นิโคลัส บัสเซ็ท อาหารและดนตรี ความต่างที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512347

นิโคลัส บัสเซ็ท อาหารและดนตรี ความต่างที่ลงตัว

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทันทีที่ประตูลิฟต์ชั้น 22 ของโรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เปิดออก เราได้เดินทางมาถึงห้องอาหารลาพาร์ต รูฟท็อป บาร์ แอนด์ เรสเตอรองต์ ห้องอาหารฝรั่งเศสแสนอบอุ่น ที่ยังคงเสน่ห์ของ Fine Dining แต่ปรับให้บรรยากาศชวนสนุกแบบ Fun Dining ยังไม่ทันได้เดินสำรวจห้องอาหารรอบๆ ก็พลันสะดุดตากับเชฟหนุ่มหล่อที่กำลังโฟกัสอยู่กับการทำอาหารตรงหน้า ที่หันหน้ามาส่งยิ้มให้ ก่อนวางมือจากอาหารและตรงเข้ามาทักทาย

 

เชฟนิโคลัส บัสเซ็ท เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟคนใหม่ของประจำห้องอาหารแห่งนี้ ซึ่งคว่ำหวอดในวงการอาหารมานับ 10 ปี เคยทำงานกับร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร่วมงานกับโรงแรมชั้นนำมาแล้วมากมาย รวมทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาวในประเทศไทย

ครั้งนี้เขากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อนำทักษะความขำนาญในการสร้างสรรค์เมนูอาหารฝรั่งเศส มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ และรสชาติอาหารฝรั่งเศสที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลอง

นิโคลัส เชฟลูกครึ่งฝรั่งเศส-ฟินแลนด์ เจ้าของรอยยิ้มแสนอบอุ่น พาย้อนวันวานไปสู่วัยเด็ก ก่อนจะก้าวมาเป็นเชฟเต็มตัวว่า เขามีความฝันอยากจะเป็นนักดนตรี สมัยอยู่ที่ฝรั่งเศส เขามีวงดนตรีกับเพื่อนๆ โดยเขารับหน้าที่เป็นมือกีตาร์ เขาแน่วแน่ในเส้นทางดนตรี จนตัดสินใจเดินทางมาเรียนต่อด้านดนตรีที่ Institute of Contemporary Music Performance ที่ลอนดอน แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตก็ต้องพลิกผัน เมื่องานพาร์ตไทม์ที่เขาทำเพื่อหา รายได้พิเศษระหว่างเรียน ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“ตอนเรียนที่อังกฤษ ผมเลือกไปทำงาน พาร์ตไทม์ในครัว เพราะรู้จักกับเพื่อนที่ทำงานโรงแรม ตอนนั้นเขามี 3 ตำแหน่งให้เลือก คือ ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ เป็นพนักงานเสิร์ฟ หรือทำงานในครัว ผมตัดสินใจเลือกอย่างหลัง ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาหาร และไม่เคยอยากเป็นเชฟด้วยซ้ำ แต่หลังจากได้ลองทำงานจริง ผมกลับหลงรักงานในครัวเข้าอย่างจัง ผมเรียนรู้งานทุกอย่าง จนรู้ซึ้งว่าการเป็นเชฟเป็นอาชีพที่งานหนัก ต้องทำงานวันละ 16-17 ชั่วโมง แต่ผมก็ยังรักที่จะทำอาชีพนี้อยู่ดี”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือก นิโคลัส จึงเลือกที่จะเดินตามแพสชั่นของตัวเอง เขาเริ่มต้นฝึกงานที่โรงแรมโนโวเทล ลอนดอน เวสต์ (Novotel London West) จากนั้นจึงได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในร้านมิชลินสตาร์ อย่าง The Orrery และ La Trompette ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับโรงแรมในเครือแอคคอร์

“ผมคิดว่า การทำอาหารก็เหมือนการเล่นดนตรี เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผมได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด ก่อนจะแต่งเพลง 1 เพลง นักดนตรีต้องคิดถึงตัวโน้ต ท่วงทำนอง เช่นเดียวกับการทำอาหาร เชฟต้องคัดเลือกส่วนผสมที่จะใช้เพื่อสร้างสรรค์เมนูพิเศษ

เทคนิคจากการเป็นนักดนตรีที่ผมนำมาประยุกต์ใช้กับการทำอาหารคือ ก่อนจะแต่งเพลง เล่นดนตรี หรือทำอาหาร เราต้องมองภาพรวมให้ออก รู้ว่าผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยๆ สร้างสรรค์ขึ้นมา

แน่นอนว่าในความเป็นจริงการทำอาหารและเล่นดนตรีอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะยังมีองค์ประกอบหลายอย่าง ต้องมีเรื่องของการทำงานเป็นทีมเขามา ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบการ ทำอาหารกับการเล่นดนตรีจริงๆ คงเหมือน ออร์เคสตราวงใหญ่”

เปรียบเทียบอย่างเห็นภาพขนาดนี้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า การเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยอีกครั้งนี้ เชฟเตรียมความพิเศษอะไรมาไว้เซอร์ไพรส์แขกคนสำคัญ นิโคลัสบอกว่า ซิกเนเจอร์ในอาหารทุกจานของเขา คือ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ เขามักมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำอาหารจากวัตถุดิบที่ได้มา และคิดต่อ ยอดว่าจะทำอย่างไรให้อาหารจานนี้สวยขึ้น รสชาติดีขึ้น ในทุกเมนูเขาพยายามให้วัตถุดิบเป็นฮีโร่ ที่เพิ่มเติมคือ ความคิดสร้างสรรค์

 

“สำหรับผม การได้เห็นรอยยิ้ม และความสุขของลูกค้าที่มากินอาหาร ก็คือ ความสุขของผม” เชฟหนุ่มกล่าวด้วยแววตามุ่งมุ่น พร้อมเผยถึงเป้าหมายในชีวิตว่า ความฝันไกลๆ ของเขาคือ การเปิดร้านอาหารของตัวเอง แม้จะยังลงรายละเอียดไม่ได้ว่าจะเป็นร้านอาหารสไตล์ไหน หรือจะเปิดที่ไหน แต่เชฟหนุ่มก็แย้มออกมาแล้วว่า เห็นภาพว่าอนาคตของตัวเขาอยู่ในประเทศไทย

“เพราะผมชอบเมืองไทย ผมมีโอกาสมาเมืองไทยหลายครั้ง ทั้งมาเที่ยวและมาทำงาน ที่สำคัญผมมีภรรยาเป็นคนไทย” นิโคลัสบอกเล่าพร้อมอมยิ้ม

งานนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าพูดจริง และต้องทำให้ได้ เชฟหนุ่มยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “อาหารที่ผมชอบที่สุดคือ อาหารไทย ผมมีความสุขที่ได้มาทำงานที่นี่ และคิดว่า 5 ปีจากนี้ผมจะพูดภาษาไทยได้คล่อง”

 

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ กาแฟหลังบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512338

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ กาแฟหลังบาร์

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ เอพี

ชาวไอริชดื่มกาแฟผสมกาแฟวิสกี้ คนรัสเซียก็ดื่มกาแฟผสมวอดก้าในตอนเช้า เรื่องของกาแฟกับแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลเกินกว่าจะพูดถึง ทุกวันนี้เครื่องดื่มหลังบาร์อย่างหนึ่งที่ต้องมีติดชั้นไว้ก็คือกาแฟผสมเมรัยทั้งหลายนี่แหละ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบกลิ่นและรส ชาติขมๆ ของกาแฟในค็อกเทล มันให้ความรู้สึกเหมือนดื่มกาแฟเย็นแต่เมาได้ สัปดาห์นี้ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องของกาแฟที่อยู่ในค็อกเทลว่ามันมาได้อย่างไร ใครกันหนอเป็นคนอุตริเริ่มต้น

