โลกรับความผันผวน เก็งเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 08:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/435980

โลกรับความผันผวน เก็งเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภายหลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 3.8 หมื่นอัตรา น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 1.62 แสนอัตราเอาไว้มาก ก็ยิ่งลดความคาดหวังของตลาดที่จะได้เห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนเดือน ก.ค.จากราว 50% เมื่อสัปดาห์ก่อน เหลือเพียง 27% เท่านั้น

ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐของบลูมเบิร์กปรับตัวร่วงหลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานดังกล่าวในวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา 1.5% ขณะที่สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง โดยดัชนีค่าเงินดังกล่าวตกลงมากอยู่ที่ 93.867 จุด จากก่อนหน้าการปล่อยรายงานดังกล่าวที่ 95.638 จุด และอยู่ที่ 94.244 จุด เมื่อเวลา 12.14 น.ตามเวลาฮ่องกงของวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเอเชียก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐ เช่น ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 106.35 เยน/เหรียญสหรัฐ ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 6 มิ.ย. เมื่อเทียบกับการอ่อนค่าระดับเหนือ 109 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ขณะที่ค่าเงินริงกิตมาเลเซีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันถูกและข่าวอื้อฉาวทางการเมือง ยังแข็งค่าขึ้นเป็น 4.08 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 4.1530 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ก่อนการเปิดเผยรายงาน

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับค่าเงินหยวนขึ้น 0.5% หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลง แต่ค่าเงินหยวนยังอ่อนค่าตามเงินเหรียญสหรัฐ แตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014

ทิม ชโรเดอร์ส ผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพนกานา แคปิตัล ในเมลเบิร์น เปิดเผยว่า หากเฟดเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะยิ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นไม่สามารถใช้นโยบายใดๆ ภายในได้เลย เนื่องจากปัจจัยภายนอกให้ผลกระทบที่รุนแรงกว่า

ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นร่วงลงไปถึง 1.1% ระหว่างการซื้อขายในวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนปิดตลาดที่แดนลบ 0.37% สวนทางกับดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% นำโดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชียแปซิฟิก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเวลา 16.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นฮ่องกงของวันที่ 6 มิ.ย.

ตลาดเห็นต่าง เฟดถอยขึ้นดอกเบี้ย

เฟดมีกำหนดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ในวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้ โดยจากตัวเลขการจ้างงานที่น้อยที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ โดย สตีเฟน อินเนส เทรเดอร์อาวุโส จากโออันดา เอเชีย แปซิฟิก ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ แต่อาจจะทำให้เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2016

“การจ้างงานเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจสหรัฐตลอดปีที่แล้ว และรายงานการจ้างงานกลายเป็นเรือช่วยชีวิตของเฟด เมื่อตัวชี้วัดอื่นๆ ไม่สนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วคราวนี้เฟดจะไปเอามาจากไหน” อินเนส กล่าว

นอกจากนี้ วิษณุ วรธาน นักวิเคราะห์จากธนาคารมิซูโฮ เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ว่า ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐยังสร้างความไม่แน่นอนต่อมุมมองเศรษฐกิจโลก และมีแนวโน้มที่จะฉุดความเชื่อมั่นของเอเชียได้ ดังนั้นการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินในเอเชียจึงเป็นเรื่องระยะสั้น

สอดคล้องกับ แพทริก เบนเนตท์ นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนจากซีไอบีซี ระบุว่า การชะลอตัวของสหรัฐหรือกิจกรรมเศรษฐกิจโลก ไม่เป็นผลดีต่อแรงซื้อภายในเศรษฐกิจเอเชีย ในขณะที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายในเอเชียจะต่างพยายามออกนโยบายเพื่อลดค่าเงิน เพื่อช่วยเหลือการส่งออก

อย่างไรก็ตาม เคนเนธ อาคินเทวี ผู้จัดการอาวุโสด้านการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยกับซีเอ็นบีซี ว่า เฟดอาจยังคงเดินหน้าเป้าหมายในระยะใกล้นี้ เนื่องจากในปี 2016 นี้ยังมีเหตุการณ์ที่ยากต่อการดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยอีก เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย.

จับตาประชามติอังกฤษ 23 มิ.ย.นี้

อาคินเทวี ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า การลงประชามติสถานะการเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษในวันที่ 23 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับเฟด และจากผลสำรวจก็ยังคงไม่เห็นผลชัดว่าอังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกอียูหรือไม่

ก่อนหน้าการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน สมาชิกเอฟโอเอ็มซี 2 คน ได้แก่ ดาเนียล ทารุลโล และ เจโรมี โพเวลล์ แสดงความกังวลต่อการทำประชามติของอังกฤษ โดยมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจของสหรัฐและอังกฤษจะได้รับผลกระทบจากการถอนตัวออกจากอียู ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในอนาคต

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี 10 ปี ร่วงไปอยู่ที่ 0.069% เมื่อเทียบสถิติต่ำสุดที่ 0.05% หลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 6 มิ.ย.ผลสำรวจพบว่าชาวอังกฤษจะลงคะแนนเสียงออกจากอียูนำผู้สนับสนุนการเป็นสมาชิกอยู่ 2%

ด้านค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่าลงไป 1% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่การเก็งกำไรจากค่าเงินผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ปรับตัวแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2009 จากความกังวลดังกล่าว

 

โอเปกร้าวฉานไม่หยุด ซาอุฯปะทะอิหร่านรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/435399

โอเปกร้าวฉานไม่หยุด ซาอุฯปะทะอิหร่านรอบใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นฟื้นตัวราว 85% นับตั้งแต่จุดต่าสุดในรอบ 12 ปี เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กลายเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในหมู่ผู้ผลิตน้ำมันโอเปก อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างสองคู่กัดในโอเปกอย่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียก็ยังคงปะทุภายในการประชุมโอเปก

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ซาอุดิอาระเบียและประเทศอ่าวอาหรับ ประกอบไปด้วยกาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ต้องการที่จะกำหนดเพดานการผลิตร่วมของโอเปกอีกครั้ง ซึ่งโอเปกเคยตกลงกันไม่ได้ในการประชุมครั้งก่อนในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกคืนความสำคัญให้แก่โอเปก และยุติกลยุทธ์การผลิตเพิ่มเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ผลิตที่ต้นทุนสูงกว่า

คาลิด อัล-ฟาลีห์ รัฐมนตรีน้ำมันคนใหม่ของซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า ตลาดน้ำมันกำลังคืนสู่สมดุล ด้วยการผลิตของผู้ผลิตนอกโอเปกที่ลดลงไป และแรงซื้อน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาเริ่มกลับขึ้นสู่ขาขึ้น

ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอปรับตัวขึ้น 0.1% เป็น 49.06 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลา 15.21 น. ตามเวลาไทย ของวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ปรับตัวขึ้นเป็น 49.77 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในเดือน ก.พ.ที่ราว 27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงปี 2014 มากกว่าครึ่ง

แกรี รอสซ์ ประธานพีราเอนเนอร์จี บริษัท ที่ปรึกษาด้านน้ำมันจากนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การตั้งเพดานการผลิตอีกครั้งจะช่วยแสดงความสำคัญของโอเปกต่อตลาดน้ำมัน และโอเปกสามารถ ร่วมมือกันได้ในประเด็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แม้จะมีความแตกต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดต้องการเห็น

อย่างไรก็ตาม ไบจาน ซานกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมโอเปกว่า อิหร่านจะไม่สนับสนุนการตั้งเพดาน การผลิตร่วมใดๆ เนื่องจากการตั้งเพดานการผลิตไม่เป็นผลดีต่ออิหร่าน และต้องการที่จะให้แต่ละชาติผลิตตามโควตากำลังการผลิตของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ซานกาเนห์ ระบุว่า อิหร่านสมควรได้รับโควตาการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยโควตาของอิหร่านควรอยู่ที่ 14.5% หรือหากการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกทั้งหมดอยู่ที่ 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน โควตาที่อิหร่านจะได้ก็อยู่ที่เพียง 4.7 ล้านบาร์เรล/วัน เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปริมาณที่อิหร่านผลิตได้ในแต่ละวัน

