กาแฟดีที่บ้าน วนิลาลาเต้พุดดิ้ง Vanilla Latte Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 16:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510966

กาแฟดีที่บ้าน วนิลาลาเต้พุดดิ้ง Vanilla Latte Pudding

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เสน่ห์ของพุดดิ้งในฉบับนี้ มีความหอมกาแฟคล้ายๆ กับนมเหยาะกาแฟนิดๆ ความหอมแบบนี้เป็นรักแรกของเด็กอยากดื่มกาแฟ เกิดจากสูตรพิเศษที่คุณยายของผู้เขียนมักจะชงให้คุณตาดื่มเวลาที่คุณตาอ่านหนังสือดึกๆ เริ่มต้นด้วยการเปิดกระป๋องนมตราหมี (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณา)

สมัยก่อนเปิดแสนจะยากเย็น ต้องใช้ที่เปิดกระป๋องกดด้วยแรงให้เป็นรูสัก 2-3 รูตรงกันข้าม ค่อยๆ เทใส่หม้อด้ามขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นขนาดพิเศษที่หาไม่พบแล้วในปัจจุบัน จากนั้นคุณยายจะเปิดเตาจิ๋วๆ ที่มักเอาไว้ใช้ต้มน้ำชงชาหรือกาแฟ อุ่นให้นมร้อนขึ้นจนเดือดเบาๆ ที่ขอบๆ หม้อ ยกลงจากเตาแล้วใช้ช้อนกาแฟผอมบางของคุณยาย ตักผงช็อกโกแลตมอลต์ หรือที่เรียกกันว่า ไมโล โอวัลติน จนติดปาก ลงไปสักช้อน ตามด้วยผงกาแฟสำเร็จรูปแค่ปลายก้อย น้ำตาลทรายไม่ฟอกสีลงไปแค่ครึ่งช้อนชา คุณยายบอกว่าขอแค่หวานปะแล่มก็พอแล้ว

ผู้เขียนสงสัยว่าทำไมคุณยายใส่กาแฟน้อยจัง ท่านตอบว่าขอให้กาแฟเป็นแค่กลิ่นหอมชวนให้ดื่มก็พอ เพราะเครื่องดื่มรอบดึกใกล้เวลาเข้านอนเต็มทน กาแฟสำเร็จรูปมากเกินไปจะไม่ไหว เครื่องดื่มของคุณยายนี้เป็นเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับเด็ก ผู้เขียนมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยหยิบจับข้าวของมาเตรียมไว้ให้และช่วยเก็บให้เข้าที่ จะได้เพียงแค่ช่วยคุณยายชิมสัก 1-2 ช้อนชา ว่ารสชาติไม่ผิดเพี้ยนไปจากทุกๆ ครั้งที่ชง ได้ชิมเพียงแค่นิดๆ กลายเป็นเหตุให้ผู้เขียนหลงรักกาแฟขึ้น เมื่อใดที่ได้ชิมกาแฟน้อยๆ ในนมปริมาณมากๆ หวานหน่อยๆ มักจะคิดถึงสูตรเด็ดของเครื่องดื่มมื้อดึกคุณยายเสมอ

แม้จะติดใจในความหอมของกาแฟ เมื่อทดลองใส่กาแฟสดแบบเอสเปรสโซ่แล้วพบว่าสีของพุดดิ้งเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เดาได้ทันทีว่าเป็นพุดดิ้งรสกาแฟจ๋าๆ ไม่อยากให้สีนวลๆ น่ารับประทานของไข่ในพุดดิ้งหายไป จึงขออาศัยวิธีเดิมในการใช้เมล็ดกาแฟคั่วทั้งเมล็ดเป็นตัว Infuse ให้ส่วนผสมนมและครีมให้มีกลิ่นหอมขึ้น แล้วจึงนำนมกลิ่นกาแฟนั้นมาผสมกับไข่แดงและไข่ไก่ทั้งฟอง ซึ่งเป็นส่วนผสมที่จะทำให้พุดดิ้ง “เซต” ด้วยความร้อนพุดดิ้งที่อร่อยควรต้อง “Under Baked” นิดๆ กล่าวคือถ้าสุกเกินไปความฉ่ำเยิ้มจะหายไปจากเมื่อเวลาแช่เย็น ตักขึ้นมาควรมีเนื้อ “ครีมมี่” การตรวจสอบความสุกของพุดดิ้งจึงต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์สักนิดถึงจะสู่เส้นชัย ถ้าพุดดิ้งครั้งนี้แน่นหรือแข็งไป ครั้งหน้าให้ลดเวลาอบลงอีกหน่อย ถ้าแฉะหรือเหลวเกินไปครั้งหน้าให้อบนานขึ้นอีกนิด แต่รับรองว่าอัตราส่วนนี้จะพาคุณไปสู่พุดดิ้งรสละมุนได้ไม่ยาก ขอรับประกัน

Vanilla Latte Pudding

ส่วนผสม

นมจืด 1 ถ้วย

วิปครีม 3 ถ้วย

ไข่แดง 8 ฟอง

ไข่ทั้งฟอง 2 ฟอง

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

กาแฟเมล็ดแบบคั่วเข้ม 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 0.5 ถ้วย

(ชิมก่อนนะ ไม่แน่ใจจะได้ไหมอ่ะ หวานไปเปล่า)

วิธีทำ

ผสมนม ครีมเข้าด้วยกันตั้งไฟให้ร้อน เติมกลิ่นวานิลลาและเมล็ดกาแฟลงไป พักไว้ 15 นาที กรองทุกอย่างออกมา

อุ่นให้ร้อนอีกครั้ง เติมน้ำตาลลงไปครึ่งหนึ่ง และน้ำตาลอีกครึ่งหนึ่งเติมลงในชามผสม ผสมไข่แดง ไข่ทั้งฟองและน้ำตาลทรายคนให้เข้ากัน ค่อยๆ รินนมร้อนลงไป คนให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ให้มีปริมาณเท่าๆ กันในแต่ละพิมพ์

ในเตาอบ เปิดไฟ 150CO เรียงพิมพ์ที่เทส่วนผสมไว้ลงไปในถาดที่มีขอบสูง ใส่เข้าในเตาอบ เติมน้ำลงในพิมพ์ แล้วใส่ในเตาอบจับเวลาประมาณ 50 นาที ปิดเตาและพักไว้ให้ส่วนผสมเย็นสนิทก่อนนำเข้าตู้เย็นโดยปิดหน้าพุดดิ้งด้วยฟิลม์ถนอมอาหารหรือฝาปิดจะช่วยให้หน้าพุดดิ้งไม่แห้งจนเกินไป

 

‘กันเอง 2’ สวนอาหารร้านดังของภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 15:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510305

‘กันเอง 2’ สวนอาหารร้านดังของภูเก็ต

โดย…ภาดนุถ้าพูดถึงร้านอาหารชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณริมหาดอ่าวฉลอง จ.ภูเก็ต นักชิมหลายคนต้องรู้จักร้านอาหารที่ชื่อ “กันเอง” ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่เปิดร้านอาหารมากว่า 45 ปี ปัจจุบันบริหารงานโดย มาลินี นุ่นสุวรรณ และครั้งนี้เราขอแนะนำร้าน “กันเอง 2” ซึ่งก็เปิดมาไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้วเช่นกัน

ร้านกันเอง 2 เป็นร้านประเภทสวนอาหาร สถานที่ตั้งร้านและบรรยากาศ ได้รับการออกแบบให้เข้ากับชื่อร้าน นั่นคือ “ความเป็นกันเอง” เพราะภายในร้านมีโต๊ะและเก้าอี้ให้ลูกค้าได้เลือกนั่งทั้งแบบริมทะเลรับลมเย็นๆ และในโซนของห้องปรับอากาศ