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ โดยทั่วไป Coffee Liqueurs มีปริมาณแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง บางแบรนด์นั้นสูงถึง 30-40% น้องวอดก้าเลยทีเดียว ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าทำไมต้องสูงขนาดนั้น Coffee Liqueurs ส่วนมากนิยมดื่มทั้งแบบเพียวๆ และใช้ผสมกับวอดก้าและครีมข้น ใส่ น้ำแข็งเสียหน่อยก็อร่อยแล้ว

Coffee Liqueurs มีหลากหลาย แบรนด์มาก ที่รู้จักกันดีก็ เช่น Kahlua, Cafe Rica ความเข้มของกาแฟและความหวานก็แล้วแต่สูตรของแต่ละแบรนด์

ความนิยมเรื่องการผสมกาแฟลงในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถ้าสืบค้นกัน สามารถย้อนกลับไปไกลถึงช่วงศตรรษที่ 18 โน่นเลย กลุ่มคนที่ริเริ่มกลุ่มแรกๆ คือในลาตินอเมริกา เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกกาแฟขนาดใหญ่ของโลก แต่หากสาวเรื่องไปจริงๆ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือคนสเปน ที่เข้ามาขยายอาณานิคมและปกครองคนท้องถิ่น สอนให้พวกเขาปลูกกาแฟในแบบที่เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น นั่นเป็นที่มาว่าเมล็ดกาแฟเป็นทุกสิ่ง ตั้งแต่พืชที่หาเลี้ยงพวกเขาจนกระทั่งถึงเครื่องดื่มที่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมในที่สุด

 

ผมพยายามไปหาต้นตอว่าใครกันแน่ที่เป็นคนคิดเครื่องดื่มนี้เป็นคนแรกแต่ก็ไม่มีระบุไว้ชัดเจนอย่าง Tia Maria แบรนด์ Coffee Liqueurs จากจาไมกาเล่าที่มาของชื่อนี้ย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 18 แต่กลายเป็นว่าแบรนด์นี้เพิ่งเกิดขึ้นมาจริงๆ ก็ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง ซึ่งเมื่อเทียบกับหลายๆ แบรนด์ ทั้ง Kahlua (จากเม็กซิโก), Cafe Rica (จากคอสตา ริกา), Toussaint (จาก เฮติ), Kamora (จากเม็กซิโก) ก็ล้วนเกิดขึ้นมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือ ไม่เกิน 60 ปีนี้เอง

อันนี้สันนิษฐานเองนะครับว่า ในแง่ของการเป็นเครื่องดื่มประจำถิ่นฐาน น่าจะมีมานานมากแล้ว และเมื่อเราคิดถึงความจริงที่ว่าลาตินอเมริกาเองก็เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอ้อยและเหล้ารัมที่ดีที่ที่สุดในโลก จะแปลกตรงไหนที่เขาจะลองเอารัมเหยาะใส่กาแฟ

เมื่อสเปนเข้ามา พวกเขาน่าจะเอาค็อกเทลคลาสสิกของสเปนเองอย่าง Carajillo (ประกอบด้วย กาแฟ ผสมกับบรั่นดี) เข้ามาเผยแพร่ด้วย แต่เปลี่ยนจากกาแฟกับบรั่นดีหรือวิสกี้ มาเป็นเหล้ารัมแทน จนกระทั่งต่อมาก็พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

เหล้ารัมผสมกาแฟ มีปริมาณแอลกฮอล์ที่ค่อนข้างสูงทีเดียวนะครับ คืออยู่ที่ประมาณ 30-40% ในช่วงยุคทศวรรตที่ 1970 ช่วงที่ Cafe Rica และ Kahlua ออกจำหน่ายก็อยู่ที่ประมาณ 40% แต่ภายหลังก็มีการปรับสูตรให้มีแอลกอฮอล์ลดลงเหลือ 26-30% เพื่อให้เหมาะสมกับตลาด กาแฟที่ใช้โดยมากเป็นกาแฟอราบิกา ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกในลาตินอเมริกาอยู่แล้ว ภายหลังเมื่อมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Pernod Ricard เข้าไปช่วยทำตลาดและซื้อแบรนด์เหล่านี้มาอยู่พอร์ตของตัวเอง ก็ผลักดันเอาเครื่องดื่มประเภทนี้เข้าสู่ตลาดมากขึ้น เราก็เริ่มเห็นค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจาก Carajillo กับ Irish Coffee แต่เดิม นอกเหนือจาก Kahlua ใส่น้ำแข็ง แล้วก็จะมีอย่าง Black Russian, White Russian แล้วก็ Espresso Martini ก็เริ่มมีคนสั่งมากขึ้น ก็เป็นรสชาติที่แปลกไปอีกแบบ

หากคุณสงสัยว่า กาเฟอีนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลอย่างไรไหมกับร่างกาย ก็คงมีอยู่บ้างเช่นว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตัว แต่กาเฟอีนก็ยังน้อยกว่าค็อกเทลพวก Redbull Vodka สิ่งที่ควรระมัดระวังมากกว่านั้นก็คือน้ำตาลมากกว่า เนื่องจากเป็นประเทศปลูกอ้อย พวกเขาไม่จำเป็นต้องเขียมน้ำตาล โดยเฉพาะ Kahlua ซึ่งรสชาติค่อนข้างหวาน ความหวานนี้ต่างหากที่จะทำให้ร่ากายดูดซึมแอลกอฮอล์มากขึ้น

เจตนาของการมาเล่าสู่กันฟัง ผม ไม่ได้ต้องการส่งเสริมการดื่มอย่างเมามาย สาระอยู่ที่การเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่ม ไม่ใช่การส่งเสริมนิสัยการดื่มแต่การได้รู้ประวัติศาสตร์ของการดื่มกิน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของคนประเทศอื่นๆ ว่าเขาสร้างอัตลักษณ์ของพวกเขาขึ้นมาได้อย่างไร

เรียกว่าดื่มให้เป็นต้องเห็นที่มาของมันด้วย

 

อร่อยทุกชิ้น กล้วยแขกพระราม 5 สาขา 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512339

อร่อยทุกชิ้น กล้วยแขกพระราม 5 สาขา 9

เรื่อง แมงโก้หวาน

กล้วยแขกพระราม 5 ยี่ห้อนี้ดังมานานและขึ้นชื่อในความอร่อยและความโดดเด่นของเขาที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของร้านและร้านสาขาไม่เหมือนเจ้าอื่นๆ ก็คือจะมีเครื่องสะบัดน้ำมันที่ใช้แรงเหวี่ยงให้สะเด็ดน้ำมัน ทอดเสร็จไม่ต้องตักมาพักรอให้น้ำมันสะเด็ดเหมือนเจ้าอื่นๆ แค่ใส่ลงในเครื่องสะบัดน้ำมันทำงานไม่ถึงนาที ก็จะได้กล้วยแขกแห้ง กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมันอร้อย…อร่อย

แล้วทำไมต้องสาขา 9 ตลาดศาลายา ทั้งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน เพราะ 1.ไม่ว่าสาขาไหนกล้วยแขกพระราม 5 ก็คงคุณลักษณะเช่นที่กล่าวมาคือ แห้ง กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมัน และรสชาติอร่อย 2.สูตรตามเจ้าแห่งต้นตำรับที่พระราม 5 เป๊ะ ใช้แป้งข้าวเจ้า มะพร้าวขูด งาขาว เกลือ น้ำตาล และน้ำปูนใส (ปูนที่ใช้กินกับหมาก) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ช่วยเพิ่มความกรอบให้กับแป้งโดยที่ไม่ต้องเติมผงฟู

3.สาขา 9 การตกแต่งร้านใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก จึงดูเก๋ไก๋มีสไตล์น่ารักชวนให้ลูกค้าเข้าร้าน 4.เจ้าของที่เป็นผู้หญิง วัชรี สุพรรณมี หนึ่งในทีมพากย์ละครวิทยุของคณะเกศทิพย์ ซึ่งเธอรับหน้าที่พากย์เสียงเด็กไปจนถึงคนแก่ ทุกวันนี้ยังพากย์อยู่ทุกวันเสาร์ ส่วนใครไปอุดหนุนที่ร้านหากได้ยินเสียงเด็กน่ารักๆ โดยเฉพาะเสียงเด็กผู้ชายหรือเสียงคนแก่อย่าตกใจอาจเป็นเทคนิคการขายของเธอก็ได้ 5.ใช้น้ำมันบัวอย่างดีในการทอด ไม่ใช้น้ำมันปาล์มเพราะกล้วยทอดจะออกมาสีดำ

