ไบเดนไม่ตามรอยทรัมป์ ย้ำสัมพันธ์จีนแข่งขันแต่ไม่ขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644790

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 13:11 น.ไบเดนไม่ตามรอยทรัมป์ ย้ำสัมพันธ์จีนแข่งขันแต่ไม่ขัดแย้งโจ ไบเดน เผยความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะเป็นไปในรูปแบบแข่งขันอย่างดุเดือดไม่ใช่ความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะเป็นไปในรูปแบบ “การแข่งขันอย่างดุเดือด” มากกว่า “ความขัดแย้ง” พร้อมเผยว่าเขายังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนับตั้งแต่ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ไบเดนยังกล่าวว่าเขารู้จักสี จิ้นผิง ค่อนข้างดีหลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามานานถึง 8 ปี โดยระบุว่าสี จิ้นผิงเป็นคนเด็ดขาดและไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัว

“ผมพูดมาตลอดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้งกันแต่จะมีการแข่งขันอย่างดุเดือด ผมจะไม่ทำแบบที่โดนัลด์ ทรัมป์ทำ เราจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามกฎสากล” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ไบเดนได้พูดคุยกับผู้นำหลายคนทั่วโลกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำเมื่อวันที่ 20 มกราคม รวมถึงประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้พูดคุยกับหยาง เจียฉือ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการต่างประเทศของจีนแล้ว ซึ่งเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและจีนหลังไบเดนเข้ารับตำแหน่ง

โดยบลินเคนย้ำว่าสหรัฐจะยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขณะที่หยางก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐเคารพอธิปไตยของประเทศจีน

Photo by SAUL LOEB / AFP

ตำรวจเมียนมายิงน้ำสลายผู้ชุมนุมต้านทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644788

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 12:42 น.ตำรวจเมียนมายิงน้ำสลายผู้ชุมนุมต้านทหารตำรวจเริ่มใช้วิธีหนักขึ้นโดยยิงน้ำสลายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมืองหลวงเมียนมา

ช่างภาพสำนักข่าว AFP ในที่เกิดเหตุรายงานว่าตำรวจเมียนมาใช้ปืนฉีดน้ำยิงสลายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารในกรุงเนปิดอว์เมืองหลวงของเมียนมาเมื่อวันจันทร์

ช่างภาพเห็นผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และภาพจากโซเชียลมีเดียที่บันทึกจากเหตุการณ์นั้นแสดงให้เห็นชายสองคนที่ทรุดตัวลงหลังจากถูกฉีดพ่นด้วยน้ำที่ต้องสงสัยว่ามีสารเคมีเจือปนอยู่

ทั้งนี้ การชุมนุมต่อต้านการทำรัฐประหารยังคงเกิดขึ้นทั่วเมียนมาและมีผู้ชุมนุมจากหลักพันเป็นหลายหมื่นคน เฉพาะที่เมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของประเทศมีผู้คาดว่าน่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมหลักแสนคน

ในเมืองมัณฑะเลย์เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเมียนมามีผู้คนหลายพันคนมารวมตัวกันในตอนเช้า หลายคนโบกธงสีแดงและถือรูปถ่ายของอองซานซูจี

การประท้วงยังก่อตัวขึ้นในเมืองหลวงเนปิดอว์โดยหลายคนขี่มอเตอร์ไซค์และบีบแตรรถ ขณะเดียวกันมีรายงานการชุมนุมครั้งใหญ่ก็มีในเมืองอื่นๆ ด้วย

Photo by STR / AFP

อังกฤษมองประท้วงเมียนมาเสี่ยงนองเลือดหลังมีปืนจริงสลายการชุมนุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644779

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 11:45 น.อังกฤษมองประท้วงเมียนมาเสี่ยงนองเลือดหลังมีปืนจริงสลายการชุมนุมกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรประเมินการรัฐประหารในเมียนมาถึงจุดที่หวนกลับไม่ได้แล้ว