แถมด้วยความเป็นกันเองของพนักงานในร้าน ที่บริการกันด้วยใจล้วนๆ มีที่นั่งบริการเป็นแนวยาวติดชายทะเลสำหรับลูกค้ากว่า 300 ที่นั่ง ซึ่งจัดแยกไว้อย่างลงตัวเพื่อความเป็นส่วนตัว และยังมีส่วนอาคารสำหรับจัดงานเลี้ยงในที่ร่มขนาด 500 ที่นั่ง เป็นอาคารทันสมัยติดตั้งเครื่องปรับอากาศ มีเวที ระบบเสียง และวีดิทัศน์ สามารถรองรับได้ทั้งงานเลี้ยงงานแต่งงาน และงานประชุมสัมมนา

เมนูอาหารของที่นี่มีให้เลือกมากมาย ทั้งอาหารไทย อาหารพื้นเมืองปักษ์ใต้ และที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นซีฟู้ด ที่มีวัตถุดิบสดใหม่ให้ลูกค้าสามารถเลือกได้จากตู้เลี้ยง ทั้งปู ปลา หมึก กุ้ง หอย กุ้งมังกร และแมงดาทะเล

เมนูแนะนำ ก็เช่น “เบือทอด” ซึ่งเบือที่ว่านี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าหญ้าช้องนาง เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง เอามาชุบแป้งทอดพร้อมกับกุ้งจิ้มน้ำจิ้มคล้ายๆ ซอสพริก ความกรุบกรอบของเบือทอดเป็นออร์เดิร์ฟช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก

“ปลามงเผา” ปลาทะเลฝั่งอันดามัน นำมาเผาด้วยกาบมะพร้าวจนได้กลิ่นหอม เนื้อสดแน่นและนุ่ม กินคู่กับน้ำจิ้มมะขามรสออกหวานๆ เปรี้ยวๆ ทำให้ได้รสชาติของเนื้อปลาเต็มๆ ต่อด้วย“กุ้งทอดซอสมะขาม” ทางร้านใช้กุ้งสดๆ พร้อมแกะเปลือกบริเวณตัว โดยเหลือเปลือกส่วนหัวเอาไว้ ราดด้วยซอสมะขามหวานๆ เปรี้ยวๆ คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเริ่ด

มาที่ “ใบเหลียงผัดไข่” เมนูนี้จะผัดแบบมีน้ำขลุกขลิก ใบเหลียงที่ผัดมีความนุ่มกำลังดีตามด้วย “น้ำพริกกุ้งเสียบ” รสชาติสไตล์ชาวภูเก็ตที่ใช้กุ้งเสียบตัวใหญ่คัดพิเศษนำไปเสียบไม้แล้วย่าง จากนั้นนำมาตำกับกะปิ พริก กระเทียมปรุงรสด้วยน้ำตาลและมะนาว กินคู่กับผักสดและผักดองหลากหลายชนิด อร่อยครบรสชาติ

ต่อด้วย “ห่อหมก” เมนูนี้ใช้เนื้อปลากับเครื่องแกงเน้นๆ ไม่มีแป้งหรือส่วนผสมอื่นปนเลยจึงได้รสสัมผัสของเนื้อปลาที่นุ่มตัดกับรสเผ็ดของเครื่องแกงจนอร่อยพอดี อีกเมนู “แกงกะทิปูหมี่หุ้น” รสชาติจัดจ้าน ใส่เนื้อปูก้อนโต สามารถเลือกเพิ่มใบชะพลูได้ตามความชอบ กินพร้อมกับเส้นหมี่หุ้นลวกเหนียวนุ่มอร่อยเข้ากัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “ชุดรวมซีฟู้ด” และ “กุ้งมังกรซาซิมิ” ที่ใช้กุ้งมังกรธรรมชาติจากทะเลภูเก็ตสดๆ นำมาแล่เป็นชิ้นๆ แล้วแช่น้ำแข็งให้เนื้อกุ้งเย็นจัด กินกับวาซาบิและโชยุแบบญี่ปุ่น โอ๊ย! ฟินเวอร์

ร้านกันเอง 2 อยู่ที่ถนนเจ้าฟ้า ริมหาดอ่าวฉลอง จ.ภูเก็ต การเดินทาง ถ้ามาจากตัวเมืองภูเก็ต ตรงมาก่อนถึง 5 แยก อ.ฉลอง ผ่านสวนสัตว์ ผ่านวัดใต้ แล้วจะเห็นร้านอยู่ซ้ายมือก่อนถึงหาดราไวย์

ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 076-381-323 และ 076-381-694 หรือดูข้อมูลได้ที่ www.phuket-seafood.com

 

ดื่มด่ำมรดกรสเข้ม ‘กาแฟตุรกี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510300

ดื่มด่ำมรดกรสเข้ม 'กาแฟตุรกี'

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ FYI

การชงและดื่มกาแฟแบบตุรกีนั้นเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมกาแฟเก่าแก่ที่สุดในโลก สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันเราสามารถดื่มกาแฟตุรกีได้ทุกที่ เพราะเทคโนโลยีสร้างได้แม้แต่เครื่องทำกาแฟตุรกีอัตโนมัติ แต่ถ้าอยากจะได้รสชาติอัน “แท้ทรู” ก็ต้องใช้สูตรเด็ดเคล็ดลับอุปกรณ์และรักษาวิธีการดั้งเดิมไว้ (บ้าง)

กาแฟตุรกี คือ การเตรียมและการชงกาแฟอันสุดแสนพิเศษ การดื่มกาแฟของคนเติร์กไม่ได้เป็นเพียงการดื่มกาแฟ แต่ยังเป็นการเข้าสังคม การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร กาแฟเป็นสัญลักษณ์ของหลายอย่างในสังคมตุรกี เป็นประเพณีการต้อนรับขับสู้ มิตรภาพ หรือแม้แต่ความบันเทิง กาแฟยังมีบทบาทในหลากหลายเหตุการณ์เรื่องราวทางสังคม ด้วยเห็นถึงความสำคัญนี้ทางยูเนสโกจึงขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมและประเพณีกาแฟตุรกีเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” (IntangibleCultural Heritage)

และชายที่เราเพิ่งจะได้พบก็ไม่ต่างกับเป็นทูตของวัฒนธรรมกาแฟตุรกี ชื่อของเขาคือ ทัวร์กาย (Turgay Yildizli) กูรูกาแฟจากอิสตันบูล ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขามีดีกรีเป็นแชมเปี้ยน Cezve/Ibrik ระดับโลกประจำปี 2013 เขายังมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศรวมทั้งไทยเพื่อทำให้เราเข้าใจ รู้จัก และหลงรักกาแฟตุรกี

ว่ากันว่ากาแฟค้นพบครั้งแรกที่เอธิโอเปียโดยคนเลี้ยงแกะ หลังจากผ่านกาลเวลาเป็นพันๆ ปี เครื่องดื่มรสขมนี้ก็ได้แทรกซึมเข้าไปฝังลึกในหลายวัฒนธรรม จากแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกาใต้ เอเชีย ฯลฯ ก่อนจะกลายมาเป็นเครื่องดื่มที่คนนิยมทั่วโลกในปัจจุบัน โดยที่อิสตันบูลเมืองสำคัญของตุรกี (ซึ่งตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรปและเอเชีย) นั้นเกิดมีร้านกาแฟเต็มรูปแบบครั้งแรกเมื่อปี 1554 จากนั้นจึงเฟื่องฟูกลายเป็นวัฒนธรรมกาแฟ ซึ่งแนบชิดอยู่ในวิถีชีวิตอย่างยากจะแยกออก

