แสนยอด ซีฟู้ด บรรยากาศสุดชิล อาหารอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/505746

แสนยอด ซีฟู้ด บรรยากาศสุดชิล อาหารอร่อย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

แสนยอด ตำนานอาหารจีนกวางตุ้งที่ดังที่สุดในย่านบางรัก คออาหารจีนทั้งหลายรู้จักดี เพราะเปิดขายมา 55 ปีแล้ว ขายดีมาก ลูกค้าเนืองแน่นจนต้องขยายสาขาเพิ่ม ปัจจุบันมีอยู่ 5 สาขา

ย้อนไป 60 กว่าปีที่แล้ว “ชุนผวย แซ่อึ้ง” คุณพ่อของ “นำชัย เบญจรุ่งโรจน์” เจ้าของร้านแสนยอด เปิดร้านขายราดหน้าสูตรกวางตุ้งที่ซอยศรีเวียง (ตรอกไก่) ย่านบางรักมาก่อน ต่อมาในปี 2505 จึงเปิดร้านแสนยอดโภชนาเป็นทางการ ตั้งอยู่บนถนนสาทรเหนือ บริเวณเชิงสะพานตากสินทางลงฝั่งถนนสาทรเหนือพอดี ให้บริการอาหารจีนกวางตุ้งมากมาย เมนูที่ขึ้นชื่อ คือเป็ดย่าง บะหมี่สูตรกวางตุ้ง และราดหน้าสูตรเส้นหอมกลิ่นกระทะ

จากนั้นธุรกิจเจริญรุ่งเรืองสมชื่อ “แสนยอด”ซึ่งมาจากคำว่า “เส่งหยิด” ในภาษากวางตุ้งอันหมายถึงความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง จึงได้ขยายสาขามาเรื่อยๆ จนมี 5 สาขา แต่สาขาที่นำเสนอวันนี้สาขาพระราม 3 ซอย 12 หรือซอยวัดจันทร์นอก เข้าซอยประมาณ 150 เมตรอยู่หัวมุมซ้ายมือ เป็นร้านตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาในบริเวณเนื้อที่ 2 ไร่

พีรพงศ์ เบญจรุ่งโรจน์ ลูกชายเจ้าของร้านกล่าวว่า จุดเด่นที่ใครก็ต้องหลงรักและอยากมาอีกคือบรรยากาศร้านน่านั่งมาก มีทั้งโซนโอเพนแอร์และอินดอร์  ริมน้ำนั่งรับประทานอาหารและชมวิวด้วยบรรยากาศสุดชิล นอกจากนี้ยังมีโซนสวนที่ตกแต่งและออกแบบสวยงามใครมาก็ต้องไปถ่ายรูป ที่สำคัญในสวนนี้จะมีหมู่เรือนไทยสวยงามไว้สำหรับจัดเลี้ยง

ถ้าพูดถึงไฮไลต์ของแสนยอดสาขาพระราม 3 เนื่องด้วยบรรยากาศร้านริมน้ำ จึงเป็นสาขาที่เปิดเพื่อต้องการเพิ่มวาไรตี้ให้ลูกค้า จากเดิมเป็นอาหารจีนก็เพิ่มอาหารไทยและใช้วัตถุดิบซีฟู้ดให้เข้ากับบรรยากาศร้าน ฉะนั้นถ้าใครอยากกินอาหารซีฟู้ดของแสนยอดต้องมาสาขานี้ สดใหม่จริงๆ จับขึ้นมาปรุงพร้อมเสิร์ฟในทันที

ด้านความอร่อยและเมนู พรระพีเบญจรุ่งโรจน์ ทายาทอีกคน ได้ยกตัวอย่างความอร่อยด้วยเป็ดย่าง หมูกรอบและหมูแดงในจานเดียว เน้นไปที่เนื้อเป็ดที่ย่างด้วยเตาถ่านเนื้อจึงนุ่มและหอม น้ำราดเด็ดขาด ออกหวานเค็มหอมด้วยกลิ่นสมุนไพรเครื่องเทศรสกลมกล่อม เนื้อปลาเก๋าผัดมะระเต้าซี่ก็ใช่ย่อย อาหารจีนกวางตุ้งโบราณแท้ จุดเด่นอยู่ที่ซอสเต้าซี่ ที่มีความหอม และมะระไม่มีรสขม ด้วยเทคนิคการผัดผสมกับซอสเต้าซี่ สามารถกลบรสขมของมะระไปเลย

“แกงเหลืองปลากะพง ไม่ใช่จีนกวางตุ้งแน่นอน แต่เป็นแกงเหลืองปักษ์ใต้บ้านเรานั่นเอง รสชาติเข้มข้นแบบแกงใต้ แกงกับเนื้อปลากะพงสดๆ รสชาติเข้มข้นอร่อย ปลากะพงนุ่ม อีกเมนูกุ้งวังคั่วพริกเกลือ เป็นการจับกุ้งสดๆ เอาไปทอดคั่วกับพริกเกลือ (พริกไทยดำ เกลือ เครื่องเทศ) เนื้อกุ้งหวานกรุบกรอบ ตัวเปลือกไม่แข็งกินได้ทั้งตัว ถ้าชอบจัดจ้านก็จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บถึงใจ ที่ขาดไม่ได้คือ ราดหน้าซิกเนเจอร์ของแสนยอดลูกค้ามาแล้วต้องสั่ง เด่นที่เส้นหอมกลิ่นกระทะ น้ำราดหน้ารสกลอมกล่อม เนื้อนุ่มอร่อยเพราะผ่านการหมักจนได้ที่” พรระพีบรรยาย

พูดไปอาจยังไม่เชื่อ จึงอยากให้ไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ร้านเปิดทุกวันวันละ 2 เวลา ช่วงแรกเวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-22.30 น. โทร. 02-689-3646 วันเสาร์และอาทิตย์ควรโทรจองล่วงหน้า

 

ก๋วยเตี๋ยว ‘ต้มยำปลา’ แฮปปี้แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/504665

ก๋วยเตี๋ยว ‘ต้มยำปลา’ แฮปปี้แลนด์

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ก๋วยเตี๋ยวถือเป็นอาหารที่มีความผูกพันกับประเทศไทยมายาวนาน ตั้งแต่ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เศรษฐกิจฝืดเคืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลก็ส่งเสริมให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยวเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนถึงคนในประเทศ เพราะทำง่ายใช้วัตถุดิบที่มีหาได้ไม่ยาก

ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวกลายมาเป็นเมนูพื้นฐานที่ถูกปากคนไทย มีให้กินแทบทุกที่ทั่วไทย แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยติดใจถูกปากหาไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำเนื้อปลาขอแนะนำร้านนี้รับรองไม่ผิดหวัง “ก๋วยเตี๋ยวปลา แฮปปี้แลนด์” หรือ”ก๋วยเตี๋ยวปลาทีวีช่อง 3″ ที่มีสูตรเด็ดเคล็ดลับส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแม่ถึงรุ่นลูก ขายมานาน 32 ปี

เจ้อุ๋ม-ปรางทิพย์ เลิศถิรกิจ เจ้าของร้านเล่าว่า เดิมทีครอบครัวขายข้าวแกง แต่ลองเอาเนื้อปลากะพงสดที่ใช้ทำกับข้าวมาใส่ในก๋วยเตี๋ยวกลับอร่อย เลยหันมาทำก๋วยเตี๋ยวขายแทน ซึ่งเริ่มขายมาตั้งแต่ปี 2528 ร้านแรกเปิดขายอยู่แถวศูนย์การค้าบางปะกอก แต่ตรงนั้นเป็นร้านที่เช่าอยู่ พอมาซื้อบ้านเองแถวแฮปปี้แลนด์ก็ย้ายมาที่ตั้งปัจจุบันตั้งแต่ปี 2535 และขายมาตลอดจนถึงตอนนี้

“ที่ร้านเน้นของสด ใช้ปลากะพงขาว และของส่วนใหญ่ที่ขายก็จะทำเอง อาทิ ลูกชิ้นปลา เครื่องต้มยำ ซึ่งมีทั้งพริกแห้ง พริกสด ที่ใช้พริกขี้หนูสวนและพริกแกง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวถึงไม่ทำเองก็จะสั่งทำพิเศษ และเวลาทำก็ต้องทำต้มยำทีละหม้อต่อ 1 ชาม ลูกค้าสั่งได้ว่าชอบเผ็ดมากหรือน้อย” เจ้อุ๋ม เล่าถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับของร้านที่มีลูกค้ามารอชิมแน่นร้านแทบทุกวัน

เจ้าของร้านยังเล่าต่อว่า สาเหตุที่ใช้ชื่อร้านว่าก๋วยเตี๋ยวปลา TV 3 มาตลอดว่า สมัยที่ขายอยู่แถวศูนย์การค้าบางปะกอก มีรายการอร่อยช่อง 3 สมัยที่มี ดำรง พุฒตาล และกรรณิกา ธรรมเกษร เป็นพิธีกรมาทำรายการ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมาถึงทุกวันนี้ เลยใช้มาตลอด

