นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481668

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

โดย…Withaya Heng

ในช่วงที่ค่อนโลกเป็นฤดูหนาว ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่อยู่ซีกโลกใต้ กลับเป็นฤดูร้อนที่มีอากาศอบอุ่น มองไปที่ไหนก็มีแต่ฟ้าใสๆ กับสายลมและแสงแดด บวกกับวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาอันสลับซับซ้อน หยอดท็อปปิ้งหิมะขาวโพลนไว้บนยอดเขาสักนิด ให้ตัดกับทะเลสาบสีฟ้าเทอร์คอยส์เบื้องล่างเกิดเป็นวิวที่แสนจะสวยงาม ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในการหนีหนาวของคนค่อนโลก สำหรับคนไทยเราช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยวที่นิวซีแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่ได้หนีหนาวในเมืองไทยหรอกนะ (เราไม่เคยต้องทำแบบนั้น) ที่นิวซีแลนด์สามารถท่องเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเว้นช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ไว้หน่อยเนื่องจากเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวจัดและการเดินทางไปที่ต่างๆ อาจจะไม่สะดวกนัก

ด้วยภูมิประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะใหญ่สองเกาะ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้ แยกโดดเดี่ยวออกจากแผ่นดินทวีปใหญ่ ทำให้ชาวนิวซีแลนด์ต้องพึ่งพาตัวเอง และรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เทือกเขาหิมะที่ทอดยาวบนเกาะใต้ได้สร้างนักปีนเขาอย่าง เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นคนแรก การละลายของการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขา ทำให้เกิดธารน้ำตื้นๆ ไหลไปตามร่องเขากระจายไปทั่วทั้งเกาะ เรือเจ็ตโบตที่ปราศจากใบพัดสามารถแล่นได้เร็วในลำน้ำที่ตื้นเหมาะกับธารน้ำแบบนี้ก็ได้คิดค้นขึ้นจากที่นี่ รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้งรูปแบบแปลกใหม่ ท้าทายต่อมความกล้าอย่างบันจี้จัมพ์ก็มีต้นกำเนิดในเมืองควีนสทาวน์ เมื่องที่ถือเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตกลางแจ้งทุกรูปแบบ

 

เราสังเกตรถที่แล่นผ่านไปมารอบๆ เมืองควีนสทาวน์ มากกว่าครึ่งจะต้องมีแร็กสำหรับติดตั้งอะไรสักอย่างอยู่บนหลังคา ถ้าไม่ลากเรือมาก็ต้องมีจักรยานหรือกระดานโต้คลื่นติดอยู่ เป็นเมืองเดียวที่คุณจะพบเห็นจักรยานแบบฟูลซัส จอดเรี่ยราดอยู่ตามที่จอดจักรยานข้างถนน เป็นที่เดียวที่คุณจะได้เห็นคนขี่จักรยานดาวน์ฮิลไปตามท้องถนน ใช้ขี่ออกมาซื้อของแวะกินกาแฟ ราวกับว่ามันเป็นจักรยานแม่บ้าน เพราะที่นี่เมืองควีนสทาวน์เป็นเมืองแห่งเมาเท่นไบค์อย่างแท้จริง

เคยมีคำกล่าวไว้ว่าถ้าคุณอยู่ในเมืองควีนสทาวน์ แล้วเขวี้ยงก้อนหินออกไปสักก้อน มันต้องไปตกลงในแทร็กของเมาเท่นไบค์ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ เพราะใจกลางเมืองนั้นมี Skyline Bike Park อยู่ใกล้แทบเอื้อมถึง ที่นี่มีรถกระเช้าพาตรงดิ่งขึ้นไปยังยอดเขา และมีเส้นทางจักรยานให้ไหลลงมาตามแทร็กธรรมชาติได้หลายเส้นทาง แต่โดยมากจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับจักรยานดาวน์ฮิลล้วนๆ

 

นอกจากนี้ เมื่อนั่งกระเช้ากอนโดล่าขึ้นไปอีกขั้นจะเป็นการเล่น Luge Ride คล้ายๆ รถโกคาร์ตแต่ไม่มีเครื่องยนต์ มีแค่คันโยกที่โยกได้สามระดับ จอด-เดินหน้า-เบรก ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงรถให้ไหลลงมาตามเส้นทางที่ทำไว้ ซึ่งนอกจากจะคดเคี้ยวจนต้องเอี้ยวตัวตามแต่ละโค้งแล้ว วิวโดยรอบจะเห็นเมืองควีนสทาวน์ทั้งเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างสวยงาม

ห่างออกไปจาก Skyline Hill ไม่กี่กิโลเมตร จะเป็นแม่น้ำ Shotover ต้นกำเนิดการเล่นเรือผาดโผน Shotover Jet ที่ไม่ใช่แค่เล่นให้คุณดูแต่ให้คุณลงเรือไปด้วยกันเลย เรือ Jet Boat สีแดงสดจะพาผู้โดยสารเหาะเหินไปบนผิวน้ำด้วยความเร็ว โฉบเฉี่ยวเกาะแก่งหน้าผาสองข้างทางในระยะประชิดให้หวาดเสียวเล่นๆ ต่อด้วยไฮไลต์คือการดริฟต์เรือหมุน 360 องศา ที่เรียกเสียงกรี๊ดกันสนั่นเรือ

 

นอกเมืองออกไปจะเป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบการแคมป์ปิ้ง เราจะเห็นรถบ้านวิ่งกันขวักไขว่ พอๆ กับจักรยานทัวริ่งแบบ Full Load อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก (Mt.Cook) ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของย่านควีนสทาวน์ เพราะนอกจากเทือกเขาหิมะที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ยังมีทะเลสาบปูกากิที่มีน้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์ เกิดจากน้ำที่ละลายจากการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขาพัดพาเอาแร่ธาตุต่างๆ ไหลลงมารวมกัน เรียกว่าเป็นทะเลสาบน้ำแร่ก็ไม่ผิด ข้างๆ กันยังมีทะเลสาบเทคาโป ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กัน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุกรวมถึงทะสาบทั้งสองแห่งนี้ มีเส้นทางปั่นจักรยานอยู่หลายเส้นทางหลายระดับความยากง่าย ซึ่งตอนหน้าเราจะพาไปเจาะลึกถึงเส้นทางปั่นที่เด่นๆ อีกครั้งครับ

 

 

 

 

 

 

 

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา… วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481464

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา... วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา

มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงจุดกำเนิดของศาสนา บางทฤษฎีก็ว่าศาสนามีขึ้นมาเพื่อรับใช้ชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง อีกทฤษฎีก็อ้างว่าเกิดจากความกลัวของมนุษย์ รวมถึงความไม่รู้ หาเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมไม่ได้ แม้จะต่างกันในมุมมองถึงจุดกำเนิดและที่มาของแต่ละศาสนา แต่ทุกศาสนาก็ล้วนมีส่วนช่วยให้มนุษย์ในแต่ละสังคมอยู่กันด้วยความเป็นมิตร เอื้ออาทร เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สร้างให้สังคมอยู่กันได้อย่างสงบสุข

ทีมงานโลก 360 องศา ผ่านการเดินทางท่องไปในเมืองพุทธศาสนาหลายแห่ง แม้จะต่างนิกาย ต่างพิธีกรรมและวิถีปฏิบัติ แต่แกนหลักๆ ยังคงยึดถือไว้เหมือนกัน คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และการรักษาใจให้บริสุทธิ์ ที่มาของการแตกออกเป็นนิกายต่างๆ ของศาสนาพุทธ เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานได้ประมาณ 100 ปี บรรดาสาวกก็เริ่มมีแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัย

จนนำไปสู่การแบ่งแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ “มหายาน” กับ “เถรวาท”

“นิกายมหายาน” ไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วน “นิกายเถรวาท” จะมีผู้นับถือมากในศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา และประเทศไทย