ชาติโอเปกเล็กลำบากยุคน้ำมันถูก

หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ รายงานว่า ในขณะที่กลยุทธ์การผลิตน้ำมันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของโอเปกได้ผลและทำให้ราคาน้ำมันกลับคืนมาอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างเวเนซุเอลา ไนจีเรีย อิรัก ลิเบีย และแอลจีเรีย ราคาน้ำมันในระดับดังกล่าวก็ยังน้อยเกินไป

เวเนซุเอลาประสบกับปัญหาทางการคลังและการขาดแคลนจนต้องตัดไฟฟ้าและประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2016 ของเวเนซุเอลาจะหดตัวลง 8% และอัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งไประดับ 500% ในขณะที่ไนจีเรียประสบกับความไม่สงบภายในประเทศจนต้องลดกำลังการผลิตเกือบครึ่งหนึ่งหลังมีการโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมัน เช่นเดียวกับอิรักที่ประสบกับปัญหาการเมืองและความมั่นคง

ไม่ใช่แค่การผลิตของผู้ผลิตนอกโอเปกเท่านั้นที่ปรับตัวลดลงไป แต่การผลิตน้ำมันของประเทศที่เศรษฐกิจเปราะบางเหล่านั้นก็ปรับตัวลดลงไปในไตรมาสแรกเช่นกัน อาทิ เวเนซุเอลา ปรับตัวลง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2015 เช่นเดียวกับไนจีเรียที่หดตัวลง 5.8% ขณะที่ลิเบียร่วงลงไป 5.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อน ฉุดการผลิตทั้งโอเปกให้ลดลง 0.1%

ยูโลจิโอ แอนโทนิโอ เดล ปิโน รัฐมนตรีน้ำมันเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า แม้เวเนซุเอลาจะยังไม่ถึงขั้นต้องผิดนัดชำระหนี้ แต่เวเนซุเอลาประสบกับการหาแหล่งเงินทุนอย่างยากลำบากและต้องหาทางเพื่ออยู่รอดในภาวะตลาดที่ย่ำแย่ในปัจจุบัน

สอดคล้องกับรัฐมนตรีน้ำมันไนจีเรีย ระบุว่า ไนจีเรียจำเป็นต้องหาเงินจากทุกช่องทาง แม้ตลาดกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง หลังราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น แต่ไนจีเรียต้องการให้ราคาน้ำมัน ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและมากขึ้นกว่านี้ผ่านความร่วมมือกันของบรรดาผู้ผลิต ขณะที่แอลจีเรียเห็นด้วยกับซาอุดิอาระเบียในการตั้งเพดานการผลิต

จากข้อมูลของไอเอ็มเอฟ ราคาจุดคุ้มทุนต่องบประมาณทางการคลังของแอลจีเรียที่ต้องการอยู่ที่ 96.10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่อิรักอยู่ที่ 81 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และไนจีเรียอยู่ที่ 122.70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมถึงเวเนซุเอลาที่ 117.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนลิเบียต้องการจุดคุ้มทุนที่ 269 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังจากงบประมาณขาดดุลของประเทศ นับถึงเดือน ต.ค. 2015 ติดลบไปแล้ว 79.10% ต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ ระบุว่า นับจนถึงปัจจุบัน ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ที่สุดของโอเปกและเป็นตัวตั้งตัวตีในกลยุทธ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันตกลง ยังไม่มีท่าทีเข้าช่วยเหลือประเทศที่ยากจนกว่า และยังเป็นผู้ไม่ยอมตกลงคงกำลังการผลิตกับผู้ผลิตนอกโอเปกในการประชุมเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากคู่แข่งอย่างอิหร่านไม่ได้ร่วมคงกำลังการผลิตด้วย

ภาพเอเอฟพี

 

ศักยภาพแข่งขันเอเชียร่วง เผชิญจีนชะลอ-น้ำมันถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/434965

ศักยภาพแข่งขันเอเชียร่วง เผชิญจีนชะลอ-น้ำมันถูก

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถาบันประเมินจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (ไอเอ็มดี) เปิดเผยการจัดอันดับ 61 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด พบว่าสหรัฐเสียอันดับ 1 ให้แก่ฮ่องกงเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา และยังร่วงไปอยู่อันดับ 3 ในปี 2016 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นแซงหน้าเป็นอันดับ 2 แม้สหรัฐจะยังครองตำแหน่งประเทศที่มีศักยภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงสร้างพื้นฐานทั่วไปและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี มากที่สุดอันดับ 1

ทั้งนี้ ในรายงานของไอเอ็มดีจะวัดปัจจัย 4 ด้านหลัก ได้แก่ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาล ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

อาร์ทูโร บริส ผู้อำนวยการไอเอ็มดี เปิดเผยกับนิตยสารฟอร์บส์ ว่า ฮ่องกงเป็นประเทศที่มีระบบการกำกับและควบคุมดูแลที่ดี รวมถึงมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับธุรกิจและมีการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ยังลงทุนในด้านการศึกษาและมีภาครัฐที่ดี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยฮ่องกงคว้าตำแหน่งอันดับ 1 ในด้านศักยภาพของรัฐบาล เมื่อเทียบกับสหรัฐที่อยู่อันดับที่ 25

อย่างไรก็ตาม บริส ระบุว่า ภาพรวมศักยภาพการแข่งขันเอเชียกลับตกลง โดยอันดับการแข่งขันของชาติเอเชียปรับลดลง เช่น ไต้หวัน ที่ตกลงมาจากอันดับที่ 11 ในปี 2015 เป็นอันดับที่ 14 ในปี 2016 ขณะที่มาเลเซียจากอันดับที่ 14 มาอยู่อันดับที่ 19 และเกาหลีใต้ที่ตกลงแรงจากอันดับที่ 25 มาอยู่อันดับที่ 29

ผู้อำนวยการไอเอ็มดี ระบุว่า ประเทศในเอเชียที่อันดับปรับลดลงส่วนใหญ่ ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ในขณะที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และงบดุลทั้งของภาคเอกชนและภาครัฐที่เสียสมดุลไป

4 ชาติอาเซียนอันดับร่วง

สำหรับประเทศขนาดไม่ใหญ่เช่นเดียวกับฮ่องกงอย่างสิงคโปร์ อันดับร่วงลงไปจากอันดับ 3 ในปี 2015 เป็นอันดับที่ 4 ในปี 2016 โดย คริสโตส
คาโบลิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มดี ระบุว่า แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่สิงคโปร์ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย คู่ค้าหลักที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันถูก

นอกจากนี้ มานู พาสการาน ผู้ก่อตั้งศูนย์ปรึกษาภูมิภาคเอเชีย เว็บไซต์ที่ติดตามเศรษฐกิจเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ต้นทุนในการทำธุรกิจมีผลต่ออันดับของสิงคโปร์เช่นกัน โดยผู้ตอบผลสำรวจของไอเอ็มดีเพียง 1.5% ที่คิดว่าต้นทุนการทำธุรกิจเป็นปัจจัยใหญ่ในปี 2016 ลดลงจากปี 2015 ที่ 7.3% แต่ต้นทุนสูงกลับเป็นตัวฉุดปัจจัยบวกอื่นๆ เช่น ความมั่นคงของนโยบายและการสามารถคาดเดาได้ของนโยบาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมการทำธุรกิจ

ด้านมาเลเซีย ดาโต๊ะ โมห์ด ราซาอิล ฮุสเซน ผู้อำนวยการกลุ่มศักยภาพการผลิตมาเลเซีย ภายใต้กระทรวงพาณิชย์มาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐที่กดดันความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ เรื่องอื้อฉาวกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ยังกระทบต่อมุมมองของมาเลเซียในหมู่ผู้ตอบแบบสอบถามของไอเอ็มดี

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียตั้งเป้าที่จะขึ้นไปอยู่ใน 10 อันดับแรกให้ได้ภายในปี 2020 เนื่องจากตามรายงานของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมของมาเลเซียยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับฟิลิปปินส์ร่วงลงจากอันดับที่ 41 เป็น 42 โดยสถาบันเพื่อการจัดการเอเชียของศูนย์นโยบายเพื่อการแข่งขันอาร์เอสเอ็นในฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า แม้ฟิลิปปินส์จะยังทำได้ดีในด้านศักยภาพรัฐบาล ศักยภาพเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับร่วงลงจากอันดับที่ 34 เป็นอันดับที่ 68 จากทั้งหมด 61 ชาติ

นอกจากนี้ แม้ฟิลิปปินส์จะอยู่อันดับ 2 ในด้านการยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากภายนอกและอันดับ 3 ในการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ก็
ไม่เพียงพอที่จะเอาชนะปัจจัยรองอื่นๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ โดยฟิลิปปินส์อยู่อันดับที่ 57 ของราคาอาหาร หรือการค้าระหว่างประเทศที่อยู่ที่อันดับ 42

ด้านอินโดนีเซีย อันดับร่วงลงจาก 42 เป็น 48 ในปี 2016 โดยปัจจัยทั้ง 4 ด้าน ทั้งศักยภาพเศรษฐกิจ เอกชน รัฐบาล และโครงสร้างพื้นฐาน ต่างปรับลดลงมา โดยศักยภาพของภาคเอกชนร่วงลงมากที่สุด

แนะเกาหลีใต้ปฏิรูปเอกชน-แรงงาน

อันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของเกาหลีใต้ร่วงลงจากอันดับที่ 25 เป็นอันดับที่ 29 ในปี 2016 นี้ โดยเป็นผลมาจากศักยภาพของภาคเอกชนที่ร่วงลงไปถึง 11 อันดับ จากอันดับที่ 37 มาอยู่ที่ 48

“อันดับที่แย่ลงของเราเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ปัญหาการปรับโครงสร้างเอกชน และปัญหาจริยธรรมของภาคเอกชน” กระทรวงการคลังเปิดเผยในแถลงการณ์

ด้านหนังสือพิมพ์โคเรียไทมส์ ระบุว่า เรื่องอื้อฉาวล่าสุดในภาคเอกชนที่เกิดขึ้น คือกรณีของเรกคิทท์ เบนคีเซอร์ ผู้ผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศ ทำให้ผู้ใช้เกิดเป็นผดขึ้น และทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 220 รายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ ศักยภาพทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ยังลดลงจากอันดับที่ 15 มาอยู่อันดับที่ 21 จากบรรดาทั้งหมด 61 ชาติ โดยเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ขยายตัว 2.6% ในปี 2015 ชะลอตัวลงจาก 3.3% ในปี 2014

ด้านไอเอ็มดี แนะนำให้เกาหลีใต้เร่งปฏิรูปภาคเอกชนและตลาดแรงงาน รวมถึงมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในแผนการกระตุ้นแรงซื้อภายในประเทศ และการสร้างงานสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่

 

อเมริกาใต้ติดหล่ม”โค้ก”ถอดใจหยุดผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/433753

อเมริกาใต้ติดหล่ม"โค้ก"ถอดใจหยุดผลิต

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลายังคงวิกฤตหนัก เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การประท้วง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 180% การขาดแคลนพลังงาน และวิกฤตขาดแคลนอาหาร โดยล่าสุด “โคคา-โคลา” ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ ตัดสินใจระงับการผลิตในเวเนซุเอลา เนื่องจากภาวะขาดแคลนน้ำตาล

เคอร์รี่ เทรสเลอร์ โฆษกโคคา-โคลา ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำตาลปรับตัวลงอย่างมาก เนื่องจากผลผลิตอ้อยได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ดังนั้น โคคา-โคลา จึงจำเป็นต้องยุติการผลิต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลชั่วคราว แต่จะยังคงการผลิต โคคา-โคลา ไลท์ และเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ปราศจากน้ำตาลต่อไป

รอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาประสบปัญหาการควบคุมราคา การเพิ่มต้นทุนการผลิต กฎหมายแรงงานที่ค่อนข้างจำกัด และการขาดแคลนวัตถุดิบหลักทางการเกษตรอย่างปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยร่วงลงอย่างมาก และเกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่มีการควบคุมราคาและมีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับอ้อยแทน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรสหรัฐ (ยูเอสดีเอ) คาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำตาลของเวเนซุเอลาจะลดลงจาก 4.5 แสนตัน ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 4.3 แสนตันใน ปีนี้และปี 2017 ซึ่งอาจต้องนำเข้าเพิ่มอีกราว 8.5 แสนตัน

อย่างไรก็ดี โคคา-โคลา ไม่ใช่ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายแรกที่ระงับการผลิตชั่วคราวในเวเนซุเอลา โดยก่อนหน้านี้ เอ็มพรีซาส โพลาร์ ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา ประกาศระงับการผลิตเบียร์ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากประสบปัญหาการนำเข้าข้าวบาร์เลย์

การระงับการผลิตเบียร์ของ เอ็มพรีซาส โพลาร์ ส่งผลกระทบต่อแรงงานกว่า 1 หมื่นอัตรา ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนอัตรา ส่วน รีเจียนัล เบียร์ ผู้ผลิตเบียร์อันดับ 2 ของเวเนซุเอลา ก็สามารถผลิตเบียร์ทดแทนเพิ่มได้เพียง 20% เท่านั้น

จากปัญหาการขาดแคลนเบียร์ดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศให้มีการจัดสรรปันส่วนวิสกี้ เช่นเดียวกับนม น้ำมันพืช แป้งสาลี กระดาษชำระ และผงซักฟอก

ขณะที่ บริดจสโตน บริษัทยางรถยนต์รายใหญ่ ประกาศขายกิจการในเวเนซุเอลาให้กับกรุโป  คอริมอน อุตสาหกรรมท้องถิ่น โดยแถลงการณ์ของบริดจสโตน ระบุว่า เศรษฐกิจของเวเนซุเอลากำลังเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด ส่งผลให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ในประเทศทิ้ง

เช่นเดียวกับ ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) และฮาลิเบอร์ตัน ที่ชะลอการลงทุนในเวเนซุเอลาจากพิษเศรษฐกิจ

เปรูอ่วมปรอทปนเปื้อนหนัก

ประธานาธิบดี ออลลันตา ฮูมาลา ของเปรู ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 60 วันในพื้นที่บริเวณป่าอะเมซอน เนื่องจากเกิดการรั่วไหลและปนเปื้อนของสารปรอทจากการทำเหมืองทองคาผิดกฎหมายนับ 10 แห่ง

มานูเอล พัลการ์-วิดาล รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเปรู ระบุว่า เหมืองทองคำเถื่อนใช้สารปรอทในการแยกสินแร่ออกจากก้อนหิน ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท โดยเหมืองทองคำดังกล่าวปล่อยสารปรอทลงแม่น้ำกว่า 40 ตัน/ปี ส่งผลให้สารรั่วไหลเป็นวงกว้างกว่า 2.47 แสนเอเคอร์ และประชาชนกว่า 41% หรือราว 5 หมื่นรายจาก 11 เขตในภูมิภาค มาเดร เด ดิโอส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเปรู ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารปรอทสูงกว่าระดับมาตรฐานถึง 6 เท่า

ทั้งนี้ รัฐบาลเปรูเตรียมจัดส่งปลาที่ไม่มีการปนเปื้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสังเกตการณ์เพื่อคอยให้ความรู้แก่ประชาชนด้วย

