เค ผับ แอท วายจี รีพับลิก ชิลสไตล์เกาหลีที่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2560 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/499605

เค ผับ แอท วายจี รีพับลิก ชิลสไตล์เกาหลีที่ไทย

โดย…คุณมัลล์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ยังไม่คลายความนิยมไปง่ายๆ สำหรับกระแสเคป๊อปในเมืองไทย ไม่ว่าจะวัฒนธรรมเกาหลี ซีรี่ส์ ดนตรี รวมไปถึงอาหารการกิน ล่าสุดกับการเปิดตัว เค ผับ แอท วายจี รีพับลิก (K Pub @ YG Republic) บนชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าโชว์ดีซี

ผับสไตล์ไอริชเวอร์ชั่นเกาหลี ที่น่าไปชิลเอาต์มาก มีรูฟท็อปที่ชั้น 2 ของร้าน ให้นั่งรับลมชมวิวเมืองย่านพระราม 9 แม้ตึกจะไม่ระฟ้าแต่ก็ไม่เสียดีกรีรูฟท็อป เพราะพอแดดร่มลมตกบรรยากาศก็น่านั่งโซฟาสรวลเสเฮฮา ชั้นนี้มีบาร์ที่เป็นลักษณะรูฟท็อป วิว สามารถนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ  ดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนได้แบบ 270 องศา

แม้ฝนจะถล่มกรุงก็หายห่วง เพราะมีโซนห้องแอร์ ชั้น 1 ของร้านได้บรรยากาศผับ แต่ไม่ใช่แบบผับตื้ดๆ นะ แต่เป็นแนวเหมาะกับนั่งดื่มกินฟังเพลงคูลๆ ซึ่งเวลา 20.00 น. จะมีไลฟ์แบนด์ เพลงสากลฮิตทั่วๆ ไป (ในอนาคตจะมีเพลงเกาหลี) สลับกับดีเจเปิดแผ่นให้จังหวะอีดีเอ็มเบาๆ ได้โยกนิดๆ แต่ไม่ถึงขั้นต้องลุกสะบัดโชว์ลีลาเท้าไฟ

ตรงกลางเป็นบาร์ขนาดใหญ่มีเครื่องดื่มเรียงราย ทั้งไวน์ แชมเปญ แต่จะเน้นคราฟต์เบียร์ไทยกับเกาหลี อย่างตัวเด่นจากเกาหลี มี Ark  Hug Me และ Ark Some Some และโซนนี้มีบาร์เทนเดอร์หนุ่มๆ หลายนาย ยิ่งดึก เก้าอี้ที่วางรายล้อมบาร์ก็ต้องแย่งกันราวกับเล่นเก้าอี้ดนตรีเลยละ

บริเวณชั้น 1 ยังมีโซนเอาต์ดอร์ให้รับลมด้วย โต๊ะเก้าอี้ทรงสูงเหมาะกับนั่งดื่ม จะนั่งรับประทานอาหารให้เรียบร้อยแล้วออกมานั่งจิบเครื่องดื่มเบาๆ ให้ย่อยก็เหมาะ ทุกบริเวณของร้านได้ยินเสียงเพลงทั่วถึงและระบบเสียงดีทีเดียว

ทุกอย่างของ เค ผับ ถูกควบคุมจากต้นฉบับ เค ผับ ที่ประเทศเกาหลี อย่างที่เรียกว่าแทบจะถูกถอดแบบมาเปี๊ยบ โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีไม่ถึง 20 เมนู ล้วนเป็นซิกเนเจอร์ และวัตถุดิบหลายอย่างนำเข้าจากเกาหลี เช่นเดียวกับซอสต่างๆ ก็ส่งตรงมาจากแดนกิมจิ แม้กระทั่งการตกแต่งจานก็ต้องได้รูปแบบองศาการวางเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วไม่ให้เสียยี่ห้อเค ผับ

อย่างเมนู Smoked Meat Platter จานใหญ่ จะเลือกรับประทานเป็นอาหารมื้อหลัก หรือเป็นกับแกล้มก็ได้ ในจานมีซี่โครงหมู หมูย่างโกชูจัง (หมูสามชั้น) และไก่ ความพิเศษอยู่ที่การหมักและซอสที่ทาเนื้อแต่ละชนิด เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มอร์นิ่ง เบรกฟาสต์

ยังมีซอส 3 ชนิด บาร์บีคิว สวีทชิลลี่ และชองยางมาโยเสิร์ฟเคียงมาด้วย ทว่าเนื้อแต่ละชนิดมีรสชาติของซอสหมักอยู่แล้ว จะจิ้มซอสเพิ่มรสอีกหรือไม่ มีให้เป็นตัวเลือกละกัน ส่วนกระดาษที่ใช้รองอาหารมีเนื้อหาข่าวสารของวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ อยากรู้ทันทุกความเคลื่อนไหว ต้องกินให้หมดเกลี้ยงนะ (ฮา) และต้องอ่านออกด้วย เพราะเป็นภาษาเกาหลี

อีกเมนูที่น่าลอง Beer Chicken เมนูขายดีในประเทศเกาหลี ไก่อบทั้งตัว หมักด้วยน้ำหมักสูตรเฉพาะ หมักนานถึง 2 วัน เพื่อให้ซอสซึมเข้าไปยังเนื้อไก่ เมนูนี้พิเศษตรงที่อบไก่ 2 รอบ ในรอบแรกอบปกติ ข้างในไก่มีเครื่องเทศเกาหลีช่วยดับกลิ่น และการอบรอบที่ 2 จะราดซอสเมเปิลการ์ลิก ส่วนฐานรองไก่ใส่เบียร์เข้าไปตอนอบด้วย เพื่อให้ได้กลิ่นหอม และการอบสองรอบช่วยทำให้หนังข้างนอกกรอบ แต่เนื้อข้างในนุ่มไม่เหนียว

ไก่ก็ต้องคัดไซส์ให้ได้แบบเดียวกันกับที่เสิร์ฟในเกาหลีเป๊ะๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวโพดย่าง มันฝรั่งทอด กระเทียม พริกหวานย่าง โรยด้วยพริกชิชิโตะ เมนูนี้คนเกาหลีนิยมรับประทานคู่กับคราฟต์เบียร์เกาหลี เสิร์ฟมาในแก้วทองแดง ที่ช่วยรักษาอุณหภูมิต่ำของเบียร์ไว้ได้อย่างดี

สำหรับเครื่องดื่มก็มีแบบฉบับเฉพาะตัว คือ โซจูผสมกับผลไม้ให้เลือกดื่มในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โซจูบอม โซจูเมลอน โซจูแอปเปิ้ล ฯลฯ

ค็อกเทลที่เป็นซิกเนเจอร์จากเกาหลีมี  3 อย่าง คือ “เค ผับ วิสกี้ ซาวร์” ที่มีส่วนผสมพิเศษ คือ โสมเกาหลี “โคเรีย โมจิโต” นอกจากจะมีส่วนผสมทั่วๆ ไปเหมือนที่อื่น เช่น รัม ใบมินต์ มะนาว โซดา ที่ขาดไม่ได้แบบเกาหลีต้องเติมลงไป คือ โซจู อีกแก้ว คือ “Somac” คราฟต์เบียร์ของเกาหลี ผสมโซจู 1 ช็อต ซึ่งเป็นสไตล์การดื่มในแบบเกาหลี

หากยังไม่รู้จะนัดเพื่อนสังสรรค์ที่ไหน เค ผับ เหมาะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่บรรยากาศลงตัว ดนตรีไพเราะ โดย เค ผับ ตั้งอยู่ชั้น 6 โชว์ดีซี เปิดทุกวัน เวลา 17.00-02.00 น. โทร. 02-111-5443

 

ปั่นโต้ลมทะเล @เขาสามร้อยยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/502187

ปั่นโต้ลมทะเล @เขาสามร้อยยอด

โดย…Withaya Heng

วันนี้จะพาไปรู้จักกับเส้นทางจักรยานทางภาคใต้กันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ปราณบุรี เลยหัวหินไปหน่อยเดียวครับ

ปราณบุรี อำเภอที่อยู่ถัดไปจากหัวหิน ห่างออกไปจากตัวเมืองหัวหินเพียง 30 กม. เราจะพบกับความสงบเงียบที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหัวหิน หาดทรายกว้างที่ทอดตัวยาวสุดสายตา ถนนเลียบหาดที่ทำหน้าที่แยกรีสอร์ทที่พักต่างๆ ให้ถอยห่างออกมาจากหาดทราย จึงทำให้หาดทรายยาวตลอดแนวยังคงความเป็นสาธารณะอยู่ได้โดยไม่มีใครกล้ามาทำเนียนแสดงความเป็นเจ้าของ และถนนเลียบหาดเส้นเดียวกันนี้คือเสน่ห์ของการปั่นจักรยานทางเรียบรับลมทะเล พร้อมๆ ไปกับการชมวิวสวยๆ ตลอดทาง โดยเส้นปั่นจักรยานของเราในครั้งนี้จะเริ่มต้นจากหาดปราณไปทางเขากะโหลก ต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด สุดเขตสามร้อยยอดต่อเข้าบ่อนอก ไปสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่ร้านครัวชมวาฬ