วันนี้ (8 ก.พ.) กลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมาราว 500 คนในจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ได้รวมตัวกันประท้วงต่อต้านรัฐประหาร พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทุกคนที่ถูกจับกุม ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุมด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้าและลงพื้น พร้อมจับกุมตัวผู้ชุมนุมไปได้ 14 คน ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมลุกฮือขึ้นกว่าเดิม ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมปล่อยตัวผู้ชุมนุมทั้ง 14 คนเพื่อลดความตึงเครียดแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรประเมินว่าการทำรัฐประหารในเมียนมาได้ผ่านจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประชาธิปไตยในเมียนมาถูกจำกัด พร้อมเตือนว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงไปกว่าเดิม

นอกจากนี้ตามการประเมินที่เปิดเผยต่อสำนักข่าวบลูมเบิร์กยังระบุว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) มีแนวโน้มที่จะแตกหักหลังผู้นำอย่างออง ซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดีวิน มินต์ ถูกจับกุม นอกจากนี้ยังมองว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มจะกลายเป็นประท้วงนองเลือดเนื่องจากมีประชาชนเข้าร่วมหลายหมื่นคนทั่วประเทศและเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสิบปี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานักการทูตอาวุโสของอังกฤษก็ได้สรุปว่าการรัฐประหารในเมียนมาไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว และพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาพยายามจะบดขยี้พรรค NLD ของซูจี เพื่อตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี

โดยตามการประเมินระบุว่ารัฐบาลทหารเมียนมาพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน และสร้างคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมาถึงซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า

ทังนี้ ประเทศต่างๆ รวมทั้งสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียได้ประณามการรัฐประหารที่เกิดขึ้นหลังจากซูจีได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้สังเกตการณ์จากภายนอกส่วนใหญ่มองว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

บางประเทศกระตุ้นให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมา อย่างไรก็ตามมุมมองจากนักการทูตอังกฤษชี้ให้เห็นว่าการแทรกแซงจากภายนอกในเมียนมานอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ทางกระทรวงประเมินว่ารัฐบาลเมียนมาอาจหันไปหาจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ขณะที่จีนก็ได้ลงนามในแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “สนับสนุนอย่างต่อเนื่องของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย” ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังระบุอีกว่าจีนเป็นเพื่อนบ้านพันธมิตรกีบเมียนมา

ในแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพยังได้กล่าวประณามการรัฐประหารพร้อมเรียกร้องให้กองทัพเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน

“เราต้องเห็นการประชุมสมัชชาแห่งชาติอย่างสันติ และเคารพต่อผลการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายนรวมถึงความปรารถนาของประชาชนชาวเมียนมา” กระทรวงการต่างประเทศกล่าว

ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการประเมินดังกล่าว

ทั้งนี้ บลูมเบิร์กยังรายงานว่าความตึงเครียดภายในเมียนมาเพิ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์โดยมีผู้ประท้วงหลายหมื่นคนบนท้องถนนในย่างกุ้งและอีกหลายเมือง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวซูจีและคนอื่นๆ ที่ถูกจับกุม ส่งผลให่เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลโดยพระสงฆ์ในปี 2007

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ไนเจล อดัมส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร รับผิดชอบฝ่ายกิจการเอเชีย แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อตอบโต้การรัฐประหารโดยกองทัพและการกักขังพลเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเมียนมา

“ประชาคมนานาชาติจะต้องมีบทบาทในเรื่องนี้ สหราชอาณาจักรร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในระดับโลกและในภูมิภาคเอเชียเพื่อช่วยกันกำหนดเป้าหมายและหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ เราจะทำงานร่วมกันผ่านเวทีพหุภาคีเพื่อให้เกิดการโต้ตอบในระดับนานาชาติที่แข็งแรงและเป็นหนึ่งเดียวกัน” อดัมส์ กล่าว

ญี่ปุ่นเตือนผู้ติดเชื้อโควิดอาจเจอผลตามมาเป็นเวลานานแม้หายแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644753

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 19:23 น.ญี่ปุ่นเตือนผู้ติดเชื้อโควิดอาจเจอผลตามมาเป็นเวลานานแม้หายแล้วแพทย์ญี่ปุ่นเตือนผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด อาจได้รับผลกระทบทางร่างกายเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว มีทั้งอาการหายใจลำบาก ไม่สบาย การรับกลิ่นบกพร่อง ไปจนถึง “ผมร่วง”