รัฐบาลใหม่บราซิลโดนแฉซ้ำ

หนังสือพิมพ์ ฟอลฮา เดอ เซา เปาโล สื่อท้องถิ่นของบราซิล เผยแพร่คลิปบันทึกการสนทนาแฉ โรเมโร่ จูกา รัฐมนตรีกระทรวงวางแผน งบประมาณ และการจัดการ ซึ่งเป็นมือขวาของรักษาการประธานาธิบดี มิเชล เทเมอร์ ในประเด็นเรื่อง การไต่สวนถอดถอนอดีตประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ เพื่อขัดขวางการสืบสวนคดีทุจริตในปีโตรบราส รัฐวิสาหกิจน้ำมันของบราซิล

คลิปเสียงดังกล่าวเป็นบันทึกการสนทนาระหว่าง โรเมโร่ จูกา รัฐมนตรีวางแผน กับ เซอร์จิโอ มาชาโดผู้บริหารทรานส์ปิโตร บริษัทขนส่งน้ำมันและแก๊สรายใหญ่ของบราซิล ที่มีรายชื่อว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตปีโตรบราส

ในคลิปเสียงสนทนา จูกา ระบุว่าต้องใช้ “ข้อตกลงแห่งชาติ” ในการขัดขวางกระบวนการสอบสวนคดีทุจริต ทั้งนี้ จูกายืนยันว่า มีการบิดเบือนคลิปเสียงดังกล่าวจากผู้ไม่หวังดี และย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาขัดขวางกระบวนการสืบสวนปีโตรบราส แต่ต้องการยุติปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤต

ด้าน รุสเซฟฟ์ กล่าวว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นหลักฐานยืนยันว่า กระบวนการถอดถอนเป็นการทำรัฐประหารที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉาว ปีโตรบราส

ทั้งนี้ คลิปเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่หลังการเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี เทเมอร์ ได้เพียง 11 วันเท่านั้น

 

ตลาดสมาร์ทโฟนแข่งดุ จีนเปรี้ยง-โนเกียคืนชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/433127

ตลาดสมาร์ทโฟนแข่งดุ จีนเปรี้ยง-โนเกียคืนชีพ

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ข่าวหน้า 1 ตามเว็บไซต์การลงทุนเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา คือ ข่าวคราวการเข้าซื้อหุ้นของแอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนชื่อดัง “ไอโฟน” ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าพ่อวงการตลาดหลักทรัพย์ และประธานเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ บริษัทที่ลงทุนในสหรัฐ เป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ทำให้ในวันเดียวกัน มูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลก็ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่มากกว่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.39 แสนล้านบาท)

การเข้าซื้อหุ้นของเจ้าพ่อวงการตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างมองว่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดกันว่าจะเป็น “ไอโฟน 7” ของแอปเปิ้ลจะต้องอลังการอย่างมาก สวนทางกับรายงานก่อนหน้านี้ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของแอปเปิ้ลและซัมซุง คู่แข่งจากเกาหลีใต้กำลังลดลง

จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยสัญชาติอเมริกัน ระบุว่า แอปเปิ้ลขายไอโฟนไปทั้งหมด 51.6 ล้านเครื่อง ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา และได้ส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมด 14.8% อย่างไรก็ตามยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดดังกล่าวกลับลดลงจาก 60.2 ล้านเครื่อง และส่วนแบ่งการตลาดที่ 17.9% ในไตรมาสแรกของปี 2015

ขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งการตลาดของซัมซุง เจ้าตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ปรับตัวลดลงมากจาก 24.1% ในไตรมาสแรกปี 2015 เหลือ 23.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา แม้ยอดขายจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 81.2 ล้านเครื่อง

คู่แข่งจากจีนมาแรงกดดันเจ้าตลาด

หนังสือพิมพ์นิกเกอิ เปิดเผยรายงานว่า เจ้าตลาดอันดับ 1 และอันดับ 2 อย่างซัมซุงและแอปเปิ้ล กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งอย่างผู้ผลิตจีน ซึ่งสามารถเจาะตลาดเกิดใหม่ได้ในราคาที่ถูกกว่า และยังกระทบกับผู้ผลิตรายอื่นในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ เช่น แอลจี และโซนี่

นิกเกอิร่วมกับไอเอชเอส เทคโนโลยี บริษัทวิจัยในสหรัฐ คาดการณ์ว่า ยอดขายของหัวเหว่ย บริษัทเทคโนโลยีจากจีน คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-30% เป็น 130 ล้านเครื่อง ในปี 2016 นี้ ในขณะที่ผู้ผลิตหลักของจีนทั้ง 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงเสี่ยวหมี่และเลอโนโว คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% เป็น 550 ล้านเครื่อง เทียบเท่ากับยอดขายทั้งปีของซัมซุงและแอปเปิ้ลรวมกัน

ในขณะที่รายได้ของแอปเปิ้ลในไตรมาสแรกจะปรับตัวลงไป 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 3.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงยอดขายยังร่วงลง คู่แข่งในประเทศจีนกลับกำลังเติบโตขึ้น โดยในไตรมาสแรกหัวเหว่ยทำยอดขายเพิ่มขึ้น 18.1 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ในตลาดสมาร์ทโฟนเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ต่างประสบปัญหาการขยายตัว แบรนด์จากตลาดเกิดใหม่กำลังรบกวนโมเดลทางธุรกิจที่แบรนด์เดิมใช้มาโดยตลอดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด” อันชุล กุปตา ผู้อำนวยการวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าว

ตลาดจีนนับเป็นตลาดที่สำคัญของแอปเปิ้ล และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นๆ โดยข้อมูลจาก สเตรทจี อานาไลติกส์ บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดเทคโนโลยี ระบุว่า แม้จีนจะประสบกับเศรษฐกิจชะลอตัว แต่จีนก็ยังคงเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก จากยอดขายสมาร์ทโฟนในไตรมาสแรกทั้งหมด 334.6 ล้านเครื่อง และหัวเหว่ยก็ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 16% ตามมาด้วย ออปโป้ อีกหนึ่งผู้ผลิตมาแรงจากจีน

“มุ่งแบรนด์” โนเกียหวนคืนตลาด

ปี 2013 ไมโครซอฟท์ เข้าซื้อโนเกีย ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสัญชาติฟินแลนด์ที่เคยครองบัลลังก์เจ้าตลาด ด้วยมูลค่า 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.52 แสนล้านบาท) หลังจากที่โนเกียเสียแชมป์โทรศัพท์มือถือในปี 2012 หลังจากครองมายาวนานตั้งแต่ปี 1997 เนื่องจากไม่อาจปรับตัวทันกับยุคสมาร์ทโฟนและการมาของไอโฟนได้ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอย่างมาก

เว็บไซต์ข่าวสารเทคโนโลยี เทคครัช เรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “จุดสิ้นสุดยุคของโนเกีย” โดยหลังจากนั้นไม่นาน ไมโครซอฟท์ดึงพนักงานทั้งหมด 3.2 หมื่นคน ให้เข้ามาอยู่ใต้หลังคาของไมโครซอฟท์ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อสมาร์ทโฟน โนเกีย ลูเมีย เป็น ไมโครซอฟท์ ลูเมีย ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม โนเกียกำลังหวนกลับคืนสู่ตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอีกครั้ง หลังไมโครซอฟท์ตกลงขายธุรกิจมือถือให้กับ เอชเอ็มดี โกลบอล บริษัทเทคโนโลยีฟินแลนด์ ซึ่งร่วมมือกับฟ็อกซ์คอนน์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนจากไต้หวัน ด้วยมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) โดยแม้สิทธิบัตรการผลิตของโนเกียจะอยู่ที่เอชเอ็มดี แต่การผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะเป็นการผลิตภายใต้แบรนด์ของโนเกีย