เตอร์กิชคอฟฟี่ หรือกาแฟตุรกีนั้นเป็น“วิธีการชง” กาแฟที่แสนพิเศษ มีคนสนใจไม่น้อย แต่ว่าการจะทำให้ออกมาได้คุณภาพที่ดีและอร่อยนั้นก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปหากพิถีพิถัน ใส่ใจ และตั้งใจ

การชงกาแฟแบบตุรกีแบบดั้งเดิมจะใช้อุปกรณ์ คือ หม้อต้ม (Pot) แบบตุรกีที่มีด้ามยามสำหรับจับซึ่งเรียกว่า Cezve หรือ Ibrik(เชซเว หรือ ไอบริก) บางครั้งจึงเรียกการชงกาแฟแบบตุรกีว่า เชซเว/ไอบริก ด้วยเช่นกัน

การชงกาแฟตุรกีให้อร่อยต้องประกอบด้วยอุปกรณ์และส่วนผสม คือ เมล็ดกาแฟ เครื่องบด น้ำคุณภาพสูง เครื่องชั่งดิจิทัล หม้อต้มกาแฟตุรกี ไม้คน (Stirrer) เตาไฟ นาฬิกาจับเวลา ถ้วยกาแฟตุรกี แก้วน้ำ และขนมหวาน

สำหรับหม้อต้มกาแฟตุรกีนั้นทำจากหลากหลายวัสดุ ที่นิยมมักทำจากทองเหลือง/ทองแดง หม้อต้มกาแฟทำมือนอกจากไม่เหมือนใครเพราะมีชิ้นเดียวในโลกแล้ว ยังมีความทนทานมากด้วย ลักษณะพิเศษคือบริเวณฐานหรือก้นจะกว้างก่อนจะคอดเป็นคอและปลายบานอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับแก้วกาแฟที่ใช้เสิร์ฟ เพราะจะทำให้กากกาแฟนอนก้นอย่างรวดเร็วและติดอยู่ตรงนั้น ไม่ไหลออกจากหม้อต้มใส่แก้ว หรือไหลจากแก้วสู่ปากมากหรือเร็วเกินไป รวมทั้งมีผลเรื่องการเกิดโฟมด้วย ส่วนแก้วกาแฟนั้นก็มักทำจากพอร์ซเลน หรือเซรามิก ซึ่งจะไม่ทำให้กาแฟมีกลิ่นรสแปลกปลอม

เมล็ดกาแฟสำหรับชงกาแฟตุรกีนั้นก็แล้วแต่รสนิยมว่าจะชอบกาแฟถิ่นไหน แต่ควรจะคั่วสดใหม่ และคั่วระดับอ่อน (Light) หรือคั่วระดับกลาง (Medium) ก่อนบดเมล็ดกาแฟให้ได้ระดับละเอียดกว่าชงแบบเอสเปรสโซ่ เพื่อชีวิตสโลว์ก็ใช้เครื่องบดมือที่ทำจากทองเหลืองหรือทองแดง (แต่จะใช้เครื่องบดไฟฟ้าเพื่อความรวดเร็วก็ไม่ห้าม) ถ้าบดไม่ละเอียดพอตอนต้มกาแฟอาจจะลอยขึ้นมา ถ้าบดละเอียดพอกากก็จะเป็นตะกอนนอนก้นที่ถ้วย

การชงกาแฟตุรกีหนึ่งแก้วใช้อัตราส่วนของกาแฟกับน้ำ 1 ต่อ 10  ใส่ผงกาแฟ 7 กรัมไปใส่ในหม้อต้มกาแฟตุรกี ก่อนเทน้ำอุณหภูมิ60 องศาเซลเซียส จำนวน 70 กรัมลงไปช้าๆ (น้ำอุณหภูมิ 60 องศา เป็นที่นิยมกว่า แต่น้ำอุณหภูมิในห้องก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องรักษาเวลาในการต้มให้อยู่ระหว่าง 2-2 นาทีครึ่ง น้ำที่ใช้ต้องใส สด ไม่มีกลิ่น ซึ่งน้ำดื่มบรรจุขวดจากโรงงานที่ได้มาตรฐานก็ใช้ได้) ใครอยากเติมอะไรในกาแฟ เช่น น้ำตาล หรือนมก็ให้เติมในขั้นตอนนี้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมกาแฟเปล่าๆ มากกว่า

คนส่วนผสมให้เข้ากันดีด้วยช้อน หรือ พายไม้ ก่อนจะนำหม้อต้มไปวางบนเบิร์นเนอร์(ใช้ก๊าซบิวเทน) หรือจะใช้เตาทรายให้อารมณ์การชงจากตุรกีโบราณแท้ๆ ระหว่างนี้จะไม่คนหรือกวนกาแฟเลย และต้องคอยสังเกตให้ดี เมื่อเริ่มมีฟองผุดขึ้นมาให้เห็น ไม่ต้องรอให้กาแฟเดือด ลดระดับความร้อนและปิดไฟ ขั้นตอนการต้มกาแฟนี้ใช้เวลา 2-2 นาทีครึ่ง ทั้งการบด  เวลาต้ม การกวนหรือคน ต่างก็มีผลต่อการสกัดมากเกินไป ซึ่งทำให้กาแฟขม (เกิน) ได้

หลังนำหม้อต้มออกจากเตาก็ค่อยๆ รินน้ำกาแฟใส่ถ้วย โดยเอียงปากหม้อกับแก้วเข้าหากัน เพื่อรักษาโฟมเอาไว้  และให้กากกาแฟไหลตามมาน้อยที่สุด แล้วก็ถึงเวลาเสิร์ฟ กาแฟตุรกีจะเคียงคู่มากับน้ำเปล่า และขนมหวาน ระหว่างทิ้งเวลาให้กาแฟคลายความร้อนลงสัก 1-2 นาที ระหว่างนั้นก็ดื่มน้ำก่อนเพื่อเคลียร์ประสาทสัมผัส

ก่อนดื่มก็ควรใช้เวลาดื่มด่ำ ดม หรือดูสีกาแฟ ลองดื่มกาแฟเปล่าๆ เปรียบเทียบกับดื่มแล้วตามขนมหวานดู จะพบว่าได้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป กาแฟตุรกีสามารถแพร์ริ่งกับของหวาน เช่น ขนมของตุรกีที่เรียกว่า เตอร์กิช ดีไลต์ (Turkish Delight) หรือจะเป็นช็อกโกแลต มาการง ผลไม้ หรือแม้แต่ขนมหวานไทยๆ ก็ได้เช่นกัน ลองแพร์ริ่งแบบ “คู่ตรงข้าม” เช่น กาแฟเอธิโอเปียรสเปรี้ยวจะไปได้ดีกับถั่วมันๆ กาแฟอเมริกาใต้ที่มีรสถั่วจับคู่กับขนมหรือผลไม้รสเปรี้ยว จะได้ความลงตัวทางรสชาติอย่างคาดไม่ถึง แต่โปรดระวังอย่ากินกากกาแฟเข้าไป (บางร้านกาแฟในตุรกีมีบริการทำนายโชคชะตาจากกากกาแฟที่เหลือในถ้วยด้วย)