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงาน โดยอ้างความเห็นจากแพทย์ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุน้อย อาจได้รับผลกระทบทางร่างกายจากการติดเชื้อเป็นเวลานาน แม้จะได้รับการรักษาจนผลตรวจเป็นลบแล้วก็ตาม

รายงานข่าวระบุว่า ผลที่ตามมาซึ่งพบในผู้เคยติดเชื้อโควิด-19 เช่น อาการไม่สบายและหายใจลำบาก ขณะที่ในรายที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงแม้จะได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการของโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงก็ตาม

ทั้งนี้จนถึงปัจจุบัน ในญี่ปุ่นยังมีสถาบันทางการแพทย์ไม่มากที่รักษาผู้ป่วยจากผลที่ตามมาดังกล่าว

แพทย์รายหนึ่ง ระบุว่า ผู้มีอาการดังกล่าวส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 40 ปีหรือเด็กกว่านั้น และทางรัฐบาลจำเป็นต้องจริงจังกับเรื่องนี้และหามาตรการรับมือ

เมื่อปีที่แล้ว ศูนย์สุขภาพและการแพทย์ระดับโลกแห่งชาติของญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์สอบถามผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาล และมีผู้ตอบการสำรวจ 63 ราย

ผลสำรวจพบว่าในบางราย ผู้ป่วยยังคงมีอาการหายใจลำบาก ไม่สบาย และการรับกลิ่นบกพร่องเป็นเวลา 4 เดือนนับจากเริ่มมีอาการของโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยที่มีอาการผมร่วงเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากโควิด-19 แสดงอาการ

ฮิราฮิตะ คลินิก ซึ่งทำการตรวจผู้ป่วยประเภทดังกล่าวประมาณ 700 คนทั่วประเทศ ระบุว่า มีผู้ป่วย 95% บอกว่ารู้สึกไม่สบาย ขณะที่ 80% ระบุว่ามีอาการซึมเศร้าและความสามารถด้านการคิดลดลง โดยผู้ป่วยดังกล่าวประมาณ 30% นั้นอยู่ในช่วงอายุประมาณ 40 ปี และเกือบ 50% อยู่ในช่วงอายุประมาณ 30 ปี และมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.4 เท่า

โคอิจิ ฮิราฮิตะ ผู้อำนวยการคลินิกคาดว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะอาการภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องและตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยด้วยการโจมตีอวัยวะที่แข็งแรงดี

เขายังเตือนด้วยว่า ผู้ที่หายจากโควิด-19 ยังควรงดออกกำลังกายไปสักระยะ เนื่องจากแค่ออกไปเดินเล่นก็อาจทำให้อาการแย่ลงแล้ว

ทำไม? ไทยเข้าCOVAX ถึงไม่คุ้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644752

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 19:03 น.

ทำไม? ไทยเข้าCOVAX ถึงไม่คุ้ม

PostToday Podcast TheExpert: ทำไม? ไทยเข้าCOVAX ถึงไม่คุ้ม

PostToday Podcast TheExpert: ทำไม? ไทยเข้าCOVAX ถึงไม่คุ้ม

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/980792734&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ทำไม? ไทยเข้าCOVAX ถึงไม่คุ้ม

เชื้อกลายพันธุ์ทำวัคซีน AstraZeneca มีประสิทธิภาพน้อยลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644747

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 18:27 น.เชื้อกลายพันธุ์ทำวัคซีน AstraZeneca มีประสิทธิภาพน้อยลงวัคซีน AstraZeneca มีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อเจอกับสายพันธุ์แอฟริกาใต้

Financial Times และ Bloomberg รายงานว่าผลการทดสอบพบว่าวัคซีนโควิด-19 ของ AstraZeneca มีประสิทธิภาพที่จำกัดในการต้านเชื้อกลายพันธุ์ในแเอฟริกาใต้ โดยนี่เป็นเพียงผลการทดสอบในกลุ่มอาการไม่รุนแรงเท่านั้น ยังไม่ทราบประสิทธิภาพในผู้ป่วยโรคโควิด -19 ขั้นรุนแรง

โฆษกของ AstraZeneca กล่าวว่าผลการทดสอบที่ออกมามาจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงและอายุน้อยคือ มีอายุเฉลี่ย 31 ปี และไม่มีผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดสอบคนใดที่เสียชีวิตหรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตา

นอกจากนี้ การศึกษายังมีกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างเล็กกว่า 2,000 คนและผลการวิจัยยังไม่ได้รับการพิจารณาจากประชาคมนักวิชาการในแบบ peer-review และมีกำหนดจะตีพิมพ์ผลวิจัยในวันจันทร์

“เราเชื่อว่าวัคซีนของเราสามารถป้องกันโรคที่รุนแรงได้เนื่องจากการทำงานของแอนติบอดีที่เป็นกลางนั้นเทียบเท่ากับวัคซีนโควิด-19 อื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์ในการต่อต้านโรคที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วงเวลาการให้ยาเหมาะสมเป็น 8-12 สัปดาห์” โฆษกของ AstraZeneca กล่าว

โฆษกของ AstraZeneca กล่าวเสริมว่าจากข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่นการตอบสนองของ T-cell อาจยังคงอยู่ครบถ้วนในสายพันธุ์ที่พบในแอฟริกาใต้

สายพันธุ์ที่พบในแอฟริกาใต้ กำลังกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความคาดหวังของโลกในการยุติการระบาดของโรคเมื่อประเทศต่างๆ เริ่มฉีดวัคซีนกันแล้ว แม้ว่าผู้ผลิตวัคซีนกล่าวว่าวัคซีนของพวกเขาดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพเมื่อใช้กับสายพันธุ์ในสหราชอาณาจักร แต่บริษัทยาต้องเร่งพัฒนาวัคซีนใหเแข็งแกร่งขึ้นเพื่อรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการที่ไวรัสวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

โฆษกของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดแล AstraZeneca ได้เริ่มปรับตัววัคซีนกับสายพันธุ์สหราชอาณาจักร และหากจำเป็นพวกเขาจะพัฒนาทางคลินิกเพื่อให้พร้อมสำหรับการวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือช่วงก่อนปลายปีนี้

Photo by Nikolay DOYCHINOV / AFP

ฉีดวัคซีนได้ผลไหม? สถิติจากอิสราเอลมีคำตอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644740

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 16:07 น.ฉีดวัคซีนได้ผลไหม? สถิติจากอิสราเอลมีคำตอบมีความสงสัยกันมาระยะหนึ่งแล้วว่าตกลงแล้วการฉีดวัคซีนได้ผลในการช่วยลดการระบาดหรือไม่

เว็บไซต์นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์ชื่อดัง Nature รายงานว่า นักวิจัยอิสราเอลกำลังเห็นสัญญาณว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ช่วยยับยั้งการติดเชื้อและลดจำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในหมู่ผู้สูงอายุ หลังจากผ่านเกือบ 6 สัปดาห์หลังจากที่มีการฉีดวัคซีนในกลุ่มนั้น

อิสราเอลเป็นประเทศแรกที่เปิดเผยข้อมูลที่แสดงวัคซีนมีผลในกลุ่มคนจำนวนมากโดยมีรายงานข่าวเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน

ตอนนี้ เกือบ 90% ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในอิสราเอลได้รับวัคซีน 2 เข็มของไฟเซอร์เป็นครั้งแรกแล้ว ขณะนี้ข้อมูลที่รวบรวมโดยกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อลดลง 41% ในกลุ่มอายุนั้นและจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง 31% ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบสำหรับผู้ที่มีอายุ 59 ปีหรืออ่อนกว่านั้นมีจำนวนผู้ป่วยลดลงเพียง 12% และจำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 5% ซึ่งคนกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 59 ปีลงมาได้รับวัคซีน 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของช่วงวัยนี้

ถึงแม้จะคนอายุอ่อนกว่าจะมีอัตราการติดเชื้อมากกว่าทั้งๆ ที่รับวัคซีนแล้วแต่กลุ่มสูงวัยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมีการติดเชื้อน้อยลง ซึ่งโดยรวมแล้วผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดี

สาเหตุอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนอายุน้อยกว่า 59 ปียังรับวัคซีนไม่ครอบคลุม ส่วนคนสูงวัยได้รับวัคซีนมากถึง 85% แล้วจากจำนวนประชากรทั้งหมดในกลุ่มอายุนี้