การตามรอยเมืองพุทธศาสนาของทีมงานโลก 360 องศา เริ่มต้นที่ “อินเดีย” ประเทศที่มีเมืองลุมพินีวันเป็นสถานที่ประสูติ พุทธคยาเป็นสถานที่ตรัสรู้ สารนาถเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพาน ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากเดินทางไปอินเดียเพื่อเยือน 4 สังเวชนียสถานข้างต้น พร้อมปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดสำหรับชีวิต

แม้อินเดียจะเป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่ปัจจุบันมีคนนับถือศาสนาพุทธน้อยมาก ด้วยกาลเวลาที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย แต่ศาสนาพุทธก็ได้แผ่ขยายและฝังรากลึกไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เมียนมาลาว และกัมพูชา วิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาของประเทศเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอย่างมาก ทั้งคำสวด วิธีการกราบไหว้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะต่างก็เป็นกลุ่มนิยายเถรวาทเหมือนกัน ประกอบกับมีรากวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เป็นสังคมที่มีพื้นฐานเชื่อมกับพระพุทธศาสนามาแทบทั้งสิ้น ทั้งการที่มีวัดเป็นโรงเรียนในสมัยก่อน มีพระเป็นผู้นำทางความคิดของชุมชนในสมัยก่อน และมีเกณฑ์ในการตัดสินการกระทำที่ถูกที่ควร โดยมักอ้างอิงตามหลักพระพุทธศาสนาที่คล้ายกันนั่นเอง

ถัดจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยขยับออกไปอีกหน่อยก็คือ ราชอาณาจักรภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ กลางหุบเขา ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย มีประชากรประมาณ 7 แสนกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ชื่อว่า “ทิมพู” (Thimphu)

ภูฏานถือเป็นเมืองพุทธที่ต่างนิกายออกไป เป็นนิกาย “วัชรยาน” หรือ “ตันตรยาน” ซึ่งน่าจะเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่นับถือพุทธศาสนามหายานแบบตันตระเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ โดยนิกายตันตรยานหรือวัชรยานนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของพัฒนาการอันยาวนานของพุทธศาสนา

ชื่อ “ตันตระ” มาจากภาษาอินเดีย เป็นชื่อคัมภีร์ลึกลับที่รู้กันในวงจำกัด และปรากฏขึ้นในราวช่วงศตวรรษที่ 3-10 โดยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม จากคำสอนที่ง่ายที่สุดจนไปถึงคำสอนที่ซับซ้อนที่สุด พุทธศาสนาตันตรยานสูญหายไปจากอินเดีย ต้นศตวรรษที่ 13 เมื่อมุสลิมเข้าไปและไปรุ่งเรืองอยู่ในทิเบต ลาดัคห์ สิกขิม มองโกเลีย และภูฏาน พิธีกรรมของพุทธศาสนาตันตรยานมักกระทำกัน เพื่อปัดเป่าสิ่งเลวร้ายออกไป และชักนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยมักเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญเทพยดา ตามด้วยการสารภาพความผิดหรือบาปกรรม จากนั้นจึงถวายเครื่องบวงสรวงและสวดบูชาเทพเจ้า ส่งท้ายด้วยการร่ายมนต์อัญเชิญเทพยดาให้กลับไปยังที่สถิต ซึ่งอาจเป็นรูปเคารพหรือภาพเขียน

ศิลปะและวัฒนธรรมการแสดงของชาวภูฏาน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ระบำกลอง และระบำสวมหน้ากาก เป็นเหมือนกับการขับไล่สิ่งชั่วร้ายเช่นกัน

การไปสัมผัสพุทธศาสนาในภูฏาน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นบททดสอบแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนก็คือวัด “พาโร ตั๊กซัง (Paro Taktsang)” หรือที่เรียกว่า Tiger’s Nest ที่แปลว่ารังหรือถ้ำเสือนั่นเอง

ว่ากันว่า “หากใครมาภูฏานแล้วไม่ได้ขึ้นวัดตั๊กซังเหมือนมาไม่ถึงภูฏาน” และที่กล่าวว่าเป็นบททดสอบแรงศรัทธา ก็เพราะต้องเดินเท้าขึ้นไปชมวัดที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงจากระดับน้ำทะเล 2,950 เมตร แม้จะยากลำบากแต่พอได้ชมวัดอันวิจิตรงดงามแล้วก็จะนึกในใจว่าถ้าคิดท้อ ไม่ขึ้นไปชมวัดเสียแต่แรกแล้ว จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตเลยทีเดียว

ชาวภูฏานมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต และมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูฏานยังคงได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความสุขแบบยั่งยืน” แห่งหนึ่งของโลก

อีกประเทศที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ “ศรีลังกา” แม้จะเป็นประเทศที่แตกต่างกับไทย ทั้งอาหารการกิน  การแต่งกาย ภาษา และวัฒนธรรม แต่สามารถเชื่อมต่อความรู้สึกถึงกันได้ง่าย ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน

“ศรีลังกา” เป็นประเทศที่มีคนนับถือศาสนาพุทธเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศ และเป็นนิกายเถรวาทเหมือนกับไทย แต่จะต่างกันตรงที่จะแบ่งออกเป็น 3 นิกายย่อย โดยแต่ละนิกายจะมีประมุขสงฆ์ของตนเอง ได้แก่ สยามนิกาย อมรปุระนิกาย และรามัญนิกาย

พระพุทธศาสนาเผยแผ่จากอินเดียมายังดินแดนที่เคยเรียกว่า “ลังกา” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 236 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก พุทธศาสนาในลังกาเคยเสื่อมถอยไปหลายครา ทั้งเหตุจากสงครามกับชาวทมิฬ จากการรุกรานจากอินเดีย การเข้ามาของโปรตุเกส และตามมาด้วย การล่าอาณานิคมของฮอลันดา ที่นำเอาศาสนาอื่นเข้ามาแทนที่จนถึงขั้นไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย เหลืออยู่บ้างก็เป็นแค่สามเณร จนถึงขั้นต้องมานิมนต์พระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในปี 2294 และนั่นจึงเป็นที่มาของ “นิกายสยามวงศ์”

ต่อมามีสามเณรอีกคณะจากลังกาไปขอรับการอุปสมบทจากประเทศเมียนมา เกิดเป็น “อมรปุระนิยาย” ขึ้น และอีกคณะหนึ่งที่ไปอุปสมบทจากเมืองมอญ ก็กลับมาตั้ง “รามัญนิยาย” นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่นี่มีพุทธเถรวาทถึง 3 นิกายย่อย ที่ศรีลังกาจะมีประเพณียิ่งใหญ่อยู่ 2 งาน คือ งานแห่พระธาตุเขี้ยวแก้ว และงานวันวิสาขบูชา โดยพิธีแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วจะจัดขึ้นทุกปีช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่เมืองแคนดี้ (Kandy) ณ วัดดาลลา มัลลิกาวะ (Dallada Vailgava) หรือที่คนไทยเรียกวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว

ส่วนเทศกาลวิสาขบูชา ชาวศรีลังกาเรียกว่า “เวสัก (Visak)” จะถือว่าเป็นเหมือนวันขึ้นปีใหม่ด้วยมีการตกแต่งประดับประดาเมืองอย่างสวยงามและมีงานกันหลายวัน เดินทางไปไหนก็จะเห็นมีการทำบุญทำทานกันทุกหมู่บ้าน จะเห็นว่าวิถีแห่งเมืองพุทธในแต่ละประเทศ แม้จะแตกต่างนิกายกันออกไป แต่ก็ล้วนค้ำจุนสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และที่สำคัญคือเป็นศาสนาที่มุ่งให้ทุกคนทำดี ซึ่งความดีเป็นภาษาสากล ที่ผู้คนทั่วโลกล้วนเข้าถึงและสื่อสารถึงกันได้