ทัวร์กาย เล่าเรื่องและสาธิตการชงกาแฟให้ฟังและชมอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะตบท้ายว่าวิธีการชงกาแฟของแต่ละคน แต่ละบ้าน แต่ละร้านนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไปเหมือนกับการปรุงอาหารที่ “สูตรใครสูตรมัน” เพื่อผลลัพธ์คือกาแฟที่อร่อยที่สุด

อยากรู้จักเรื่องกาแฟตุรกีให้มากขึ้น ติดต่อแฟบบ์ อะคาเดมี ออฟ คอฟฟี่ โทร.08-1618-3916 Facebook : FABB Academy of Coffee

เมื่อได้เข้าใจ รู้จัก คุณอาจจะเป็นอีกคนที่หลงรักเครื่องดื่มดำ ดุ และขมนี้ … เพียงแค่มีกาแฟตุรกีสักแก้ว ขนมสักชิ้น แค่นั้นก็สุขใจแล้ว

 

เดอะ บาร์ มนตร์เสน่ห์แห่งการดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509656

เดอะ บาร์ มนตร์เสน่ห์แห่งการดื่ม

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่กี่เดือน แต่ เดอะ บาร์ (The Bar) ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่แรกในการรองรับแขกผู้มาเยือน โรงแรม พาร์คไฮแอท กรุงเทพฯ ได้แวะเข้ามาหย่อนใจ ในความตั้งใจแรกหลายคนก็กะเข้ามานั่งดื่มสักแก้วรอเวลา แต่จากสถิติลูกค้าที่เข้ามาทำความรู้จัก เดอะ บาร์ ยากที่จะตัดใจจากไปเสียโดยเร็วได้

ไม่เพียงมีมุมให้เลือกนั่งสบายทั้งแบบ อินดอร์เอาต์ดอร์ แต่เสน่ห์ของเดอะ บาร์ ที่ทุกคนต้องมนตร์ก็คือ บาร์เครื่องดื่ม ชูโรงด้วย วิสกี้ ไวน์คอนเนกชั่น ตามด้วยอีกหลายอย่าง ที่คัดมาจากทั่วโลกซึ่งนักดื่มคุ้นเคยและอยากลิ้มลองเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ แต่ที่เป็น เอกลักษณ์ของเดอะ บาร์ ก็คือคลาสสิกค็อกเทล ซึ่งถูกครีเอทโดยบาร์เทนเดอร์นามว่า เคเรน

เดอะ บาร์ ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ กับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่เชื่อมต่อกันคล้ายสัญลักษณ์อินฟินิตี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงคอนเซ็ปต์ วัน ไลฟ์ อินฟินิต พอสสิบิลิตี้ส์ (One Life Infinite Possibilities “ชีวิตหนึ่ง ทุกสิ่งเป็นไปได้ อย่างไร้ขีดจำกัด”

หากภายในการตกแต่งให้อารมณ์เจเปนนิส สไตล์ เน้นโทนสีเย็นอย่างน้ำตาล เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย ตามแบรนดิ้งของ โรงแรมพาร์ค ไฮแอทฯ ที่ยึดเหมือนกัน ทั่วโลก คือ เรียบง่าย ดูหรู แบบไม่เว่อร์

พื้นที่ร้านไม่กว้างแต่ยาวลึกไปถึงระเบียงโซนเอาต์ดอร์ แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกจะเจอเมนบาร์ และตรงข้ามมีโต๊ะเก้าอี้ 4 ชุด

อีก 2 ส่วนข้างในให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่น สามารถจัดเปลี่ยนตำแหน่งโต๊ะได้ และมีประตูกั้นห้องให้เป็นห้องส่วนตัว จุได้ 20 คนอย่างสบายๆ ของตกแต่งนับชิ้นได้ ที่เป็นจุดเด่นก็คือ งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพ จิตรกรรมขนาดใหญ่ติดผนัง หรือโคมไฟ

โซนที่ 4 ด้านในสุดเป็นเอาต์ดอร์ แดดร่ม ลมตกมานั่งชมวิวเมืองกรุง ได้ หรือจะดัดแปลงส่วนนี้เป็นปาร์ตี้ส่วนตัวก็ได้ 50 คน ก็ยังไหว

มาถึงคลาสสิกค็อกเทล ของเดอะ บาร์ แต่ละสูตรมีเรื่องเล่า และมีแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ส่วนผสม วิธีการทำของบาร์เทน เดอร์ก็เป็นแบบเจเปนนิส คือ ไม่มีขวดเครื่องดื่มมาโชว์หน้าบาร์ ทำแบบเงียบๆ จะใช้เครื่องดื่มชนิดไหนถึงหยิบขึ้นมา

ค็อกเทลที่เป็นซิกเนเจอร์ของเดอะ บาร์ เช่น “Infinity” เติมเสน่ห์ความเป็นไทยด้วยไซรัปกระเจี๊ยบ ได้รสหวานตัดเปรี้ยว เบสแก้วนี้ คือ สาเกกับแชมเปญ มีรสน้ำแอปเปิ้ลนิดๆ ได้สีชมพูสวยของสีกระเจี๊ยบ และมีกลิ่นหอม แก้วนี้เหมาะกับคุณผู้หญิง เบาๆ ดูเรียบแต่มีเสน่ห์เย้ายั่ว แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของตึก คล้ายสัญลักษณ์อินฟินิตี้

“The ambassador” คาแรกเตอร์แก้วนี้ ช่วยรีเฟรชชิ่ง ได้ส่วนผสมอย่างน้ำฝรั่ง มีความ เปรี้ยวของมะนาว ไซรับสัปปะรดโฮมเมด ตามด้วยมาร์ตินี่ มิลเลอร์ส์ จิน ท็อปด้วยโฟมไข่ขาว แก้วนี้กลิ่นบางแต่รสเข้ม เป็นตัวป๊อปปูลาร์ที่ร้าน และเป็นตัวแทนเครื่องดื่มที่บ่งบอกคาแรกเตอร์ของโรงแรม

“Churchill’s Secret” สำหรับคอวิสกี้ ใช้ Poire Williams บ่ม 8 ปี ได้แรงบันดาลใจจาก วินสตัน เชอร์ชิล อดีตผู้นำของอังกฤษ ที่ชอบดื่มคอนยัก และไรย์ วิสกี้ ของอเมริกา จึงคิดสูตรนี้ขึ้นมา โดยเบสหลักเป็นคอนยัก และไรย์ วิสกี้ จะเติม Angostura Bitters ให้มีกลิ่นหอมสมุนไพรรากไม้ ตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลแห้ง และรังผึ้ง จะเอารังผึ้งลงไปคน ก่อนดื่ม หรือจะจิบและกัดรังผึ้งตามก็ได้

เดอะ บาร์ มักต้อนรับด้วยเครื่องดื่ม อาหารจึงเป็นสแน็กรับประทานเล่นหรือรองท้องเสียมากกว่า เช่น Chicken Stay Skewers, Smoked Salmon Sandwich, Vegetable Spring Roll

เดอะ บาร์ ตั้งอยู่ชั้น L โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-24.00 น. โทร. 02-012-1234

 

คาเฟ่แห่งความสุข @ บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509657

คาเฟ่แห่งความสุข @ บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลังจากประสบความสำเร็จกับสาขาแรกย่านทองหล่อ บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่ (Bar Storia del Caffe) คาเฟ่สไตล์วินเทจแห่งนี้ก็ได้เปิดสาขาที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงแรม เดอะสลิล (The Salil Hotel) สุขุมวิท 57 ที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นวินเทจกึ่งอินดัสเตรียลไว้เช่นเดิม