 

“ในการทอดกล้วยแขก เทคนิคของต้นตำรับต้องใช้ 3 กระทะ แต่ตอนนี้ทางร้านใช้ 2 กระทะอยู่เพราะคนไม่พอแต่ต่อไปเพิ่ม กระทะที่ 3 แน่นอน กระทะแรกเป็นกระทะ หยอดใช้ไฟกลาง หลังจุ่มกล้วยในแป้ง แล้วเอามาหย่อนกระทะแรกทีละชิ้นเพื่อ ไม่ให้ติดกัน พอแป้งห่อหุ้มสวยยังไม่เหลืองดี และไม่เกาะกระทะ ก็ย้ายมากระทะสองที่เพิ่มไฟอีกระดับหนึ่ง พอสุกกล้วยจะออก สีเหลืองจากนั้นเร่งไฟเพื่อไล่น้ำมัน แต่ถ้ามี กระทะ 3 ซึ่งใช้ไฟแรงโดยเฉพาะกล้วยสุกก็ย้ายมากระทะ 3 ได้เลย สักพักหนึ่งก็ย้ายไป สะเด็ดน้ำมันต่อที่เครื่องสะบัดน้ำมันเป็นอันเรียบร้อย” วัชรี บอกเคล็ดลับความอร่อยของกล้วยแขก

ปัจจุบันสาขา 9 ขายอยู่ 3 อย่างคือ กล้วย (ใช้กล้วยน้ำว้า) เผือก และมันเทศสีส้ม กล้วยอยู่ที่วันละ 30-40 หวี เพราะคนทำไม่พอเนื่องจากวัชรียังทำงานประจำอยู่ ส่วนราคา 8 ชิ้น 20 บาท ใครไปตลาดศาลายา อย่าลืมแวะไปอุดหนุน สามารถโทรสอบถามก่อนได้ที่ 08-0514-2995

 

‘ปาเป่า เรสเตอรอง’ ไทย-จีน-ซีฟู้ด ทีเด็ดเมืองกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 15:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512553

‘ปาเป่า เรสเตอรอง’ ไทย-จีน-ซีฟู้ด ทีเด็ดเมืองกระบี่

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ร้านอาหารสไตล์ไทย-จีน-ซีฟู้ด ในตัวเมืองกระบี่ และไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง“อ่าวนาง” แหล่งทะเลสวยน้ำใส มากมายไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลแน่นอนว่าร้านอาหารแห่งนี้เป็นเหมือนการรวบรวมของดีจากท้องทะเลปักษ์ใต้ และวัฒนธรรมจีนที่ถูกผสมผสานกันมาอย่างยาวนาน “ปาเป่า เรสเตอรอง” เป็นร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและโดดเด่นนับตั้งแต่การตกแต่งร้านที่มีความทันสมัยผสมผสานกับความเป็นสไตล์ไทยจีน และพื้นที่ที่ตั้งของร้านนั้นจะมีกระแสลมพัดมาบรรจบกับสายน้ำ ของบ่อน้ำพุใจกลางร้านทำให้บรรยากาศของร้านปลอดโปร่งร่มเย็นตลอดเวลา

“ปาเป่า” มีที่มาจากภาษาจีน เป็นชื่อของของวิเศษ 8 อย่างประจำตัวปาเซียนหรือโป๊ยเซียน ผู้วิเศษตามความเชื่อของจีนของวิเศษ 8 อย่างนี้ถือกันว่าเป็นของสิริมงคลที่สามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นำมาซึ่งความสุขและความโชคดี

บรรยากาศของร้านและอาหารที่คัดสรรถูกยกมาจากความทรงจำของผู้หญิงคนหนึ่งในการไปเที่ยวบ้านเกิดที่เมืองจีน ในวันที่อาก๋งหม่าม๊า ญาติพี่น้องช่วยกันเก็บผักหลังบ้านนั่งล้อมวงกันทำอาหาร ปาเป่าจึงเหมือนเป็นจดุศูยน์รวมของคนชอบทำกับข้าว เป็นพื้นที่
ให้ญาติทั้งหลายได้แลกเปลี่ยนสูตรอาหารกันผู้คนที่เข้ามานั่งรับประทานอาหารก็จะได้รับความรู้สึกเหมือนมีพ่อแม่ของเรามายืนทำอาหารให้เราทาน ด้วยโซนห้องครัวที่เป็นแบบเปิดโล่งให้ทุกคนที่เข้ามาเห็นถึงวิธีการปรุงแตง่ ทีห่ ลากหลาย และรสชาติอาหารทีนี่เป็นความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่นที่สืบทอดกันมา ความสุขและเสียงหัวเราะ ความอบอุ่นของคนในครอบครัวที่เข้ามารับประทานอาหารที่ร้าน ทำให้ปาเป่าของเรามีรอยยิ้มในทุกๆ วัน

ภายในร้านแบ่งออกเป็น 2 โซนด้วยกัน คือ

โซนโดมใหญ่ลักษณะกลม ตกแต่งให้เป็นห้องอาหารเอาต์ดอร์ มีบ่อน้ำพุอยู่ตรงกลาง ที่เสริมสร้างบรรยากาศให้สดชื่น และบาร์เครื่องดื่มที่มีให้เลือกมากมายอยู่ด้านหลังใกล้ๆ พร้อมคอยบริการทุกท่านที่เข้ามาอย่างทั่วถึง ในบรรยากาศความเป็นกันเอง

โซนด้านหน้าถูกตกแต่งให้เป็นห้องรับประทานอาหารที่มีโต๊ะกลมขนาดใหญ่มีเก้าอี้รายล้อม ถึงจะเป็นโซนห้องแอร์มีกระจกรอบด้านแต่ยังรับรู้ถึงบรรยากาศความร่มรื่นของต้นไม้ ใบหญ้าได้อย่างอบอุ่น พร้อมภาพวาดบนกำแพงที่มีเหล่าปลาคาร์ปว่ายวนอยู่ทั้ง 8 ตัวเหมาะสำหรับการเลี้ยงสังสรรค์ การรวมตัวกันของครอบครัวใหญ่รองรับได้ถึง 30-40 คน

สำหรับเมนูพิเศษของร้านที่เรียกได้ว่าไม่สั่งเหมือนมาไม่ถึงปาเป่า เมืองกระบี่ คือเมนูยอดฮิตที่ผู้คนชอบทานกันตอนเช้าๆ วัฒนธรรมดั่งเดิมของชาวใต้อย่างเมนู “ติ่มซำ” ติ่มซำร้อนๆนึ่งกันสดๆ พร้อมเสิร์ฟทันที สิ่งที่พิเศษของเมนูนี้คือวัตถุดิบชั้นดีนำมาปั้นเอง
ลูกต่อลูก ส่วนผสมที่สดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นขนมจีบ ซาลาเปา เปาะเปี๊ยะกุยช่าย และอีกหลายๆ เมนูเข่ง

“ฮ่อยจ๊อ แฮกึ้น โซวจิวกึ้น” ของทอดสามสหายนี้ถูกคัดสรรจากวัตถุดิบที่มีความสดใหม่ และสูตรปรุงรสจากต้นตำรับเมืองจีน ฮ่อยจ๊อ แฮกึ้น ทำจากเนื้อกุ้ง เนื้อกรรเชียงปู เน้นๆ100% ไม่มีผสมแป้ง และโซวจิวกึ้นทำมาจากไข่เค็มที่ทางร้านเลือกสรรมาจากไชยา