เส้นทางจักรยานเส้นนี้ถือว่าได้รับความนิยมมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว นอกจากวิวที่สวยงามมีครบทั้งทะเล ภูเขาและป่าเขียว สภาพผิวทางถนนถือว่าทำไว้ดีมากๆ เป็นถนนคอนกรีตเรียบกริบตลอดเส้นทาง และที่สำคัญทางราบตลอดแทบไม่มีเนินเขาเลย จึงทำให้ได้รับความนิยมจากนักปั่นกันพอสมควร จนได้มีการทำทางจักรยานโดยเฉพาะขึ้นในช่วงหาดปราณไปถึงสุดหาดสามร้อยยอด เพื่อรองรับนักปั่นที่หลากหลายฝีมือ

ทางจักรยานช่วงแรก เป็นทางบนฟุตปาทสีแดงอิฐ เริ่มจากบริเวณหน้าแบคคัสโฮมรีสอร์ท ไปจนถึงปราณธารา รีสอร์ท ระยะทาง 4 กม. จากนั้นลงปั่นบนถนน ตีเป็นเส้นชิดขอบทางด้านซ้ายไปอีก 2.5 กม.ถึงเขากะโหลก เมื่ออ้อมเขามาอีกด้านจะเป็นหาดที่ชาวประมงใช้จอดเรือหลบลม จะมีการสร้างเป็นทางริมหาดขนานไปกับถนนเลียบหาดอีกชั้นหนึ่ง ระยะทาง 4 กม. ทางจะไปชนกับขุนเขาสามร้อยยอดที่ขวางอยู่ตรงหน้าต้องอ้อมออกมา เมื่อกลับเข้ามาถนนเลียบหาดอีกครั้งจะเป็นหาดสามร้อยยอด

ทางจักรยานช่วงนี้จะเป็นเลนจักรยานบนถนนทาสีแดงอิฐเลียบกับหาดไปอีก 5 กม. ก็จะสิ้นสุดช่วงที่เป็นถนนเลียบหาดทั้งหมดแล้ว เราต้องปั่นออกไปสู่ถนนสาย 4020 ผ่านที่ทำการอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอดไปยังถ้ำไทร เมื่อถึงแยกถ้ำไทรที่จริงเราต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปทางหาดสามพระยา แต่ทางเข้าถ้ำไทรจะเป็นช่องเขาที่สวยงาม จะปั่นตรงเข้าไปแวะถ่ายรูปก่อนก็สวยดี ผ่านช่องเขาไปแล้วทางจะลงไปสู่ทะเลมีทางเลียบหาดสั้นๆ ต้องกลับออกมาทางเดิม เราออกมาเลี้ยวซ้ายผ่านทางเข้าหาดสามพระยา ออกจากเขตอุทยานฯ เขาสามร้อยยอดเข้าสู่ ต.บ่อนอก เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่ครัวชมวาฬ

ครัวชมวาฬ เป็นร้านอาหารและที่พักแบบท้องถิ่น เจ้าของคือ เจริญ วัดอักษร อดีตประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกและเป็นแกนนำต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก ซึ่งภายหลังถูกลอบยิงเสียชีวิต คุณกระแต ภรรยาจึงมารับช่วงทำร้านครัวชมวาฬต่อ ปัจจุบันในส่วนที่พักมีการปรับปรุงขนานใหญ่ มีการลงฐานซีเมนต์ก่อสร้างแบบถาวรวัตถุมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมๆ คือ กระต๊อบริมทะเล ที่ลงจากบันไดบ้านก็เหยียบทรายเลย

พูดขึ้นมาแบบนี้วัยรุ่นหนุ่มสาวอาจจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับคนวัย 40plus คิดว่าช่วงเวลาเยาว์วัยต้องเคยสัมผัสที่พักแบบนี้มาแล้วแน่นอน ในส่วนของอาหาร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงใช้วัตถุดิบสดๆ จากท้องถิ่น ปรุงรสฝีมือจัดจ้านแบบบ้านๆ จัดจานไม่ต้องสวยขอเพียงสด-อร่อย เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะต้องกลับมาที่นี่อีก…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

ระยะทางที่ปั่นมาทั้งหมดประมาณ 57 กม. ปั่นแบบสบายๆ มีแวะถ่ายรูป มีโอ้เอ้บ้างก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง ออกแต่เช้าหน่อยจะไม่เจอแดดร้อนนัก แต่เรื่องลมนี่ต้องเจอแน่นอนไม่ขาไปก็ขากลับแล้วแต่ทิศทางของลมมรสุมในแต่ละฤดู ถึงที่หมายนั่งเล่นสักพัก ทานอาหารอร่อยๆ สักมื้อ พักให้ย่อยอีกหน่อยค่อยปั่นกลับ จะได้ทริปท่องเที่ยวเต็มวันกับระยะทาง 114 กม. บนเส้นทางที่สวยงาม วิวดี ปั่นสนุก อาหารอร่อย…แล้วเราจะต้องการอะไรอีกล่ะ…

 

 

บันยัน เดอะ รีสอร์ท หัวหิน อบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ‘อิ่ม’ เอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/502019

บันยัน เดอะ รีสอร์ท หัวหิน อบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ‘อิ่ม’ เอม

โดย…นิทรา ราตรี

 หมุดหมายของครอบครัวอย่างเมืองชายทะเลหัวหิน ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมไปตลอดกาล ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มนต์เสน่ห์ของชายหาด และความหลากหลายของที่พักที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มโดยเฉพาะครอบครัว

หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ บันยัน เดอะ รีสอร์ท หัวหิน

รีสอร์ทให้บริการที่พักแบบวิลล่าขนาด 120 ตร.ม. ประกอบด้วย 2 ห้องนอน (หรือเลือกพักแบบ 1 ห้องนอนก็ย่อมได้) ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนั่งรับประทานอาหาร สระว่ายน้ำ จากุซซี่ ส่วนตัว ฝักบัวอาบน้ำด้านนอกระเบียง และชุดเก้าอี้อาบแดด

 พร้อมกิจกรรมที่ตอบโจทย์ครอบครัวอย่าง ตะกร้าปิกนิก ให้ทุกคนในบ้านได้สนุกไปกับการรับประทานอาหารมีให้เลือก 2 แบบ คือ เอเชีย มีไฮไลต์เป็นติ่มซำ ซาลาเปา และเปาะเปี๊ยะสด หรือเวสเทิร์น มีทั้งขนมปัง ชีส โคลด์คัต และสลัด โดยทั้งหมดจะถูกจัดสรรใส่ตะกร้าให้คุณปิกนิกได้ที่วิลล่าส่วนตัวหรือทุกที่ที่ต้องการ

สำหรับมื้อเย็นทางรีสอร์ทสามารถจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวที่วิลล่าหรือริมสระว่ายน้ำ โดยจะมีเชฟบริการปิ้งย่างให้เสร็จสรรพทั้งเมนูเนื้อสัตว์ ซีฟู้ด สลัด ข้าว ขนมปัง และผลไม้

บันยัน เดอะ รีสอร์ท ยังโดดเด่นด้านสนามกอล์ฟเวิลด์คลาส 18 หลุม ณ บันยัน กอล์ฟ คลับ จากการออกแบบโดย พิรพน นะมาตร์ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่หลุม 15 ระยะ 139 หลา พาร์ 3 เพราะผู้เล่นสามารถมองเห็นเกาะสิงโตและทิวทัศน์ของท้องทะเล ทำให้เป็นหลุมที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยในขณะที่คุณพ่อกำลังออกรอบนั้น คุณแม่สามารถใช้เวลาว่างอยู่ที่ เดอะ สปา วิลล่า สถานที่ให้บริการทรีตเมนต์หลายชนิด เช่น นวดไทย นวดน้ำมันตามกรุ๊ปเลือด และตัดแต่งเล็บ ส่วนลูกๆ จะได้สนุกสนานในสระว่ายน้ำเด็กหรือสระว่ายน้ำหลักที่ทอดยาวผ่านหน้าวิลล่า

 รีสอร์ทจึงเป็นที่รักของกลุ่มครอบครัว ซึ่งในอนาคตทุกคนจะได้สัมผัสกับวิลล่าโฉมใหม่ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยและผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนกระเบื้องปูพื้น โต๊ะรับประทานอาหาร ชุดโซฟาในบ้าน เก้าอี้อาบแดด และเพิ่มเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเพื่อสร้างบรรยากาศให้วิลล่ามีกลิ่นอายความเป็นรีสอร์ทมากขึ้น

ที่นี่ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือ ความอิ่มเอม เพราะความรู้สึกที่ออกจากบ้านมาเพื่อมาอยู่บ้านอีกหลัง แล้วยังสามารถพักใจและพักกายได้แบบไร้กังวล ย่อมเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับสถานที่ที่เรียกตัวเองว่า รีสอร์ท

Price: วิลล่า 1 ห้องนอนพร้อมบัตรออกรอบกอล์ฟ 1 ใบ ราคา 9,500 บ. และ วิลล่า 2 ห้อง พร้อมบัตรออกรอบกอล์ฟ 2 ใบ ราคา 12,100 บ. ตั้งแต่สิงหาคม – กันยายน