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา เสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480404

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

โดย…ฤดูกาล ภาพ : สังเคราะห์แสง

ประสบการณ์ล้วนเกิดจากการสังเคราะห์แสง เป็นอีกคำนิยามของคำว่า “การเดินทาง” จากคู่หูนักเดินทางเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “สังเคราะห์แสง” ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวระหว่างการออกจากบ้านในแบบที่สาวออฟฟิศสามารถเที่ยวตามได้

เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เอ้-สุรางค์รัตน์ แก่นบุบผา ได้สร้างเพจนี้ขึ้นแต่แทบไม่จริงจังเพราะติดภารกิจจากงานประจำ กระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เธอได้ชวน ก้อย-ธัญลักษณ์ ยอดชาญ เพื่อนสายเที่ยวอีกคนมาร่วมทำเพจ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสังเคราะห์แสง

“พวกเราสองคนชอบออกไปตากแดด” เอ้เริ่มเล่า

 

“การเดินทางมันช่วยหล่อเลี้ยงเรา เหมือนต้นไม้ที่ต้องสังเคราะห์แสงผลิตอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้น โดยเราได้นำเวลาว่างมาช่วยกันทำเพจ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย อยากลงอะไรก็ลงแต่เน้นเป็นเรื่องเที่ยวออกจากบ้าน ไปกิน ไปช็อปปิ้ง ไปนอนโรงแรม ไปไหนได้หมด ซึ่งเราเคยได้ยินมาว่า ถ้าจะทำให้เพจรุ่งต้องซื้อสปอนเซอร์ในช่วงแรก แล้วเราก็ไปซื้อ มีคนกดไลค์เพิ่มขึ้นแต่เราก็คิดว่า คนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ก็เลยมาคุยกับก้อยว่า เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ไม่ต้องซื้อสปอนเซอร์แล้ว”

ปัจจุบันเพจสังเคราะห์แสงมียอดไลค์มากกว่า 4,400 ไลค์ ที่เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งหนึ่งในแอดมินเชื่อว่า เป็นเพราะเนื้อหาที่ดึงดูดคน

“คอนเทนต์ของเรายังต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่ ต้องตบๆ ว่าจะไปในทิศทางไหนเพราะเราทำกันสองคน แต่คิดว่าก็ยังคงเป็นสไตล์เรา ทำแล้วคิดถึงความสุขของเราสองคนเป็นหลักก่อนเลย แล้วเราจะมองตัวเลขการเข้าถึง (แอดมินเพจจะเห็น) มากกว่ายอดไลค์โพสต์ เพราะเราสนใจว่าจะมีคนมาอ่านมาดูรูปของเราหรือเปล่า เขาจะได้อะไรกลับไปไหม มากกว่าจำนวนไลค์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน” ก้อยกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งสองยังกล่าวเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ลูกเพจจะได้รับกลับไปเมื่อมาเยือนเพจแล้วนั้นคือ ข้อมูลในรูปแบบของคนทำงานประจำที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาอย่างที่ทั้งคู่เป็นอยู่

“เราแค่อยากหาความสุขข้างนอกออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานทุกวัน เราจะสังเกตได้เลยว่าเรามีความสุขกับอะไร ตอนที่เราเขียนเรื่องลงเพจเราจะอยากทำมันตลอดเวลา อยากนั่งเขียนนู่นเขียนนี่ทุกครั้งที่ว่าง” เอ้กล่าว ส่วนอีกฝ่ายก็เช่นเดียวกันที่ทำเพจเพราะมีความสุขเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ยังถามต่อถึงเรื่องการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอย่างที่หลายเพจท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างให้เห็นนั้น เอ้สารภาพว่า ยังไม่ได้คิดถึง

 

“เราสองคนยังไม่คิดว่าจะทำเพจนี้ไปในรูปแบบเชิงธุรกิจ เพราะเราเริ่มทำตามที่อยากทำ ตอนนี้มันคืองานอดิเรกที่เรากำลังสนุกอยู่ ดังนั้นความตั้งใจที่อยากแบ่งปันยังเป็นหัวใจสำคัญอยู่ในตอนนี้”

เป้าหมายที่แท้จริงของเอ้และก้อย คือ อยากให้ทุกคนออกไปสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางให้ชีวิต ดั่งคำนิยามของเพจที่ว่า “It’s better to see something once than to hear about it a thousand times.”

ออกไปมองด้วยตาเพียงหนึ่งครั้งย่อมดีกว่าการฟังเป็นพันครั้ง จะเป็นจริงหรือไม่? ไม่รู้ จนกว่าจะได้ออกไปตากแดดนอกบ้านและหัดสังเคราะห์แสงได้ด้วยตัวเอง

 

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480403

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” เพราะไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ของนักช็อป รวมทั้งยังดูเหมือนจะเป็นดินแดนที่มีความอันตราย เพราะที่ตั้งของจอร์แดนทางทิศเหนือติดกับซีเรีย ทิศตะวันออกติดกับซาอุดิอาระเบีย ทิศตะวันตกติดกับอิสราเอล และทิศใต้ติดกับทะเล ทว่าทางธนาคารกสิกรไทยได้จัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” ให้ลูกค้าเดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย (THE WISDOM) เดินทางไปยังดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปีระหว่างไทยและจอร์แดน

เราเริ่มเดินทางไปยังที่หมายแรก คือ เมืองอัมมาน (Amman) มหานครเมืองหลวงแห่งอารยธรรมยุคเก่ากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก โดยตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีสถานที่ไฮไลต์ คือ ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดสังเกตการณ์ประจำเมือง แม้สิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบันมีแต่เสาระเบียงใหญ่ แต่จากโครงสร้างที่เห็นทำให้เราจินตนาการไปไกลว่า สถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่มาอย่างไรบ้าง

ทางเดินในนครเปตรา

 

นอกจากนี้ยังมีโรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 2 จุผู้ชมได้ถึง 5,000 คนแบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์หรือขุนนาง สำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชนทั่วไป สร้างขึ้นระหว่างการครองราชย์ของแอนโทเนียส พีอุส (Antonius Pius) ก่อนคริสต์ศตวรรษ 138-161 บ่งบอกถึงความเจริญของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือคือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ เจราช(Jerash) หรือ “เมืองพันเสา” หรือปอมเปอีแห่งตะวันออก ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็นอดีต 1 ใน 10 หัวเมืองเอกอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้งทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างจนกระทั่งปี ค.ศ. 1878

เดอะ เทรชัวรี

 

สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช ต้องยกให้จัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง (Oval Forum) ลักษณะเป็นวงรี กว้าง80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัสจำนวน 67 ต้น และที่อัศจรรย์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ โรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นอัฒจันทร์สูงชันโอบเป็นครึ่งวงกลม มีเวทีใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เทคนิคการสร้างโรงละครสมัยนั้นถือว่า ชั้นสูงมาก เพราะเมื่อมีการจัดแสดงใดๆจะมีเสียงดังก้องกังวานโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินชมสถาปัตยกรรม สามารถใช้เวลาเดินเที่ยวที่นี่ไปรอบๆ ได้ในหนึ่งวันเต็ม

อีกสถานที่สำคัญที่ต้องไปให้ถึงอยู่ทางตอนใต้ ณ เมืองมาดาบา หรือเมืองแห่งโมเสก เป็นที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มียอดเขาเนโบ (Mount Nebo) ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิวผู้ที่รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า

เดอะ เทรชัวรี วิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก

 

นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์แห่งเมาท์เนโบเป็นโบสถ์กรีก-ออร์โทดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย อียิปต์ ฯลฯ