แถมยังเพิ่มดีไซน์สไตล์ยูโรเปี้ยนคลาสสิก เข้าไป เป็นการเพิ่มพื้นที่สร้างโมงยามแห่งความสุขเอาไว้ในตัว ทั้งในส่วนเคาน์เตอร์ที่เป็นไม้คลาสสิก ผสานกับพื้นอ่อนขาว-ดำสลับกับอย่างสนุกสนาน สร้างประสบการณ์การนั่งรับประทานอาหารในคอนเซ็ปต์ของร้านได้อย่างลงตัว ที่สำคัญยังสอดรับกับการตกแต่งของทางโรงแรมได้อย่างไม่เคอะเขินใดๆ

เนื่องจากสาขานี้ตั้งอยู่ในโรงแรม ทางร้าน จึงได้นำเสนอเมนูอาหารและเครื่องดื่มใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความหลากหลาย และเพื่อ รองรับลูกค้าที่เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารเช้า ที่พร้อมเสิร์ฟให้บริการตลอดทั้งวัน ไปจนถึงเมนูจานหลักที่เน้นเสิร์ฟอาหารฝรั่งที่เพิ่มเติมเมนูหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งซุป พาสต้า พิซซ่า และอาหารอิตาเลียน รวมถึงเมนูที่สาขาอื่นไม่มี อย่างอาหารไทยที่ชาวต่างชาติคุ้นชิน อาทิ ยำวุ้นเส้น ผัดไทยกุ้งสด ผัดขี้เมา ผัดกะเพรา และเปาะเปี๊ยะทอด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มส่วนของเครื่องดื่ม ทั้งชา กาแฟ ม็อกเทล ค็อกเทล ไวน์ และอาฟเตอร์ นูนที จากแบรนด์มาริยาจ แฟรส์ ก็มีให้ได้เลือก ดื่มกัน ที่สำคัญ มีการเพิ่มพื้นที่ด้านนอกให้ได้ นั่งชิล รวมถึงยังมีโซนทีรูมให้ได้นั่งตามความชอบอีกด้วย

เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกันด้วยเมนูจานสลัด Baby Spinach Salad นำแฮมเบิร์นด้วยน้ำตาล แล้วเสิร์ฟมาพร้อมกับผักเบบี้ สปิแนช ส้มซันคิส มะเขือ เชอร์รี่ แรดิชสไลซ์ จานสุขภาพที่ไม่ควรพลาด

ต่อด้วย Grilled Salmon Lemon Caper Sauce นำแซลมอนหมักเครื่องเทศ เกลือ พริกไทย น้ำมันมะกอก เซียร์จนหนังกรอบ เพิ่มรสชาติด้วยเคเปอร์ซอสผัดกับเนย และซอสเปรี้ยว ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และบีบเลมอน นุ่นลิ้น และหอมกลิ่นเลมอนที่สุด

เมนูถัดมา Beef Tenderloin Steak นำเนื้อสันนอกหมักเครื่องเทศและใบไทม์จนมีกลิ่นหอม นำมากริลล์ด้วยกระทะร้อนๆ ทั้งสองด้าน เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงอย่าง หอมใหญ่ทอด ใบเบบี้ร็อกเกต เพิ่มรสชาติด้วย ซอสสูตรเฉพาะทางร้าน ออกรสเปรี้ยวช่วยดับ เลี่ยน เสิร์ฟพร้อมเนยที่จุดไฟมาแล้ว

ใครที่อยากรับประทานพิซซ่า ขอแนะนำ Pizza Parma Ham and Rocket Leaves พิซซ่าบางกรอบถาดใหญ่ หน้าพาร์มาแฮม ชีส ใบร็อกเกต ใบโหระพา และเนื้อมะเขือเทศ สามารถเลือกท็อปปิ้งอื่นๆ ได้

ตบท้ายด้วย High Tea Set ที่ประกอบกัน 3 ชั้น ซึ่งในแต่ละชั้นมีของอร่อยหลากหลายรอให้ได้ลิ้มลองกันอย่างหนำใจ

สำหรับเมนูเครื่องดื่มวันนี้เราลิ้มลอง Green Stiration ซิกเนเจอร์ของทางร้านรสชาติ สดชื่นด้วย ขิงสด มินต์ ไลม์ ท็อปด้วยจิงเจอร์เอล ที่ดื่มแล้วสดชื่น

ต่อด้วย Granita เกล็ดน้ำแข็งที่ทำจาก กาแฟ ซึ่งได้มาจากกาแฟสดสูตรของทางร้าน นำมาขูด ท็อปด้วยด้วยวิปปิ้งครีม หอมหวานด้วยวานิลลา

บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่ ชั้น 1 โรงแรมเดอะ สลิล สุขุมวิท 57 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.30-23.00 น. และคืนวันศุกร์-เสาร์ ปิด 24.00 น. โทร. 09-8886-1645

 

ก๋วยเตี๋ยวบ้านกร่าง ชามละ 150 อิ่มทั้งครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 14:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509654

ก๋วยเตี๋ยวบ้านกร่าง ชามละ 150 อิ่มทั้งครอบครัว

เรื่อง/ภาพ ชินวัฒน์ สิงหะ

ก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์ “ป้าบุญมา ตุ่นป้อม” ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก แม้ว่าราคาแพงเว่อร์ชามละ 150 บาท เมื่อถึงสี่แยกสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงบ้านกร่าง ถนนสายพิษณุโลก-สุโขทัย เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 300 เมตร จะพบกับร้านที่ตั้งเพิงขายอยู่หน้าบ้าน ลักษณะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดา มีเมนูเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ความพิเศษคือ หากลูกค้าสั่งก๋วยเตี๋ยวพิเศษรวม ก็จะคิดราคาชามละ 150 บาท แต่สั่งชามเดียวอิ่มท้องทั้งครอบครัว

ป้าบุญมา บอกว่า ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ราคาชามละ 10 บาท จนถึงปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบราคาแพงขึ้น จึงได้ขึ้นราคา เป็นแบบธรรมดาชามละ 30 บาท ถ้าสั่งเพิ่ม ใส่ 2 อย่าง คิดราคาชามละ 40-50 บาท แต่หากลูกค้าต้องการสั่งเมนูพิเศษรวม คือ ใส่ทุกอย่างที่มีอยู่ในร้าน ก็จะราคาชามละ 150 บาท ก่อนหน้านี้เคยเห็นครอบครัวที่มีลูกมากๆ แล้วอยากจะกินก๋วยเตี๋ยว ถ้าซื้อแยกเป็นถุงให้พอดีกับคนในครอบครัวจะใช้เงินหลายบาท จึงได้ทำก๋วยเตี๋ยวแบบพิเศษให้ คือ ใส่ทุกอย่าง ปริมาณมากๆ ทั้งครอบครัวสามารถอิ่มครบทุกคน

จากนั้นพอมีคนอื่นๆ ทราบ ก็ขอลองสั่งเมนูแบบนี้บ้าง ทางร้านก็ทำขายให้ พร้อมทั้งมีโปรโมชั่น หากใครสามารถทานเมนูพิเศษรวม ได้ครบ 3 ชาม ก็จะไม่คิดเงินค่าก๋วยเตี๋ยว แต่ว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทำลายสถิติได้ อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ไม่ทราบอาจจะได้ยินเพียงชื่อ หรือฟังคนบอกเล่าต่อๆ กันมา ก็จะคิดว่าขายก๋วยเตี๋ยวในราคาแพงถึงชามละ 150 บาท แต่หากมาดูปริมาณวัตถุดิบที่ใส่ให้ ทั้งลูกชิ้น หมูแดง หมูหมัก เนื้อเปื่อย น่องไก่ และอื่นๆ ก็จะรู้ว่าคุ้มค่า พร้อมขอท้าให้มาลอง