ดังนั้น ตลาดสมาร์ทโฟนจะได้เห็นโทรศัพท์ที่ปักยี่ห้อ “โนเกีย” กลับมาอย่างแน่นอน โดยจากข้อมูลของการ์ทเนอร์ สถานการณ์ของยอดขายสมาร์ทโฟนของไมโครซอฟท์ร่วงลงจาก 8.3 ล้านเครื่อง เหลือเพียง 2.4 ล้านเครื่อง ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกร่วงลงจาก 2.5% เหลือ 0.7% เท่านั้น

“ภาพลักษณ์ของตราสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะสร้างความแตกต่างในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโมเดลธุรกิจของเราจะให้ความสนใจกับสินทรัพย์อันมีเอกลักษณ์ของตราสินค้าโนเกียเป็นหลัก” อาร์โต นัมเมอลา ประธานบริหาร (ซีอีโอ) เอชเอ็มดี กล่าว

 

เฟดแย้มขึ้นดอกเบี้ย โลกจับตาประชุมมิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432957

เฟดแย้มขึ้นดอกเบี้ย โลกจับตาประชุมมิ.ย.นี้

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานบันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อเดือน เม.ย. แย้มเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว

“คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่า หากตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 2 เช่น สถานการณ์ตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเข้าใกล้เป้าที่ 2% จึงมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.” รายงานบันทึกการประชุม ระบุ

รายงานระบุด้วยว่า คณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันว่า ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและภาคการเงินโลกเริ่มปรับตัวไปในทิศทางบวกมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบางรายแสดงความกังวลต่อการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ ซึ่งจะมีการลงประชามติเพียง 1 สัปดาห์หลังการประชุมของเฟด ขณะที่บางรายกังวลต่อภาคการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวและการลงทุนธุรกิจที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ก่อนหน้านี้ เดนนิส ล็อกฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา และจอห์น วิลเลียม ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก เปิดเผยว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เดือน มิ.ย. หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2-3 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัว เช่นเดียวกับ โรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ที่ชี้ว่าอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค.

จากการเปิดเผยรายงานบันทึกการประชุม
ของเฟด ส่งผลให้สกุลเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น 1% อยู่ที่ 110.19 เยน/เหรียญสหรัฐ สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวลง 24 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 1,255 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

มูดี้ส์ชี้เศรษฐกิจสหรัฐ-จีนยังน่าห่วง

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ หั่นคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ จาก 2.3% เป็น 2% หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกอ่อนแอ

แถลงการณ์ของมูดี้ส์ คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากสุด 2 ครั้งในปีนี้ และคาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สหรัฐจะอยู่ที่ 2.3% ในปี 2017

อีเลียนา ดักการ์ กรรมการบริหารของมูดี้ส์ ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดคือเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงกว่าปัจจุบัน ซึ่งอาจกระทบต่อตลาดการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลให้บรรดานักลงทุนหันหนีจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับอ่อนแอ เช่นเดียวกับภาพรวมเศรษฐกิจอีกหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เศรษฐกิจยังย่ำแย่กว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา” แถลงการณ์ ระบุ

ขณะเดียวกัน มูดี้ส์คงคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจจีนที่ 6.3% ในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจีนได้รับแรงหนุนจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นความเสี่ยงระยะยาว โดยเฉพาะภาคการธนาคาร

มาธาวี โบกิล รองประธานและนักวิเคราะห์อาวุโสของมูดี้ส์ ระบุว่า ความกังวลต่อภาวะฮาร์ดแลนดิ้งของเศรษฐกิจจีนปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

“อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เฉพาะเจาะจง อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการขยายตัวได้” โบกิล ระบุ

นอกจากนี้ มูดี้ส์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัวจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงและภาคการส่งออกที่ซบเซา จะยังเป็นปัจจัยลบที่ฉุดเศรษฐกิจโลกในปีนี้ พร้อมคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) อยู่ที่ 4.2% ในปีนี้ ลดลงจาก 4.4% ในปีก่อน

หวั่นแรงงานเกาหลีใต้ตกงานนับหมื่น

บลูมเบิร์ก ระบุว่า การที่รัฐบาลเกาหลีใต้ผลักดันให้ธุรกิจที่มีหนี้ท่วมเร่งปรับโครงสร้างหนี้ อาจนำไปสู่การตกงานหลายพันอัตรา โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเรือ เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและคู่แข่งจากจีนเริ่มตีตลาดอุตสาหกรรมต่อเรือ โดยไตรมาสแรกของปีนี้ยอดคำสั่งซื้อเรือลดลง 94%

สอดคล้องกับ ลี มินซอน นักวิเคราะห์จาก ฮานา ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ คาดการณ์ว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้อาจตกงานกว่า 10-15% หรือคิดเป็น 2-3 หมื่นอัตรา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่อเรือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคและเศรษฐกิจในภูมิภาค

เช่นเดียวกับ ฮา ชางมิน เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานของ ฮุนได เฮฟวี่ คาดการณ์ว่า ฮุนไดอาจปรับลดพนักงาน 1 หมื่นอัตราในปีนี้ พร้อมระบุว่า อาจมีการปรับลดพนักงานในภาคธุรกิจอื่นอีก

ก่อนหน้านี้ แดวู ชิปบิลดิ้ง แอนด์ มารีน เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมปรับลดพนักงานลง 10% หรือ 1,300 อัตราภายในปี 2018 ขณะที่ ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ ยื่นข้อเสนอลาออกโดยสมัครใจ หลังปรับลดพนักงานฝ่ายบริหารแล้ว 25%

อย่างไรก็ดี อี ฮยุนอ๊ก ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคและนโยบายการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน ระบุว่า รัฐบาลกำลังทบทวนมาตรการช่วยเหลือในอุตสาหกรรมต่อเรือ โดยรัฐบาลอาจเสนอการฝึกอาชีพสำหรับแรงงานที่ตกงาน และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทเพื่อให้ไม่ต้องมีการปลดพนักงาน

 

เอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่หยุด’ซูซูกิ’รายล่าสุดมาตรฐานไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432744

เอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่หยุด'ซูซูกิ'รายล่าสุดมาตรฐานไม่ถึง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

บริษัท “ซูซูกิ มอเตอร์” ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 4 ของญี่ปุ่น แถลงยอมรับเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่บิดเบือนค่าการปล่อยมลพิษและการประหยัดพลังงาน ในรถยนต์ทั้งหมด 16 รุ่น ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งกระทบกับรถยนต์จำนวนราว 2.1 ล้านคัน

อย่างไรก็ตาม ซูซูกิ มอเตอร์ ระบุว่า การ ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายถึงซูซูกิจงใจ ทุจริต เพื่อให้ข้อมูลการปล่อยมลพิษและการ ประหยัดพลังงานของรถยนต์ดีกว่าความเป็นจริง แต่เป็นการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของทางการญี่ปุ่น ดังนั้นซูซูกิจึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อมูลการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังยืนยันว่าไม่มีรถยนต์ในต่างประเทศได้รับผลกระทบ

หุ้นของซูซูกิร่วงลงมามากสุด 15% ระหว่างการซื้อขายระหว่างวันเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะปิดตัวที่แดนลบ 9.4% โดยเรื่องอื้อฉาว นับเป็นประเด็นอ่อนไหวในอุตสาหกรรมรถยนต์อีกครั้ง หลังเผชิญการเรียกคืนรถหลายสิบล้านคันจากถุงลมนิรภัยที่ทำงานผิดพลาด หรือการโกงการปล่อยมลพิษของโฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตสัญชาติเยอรมนี

นอกจากนี้ การเปิดเผยดังกล่าวยังเกิดขึ้นภายหลังจาก “มิตซูบิชิ มอเตอร์” ออกมายอมรับเปลี่ยนแปลงตัวเลขการประหยัดพลังงานให้มากกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้กระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นตรวจสอบเครื่องมือในการใช้ทดสอบการประหยัดพลังงานของผู้ผลิตรถยนต์ทุกเจ้าในญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ ยื่นฟ้องบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น และนิสสัน มอเตอร์ เกาหลีใต้ กรณีบิดเบือนข้อมูล ไอเสียในรถยนต์รุ่นคิดเป็นค่าเสียหาย 330 ล้านวอน (ราว 10 ล้านบาท) พร้อมสั่งให้เรียกคืนรถรุ่น ดังกล่าวที่จำหน่ายไปแล้วราว 814 คัน ในเกาหลีใต้

อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ใช่เจ้าเดียว

เว็บไซต์ข่าวดอยช์เวลล์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้  โตอะ คอร์ป บริษัทผู้รับเหมาชาวญี่ปุ่นออกมา ยอมรับว่าได้ปลอมแปลงข้อมูลโครงการพัฒนารันเวย์สนามบินระดับภูมิภาค 2 แห่ง ในญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยหากเผชิญกับ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่

การเปิดเผยดังกล่าวส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามกับโครงการอื่นๆ ที่โตอะฯ เป็นผู้รับเหมาทั้งโครงการในสนามบินนานาชาติฮาเนดะ กรุงโตเกียว และ อีก 40 โครงการ ที่โตอะฯ เป็นผู้รับเหมามาตั้งแต่ปี 2008

นอกจากอุตสาหกรรมรถยนต์และผู้รับเหมารายดังกล่าวแล้ว ดอยช์เวลล์ ระบุว่า ยังมีบริษัท  โตชิบา ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังที่ปั้นตัวเลขผลกำไรที่แท้จริงเกินจริงไปเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) ตลอดช่วงเวลา 7 ปี ขณะที่โตโย ไทร์ แอนด์ รับเบิ้ล ผู้ผลิตยางสัญชาติญี่ปุ่นกำลังสืบสวนกรณีใช้วัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน สำหรับการรองรับแผ่นดินไหวในอาคารถึง 145 แห่ง

ทั้งนี้ ภาคเอกชนญี่ปุ่นยังคงย่ำแย่ โดยการลงทุนของภาคเอกชนปรับตัวลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และยังเป็นการร่วงลงติดลบเป็นไตรมาสแรกในรอบ 3 ไตรมาส โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ ระบุว่า ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นราว 10% เทียบเหรียญสหรัฐในปีนี้เป็นส่วนสำคัญให้เอกชนญี่ปุ่นชะงักการลงทุน

จากข้อมูลของเอสเอ็มบีซี นิกโก ซิเคียวริตี้ส์ พบว่า ผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ปรับตัวลง 1.9% ในปีงบ 2015 เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าเกือบ 7% ในช่วงปีงบประมาณไตรมาส 4 ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค.ที่ผ่านมา  ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาสสุดท้ายลดลงกว่า 42% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คาดว่า ผลกำไรสุทธิภาคธุรกิจไม่รวมธุรกิจเทรดดิ้ง ในปี 2016 อาจปรับขึ้นเพียง 3.8%

ลงทุนภาครัฐกู้เศรษฐกิจ

แม้ภาคเอกชนญี่ปุ่นจะเผชิญเรื่อง ฉาวมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นประจำเดือน ม.ค.-มี.ค. กลับขยายตัว เกินคาด 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 0.4% เมื่อเทียบรายไตรมาสสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากหลังผลสำรวจของรอยเตอร์ส คาดการณ์เอาไว้เพียง 0.2% เท่านั้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ อีกครั้ง

การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีเกิน คาดนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวการใช้จ่ายของภาครัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายไตรมาสและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาครัฐก็เพิ่มขึ้น 0.3% เช่นกัน โดยล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยงบประมาณ พิเศษสำหรับฟื้นฟูแผ่นดินไหว 7.78 แสนล้านเยน (ราว 2.51 แสนล้านบาท)

รอยเตอร์ส ระบุว่า มีการคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะประกาศการกระตุ้นทางการคลังภายในการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ชาติ (จี7) ซึ่งมีกำหนดการประชุมระดับผู้นำในวันที่ 26-27 พ.ค.ที่จะถึงนี้

“คาดการณ์ว่ามาตรการจะเป็นการกระตุ้นแบบผสมผสาน เช่น คูปองช็อปปิ้งในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและโครงการลงทุนสาธารณะและการผ่อนคลายกฎระเบียบ” อิซูมิ เดวาเลียร์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว

นอกจากการใช้จ่ายภาครัฐ การใช้ จ่ายภาคครัวเรือนก็ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส เมื่อเทียบกับคาดการณ์ที่ 0.3% โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือน คิดเป็นถึง 60% ของขนาดเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส ระบุว่า ยังคงต้องจับตารัฐบาลญี่ปุ่นกลับจะขึ้นภาษีขายเดิมจาก 8% เป็น 10% ในเดือน เม.ย. 2017 ตามที่ประกาศไว้หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้ตัวเลขในไตรมาสแรกพิจารณาขึ้นภาษีขายดังกล่าว

 

ผงาด 8 พันธมิตรโลว์คอสต์ เจาะโอกาสเสรีน่านฟ้าอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432512

ผงาด 8 พันธมิตรโลว์คอสต์ เจาะโอกาสเสรีน่านฟ้าอาเซียน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สายการบินนกแอร์และอีก 7 สายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ร่วมกลุ่มกันจัดตั้ง 8 พันธมิตรการบิน แวลู อลิอันซ์ ซึ่งมีเครื่องบินรวมกันมากถึง 176 ลำ เทียบเท่ากับจำนวนเครื่องบินโลว์คอสต์ขนาดใหญ่อย่างแอร์เอเชีย ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า อาจกลายเป็นการเปิดประตูสู่ยุคการควบรวมกิจการในสายการบิน หลังจากที่พยายามแข่งขันกันเองมาอย่างยาวนาน

ริชาร์ด แลง จากแมงโก อเวียชัน พาร์ทเนอร์ส บริษัทที่ปรึกษาในฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า การจัดตั้งพันธมิตรดังกล่าวอาจจะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการควบรวมกิจการในเอเชีย หลังจากที่โลว์คอสต์แอร์ไลน์เกิดขึ้นมากมายเพื่อจับตลาดเอเชียแปซิฟิก

การรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรเกิดขึ้นท่ามกลางการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ส่งผลให้ตลาดสายการบินโลว์คอสต์ขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งเอเชียก็มีสายการบินโลว์คอสต์มากถึงราว 12 แห่งที่เปิดตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจากข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) พบว่าโลว์คอสต์แอร์ไลน์ครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 54% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับ 26% ของทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก ระบุว่า การควบรวมกิจการไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายนักในเอเชีย เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียมีสายการบินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ นอกจากนี้หลายประเทศยังตั้งกำหนดอัตราที่ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นเอกชนภายในประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ให้ต่างชาติถือได้มากสุด 33% ขณะที่ออสเตรเลียอยู่ที่ 49%

แวลู อลิอันซ์ ทำกำไรช่วงแรกไม่ง่าย

แลง กล่าวว่า พันธมิตรสายการบินโลว์คอสต์จะไม่สามารถทำกำไรได้ในระยะแรก เนื่องจากเครื่องบินของโลว์คอสต์แอร์ไลน์แต่ละลำมักต้องใช้วนในหนึ่งวัน จึงยากที่จะทำรอบเที่ยวบินได้เทียบเท่าสายการบินที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่า ในขณะที่สายการบินราคาประหยัดไม่มีความสามารถในการร่วมมือด้านตารางบิน