“คับบะ” หมูสามชั้นชั้นดีที่นำมาต้มจนน้ำงวดที่สุด ปรุงรสด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน และนำมาทอด ส่วนผักที่อยู่ด้านล่างนั้น ได้ถูกส่งตรงมาจากเมืองจีนซัวเถา ซึ่งใช้เวลาในการนึ่งเมนูนี้ถึง 4 ชั่วโมงทานคู่กับหมั่นโถวเนื้อแน่นสัมผัสถึงความนุ่มของแป้ง เป็นเมนูคู่ฮิตประจำร้านเลยทีเดียว

“กุ้งผัดพริกเกลือ” เมนูกรอบนุ่มรสจัดจ้านนี้ เน้นกุ้งทะเลสดๆ ที่มากับเรือลากอวนขนาดเล็กเท่านั้น! เพราะเรือขนาดเล็กจะไม่มีการแช่น้ำยา มากันสดๆ วันต่อวัน ทอดด้วยน้ำมันไฟแรงและนำมาผัดกับพริกและเกลือ เนื้อกุ้งเด้งๆ กรอบนุ่มหอมกรุ่นไปด้วยกระเทียมเจียว

ตบท้ายด้วยเมนู “ปลาเก๋าแปดเซียน”เนื้อปลาเก๋าจากทะเลน้ำลึก เลือกเฉพาะปลาเก๋าที่มีน้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 30กิโลกรัม เมื่อนำมาแล่เป็นชิ้นพอดีคำจะได้คุณภาพเนื้อปลาเน้นๆ และมีรสหวานนำมาผัดกับพริกหวานสามสี พุทราจีนคลุกเคล้าด้วยเหล้าจีนและเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่ลงตัว

สำหรับเมนูอื่นๆ ของร้านยังมีให้เลือกอีกมากมายในทุกมื้อ รวมถึงเครื่องดื่มร้อนเย็นอีกหลากหลายรายการซึ่งการเดินทางมาที่ร้านนั้นก็สะดวกสบาย เห็นร้านได้อย่างชัดเจน เพราะจุดที่ตัง้ อยู่ติดริมสี่แยกนกอินทรี ถนนมหาราช ด้วยรูปแบบของร้านจึงเป็นจุดเด่นสำหรับผู้ที่สัญจรไปมา มีพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับรถยนต์ที่เข้ามาจอดได้อย่างสบายร้านอาหารเปิดบริการ 2 ช่วงเวลาของทุกวัน 07.00-14.00 น. เป็นอาหารประเภทติ่มซำและอาหารจานเดี่ยว และช่วง 16.30-21.00 น. เป็นอาหารจานใหญ่หลากหลายเมนูทั้งไทย-จีน-ซีฟู้ดหรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก :Babao Restaurant Krabi

 

 

ฮองมิน ต้นตำรับอาหารจีนกวางตุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512348

ฮองมิน ต้นตำรับอาหารจีนกวางตุ้ง

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ เบญจพล อมรเจียรศักดิ์

ประเทศไทยของเรานั้นดีนักหนา เรื่องอาหารการกินนั้นมีมากมายหลากหลาย ตั้งแต่ราคาถูกไปยังแพง ตั้งแต่ริมถนน ตึกแถว จนถึงห้างสรรพสินค้า ครบครันทั้งอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง เรียกว่ารับประทานกันทั้งเดือนก็ยังมีให้เลือกไม่ซ้ำกัน วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องภัตตาคารอาหารจีน ก็ยังมีจีนแต้จิ๋ว จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนแคะ

 

หากอยากเปลี่ยนรสชาติมารับประทานอาหารจีน วันนี้มีร้านอาหารจีนสไตล์จีนฮ่องกง หรือแบบจีนกวางตุ้งนั่นเอง ร้าน ฮองมิน สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เปิดมานานกว่า 20 ปี สุรเชษฐ์ เรืองศรีศักดิกุล-เชฟตาม เล่าว่าสาขานี้เป็นสาขาที่เปิดมานานในยุคแรกๆ ของฮองมินที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า กลุ่มลูกค้านั้นเป็นกลุ่มครอบครัว คือตั้งแต่หนูน้อยวัย 7-8 ขวบ ที่มากับคุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงรุ่นคุณตาคุณยายวัย 70 กว่า

เมนูเด็ดของที่ร้านก็มีหลากหลาย โดยเฉพาะชุดติ่มซำนั้นมีให้เลือกกว่า 36 ชนิด และที่เป็นไฮไลต์ของชุดติ่มซำก็คือเผือกทอดไส้หมูแดง ที่ลูกค้าชอบมากๆ หลังจากที่เข้าไปรับประทาน จะมีชุดเวลคัมดริงค์ เป็นออร์เดิร์ฟแรกก็คือชุดชาจีน (ชาหอมหมื่นลี้) กับถั่วตัด ตามด้วยชุดติ่มซำที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งขนมจีบกุ้ง จีบปู ฮะเก๋า กุยช่าย หมูสับไข่เค็ม กุ้งราดซอสมะนาว กุ้งราดซอสผงกะหรี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และซาลาเปาต่างๆ

เมนูนำเสนอในวันนี้ก็คือหัวปลาต้มเผือก ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว โดยเป็นหัวปลาจีนไปตุ๋นกับเผือกจนได้เนื้อเผือกเหนียวนุ่มหวานมัน ซดน้ำร้อนหอมชื่นใจ เพราะการนำเผือกไปนึ่งจนสุกแล้วนำไปทอด จนเนื้อเผือกนุ่ม ทั้งหวานและมัน ตามด้วยหมูหมี่ผัดฮ่องกง ใส่กุ้ง หมึกสด หมึกแห้ง แฮม หมูแดง

 

ที่เป็นไฮไลต์เด็ดอีกอย่างก็คือเป็ดปักกิ่ง ที่สามารถสั่งได้เพียงครึ่งตัวหากคุณมากันเพียง 2 คนเกรงว่ารับประทานไม่หมด โดยเนื้อเป็ดสามารถนำไปผัดพริกไทยดำ ทอดกระเทียมพริกไทย หรือผัดเกี้ยมฉ่าย เพราะที่ร้านนี้มีอาหาร 3 ขนาดให้เลือกคือ ชุดเล็ก ชุดกลาง และชุดใหญ่ สามารถเลือกได้ตาม ขนาดที่ลูกค้าต้องการ ตามด้วยปูผัดผงกะหรี่ ที่นี่ใช้ปูทะเลซึ่งมีเนื้อหนาแน่นกว่าปูม้า ซึ่ง ขณะนี้กำลังมีโปรโมชั่น 3 ตัวในราคา 899 บาท

สำหรับของหวานมีบัวลอยน้ำขิง แปะก๊วยร้อนเย็น แปะก๊วยนมสด เต้าทึงร้อนเย็น เผือกทอด สาคูแคนตาลูป จุที่นั่งได้ 125 ที่นั่ง มีโต๊ะใหญ่ 10 ที่นั่งแบบโต๊ะจีนสำหรับครอบครัวใหญ่ 3 ชุด วันธรรมดาร้านเปิด 11.00-21.30 น. วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ 10.00-21.30 น. ถ้ามาครอบครัวใหญ่สำรองที่นั่งได้ที่ 02-884-9688

 

กาแฟนี้ที่บ้าน เป็ดอบกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 17:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512346

กาแฟนี้ที่บ้าน เป็ดอบกาแฟ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

เขียนเรื่องเครื่องดื่มและขนมเกี่ยวกับกาแฟมาหลายตอน ถ้าฉบับนี้ผู้เขียนอยากนำคุณผู้อ่านเข้าสู่การทำอาหารโดยมีกาแฟเป็นเครื่องชูรสบ้าง มันจะฟังดูพิลึกไปไหม?

เคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งซึ่งถือเป็นคู่มือที่ดีสำหรับเชฟชั้นนำทั่วโลก ผู้เขียนซื้อตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนโรงเรียนสอนทำอาหาร เพราะใครๆ ต่างพูดถึงเนื้อหาในหนังสือโดยทั้งเล่มมีสูตรอาหารน้อยมาก เป็นการรวบรวมกลุ่มของวัตถุดิบที่เข้ากันเป็นหมวดๆ ไว้ ถือเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่รวบรวมเอาข้อมูลพวกนี้ ทำให้กลายเป็นหนังสือโด่งดัง เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้วเกิดปรากฏการณ์ที่โลกของอาหารเปิดประตูแต่ละวัฒนธรรม จับเอาวัตถุดิบจากชาติหนึ่งมาสู่อีกชาติหนึ่ง ผสมผสานผิดบ้างถูกบ้าง แต่ถือเป็นยุคที่เกิดความหลากหลายทางอาหารสูงสุดยุคหนึ่งก็ว่าได้ หนึ่งในนั้นเราอาจรู้จักกันในชื่อของ Fusion อันที่จริงแล้วคำนี้ถือว่าตกไปในยุคนี้ แต่มันคือความจริง เพราะเทียบแล้วเป็นการหลอมรวมเอาความหลากหลายของวัตถุดิบจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน

หนังสือเล่มที่ว่านี้เขาช่วยให้เชฟมี ไอเดียในการผสมผสานมากขึ้น เพราะเป็นการแนะนำหรือเป็น Guideline กลุ่มเครื่องปรุง เช่น ไก่เหมาะสำหรับเครื่องเทศอะไรบ้าง หรือขิงเข้ากับวัตถุใดในอาหารบ้าง แม้กระทั่งวัตถุดิบที่น่าสนใจอย่างวานิลลาที่ใครจะรู้ว่าเข้ากันได้ดีกับเนื้อหมู หรือ ช็อกโกแลตสามารถจับคู่ Pairing รสชาติกับพริกเผ็ดๆ ได้อย่างลงตัวแบบไม่น่าเชื่อ เรียกว่าถ้าเราเป็นเชฟในสมัยนั้น มีหนังสือเล่มนี้ก็สามารถสร้างสรรค์อาหารแปลกที่จะสะดุดลิ้นคนกิน

ผู้เขียนเปิดไปดูหมวดกาแฟ พบว่ากาแฟเข้ากับหลายสิ่งหลายอย่าง หลายๆ การจับคู่เราคุ้นเคยกันในวัฒนธรรมเรา บางอย่างแปลกมากแต่ก็ยังเข้ากันได้ ยกตัวอย่างการจับคู่กาแฟกับเครื่องเทศต่างๆ ของชาวอาหรับ ของ Arabic Coffee ที่หอมกลิ่นลูกกระวานฟุ้งทันทีที่ซดกาแฟร้อนเข้าปาก ไปจนถึงการจับคู่กาแฟกับกะทิที่ชาวต่างชาติอาจจะงง แต่เรามีตั้งแต่โบราณยกตัวอย่างทอฟฟี่กะทิที่แม่ค้าบางเจ้าแอบเหยาะกาแฟสำเร็จรูปลงไปเพื่อสร้างเสน่ห์อย่างไรเล่า

อเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีแหล่งปลูกกาแฟชั้นดี เชื่อว่ามันน่าจะเกิดขึ้นจากกาแฟที่เหลือก้นกาต้ม แล้วคุณแม่บ้านแอบสาดลงไปในสูตรอาหารที่ตนเองกำลังปรุงอยู่ เราจึงเห็นสูตร Mole หรือซอสบางชนิดมีส่วนผสมของกาแฟอยู่หลายอย่าง เรียกว่าเครื่องเทศแน่นๆ ในเครื่องปรุงอาจทำให้เราไม่รู้เลยว่าแอบเติมกาแฟลงไป แต่เมื่อขาดกาแฟไปนี่สิ กลายเป็นว่ารสชาติกลับเพี้ยนไปได้

 

อเมริกันเขามี Red-Eye Steak ที่ขายตามร้าน Diner’s แถวรัฐคาวบอยที่บริโภคเนื้อวัวเยอะๆ จี่เนื้อเสร็จแล้วเอาขึ้นมาจากนั้นทำ Gravy ง่ายๆ กับพริกไทยดำและกาแฟดำ นัยว่าช่วยในการเบิ่งเนตรให้ตาสว่างหลังจากดื่มหนักมาทั้งคืน ไม่ได้พูดเล่นๆ เขามีจริงๆ นะคุณผู้อ่าน

ลองมาดูบ้านเรากันบ้างดีกว่า เคยคุ้นหูกับเป็ดอบกาแฟไหม ผู้เขียนเคยได้ยินกิตติศัพท์ความอร่อยของอกเป็ดอบกาแฟที่เขาว่ากันว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย ฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอนำเป็ดอบกาแฟของโครงการหลวงมาเป็นแรงบันดาลใจในการปรุง น่องเป็ดอบกาแฟ ในแบบของ Cookool กันบ้าง

กาแฟทำหน้าที่อะไรในสูตรนี้ และไม่เติมลงไปได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ ไม่ใส่กาแฟเลยก็ได้ แต่ถ้าได้ทดลองเติมกาแฟลงไป รับรองว่าจะได้อาหารจานใหม่ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ความพิเศษของกลิ่นกาแฟที่ช่วยให้เกิดความแตกต่างคือ ความ Nutty กลิ่นคล้ายๆ ถั่วคั่วที่เกิดจากการคั่วกาแฟจนหอมฟุ้ง ช่วยสร้างความซับซ้อนให้กับซอสที่จะเคี่ยวเป็ดมากขึ้น ที่สำคัญความขมน้อยๆ ของกาแฟเข้ากันได้ดีกับเนื้อเป็ดที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและมีความมัน ทำให้เกิดเป็นรสชาติเฉพาะตัวที่ต้องนับถือคนที่จับคู่เป็ดกับกาแฟเข้าด้วยกัน

สูตรนี้เปลี่ยนเป็นไก่ได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ เพราะเชื่อหรือไม่ว่าในหนังสือเล่มที่ผู้เขียนเกริ่นมาตั้งแต่แรกนั้น มีนักเคมีศึกษากลิ่นเขาวิเคราะห์มาแล้วว่า กลิ่นของกาแฟเข้ากับสัตว์ปีกได้ทุกชนิด ตั้งแต่เป็ด ไก่ ไปจนถึงนกพิราบที่ชาวฝรั่งเศสโปรดปราน ข้ามไปถึงนกเป็ดน้ำที่ชาวอิตาเลียนก็กิน

บางครั้งการจับคู่วัตถุดิบใหม่ๆ เข้าด้วยกัน มันน่าสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะเมื่ออาหารจานนั้นออกมาอร่อย เพราะมันเกิดเป็นความแปลกใหม่ที่เราไม่คุ้นลิ้น และกลายเป็นความประทับใจในที่สุด เพราะใครจะรู้ว่าเป็ดกับกาแฟจะเข้ากัน

 

รอว์ฟู้ด เมนูเพิ่มพลังชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510968

รอว์ฟู้ด เมนูเพิ่มพลังชีวิต

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม

ในยุคสมัยที่ผู้คนหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันยกใหญ่ เทรนด์ของอาหารการกินก็ปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับกระแสโดยคำนึงถึงสุขภาพดีเป็นหลัก หนึ่งในเทรนด์ดังที่ว่า คือ รอว์ฟู้ด (Raw food) อาหารที่สาวกคนรักสุขภาพทั่วโลกต่างเปิดใจยอมรับ แม้กระทั่งในหมู่ดาราฮอลลีวู้ด อย่าง ซูซาน ซาแรนดอน อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน ต่างก็หันมากินอาหารประเภทนี้กันอย่างสม่ำเสมอ และยังเป็นอาหารที่มีขายตามเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐ อย่าง ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ชิคาโก และลอสแองเจลิส อีกด้วย

รอว์ฟู้ด คือ เมนูเพิ่มพลังชีวิตที่ได้จากอาหารที่ทำจากผักสด ผลไม้สด ต้นอ่อนของ เมล็ดพืช และเมล็ดธัญพืช ซึ่งวัตถุดิบทั้งหมดจะไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งทางเคมีใดๆ และไม่มีแป้ง และน้ำตาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญจะใช้ความร้อนไม่เกิน 45 องศาเซลเซียสเท่านั้น เพื่อคงคุณค่าของเอนไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ของบรรดาวัตถุดิบเหล่านั้นเอาไว้นั่นเอง