แต่ถึงร้านนี้จะขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยว เพราะเมนูยอดนิยมที่ลูกค้าสั่งมักจะเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง เย็นตาโฟ แล้วที่ร้านยังมีเมนูอีกสารพัดปลาให้เลือกชิมเพลินๆ คู่ไปกับการกินก๋วยเตี๋ยวด้วย เรียกว่าหลากหลาย อาทิ ปลาลวกจิ้ม เส้นปลาต้มยำแห้ง เส้นปลาต้มยำ เป็นต้น ใครชอบเผ็ดจี๊ดจ๊าดก็สั่งได้ รสชาติจัดเต็มทุกจานกันเลยทีเดียว

สำหรับที่ตั้งของร้านก็หาไม่ยาก ปัจจุบันมีสาขาเดียวที่ตึกแถวริมถนนแฮปปี้แลนด์ ถ้ามาทางถนนลาดพร้าวสามารถเข้าซอยตรงข้ามห้างเดอะมอลล์บางกะปิได้เลย ตรงมาประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะเจอร้านอยู่ริมถนนด้านขวามือ ส่วนใครที่มาจากถนนนวมินทร์ก็สามารเลี้ยวซ้ายเข้าถนนแฮปปี้แลนด์ได้เลยไม่เกิน 300 เมตร ก็เจอร้านอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ เอาเป็นว่าหาไม่ยาก

ใครเป็นสายชิมรสแซ่บ! ไม่ควรพลาด แวะมาลิ้มลองได้ ต้องบอกว่าคุณภาพสมราคาแน่นอน ไม่แพง เริ่มต้นเบาๆ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำราคา 60 บาท ก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง 60 บาท เส้นปลาต้มยำ 70 บาท เส้นปลาต้มยำแห้ง 70 บาท เกาเหลาต้มยำ 70 บาท หรือใครจะซื้อใส่ถุงกลับไปกินบ้านที่นี่ก็มีบริการเช่นกัน อย่างต้มยำรวมมิตรครบเครื่องถุงละ 100 บาท

ถ้าไม่แน่ใจเรื่องเส้นทาง โทรถามเจ้อุ๋มได้ที่ 08-9256-7890, 02-733-1434

 

ร้านอาหารบ้านแม่ยุ้ย อิ่มอร่อยแบบโฮมคุกกิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503167

ร้านอาหารบ้านแม่ยุ้ย อิ่มอร่อยแบบโฮมคุกกิ้ง

เรื่อง : วราภรณ์ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ร้านอาหารบ้านแม่ยุ้ยมีความเก่าแก่ ปัจจุบันตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 5 (ซอยราชครู) ซึ่งเพิ่งย้ายร้านมาจากซอยอารีสัมพันธ์ 1 มา และทำร้านใหม่ จากเดิมตั้งโต๊ะทำเป็นร้านแบบเอาต์ดอร์ตกแต่งด้วยโต๊ะหลากสีราว 70 โต๊ะ 15 ปีผ่านไป ผู้บริหารร้านคนปัจจุบันคือ จอม เชี่ยวสกุล จึงได้คุยกับคุณแม่ตุ๊กตาหรือแม่ยุ้ย ตามฉายาที่เพื่อนๆ ในวัยเด็กเรียกเพราะแก้มยุ้ยน่ารัก มาปักหลักลงเสาเข็มใหม่ถัดมาอีก 1 ซอย

เพิ่งย้ายร้านได้ยังไม่ครบหนึ่งเดือน ตกแต่งให้มีความทันสมัยน่านั่ง เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำเพื่อให้รับกับอากาศเมืองไทยที่ร้อนอบอ้าว สูตรเด็ดอาหารของร้านแม่ยุ้ยที่ขึ้นชื่อใครมาก็ต้องสั่งรับประทาน ไม่อย่างนั้นถือว่าพลาดก็คือ ผัดไทยกุ้งสด และข้าวผัดมันกุ้ง ประดับตกแต่งด้วยกุ้งตัวโตๆ ซึ่งปัจจุบันขยายไปถึง 5 สาขาแล้ว

จอม ผู้ดูแลด้านการตลาดของทางร้านแถมยังเป็นทายาทของคุณแม่อัจฉราเล่าว่า ร้านแม่ยุ้ยก่อกำเนิดจากคุณแม่อัจฉรา เชี่ยวสกุล ชอบทำอาหาร เพราะสูตรอาหารต่างๆ ซึ่งได้สูตรอาหารไทยโบราณมาจากคุณยายของเขาคือ คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ผู้ก่อตั้งพรรคชาติไทย ภริยาของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งสมัยย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหญิงอุดมลักษณ์ชอบให้ญาติๆ มานั่งกินข้าวเย็นร่วมกันที่บ้าน อัจฉราในฐานะลูกสาวที่ชอบเรียนทำอาหารอยู่แล้วจึงชอบจดสูตรอาหารที่คุณแม่ของเธอทำ ซึ่งสูตรดั้งเดิมสมัย จอมพลผิน ชุณหะวัณและคุณหญิงวิบุลลักสม์ ชุณหะวัณ แห่งซอยราชครูส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น เช่น ข้าวกุ้งทอดกระเทียม เป็นต้น

“พอคุณยายเสียชีวิต คุณแม่ของผมก็มีแนวคิดอยากทำร้านอาหาร ซึ่งเราเปิดเริ่มเมื่อ 15 ปีที่แล้วเรียกว่าเปิดตามแรงปรารถนาของคุณแม่ที่ชอบทำอาหารมากๆ ประกอบกับพอคุณยายเสีย เราก็ไม่มีแหล่งรวมญาติกัน แต่พอมีร้านญาติๆ อย่างท่านชาติชาย ชุณหะวัณ คุณเจริญ อดิเรกสาร พร้อมลูกๆ หลานๆ ก็มารวมตัวกันที่ร้านคุณแม่

มีบางช่วงคุณแม่ไปเรียนทำอาหารเพิ่ม พอจอมเรียนจบด้านโปรดักต์ดีไซน์จากเมืองนอก ก็กลับมาช่วยคุณแม่ทำร้านอาหาร ซึ่งร้านเดิมเราอยู่ซอยอารีสัมพันธ์ 1 ตอนนี้ย้ายมาที่ซอยราชครู พหลโยธินซอย 5 เรียกว่าสถานที่กว้างขว้างขึ้น ซึ่งแต่เดิมเราแต่งร้านเดิมที่เป็นเอาต์ดอร์ใช้เก้าอี้ไม้สีๆ พอมีร้านใหม่เราใช้การตกแต่งสีเอิร์ทโทนและใช้สีน้ำเงินมาตัด แต่ครัวเรายังเป็นครัวเปิดแบบโอเพ่น คิตเช่น เพราะเรายังยึดหลักทำอาหารแบบไหนให้คนที่บ้านกิน ก็ทำแบบนั้นให้ลูกค้าได้รับประทาน

เราถือเรื่องความซื่อสัตย์เป็นสำคัญ ซึ่งเมื่อก่อนตอนที่คุณแม่เปิดร้านใหม่ๆ ผมรู้สึกเกรงใจลูกค้ามากที่ต้องมารอนานเป็น 3 ชั่วโมงเพราะโต๊ะเรายังน้อยอยู่ในช่วงนั้น จนเรารู้สึกเกรงใจลูกค้ามากๆ แล้วค่อยเพิ่มเป็น 70 โต๊ะในภายหลัง ปัจจุบันเรามีร้านที่กว้างขวางขึ้น รองรับลูกค้าได้มากขึ้นราว 100 คน ซึ่งทุกวันอาทิตย์ญาติๆ ของเราที่อาศัยอยู่ในซอยราชครูก็ยังมารวมกันวันอาทิตย์อยู่เหมือนเดิม มีคุณกร ทัพพะรังสี มาเล่นดนตรีไลฟ์ให้ฟังในบางครั้ง ญาติๆ จะติดรสมือของคุณแม่มากซึ่งปัจจุบันท่านก็ยังคุมเรื่องการปรุงอาหารเสิร์ฟถึงมือลูกค้าอยู่โดยมีแม่ครัวเก่าแก่ของบ้านเป็นผู้ช่วย”

เมนูที่ร้านบ้านแม่ยุ้ย เน้นอาหารไทยๆ แบบโฮมเมด คุกกิ้ง สะท้อนความละเมียดละไมในการปรุง มีไอศกรีมมะพร้าว โฮมเมดสูตรโบราณ เครื่องดื่มขึ้นชื่อของทางร้านคือ ชาเย็น เป็นต้น