อย่างไรก็ตาม เบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์จาก คาปา-เซ็นเตอร์ ฟอร์ อเวียชัน ศูนย์ข้อมูลการบิน สาขาสิงคโปร์ เปิดเผยว่า การตั้งพันธมิตรเป็นความพยายามของสายการบินราคาประหยัดเพื่อแข่งขันกับสายการบินขนาดใหญ่กว่า โดยแม้ไม่สามารถทำกำไรในช่วงแรกได้ง่าย แต่การเป็นพันธมิตรมีผลดีในแง่ของการสร้างการรับรู้แบรนด์ และได้รอบเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

แคมป์เบลล์ วิลสัน ประธานบริหารของสายการบินสกู๊ต ในสิงคโปร์ เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ภายใต้ข้อตกลงของแวลู อลิอันซ์ ลูกค้าสามารถจองเที่ยวบินผ่านสายการบินใดก็ได้ รวมถึงยังสามารถเข้าเส้นทางการบินและตัวเลือกเส้นทางการบินที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย

“พันธมิตรนี้ตระหนักว่า ทั้ง 8 สายการบินต่างมีความแข็งแกร่งภายในประเทศของตัวเอง แต่ตราสินค้ากลับไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างอย่างที่ควรเป็น ดังนั้น หากทำงานร่วมกัน พวกเราจะสามารถเพิ่มอิทธิพลในแต่ละประเทศ และเพิ่มความเชื่อถือได้” วิลสัน กล่าว

เปิดเสรีน่านฟ้าอาเซียนโอกาสโตโลว์คอสต์

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สายการบินราคาประหยัดและผู้ผลิตเครื่องบินขนาดเล็ก เช่น เอ็มเบรเออร์ ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติบราซิลขนาด 70-130 ที่นั่ง หรือบอมบาร์ดิเอร์ ของแคนาดา จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีน่านฟ้าของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในขณะที่หลายสายการบิน เช่น แอร์เอเชีย ไลออนแอร์ รวมถึงเซบู แปซิฟิก ก็มีแผนเจาะตลาดอาเซียน

ไออาตา ประเมินว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินในอาเซียน จะช่วยสร้างงานได้เกือบ 25 ล้านอัตรา เมื่อเทียบกับ 11.6 ล้านอัตราในปี 2014 และสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจได้ 2.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับ 1.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส ระบุว่า ความสามารถในการรองรับจำนวนเที่ยวบินในอาเซียนยังคงเป็นปัจจัยกดดัน โดยสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินนานาชาตินินอย อาคิโน ของฟิลิปปินส์ และสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ของอินโด นีเซีย ถึงขีดจำกัดแล้ว และมีปัญหาเที่ยวบินดีเลย์จนต้องแบ่งเที่ยวบินไปยังสนามบินที่เล็กกว่า

สหรัฐ-ยุโรปเจอสถานการณ์ต่าง

บลูมเบิร์ก ระบุว่า สหรัฐซึ่งเผชิญกับการควบรวมกิจการตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินเหลือแต่สายการบินใหญ่อย่างอเมริกันแอร์ไลน์ส เดลตา แอร์ไลน์ส ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ส รวมถึงเซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ส เป็นผู้ครองตลาดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สายการบินราคาประหยัด เช่น สปิริต แอร์ไลน์ส กำลังขยายตลาดมางัดข้อกับสายการบินรายใหญ่ จนเกิดสงครามราคาขึ้นในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา

ด้านสายการบินในยุโรป ศักยภาพของสายการบินราคาประหยัดขยายตัวมากกว่าขนาดเศรษฐกิจถึง 4 เท่า ในขณะที่สายการบินเต็มรูปแบบควบรวมกิจการจนเหลือเป็นสายการบินขนาดใหญ่เพียง 3 แห่ง ได้แก่ ดอยช์ ลุฟต์ฮันซา แอร์ฟรานซ์ และบริติช แอร์เวย์ส เท่านั้น

 

จีนรับแก้เหล็กล้นไม่ง่ายผู้ผลิตเข้าตลาดใหม่หลังราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432293

จีนรับแก้เหล็กล้นไม่ง่ายผู้ผลิตเข้าตลาดใหม่หลังราคาพุ่ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ทางการจีนพยายามแก้ปัญหาการผลิตเกินในอุตสาหกรรมเหล็กด้วยการปรับลดกำลังการผลิตให้ได้ 150 ล้านตัน จากกำลังการผลิตทั้งหมดปีละราว 1,000 ล้านตัน ให้ได้ภายใน 5 ปี ท่ามกลางการกดดันจากนานาชาติที่อุตสาหกรรมเหล็กย่ำแย่จากผลผลิตล้นตลาดกดดันราคาตก

ซินโกวบิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเหล็กจีน เปิดเผยว่า การผลิตเกินในภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กของจีนยังคงไม่ปรับตัวลดลง โดยราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี 2015 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นผลมาจากการผลิตที่ลดลง และยังคงไม่มีความคืบหน้าในเรื่องการลดการผลิตส่วนเกิน

มายสตีล เว็บไซต์ข่าวสารอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยว่า ปริมาณเหล็กคงคลังทางภาคตะวันออกของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 2 หมื่นตัน นับตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นการผลิตเกินของจีน

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างกังวลอุตสาหกรรมเหล็กของจีนกลับมาเปิดโรงงานอีกครั้งหลังจากราคาเหล็กดีขึ้น แม้จะต้องเผชิญกับคุณสมบัติของทางการที่จำกัดการกลับมาเปิดโรงงานให้ได้ตามมาตรฐานอีกครั้ง โดย หลิวเจินเจียง เลขาธิการทั่วไปสมาคมเหล็กและแร่เหล็กจีน ระบุว่า การลดกำลังการผลิตนั้นสำคัญ แต่การควบคุมผลผลิตนั้นสำคัญยิ่งกว่า

ผู้ผลิตตบเท้ากลับตลาดหลังราคาขึ้น

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เปิดเผยว่า ไฮซี สตีล อุตสาหกรรมเหล็กของจีนซึ่งเคยหยุดโรงงานผลิตเหล็กไปเมื่อปี 2014 กลับมาผลิตเหล็กอีกครั้ง และเป็นผู้นำกระแสการหวนกลับสู่อุตสาหกรรมเหล็ก โดย ไฮซี สตีล มีศักยภาพได้ถึงครึ่งหนึ่งของการผลิตเหล็กทั้งหมดของสหราชอาณาจักร

การกลับมาผลิตเหล็กอีกครั้งเป็นผลมาจากราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ในราคาเหล็กซื้อขายล่วงหน้า ส่วนราคาเหล็กเส้นซื้อขายทันทีของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 400 หยวน ตลอดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 2,871 หยวน/ตัน ก่อนที่จะปรับตัวลดลงเหลือ 2,200 หยวน/ตันอีกครั้ง หลังรัฐบาลจีนพยายามปราบการเก็งกำไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ไฮซี สตีล ไม่ใช่เจ้าแรกที่กลับมาผลิต โดยจากข้อมูลของสมาคมเหล็กและแร่เหล็กจีน ระบุว่า การผลิตของจีนในเดือน มี.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกในรอบ 14 เดือน อยู่ที่ 71 ล้านตัน ขณะที่การคำนวณของ รอยเตอร์ส การผลิตเฉลี่ยของจีนเมื่อเดือน มี.ค.อยู่ที่วันละ 2.314 ล้านตัน ก่อนจะลดลงในเดือน เม.ย.อยู่ที่เฉลี่ยวันละ 2.279 ล้านตัน

ราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขาดทุนในอุตสาหกรรมจีนปรับลดตามลงไปด้วย จากข้อมูลของสมาคมเหล็กและแร่เหล็กจีน การขาดทุนปรับลดลงเป็น 8,750 ล้านหยวน (ราว 4.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2016 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับทั้งปี 2015 ที่ขาดทุน 6.45 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.41 แสนล้านบาท)

