุ่มที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ทั้ง เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งมีสมาชิกและผู้สนับสนุนหลายล้านคน การประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญย่อมมีส่วนโน้มน้าวให้แฟนคลับและสมาชิกตัดสินใจตามแนวทางของพรรคไปได้

ถัดมาเครือข่ายประชาชน กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย อันประกอบไปด้วย 16 องค์กร และ 117 รายชื่อส่วนบุคคล นำโดย โคทม อารียา อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบางส่วนทับซ้อนอยู่กับพรรคการเมือง ซึ่งออกมาเรียกร้องให้ คสช.ประกาศทิศทางที่ชัดเจนหลังประชามติไม่ผ่าน

ยังไม่รวมกับกลุ่มนักวิชาการ อาทิ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีแนวร่วมไม่น้อย

เช่นเดียวกับกลุ่มเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งเปิดหน้าไม่เห็นด้วยกับประเด็นสิทธิที่ลดน้อยถอยลงไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาประกาศ

ดังนั้น เสียงที่ยังสูสีเวลานี้จึงยากจะสรุปได้คงต้องรอดูกันสามทุ่มวันที่ 7 ส.ค.นี้