หากท่านใดที่อยากจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวท้าประลองของป้าบุญมา ก็สามารถไปอุดหนุนกันได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ไปจนถึงประมาณ 16.00 น. โดยร้านป้าบุญมาหาง่าย ถ้าออกไปจาก ตัวเมืองพิษณุโลกถึงสี่แยกไฟแดงบ้านกร่าง ให้เลี้ยวขวาเข้าไป หรือถ้ามาจากทาง จ.สุโขทัย ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงที่ร้าน

 

‘ส้มตำโคราช’ ร้านเล็กอร่อย มหา’ลัยเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509843

‘ส้มตำโคราช’ ร้านเล็กอร่อย มหา’ลัยเกษตรฯ

โดย…สิทธิปูทะเลย์

 ท้าดื่มไวน์ พี่ไม่กล้า แต่หากท้ากินส้มตำ รับคำท้าทั่วประเทศจ้า อันนี้ คือคำพูดอิฉันเองเจ้าค่ะ อิ…อิ

ร้านนี้ เป็นร้านที่ใกล้เกลือกินด่างมาก สำหรับก๊วนส้มตำของอิฉัน เหตุเพราะร้าน “ส้มตำโคราช” ซุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ดินแดนที่ก๊วนเราไปทำงานกันบ่อยมาก จนเพื่อนๆ ถาม ไปกินหรือยัง ก็ยังไม่รู้เรื่องและสุดท้ายต้องตามไปลอง  อืม… หลังลอง อิฉันให้ระดับความแซ่บ 8 จาก 10 คะแนน

อาหารอีสาน ส่วนมากรายการอาหารซ้ำกัน ส้มตำ น้ำตก ลาบ ก้อย แกงหน่อไม้  แกงเห็ด ฯลฯ  แต่ที่ชอบต้องส้มตำปูปลาร้า มาก่อนสิ่งใด

 เป็นจานห้ามพลาดของอิฉัน ส้มตำปูปลาร้า สั่งแบบลาวคักๆ นัวๆ สั่งแล้ว มานั่งโต๊ะ แม่ค้าจะได้ตำแบบสบายใจ หนักชูรสนิด เบามือหน่อย คนตำจะได้ไม่ประหม่า เพราะเราย้ำแล้วขอแบบลาวคักๆ (อันนี้เพื่อนสอนให้สั่งแบบนี้ อร่อยชัวร์) และก็อร่อยได้ใจ

มะละกอกรอบ น้ำปลาร้าอร่อย  สรุปจานนี้เลิศ จานตำไทย ใส่ถั่วก็ตามมา แต่ขอแบบไม่หวาน เพราะตำไทยต้องใส่น้ำตาลนิดถึงจะอร่อย

จานอร่อย อิฉัน ยกให้ตำถั่ว ร้านส้มตำโคราชเขาลือชื่อเรื่อง ตำถั่ว และแน่กว่าแช่แป้ง ต้องสั่งหมูสามชั้นทอด เอามากินแกล้มตำถั่ว จะรออะไร ตำถั่วปูปลาร้า ฉบับอิฉันคือเผ็ดๆ น้ำตาลไม่ใส่ และหมูสามชั้นทอด ไก่ทอด ที่คนทอดเก่งมาก กรอบสีสวย ที่สำคัญน้ำมันทอดไม่ดำปี๋ จนทานไม่ลง

 “อือ หือ คุณค่ะ ตำถั่ว แซ่บจริงอะไรจริง เผ็ดๆ เราก็แกล้มด้วยหมูกรอบ ที่ขอบอกว่าอร่อยจริงๆ กรอบนอก นุ่มใน ขนาดอิฉันคุมน้ำหนัก ยังอดไม่ไหว จัดไปเกือบหมดจาน จานนี้ต้องสั่งอย่าพลาดเชียว เพราะทอดปุ๊บขึ้นจากกระทะปั๊บ  คนหยิบหมด แทบต้องรอหน้าเตา น่องไก่ ปีกไก่ทอด ก็เช่นกัน“

ของร้อนๆ ซดคล่องคอ ต้องแกงเห็ด น้ำแกงครบเครื่องผักอีสาน แต่ที่อร่อยสุดคือสารพัดเห็ดมากกว่า 3 อย่าง อาจเพราะขายดีหรืออยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ก็ไม่ทราบ เห็ดจึงใหม่ กรอบ ไม่มีกลิ่นหืนน้ำ แบบค้างคืนให้ทานแล้วเสียอารมณ์

ร้านนี้หาไม่ยากค่ะขายวันที่ราชการเปิด ร้านติดรั้วของกรมวิชาการเกษตร นั่งมอเตอร์ไซค์ วินมหาวิทยาลัยไปถูกทุกคัน บอกร้านส้มตำโคราช ติดกรมวิชาการเกษตร ราคาก็ไม่แพง ปกติเหมือนร้านทั่วไป เจ้าค่ะ

 

 

กาแฟดีที่บ้าน White Latte Jam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 17:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509655

กาแฟดีที่บ้าน White Latte Jam

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

บางครั้งจินตนาการของการทำอาหารไม่จำเป็นต้องมีแหล่งจุดประกายที่เลอเลิศอะไร หาได้จากความอร่อยรอบๆ ตัว อย่างครั้งนี้ผู้เขียนบังเอิญได้ชิมโดนัทสอดไส้ที่เชื่อว่าขายดีที่สุดเจ้าหนึ่ง เขามีโดนัทรสชาติใหม่ที่เคลือบด้วยครีมสีขาว ดูจากสีสันแล้วเดาว่าเป็นรสวานิลลาหรือนม เมื่อชิมต้องแปลกใจเพราะครีมสีขาวๆ ที่คิดว่าเป็นรสนมสำหรับเด็ก กลับแอบซ่อนกลิ่นกาแฟไว้ ชิมแล้วรู้สึกประทับใจจนต้องมาหาชื่อที่เขาตั้งไว้ให้รสชาติของโดนัทกันจ้าละหวั่น แว่วมาว่าชื่อ White Latte ถือเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ได้ว่าความประทับใจในการรับประทานอาหารนั้น น่าจะประกอบขึ้นจากการลิ้มรสด้วยตา สมองของเราสั่งการให้คาดเดาเอาจากสิ่งที่เห็นแล้วแปลรสชาติที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อสิ่งที่รับรู้ตรงกันข้ามกับที่สมองสั่งการไว้ กลายเป็น “Kick” ที่ทำให้เกิดความตะลึง ยิ่งถ้ารสชาติดีแน่นอนว่ามันกลายเป็นความประทับใจ

อย่างครั้งนี้น่าจะเกิดจากการติดใจที่สีสันไม่บอกถึงรสชาติ ทำให้สมองรู้สึกตะลึงที่ได้รับประทานกาแฟที่ซ่อนอยู่ในครีมสีขาวแทนที่จะเป็นสีน้ำตาลของกาแฟ คล้ายๆ เป็น Illusion หลอกลวงสมองแบบหนึ่ง มันเลยเกิดเป็นความประทับใจ ยิ่งเป็นรสกาแฟรสชาติหนักนมที่ว่านี้ชวนให้นึกถึงการดื่มกาแฟครั้งแรกๆ ของผู้เขียน ที่ไม่อยากเล่าให้ฟังเลยว่าเกิดขึ้นที่งานสวดอภิธรรมศพในสมัยเด็กๆ กลิ่นหอมของกาแฟที่ชงกันเป็นหม้อๆ หนักทั้งนมข้นจืดและนมข้นหวาน สีนวลของกาแฟลอยโชยมา เรียกว่าเป็นรักแรกของการดื่มกาแฟก็ว่าได้