Place: หมู่บ้านหัวนา หนองแก ถ. เพชรเกษม หัวหิน โทร. 0-3253-888 เว็บไซต์ www.banyanthailand.com

Promotion: แพ็คเกจสเตย์และเพลย์ 3 วัน 2 คืน พร้อมออกรอบที่สนามกอล์ฟบันยัน หัวหิน ราคาเริ่มต้นที่ 11,900 บ. สำหรับวิลล่า 1 ห้องนอน หรือ 15,200 บ. สำหรับวิลล่า 2 ห้องนอน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 2560

 

ตามหามือปืน เช็กอินงานอาร์ต หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/500971

ตามหามือปืน เช็กอินงานอาร์ต หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จากความตั้งใจของ ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนักสะสมของเก่าที่ประสงค์สร้าง “หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์” (S.A.C. Subhashok The Arts Centre) เพื่อเก็บรวบรวมของสะสมของตน จากนั้นได้ขยายผลไปสู่สาธารณะให้ผู้ที่สนใจเข้ามาชมงานศิลปะ หรืออุดหนุนงานศิลป์ของศิลปินไทยที่มีฝีมือแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

หอศิลป์แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ หอศิลป์ เป็นอาคาร 3 ชั้น โดยชั้น 3 ทำเป็นนิทรรศการถาวร จัดแสดงพระพุทธรูปโบราณซึ่งเป็นของสะสมล้ำค่าของศุภโชค ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้เข้าชมไม่เกินต้นปี 2561 เนื่องจากอยู่ในช่วงจัดการข้อมูลให้ถูกต้องและลึกซึ้ง ส่วนชั้น 1 และ 2 เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนงานศิลปะไปทุกๆ 6 สัปดาห์

โซนที่ 2 แกลเลอรี่ เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะขนาดย่อม เพื่อให้นิสิตนักศึกษาหรือศิลปินรุ่นเยาว์มาใช้พื้นที่โชว์งานศิลปะและรับคำวิจารณ์งานจากภัณฑารักษ์ (Curator) และโซนที่ 3 ร้านกาแฟ โกปิโอบอร์ดเกมคาเฟ่ ที่นอกจากจะขายกาแฟและอาหารจานเดียวแล้ว ยังเป็นโรงเรียนสอนศิลปะตั้งแต่เบสิกถึงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเป็นแหล่งรวมตัวของสาวกบอร์ดเกม โดยจะมีเกมมาสเตอร์ช่วยอธิบายกติกา ทำหน้าที่เป็นกรรมการ และสามารถเป็นตัวเสริมให้เล่นได้ครบทีมด้วย

ด้าน เอิง-จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ วัย 28 ปี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และทายาทของ หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์ของหอศิลป์ศุภโชคต้องการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความสามารถแต่ไม่ได้รับโอกาส โดยใช้แนวคิดนี้ในการคัดเลือกศิลปินมาจัดนิทรรศการและเปิดเป็นพื้นที่ตรงกลางให้ผู้ที่สนใจซื้องานจากศิลปิน

“หลายคนไม่กล้าเข้าแกลเลอรี่เพราะคิดว่าไม่ได้เข้าไปซื้องาน เขาจะรำคาญเราหรือเปล่า หรือเข้าไปดูแล้วจะเข้าใจงานไหม ก็อาจจะตัดสินใจไม่เดินเข้าไป แต่ที่นี่เราทำหอศิลป์ให้เฟรนด์ลี่ มีภัณฑารักษ์ให้ข้อมูลกับทุกคนอยู่ตลอดเวลา สามารถถามได้ทุกคำถามไม่ว่าจะเป็นคำถามที่อาจรู้สึกว่าง่ายเกินไปหรือเปล่า เราก็ยินดีให้คำตอบและช่วยหาข้อมูล รวมถึงเสาร์-อาทิตย์จะมีศิลปินเจ้าของผลงานมาให้ความรู้ด้วย”

จุดเด่นของหอศิลป์ศุภโชคจึงอยู่ที่ความหลากหลายของนิทรรศการ อย่างเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา หอศิลป์เพิ่งเปิดนิทรรศการใหม่ของ 2 ศิลปินไทยที่มี “หน้ากาก” เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ นิทรรศการ Live a life งานจิตรกรรมร่วม 30 ชิ้น โดย ทรงวุฒิ แก้ววิศิษฎ์ ศิลปินไทยมากความสามารถ เจ้าของรางวัลทางศิลปะมากมาย

ทั้งรางวัลใหญ่ระดับประเทศและรางวัลชนะเลิศของเอเชีย และนิทรรศการ Dreamy Land โดย สุภสิทธิ์ ธรรมประเสริฐ ผลงานจิตรกรรมของเขาสามารถแบ่งออกเป็นหลายชุด โดยประเด็นร่วมสมัยของเขานำเสนอโลกอุดมคติที่ไม่ใช่สวรรค์หรือยูโทเปีย แต่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ สังเกตความเป็นไปของการเมืองการปกครอง และทุกๆ ความเคลื่อนไหวบนโลกนี้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างและชั้นผิวทางสังคม การต่อสู้ ต่อรอง และการดำรงอยู่ร่วมกัน

“ศิลปะเหมาะกับคนทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงคนสูงอายุ เชื่อว่าเมื่อมาจะเจอกับนิทรรศการที่ตรงกับรสนิยมของตัวเองแน่นอน ในหนึ่งปีเราจะมีนิทรรศการเฉลี่ย 14-15 งาน เพราะเรามีพื้นที่สองชั้น และมีพื้นที่จัดงานนิทรรศการต่างประเทศด้วย” จงสุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เดือน ก.ค.ยังเป็นเดือนประเดิมเปิดนิทรรศการในต่างจังหวัด เพื่อนำศิลปะให้ไปอยู่ใกล้ชิดผู้คนต่างจังหวัด โดยได้เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ต่อด้วยขอนแก่นและเชียงใหม่ตามลำดับ ซึ่งนับเป็นโครงการที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ตัวศิลปินเองจะได้โชว์ผลงานไปทั่วประเทศไทยให้คนรู้จักมากขึ้น ส่วนผู้ชมก็จะได้ชมงานศิลปะโดยไม่ต้องเดินทางมาไกลถึงกรุงเทพฯ

หอศิลป์ศุภโชคกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนวงในได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน กล่าวคือ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดของคนไทยที่สนใจงานศิลปะมากขึ้น รวมถึงมีหอศิลป์และแกลเลอรี่เกิดใหม่มากมายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีในวงการศิลปะ

“ผมเห็นความนิยมในศิลปะมากขึ้นชัดเจนเมื่อปีที่ผ่านมา คล้ายๆ เป็นเทรนด์ใหม่ที่คนรุ่นใหม่สนใจ ทำให้คนที่มีอาชีพเป็นศิลปินก็สามารถทำเงินได้ เพราะปัจจุบันมีคนสนับสนุนงานศิลปะมากพอให้ศิลปินสามารถอยู่ได้ และคิดว่าในอนาคตจะดีขึ้นไปกว่านี้จนไม่มีคำว่าศิลปินไส้แห้งอีกต่อไป และหวังว่าหอศิลป์ศุภโชคจะเป็นหนึ่งแรงที่จะผลักดันวงการศิลปะไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น” เขากล่าวทิ้งท้าย

ใครที่แวะเวียนไปหอศิลป์อย่าลืมถ่ายรูปเช็กอินกับสตรีทอาร์ต (ที่จะเปลี่ยนไปทุกเดือน) สุดฮิปตามกำแพง และยืนประกบคู่กับเจ้ามือปืน (Gun Hand) ของประติมากร เปี่ยมจันทร์ บุญไตร ที่สร้างสรรค์สัญลักษณ์แทนอำนาจชี้เป็นชี้ตายจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของหอศิลป์ศุภโชคไปแล้ว

หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ เปิดบริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์) เวลา 10.00-18.00 น. ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิทระหว่างสุขุมวิท ซอย 31 และ 39 ติดตามข่าวสารและงานนิทรรศการใหม่ๆ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก S.A.C. Subhashok The Arts Centre และโทร. 02-662-0299

 

 

ค้นหาความสุขที่เรียบง่ายที่สุด เดอะสลิล สุขุมวิท 57

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/500825

ค้นหาความสุขที่เรียบง่ายที่สุด เดอะสลิล สุขุมวิท 57

โดย…นิทรา ราตรี

 อบอวลไปด้วยแรงบันดาลใจจากดีไซน์แบบจาโปเนสเซอรี่ ณ โรงแรมเดอะสลิล สุขุมวิท 57 ทองหล่อ ที่ไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นแหล่งสร้างสรรค์แนวคิด “พื้นที่การอยู่อาศัยแนวใหม่” (Concept Living Space) เปลี่ยนห้องพักให้เป็นบ้านส่วนตัวที่หัวมุมถนนในยุโรป