“ปัจจุบันสูตรอาหารแบบดั้งเดิมยังมีบริการ เช่น ข้าวกุ้งทอดกระเทียม ผัดไทยกุ้งสด แกงเผ็ดเป็ดย่าง แต่มีการเพิ่มเมนูให้มากขึ้น เช่น หมูสะเต๊ะ เราไม่ชอบหมูสะเต๊ะที่แห้งๆ บางๆ เราเลยเลือกหมูช่วงสันคอที่มีมันแทรก นำไปหมักสูตรเฉพาะ จึงมีรสชาติอร่อยและเหนียวนุ่มในตัว แต่ละไม้กินเต็มคำ ผัดไทยเราใช้มะขามเปียกจริงๆ มาทำน้ำผัดไทย เมนู มันกุ้งหรือข้าวผัดทอดกระเทียมเราคัดเลือกมันกุ้งเอง จึงสะอาดถูกหลักอนามัย”

เมนูแกงเผ็ดเป็ดย่าง น้ำแกงเข้มข้น ใช้เวลาในการทำเคี่ยวใจเย็นๆ เลือกเป็ดที่มาจากกาญจนบุรีเพราะเนื้อเป็ดอร่อยแล้วค่อยนำมาย่าง แล้วนำมาปรุงด้วยสูตรโบราณเก่าแก่ หรืออย่างเมนูหมูสะเต๊ะ โดยแนวคิดขนมจีบทอดเมนูใหม่เกิดจากจอมกับภรรยาไปเดินเล่นที่ตลาดรู้สึกหิวจึงอยากกินอะไรง่ายๆ เดินไปเจอขนมจีบกับกากหมูมันๆ ก็คิดว่าน่าจะนำมาพัฒนาเป็นเมนูได้

“เราหิวก็เลยลองกินกัน พอกินอร่อย จึงซื้อมาให้คุณแม่ปรับเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นของเรา ลองให้เพื่อนกินเพื่อนบอกว่าอร่อย สูตรขนมจีบทอดจึงผ่านได้เป็นเวอร์ชั่นของเรา คุณแม่จึงไปสอนแม่ครัวทำโดยมีเคล็ดลับคือขนมจีบเราใช้กุ้งแท้ๆ ห่อแล้วเอาไปทอดให้ข้างนอกกรอบ ในนุ่ม ราดด้วยกากหมูกระเทียมเจียวที่ไม่มัน เราทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ให้เหม็นหืน แม่ปรุงสูตรน้ำจิ้มใหม่ให้ไม่เหมือนใคร รสละมุน ไม่เค็มเกินไป ลูกค้าชอบบอกว่ารสชาติอาหารร้านเราจะออกมาผู้ดีๆ ละเมียดละไม”

ที่ได้รสชาติอาหารละเมียดละไมทุกจาน จอมบอกว่าคุณแม่ของเขามีเคล็ดลับคือการเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด เช่น การเลือกมะขามเพื่อมาปรุงอาหาร คุณแม่จะเลือกมะขามที่ออกในฤดู เก็บรักษาไว้ในช่องแช่แข็งไว้เลย ช่วงไหนไม่มีมะขามดีๆ ก็งดทำเมนูที่ต้องใช้ส่วนผสมของมะขามไปเลย

สำหรับเมนูของหวาน เช่น กล้วยไข่เชื่อม บ้านแม่ยุ้ยใช้กล้วยลูกเล็ก เลือกกล้วยที่หง่อมพอดีๆ ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป นำมาเชื่อมโดยใช้ไฟอ่อน อาหารจะอร่อยต้องพิถีพิถันในการปรุงถือเป็นงานศิลปะ ต้องชิม ต้องปรุง ซึ่งอาหารรสชาติจะอร่อยต้องใช้ประสบการณ์ในการปรุง และที่สำคัญต้องปรุงสุกใหม่ทุกวัน

ร้านอาหารแม่ยุ้ยเปิดบริการ 11.00 น. ทุกวัน วันศุกร์ เสาร์ ปิดเวลา 22.00 น. มีฟูลบาร์ไว้คอยบริการด้วย จอมบอกว่าหากจะมาใช้บริการที่ร้านแนะนำให้เข้าทางพหลโยธินซอย 5 วิ่งตามทางมาเรื่อยประมาณ 200 เมตรจะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ หรือจะเข้าทางพระราม 6 ซอย 33 วิ่งมาสุดซอยจะพบร้านเลย สามารถโทรสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้ด้วยที่โทร. 02-279-9849 หากจะมาวันเสาร์-อาทิตย์ แนะนำให้โทรมาจองก่อนล่วงหน้า เพราะร้านค่อนข้างแน่น

 

เพลินชิม อิ่มอาหารสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503166

เพลินชิม อิ่มอาหารสิงคโปร์

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : การท่องเที่ยวสิงคโปร์

สัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้เดินทางไปสิงคโปร์ (อีกครั้ง) เพื่อร่วมในค่ำคืนสุดพิเศษของ “MICHELIN guide” ที่จะประกาศรายชื่อของร้านอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการประดับดวงดาวอันทรงเกียรติ มิชลินไกด์เปิดตัวที่สิงคโปร์เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยปีนี้มีร้านอาหารที่ได้รับ 3 ดาวจากมิชลิน 1 ร้าน คือ โจเอล โรบูชง ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย ส่วนร้านอาหาร 2 ดาว มีจำนวน 7 ร้าน และ 29 ร้าน ได้รับ 1 ดาวมิชลิน

ระหว่างที่อยู่ในสิงคโปร์ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปลองชิมหลายร้านที่ได้มิชลิน เช่น Candlenut, Hill Street Tai Hwa Pork Noodle, Liao Fan Hong Kong Soya Sauce Chicken Rice & Noodle ฯลฯ หลายร้านหลายเมนูก็ทำให้ทึ่งและซึ้งในความหลงใหลในอาหารของชาวสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นความหลากหลายของประเภทอาหาร นอกเหนือจากจานเด็ดที่ทุกคนคุ้นเคยอย่างข้าวมันไก่ ลักซา บักกุ๊ดเต๋ ปูผัดซอสพริก ฯลฯ อาหารสิงคโปร์มีมากกว่านั้น นับตั้งแต่สตรีทฟู้ด เรื่อยไปถึงไฟน์ไดนิ่งในโรงแรม 5 ดาว มีทั้งอาหารเก่าแก่ดั้งเดิม อาหารสร้างสรรค์ใหม่และอาหารนานาชาติ

นอกจากนั้น ผู้เขียนก็ได้ไปร่วมพิธี พรีวิว “เทศกาลอาหารสิงคโปร์ 2017” ซึ่งมีโปรแกรมเด็ดซึ่งนักชิมไม่ควรพลาด

เปอรานากัน & มอด-ซิน

เทศกาลอาหารสิงคโปร์ 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 ก.ค.-30 ก.ค.นี้ โดยมาในธีม “Savour Singapore in Every Bite” ในช่วง (กว่า) 2 สัปดาห์ระหว่างงานมีหลากหลายอีเวนต์ให้เข้าร่วม กิจกรรมที่เป็นซิกเนเจอร์ของเทศกาลเรียกว่า “STREAT” จะจัด ณ คลิฟฟอร์ด สแควร์ (ข้างโรงแรมฟูลเลอร์ตัน เบย์) นอกจากชิมอาหารแล้ว ยังจะมีโอกาสสัมผัสกับศิลปะ ภาพยนตร์ และเรื่องราว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารด้วย

ปีนี้เชฟดัง-มัลคอล์ม ลี จาก แคนเดิลนัท (Candlenut) ร้านอาหารเปอรานากัน ซึ่งมี 1 ดาวมิชลินรับประกันความอร่อย เขาร่วมกับผู้บุกเบิกอาหารสมัยใหม่ของสิงคโปร์ หรือ มอด-ซิน (Mod-Sin) คือ วิลลิน โลว์ จากไวล์ดร็อกเก็ต ร้านอาหารแบบป๊อปอัพซึ่งนำเสนอเมนูยอดฮิตด้วยเทคนิคใหม่ๆ พวกเขาจะมานำเสนอเมนูสร้างสรรค์ใหม่ที่ต้องลอง ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้พบและชิมอาหารฝีมือของเชฟหนุ่มอนาคตไกลทั้งสองคนแล้ว ต้องยกนิ้วให้ ใครที่อยากจะทำความรู้จักกับอาหารเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มลายู) ก็สามารถแวะร้านแคนเดิลนัทของเชฟมัลคอล์มที่เดมป์ซีย์โรดได้ ร้านสวย บริการดี ที่สำคัญคือ ทำให้เราได้เปิดประตูอีกบานสู่โลกของอาหารที่ไม่คุ้นเคย

STREAT ยังมีร้านอาหารนับสิบมาให้ได้ชิม รวมถึงอาหารทะเลจากร้านนิว อูบิน ซีฟู้ด ซึ่งคอนเฟิร์มว่าเมนูของเขาเด็ดดวงมาก โดยเฉพาะปูสดๆ ที่มีให้เลือกสั่งได้หลากหลายแบบที่ถูกปากคนไทยน่าจะเป็นนำไปผัดพริกไทยดำ ถึงจะเป็นร้านอาหารทะเล แต่ก็มีจานเด็ดที่ควรลอง คือ สเต๊กเนื้อ ไปสิงคโปร์แล้วอยาก รับประทานอาหารทะเลก็แนะนำร้านนี้

หากคุณมีความสนใจเรื่องอาหารสมัยใหม่ของสิงคโปร์ต้องไปฟังเชฟดังมาพูดคุย เรื่อง “The Future of Food (อนาคตของอาหาร)” และ “Taste Talks : Neo Sin, Mod Sin or Origin Sin? (คุยกันเรื่องรสชาติ : อาหารนีโอสิงคโปร์ อาหารสิงคโปร์สมัยใหม่ และอาหารสิงคโปร์ต้นตำรับ)” ซึ่งจัดที่ SMU ในวันที่ 23 ก.ค. เวลา 10.00-15.00 น.