ฉบับนี้จึงขอนำเอาอีกสูตรของ Coffee Jam แทนที่จะใช้เมล็ดกาแฟบดแล้วชงเป็นน้ำกาแฟเข้มข้น ปรับเป็นโดยการใช้เมล็ดกาแฟที่คั่วแบบเข้มๆ อย่าง Espresso Roast ใช้เต็มเมล็ดแช่ในนม ความร้อนจากนมอุ่นๆ จะค่อยๆ ดึงเอากลิ่นหอมของกาแฟคั่วออกมาอย่างนุ่มนวลโดยไม่ทำให้สีของน้ำนมเข้มขึ้น นี่แหละเคล็ดลับของเชฟระดับมิชลินที่เขาใช้ Infusion ในการสร้างรสชาติใหม่ๆ ให้กับอาหารหลายๆ ชนิด

แยมไวท์ลาเต้มีวิธีทำและวิธีกินเหมือนกับ Coffee Jam ในฉบับที่แล้ว กวนแบบเดียวกับสังขยา แต่ไม่มีไข่ไก่ ได้เป็นครีมแบบ Pastry Cream ที่ราดลงบนขนมปังปิ้ง หรือจิ้มกับขนมปังนึ่ง หรือจะใช้สอดไส้ชูส์ครีมหรือขนมปังก็ได้

แยมไวท์ลาเต้

ส่วนผสมแยม

นมจืด ส่วนที่ 1 1.5 ถ้วย

นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

นมจืด ส่วนที่ 2 0.5 ถ้วย

เมล็ดกาแฟคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

แป้งกวนไส้ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมนมทั้ง 3 ชนิดลงในหม้อ คนให้เข้ากันแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ จากนั้นเติมเมล็ดกาแฟคั่วลงไป พักไว้ 15-20 นาที กรองแยกเอาเมล็ดกาแฟออก

นำส่วนนมขึ้นตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ

ผสมนมส่วนที่ 2 เข้ากับแป้งทั้งสองชนิด เติมลงในส่วนผสมของนมในหม้อ

กวนส่วนผสมที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนสุก แยมกาแฟจะค่อยๆ ข้นขึ้น รอจนส่วนผสมเดือดประมาณ 3-4 นาที ยกลงจากเตา คนเร็วๆ ด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเนียนและเย็นอย่างรวดเร็วเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น

สามารถเสิร์ฟแบบอุ่นหรือที่อุณหภูมิห้องตามชอบ

ส่วนผสมขนมปัง

ขนมปังแผ่นหนา

เนยจืด

วิธีทำ

หั่นขนมปังให้เป็นชิ้นที่ต้องการ ทาเนยบางๆ ปิ้งบนกระทะหรือในเตาอบให้กรอบนอกนุ่มใน

เสิร์ฟพร้อมแยมกาแฟ

 

Guss Damn Good ร้านไอศกรีมมีสไตล์ ทุกรสชาติมีเรื่องราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/508588

Guss Damn Good ร้านไอศกรีมมีสไตล์ ทุกรสชาติมีเรื่องราว

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

 จุดนัดพบของฉันกับเพื่อนเป็นมุมสลัวใจกลางเมืองหลวง ร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่แอบซ่อนอยู่ชั้นล่างด้านหลังของอาคารในซอยศาลาแดง 1 ใกล้กับอาคารอื้อจื่อเหลียง ชนิดที่ว่าคนไม่รู้จักมาก่อนจะไม่รู้เลยว่า ที่แห่งนี้มีร้านไอศกรีมอยู่

ในแต่ละวัน “กัส แดม กู้ด” (Guss Damn Good) มีผู้คนแวะมาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอ

หลายคนติดใจในรสชาติไอศกรีมที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ในเมื่อเจ้าของร้านคิดค้นสูตรจากเรื่องราวและประสบการณ์ที่ประสบพบเจอด้วยตัวเอง

แต่ก็มีคนอีกไม่น้อย ติดใจในบรรยากาศของร้านที่ผ่อนคลาย พิงกำแพงกินไอศกรีมพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก หรือปรึกษาเรื่องราวชีวิตที่พบเจอมา กลายเป็นสถานที่พักพิงระหว่างทางก่อนไปพบเจอสิ่งที่จำเจ

“น้องแบงก์” ที่ดูแลร้าน กัส แดม กู้ด สาขาศาลาแดง ซอย 1 คะยั้นคะยอให้เราชิมไอศกรีมรสแล้วรสเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยความอยากให้เราได้สัมผัสเรื่องราวของผู้ก่อตั้งผ่านรสชาติไอศกรีม

ระหว่างที่น้องแบงก์ใช้ช้อนเล็กๆ ตักไอศกรีมให้เราลองชิม ก็ได้เล่าถึงที่มาของร้านไอศกรีมแห่งนี้ที่แสนน่าทึ่ง

 “จุดเริ่มต้น คือเจ้าของเรียนบอสตัน โดยได้เลือกทำร้านไอศกรีมเป็นโปรเจกต์ที่จบมหาวิทยาลัย หลังจบแล้วก็อยากเอาโปรเจกต์มาทำให้สำเร็จในชีวิตจริง”

คอนเซ็ปต์ร้านไอศกรีมก็มาจากที่บอสตัน “ฝรั่งกินไอศกรีมหน้าหนาวเพื่อทำให้คิดถึงหน้าร้อน” ให้อารมณ์ปาร์ตี้ พบปะสังสรรค์ในช่วงซัมเมอร์ โดยมีไอศกรีมเป็นสื่อกลางคำนึงถึงฤดูกาลที่คิดถึง

บอสตัน ยังเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นสูตรไอศกรีมหลากหลายรสชาติ ซึ่งรสชาติไอศกรีมของ กัส แดม กู้ด มีชื่อแหวกแนวออกไป เช่น ไม่ยอมแพ้ครั้งที่ 18 (DON’T GIVE UP #18) หมอกโตเกียว (TOKYO MIST)

ระหว่างที่เราตักไอศกรีมเข้าปาก ก็อ่านชื่อรสชาติไอศกรีมบนผนังไปด้วย พลางคิดบางทีเจ้าของร้านคงต้องการให้ถามถึงที่มาของรสชาตินั้นๆ หรือเปล่านะ ด้วยความอยากรู้จึงได้ถามน้องแบงก์ไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะที่มาของรสไอศกรีมมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น

DON’T GIVE UP #18 เป็นรสแรกที่ผลิตในไทย เอานมทุกยี่ห้อที่หาได้มาผสมกัน เพื่อหาสูตรที่ดีที่สุด จนกระทั่งครั้งที่ 18 จึงได้รสชาติที่ดีใกล้เคียงกับที่รับประทานที่บอสตันมากที่สุด เป็นที่มาของแฮชแท็ก 18 ในไอศกรีมรสนี้

Bon Fire หรือ Caramel Burn เกิดขึ้นจากอารมณ์คิดถึงเวลาเล่นเจ็ตสกีเสร็จ มานั่งรอบกองไฟปิ้งมาร์ชเมลโล่กินกันสมัยที่อยู่ที่บอสตัน และรสชาติไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ใช้ความรู้สึก (เซนส์) ที่คิดว่าน่าจะได้แล้ว ทำให้บางที  Bon Fire อาจจะขมมากกว่าครั้งก่อน