โดยผู้เข้าพักจะได้รับ 6 สัมผัส คือ พัก รับประทาน ทำงาน ช็อป เล่น และผ่อนคลาย ที่จะเปลี่ยนวันธรรมดาในโรงแรมให้เป็นเวลาที่น่าจดจำ

“พัก” โรงแรมประกอบด้วยห้องพัก 130 ห้อง แบ่งเป็นห้องพรีเมียร์ ห้องดีลักซ์ และห้องสวีทหนึ่งห้องนอน บนอาคารสูง 8 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีภาพวาดนกและต้นไม้อันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างไป ห้องพักออกแบบสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มีลูกเล่นของกระจกเงาแบบโต๊ะเครื่องแป้งตะวันตก ภาพจิตรกรรมบนหัวเตียง โซฟาเบดนุ่มสบาย เตียงนอนอุ่น และอ่างอาบน้ำที่มองลอดผ่านกระจกใส

“รับประทาน” เดอะสลิลได้คัดสรรความสุขในการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ห้องอาหาร บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่ (Bar Storia del Caffè) แนวคิดคลาสสิก-ยุโรป เสิร์ฟอาหารไทยและตะวันตก และร้านชา มาคิยาจ แฟรส์ ที รูม (Mariage Frères Tea Room) ชาอันดับ 1 ของโลกที่ถูกนำมาให้บริการบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม

 “ทำงาน” โรงแรมมีทุกอย่างที่จำเป็นกับการทำงาน ทั้งดิจิตอลเทคโนโลยี ชา กาแฟ ของว่าง และห้องประชุมขนาดย่อมในบรรยากาศสบายและมีสไตล์

“ช็อป” บริเวณล็อบบี้มีมุมจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อย่างชาชั้นดีของมาคิยาจ แฟรส์ ชุดของที่ระลึกของโรงแรม และดอกไม้แห้งหอมของ เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมท

“เล่น” โรงแรมมีสถานที่ที่ออกแบบให้เป็น เดอะ เพลย์รูม ทั้งห้องปิงปอง แกลเลอรี่งานศิลปะที่เล่นแสงและเงาในห้องเธียเตอร์ และเพนต์บาร์ที่จะสนุกไปกับงานศิลปะได้อย่างเต็มที่

“ผ่อนคลาย” ทำตัวเหมือนอยู่บ้านบริเวณริมสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เห็นวิวเมืองหลวงแบบไม่จอแจ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ หรือผ่อนคลายยามค่ำคืนที่บาร์ลอยฟ้าสุดฮิป ให้สัมผัสประสบการณ์เหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นตลอดวัน

 ดูเหมือนว่าความสุขที่เรียบง่ายที่สุดจะเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มเอสเพรสโซ่หอมกรุ่น เฝ้ามองผู้คนอาบแดดบนระเบียง อ่านนิยายเล่มโปรด ชมงานศิลป์ในแกลเลอรี่ หรือไม่ว่าจะเป็นความสุขแบบใด ทุกอย่างได้ถูกจัดสรรไว้แล้ว ณ เดอะสลิล

Price: ห้องพรีเมียร์ 11,500 บ. ดีลักซ์ 14,500 บ. ห้องสวีท 17,500 บ.

Place: ซ. สุขุมวิท 57 ใกล้บีทีเอสทองหล่อ โทร. 02-072-2882-4 เว็บไซต์ www.thesalilhotel.com

Promotion: จองห้องพักผ่านเว็บไซต์ www.thesalilhotel.com ใส่รหัสโปรโมชั่น SALIL รับส่วนลด 10% พร้อมสิทธิเช็คอินเวลา 10.00 น. เช็คเอาท์ 16.00 น. ฟรีเครื่องดื่มต้อนรับ และอาหารเช้า

 

ไป ระยอง เดินชมทุ่งโปรงทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499813

ไป ระยอง เดินชมทุ่งโปรงทอง

โดย…พาแลง

เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และศึกษาเรียนรู้ควบคู่กันไป

สาเหตุที่เรียกทุ่งแห่งนี้ว่าโปรงทองด้วยจุดเด่นของต้นโปรงที่ขึ้นหนาแน่นอยู่เต็มพื้นที่ หากคุณไปเยือนยามเช้าตรู่ หรือไปสัมผัสแสงยามเย็น ใบของต้นโปรงจะสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ฉาบทาลงบนทุ่งสีเขียวอ่อนแห่งนี้ ทำให้คุณเห็นภาพทุ่งสุดลูกหูลูกตากลายเป็นสีเหลืองทอง ที่นี่จึงเป็นที่รู้จักในชื่อทุ่งโปรงทองนั่นเอง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในเรื่องระบบนิเวศของป่าชายเลน ได้เห็นความสวยงามตามธรรมชาติของป่าโกงกาง ไม้โปรง และไม้ริมชายฝั่ง

สิ่งที่น่าสนใจในทุ่งโปรงทอง นอกจากทางเดินที่ทำด้วยไม้ระยะทาง 2.6 กม. ให้นักท่องเที่ยวเดินศึกษาธรรมชาติ ระหว่างทางจะพบกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน ป่าโกงกาง จะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อมาจากป่าชายเลน ช่วงนี้ต้นโกงกางซึ่งมีความสูงพอสมควรจะปกคลุมทางเดินให้ร่มรื่น คล้ายกับเป็นอุโมงค์ต้นโกงกาง ก็จะร่มรื่น ไม่ร้อน หากคุณไม่เดินในเส้นทางนี้ก็มีเรือของชาวบ้านล่องไปตามเส้นทางไว้บริการ โดยเส้นทางจะไปสิ้นสุดบริเวณอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส

บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นทางเดินไม้ระแนงทอดยาวผ่านป่าชายเลน ริมสองข้างทางเต็มไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิด ทั้งต้นแสม ตะบูนดำ ลำพูน โกงกาง โปรงแดง โปรงทอง เป็นที่อยู่อาศัยแหล่งหลบภัย และเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำทั้งกุ้ง หอย ปูแสม ปูก้ามดาบ ปลาตีน สะพานไม้ได้ลัดเลาะไปตามป่าโกงกางประมาณ 200 เมตร ก็จะทะลุออกมาจนเจอทุ่งโปรงทองที่เต็มไปด้วยต้นโปรงขึ้นเบียดกันแน่น ใบโปรงสีเขียวเหลืองอ่อนที่แทรกออกเป็นพุ่มแน่นจนแทบไม่เห็นพื้นด้านล่าง จุดชมวิวกลางทุ่งต้นโปรงนี้สามารถเห็นวิวได้รอบทิศ เสมือนถูกโอบด้วยทุ่งสีเหลืองทอง ตัดด้วยขอบสีเขียวเข้มของใบโกงกางที่เป็นพุ่มล้อมอยู่โดยรอบ ถือเป็นจุดชมวิวที่สร้างความตื่นตา เป็นไฮไลต์สำคัญจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปในมุมกว้าง

เมื่อเดินต่อไประหว่างทางพบพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่น ต้นลำพู ต้นแสม โกงกาง ตะบูนดำ โปรงแดง โปรงทอง ฯลฯ จากนั้นจะถึงยังศาลเจ้าแสม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือมาแต่โบราณ นักท่องเที่ยวเข้ามากราบสักการะได้ เมื่อเดินไปยังสุดทางที่ศาลาพักชมวิว มองออกไปเห็นท้องทะเลว่างเปล่ายาวไกลสุดลูกหูลูกตา ถือว่าธรรมชาติช่วยผ่อนคลายได้ดี

เวลาที่เหมาะสำหรับไปชมความงามของทุ่งโปรงทอง คือ ช่วงเช้าและบ่ายแก่ๆ เพราะอากาศไม่ร้อนเกินไป และเป็นช่วงเวลาที่แสงแดดมาส่องกระทบใบโปรงทองเป็นสีเหลืองอร่าม ซึ่งเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 06.00 -18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม หากเดินด้วยเท้าใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า แต่ถ้าอยากชมธรรมชาติให้ครบทั้งสองฝั่งอาจจะเดินมาจากทางเข้าเรือรบหลวงประแสไปครึ่งทาง จากนั้นก็นั่งรถต่อไปยังวัดตะเคียนงามได้ และหากนักท่องเที่ยวต้องการนั่งเรือชมริมแม่น้ำประแสป่าชายเลนยามค่ำคืน ก็มีเรือให้บริการเป็นหมู่คณะด้วย เพื่อชมความงามของหิ่งห้อยที่ต้นลำพู

สิ่งควรรู้คือทุ่งโปรงทองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติทุ่งโปรงทองไม่อนุญาตให้นำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไป เพราะฉะนั้นควรรับประทานให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปเที่ยวชม ส่วนการเดินทางไปทุ่งโปรงทอง สอบถาม ททท. สำนักงานระยอง โทรศัพท์ 038-655-420-1, 038-664-585 หรือ สำนักงานเทศบาลตำบลปากน้ำประแส โทรศัพท์ 038-661-720-1

 

 

ใช้ชีวิตให้มีสีสัน ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499646

ใช้ชีวิตให้มีสีสัน ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม

โดย…นิทรา ราตรี

 ความสดใสของ ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม (Liveitup) คือสีสันของกรุงเทพมหานคร ตามคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานและมีพลัง ซึ่งเคยส่งต่อพลังไปแล้วผ่านสาขาแรกที่อโศก

ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม ยังคงเลือกใช้สีสันสดใส ผสมผสานการวาดภาพศิลปะและดีเทลที่เกี่ยวกับความเป็นไทย เพื่อให้ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก อบอุ่น และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทยสมัยใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

จุดเด่นของการออกแบบอยู่ที่การใช้ตัวแมสคอตอย่าง นายจัน ที่วาดเป็นตัวการ์ตูนเข้ามาแต่งแต้มและสร้างสีสันให้กับการดีไซน์ โดยนายจันจะรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่บริเวณประตูทางเข้า และแอบอยู่ตามภาพวาดต่างๆ ไว้เป็นลูกเล่นสร้างรอยยิ้ม

 โฮสเทลประกอบด้วยห้องพักหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องแบบเตียงรวมหรือหอพัก (Dorm) ขนาดตั้งแต่ 10 เตียง 7 เตียง 6 เตียง 4 เตียง 3 เตียง และ 2 เตียง โดยแต่ละเตียงมีม่านกั้นและไฟอ่านหนังสือ

รวมถึงห้องพักส่วนตัวที่ใช้ห้องน้ำรวม และห้องพักส่วนตัวที่มีห้องน้ำในตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็นแก่นักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นตู้เก็บของ ลิฟต์ ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ ตู้เย็น ไมโครเวฟ ชา กาแฟ ของว่าง คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง พื้นที่พักผ่อนส่วนกลาง ระเบียงสำหรับสูบบุหรี่ ตู้ซักอบผ้าแบบหยอดเหรียญ และร้านขายเครื่องดื่ม

นอกจากนี้ ลีฟอิทอัพยังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่โดนใจวัยรุ่น และนักเดินทางกลุ่มบัดเจ็ตที่ต้องการที่พักที่สะอาด ใหม่ สะดวกสบาย ราคาเอื้อมถึง รวมทั้งเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สร้างมิตรภาพใหม่ๆ และแบ่งปันประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นระหว่างเดินทาง เหมือนกับชื่อ Live it up! ที่แปลว่า การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

Price: ห้องพักเริ่มต้นที่ 300 – 1,600 บ.

Place: ตั้งอยู่ในซอยหลังสวนถัดจากโครงการปอร์ติโก้ ห่างจากบีทีเอสชิดลม 5 นาที โทร. 063-905-8415 เว็บไซต์ www.liveituphostel.com

Promotion: –

 

 

ปักหมุด ‘ตลาดเก่านาเกลือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499641

ปักหมุด ‘ตลาดเก่านาเกลือ’

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว

 อพท. 3 ร่วมกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ และกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ เปิด “ตลาดเก่านาเกลือ” อ.บางละมุง อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี เป็นแหล่งช็อป ชิม ชิล เชิงอนุรักษ์ และทำกิจกรรมนั่งเรือตกหมึก ชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงแห่งใหม่ใกล้พัทยา

เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นความคลาสสิกให้เมืองที่ไม่เคยหลับแห่งนี้

ธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) กล่าวว่า สำหรับการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติบนพื้นที่ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งร่วมงานกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านนาเกลือ ได้จัดให้พื้นที่ “ตลาดเก่านาเกลือ” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนตลาดเก่าให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเมืองพัทยาภายใต้การดูแลของ อพท.3 ซึ่งได้วางแผนงานการพัฒนาต่อยอดให้เกิดการเชื่อมโยงทางภายในพื้นที่บางละมุงและพื้นที่ท่องเที่ยวแหล่งอนุรักษ์ใน จ.ชลบุรี

อาคารเก่าผสมกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่

 

เขายังเผยด้วยว่า พื้นที่ตลาดเก่านาเกลือ ทาง อพท.3 ได้เข้าไปร่วมกับชุมชนและสนับสนุนการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพทางด้านการเป็นแหล่งอาหารทะเลสด รวมถึงจุดเด่นของการเป็นชุมชนการค้าที่เก่าแก่มากกว่า 100 ปี และยังคงเป็นแหล่งรวมอาหารพื้นบ้านตามสูตรที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น

“ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่แหล่งจับปลาทะเลชายฝั่งที่ยังเหลืออยู่และติดกับพื้นที่เมืองพัทยาด้วย ทำให้ อพท.3 ต้องเข้าประสานร่วมมือกับกลุ่มชุมชนชาวตลาดนาเกลือ ตลาดอาหารสด และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านนาเกลือที่มีความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา”

ขณะที่ รัตนา อ่องสมบัติ กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์และประสานงานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ กล่าวว่า หลังจากเปิดตลาดนาเกลือได้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ แต่กว่าจะเป็นแบบนี้เมื่อสมัยก่อนตลาดนาเกลือจะคล้ายกับตลาดโต้รุ่ง แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมากลายเป็นตลาดร้าง เพราะทางหน่วยงานราชการได้สร้างตลาดใหม่ตรงตลาดอมร ทำให้คนในชุมชนที่มีอาชีพค้าขายส่วนใหญ่ย้ายตามไป

ชาวบ้านออกมาจับจ่ายอาหารในตลาดเก่า

 

“ทางชุมชนจึงปรึกษาหารือกันว่าควรลองเปิดตลาดแห่งนี้อีกครั้ง ประกอบกับได้ทาง อพท.3 เข้ามาช่วยให้แนวคิดและมองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่สามารถพัฒนาได้ ทางชุมชมก็มีช่วยกันคิดว่านอกจากมีโซนอาหารสดที่เป็นจุดเด่นแล้ว น่าจะลองทำโซนอาหารปรุงสุกสำเร็จรูปด้วยภายใต้แนวคิด ‘อาหารถิ่น กินอร่อย’ โดยเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากฝีมือคนในชุมชน”

ผู้ประสานงานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ กล่าวต่อว่า ตลาดแห่งนี้เปิดมาได้เพียงไม่นาน จึงต้องมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ทุกคนในชุมชนพร้อมจะเรียนรู้ นำคำติชม ข้อเสนอแนะมาแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาตลาดให้ดีขึ้น

“นอกจากเรื่องอาหารทางตลาดยังมีการนำเสนอการเรียนรู้วิถีชีวิตและความเป็นมาของตลาดที่มีอายุกว่า 100 ปี ผ่านศิลปะบนกำแพงและบ้านเรือนไม้สมัยก่อน พร้อมส่งเสริมเด็กในพื้นที่ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิมผ่านการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ โดยนัดมารวมตัวกันช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อพัฒนาให้เป็นเด็กมีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ของตนเองอย่างดี สู่การมีทักษะการสื่อสารที่ดีหากมีนักท่องเที่ยวสอบถาม และอีกหนึ่งจุดเด่นของตลาดแห่งนี้คือ ภาชนะที่ใช้จะปลอดการใช้โฟม เป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลและ จ.ชลบุรี ที่ต้องการให้เป็นประเทศและจังหวัดไร้ขยะ”

วิถีชาวนาเกลือ

 

นอกจากนี้ ดร บุญมา รองประธานกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของตลาดเก่านาเกลือว่า พื้นฐานเดิมของคนในชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง จึงสร้างพื้นที่ให้เป็นที่แลกของกันจนเป็นแหล่งสำคัญทางประมงสมัยก่อน

“ทำให้เกิดความคิดตอนหารือจะเปิดตลาดเก่านาเกลืออีกครั้งว่าน่าจะมีการเชื่อมโยงสำหรับการแนะนำความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตการประมงพื้นบ้านกับตลาดโดยผ่านการนั่งเรือประมงพื้นบ้าน เช่น การนั่งเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก ชมความงามของปราสาทสัจธรรม รวมถึงท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพาะพันธุ์ปลา โดยใช้ซั้งเชือกเพื่อการอนุบาลและการอนุรักษ์สัตว์ทะเล และการนั่งเรือตกหมึกตามวิถีชีวิตชาวประมงเป็นจุดสนใจอีกทางเลือกหนึ่งด้วย”

ทาง อพท.3 ได้วางแผนการพัฒนาให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนในทุกด้าน เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคชุมชน หน่วยราชการ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้จัดให้มีการอบรมและศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบเพื่อนำมาสู่การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ อพท.3 พร้อมทั้งมีการต่อยอดความร่วมมือและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีจุดเด่นและสร้างอัตลักษณ์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ศิลปะสะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม

 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เชื่อมโยง โดยการเข้าไปสนับสนุนของ อพท.3 เป็นการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐต่อการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น การพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นนำมาเป็นจุดขาย เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งการเรียนรู้วิถีชีวิตให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ

นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวนาเกลือ อาคารบ้านเรือนแบบดั้งเดิม และร้านอาหารมากกว่า 60 ร้านในราคาไม่แพง โดยตลาดเก่านาเกลือจะจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. ตลอดปี 2560