ศูนย์อาหาร ฮอว์กเกอร์ & ไชน่าทาวน์

นักชิมที่คุ้นเคยกับสิงคโปร์ต้องมี สักครั้งที่ได้ไปเยือนศูนย์อาหาร หรือฮอว์กเกอร์ ซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายทั่วเมือง ที่นี่เป็นแหล่งรวมของดีของอร่อยเข้าไว้ด้วยกัน ในช่วงเทศกาลอาหารสิงคโปร์ปีนี้ ศูนย์ อาหารแม็กซ์เวลและศูนย์อาหารโอลด์ แอร์พอร์ต โรด จัดอีเวนต์แพร์ริ่งไวน์กับ อาหารในฮอว์กเกอร์ โดยสรรหาไวน์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้ดื่มกับ ข้าวมันไก่ เคอร์รีพาย ฯลฯ เจ้าดังเจ้าอร่อย

นอกจากนี้ นักแสดงตลกและนักชิมอาหารชื่อดัง โมเสส ลิม จะพาผู้โชคดีไปชิมอาหารแบบคนสิงคโปร์ ณ ศูนย์อาหารแม็กซ์เวล ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอว์กเกอร์ที่ เก่าแก่ที่สุด พร้อมรับฟังเรื่องราวความ เป็นมา ชมการทำอาหารจริง แถมด้วยทัวร์สถานที่สำคัญในย่านนั้นด้วย

อีกหนึ่งศูนย์รวมอาหารของสิงคโปร์ คือ ไชน่าทาวน์ ปีนี้ร้านต่างๆ ร่วมใจจัดเทศกาล 50 เซนต์ (The 50 Cents Fest) ซึ่งจะพาทุกคนย้อนเวลาไปสู่ทศวรรษ 1980 เพื่อชิมอาหารริมทาง และฮอว์กเกอร์ต้นตำรับ หลายเมนูหารับประทานยากนำมาขายในราคา 50 เซนต์ (ประมาณ 13 บาท) เท่านั้น เสร็จแล้วจะเตร็ดเตร่ชิมคราฟต์เบียร์ที่สมิธสตรีทซึ่งอยู่ใกล้ๆ ต่อก็ยังได้ มีร้านเก๋ไก๋น่านั่งเปิดเพียบ

ชิมอาหาร คือ การ เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม

ในเทศกาลอาหารสิงคโปร์ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เข้าใจและรู้จักศิลปวัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์ไปพร้อมกัน มีหนึ่งโปรแกรมที่น่าเข้าร่วมคือ การสำรวจและทำความรู้จักกับย่านเก่าแก่ของสิงคโปร์ โดยเที่ยวไปชิมไปกับ เฮอริเทจ ฟู้ด เทรล (Heritage Food Trail) ซึ่งร้านกิมจูผู้เชี่ยวชาญเรื่องศิลปวัฒนธรรมเปอรานากันเป็นผู้ดูแล

คนที่สนใจเรื่องศิลปะการเต้นรำต้องไปร่วม Project Plait : Inheritance ซึ่งจะนำการเต้นรำกับอาหารมาบรรจบพบกัน โดย นาโอมิ ตัน ครูสอนเต้นรำเป็นผู้ออกแบบท่าเต้น ขณะที่ นิกสัน หลอ อดีตเชฟใหญ่ของ ปอร์ติโก ที่ปัจจุบันดูแลร้าน Jiakpalang มาดูแลเรื่องอาหารซึ่งเป็นเมนูอาหาร 5 คอร์ส

หรือจะไปเรียนรู้วิธีการถ่ายภาพอาหารโดย Foodist x Morsels ซึ่งเน้นการปฏิบัติจริงในการตกแต่งอาหาร การจัดจาน และการถ่ายภาพ หลังจบเวิร์กช็อปก่อนไปเที่ยวเดมพ์ซีย์ ฮิลล์ อันสวยงามและเงียบสงบ

เพื่อทำความรู้จักกับของหวานโบราณของสิงคโปร์ คือ ขนมก้วย (Kueh) ที่ ToTT Store ก็จัดให้มี วันชื่นชมขนมก้วย (Kueh Appreciation Day) โดย สโลว์ ฟู้ด (สิงคโปร์) ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ลองลิ้ม ทำความรู้จัก และลองทำ

ส่วนชาอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อีกอย่างของสิงคโปร์ก็นำเสนอในเทศกาลชาของสิงคโปร์ 2017 โดย 1872 Clipper Tea Co. ซึ่งจะมีชาชื่อดังมากมายมาให้ลองชิม พร้อมชมสาธิตการชงชา และการเสวนา ที่ Yixing Xuan Teahouse บนถนนตันจง ปาการ์

อีกหนึ่งชั้นเรียนเรื่องอาหารต้นตำรับสิงคโปร์ จัดที่ At-Sunrice ซึ่งผู้เข้าร่วม จะได้ฝึกปรือฝีมือในหลักสูตรสอนทำ อาหารของสถาบัน Global Chef Academy ไม่แค่ทำอาหาร ยังมีสูตรเครื่องดื่มค็อกเทล หรือม็อกเทลของสิงคโปร์ให้หัดชงและเชค

ใครที่อยากไปสุนทรีย์กับดนตรีแสดงสดแกล้มอาหารในบรรยากาศลานเบียร์ต้องไปร่วม โอเพ่น สโตฟส์ (Open Stoves) โดยทิมเบอร์พลัส ขณะที่เครื่องดื่มค็อกเทลบรรจุขวดแบบสิงคโปร์ โดย Sunday Punch ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอาหารสิงคโปร์ อย่างเช่น ลักซา (บะหมี่น้ำของชาวเปอรานากัน) ก็จะเปิดตัวในเทศกาลครั้งนี้ด้วย

เทศกาลอาหารระดับชาตินี้ มีร้านอาหารถึง 52 แห่งมาร่วมด้วย นอกจาก เมนูดั้งเดิมที่โด่งดังยังมีจานสร้างสรรค์ เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ใครที่เดินทาง โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ในช่วงเทศกาลก็จะได้รับประทานจัดอาหาร ท้องถิ่นยอดนิยมเสิร์ฟบนเครื่อง เว็บไซต์จองร้านอาหาร Chope ร่วมกับร้านอาหาร หลายแห่งจัดอาหารชุดพิเศษสำหรับช่วงเทศกาล ในเวลาเดียวกันก็มีเทศกาล Great Singapore Sale ซึ่งห้างร้านต่างเซลส์กระหน่ำ กินอิ่มแล้วก็ไปเดินช็อปเพื่อย่อยอาหารกันได้ ที่ห้างไอออน ออร์ชาร์ด ก็มีกิจกรรมสาธิตทำอาหาร เวิร์กช็อป และการออกร้านด้วย

อีเวนต์ต่างๆ ในเทศกาลอาหารสิงคโปร์ที่ว่ามามีทั้งที่เข้าร่วมได้ฟรีและมีค่าใช้จ่าย รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ visitsingapore.com

ไปพิสูจน์กันว่า คุณจะทนเสน่ห์ของอาหารสิงคโปร์ไหวหรือเปล่า

 

เบียดแคม (เรือ) ซีฟู้ด หรอยใกล้เล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503164

เบียดแคม (เรือ) ซีฟู้ด หรอยใกล้เล

เรื่อง/ภาพ พาแลง

มีโอกาสแวะไปที่ร้านเบียดแคม (เรือ) ซีฟู้ด ที่ติดกับทะเลบางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร ตามคำบอกกล่าวของคนในพื้นที่ว่าเป็นร้านอาหารทะเล บรรยากาศดี ลมเย็น และวิวสวยระดับท็อป คำร่ำลือว่าอาหารสด สะอาด ราคาไม่แรง แม้จะเป็นร้านที่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองชุมพร แต่ก็เดินทางไม่ยาก และถ้าหากใครเดินทางด้วยเครื่องบินแล้ว ร้านนี้อยู่ใกล้สนามบินชุมพรนิดเดียว