ไฮไลต์สำคัญของการมาเที่ยวจอร์แดน คือการได้มาชมเมืองเปตรา(Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือนครสีดอกกุหลาบ ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำของผู้คนเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท (Johann Ludwig Burckhardt) เดินทางผ่านมาพบเมื่อปี 2355 เปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ”

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

ต้องยอมรับว่า เปตรา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาโมเสส (Valley of Moses) ในอดีตทำเลที่ตั้งของเมืองนี้เป็นพื้นที่แห้งแล้งจัด แต่ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้า ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือ ชาวเอโดไมต์ เข้ามาเมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นกลับเป็นชาวนาบาเทียน (The Nabataeans)ที่มีความสามารถทางด้านการค้า และเก็บภาษีผ่านทางที่สำคัญของกองคาราวานสินค้าที่สัญจรไปมาระหว่างตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย ซีเรีย อียิปต์ และเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งยังมีวิวัฒนาการเรื่องการเก็บกักน้ำไว้ใช้ มีจุดสังเกตคือร่องน้ำตลอดทางเดินที่ชาวนาบาเทียนทำไว้เพื่อให้น้ำไหลเข้ามาใช้ในเมืองนี้ได้

เสน่ห์ของการเดินเที่ยวในเปตราคือ ซิค (Siq) ช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียงประมาณ 80-90 เมตร ทำให้ต้องเดินเท้าเข้าไปในเมืองเท่านั้น ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน กลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงาม โดยเส้นทางจะนำไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า เดอะ เทรชัวรี หรือ เอล-คาซเนท์ (The Treasury หรือ Al Khazneh) เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูงเกือบ 40 เมตร ที่จะสะกดทุกสายตาไว้เป็นตาเดียวกัน

โรงละคร โรมัน

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสีสันของการมาเที่ยวจอร์แดน ต้องลองเดินทางด้วยรถโฟร์วิลท่ามกลางทะเลทรายวาดิรัม ทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าสวยงามแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยทรายสีแดงอมชมพู สลับกับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ จนได้ชื่อว่าเป็น “หุบเขาแห่งพระจันทร์” (The Valley of the Moon) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

หนึ่งในหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทรายวาดิรัมคือจุดหมายที่เราจะเดินทางไปชมคือ “เจ็ดเสาหลักแห่งปัญญา” (The Seven Pillars of Wisdom) ซึ่งคำนี้มาจากหนังสือที่ T.E. Lawrence เขียนหลังจากกลับไปอังกฤษ และต่อมายังได้ถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง Lawrence of Arabia

เมืองอัมมาน

 

เกร็ดเล็กของการเดินทางกลางทะเลทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้ เราสามารถนำทรายขึ้นมาขัดโลหะ เช่นเหรียญเก่าที่มีสีหมอง สร้อยนาก เพียงพริบตาเดียวของเหล่านี้จะมันวาวเหมือนใหม่เพราะในทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้มีแร่เหล็กผสมอยู่มาก

ปิดท้ายการเดินทางมาจอร์แดนที่ทะเลสาบเดดซี (Dead sea) หรือทะเลแห่งความตาย ที่มีความเค็มที่สุดในโลกตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน มีส่วนประสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า จุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย

ทะเลทรายวาดิรัม

 

ความที่น้ำมีเกลือละลายอยู่ถึง 25%จึงทำให้วัตถุหรือคนสามารถลอยเหนือน้ำได้ แต่มีข้อห้ามคือ ต้องติดน้ำเปล่าเอาไว้ล้างตา เผื่อน้ำทะเลเข้าตาและห้ามลงไปเล่นนานเกิน 15 นาที เพราะความเค็มจะดูดน้ำจากร่างกายของเราออกไปมาก และหากแช่อยู่นานๆความเค็มของเกลือจะทำให้ผิวลอกเป็นขุยด้วย

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” แต่ในทางตรงข้ามใครที่ได้เคยสัมผัสกลับพบว่า จอร์แดนเป็นประเทศที่สงบมาก ผู้คนไม่พลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมดูแปลกตาน่าค้นหาโดยเฉพาะกับพวกเราชาวเอเชีย

ลอยตัวบนทะเลสาบเดดซี

 

ทะเลสาบเดดซี

 

อูฐโดยสารรับนักท่องเที่ยว

 

โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ

 

ยอดเขาเนโบ

 

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

ข้าวซอย เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/488048

ข้าวซอย เชียงใหม่

โดย…สิทธิปูทะเลย์

 แวะเวียนไปเชียงใหม่หลายๆ ครั้ง ครั้งละหลายวัน ก็ต้องมีสักมื้อไปรับประทานอาหารเหนือ ร้านเฮือนเพ็ญ โดยเฉพาะข้าวซอย เพราะร้านนี้เขาลำแต้ๆ ก่า

ร้านเฮือนเพ็ญ ปัจจุบันมีสาขาหลายแห่ง หลายถนน แต่ผู้เขียนไม่ชำนาญทางเลยไม่ขอแนะนำเส้นทาง เอาเป็นว่าถามคนในเวียงหรือคนในเมืองรับรองไปถูกทางแน่นอน

เส้นบะหมี่ทอดหรือหมี่เหลืองทอด ที่เป็นเส้นข้าวซอย สีเหลืองกำลังดี ราดด้วยน้ำแกงข้าวซอยที่มีทั้งหมู เนื้อ ไก่ ตามแต่ชอบความ สีสวยน่ารับประทาน ควันฉุย เสิร์ฟร้อนๆ ลงจากเตา

 แต่ความที่พื้นเพเป็นอาหารเหนือ ทำให้รสชาติอาหารที่ออกมาจึงมัน จืด เผ็ดเล็กน้อย ตามรสดั้งเดิมของชาวเหนือ แต่ขอบอกว่ากลมกล่อมมาก อร่อย อิฉันชิมแล้วต้องยกนิ้วให้ แต่ขอเติมเผ็ดตามความชอบ ก่อนบีบมะนาวสด และเครื่องเคียงลงไปเคล้าเครื่องปรุงให้เข้ากัน จากนั้นก็ชามใคร ชามมันละท่าน

ลาบคั่วที่นี่ก็อร่อย รับประทานกับข้าวเหนียวหอมๆ นุ่มๆ ร้อน แกล้มด้วยไส้อั่ว ผักสด อร่อยทีเดียว มื้อเช้าก็อร่อยหรือมื้อเที่ยงก็เหมาะ

แต่สำหรับอิฉัน ไส้อั่วร้านนี้ จืดไปนิด เมื่อรับประทานกับน้ำพริกหนุ่ม ก็เลยยังรู้สึกว่าจืดไปอีกนั่นแหละ ไม่รู้เป็นเพราะพริกหรืออะไร จานไส้อั่วจึงไม่ค่อยถูกปากมากนัก แต่การทอดต้องชมว่าทอดได้แห้งดี ไม่อมน้ำมัน เวลารับประทานจึงไม่เลี่ยน แป๊บเดียวหลายคนหมดจาน

 อีกเมนูที่ชอบคือขนมจีนน้ำเงี้ยว ชอบจริงๆ อร่อยหอมน้ำซุป สั่งมารับประทานซดน้ำคล่องคอ แต่อย่างที่บอกอิฉันหนักเผ็ด พอลิ้มรสดั้งเดิมปุ๊บขอเติมพริกทันที

แต่ขอบอกว่าหากจะรับประทานอาหารเหนือ ร้านนี้ยังคงเป็นร้านแนะนำที่คนเมืองเชียงใหม่ แนะนำนักท่องเที่ยวให้ลองแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย

ร้านนี้อยู่ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ถามคนเมืองรู้จักกันดี ถนนราชมรรคา เวลาเปิด-ปิด : 08.30-16.00 น. และ 17.00-22.00 น. ทุกวัน เบอร์โทร. 053-814-548

 

 

จุฑารส สยาม สวรรค์คนรักลูกชิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487829