ศาลเจ้าจีนในย่านตลาดเก่า

ทะเลตากแห้ง ของขึ้นชื่อแห่งนาเกลือ

ขนมเปี๊ยะของแม่ค้าสาวสวย

ธิติ จันทร์แต่งผล

มะม่วงน้ำดอกไม้อวบอิ่ม ความชุ่มฉ่ำของฤดูกาลนี้

คุณติ๋ว ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดัง

แจงลอนร้อนๆ อาหารพื้นบ้านที่หากินได้ยาก

ร้านขายอาหารทะเลอบแห้ง

 

 

 

โอเค! เบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499637

โอเค! เบตง

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ / โสภิตา สว่างเลิศกุล

 “เบตง” เป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่ใน จ.ยะลา นับเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นหัวหอกยื่นเข้าไปในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีเนื้อที่ประมาณ 1,328 ตารางกิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 140 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 1,220 กิโลเมตร

ด้วยภูมิประเทศของ อ.เบตง ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงจึงทำให้เบตงมีอากาศดี และมีหมอกตลอดปี ดังคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน”

สภาพโดยรวมของพื้นที่เป็นที่ราบสูงเนินเขา ลุ่มน้ำ เมืองเบตงตั้งอยู่ในหุบเขา มีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ พื้นที่ทั่วไปสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 ฟุต ตัวเมืองเบตงอยู่ห่างจากด่านชายแดนเบตงเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า เป็นเมืองหน้าด่านที่จะนำสินค้าเข้าออกไปยังท่าเรือน้ำลึกปีนังของมาเลเซีย

ปัจจุบัน อ.เบตง จ.ยะลา ถูกยกระดับให้เป็น 1 ใน 3 อำเภอของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำหนดไว้เมื่อปี 2559 ให้ อ.เบตง เป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับอีก 2 อำเภอ คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ที่ทั้งหมดจะเป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

เมืองเบตง ในฐานะที่เป็นไข่แดง และถือเป็นเมืองที่สวยงามของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถูกตั้งเป้าหมายการพัฒนาในระยะสั้น คือ 1.การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็น 1.2 ล้านคน จากเดิมที่เฉลี่ยปีละ 2.5 แสนคน

2.การสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นราย

3.มูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่จะต้องมีการเจริญเติบโตไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท

ภายใต้เม็ดเงินที่รัฐอุดหนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มากที่สุด เพื่อหวังว่าความเจริญ การจัดการที่เป็นระบบ จะช่วยลดระดับความรุนแรงจากปัญหาการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ลดน้อยลงและหมดไป

สถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาจึงไหลตาม

เมื่อมองไปยังสถานการณ์ความรุนแรงของพื้นที่ในตลอดระยะเวลากว่า 13 ปี หน่วยหลักที่รับผิดชอบอย่างทหาร ซึ่งสำนักนโยบายและแผนงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) ได้เผยตัวเลขการก่อเหตุในห้วงเวลานับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 มาจนถึงปัจจุบัน พบว่าสถิติการก่อเหตุลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 56% หรือการก่อเหตุจากจำนวน 197 ครั้ง เหลือเพียง 79 ครั้ง

นั่นเป็นข้อบ่งบอกของสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่รัฐบาลได้เสนอภายใต้การปฏิบัติงานของทหารที่คุมพื้นที่ และเมื่อเล็งเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่จึงต้องเดินหน้าอย่างทันที

กระนั้น แม้สถานการณ์จะดีขึ้นมา แต่ในส่วนของทหารก็ยังคงไม่อาจไว้วางใจ และยังคุมพื้นที่อย่างเข้มงวดเช่นเดิม

พล.ต.นิพนธ์ รองสวัสดิ์ เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ฉายภาพเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า การป้องกันเหตุรุนแรงเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทหารยังคงยึดมั่นและไม่ลดละ ทุกอย่างเดินหน้าตามแผนที่วางเอาไว้ และผลจากการเข้มงวด การเข้าถึงมวลชน ได้ส่งผลให้เหตุความไม่สงบของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ไม่อาจขยายพื้นที่ก่อเหตุเข้ามาในเขตเมืองของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แม้จะมีความพยายามอย่างหนักในการก่อเหตุก็ตาม

“แน่นอนว่าเราเผลอไม่ได้ เพราะเผลอเมื่อไหร่เขาก็เล่นเราทันที แต่เพราะความเข้มแข็งที่เราช่วยสร้างและส่งเสริมให้กับภาคประชาชน ทำให้การหลงผิดไปอยู่กลุ่มเห็นต่างจากรัฐลดลง และสถิติการก่อเหตุรุนแรงก็ลดลงตามไปด้วย” พล.ต.นิพนธ์ กล่าว

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ทหารนำมาใช้ปรับกับการปฏิบัติหน้าที่ มีอยู่ 3 หลักใหญ่ คือ กฎหมายนำ การทหารตาม และการเมืองขยาย

+ กฎหมายนำ เป็นการนำความถูกต้องยุติธรรมเข้าสู่พื้นที่ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเองได้มุ่งเน้นในด้านการแสดงความจริงใจ และอำนวยความยุติธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียม

+ การทหารตาม มุ่งเน้นเพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักท่องเที่ยว

+ การเมืองขยาย เป็นการนำนโยบายรัฐบาลมาปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความหวาดระแวงของคนในพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มศักยภาพของประชาชนให้ดีขึ้น

3 องค์ประกอบที่ว่า พล.ต.นิพนธ์ เน้นย้ำว่าเป็นแนวนโยบายที่ได้ผล และสอดรับการพัฒนาเร่งด่วนในพื้นที่ภายใต้สถานการณ์ ตามหลัก “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ขณะเดียวกันการเดินหน้าของการเจรจาสันติสุขก็ยังคงรุดหน้าอยู่เช่นเดิม

“หากมองในเรื่องของความรุนแรง ผมบอกได้ว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว และอีก 20% เป็นเรื่องของความมั่นคง แต่เพื่อความชัดเจนในแต่ละความรุนแรงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องสืบสวนให้ลึกเพื่อหาความเชื่อมโยง” พล.ต.นิพนธ์ ย้ำถึงภาพรวมของสถานการณ์

เมืองสงบไร้ก่อการร้าย

ในข้อกังวลว่าสถานการณ์กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือกลุ่มไอเอส ที่แผ่ขยายเข้ามายังภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจส่งผลกระทบถึงประเทศไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

คำตอบจาก พล.ต.นิพนธ์ คงทำให้เบาใจขึ้น เมื่อยืนยันและรับรองแน่นอนว่าไม่มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายไอเอสเข้ามาในพื้นที่ อีกทั้งปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าเป็นปัญหาภายใน นานาชาติไม่อาจเข้ามาแทรกแซง และขณะเดียวกัน ปัญหาภายในที่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ก่อการร้ายของโลกด้วย

“กลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐ กระทำการที่ผิดกฎหมายของไทย และรัฐเข้าไปจัดการด้วยกรอบกฎหมายไทย เราไม่ได้ใช้กฎหมายสากลเข้ามาจัดการปัญหาของเรา และทุกคนที่จับตัวมาได้ ก็เป็นคนไทย ไม่มีคนต่างชาติแม้แต่คนเดียว” พล.ต.นิพนธ์ ยืนยัน

หากให้มองภาพรวมของความปลอดภัยในพื้นที่ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมสภาพชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ทีดีขึ้นได้อย่างไร?

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภ.4 สน. ให้คำตอบว่า ทหารจัดพื้นที่ปลอดภัย หรือที่เรียกว่า “เซฟโซน” ไว้ในหัวเมืองเศรษฐกิจรวมแล้ว 7 พื้นที่ กำลังหลักจะเป็นการบูรณาการร่วมระหว่างทหาร ตำรวจ ภาคพลเรือน และภาคประชาชน ความเข้มแข็งของภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำงานทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

“เหตุการณ์ระเบิดบิ๊กซี จ.ปัตตานี พื้นที่นั่นอยู่นอกพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งห่างจากเซฟโซนไปราว 5 กิโลเมตร แต่แน่นอนว่าเราเข้มงวดแค่ไหน หากมีช่องโหว่ก็จะเกิดเหตุได้ทันที” พ.อ.ปราโมทย์ ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนสถานการณ์การพูดคุยสันติสุข โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย จะต้องเป็นรูปแบบที่ร่วมกันตกลงทั้งสองฝ่าย และขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทำงานทาง “เทคนิค” ที่ทหารก็ไม่อาจเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ให้สาธารณะได้รับทราบได้ โดย พล.ต.นิพนธ์ และ พ.อ.ปราโมทย์ ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ทุกอย่างกำลังดำเนินการ

หนึ่งในเมืองสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

เมื่อทหารในฐานะหน่วยงานสำคัญที่จะต้องดูแลความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยืนยันถึงสถานการณ์ว่าอยูในช่วงที่ดีขึ้น การผลักดันในการพัฒนาจึงต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

ไข่แดงของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่าง อ.เบตง จ.ยะลา ถูกนับเป็นหัวเมืองหลักใน 3 เมืองของพื้นที่ที่จะต้องพัฒนาให้เป็นเมืองต้นแบบภายใต้สถานการณ์ควันปืน ที่แม้จะดีขึ้น แต่ความรุนแรงก็ยังคงไม่ได้จางหายไป