เห็นชื่อร้านว่าเบียดแคม (เรือ) ซีฟู้ด หลายคนอาจจะสะดุ้ง แต่ชื่อนี้จากข้อมูลทราบมาว่านำร้านประมูลท่าเรือของทางราชการที่รกร้างมาปรับปรุงเป็นร้านอาหาร ทำเลของที่นี่จึงติดกับสะพานท่าเทียบเรือหาดบางสน บรรยากาศร้านยื่นออกไปในทะเล เมื่อเดินเข้าไปนั่งในร้านต้องถึงกับร้อง ว้าว! สวยมาก บรรยากาศชนะเลิศ สมกับที่ชื่อเบียดแคม (เรือ) เพราะมันคือท่าเรือสำหรับซื้อขายอาหารทะเลเลยทีเดียว

ร้านแบ่งเป็นสองโซนชัดเจน คือ ส่วนหน้าลานจอดรถ จะเป็นพื้นที่ของคนรักอาหารปิ้งย่าง จุดเด่นคือ สามารถกินปิ้งย่างในร้านโล่งๆ บรรยากาศริมทะเล ราคาสามัญชนมาก และส่วนที่สองคือเดินตามแนวสะพานที่ทอดยาวไปในทะเลยื่นออกไปจากฝั่งประมาณ 30 เมตร สัมผัสบรรยากาศทะเล รวมแล้วมีโต๊ะประมาณ 30 โต๊ะ เรียกว่ามาเป็นหมู่คณะได้สบายๆ สามารถมานั่งรับลมชมทะเล ชมปลากันได้เพลินๆ มาช่วงแดดร่มลมตก มาชมแสงท้องฟ้าสะท้อนทะเล

เมื่อเลือกโต๊ะเพื่อเสพวิวรอบร้านเรียบร้อยก็ได้เวลาของอาหาร ซึ่งอาหารที่นี่โดยรวมแล้วรสชาติดี จานไหนที่ควรเผ็ดก็รสเผ็ดจัดจ้าน อย่างเอ็นหอยผัดฉ่า หรือกุ้งผัดพริกเกลือที่กินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วเอาอยู่ หรืออาหารจานยำก็กลมกล่อม โดยเฉพาะเมนูแนะนำของร้านอย่างยำเบียดแคม (เรือ) ที่นำกุ้ง ปลาหมึก ปู ไปทอด ก่อนนำมาคลุกเคล้ากับน้ำยำรสเปรี้ยวหวานเผ็ดผสมผสานลงตัว และกุ้งอบเกลือ ที่กุ้งสดหวานและอร่อยมาก มีน้ำราดเป็นต้นหอมผัดเนยราดทำให้เนื้อกุ้งไม่แห้งและยังหวานชุ่มชื่น เป็นจานเรียกน้ำย่อยก่อนจานหลักจะพาเหรดมา ทั้งยำไข่ปลาหมึก และปลากะพงทอดน้ำปลา และอาหารพื้นบ้านทางภาคใต้ ปลากรายทอดกระเทียม แกงเหลือง และใบเหลียงผัดไข่ที่หอมและอร่อยมาก จนต้องสั่งจานที่สอง

ใครเดินทางมาชุมพรและอยากกินอาหารทะเลในบรรยากาศดีๆ ชมทะเล ภูเขา ก่อนพระอาทิตย์จะตก เป็นร้านอาหารที่อิ่มท้อง อิ่มตา ในราคาสบายกระเป๋า ร้านอยู่ห่างจากตัวเมืองชุมพรประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร เดินทางมาตามถนนสาย 4004 ชุมพร ร้านอยู่สะพานท่าเทียบเรือหาดบางสน ใกล้สนามบินชุมพร ก่อนถึงประมาณ 4 กิโลเมตร ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 08-0143-2600 หรือ Facebook.com/beadcamseafood.chumphon/

 

ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503163

ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด

เรื่อง/ภาพ นพรัตน์ กิ่งแก้ว

ปัจจุบันร้านอาหารผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดทั่วเมือง จ.สุรินทร์ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ใครมีเงินสายป่านยาวก็สามารถพยุงธุรกิจให้อยู่รอดได้ หรือมีสูตรเด็ดเคล็ดลับ รสชาติอร่อย ไม่เหมือนใคร ก็สามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการแน่นร้านทุกวัน เช่นเดียวกับ ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา ตั้งอยู่บริเวณ 5 แยกโรงพยาบาลสุรินทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ มีลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารเต็มร้านทุกวัน

รัตติกาล ยิ่งใหญ่ เจ้าของร้าน ป้าพิมพ์ปลาเผา บอกว่า ร้านป้าพิมพ์ เป็นชื่อคุณแม่คือ คุณแม่พิมพ์ ยิ่งใหญ่ อายุ 65 ปี ปัจจุบันเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 30 ปี แต่คุณแม่ได้ยกกิจการให้ลูกชาย 3 คน ซึ่งมีทั้งหมด 3 สาขา ยังคงเมนูเด็ดปลาเผาสมุนไพรเผาเกลือ เสิร์ฟพร้อมกับชุดน้ำจิ้มรสเด็ด ผักสด มะเขือยาวเผา และยังมีเมนูอาหารอื่นๆ ไว้ให้บริการ หรือ รับประทานพร้อมกับปลาเผา เข้ากันได้อย่างดี เช่น ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่อบโอ่ง เป็นอีกเมนูที่ขาดไม่ได้เลย

รัตติกาล บอกอีกว่า ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-22.00 น. สำหรับราคาขายปลาเผา ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปลา และ ชุดอาหารที่รับประทานพร้อมปลาเผา ราคาเริ่มต้นที่ 130 บาท แพงสุดประมาณ 160 บาท โดยใช้สูตรเด็ดเคล็ดลับ คือ การยัดต้นตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด ส่วนปลานิลจะสั่งซื้อจากผู้เลี้ยงปลากระชัง จาก จ.อุบลราชธานี

“เริ่มต้นเดิมที ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา เป็นธุรกิจในครอบครัวของสามี แม่สามีทำมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะขยายเป็น 3 สาขา คือ ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ที่บริเวณห้าแยกโรงพยาบาลสุรินทร์ และถนนศรีธนามิตร ต.ในเมือง ซึ่งแต่ละร้านจะขายอาหารสูตรดั้งเดิม”

ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา ถือว่าเป็นร้านขายปลาเผาสมุนไพรเจ้าตำรับเมืองสุรินทร์ ซึ่งเมนูยอดฮิตของชาวบ้านท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง หากใครที่ชื่นชอบเมนูปลาเผาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เดินทางผ่านเมืองสุรินทร์ อยากลิ้มรสชาติความอร่อยของเมนูปลาเผาเชิญแวะรับประทานได้ที่ร้านป้าพิมพ์ปลาเผา ตั้งอยู่บริเวณ 5 แยกโรงพยาบาลสุรินทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

 

พิซซ่าเกาะลันตา พิซเซอเรีย มีดีที่ชีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503354

พิซซ่าเกาะลันตา พิซเซอเรีย มีดีที่ชีส

โดย…สิทธิปูทะเลย์

 ชอบพิซซ่า ชอบชีส เพื่อนบอกให้ไปกินพิซซ่าร้านหนึ่งเชิงสะพานปิ่นเกล้า เพื่อนบอกมีร้านเดียวหาง่าย หลังเดินด้อมๆ มองๆ แทบจะเดินเลยร้าน ก็เห็นคนเดินหายเข้าไปหลายกลุ่ม มองตามจึงสะดุดตาที่เตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่ พร้อมชื่อร้านที่สลัวเลอะเลือน แต่ยังพออ่านออกว่า พิซซ่าเกาะลันตา พิซเซอเรีย

จานแรกเริ่มที่ซีซาร์สลัดเรียกน้ำย่อย พร้อมซุปเห็ด ผักสลัดแน่นอนต้องกรุบกรอบ โรยหน้าด้วยแฮมทอดแห้งๆ ชีสสไลด์บางๆ รสชาติดีทีเดียว ส่วนซุปเห็ดร้อนๆ กลิ่นหอมแตะจมูก แต่สำหรับรสชาติยังไม่ค่อยเข้มข้นเหมือนร้านสลัดผักชื่อดัง อาจเพราะซุปเห็ดวันนั้นไม่ค่อยเข้มข้น ทำเสียอารมณ์เล็กน้อย

 ส่วนเมนูพิซซ่า มีพิซซ่าสารพัดหน้า เพิ่มชีส ขอบชีส มากินเพิ่มความอวบอิ่มกันหนึ่งถาดใหญ่ ซึ่งเมนูพิซซ่าต้องบอกว่าสำหรับชีส อร่อยจริง หอมกลิ่นชีส ให้ชีสเยอะ เครื่องเยอะ แต่แป้งค่อนข้างแข็ง เลยกระด้างไปนิด แต่พอรับประทานรวมๆ แล้วก็ถือว่าอร่อยพอใช้ได้ จานนี้แนะนำว่ามาถึงให้สั่งเลยเพราะต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพราะอบเตาถ่านทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ก็คุ้มกับการคอยเพราะชีสอร่อยจริง