อีกทั้งแหล่งวัตถุดิบที่นำมาใช้นั้นส่วนใหญ่ จะเป็นผักและผลไม้ออร์แกนิกเท่านั้น ที่สำคัญรสชาติทุกอย่างล้วนได้มาจากธรรมชาติ และที่สำคัญต้องเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อคงความเป็นธรรมชาติและปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแท้จริง

ด้วยเอนไซม์จากผัก ผลไม้ ที่นำมาทำแต่ละเมนูนั้นจะต้องคำนึงแล้วว่าต้องเหมาะสมสำหรับร่างกายของเรา สำหรับมนุษย์เรานักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ไว้ว่าเป็นสัตว์กินพืช ดังนั้น รอว์ฟู้ดจะช่วยล้างสารพิษ เพิ่มภูมิต้านทาน และ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง สายตา และระบบการย่อยอาหาร อีกทั้งยังจะทำให้ผิวพรรณสดใส รักษาสมดุลของน้ำหนัก และที่สำคัญเป็นอาหารที่ส่งผลต่ออารมณ์ทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย

เชื่อกันว่าเมนูรอว์ฟู้ดแต่ละเมนูหาก รับประทานเป็นประจำจะช่วยบำบัดโรค ทำให้ร่างกายห่างไกลจากโรค ยิ่งในปัจจุบันศาสตร์การรักษาโรคด้วยอาหารเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการรักษาโรคด้วยอาหารนั้น ต่างจากการรักษาโรคด้วยการใช้ยา ซึ่งเป็นการรักษาเฉพาะอาการเจ็บป่วยนั้นๆ แต่การรักษาโรคด้วยอาหารจะเป็นการสร้างสมดุลให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้ในระยะยาว แม้อาจจะไม่ได้ เห็นผลในทันที ทว่าหากคุณไม่ล้มเลิกความตั้งใจไปเสียก่อน คำว่าสุขภาพดีห่างไกลโรคย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เชฟอ๊อด-สุริศร์ พลับทอง รองเชฟใหญ่ของโรงแรม ธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและกีฬา จ.ภูเก็ต โรงแรมที่มุ่งเสริมสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักกีฬาทุกระดับ ในการเป็นสถานที่ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขันระดับโลก ให้ความสำคัญกับอาหารรอว์ฟู้ดอย่างมาก

“รอว์ฟู้ดเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับชีวิต รับประทานแล้วจะมีสุขภาพดี และด้วยเหตุผลที่ว่าทางโรงแรมของเราจะเน้นกีฬาและ ช่วยรักษาสุขภาพของผู้ที่มาพัก เราจึงเล็งเห็น ข้อดีของอาหารเฮลท์ตี้ฟู้ด รอว์ฟู้ด โดยได้ ผู้เชี่ยวชาญอาหารประเภทรอว์ฟู้ดจากออสเตรเลียมาอบรมและให้คำแนะนำ ซึ่งการจะทำเมนูรอว์ฟู้ดนั้นจะต้องได้มาจากพวกผัก ผลไม้ ประจำฤดูกาล โดยผ่านอุณหภูมิความร้อนแค่ 45 องศาเท่านั้น ซึ่งจะคล้ายกับอาหารมังสวิรัติ แต่ไม่ผ่านการปรุงรสแต่อย่างใด เต็มที่ก็แค่ใช้เกลือเท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่าจะดีต่อสุขภาพของเราแบบเต็มที่เลยครับ”

เชฟอ๊อด ยังกล่าวย้ำถึงคุณค่าของรอว์ฟู้ด ให้ฟังอีกว่าเป็นเมนูที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เป็นการปรับสมดุลให้กับร่างกาย แม้จะไม่เห็นผลในทันทีแต่รับรองได้เลยว่ามันจะค่อยๆ ดีขึ้น จากภายในสู่ภายนอกแน่นอน

เริ่มต้นสุขภาพดีด้วยซูกินีลาซานญ่า (Zucchini Lasagna) ซูกินี พืชผักกลุ่ม Summer Squash ซึ่งประกอบไปด้วย วิตามินเอ แมกนีเซียม โฟเลต โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้พืชกลุ่มนี้ยังมีกรดไขมันโอเมก้าสูง ซิงค์ ไนอาซิน และโปรตีนสูง

เริ่มต้นไล่เป็นชั้นเริ่มจากชั้นล่างซันดรายโปเตโต้ ต่อด้วยซูกินีสไลซ์ ราดด้วยซอสเพสโต ร็อกเก็ตสูตรเฉพาะทางร้าน ปรุงรสด้วยเกลือหิมาลายัน น้ำมะนาว และมายองเนสสด ท็อป ด้วยผักคะน้าซอย และตกแต่งจานด้วยมะเขือเทศ เชอร์รี่

เมนูถัดมาไจแอนต์มัชรูมเบอร์เกอร์ (Giant Mushroom Burger) เมนูนี้อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์จากวิตามินเอ ซี ดี บี6 วิตามินบีรวม แมกนีเซียม แมงกานีส และโพแทสเซียม

เริ่มต้นด้วยการใช้เห็ดหอมชิตาเกะอบแห้ง แล้วนำมาทำแป้ง ไส้เบอร์เกอร์ทำจากมันหวาน เมล็ดฟักทอง พริกจาลาปิโน และเกลือ นำมา คลุกเคล้ากัน ออนท็อปด้วยอโวคาโด ผิวส้ม แต่งด้วยผักอัลฟาฟ่า แล้วเสิร์ฟพร้อมด้วยผัก อบแห้ง

ต่อด้วยอโวคาโดเซวิเช่ (Avocado Ceviche) อโวคาโด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เต็มไปด้วยวิตามิน เคและโพแทสเซียม ซึ่งวิตามินทั้งคู่นี้มีประโยชน์ในการเสริมสร้างการไหลเวียนเลือดในร่างกาย

เริ่มด้วยการนำผักโขม คะน้าสับ อัลมอนด์สับ วอลนัตสับ แมกคาเดเมียสับ พร้อมด้วยน้ำมัน เมล็ดเฮ็ม น้ำมันแอปริคอต น้ำมะนาว ออร์แกนิก แครนเบอร์รี่แห้ง คลุกเคล้าจนเข้ากัน ปรุงรส ด้วยซอสมะนาว ตกแต่งด้วยอโวคาโดและมะเขือเทศ

เมนูนี้ก็น่าสนใจ ภูเก็ตแทงจี้สลัด (Phuket Tangy Salad) ทำจากทับทิมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและโพแทสเซียมสูง ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันและลดความดันโลหิต

เริ่มต้นด้วยการนำสับปะรด กะหล่ำปลี ซูกินี บีทรูท แครอต อโวคาโด หั่นสไลซ์แล้วนำมาคลุกเคล้ากัน นำไปวางบนจาน ตกแต่งด้วย อโวคาโด อัลฟาฟ่า และต้นอ่อนทานตะวัน ปรุงรสด้วยซอโชยุบรากก์ น้ำผึ้ง เกลือหิมาลายัน น้ำมะนาว และโคโคนัทเคอร์รี่ซอส นำไปราด จะให้รสชาติมันเค็มออกเปรี้ยวนิดๆ

ตบท้ายด้วยรอว์โอ๊ตพิซซ่า (Raw Oat Pizza) ที่มีเมล็ดแฟลกซ์ (ในขนมปัง) มีโอเมก้า 3 กรดไขมันจำเป็น ไขมันดีที่ส่งผลต่อสุขภาพของหัวใจ และช่วยขับฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่วนเกินในร่างกายอีกด้วย