กระนั้น ทำไมจึงต้องเป็น “เบตง” เพราะภูมิพื้นที่ของเบตงถือเป็นเมืองโดดเดี่ยว ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย ขณะที่การเดินทางต้องใช้ถนนหมายเลข 410 จาก อ.เมืองยะลาเข้าสู่พื้นที่ ในระยะทางราว 137 กิโลเมตร ท่ามกลางถนนที่คดเคี้ยวตัดภูเขา กอปรกับยังต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงอีกด้วย

ดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง ตอบคำถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้เบตงจะถือเป็นเมืองเล็ก ประชากรอาศัยอยู่ราว 7 หมื่นคน แต่ภายในเมืองกลับน่าดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม วิถีวัฒนธรรมของคนไทยหลากหลายเชื้อชาติ แสงสีในยามค่ำคืน สถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย รวมถึงอาหารต่างๆ องค์ประกอบเหล่านี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เข้ามาท่องเที่ยวในทุกๆ ปี

ที่สำคัญ เบตง แม้จะอยู่ในพื้นที่ก่อเหตุความไม่สงบ แต่ให้นับตัวเลขของความรุนแรงกลับเกิดขึ้นน้อยครั้งอย่างมาก โดยครั้งสุดท้ายเกิดเหตุระเบิดเมื่อปี 2557 และนับตั้งแต่นั้นมา ไม่มีเหตุใดเกิดขึ้นอีกเลย

“เพราะคนในพื้นที่เข้มแข็ง หวงพื้นที่ และไม่ต้องการความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมมือกันวางกำลังรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งเมือง ความเข้มแข็งในจุดนี้ ถือว่าหยุดความรุนแรงให้ชะงักได้เลย” ดำรงค์ ให้ความเห็น

กระนั้น แม้ อ.เบตง จะต้องถูกผลักดันพัฒนาอย่างเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐ เพื่อดึงเม็ดเงินและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับคนในพื้นที่ และอีกนัยก็เพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบอย่างที่กล่าวเอาไว้

แต่สิ่งหนึ่งที่นายอำเภอเบตงไม่อาจละเลย เพราะแม้เมืองจะพัฒนาไปมากแค่ไหน วิถีชีวิตของคนในพื้นที่จะต้องไม่ได้ผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยพุทธ และคนไทยมุสลิม จะต้องอยู่อย่างมีความสุขควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองเบตง

เบตง จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เบตงเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน องค์ประกอบความสำเร็จจะมาพร้อมการลงทุนจากภาครัฐ กรอบวงเงิน 1,900 ล้านบาท ถูกเทเข้าสู่พื้นที่เพื่อสร้างสนามบินเบตง บนพื้นที่กว่า 900 ไร่ มีหลุมจอดเครื่องบินขนาด 70 ที่นั่ง 3 ลำ ที่ ต.ยะรม อ.เบตง ซึ่งห่างจากตัวเมืองเบตงไปทางทิศเหนือในระยะทางราว 10 กิโลเมตร

สนามบินแห่งนี้จะช่วยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาที่เบตงได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่การก่อสร้างมีความคืบหน้าและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562

นอกจากนี้ เงินอีก 90 ล้านบาทจะถูกนำมาใช้ก่อสร้างจุดชมวิวพื้นกระจก หรือ Sky Walk ที่เทือกเขาอัยเยอร์เวง หรือเขาไมโครเวฟ ที่เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ภาคเหนือของเมืองไทย และชมได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ Sky Walk จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับทะเลหมอกอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และที่สำคัญ Sky Walk ชมทะเลหมอกที่เทือกเขาอัยเยอร์เวง จะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลหมอกได้อย่าง 360 องศา ซึ่งจะยิ่งใหญ่และสวยที่สุดในทวีปเอเชีย

สถานที่ท่องเที่ยวในเบตงยังมีอีกมากมาย ทั้งอุโมงค์ปิยะมิตร ที่เคยเป็นสถานที่ต่อสู้ในอดีตของคนจีนมลายูพลัดถิ่น ซึ่งอุโมงค์ที่เคยใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนภัยทางอากาศ ได้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ เพื่อรอให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส หรืออาหารการกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นอาหารเฉพาะถิ่นที่หากินได้ที่เบตงเท่านั้น ทั้งข้าวมันไก่เบตง หรือปลากือเลาะห์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และแน่นอนว่าสร้างเม็ดเงินให้กับคนในพื้นที่ไม่น้อย

บรรยากาศรอบเมืองเบตงที่ได้สัมผัส พบว่ามีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจ ความน่ากลัวจากคนนอกที่มองว่าเบตง หรือเมืองอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงอันตรายนั้น หากได้มาสัมผัสกับวิถีการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ รอยยิ้มที่จริงใจแผ่ซ่านให้กับคนแปลกหน้า ความกลัวก็น่าจะจางลงไปพร้อมกับควันปืนด้วยเช่นกัน และท้ายสุด เบตงอาจจะเป็นเมืองที่นำความสำเร็จไปสู่การกลืนสถานการณ์ความรุนแรงให้หายไปก็เป็นได้

ดอกไม้ชายแดนใต้ “เบตง” บนความเจริญในวันนี้

มนต์เสน่ห์และความพิเศษ หรืออัตลักษณ์เมืองในหุบเขา รวมถึงความประทับใจของเบตง ในฐานะคนที่เกิดที่นั่น ฝังรกรากที่นั่น ดุสิต ศิลากอง รองผู้อำนวยการ World Film Festival of Bangkok หลายสมัย ซึ่งเป็นชาวเบตงโดยกำเนิด ครอบครัวฝังรกรากที่นี่มายาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่อพยพมาเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่นี่ จนกลายเป็นชาวเบตงแท้ที่มีส่วนร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองจนถึงทุกวันนี้

ดุสิต เล่าถึงจุดเด่นของเบตงว่า หลักๆ ทั่วไปคงเป็นเรื่องของอากาศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียสทั้งปี และอาหารการกินที่หลากหลาย

“ด้วยว่า อ.เบตง มีขนาดเล็กกะทัดรัด และด้วยอายุของอำเภอที่มีอายุ 110 ปี ทำให้ผู้สูงอายุรุ่นที่ 2 ที่มีอายุระหว่าง 70-80 ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก จึงยังทำให้วัฒนธรรมและประเพณีในอดีตยังคงดำเนินต่อไป การเป็นเมืองเล็กทำให้บรรยากาศของเมืองเต็มไปด้วยการทักทายกันบนท้องถนน ทำให้มันดูอบอุ่น การไปมาหาสู่ทำได้ง่าย”

จากสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในเบตง เปลี่ยนแปลงขนาดไหน ดุสิตชี้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อ อ.เบตงน้อยมาก เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

“ความเข้าใจกันระหว่างคนเบตง กับคนใน อ.เมืองยะลา เรียกได้ว่าแทบจะไม่รู้จักกัน คนทั้งสองพื้นที่ไปมาหาสู่กันน้อยมาก คนเบตงส่วนใหญ่จะไปที่ อ.หาดใหญ่ หรือไม่ก็ไปปีนังมากกว่า อีกทั้งด้วยความที่เบตงเป็นเมืองเข้าออกทางเดียว การจะทำเหตุรุนแรงอะไรทำได้ค่อนข้างยาก ถึงแม้จะมีเหตุความรุนแรงบ้าง แต่การจับกุมใช้เวลาไม่มากก็ทำการจับกุมสำเร็จ และไม่มีข้อครหาเรื่องการจับแพะเลย ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น”

การวางเบตงให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ คิดว่าดีหรือเหมาะสมอย่างไร? ดุสิตชั่งใจและบอกว่า เรื่องนี้ตอบได้ยากมาก แต่ถ้าพูดจากส่วนลึก ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าวางเป็นเมืองท่องเที่ยว และเป็นด่านย่อย น่าจะดีกว่าเพราะส่วนของภาครัฐไม่ได้เริ่มลงมือทำความเข้าใจเรื่องอะไรพวกนี้เลย รวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย

“ในแง่เศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างที่กล่าวไว้ด้านบน คนเบตงไม่ค่อยได้มีการปฏิสัมพันธ์กับคนทางยะลา ปัตตานี หรือนราธิวาส ตอนนี้ดูเหมือนคนจากที่ดังกล่าวเริ่มทยอยเดินทางมาเที่ยวทะเลหมอก ที่ ต.อัยเยอร์เวงมากขึ้น แต่ไม่เข้ามาถึงตัว อ.เมือง เพราะค่าครองชีพที่เบตงถือว่าสูงมาก

“เรื่องความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนส่วนใหญ่เกิดระหว่างทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทาง เช่น ที่ อ.รามัน กรงปินัง ที่ชาวบ้านยังกลัวกันอยู่ หากยังคงมีข่าวแบบนี้ต่อไปก็ยากที่จะมีการทำการค้าต่อกัน ในแง่เศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย เฉพาะจุดของเบตง ไม่น่าจะใช่เส้นทางลำเลียงสินค้านำเข้าหรือส่งออกที่สำคัญมากนัก เนื่องจากท่าเรือที่บัตเตอร์เวิร์ทของประเทศมาเลเซีย ที่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนจำนวนมหาศาล รวมไปถึงการตั้งโรงงานขนาดใหญ่ของบริษัทต่างชาติดังๆ ที่บริเวณสะพานข้ามทะเลอันใหม่ของเกาะปีนัง การลำเลียงสินค้าผ่านด่านที่สะเดา สะดวกกว่ามาก