แต่เมนูที่ชอบและขอชมว่าอร่อย คือ ผักโขมอบชีสและลาซานญ่าเนื้อ ที่มาเสิร์ฟพร้อมชีสเดือดปุดๆ ควันฉุย หอมละมุนละไม ซึ่งผักโขมอบชีสนี้อิฉันเลิฟมาก ไปรับประทานร้านไหนก็ชอบสั่ง ยอมรับร้านนี้อร่อยจริง ผักผัดได้สุกพอดี รสของชีสไม่เค็มเกิน มีกลิ่นหวานติดปลายลิ้นนิดๆ อร่อยจริง

 ส่วนลาซานญ่าเรียกว่าอร่อยมาก ชีสเยอะ หอม ใส่เนื้อผัดรสชาติดี แป้งก็อร่อย ตักมาแต่ละคำรอให้ไอร้อนๆ จางสักนิดแล้วค่อยกิน อืม…อร่อยล้ำ สองจานนี้ให้ 5 ดาวเลย

ร้านพิซซ่าแห่งนี้หาไม่ยาก เชิงสะพานปิ่นเกล้าฝั่งหอศิลป ถนนเจ้าฟ้า ตรอกโรงไหม ร้านอยู่ริมถนน แต่ที่ลำบากคือที่จอดรถ ซึ่งส่วนมากจะจอดที่วัดชนะสงครามและเดินตัดซอยหลังวัดมาเรื่อยๆ หรือจะเดินทางหน้าเลาะมาเชิงสะพานปิ่นเกล้าก็ไม่ไกล บรรยากาศดี ห้องน้ำห้องท่าสะอาดสมกับเป็นร้านอาหารระดับอินเตอร์

ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 11.30-22.30 น. สอบถามโทร. 08-1439-8474

 

 

กาแฟดีๆ …ก้นครัว Cherry Cube Cold Brew

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503168

กาแฟดีๆ ...ก้นครัว Cherry Cube Cold Brew

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

คนชอบกลิ่นกาแฟจะรู้กันว่าเมล็ดกาแฟแต่ละพันธุ์มีความพิเศษเฉพาะตัวและความพิเศษไม่ว่าจะเป็นความหอม สี กลิ่น รส และ “บอดี้” ของกาแฟนั้นจะแสดงออกมาได้ชัดเจนขึ้นอยู่กับวิธีของการคั่วเป็นสำคัญ

กาแฟบางชนิดเหมาะสำหรับคั่วเข้มๆ จะได้กลิ่นหอมมากกว่าคั่วอ่อน ส่งกลิ่นให้เกิดเป็นน้ำตาลไหม้คาราเมล หรือหอมกลิ่นถั่ว กาแฟบางชนิดเหมาะสำหรับคั่วกลางๆ ไปจนถึงอ่อน เพราะจะได้กลิ่นที่หอม โดยไม่ได้ความขมจัด กลิ่นคั่วแรงจนไปบดบังลักษณะเฉพาะตัวของกลิ่น อย่างล่าสุดผู้เขียนได้รับเมล็ดกาแฟมาจาก Panama ได้ข่าวและได้อ่านสมบัติของกาแฟชนิดนี้มาว่าเป็นกาแฟปลูกในเทือกเขาสูงกว่า 1,400 เมตรขึ้นไป แถมในแต่ละจุดยังมีลักษณะอากาศเฉพาะตัวที่เรียกว่า Microclimate อยู่ในป่าชื้นที่มีร่มเงาแต่มีแดดสม่ำเสมอ ส่งผลให้กาแฟที่ได้มีกลิ่นหอมจากกรดต่างๆ ที่สะสมอยู่ในเมล็ด นี่คือเหตุของกลิ่นหอมๆ ที่เขาว่ากันว่าเป็นเลิศของคอกาแฟ

จุดเด่นของกาแฟปานามาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นทำให้นักคั่วกาแฟ นิยมคั่วสูงสุดแค่แบบ Medium Roast หรือคั่วกลาง ไปจนถึงคั่วอ่อน เห็นได้ชัดจากเมล็ดกาแฟที่เมื่อเปิดถุงมาดู เห็นเมล็ดเป็นสีน้ำตาลด้านๆ ไม่มีความเงาของน้ำมันออกมาแบบกาแฟคั่วเข้มเลย

กาแฟปานามาจึงเหมาะกับ “ขาดริป” คือ ใครชอบกาแฟแบบดริป หรือรินน้ำผ่านกาแฟบดจะต้องติดใจกับความหอมของกาแฟจากปานามาเพราะกลิ่นหอมพิเศษ และการคั่วที่เข้ากันได้ดีกับวิธี ชงแบบนี้ แน่นอนว่าผู้เขียนตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงเช้าวันใหม่ เพื่อจะได้ชงกาแฟปานามาชิม

 

อ่านดูจากฉลากและไปเปิดคู่มือกาแฟพบว่าเมล็ดกาแฟปานามาที่ได้มานั้นเป็น “ขั้นเทพ” ของเมล็ดกาแฟ เพราะ Panama Geisha นั้นเมล็ดพันธุ์เขาดีอยู่แล้วมี ต้นกำเนิดจากเอธิโอเปีย แถมยังเป็นล็อตที่เก็บตอนใกล้วัน San Jose ซึ่งเป็นเทพประจำย่านที่ปลูกกาแฟพันธ์ุนี้ เมล็ดกาแฟมีลักษณะเมล็ดใหญ่มองดูคล้ายเรือ บดแล้วชงผ่านน้ำร้อน กลิ่นหอมรัญจวนใจ สีของน้ำกาแฟห้วงแรกต้องบอกว่าสีอมแดงนิดๆ มีกลิ่นหวานน่าดื่มมากจนทำให้ ผู้เขียนคิดถึงเชอร์รี่สด สุกๆ หวานๆ แถมมีกลิ่นหอมที่อมเปรี้ยวน้อยมากๆ ต่างจากกาแฟคั่วอ่อนทั่วไป

ไม่ช้ากาแฟพันธุ์ดีนี้ก็หมดสต๊อก ที่บ้านไป ฉบับนี้จึงอยากทำกาแฟเย็นขึ้นมาสักแก้ว ที่มีความหอมหวานของ เชอร์รี่ลงไปผสมด้วย ไอเดียมาจาก ร้านกาแฟฮิปแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นที่เขาเสิร์ฟกาแฟกึ่งค็อกเทลหอมกลิ่นเชอร์รี่ แรงด้วยความหอมของแอลกอฮอล์และหอมด้วย กลิ่นของกาแฟคั่วเข้มสักหน่อยและเหล้ากาแฟ

ไม่น่าเชื่อว่ากาแฟเข้ากันได้ดีกับ เชอร์รี่อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุนี้ผู้เขียนจึงลองหาน้ำเชอร์รี่แบบกล่องยูเอชทีที่มีขายตามร้านนำมาทำเป็นน้ำแข็ง เพราะกาแฟเย็นที่อร่อย น้ำแข็งต้องอร่อยด้วย เติมกลิ่นวานิลาลงในกาแฟนิดๆ เพื่อให้ละมุนขึ้น ทันทีที่ดื่มกาแฟเย็นเชอร์รี่ จะได้ความหอมของกาแฟที่ขมน้อยๆ เข้ากันได้ดีกับความหอม หวานอมเปรี้ยวของน้ำเชอร์รี่

สำหรับผู้เขียนไม่ชอบกาแฟหวานนัก เลยเลี่ยงอาศัยความหวานของน้ำเชอร์รี่ไปแทน ส่วนใครชอบหวานเติมน้ำเชื่อมหน่อย เชื่อว่ากาแฟเย็นหอมกลิ่นเชอร์รี่น่าจะกลายเป็นยาชูใจในยามร้อนได้ ไม่ยาก

 

Cherry Cube Cold Brew

ส่วนผสม

– กาแฟเม็ด 50 กรัม

– น้ำสะอาด 200 มล.

– กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

– น้ำเชอร์รี่ ประมาณ 250 มล.