เริ่มด้วยการนำเมล็ดแฟลกซ์มาตีให้เข้ากันนำไปอบด้วยอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะเป็นแผ่นนำมาตัด ใส่หน้าซึ่งมีด้วยกัน 6 หน้า ด้วยซูซินี แครอต ฟักทอง บีทรูท บักวีต และเมล็ดทานตะวัน

สัมผัสเมนูรอว์ฟู้ดได้ที่ห้องอาหารดิไวน์ (DiVine) โรงแรมธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและ กีฬา จ.ภูเก็ต เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.30- 22.30 น. โทร. 076-336-000 ต่อ 3512

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป่าปาก ทีเด็ดอยู่ที่น้ำพริกเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512208

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป่าปาก ทีเด็ดอยู่ที่น้ำพริกเผา

เรื่อง / ภาพ พี่เวส

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป่าปาก ก๋วยเตี๋ยวเรือแฟรนไชส์ชื่อดังที่มีต้นตำรับจาก จ.อุตรดิตถ์ ที่ อ๊อฟ สาวเจ้าของร้านใจดีเล่าให้ฟังว่าไปติดอกติดใจในรสชาติเมื่อคราวที่ได้ไปกินกับเพื่อนที่ จ.กาญจนบุรี ถึงขั้นไปเรียนขั้นตอนการทำจากร้านต้นตำรับ ก่อนที่จะมาเปิดขายที่กลางซอยลาดพร้าว 101 ถึงวันนี้ก็เปิดมาเอาใจเกือบจะ 1 ปีแล้ว และจะเพิ่มสาขาที่ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ในวันพรุ่งนี้

ทีเด็ดอยู่ที่น้ำพริกเผาที่ใส่มาทุกชาม รสชาติเด็ดดวงแซ่บถึงขั้นต้องเป่าปากตามชื่อร้าน และครบรสแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม ที่สำคัญพริกยังคั่วเองจึงให้กลิ่นหอมฟุ้ง ส่วนน้ำซุปก็ไม่ใช่ธรรมดาเพราะจะใส่สมุนไพรหลายอย่าง ทั้งอบเชย โป๊ยกั๊ก เม็ดพริกไทย แถมเพิ่มความกลมกล่อมด้วยการใส่สับปะรด อ้อย แล้วก็ใบเตย พร้อมกับผิวมะนาวที่มาช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีชะมัด

ที่ร้านนี้จะมีก๋วยเตี๋ยวเรือหมูทั้งน้ำ ทั้งบก หรือ ว่าแห้ง และก็นานาลวกจิ้ม ด้านเส้นก็มีทุกแบบ แถมยังเพิ่มเติมบะหมี่หยกมาให้เลือกอีกต่างหาก และทุกจานจะมีให้เลือกทั้งหมูหมัก หมูตุ๋น ตับ ลูกชิ้น และที่พิเศษคือตีนไก่ที่เปื่อยยุ่ยกำลังดีใครจะสั่งทุกอย่างก็ได้ไม่ว่ากัน ที่แอบชอบใจคือทุกชามจะเสิร์ฟมาในจานกะลามะพร้าวสวยงามล่อตาล่อใจสุดๆ

ร้านตั้งอยู่ที่กลางซอย ลาดพร้าว 101 เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-21.30 น. โทร. 02-731-4389

 

 

อาหารรสชาติกลมกล่อม @ เดอะ เชฟส์ แทเวิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 16:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512207

อาหารรสชาติกลมกล่อม @ เดอะ เชฟส์ แทเวิร์น

โดย…วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ลูกค้าเก่าแก่ย่านหลักสี่ ถนนวิภาวดีรังสิต น่าจะรู้จักโรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น ในเครือมิราเคิลกรุ๊ป ที่ก่อตั้งมานาน 25 ปี คงจำได้เป็นอย่างดีเพราะถือเป็นโรงแรมแรกในซอยวิภาวดี 64 โดยเฉพาะลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารไทยโบราณ

สิริพงษ์ กองเกตุ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น เล่าว่า หลุยส์ แทเวิร์นเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 2535 โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดโรงแรม จนปี 2558 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโรงแรมครบรอบ 25 ปี และก้าวสู่ปีที่ 26  อัศวิน อิงคะกุล ประธานบริหารมิราเคิล กรุ๊ป จึงออกแนวคิดให้ปิดปรับปรุงตกแต่งโรงแรมเกือบทั้งหมดใช้เวลาตกแต่งภายในให้เป็นสไตล์ทันสมัยขึ้นนานถึง 2 ปี

พอกลับมาเปิดอีกครั้งยังได้ปรับปรุงคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมที่มีชื่อเดิม คือ “หลักสี่ คอฟฟี่ช้อป” ที่เน้นขายอาหารไทยรสเลิศที่อดีตเคยได้แม่ครัวเป็นศิษย์เอกของ ม.ล.เติบ ชุมสาย มารังสรรค์อาหารไทยสูตรชาววังแท้ๆ ให้ อาทิ เมนูข้าวแช่ ซึ่งก็ยังมีให้บริการอยู่รสชาติแบบดั้งเดิม คือ เครื่องเคียงลูกกะปิ พริกหยวกยัดไส้ ฯลฯ ครบเครื่องสูตรโบราณมีบริการทุกช่วงเดือน เม.ย. แล้วเปลี่ยนชื่อห้องอาหารหลักสี่ คอฟฟี่ช้อป ให้เป็น เดอะ เชฟส์ แทเวิร์น (The Chef’s Tavern) ซึ่งก็ยังเน้นอาหารไทยแต่เพิ่มอาหารญี่ปุ่นและยุโรปเข้าไว้ด้วย

ไม่เพียงปรับเปลี่ยนเมนูเพื่อไว้คอยต้อนรับทั้งลูกค้าเก่า ที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารเกษียณอายุราชการ ฯลฯ มาเปิดตลาดใหม่สำหรับคนวัยทำงานด้วย พร้อมทั้งเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งจากเรียบๆ โปร่งโล่งจุคนได้เพียง 70 คนตอนนี้ขยายให้ห้องอาหารใหญ่ขึ้นจุคนได้ 150-180 คน

“เมื่อชื่อห้องอาหารเป็นเดอะ เชฟส์ แทเวิร์น คอนเซ็ปต์อาหารก็ยังเน้นอาหารไทยไว้ แต่เพิ่มอาหารยุโรปและญี่ปุ่นเพื่อให้เข้ากับการตกแต่งที่ดูทันสมัยด้วยการให้แสงและโทนสีดำ แต่ละเดือนเรามีเมนู เชฟ แนะนำ เปลี่ยนหมุนเวียนทุกเดือน อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ อาหารตะวันออกมาพบตะวันตก เช่น เมนูแกงฉู่ฉี่กุ้งสปาเกตตี หรือสเต๊ก แซลมอนสไตล์เม็กซิกัน เป็นต้น”

เมนูแนะนำของห้องอาหาร ซูส์เชฟเอกรินทร์ จิตจำนง ถนัดอาหารไทย ยุโรป และญี่ปุ่น ประสบการณ์ปรุงอาหารมานาน 13 ปี เล่าว่าเมนูเด็ดของห้องอาหาร ได้แก่ “เมี่ยงตะไคร้” เพื่อสุขภาพแนวโบราณเน้นผักและสมุนไพร ได้แก่ ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ พริกขี้หนูสวน หมูยอ หมูแผ่น มะนาว ไม่มีน้ำราด แต่จะได้ความหวานของหมูหวาน เน้นวัตถุดิบสดสะอาด

“ฉูฉี่กุ้ง สปาเกตตี” เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นยุโรปและไทยเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือปรุงรสชาติฉูฉี่แบบไทยๆ ใช้การผัดพริกแกงที่โขลกในครกหินโบราณอายุ 25 ปีให้หอม ใส่หัวกะทิอย่างดี จากนั้นใส่เม็ดมะม่วงหินพานต์บดลงไปเพื่อทำให้หอม เวลาเคี้ยวจะได้เทกซ์เจอร์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีรสชาติที่กลมกล่อม สำหรับคนไม่กินเส้นสปาเกตตีสามารถเปลี่ยนเป็นข้าวสวยได้