จุฑารส สยาม สวรรค์คนรักลูกชิ้น

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถือว่าเป็นร้านอาหารที่เป็นตำนานอยู่คู่กับสยามสแควร์มานานถึง 48 ปี ตั้งแต่ยุคคุณพ่อที่ทำลูกชิ้นเนื้อส่งทั่วกรุงเทพฯ เมื่อ 50 กว่าปีก่อน จนกระทั่งมาเปิดร้านจุฑารสที่สยามสแควร์เมื่อ 48 ปีที่แล้ว ก็เพิ่มลูกชิ้นหมูและทำร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นของตัวองยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ลูกชิ้นไม้ละ 5 บาท จนถึง 20 บาทในปัจจุบันนี้

พล จุฑาตั้งเจริญ ลูกชายที่มาดูแลกิจการซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 2 และบริหารงานมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา บอกว่าในยุคของเขาก็พยายามปรับตัวให้มากขึ้น นอกจากเดิมที่ขายเพียงก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ เพิ่มเป็นลูกชิ้นหมู และเพิ่มเมนูอื่นๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ประเภทอาหารจานเดียว ประเภทข้าวผัด ข้าวหน้าห่าน พวกยำต่างๆ หอยทอด ออส่วน และอาหารที่เด็กวัยรุ่นชอบ เช่น พวกสปาเกตตี สลัด สเต๊กเพิ่มเข้ามาบ้าง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มอาหารชุด ข้าว+ขนม+น้ำ สำหรับเมนูมื้อกลางวันที่กินง่ายราคาประหยัดขึ้นมา คือชุด 2 อย่าง ในราคา 125 บาท และรับทำอาหารกล่องด้วย

โดยปัจจุบันนี้มีมากเกือบ 100 เมนู แต่เมนูที่ขายดีจริงๆ จะหมุนเวียนอยู่ประมาณ 30-40 เมนู แน่นอนว่าเมนูหลัก ก็คือ ลูกชิ้นปิ้ง โดยเฉพาะลูกชิ้นเอ็นเนื้อ ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็นหมู หมูเกาเหลาหม้อไฟ หอยนางรมทอด ข้าวหน้าห่าน ขนมพุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ส่วนเมนูที่เพิ่มมาระยะหลังๆ และก็ขายดี เช่น เส้นหมี่ผักกระเฉด ข้าวผัดปลาสลิด ผัดไทย ทอดมันกุ้ง กุ้งผัดเกลือ  เห็ดเข็มทองชุบแป้งทอด

เราจะพยายามปรับเปลี่ยนเมนูทุก 2 ปี หมุนเวียนเมนูใหม่ๆ เข้ามา ที่ขายดีก็คงไว้ ที่นิ่งๆ ก็เอาออกไป เพราะลูกค้าที่ร้านจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กสยามและเติบโตมาพร้อมกับเรา”

แม่ครัวที่ร้านก็ยังเป็นคนไทยและพยายามคงฝีมือและรสชาติดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด

ร้านแบ่งเป็นชั้นล่างห้องปรับอากาศทั้งหมด จุคนได้ 60 ที่นั่ง 10 โต๊ะ ชั้นสองแบ่งเป็นห้องแอร์รับได้ 30-40 ที่นั่ง 8 โต๊ะ และมีบริเวณพื้นที่ด้านนอกรับได้อีก 15 ที่นั่ง 3 โต๊ะ

ร้านเปิดบริการ เวลา 09.30-21.00 น. โทร.02-251-6801 ทุกวันไม่มีวันหยุด

 

ไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา โฮมเมดรสเทพที่สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487827

ไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา โฮมเมดรสเทพที่สวนผึ้ง

โดย…พาแลง

ใครจะนึกว่าในป่าเขาลำเนาไพรสุดชายแดนไทย-เมียนมา จะมีร้านไส้กรอกเยอรมันโฮมเมดรสชาติระดับเทพ และอร่อยเลิศไม่แพ้ร้านดังในเมืองซ่อนอยู่ แถมยังเป็น 1 ใน 10 ร้าน ที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องไปเยือนเมื่อคุณไปเที่ยวสวนผึ้ง

ในปี 2553 ไร่บรรทิพา เกิดร้านอาหารเล็กๆ เพื่อรองรับคนที่มาพักในไร่ แต่หลังจากคนมาเที่ยวมากขึ้น ที่นี่ก็ปรับปรุงร้าน ตัวร้านสร้างด้วยไม้ คล้ายระเบียงเปิดโล่ง โต๊ะรับลูกค้าเป็นโต๊ะไม้ทั้งหมด มีเพียงแค่ 6 โต๊ะ แต่การจัดวางโต๊ะ สามารถมองเห็นทิวเขา ทุ่งหญ้าสีเขียวสุดลูกหูลูกตา มองเห็นวิวของสวนผึ้งได้แบบ 360 องศา บรรยากาศเรียกว่าชนะเลิศ อากาศเย็นๆ ลมโกรก มองเห็นวิวภูเขาเคล้ากับเพลงฝรั่งยุคคลาสสิก เสิร์ฟพร้อมอาหารเยอรมัน เข้ากันดีแท้ๆ

วิธีการสั่งเมื่อได้โต๊ะแล้ว เขียนในใบสั่งอาหารหลังสมุดเมนู แล้วส่งให้พนักงานหรือยื่นที่เคาน์เตอร์ จากนั้นก็รอให้อาหารเสิร์ฟ นำมาโดยจานแรก สลัดผัก ผักสดมาก หวานกรอบ น้ำสลัดซีอิ๊วญี่ปุ่นรสชาติกำลังดี และมีทีเด็ดคือโรยเบคอนกรุบๆ เคี้ยวเพลินอร่อยจนจานที่ 2 ซุปฟักทองเข้มข้น ที่จานเดียวก็ทำเอาแทบอิ่ม เสิร์ฟพร้อมขนมปัง 2 ชิ้นเล็กๆ ปิ้งมาเล็กน้อย รสชาติซุปดีมาก มีรสหวานนำ เป็นหวานธรรมชาติของฟักทอง พริกไทยดำหอมๆ เพิ่มให้ซุปอร่อยยิ่งขึ้น

ถ้ามากันเป็นหมู่ โอกาสที่เราจะได้ชิมของดีอย่างเยอรมันโรลก็มีมากขึ้น เพราะจานนี้เป็นหมูสามชั้นรมควัน หรือเบคอนที่ทำจากหมูสามชั้น แล้วนำมาม้วนหมักและรมควันก่อนนำมาย่างพอให้ผิวเกรียมด้านนอก กินกับเครื่องเคียงกำลังดี อย่างมันฝรั่ง แครอต และผักพื้นบ้านอย่างผักกูด ที่เข้ากันและตัดเลี่ยนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ต่อมาเราลองไส้กรอกจานพิเศษ ที่รวมไส้กรอกทุกชนิด ทุกตัวเนื้อเด้งสู้ฟัน ใช้วัตถุดิบชั้นดี ย่างแบบผิวกรอบนิดๆ แค่เอามีดกดลงไปก็รู้สึกได้ถึงความอร่อยแล้ว

วิธีการทำไส้กรอก เจ้าของร้านจะต้มไส้กรอกก่อนจนเครื่องเทศหอม จากนั้นนำมาปิ้งบนเตาสไตล์เยอรมันที่ร้านทำขึ้นมาเฉพาะ รอจนมีลายกริล ไส้กรอกร้อนหอมได้ที่ จัดเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง คือ ซาวร์เคราต์ แครอต ผักกูดลวก และมันฝรั่งกริล

จานต่อมา คือ พระเอกที่วางลงบนโต๊ะเพียงไม่กี่นาทีก็หมด นั่นคือขาหมูเยอรมัน ที่แห้งกรอบ เจ้าของร้านแนะนำกินกับบะหมี่น้ำมันงาที่คลุกมาด้วยรสชาติพอดี แต่เมื่อกินคู่กัน เหมือนคู่สร้างคู่สมทีเดียว