– เชอร์รี่สด แกะเม็ดกลางออกในปริมาณตามชอบ

– น้ำเชื่อมตามชอบ (อัตราส่วนของน้ำเชื่อม 1:1 ตามน้ำหนัก)

วิธีทำ

– ทำน้ำแข็งจากน้ำเชอร์รี่ โดยรินน้ำเชอร์รี่ใส่ลงในทำน้ำแข็ง แช่ช่องแข็งไว้จนกว่าจะแข็งตัว

– บดกาแฟด้วยเครื่องบดให้มีความละเอียดประมาณทรายหยาบๆ

– ตั้งน้ำร้อนให้เดือด ในขณะที่รอน้ำร้อนเดือด เตรียมกระดาษกรองและชุดกาแฟดริปให้พร้อม เมื่อกาแฟเรียบร้อยแล้ว เทน้ำเดือดให้กระดาษกรองชุ่มน้ำตักกาแฟบดใส่ลงในกรวยกระดาษกรอง ค่อยรินน้ำร้อนลงไปทีละน้อยจนครบ 250 มล. ภายในเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 นาที รอให้กาแฟเย็นสนิทจึงเติมกลิ่นวานิลลาลงไป

– เมื่อต้องการเสิร์ฟ แกะน้ำแข็งเชอร์รี่ใส่ลงในแก้วเสิร์ฟ ค่อยๆ รินกาแฟที่เย็นสนิทแล้วลงใส่แก้ว โดยแบ่งเป็น 2 เสิร์ฟ ใส่ลูกเชอร์รี่สดลงไป เสิร์ฟพร้อมน้ำเชื่อมใส่ตามชอบ

 

 

บริหารเวลาให้ทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506498

บริหารเวลาให้ทำเงิน

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เอพี, เอเอฟพี

เคยไหมที่เราเกิดความรู้สึกว่าเราอยากได้เวลาเพิ่มขึ้นอีกวันละ 8 ชั่วโมง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาทำงาน 24 ชั่วโมง/วัน และใช้เวลาอีก 8 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นมาไปกับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวในโลกความเป็นเราไม่สามารถเพิ่มเวลาได้ แต่ในโลกการเงินเราสามารถใช้เงินเพิ่มเวลาได้ จะเป็นวิธีไหนลองอ่าน 3 วิธียอดนิยมที่เหล่าเศรษฐีทำกัน

1.คำนวณค่าแรงต่อชั่วโมงของเราออกมา

การคำนวณค่าแรงของเราออกมาเป็นรายชั่วโมงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสำหรับคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแล้วเวลาเป็นเงินเป็นทองเสมอ ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานในการคำนวณค่าแรงเวลาที่เราจะรับงานอื่นๆ มาทำด้วย สมมติว่าปัจจุบันคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 3 หมื่นบาท/เดือน ทำงานเดือนละ 20 วัน วันละ 8 ชั่วโมง จะได้สูตรการคำนวณดังนี้ (30,000 / 20) / 8 = 187 บาท/ชั่วโมง

สมมติว่าคุณต้องการรับงานเพิ่ม แต่คำนวณค่าแรงไม่ถูก ก็ให้จำนวนชั่วโมงทำงานต่อชิ้นตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ เช่น รับงานเขียนบทโฆษณา 1 ชิ้น คุณก็เริ่มชั่วโมงทำงานโดยนับตั้งแต่เวลาเดินทางไปกลับหาลูกค้า ชั่วโมงการพูดคุย จนถึงระยะเวลาในการคิดงานตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ รวมแล้วประมาณ 48 ชั่วโมงโดยประมาณ

คุณก็จะได้ค่าแรงขั้นต่ำที่คุณควรได้ก็คือ 8,976 บาท คุณจะตีถ้วนปัดขึ้นหรือลงก็ตามใจจะให้ลูกค้า แต่นี่คือค่าแรงที่คุณควรจะได้กับเวลาส่วนตัวที่เสียไป แต่ถ้าคุณรับงานที่มีต้นทุนค่าวัตถุดิบหรือค่าวัสดุให้รวมเข้าไปในค่าแรงนั้นด้วย

2.จ้างคนที่คิดค่าแรงถูกกว่าดีกว่า

วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะ สำหรับคนที่สามารถหางานเสริมพิเศษได้หลายอย่าง แต่ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะรับทำทั้งหมด ลองมองหาผู้ช่วยคนอื่นที่รับงานในราคาที่ถูกกว่า และทำผลงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจดู

เช่น คุณรับงานเขียนบทโฆษณา 1 ชิ้น ใช้เวลา 48 ชั่วโมง ในราคา 8,900 บาท แต่คุณสามารถหาคนทำแทนได้ในราคา 6,000 บาท คุณก็ควรจ้างเขาคนนั้น คุณก็จะได้ทั้งงาน 1 ชิ้น และค่าแรงส่วนต่าง 2,900 บาทเป็นค่านายหน้า แล้วคุณยังสามารถใช้เวลา 48 ชั่วโมงที่คุณจะทำงานชิ้นนี้ไปทำงานอื่นที่ได้เงินเท่ากันที่ 8,900 บาท รวมแล้วเวลา 48 ชั่วโมง คุณจะหาเงินได้ถึง 8,900 + 2,900 = 11,800 บาทเลยทีเดียว

สรุปหลักคิดในข้อนี้อีกครั้งก็คือ หาคนอื่นที่ทำในราคาถูกกว่าได้ก็จ้างเขา แล้วเอาเวลาไปทำงานอื่นที่ทำเงินได้มากกว่าจะดีที่สุด

3.สร้างเครือข่ายในการทำงาน

จากแนวคิดข้อ 2 ถ้าคุณสามารถหางานจากลูกค้าได้มาก จนกระทั่งสามารถเปิดเป็นบริษัทก็ยังได้ คุณจะทำอย่างไร คำตอบก็คือสร้างเครือข่ายรับงานเสีย เพราะถ้าคุณทำคนเดียวคุณจะรับได้ไม่กี่งาน แต่ถ้าคุณมีเครือข่าย คุณสามารถกระจายงานต่อให้คนอื่นทำ แล้วคิดค่าส่วนต่างหรือค่านายหน้านั้นได้ เพราะทุกคนย่อมรู้ดีว่านี่คือธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การกระจายงานนั้นไม่ควรเกิน 2 ต่อ

เช่น นายบีรับงานจากนายเอ (นับเป็น 1 ต่อ) แต่นายบีทำงานนี้ไม่ทันต้องส่งต่อให้นายซี (นับเป็น 2 ต่อ) อย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นายซีจะส่งต่อให้นายดี แบบนี้ไม่ดีแน่ จริงอยู่ว่าการส่งต่อที่ 3 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนายบีที่เป็นคนรับงานคนแรก แต่มีผลในเรื่องของความคลาดเคลื่อนในตัวงาน บรีฟงานอาจตกหล่นทำความเข้าใจได้ไม่ทั่วถึง ทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญการจ้างคนที่คิดค่าแรงถูกๆ ก็เสี่ยงต่อการได้ชิ้นงานที่ไม่ดีกลับมาด้วย ซึ่งอาจทำให้นายบีเสียลูกค้าได้ในที่สุด

ดังนั้น การสร้างเครือข่ายการทำงาน ควรมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินความสามารถที่จะดูแล และที่สำคัญข้อดีของการสร้างเครือข่ายก็คือคุณสามารถรับงานได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่จะทำ

หลักคิดทั้ง 3 ข้อนี้ คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และที่สำคัญคุณอาจจะได้ธุรกิจของตัวเองจากแนวทางบริหารเงินแบบนี้อีกด้วย

 

ทับลาน ประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/502016

ทับลาน ประทับใจ

โดย…กาญจน์ อายุ

 ความคิดแรกเมื่อได้ยินคำว่า อุทยานแห่งชาติทับลาน คือความไม่รู้อะไรเลย

ไม่รู้ว่าที่นี่มีช้างเหมือนเขาใหญ่หรือเปล่า มีต้นลานอย่างเดียวหรือไม่ หรือมีแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่คุ้นหูบ้าง

วิกิพีเดียบอกเราว่า อุทยานแห่งชาติทับลานเป็น 1 ใน 5 พื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติในเขตผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ หรือผืนป่าตะวันออก ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3.8 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของสระบุรี นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ และ 5 ผืนป่า ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทับลาน ปางสีดา ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ โดยอุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ใน จ.ปราจีนบุรี มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเป็นป่าลานผืนสุดท้ายของประเทศไทยด้วย

ลูกลานลอยแก้ว บีบมะนาวลงไปหน่อยจะชื่นใจมาก

 ทว่า ข้อมูลก็ยังไม่ตอบคำถามข้องใจ จนกระทั่งมีโอกาสร่วมเดินทางไปกับโครงการตู้ยาไบโอฟาร์ม เพื่อชุมชนปีที่ 3 ของบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมีคัลส์ ที่ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หลังจากได้ติดตั้งตู้ยาพร้อมเวชภัณฑ์จำนวน 23 ตู้ตามหน่วยต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย

ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติทับลาน ภาคภูมิ อร่ามศิริรุจิเวทย์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ รับหน้าที่เป็นผู้เล่าและตอบคำถาม โดยเริ่มจากเปิดสไลด์ประกอบการพูดคุย “อุทยานมีพื้นที่ 1,397,375 ไร่ มีอัตรากำลังไม่เพียงพอ และมีคดีลักลอบตัดไม้พะยูงจำนวนมาก” สามหัวข้อบนสไลด์หน้าแรกระบุไว้เช่นนี้ โดยครึ่งปีแรกในปี 2560 มีการกระทำผิดเกี่ยวกับไม้พะยูงจำนวน 33 ราย

ภาคภูมิเล่าว่า ด้วยปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงที่มีมาเนิ่นนานและยังไม่หมดไป ทางอุทยานฯ จึงนำเครื่องมือที่พวกเขาเรียกย่อๆ กันเองว่า เอ็นแคป (NCAPS-Network Centric Anti-Poaching System) มาร่วมแก้ปัญหา เป็นเครื่องมือขนาดเล็กที่ฝรั่งใช้จับภาพสัตว์ป่าเพื่อให้รู้ตำแหน่งล่า แต่ทางอุทยานฯ ได้นำมาใช้เพื่อจับภาพผู้ล่าหรือมนุษย์ที่ลักลอบเข้ามากระทำความผิด

ลูกลานลอยแก้ว ของฝากจากที่ทำการอุทยานฯ ทับลาน

 โดยกล้องเอ็นแคปจะใช้เลเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวในป่าและส่งภาพแบบเรียลไทม์ไปยังอีเมล ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงความผิดปกติ สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมหรือปัจจัยคุกคามที่เกิดขึ้น วางแผนได้รัดกุม และออกปฏิบัติการได้รวดเร็ว โดยภาพจะสามารถคาดการณ์เส้นทางที่ผู้ลักลอบใช้ ขนาดกำลังคน หรือตำแหน่งซุ่มรอ ซึ่งนอกจากความรัดกุมและทันท่วงที ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทำงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

“อุทยานฯ ทับลานมีลักษณะเป็นเมืองล้อมป่า ทำให้มีจุดสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบเข้าพื้นที่ การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อการป้องกัน นอกเหนือไปจากการเฝ้าระวังและการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่” ภาคภูมิ กล่าว

โดยรอบผืนป่าทับลานมีเครื่องมือเอ็นแคปอยู่รอบพื้นที่ รวมถึงเครื่องมืออีกชิ้นที่เจ้าหน้าที่ให้สมญานามว่า กระต่ายน้อยพเนจร หรือจีพีเอส แทร็กเกอร์ อุปกรณ์ติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้สัญญาณดาวเทียมจีพีเอส ซึ่งสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีการขยับหรือเคลื่อนที่ และบันทึกความเร็วในการเคลื่อนที่

ต้นยูคาลิปตัส ทิวทัศน์จากหน่วยห้วยคำภู

 “เมื่อพบไม้พะยูงแปรรูปที่ซุกซ่อนไว้ในป่าแต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เราจะนำกระต่ายน้อยไปติดตั้งไว้ในเนื้อไม้ เมื่อมีการขนย้ายกระต่ายน้อยจะส่งสัญญาณมายังแอพพลิเคชั่นในมือถือ ช่วยให้เราติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ พฤติกรรมของขบวนการลักลอบตัดฟันไม้พะยูง และทำให้สาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้”

ด้าน ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวย้ำว่า ระบบเอ็นแคปทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หลายครั้ง เช่น เมื่อปลายปี 2559 สามารถจับกุมกลุ่มลักลอบตัดไม้พะยูง และเมื่อต้นปี 2560 ทำให้ติดตามจับกุมกลุ่มชาวกัมพูชาที่หลบหนีอยู่ในป่าท้ายบ้านลำเพียก จ.นครราชสีมา ที่บุกรุกได้เพิ่มอีก 7 คน และตรวจยึดไม้พะยูงแปรรูปได้เพิ่มอีก 2 แผ่น

“เราไม่กลัวว่าคนร้ายจะรู้ว่ามีการติดตั้งกล้อง เพราะเราอยากให้เกิดความยำเกรงไม่กล้าทำผิด หรืออย่างน้อยเจ้าหน้าที่จะสามารถเข้าจับกุมทันเวลาก่อนที่จะตัดไม้ ถึงแม้จะไม่มีของกลาง โทษที่ได้รับจะน้อย แต่แบบนี้คุ้มกว่า เพราะได้ปกป้องป่าจากการถูกทำลาย ปกป้องคนร้ายจากคุก ถึงแม้เขาจะทำผิด แต่ถ้าถูกจับติดคุก ญาติพี่น้องของผู้กระทำความผิดก็จะบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ดังนั้นการจับก่อนตัดจึงให้ผลดีในระยะยาว ลดการสูญเสียทุกรูปแบบ

ซากแถวต้นยูคาลิปตัสกลางอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา

 แม้ตอนนี้จะยังป้องกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะป่าทับลานยังมีไม้พะยูงเยอะมาก ซึ่งล่อตาล่อใจให้กระทำผิด แต่จริงๆ มันคือไม้แห่งความตาย ก่อให้เกิดการแย่งชิง หักหลังเข่นฆ่า ก็หวังว่ากล้องเอ็นแคปจะช่วยเปลี่ยนใจคนที่จะกระทำผิดได้บ้าง รวมไปถึงช่วยปกป้องชีวิตสัตว์ป่า ลดการปะทะระหว่างสัตว์ป่ากับชาวบ้าน เช่น นำมาใช้เฝ้าระวังช้างป่าออกนอกพื้นที่ ก็สามารถสกัดช้างป่าและต้อนกลับป่าได้อย่างปลอดภัย”

ไม่ผิดเลยที่จะกล่าวว่านี่คือผู้พิทักษ์ป่ายุค 4.0 และเป็นต้นแบบของอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหาแบบ “จับก่อนตัด” และลดจำนวนคดีการลักลอบทำความผิดได้จริง นอกจากนี้กล้องเอ็นแคปยังช่วยสำรวจประชากรสัตว์ป่า โดยพบช้างป่าร้อยละ 45 ของพื้นที่ที่ติดต่อกล้องเอ็นแคป พบเสือโคร่งร้อยละ 21 รวมถึงกระทิง กวาง เก้ง ชะมด เลียงผา หมีควาย และหมูป่า

ตอนนี้จึงตอบคำถามได้แล้วว่า อุทยานฯ ทับลานมีช้างป่า และไม่มีเพียงต้นลานเพียงอย่างเดียว ทว่าคำถามสุดท้าย “ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่คุ้นหูบ้าง” เห็นท่าทีของภาคภูมิไม่อยากยกให้วังน้ำเขียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิดหน้าชูตา จึงพาไปหาความงามของธรรมชาติอย่างอื่นแทน ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งนับเป็นเขื่อนพระราชทานแห่งสุดท้ายที่กำลังจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนสาธิตการติดตั้งกล้องเอ็นแคปบนต้นไม้สูง

 ทั้งนี้ บริเวณอ่างเก็บน้ำยังเป็นที่ตั้งของหน่วยย่อย 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยห้วยคำภู และหน่วยวังทะลุ บริเวณสันเขื่อนหรือเนินเหนืออ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา โดยสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่จะเรียบง่าย กินง่ายอยู่ง่ายอย่างพอเพียง หาปลาตัวเล็กๆ จากอ่างเก็บน้ำมาตากแห้งแล้วนำมาประกอบอาหาร

โดยเฉพาะหน่วยวังทะลุที่ต้องนั่งเรือล่องไปตามอ่างเก็บน้ำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จึงตัดขาดกับโลกภายนอก ไม่มีระบบไฟฟ้า ประปา และอยู่ในป่าลึก เพื่อป้องกันผืนป่าที่อยู่ห่างไกลไม่ให้ถูกรุกรานโดยง่าย เนื่องจากป่าที่เชื่อมโยงกับลำน้ำจะเป็นจุดที่มักถูกบุกรุก เพราะเดินทางด้วยเรือสามารถขนอาวุธเข้ามาได้ง่าย ไม่เหนื่อยแรงเท่าการเดินเท้า และการใช้เรือที่ไม่มีเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงดัง ทำให้ง่ายต่อการหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่

เมื่อต้องเข้าป่าลาดตระเวนจะทำงานเป็นทีมผลัดเปลี่ยนกัน ทีมละประมาณ 4-5 คน ทีมใดเข้าป่าลาดตระเวน อีกทีมหนึ่งจะอยู่บ้านพักคอยเป็นกองกำลังเสริม มีวันหยุดเดือนละเพียง 4 วัน ซึ่งจากการพูดคุย เจ้าหน้าที่ทุกคนล้วนมาประจำการด้วยความสมัครใจ แม้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่าก็ตาม

เจ้าหน้าที่กำลังออกเรือลาดตระเวนพื้นที่รอบๆอ่างเก็บน้ำ

 “เราต้องการกำลังใจมากที่สุด” ภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

“เพราะกำลังใจสำคัญพอๆ กับปัจจัยสี่ที่สามารถทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้”

ดังนั้น การมาเยี่ยมเยียนผู้พิทักษ์ป่าในครั้งนี้ จึงไม่ได้มาเพื่อหาคำตอบในใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาให้กำลังใจและแสดงความขอบคุณผู้พิทักษ์ป่าทุกท่านที่มีจิตใจของผู้เสียสละ ซึ่งต้องยกย่องสุดหัวใจอย่างแท้จริง

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาจะเปิดอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

ภาคภูมิโชว์ตู้ยาไบโอฟาร์ม

เจ้าหน้าที่เช็กสภาพกล้องเอ็นแคป

เจ้าหน้าที่ล่องเรือลาดตระเวนตรวจความเรียบร้อย

ลูกลานนำมาขยายพันธุ์ต่อหลังจากต้นที่มันเกิดมาตาย