“สลัดวาซาบิ ซอสเทอริยากิ” เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงนำซอสเทอริยากิมาเคี่ยวกับน้ำตาลและขิงเพื่อเพิ่มความหอม มีซอสวาซาบิช่วยตัดความเลี่ยนราดลงไปบนสลัด “ข้าวยำสมุนไพร” ถือเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมของโรงแรม ทำเป็นสไตล์ภาคใต้ของไทยจ๋าด้วยการคลุกเคล้าเครื่องพริกแกงที่ประกอบไปด้วยข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกแห้งพริกไทยขาว พริกไทยดำ ขมิ้น กะปิโขลกทำเป็นพริกแกงแล้วเอามาคลุกกับถั่วผักยาว เนื้อปลาทูบดและข้าวสวย ปรุงรสชาติด้วยเกลือ ไม่ใส่น้ำตาล เพราะจะได้ความหวานจากเนื้อปลาทู

“สเต๊กแซลมอนสไตล์เม็กซิกัน” กินคู่กับซอสซัลซ่าที่ประกอบไปด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า หอมใหญ่สับ หอมแดงสับ พริกขี้ฟ้าสับ พริกไทยดำมีน้ำมันมะกอกคลุกเคล้ารวมกันแล้วใส่ทาบาสโก้ (ซอสมะเขือเทศเข้มข้น) ลงไปเพื่อเพิ่มความเปรี้ยว สำหรับปลาแซลมอนมีเคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงนำไปหมักด้วยรากผักชีสับกระเทียมสับ พริกไทยดำ หอมแดงสับ และ ไวน์ขาวกับน้ำมันมะกอกหมักทิ้งไว้ 15-30 นาที จะช่วยให้เพิ่มความหอมของปลา

นอกจากเมนูพิเศษต่างๆ แล้ว ยังมีไลน์บุฟเฟ่ต์ไว้คอยบริการในมื้อกลางวันวันจันทร์ถึงศุกร์แต่ต้องโทรมาจองก่อน ซึ่งมีทั้งอาหารไทย เช่น ลาบหมูสูตรโบราณ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกกะปิ ฯลฯ สลับหมุนเวียนกันไป อาหารยุโรป เช่น สตูเนื้อ สตูหมูสไตล์ฝรั่งเศส สปาเกตตีซอสครีม หมูอบซอสพริกไทยดำ ไก่ซอสเห็ด ฯลฯ ไว้คอยบริการ

ห้องอาหารเดอะ เชฟส์ แทเวิร์น เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ไลน์บุฟเฟ่ต์เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.30-14.00 น. ย้ำว่าควรสำรองที่นั่งล่วงหน้าที่โทร. 02-551-2191-9 ส่วนมื้อค่ำบริการอาหารเมนูที่ซูส์เชฟสร้างสรรค์มา กินเคล้ากับวงดนตรีขับกล่อมเสียงเพลงตั้งแต่เวลา 18.00 น. รับประทานอาหารไปได้จนถึง 22.30 น. ซึ่งมื้อค่ำของโรงแรมได้รับความนิยมจากลูกค้ามาก ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์เป็นอาหารตามสั่งทั้งมือเช้า กลางวัน และค่ำโรงแรมตั้งอยู่ที่เลขที่ 79 ซอยวิภาวดี 64 แยก 10 บางเขน กรุงเทพฯ หากไปไม่ถูกสอบถามเส้นทางได้ที่ 02-551-2191-9

 

อร่อยแบบไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:10…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/511153

อร่อยแบบไม่ธรรมดา

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

eat&drink ฉบับนี้พาผู้อ่านไปหาขนมหวานแสนอร่อยดั้งเดิม ที่ใครไปใครมา ใครมีโอกาสแวะเข้าไปในเมืองแพร่ เชื่อว่าร้านขนมหวาน ตรงประตูชัย จะเป็นหนึ่งในร้านที่จะถูกเจ้าถิ่นแนะนำให้ไปนั่งชิม ชมบรรยากาศเมืองแพร่ ซึ่งร้านขนมหวานนี้คือ แต๋วรวมมิตร นั่นเอง

ไปทุกครั้งจะใช้วิถีแบบช้าเนิบ เสาะหาของกินแสนอร่อย บางครั้งทำตัวเป็นสก๊อยซ้อนท้ายจักรยานไปประตูชัย เป้าหมายก็แต๋วรวมมิตรนั่นเอง ร้านนี้มีดีอย่างไร มีดีที่กล้าจะแหวกออกมาจากขนมหวานทั่วไปๆ ที่รวมมิตร หรือทับทิมกรอบสลิ่ม ปกติอาจจะใส่เพียงน้ำแข็งไส ราดน้ำกะทิสด แต่ร้านมีความต่างตรงที่ใน 1 ถ้วยของรวมมิตรร้านนี้ จะมีไอศกรีมวานิลลาใส่ลงไป 1 ลูกก่อน แล้วหลังจากนั้นจะถามด้วยเครื่องเคียงรวมมิตรแล้วแต่คุณลูกค้าจะสั่งและชี้นิ้วว่าให้ใส่อะไร ตามด้วยน้ำแข็งไส และราดด้วยน้ำเชื่อม นมสดรสชาติหวานมัน อร่อย

แต๋วรวมมิตร วันนี้เข้าสู่รุ่นที่ 2 แล้ว เพราะแต๋วผู้เป็นแม่ได้ลาจากไปแล้ว หลงเหลือไว้ซึ่งร้านขนมหวานที่รุ่นลูกเข้ามาสานต่อ และแตกกอด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ ขยายสาขาไปตามความเจริญของเมือง และถึงทุกวันนี้ แต๋วรวมมิตรมีเปิดให้บริการรวม 5 สาขาแล้ว 1.สาขาประตูชัย สาขาดั้งเดิมเริ่มต้นขายเมื่อ 45 ปีก่อนในราคาถ้วยละ 7 บาท

จนวันนี้ขยับมาขายถ้วยละ 30 บาท และยังมีแบบซูเปอร์หากมากันหลายคน หรือแม้กระทั่งอยากทานคนเดียวแบบหนำใจให้เลือก ตกราคา 90 บาท 2.สาขาตลาดอรทัย อยู่ตรงสี่แยกกลางเมือง หรือสี่แยกบ้านทุ่ง 3.สาขาบิ๊กซี 4.สาขากาดน้ำทอง และ 5.สาขาในเมืองตรงข้ามกับโรงพยาบาลแพร่คริสเตียน ซึ่งจะเป็นสาขาที่บ่งบอกความเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะตกแต่งร้าน สไตล์โมเดิร์น บรรยากาศน่านั่งมาก หากไปยามค่ำคืนคนจะแน่นร้านหน่อย แต่ด้วยความอร่อยก็ต้องรอ ระหว่างรอก็เหลือบไปชิมลูกชิ้นหมูนายอ้วนก็ไม่ผิดอะไร

ลูกชายเจ๊แต๋ว บอกว่าผมเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ตอนนี้เปิด 5 สาขา ใช้ระบบความไว้ใจในการให้คนที่คุ้นเคย และเป็นคนดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นแม่ในการช่วยดูแลร้านให้ ซึ่งต้องบอกว่าด้วยความไว้ใจกันจริงๆ ซึ่งตัวเขานั้น จันทร์-ศุกร์ก็ทำงานธนาคาร ตอนเย็นเลิกงานก็มาขายของเอง รวมถึงเสาร์-อาทิตย์ด้วย ยอมรับว่ายังคงขายดี ร้านเริ่มแรกตั้งแต่รถเข็นคันเดียว จนถึงทุกวันนี้มี 5 สาขา และยังคงจะสืบทอดกิจการของแม่ต่อไป และร้านแต๋วรวมมิตรจะอยู่คู่เมืองแพร่ คอยให้ผู้คนและลูกค้าที่เดินทางผ่านมาได้แวะชิม นอกเหนือจากคนเมืองที่เป็นลูกค้าประจำกันอยู่แล้ว