ร้านไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา เป็นร้านเล็กๆ ที่มีไม่ถึง 10 โต๊ะ แต่มีคิวจองเต็ม ปกติจะเปิดสัปดาห์ละ 3 วันเท่านั้น วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการแค่ช่วงเที่ยงถึงหกโมงเย็น (12.00-18.00 น.) แต่ละวันจะรับลูกค้าไม่เยอะ ใครอยากไปเยือนแนะนำให้โทรจองก่อน เนื่องจากเป็นร้านที่เจ้าของทำเอง ขายเอง โทร.08-7995-1119

 

ร้อนแล้ว ไม่แคล้ว ‘หัวหิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487825

ร้อนแล้ว ไม่แคล้ว ‘หัวหิน’

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เรียกว่าเป็นสถานที่พักตากอากาศแห่งแรกๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว จนถึงวันนี้หัวหินยังได้รับความนิยมในการเป็นเมืองชายทะเลอันดับต้นๆ สำหรับคนไทยที่มาพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะหน้าร้อนช่วงวันปิดเทอม หรือวันหยุดสงกรานต์ที่จะเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คน

ไปเที่ยวทั้งที เรื่องกินเรื่องใหญ่ แม้ว่าทุกวันนี้หัวหินจะมีที่กินที่เที่ยวมากมาย แต่ของกินที่เป็นเอกลักษณ์คู่เมืองหัวหินมานานยังเป็นสิ่งที่ต้องไปลองลิ้มชิมให้ครบ ถึงจะเรียกว่ามาถึงหัวหินจริงๆ

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin) ซึ่งหากนับตามประวัติศาสตร์ของอาคารสถานที่แล้ว นับว่าเป็นรีสอร์ทแห่งแรกๆ ของไทย ทั้งยังเป็นแห่งแรกของเมืองหัวหินอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดปาร์ตี้ยามเช้าพิเศษสำหรับสื่อมวลชน รวบรวมอาหารจานเด็ดจานดังของเมืองหัวหินมาให้ชิมกันในที่เดียว ไปดูกันซิว่า ไปหัวหินห้ามพลาดลองลิ้มชิมอะไรบ้าง

ข้าวผัดรถไฟ

ข้าวผัดรถไฟ

ย้อนไปเมื่อครั้งที่เริ่มมีการเดินทางทางรถไฟมายังเมืองหัวหินตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มมีบ้านพักตากอากาศของบรรดาเจ้าขุนมูลนาย บรรดาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย ล้วนเริ่มสร้างบ้านหลังที่ 2 นอกกรุงเทพฯ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีรถไฟออกจากสถานีธนบุรี การเดินทางโดยรถไฟก็ยิ่งป๊อปปูลาร์ยิ่งขึ้น โดยสมัยก่อนใช้เวลาการเดินทาง 5 ชั่วโมง จึงจะไปถึงเมืองหัวหิน

ตู้เสบียงเป็นความหรูหราที่อยู่คู่กับรถไฟสมัยนั้นและเมนูซิกเนเจอร์ที่เด็ดสุดๆ ต้องเป็น “ข้าวผัดรถไฟ” (Railway Fried Rice) ที่ตีคู่สูสีมากับ “ยำเนื้อรถไฟ” (Thai Beef Salad) โดยข้าวผัดรถไฟนับเป็นเมนูที่ต้องห้าม…พลาด เนื่องจากในยุคนู้นส่วนผสมที่ประกอบขึ้นมาเป็นเมนูนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ต้อง “นำเข้า” มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเนย ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศ รวมทั้งถั่วลันเตา

ในปี 2003 เมนู “ข้าวผัดรถไฟ” ได้รับการบรรจุเข้าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำห้องอาหารเรลเวย์ ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปีของโรงแรม ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันห้องอาหารดังกล่าวจะเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและตะวันตก ทว่า “ข้าวผัดรถไฟ” ยังคงเป็นจานยืนพื้นที่ไม่อาจลบเลือนไปจากเมนู

ข้าวมันไก่ลมหวน

ข้าวมันไก่ลมหวน

เปิดให้บริการสาขาแรกใน จ.เพชรบุรี มากว่า 30 ปี ก่อนจะมาเปิดสาขาที่เมืองหัวหินโดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งยังคงเน้นการคัดสรรเนื้อไก่ชั้นดี รวมทั้งส่วนผสมอื่นๆ ที่ใส่ใจคุณภาพ

โดยปกติร้านข้าวมันไก่มักจะนำไก่ตอนตัวอ้วนๆ ดูเนื้อฉ่ำๆ มีแขวนหัวโชว์อยู่ที่ตู้หน้าร้าน หากร้านข้าวมันไก่ลมหวนจะเก็บไก่ให้นอนสบายๆ ในภาชนะอย่างดี เมื่อลูกค้าสั่งจึงนำออกมาหั่นใส่จาน ซึ่งทำให้คงความฉ่ำเอาไว้ได้ดี

ความอร่อยยังอยู่ที่การหุงข้าวที่ใช้ทั้งน้ำซุปไก่และมันไก่ในการหุง เพิ่มความหอมด้วยกระเทียมและขิง ที่หุงไปพร้อมกับข้าวด้วย ข้าวมันไก่ลมหวนเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 2 แบบรสเด็ด คือ น้ำจิ้มซอสถั่วเหลืองแบบเข้มข้นรสหวานและน้ำจิ้มแบบขวัญใจคนไทยที่แต่งหน้าด้วยพริกและขิงซอย

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีซุปร้อนๆ สำหรับรับประทานเคียงข้าวมันไก่ให้เลือกหลากหลายเมนู อย่างเช่น ซุปไก่มะนาวดอง ซุปฟักกระดูกหมู หรือซุปไก่ตุ๋นยาจีน ฯลฯ

ร้านข้าวมันไก่ลมหวน ตั้งอยู่ที่ถนนเดชานุชิตตัดกับถนนแนบเคหาสน์ (เข้าซอยหัวหิน 57) โทร. 032-513-366 เปิดทุกวันเวลา 07.00-14.00 น.

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ

จะชอบหรือไม่ชอบเมนูนี้ แต่ทุกคนต้องรู้จัก “ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ” ที่ตอนนี้ขายมาจนถึงรุ่นลูกของป้าเจือแล้ว โดยร้านนี้ยังคงสภาพความ “ออริจิ(นัล)” ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นร้านเล็กๆ ข้างวังจุลจักรพงษ์ เมื่อราว 40 ปีก่อน จนกระทั่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นข้างโรงแรมฮิลตัน หัวหิน แล้วก็ตาม

ข้าวเหนียวมูลเคียงคู่มะม่วงน้ำดอกไม้นั้นไม่ธรรมดา เมื่อกาลก่อนได้ถวายเป็นเครื่องเสวยในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล โดยขณะนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของหวานของห้องอาหารไทยสวนบัว โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เป็นที่เรียบร้อย ไม่ต้องไปตบตีกับนักท่องเที่ยวจีนแล้วจ้า

ลอดช่องลุงดำ

ลอดช่องลุงดำ

ร้านนี้เปิดมาเป็นเวลา 56 ปีแล้ว เป็นลอดช่องสไตล์ลอดช่องสิงคโปร์ รสชาติหนึบๆ ในน้ำกะทิแสนหอมหวาน และน้ำแข็งฝอยเย็นจับใจ ปิดท้ายความหอมด้วยชิ้นขนุนโปะหน้า อะไรจะเหมาะกับหน้าร้อนเท่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ลอดช่องสิงคโปร์ที่ไม่ได้มาจากสิงคโปร์ หารับประทานได้ไม่ง่ายเท่าลอดช่องน้ำกะทิแบบไทยๆ ความแตกต่างอยู่ตรงตัวลอดช่องที่ไม่ได้ใช้แป้งข้าวเจ้า ทว่าเป็นแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งมอบความหนึบเหนียวเคี้ยวเพลิน

ร้านลอดช่องลุงดำมีรถเข็นอยู่ในตลาดหัวหิน ส่วนใครชอบนั่งกินชิลๆ ให้ไปที่ร้านในซอยหัวหิน 55 ร้านเปิดทุกวันเวลา 10.00-16.00 น.