“เรื่องการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนมาเลเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนละแวกๆ ชายแดน และมาจากเมืองอิโปห์เสียส่วนใหญ่ ที่น่าแปลกใจคือคนจากปีนัง ที่มีระยะห่างแค่ 125 กิโลเมตร เดินทางมาเที่ยวน้อยมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพูดถึง ยังไม่รวมไปถึงศักยภาพของคน ที่ปัจจุบันคนอายุ 45 ลงไป พื้นฐานทางภาษาอังกฤษ และจีน และอาจรวมไปถึงภาษาบาฮาสามาเลย์ ถือว่าไม่ดีเอาเสียเลย อันนี้น่าเป็นห่วง คนเชื้อสายมาเลย์ ฝั่งมาเลเซียเอง ภาษาอังกฤษก็เลวร้ายพอๆ กัน”

สนามบินมูลค่า 1,900 ล้านบาท ที่จะเสร็จในปี 2562 จะเปลี่ยนแปลงเบตงให้ยกระดับขึ้นอีกขั้นไหม? ดุสิตยอมรับว่า แน่นอน เพราะอย่างน้อยก็จะต้องมีคนไทยเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะเดินทางผ่านเส้นทางยะลา-เบตง ทำให้เทศกาลอาหารและผลไม้ของเบตงจะต้องคึกคักเป็นอย่างมาก รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนของคนนอกที่จะต้องมีเข้ามาแน่นอน

“หากเป็นไปตามความเห็นกว้างๆ ก็อยากจะให้มันสำเร็จไปตามแผนที่รัฐได้วาดโครงการมา รวมไปถึงความสงบ แต่มันคงยังตอบอะไรมากไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือเปล่า ทั้งนี้เพราะการเติบโตของโรงแรมที่พัก ถนนหนทาง การจัดการเมืองให้เป็นระเบียบ ยังดูไม่ดีนัก รวมไปถึงการพัฒนาทักษะด้านภาษา และช่างฝีมือก็ยังน้อย นี่ยังไม่รวมถึงระดับการักษาของโรงพยาบาลที่เครื่องไม้เครื่องมือเองก็ยังไม่ทันสมัยเอาเสียเลย ซึ่งในกรณีหลังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครให้น้ำหนักกันมากนัก แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะการมาท่องเที่ยว หรือจะมาประกอบธุรกิจที่นี่นานๆ เรื่องสาธารณสุขพื้นฐานเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้”

สุดท้าย ดุสิต ก็สรุปตามประสาคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเบตงในรอบเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาว่า เบตงเป็นเมืองที่น่ามาท่องเที่ยวพักผ่อน อากาศดี อาหารอร่อย แต่ยังไม่เหมาะนักกับการลงทุนทำธุรกิจ เพราะจำนวนคนที่นั่นยังน้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และเด็ก

“ดังนั้นกำลังซื้อไม่ดีมากนัก ผู้สูงอายุมีเงินแต่ไม่ใช้ เด็กอยากใช้แต่ไม่มีเงิน ก็หวังแค่ว่าหากประชากรผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เบตงเป็นหนึ่งในที่ที่น่าลงทุนที่หนึ่งในประเทศไทยอย่างแน่นอน”

 

ภูกระดึง ภูงามกับความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499004

ภูกระดึง ภูงามกับความทรงจำ

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่กองอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ประกาศปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวไป เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2560 แล้วจะเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในราวต้นเดือน ต.ค.ของทุกปี นับเป็นเวลาถึง 8 เดือน ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมธรรมชาติอันงดงามกันอย่างเต็มอิ่ม แต่รู้ไหมว่าภูแห่งนี้มีเรื่องเล่าขานกันได้ทุกวันอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียวครับ

บ้างก็ว่าภูแห่งนี้เป็นบทพิสูจน์รักแท้อย่างดีเยี่ยม เพราะด้วยเส้นทางการไต่ขึ้นภูระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร เราก็จะได้รู้กันล่ะว่าจะพาคนที่เรารักไปถึงยอดเขาหรือไม่ และถ้าหากเขาคนนั้นสามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วละก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้ ที่ร่วมกันพิชิตภูกระดึง รวมไปถึงกลุ่มเพื่อนๆ และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมากๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติบนยอดภูกระดึง แล้วมันรู้สึกหายเหนื่อยและคุ้มค่าจริงๆ

โดยส่วนตัวผมแล้วลองนับย้อนดูแทบไม่น่าเชื่อว่าผมนั้นเดินทางไปพิชิตภูนี้มาแล้วถึง 7 ครั้ง และแต่ละครั้งก็มีความหมายและความทรงจำที่ดีเสมอ ผมลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเป็นปลิดทิ้ง เวลาบอกเล่าให้ใครต่อใครฟังก็จะพูดถึงความงดงามในแต่ละปีที่ไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง และปีที่ผมรู้สึกประทับใจมากที่สุดที่มาพิชิตภูแห่งนี้ก็คือเมื่อคราวที่เดินทางไปเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ภูกระดึงแห่งนี้จะโอบอุ้มความชุ่มชื่นเอาไว้ให้คอยต้อนรับคนที่ไปเยือนให้ได้สัมผัสกันอย่างเต็มปอด มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว น้ำตกน้ำก็ใสและมากกว่า แม้จะต้องเผชิญกับหอยทากมากกว่าช่วงเวลาอื่น แต่สารภาพเลยว่าหลงรักภูกระดึงมากที่สุดก็คราวนี้ คราวที่สายฝนกำลังบอกลาและต้อนรับฤดูหนาวมาเยือนนั่นเอง

ภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของบ้านเรา ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล

สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

มาถึงภูแห่งนี้ก็มีจุดท่องเที่ยวให้เราได้ไปสัมผัสกันมากมายแบบไม่รู้เบื่อ

ผานกแอ่น เป็นลานหินเล็กๆ มีสนต้นหนึ่งขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สำคัญ อยู่ห่างจากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ในตอนเช้าจะต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เสมอ ห้ามไปเองเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นยังเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้น

ผาหล่มสัก ว่ากันว่าถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตรหากเดินมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก แต่ถ้าเดินจากที่พักศูนย์วังกวางจะมีระยะประมาณ 9 กิโลเมตร ด้วยลักษณะแผ่นที่มีหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดี ถือว่าเป็นจุดไฮไลต์ของที่นี่ และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ผาหมากดูก อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็นผาที่มีลานหินกว้างขวาง เป็นผาสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้ที่พักมากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภูผาจิตในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียวขึ้นเต็มทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก

น้ำตกวังกวาง อยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุดโดยมีระยะทางห่างแค่ราว 1 กิโลเมตรเท่านั้น วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆ ชั้นที่สูงสุดจะสูงประมาณ 7 เมตร จะมีความสวยงามมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ต.ค. บริเวณนี้จะมีทากชุมเพราะเป็นด่านช้าง หรือทางช้างเดิน

น้ำตกถ้ำสอเหนือ อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 4.8 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูง 10 เมตร น้ำไหลมาจากผาเป็นม่านน้ำตก บริเวณเหนือน้ำตกมีดงกุหลาบแดง ซึ่งในช่วงฤดูร้อนจะผลิดอกสร้างสีสันให้กับบริเวณนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้น

น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง น้ำตกผ่านผาหินรูปโค้ง ในหน้าหนาวใบเมเปิลที่อยู่บริเวณริมน้ำตกจะร่วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำ ตัดกับสีเขียวของตะไคร่น้ำตามโขดหินงดงามมาก

ลำธารวังกวางเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกโผนพบ ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ โผน กิ่งเพชร นักชกแชมเปี้ยนโลกคนแรกของชาวไทยในฐานะเป็นผู้ค้นพบคนแรกเมื่อคราวที่ขึ้นไปซ้อมมวยให้ชินกับอากาศหนาว ก่อนเดินทางไปชกในต่างประเทศ

สระอโนดาต อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.7 กิโลเมตร เป็นสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นักที่มีต้นสนขึ้นเป็นแนวใกล้กันยังมีลานกินรี ซึ่งเป็นสวนหินธรรมชาติที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรือเฟิร์นนานาชนิด

อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ทั้ง น้ำตกรัตนา น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดงผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา เรียกได้ว่าบนยอดเขาอันเป็นที่ราบแสนมหัศจรรย์แห่งนี้ยังเป็นที่รอคุณพิชิต และสัมผัสธรรมชาติอันงดงามตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับการเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้น ทางอุทยานจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น.ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป ทางอุทยานจะไม่อนุญาตเพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลา
กลางคืนอีกด้วย