ดีมานด์เหล็กจีนพุ่งรัฐทุ่มโครงสร้างพื้นฐาน

แมคไควรี ผู้ให้บริการทางการเงินจากออสเตรเลีย เปิดเผยว่า จากการสำรวจผู้ผลิตเหล็กในจีน พบความต้องการเหล็กจีนยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจีนและการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดตั้งแต่ปี 2013 อีกด้วย

สอดคล้องกับ คริส เวสตัน หัวหน้านักกลยุทธ์ของไอจี แอลทีอี ในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ระบุว่า ราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนจากการที่รัฐบาลจีนขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเหล็กเส้นนั้นดีกว่าแร่เหล็กในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ด้านอีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชั่น เดลี สื่อของรัฐบาลจีน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะผ่อนปรนคุณสมบัติสำหรับเมืองในการสร้างทางรถไฟใต้ดิน โดยปรับลดจากข้อจำกัดเดิมที่ต้องมีประชากรมากกว่า 3 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5.3 แสนล้านบาท) เหลือแค่ประชากรเพียง 1.5 ล้านคน ก็สามารถสร้างทางรถไฟใต้ดินได้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคมนาคมของจีน ระบุว่า จีนจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 4.7 ล้านล้านหยวน (ราว 24 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลา 3 ปี  ขณะที่รอยเตอร์ส ระบุว่า การผ่อนปรนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจีนยังคงพึ่งพาการลงทุนในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้ปริมาณหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก

เหล็กล้นตลาดญี่ปุ่นหันควบกิจการ

นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม เมทัล คอร์ป ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ประกาศเตรียมเข้าซื้อหุ้นของนิสชิน สตีล ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 4 ในญี่ปุ่น ทั้งหมด 51% โดยแบ่งออกเป็นการเสนอซื้อหลักทรัพย์ 46.6 ล้านหุ้น และการซื้อหลักทรัพย์ใหม่ 95.7 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1,620 เยน ซึ่งแพงกว่าราคาปิดตลาดของนิสชินเมื่อวันศุกร์ถึง 12%

ทั้งสองบริษัทออกแถลงการณ์ ระบุว่า การชะลอตัวของจีนส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดราว 400 ล้านตัน/ปี โดย 100 ล้านตันจากทั้งหมดในนั้น เป็นผลมาจากการผลิตเกิน ซึ่งปริมาณ 100 ล้านตัน เท่ากับการผลิตเหล็กทั้งหมดของญี่ปุ่นในรอบ 1 ปี และยังส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ การส่งออกเหล็กจีนปรับขึ้น 4.1% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตามหลังการปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% ในเดือน มี.ค.

ภาพเอเอฟพี

 

‘ซันเอดิสัน’ ล้ม ไม่สะเทือนพลังงานสะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/431875

‘ซันเอดิสัน’ ล้ม ไม่สะเทือนพลังงานสะอาด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่ยั่งยืนของการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งผลให้ความต้องการพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ซันเอดิสัน บริษัทพลังงานทดแทนรายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเพิ่งยื่นขออำนาจศาลคุ้มครองการล้มละลายไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงยังประกาศจะถอนตัวออกจากตลาดหุ้น โดยมีผลในวันที่ 17 พ.ค.ที่จะถึงนี้

การประกาศของซันเอดิสัน เกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่พยายามผลักดันทำตามข้อตกลงสภาพอากาศที่กรุงปารีส (คอป 21) ให้ลดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เหลือมากที่สุด 1.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม การล้มลงของซันเอดิสันไม่ได้เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนทั้งหมด

ซื้อกิจการมากเกินจนขาดสภาพคล่อง

ซันเอดิสันในปัจจุบันเริ่มต้นมาจากบริษัทเอ็มอีเอ็มซี อิเล็กทรอนิกส์ แมทีเรียล ธุรกิจสารกึ่งตัวนำในสหรัฐ ที่เดินหน้าเข้าสู่ตลาดพลังงานสะอาดในปี 2006 ก่อนที่จะซื้อซันเอดิสัน ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพในขณะนั้น ด้วยมูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2009 จนกระทั่งปี 2013 บริษัทแม่อย่างเอ็มอีเอ็มซี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ซันเอดิสัน และขายธุรกิจสารกึ่งตัวนำทิ้งในปี 2015 เพื่อรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว

ซันเอดิสัน ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงเดินหน้าควบรวมกิจการพลังงานแสดงอาทิตย์ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเข้ามาในเครือ เช่น การซื้อเฟิร์สวินด์ ธุรกิจพลังงานลมในสหรัฐ ด้วยมูลค่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2015 ซันเอดิสันเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อซันเอดิสันประกาศจะเข้าซื้อวิวินท์ โซลาร์ บริษัทผู้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง ด้วยมูลค่า 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.7 หมื่นล้านบาท) ขณะนั้นซันเอดิสันเริ่มประสบกับปัญหาสภาพคล่องอยู่แล้วจากการเข้าซื้อใหญ่หลายครั้งติดต่อกัน โดยซันเอดิสันมีสินทรัพย์ทั้งหมด 2.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.24 แสนล้านบาท) แต่กลับมีหนี้สินมากถึง 1.61 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 แสนล้านบาท) เมื่อ 30 ก.ย. 2015

การประกาศจะเข้าซื้อวิวินท์เริ่มทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลจะไม่ได้รับผลตอบแทนจนถอนทุนออกจากหุ้นของซันเอดิสัน ซึ่งเคยมีมูลค่าตลาดสูงเกือบ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) โดยหุ้นของซันเอดิสันร่วงลงจาก 32 เหรียญสหรัฐเมื่อปี 2015 เหลือแค่ 34 เซนต์ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

 

พลังงานสะอาดยังไปได้อยู่

การล้มลงของซันเอดิสันสะเทือนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานสะอาดที่ได้รับการยกย่องเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม เจซัน บอร์ดอฟ กรรมการศูนย์นโยบายพลังงานโลกของมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เปิดเผยว่า ธุรกิจดังกล่าวยังสามารถทำกำไรได้

“พวกเรายังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าโมเดลธุรกิจแบบไหนจะชนะ แบบไหนจะแพ้” บอร์ดอฟฟ์ กล่าว

ทั่วโลกกำลังลงทุนพลังงานสะอาดมากขึ้น จากข้อมูลของสหประชาชาติ พบว่า การลงทุนในพลังงานเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 ล้านล้านบาท) ทำสถิติใหม่ และมากกว่าการลงทุนในก๊าซและถ่านหินที่ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ถึง 2 เท่า

ไม่เฉพาะกับสหรัฐที่ให้แรงจูงใจทางภาษีในการลงทุนและใช้พลังงานสะอาด แต่จีนประเทศที่ประสบกับปัญหามลพิษมากที่สุดประเทศหนึ่งก็กำลังทุ่มทุนลงทุนพลังงานสะอาดด้วยเช่นเดียวกัน โดยจีนตั้งเป้าจะเพิ่มพลังงานสำรองและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บพลังงานสำรองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่เองต่างหันมาลงทุนพลังงานสะอาดด้วยเช่นเดียวกัน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2014 เป็นราว 47 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า เอ็กซอนโมบิล เริ่มดำเนินการตรวจจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ขณะที่ โตตาล บริษัทน้ำมันในฝรั่งเศส เพิ่งประกาศซื้อพลังงานแบตเตอรี่เพิ่ม 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ด้าน เอนบริดจ์ อิงค์ บริษัทขนส่งก๊าซและน้ำมันจากแคนาดาเพิ่มการลงทุนใน ดงเอนเนอร์จี ผู้ผลิตพลังงานลมในเดนมาร์กเป็นเงิน 218 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,630 ล้านบาท)

บอร์ดอฟ ระบุว่า บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะสามารถรักษาธุรกิจในระยะยาวได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างความหลากหลายในการลงทุน ซึ่งทำให้ต้องหาแหล่งพลังงานที่มีการใช้ก๊าซคาร์บอนน้อยหลากหลายขึ้น