น้ำดอกอัญชัน

น้ำดอกอัญชัน

เวลคัมดริ้ง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน แสดงออกถึงความเป็นไทย ในสัญลักษณ์เก๋ไก๋ แก้วใสรูปช้างโชคดีของโรงแรม

น้ำดอกอัญชัน (Butterfly Pes Flower Juice) ดอกไม้ที่นับเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยโบราณ ที่ดีต่อสุขภาพนานัปการ ตั้งแต่การบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ นอกจากนี้ โดยตัวของน้ำดอกอัญชันเองจะมีสีน้ำเงินและไม่มีรสชาติใดๆ เมื่อน้ำมาเป็นเครื่องดื่ม จึงมักรับประทานคู่กับน้ำมะนาวที่นอกจากจะช่วยเติมรสชาติและกลิ่นหอมแล้ว ยังเปลี่ยนสีน้ำเงินเข้มๆ ให้เป็นสีม่วงอ่อนแสนสวยอีกด้วย

เครื่องดื่มนี้ทำแสนง่าย แค่นำดอกอัญชันออร์แกนิกไปตากให้แห้งนำมาใส่น้ำต้มสัก 10 นาที คนให้สีน้ำเงินออกมาในน้ำ เติมน้ำตาลตามชอบ ใส่น้ำแข็งหรือแช่เย็นก็ได้ ตอนจะเสิร์ฟบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย น้ำจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงอ่อน และได้รสชาติความเปรี้ยว

อาฟเตอร์นูน ที ที่ เดอะ มิวเซียม

อาฟเตอร์นูน ที ที่ เดอะ มิวเซียม

ยังกลับจากหัวหินไม่ได้ ถ้าไม่ได้ไปแวะจิบน้ำชายามบ่าย (Afternoon Tea) ในแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ที่เดอะ มิวเซียม คอฟฟี แอนด์ ที คอร์เนอร์ (The Museum Coffee & Tea Corner) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เสียก่อน

มุมเก๋ๆ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารสไตล์โคโลเนียลแบบดั้งเดิม ท่ามกลางบรรยากาศสวนสวยแบบคลาสสิกที่นี่เสิร์ฟชาระดับพรีเมียมของทีดับเบิลยูจี (TWG) ที่มีให้เลือกหลากหลายตามใจชอบ อาทิ ชาเอิร์ลเกรย์ ชาวนิลลาเบอร์เบิ้น ชาดอกซากุระ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีขนมเค้กและเบเกอรี่ที่อบสดใหม่ หอมกรุ่นทุกวัน

เมนูแนะนำคือ สโคนแบบดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมกับเนยและแยมสตรอเบอร์รี่ เค้กโอเปร่า ที่มีส่วนผสมของอัลมอนด์ กาแฟ และช็อกโกแลต หรือบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก โดยทุกๆ วัน เสาร์-อาทิตย์ ยังมีบริการมื้อน้ำชาแบบบุฟเฟ่ต์ เคล้าเสียงพิณจากนักเล่นพิณชาวมิลาโน

เดอะ มิวเซียม คอฟฟี แอนด์ ที คอร์เนอร์ พร้อมเสิร์ฟทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. โทร. 032-512-021-38 อีเมล chbr@chr.co.th

 

สุขใจในสวนหลังบ้าน ฮิดเดน แบ็คยาร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487821

สุขใจในสวนหลังบ้าน ฮิดเดน แบ็คยาร์ด

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในเมื่อวันนี้ภาระหน้าที่การงานก็ทำไปหมดแล้ว พอแดดร่มก็ถึงเวลาออกไปแฮงเอาต์ (รอให้ตะวันตกดินก่อนไม่ไหวหรอก…) และวันนี้เราก็มีผู้นำพาไป เขาคือ หนุ่มเท่ บาส-ศรัณย์ ยิ่งเจริญ มือเบสแห่งวงโดส และร้านที่เขาพาไปชื่อว่า ฮิดเดน แบ็คยาร์ด คาเฟ่ แอนด์ แฮงค์ เอาต์  (Hidden Backyard Cafe and Hangout) ซึ่ง บาส เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนนั่นเอง

หลังจากเปิดให้บริการมาแล้วราว 1 ปี สวนหลังบ้านแห่งนี้ก็ปกปิกซุกซ่อนเป็นความลับไม่ได้อีกต่อไป เมื่อผู้คนมากมายได้ค้นพบและแวะเวียนมา เพื่อดื่มกิน พักผ่อน พูดคุย ถ่ายรูป เช็กอินโซเชียลมีเดีย ฯลฯ พื้นที่ร้านนี้แบ่งออกเป็นอินดอร์และเอาต์ดอร์ ในยามบ่ายคล้อยอากาศร้อนเริ่มคลี่คลายหลายคนต่างหมายตาที่นั่งกลางสวนหรือริมบึง เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงซึ่งเปิดไม่ดังเกินไป ใครอยากนัดเจอกันเพื่อพูดคุยอัพเดทชีวิตและการงานจึงทำได้สะดวกสบาย

ฮิดเดน แบ็คยาร์ด เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11 โมง ให้บริการบรันช์ อาหารกลางวัน และอาหารค่ำ หรือบ่ายๆ จะแวะมาจิบชา กาแฟ ซอฟต์ดริงค์อื่นๆ และม็อกเทลคู่กับขนมอร่อย เพื่อเพิ่มพลังงานและความสดชื่น เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึง 5 โมงเย็น แท็บคราฟต์เบียร์-ดราฟต์เบียร์ก็พร้อมเปิด ทั้งเบียร์สัญชาติไทยหรือเทศ นอกจากนั้นยังมีค็อกเทลหลากหลาย อาทิ เตอกิลาร์ซันไรซ์ (เตอกิลา น้ำส้ม เกรนาดีน), จิมเล็ต (ยิน และ น้ำมะนาว) เป็นต้น

บาส แนะนำว่า อาหารร้านนี้มีความผสมผสานระหว่างไทย-อินเตอร์ จานแนะนำอย่างเช่น พาสต้าหมึกทอดซอสไข่เค็ม ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ รสเค็มๆ มันๆ หรือจะเป็น
พ็อกช็อปชิ้นโตเนื้อนุ่มที่เคียงมาพร้อมสลัด หรืออยากได้รสแซ่บก็มีคอหมูย่าง เสือร้องไห้ ฯลฯ มีไว้ให้จัด บางคนที่ขาดข้าวไม่ได้ สั่งไปเลยข้าวผัดมันกุ้ง ข้าวไข่ข้นแฮมชีส หรือข้าวไข่ข้นกุ้ง ตบท้ายด้วยของหวานให้ทุกมื้อสมบูรณ์ ช่วงนี้มีเมนูพิเศษคือ มะม่วงชีสเค้ก ด้วยมีข้าวเหนียวประกอบมาด้วยจึงให้อารมณ์ข้าวเหนียวมะม่วงเล็กๆ

ร้านฮิดเดน แบ็คยาร์ด ตั้งอยู่ในซอยเลียบคลองประปา ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11.00-23.45 น. โทร. 09-9053-7323 หรือเฟซบุ๊ก Hidden Backyard

ทุกๆ วันในสวนหลังบ้านแห่งนี้มีความสุขใจให้ดื่มด่ำแบบไม่ต้องซ่อนเร้น

 

รักเนื้อต้องมาจัด… @ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 13:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487815

รักเนื้อต้องมาจัด... @ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์

โดย…คาเอรุ

เพิ่งเปิดตัวไปอย่างฮือฮา กับร้านขายเนื้อวัวระดับพรีเมียมของพระเอกหนุ่ม คริต-ชาคริต แย้มนาม ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งพ่อครัวและนักชิมตัวพ่อของเมืองไทย กับ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ (KRBB The Boutique Butcher) ที่นำเข้าเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น มาเอาใจคนรักเนื้อตัวจริงเสียงจริงกันแล้วที่ ฮาบิโตะ มอลล์ สุขุมวิท 77

แรกเห็นชื่อร้าน หากไม่ได้ฟัง/ไม่ได้อ่านข่าวต้องให้พิศวงงงงวย ว่า เอ…มันจะอ่านว่าอะไร บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านบอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ชื่อร้านก็ตั้งเอาไว้ให้ถามละครับว่าอ่านว่าอะไร?”