ความประทับใจที่หาไม่ได้จากร้านอื่น คือสามารถลองไอศกรีมได้ทุกรสชาติ เพื่อให้เราเลือกซื้อรสชาติที่เราถูกใจที่สุด แม้ในอารมณ์ว่างเปล่าที่ไม่รู้จะคุยอะไร อย่างน้อยยังมีบทสนทนาเกี่ยวกับรสชาติไอศกรีม ที่พอจะคลายความขัดเขินกันไปได้

ขอบคุณ ระริน ธรรมวัฒนะ สาวน้อยผู้ก่อตั้งร้าน กัส แดม กู้ด ที่ทำให้พานพบประสบการณ์ใหม่ของการทานไอศกรีม สัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดทุกมิติ จนสร้างความสำเร็จแบบปากต่อปาก

ร้าน กัส แดม กู้ด ปัจจุบันมี 2 สาขา ที่ Ei8ht ทองหล่อ และศาลาแดง ซอย 1 ร้านเปิดจนถึง 23.00 น.

 

 

กาแฟดีที่บ้าน Coffee Jam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 14:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/508353

กาแฟดีที่บ้าน Coffee Jam

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studioไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงเเรมออนเซนขนาดใหญ่แถวๆ เมืองคิโนซากิ โรงแรมนี้มีความอลังการตรงที่มีอาหารญี่ปุ่นนานาชนิดให้เลือก โดยเฉพาะกลุ่มของผักภูเขาญี่ปุ่นดอง กินกับข้าวสวยและมิโซะซุป ผู้เขียนเดินดูอย่างมีความเพลิดเพลินไปกับอาหารที่หลากหลาย เพราะเขามีป้ายภาษาอังกฤษประกอบด้วยทำให้เราได้เรียนรู้อาหารอีกหลายประเภท

มาสะดุดหยุดชะงักตรงแถวๆ โต๊ะขนมปัง คนญี่ปุ่นชอบรับประทานขนมปังแผ่นหนาๆ ปิ้งให้ด้านนอกกรอบ ด้านในยังเหนียวนุ่มอยู่ ยังมีขนมปังแบบ Bun หรือ Pan ที่เป็นขนมปังนม ก้อนกลมๆ ให้ได้ชิมเป็นอาหารเช้าด้วย แปลกที่เขาไม่มีขนมปัง Whole Wheat หรือ Whole Grain น่าจะเป็นเพราะความชอบของคนญี่ปุ่นชอบขนมปังนุ่มๆ แต่ไม่ต้องกังวลอาหารอื่นๆ เขามีถั่ว งา ธัญพืชอื่นๆ ที่สมดุลดีกว่าอาหารตะวันตก

ทางโรงแรมเตรียมแยมจากผลไม้หลากหลายชนิดไว้ให้ ที่น่าสนใจมีองุ่นเคียวโฮเป็นองุ่นลูกใหญ่มีกลิ่นหอม ส่วนแยมแอปเปิ้ลอร่อยเหาะไปเลย แยมของญี่ปุ่นมีความแตกต่างจากแยมของฝรั่งตรงที่หวานน้อย คล้ายๆ กับ Compote ที่ผลไม้จะโดนความร้อนไม่มาก ยังคงรสชาติของผลไม้แต่ละชนิดได้ดี มีเนื้อหนึบๆ ให้เคี้ยว รับประทานแล้วสดชื่นมากๆ จนขนมปังหมดไปหลายแผ่น

นอกจากแยมตระกูลผลไม้ที่วางอยู่ให้เราตักป้ายขนมปังแล้ว ยังมีแยมอีกประเภทที่อาจจะเรียกได้ว่า non-fruit jam อ่านชื่อแล้วต้องรีบไปหยิบขนมปังสไตล์ Pan ก้อนกลมและปิ้งขนมปังแผ่นมาเพิ่ม เพราะมีทั้ง Red Bean Jam ซึ่งเป็นถั่วแดงกวน ส่วน Green Tea Jam คล้ายๆ กับสังขยาบ้านเราแต่เป็นรสชาเขียว สรุปได้ว่าตระกูลสังขยาของบ้านเรา ญี่ปุ่นเขาเรียกแยม เขามี Milk Jam รสนมฮอกไกโด เด็กๆ ชอบรับประทานเพราะเป็นครีมรสนมหอมเนย ป้ายกับขนมปังแบบ Bun อร่อยเลิศ

ผู้เขียนเลยลองเอาไอเดียนี้กลับมาทำให้ครบถ้วนในหมวดอาหารเช้า ดึงเอาความเป็น Milk Jam ออกมาแล้วเติมกาแฟเอสเปรสโซลงไปในขั้นตอนของการกวน เรียกว่าเป็น Coffee Jam ในแบบของผู้ใหญ่ รับประทานคู่กับขนมปังในช่วงเช้าหรือจะปิ้งขนมปังให้กรอบหอมเนย แบบขนมปังปิ้งเตาถ่านบ้านเรา เอามาจิ้มกับ Coffee Jam ลงไปอร่อยเป็นขนมสไตล์ Dessert Cafe ที่มีกลิ่นอายบ้านๆ โบๆ (ราณ) นิดๆ ที่แท้ก็สังขยารสกาแฟดีๆ นี่เอง

ขั้นตอนของการทำนั้นไม่ยาก ปรุงรสกาแฟของเราให้อร่อยด้วยนมข้นหวานเเละจืด ใช้นมสดเป็นพื้นฐานความอร่อยจะได้คุณประโยชน์เเละความหอม กวนด้วยแป้งข้าวโพดเเละทำให้เบาด้วยแป้งกวนไส้จะช่วยให้ Coffee Jam ของเราน่ารับประทานขึ้น

สำหรับสูตรนี้ต้องเก็บในตู้เย็น จะรับประทานเมื่อไหร่นำออกมาอุ่นในไมโครเวฟ หรือกวนในหม้อที่ไฟอ่อนๆ ถึงจะกลับมาอร่อย ส่วนใครอยากรับประทานเย็นๆ ก็ได้รสชาติ ยิ่งคู่กับขนมปังอุ่นๆ กรอบนอกนุ่มในยิ่ง “ฟิน”

Coffee Jam กับขนมปังหัวกะโหลก

ส่วนผสมเเยมกาแฟ

กาแฟ ชงแบบเอสเปรสโซ 3 ช็อต

นมจืด 1 ถ้วย

นมข้นหวาน 6 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 5 ช้อนโต๊ะ

แป้งกวนไส้ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 1 ฟอง

เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมกาแฟ นมทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน เติมแป้งกวนไส้ลงไป

กวนส่วนผสมที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนสุก แยมกาแฟจะค่อยๆ ข้นขึ้นรอจนส่วนผสมเดือดประมาณ 3-4 นาที ยกลงจากเตา เติมไข่แดงและเนยจืดลงไป คนเร็วๆ ด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเนียน

รอให้เย็นสนิท เสิร์ฟได้เลย

ส่วนผสมเเยมไวท์คอฟฟี่

นมจืด 2 ถ้วย

นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

แป้งกวนไส้ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

เมล็ดกาแฟคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมขนมปัง

ขนมปังแผ่นหนา

เนยจืด

วิธีทำ

หั่นขนมปังให้เป็นชิ้นที่ต้องการทาเนยบางๆ ปิ้งบนกระทะหรือในเตาอบให้กรอบนอกนุ่มใน

เสิร์ฟพร้อมแยมกาแฟ