ดาวีร์ อารัน (Dvir Aran) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลชีวการแพทย์ของ Technion Israel Institute of Technology ในเมืองไฮฟาบอกกับ Nature โดยเตือนว่าไม่ควรมองวัคซีนว่าเป็นยาวิเศษ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนซึ่งประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมดของอิสราเอลช่วยปกป้องผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนทางอ้อม หรือที่เรียกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เขาบอกว่าจะต้องฉีดวัคซีนมากกว่าหนึ่งในสามของประชากรเพื่อลดการแพร่เชื้อ

Photo by CARL DE SOUZA / AFP

ทหารยึดไม่ง่ายเหมือนอดีต เชื่อมั่นพลังคนรุ่นใหม่เมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644724

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 14:47 น.ทหารยึดไม่ง่ายเหมือนอดีต เชื่อมั่นพลังคนรุ่นใหม่เมียนมา ถั่นมินอู หลานของอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ “อู ถั่น” ชี้รัฐประหารเมียนมาไม่เหมือนในอดีตอีกแล้ว

ประชาชนชาวเมียนมาหลายพันคนยังออกมาแสดงพลังอย่างต่อเนื่องจากวันเสาร์จนถึงวันอาทิตย์ ล่าสุด มีรายงานว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้รับการกู้คืนในเมืองย่างกุ้ง เมืองหลักของเมียนมาแล้ว

ผู้ประท้วงหลายพันคนเดินขบวนในย่างกุ้งโดยมีเสียงแตรรถบีบลั่นไปทั่ว พร้อมกับชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านกองทัพ พวกเขาชูป้ายที่มีข้อความว่า “Justice for Myanmar” (ความยุติธรรมเพื่อเมียนมา) และ “We don’t want Military dictatorship” (เราไม่ต้องการเผด็จการทหาร) บางคนโบกธงสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชษธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจี

“ฉันชิงชังการรัฐประหารโดยสิ้นเชิงและฉันไม่กลัวการปราบปราม” จี ผิ่ว จอ นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 20 ปีกล่าวกับสำนักข่าว AFP “ฉันจะร่วมการชุมนุมทุกวันจนกว่าะเหม่ซู (อองซานซูจี) จะได้รับการปล่อยตัว”

ด้าน ถั่นมินอู (Thant Myint-U) นักประวัติศาสตร์และอดีตเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ผู้เป็นหลานของอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ อู ถั่นโพสต์ในเฟซบุ๊คแสดงความเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารและการชุมนุมประท้วงว่า “ด้วยการประท้วงต่อต้านรัฐประหารที่เพิ่มขึ้น เราสามารถจินตนาการถึงปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นได้ แต่สังคมเมียนมาแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับปี 1988 และปี 2007 ผมมีความเชื่ออย่างมากต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

ถั่นมินอูเอ่ยถึงการต่อต้านเผด็จการทหารครั้งใหญ่ในปี 1988 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนหรืออาจจะถึงหมื่นคน และการประท้วงเผด็จการทหารปี 2007 ที่นำโดยคณะสงฆ์ ซึ่งเผด็จการทาหารทำการปราบปรามอย่างรุนแรงเช่นกัน

โพสต์นี้ของ ถั่นมินอูชาวเมียนมามากดไลค์หลายพันคนและแสดงความเห็นกันอย่างคึกคัก แม้ว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเฟซบุ๊คจะถูกรบกวนจากคำสั่งของกองทัพก็ตาม

Photo by Philip FONG / AFP

สามนิ้วทั้งแผ่นดิน เมียนมาไม่กลัวตัดเน็ตรวมพลังไล่เผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644726

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 13:01 น.สามนิ้วทั้งแผ่นดิน เมียนมาไม่กลัวตัดเน็ตรวมพลังไล่เผด็จการ ภาพชุดการประท้วงสุดสัปดาห์ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ชาวเมียนมายังไม่ยอมแพ้การตัดสัญญาณเน็ต

ชาวเมียนมายังแสดงพลังขับไล่เผด็จการทหารอย่างไม่หยุดหย่อนไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่และหัวเมืองต่างจังหวัดที่ห่างไกล ในนครย่างกุ้งเมืองหลวงทางเศรษฐกิจและสังคม มีช่าวเมียนมาหลากหลายอาชีพและช่วงวัยออกมาแสดงพลังหลายพันคน แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมักมีส่วนร่วมทางการเมืองบ่อยครั้งก็ออกมาชูสามนิ้วเช่นเดียวกับฆราวาส