KRBB มาจากชื่อย่อของหุ้นส่วนร้าน 4 คน ได้แก่ K = คริต-ชาคริต แย้มนาม R = รณสิทธิ ภุมมา (เด่น) B = บุ๊ค-ปฏิรูป ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และ B = บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ ที่แต่ละคนล้วนเป็นนักชิมตัวยงทั้งสิ้น “พอนำชื่อมาเรียงกันเป็น KRBB แล้วลองให้คนอ่าน ทุกคนก็อ่านได้ว่า ครับบ์ เป็นอันว่าตกลงใช้ชื่อนี่ละครับ”

คอนเซ็ปต์ร้านครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ เป็นร้านขายเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น โดยจะเน้นการให้บริการแบบ Delivery จัดส่งถึงบ้าน (เว็บไซต์จะเสร็จพร้อมให้สั่งซื้อได้ในเร็วๆ นี้) รวมทั้งให้ Take Away หรือมาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ขณะที่คนที่ต้องการรับประทานที่ร้านก็มีมุมเล็กๆ เอาไว้คอยบริการ

บิ๊ก อิทธิชัย หนึ่งในหุ้นส่วน เล่าถึงการผจญภัยในญี่ปุ่นอยู่หลายเดือน เพื่อที่จะไปคัดสรรสุดยอดเนื้อวางุที่ต้องผ่านมาตรฐานความอร่อย ตามรสนิยมความชอบของตัวเอง ก่อนจะไปได้สิทธิในการนำเข้าสุดยอดเนื้อจากฟาร์มโอซากิ (Ozaki Farm) จากเมืองมิยาซากิ ซึ่งถือเป็นฟาร์มที่ผลิตเนื้อวางุแห่งแรกที่เอกอุขนาดนำเอานามสกุลของเจ้าของ (มุเนฮารุ โอซากิ) มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะใช้ชื่อเมือง เลยทีเดียว

บิ๊ก เล่าว่า มุเนฮารุ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ศึกษาจบมาจากสหรัฐ เขามีวิธีการเลี้ยงวัวดำสายพันธุ์ญี่ปุ่น (คุโรเกะ) ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลกด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร “ต้องบอกว่าฟาร์มที่ผมตามหาจะต้องเป็นฟาร์มที่เลี้ยงวัวแบบแฮปปี้คาว วัวที่มีความสุขอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมมีสุขภาพดี และอร่อย ฟาร์มที่ผมคัดสรรมาตั้งแต่เนื้อตัวท็อปของเรา คือ เนื้อโอซากิ รวมทั้งเนื้อโอมิ กับฮอกไกโด เอฟ 1 ก็เลือกในมาตรฐานเดียวกันครับ”

สำหรับฟาร์มเนื้อโอซากิ เลี้ยงวัวเนื้อสายพันธุ์ที่ดีที่สุดด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ รวมถึงอาหารออร์แกนิก ก่อนจะปล่อยให้ค่อยๆ โตนานถึง 36 เดือน ซึ่งยาวนานกว่าวัวเนื้อวางุทั่วๆ (ไม่เกิน 28 เดือน) ทำให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี มีไขมันแทรกอยู่ในทุกส่วน ให้รสละมุน นุ่มลิ้น ละลายในปาก

“ฟาร์มนี้เขาจะไม่ให้กินธัญพืชมากเกินไป เนื่องจากต้องการให้วัวโตทีละช้าๆ ในอาหารของวัวยังมีการผสมถ่าน (Carbon) เข้าไปด้วย ซึ่งทำให้วัวเนื้อในฟาร์มโอซากิมีลำไส้ที่สะอาด กินง่าย ถ่ายคล่อง สุขภาพแข็งแร็ง และด้วยความที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีสาหร่ายคอมบุตามธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นอาหารของวัวไปด้วย”

อิทธิชัย เสริมว่า ด้วยความที่เป็นวัวที่ค่อยๆ โต ทำให้ผลผลิตเนื้อวางุของฟาร์มโอซากิมีไม่มาก สามารถจำหน่ายจากฟาร์มได้เพียงแค่วันละ 1 ตัวเท่านั้น แม้จะมีขายใน 20 กว่าประเทศทั่วโลก ทว่าแต่ละประเทศนั้นฟาร์มโอซากิจะให้สิทธิในการขายกับร้านเพียงร้านเดียวต่อหนึ่งประเทศ!! เพราะฉะนั้นในเมืองไทยมีขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้านครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ เท่านั้น ต้องลองชิมสักครั้งแล้วจะลืมเนื้ออื่นๆ ไปโดยพลัน

ยังไงก็แล้วแต่ ในฐานะที่เป็นร้านขายเนื้อวัวเกรดพรีเมียม ที่ต้องการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับคนรักเนื้อ ที่นี่จึงมีเนื้อเกรดรองๆ ลงมาให้เลือกช็อปกันด้วย ทั้งเนื้อโอมิ เนื้อวางุเกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่นจากเมืองโอมิ รวมทั้งเนื้อฮอกไกโด เอฟ 1 หรือวัวที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์จากวัวเนื้อและวัวนม แล้วก็ยังมี Thai Wagyu จากวัวญี่ปุ่นที่นำมาเลี้ยงในไทยอีกด้วย

สำหรับคนที่ต้องการสั่งเนื้อรับประทานที่ร้านบรรยากาศสบายๆ ที่ตกแต่งเก๋ๆ ด้วยสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส ที่นี่ก็จะคิดตามราคาเนื้อแบบเดียวกับที่ซื้อกลับบ้าน โดยจะบวกค่าองค์ประกอบของแต่ละเมนูที่ต้องการสั่ง เมนูละ 350 บาท+ (ราคายังไม่รวม VAT และไม่คิดค่าบริการ) ซึ่งเมนูที่ร้านมีให้เลือกสั่ง 4 เมนู คือ สุกี้/ชาบู, ยากินิคุ (ปิ้งย่าง), สเต๊ก, และข้าวหน้าเนื้อ (ราคาจานใหญ่ 990 บาท+) ที่ทางร้านจะคัดสรรเนื้อส่วนที่เหมาะกับการปรุงเป็นเมนูต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย

ขณะที่เครื่องดื่มแกล้มอาหาร ทางร้านบอกว่าสามารถหิ้ว พกพาสิ่งที่ต้องการดื่มมาจากบ้านได้เลย ไม่มีการคิดเงินเพิ่มใดๆ ทั้งสิ้น ปิดท้าย ใครติดของหวาน ที่นี่มีไอศกรีมบีโลว์ อีเลฟเว่น ไว้คอยบริการล้างปากด้วยจ้า เท่าที่ส่องๆ ดู มีรสชาติเด็ดๆ อย่างเฮเซลนัทพราลีน, ฉลองเบย์รัม ฯลฯ

ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ ชั้น 3 ฮาบิโตะ มอลล์ ซอยอ่อนนุช 1/1 ถนนสุขุมวิท 77 โทร.09-3553-9361 ร้านเปิดบริการเวลา 11.00-22.00 น.