ไม้เว้นแม้แต่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีชาวเมียนมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและหลายคนลี้ภัยไปพำนักอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่หลังการลุกฮือเมื่อปี 1988 ก็มีการแสดงพลังชูสามนิ้วขับไล่ทหารที่เขาทำการรัฐประหารเช่นเดียวกับชาวเมียนมาที่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา

Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Ye Aung THU / AFP
Photo by Philip FONG / AFP
Photo by Philip FONG / AFP

บริษัทญี่ปุ่นหันมาพึ่งเวียดนาม ลดพนักงานในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644718

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 12:11 น.บริษัทญี่ปุ่นหันมาพึ่งเวียดนาม ลดพนักงานในไทยการสำรวจความคิดเห็นเผยบริษัทญี่ปุ่นครึ่งหนึ่งในเวียดนามและอินเดียวางแผนที่จะเพิ่มการดำเนินงาน

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่าจากผลการสำรวจล่าสุดพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจญี่ปุ่นในเวียดนามและอินเดียมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานในประเทศเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การลดการพึ่งพาจีนเป็นฐานการผลิต ซึ่งเรียกว่ายุทธศาสตร์ “จีนบวกหนึ่ง” หมายถึงยังใช้จีนเป็นฐานการผลิตเแต่บวกประเทศอื่น เช่น เวียดนามเป็นฐานการผลิตสำรอง

ในการสำรวจออนไลน์ที่จัดทำโดยบริษัท Pasona Group Inc. ของญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา 57% ของบริษัท ญี่ปุ่นในเวียดนามและ 55% ในอินเดียกล่าวว่าพวกเขาจะขยายการดำเนินงานในประเทศที่ตั้งฐานการผลิตเหล่านี้ เทียบกับค่าเฉลี่ย 39% จากทั้งหมด 11 ประเทศและภูมิภาคที่ทำการสำรวจ

บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์จีนบวกหนึ่งมากขึ้นโดย 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเวียดนามกล่าวว่าพวกเขาได้ขยายสำนักงานหรือวางแผนที่จะใช้ยุทธศาสตร์นี้ซึ่งหมายความว่าจะเพิ่มความสำคัญของเวียดนามมากขึ้น

ในทางตรงกันข้ามฮ่องกงอยู่ในระดับต่ำสุดเพียง 13% เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ย่ำแย่ลงหลังจากการที่จีนทำการจับกุมนักการเมืองสายประชาธิปไตยและการปราบปรามนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย

ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาด บริษัทญี่ปุ่น 30% ในไทย 28% ในมาเลเซียและ 22% ในฮ่องกงกล่าวว่าพวกเขาได้ลดขนาดพนักงานลงหรือมีแผนที่จะดำเนินการดังกล่าวภายในสามเดือนข้างหน้า

แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการทำงานจากระยะไกลที่เกิดจากการระบาดของโรคควบคู่ไปกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงทำให้บริษัทต่างๆ ต้องลดขนาดสำนักงานโดยอย่างน้อย โดย 15% ของบริษัทญี่ปุ่นในฮ่องกง, สิงคโปร์ และอินโดนีเซียกล่าวว่าพวกเขามีหรือวางแผนที่จะทำเช่นนั้น

74% ผู้ตอบแบบสอบถามใน 11 ประเทศระบุว่าการขาดการสื่อสารระหว่างพนักงานเป็นสร้างความกังวลเกี่ยวกับการทำงานระยะไกล 59% ที่อ้างถึงผลกระทบต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน

จาก 818 บริษัทที่ทำการสำรวจ พบว่า 67% กล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะรักษาระดับฐานและการดำเนินงานในปัจจุบันที่มีอยู่ใน 11 ประเทศ

20% กล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มและเสริมสร้างฐานการผลิตของพวกเขาโดยยกระดับเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความยากลำบากในการเดินทางไปทำธุรกิจไปและกลับจากสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่นท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 ถึง 12 ธันวาคม ได้แก่ สหรัฐ, แคนาดา, ฮ่องกง, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และอินเดีย

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP