แพทย์ใหญ่ทำเนียบขาวเตือนหายนะครั้งใหญ่รออยู่ข้างหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641415

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.แพทย์ใหญ่ทำเนียบขาวเตือนหายนะครั้งใหญ่รออยู่ข้างหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเห็นพ้องว่าหายนะครั้งใหญ่กำลังมาถึงหลังพบไวรัสกลายพันธุ์ลุกลามหลายประเทศ ขณะผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 80 ล้านราย

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐ และหัวหน้าทีมเฉพาะกิจเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประจำทำเนียบขาว ส่งคำเตือนหลังผู้ติดเชื้อไวรัสในสหรัฐและทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายมากขึ้นกว่าเดิม

โดยขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 80 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 1.7 ล้านรายทั่วโลก ขณะที่ในสหรัฐมีผู้ติดเชื้อกว่า 19 ล้านรายแล้ว

นายแพทย์เซาฟีแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญ และเห็นด้วยกับคำพูดของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มองว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดกำลังรออยู่ข้างหน้า

พร้อมเตือนว่าสหรัฐกำลังอยู่ใน “จุดวิกฤต” เนื่องจากชาวอเมริกันจำนวนมากเพิกเฉยต่อแนวทางปฏิบัติในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

เช่นเดียวกับสกอตต์ กอตต์ลีบ อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา และสมาชิกคณะกรรมการของไฟเซอร์ (Pfizer) ที่ให้สัมภาษณ์กับ CBS ว่า “มีเดือนที่น่ากลัวรออยู่ข้างหน้า”

โดยเชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา สวีเดน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้เข้ามาในสหรัฐแล้ว และขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเฝ้าระวังแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ สหรัฐเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. ขณะที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถแพร่กระจายได้มากขึ้นมีแนวโน้มว่าจะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวมถึงผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นในปีหน้า

Photo by Patrick Semansky / POOL / AFP

แอสตราเซเนกาอ้างพบสูตรแห่งชัยชนะเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641411

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.แอสตราเซเนกาอ้างพบสูตรแห่งชัยชนะเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนการพัฒนาวัคซีนยังแข่งขันกันอย่างหนัก แต่ล่าสุดแอสตราเซเนกาเคลมว่าได้ค้นพบสูตรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน

ปาสคาล โซริออท ประธานผู้บริหารของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทที่พัฒนาวัคซีน Covid-19 ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ให้สัมภาษณ์กับ The Sunday Times สื่อของอังกฤษว่า บริษัทค้นพบ “สูตรแห่งชัยชนะ” ที่ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนของทางบริษัทให้ดีขึ้นเทียบเท่ากับวัคซีนอื่นๆ เมื่อฉีดครบทั้งสองโดส แต่ยังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดในขณะนี้

“ผมไม่สามารถบอกคุณได้มากกว่านี้ เพราะเราจะเผยแพร่เรื่องนี้เมื่อถึงเวลาหนึ่ง” ปาสคาลระบุ

ปาสคาลยังเสริมอีกว่า เขาหวังว่าการทดสอบวัคซีนจะมีประสิทธิภาพที่ราว 90% ใกล้เคียงกับประสิทธิภาพวัคซีนของไฟเซอร์กับไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งอยู่ที่ 95% และของโมเดอร์นา (Moderna) ที่ 94.5%

ทั้งนี้ ในการทดลองวัคซีนของแอสตราเซเนกาที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดให้ประสิทธิภาพอยู่ที่ 90% เมื่ออาสาสมัครได้รับวัคซีนครึ่งโดสในครั้งแรก และตามด้วยอีก 1 โดสอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากรับวัคซีนครั้งแรก แต่เมื่ออาสาสมัครได้รับวัคซีนเต็มทั้งสองโดส โดยแต่ละโดสห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 62%

หมายความว่าเมื่อนำผลการทดสอบทั้งหมดมาพิจารณา ประสิทธิภาพโดยรวมของวัคซีนจะอยู่ที่ 70%

ปาสคาลยังแสดงความเชื่อมั่นว่าวัคซีนของออกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกาจะยังมีประสิทธิภาพในการรับมือกับเชื้อโคโรนาไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่พบในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศขณะนี้ได้ แม้จะต้องรอผลการทดสอบยืนยันให้แน่ชัดอีกครั้งก็ตาม

อินโดไฟเขียวตรวจโควิดจากลมหายใจ รู้ผลใน 3 นาที ค่าตรวจหลักสิบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641405

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 12:45 น.อินโดไฟเขียวตรวจโควิดจากลมหายใจ รู้ผลใน 3 นาที ค่าตรวจหลักสิบอินโดนีเซียอนุมัติ ‘GeNose C19’ เครื่องตรวจโควิด-19 จากลมหายใจ ใช้งานสะดวกค่าตรวจแสนถูก

เดอะสเตรตส์ไทมส์รายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่าอินโดนีเซียเปิดตัว “GeNose C19” เครื่องตรวจโควิด-19 จากลมหายใจที่พัฒนาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกาดยาห์มาดา (Gadjah Mada) ซึ่งเครื่องตรวจนี้สามารถตรวจหาเชื้อได้ภายในเวลาเพียง 3 นาที

ศาสตราจารย์ กูวัต ตรียานา (Kuwat Triyana) ผู้นำทีมวิจัยเผยว่าเครื่องตรวจลมหายใจนี้ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขเแล้วในวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นจะแจกจ่ายเครื่องตรวจลมหายใจจำนวน 100 เครื่องสำหรับจุดคัดกรองต่างๆ ในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ และโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำการทดสอบให้กับประชาชนได้ 12,000 คนต่อวัน

โดยทีมวิจัยตั้งเป้าที่จะผลิตเครื่องทดสอบให้ได้ 10,000 เครื่องภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อที่จะสามารถตรวจคัดกรองประชาชนได้วันละ 1.2 ล้านคน

สำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับการทดสอบด้วยเครื่องตรวจลมหายใจนี้อยู่ที่ครั้งละ 15,000 ถึง 25,000 รูเปียห์ หรือราว 32 ถึง 53 บาทเท่านั้น ขณะที่การทดสอบ PCR ซึ่งเป็นการทดสอบมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) มีค่าใช้จ่ายกว่า 2 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4,200 บาท)

ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศราว 713,365 คน และผู้เสียชีวิต 21,237 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by Juni Kriswanto / AFP

อเมริกันเฮ! รอดชัตดาวน์หลังทรัมป์ยอมเซ็นแพ็กเกจเยียวยาโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641391

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 11:20 น.อเมริกันเฮ! รอดชัตดาวน์หลังทรัมป์ยอมเซ็นแพ็กเกจเยียวยาโควิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมลงนามร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 หลังปฏิเสธมาพักใหญ่

บีบีซีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐยอมลงนามร่างกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ในวงเงิน 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้จัดสรรงบประมาณ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับรัฐบาล และ 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐสำหรับเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐรอดพ้นจากการชัตดาวน์

โดยในตอนแรกทรัมป์จะปฏิเสธการลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าวท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งหากทรัมป์ไม่ลงนามภายในเที่ยงคืนของวันที่ 28 ธ.ค. จะส่งผลให้การทำงานของหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนต้องหยุดชะงัก

ทั้งนี้ มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวอเมริกันที่ตกงาน 14 ล้านคน หมดอายุลงไปเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้เมื่อทรัมป์ลงนามในรางกฎหมายงบประมาณใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยความล่าช้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องสูญเสียสวัสดิการว่างงานชั่วคราว

การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ทวีตลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า “มีข่าวดีสำหรับร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โปรดติดตาม”

Good news on Covid Relief Bill. Information to follow!— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) December 27, 2020

อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบถึงสาเหตุแน่ชัดที่ทรัมป์ตัดสินใจลงนามในร่างกฎหมายในที่สุด แต่ก่อนหน้านี้เขาได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากสภาคองเกรส

รวมถึงโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ได้เตือนถึง “ผลกระทบที่ร้ายแรง” หากทรัมป์ยังคงชะลอการลงนาม โดยแถลงเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่าการที่ทรัมป์ปฏิเสธการลงนามถือเป็นการ “ปัดความรับผิดชอบ”

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

หลักสูตร ‘อีคอมเมิร์ซ’ มาแรงถึงในเรือนจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641366

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 19:37 น.หลักสูตร 'อีคอมเมิร์ซ' มาแรงถึงในเรือนจำเรือนจำในหางโจวร่วมกับมหาวิทยาลัยเถาเป่าเปิดหลักสูตรสอนอีคอมเมิร์ซช่วยนักโทษเริ่มชีวิตใหม่

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าเรือนจำเฉียวซือ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ได้เริ่มต้นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเถาเป่า (Taobao University) ในสังกัดอาลีบาบา เพื่ออบรมบทเรียนอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ต้องขังเมื่อเดือนธันวาคม 2017

โดยแรกเริ่มทางเรือนจำเฉียวซือขอให้มหาวิทยาลัยช่วยสอนผู้ต้องขังเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ก่อนที่จะตระหนักว่าหากมีหลักสูตรเกี่ยวกับทักษะเฉพาะทางก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้แก่นักโทษยิ่งขึ้นในอนาคต ทำให้มหาวิทยาลัยวางแผนการสอนและลงนามข้อตกลงกับเรือนจำในเดือนมกราคม ปี 2018

เรือนจำเฉียวซือจัดการเรียนการสอนอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ต้องขังกว่า 2,500 รายแล้ว โดยผู้ต้องขังบางส่วนที่พ้นโทษสามารถทำงานค้าขายผลิตภัณฑ์การเกษตรทางออนไลน์ในบ้านเกิด และบางส่วนจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นของตัวเอง

ด้านมหาวิทยาลัยเถาเป่าเสริมว่ามีแผนการขยับขยายความร่วมมือกับศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดภายในประเทศ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพแก่ผู้คนด้วยบทเรียนพิเศษอันเป็นประโยชน์ต่อก้าวใหม่ของชีวิต

อี้ซี ผู้ฝึกสอนอีคอมเมิร์ซของมหาวิทยาลัยกล่าวว่า “การสอนอีคอมเมิร์ซในเรือนจำแตกต่างจากปกติมาก เนื่องจากผู้ต้องขังห้ามใช้อินเทอร์เน็ต พวกเขาเลยอาจนึกภาพไม่ออก เราจึงต้องเน้นเรื่องพื้นฐาน ทำให้พวกเขาสนใจให้ได้ โดยเฉพาะคนที่ใกล้พ้นโทษ เพื่อเริ่มธุรกิจได้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ยังเผยว่า “เราพัฒนาระบบการสอนออนไลน์ ทำให้คอร์สเรียนมีประสิทธิภาพ เลือกคนสอนที่ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ค้าเถาเป่าที่ประสบความสำเร็จ ผู้ต้องขังบางส่วนที่พ้นโทษกลายเป็นผู้ค้าหน้าใหม่ บางคนประสบความสำเร็จอย่างมากแถมยังช่วยคนอื่นเปิดร้านด้วย”

ด้าน หวงเหล่ย หัวหน้ามหาวิทยาลัยกล่าวว่า “เราอยากให้ผู้ต้องขังรู้ทันกระแสโลกปัจจุบัน รวมถึงทิศทางของอีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิทัล โดยได้จัดเตรียมคอร์สออนไลน์ไว้มากกว่า 240 คอร์ส ซึ่งสอนเรื่องพื้นฐานและทักษะอีคอมเมิร์ซบางส่วน”

หวังซิน รองผู้อำนวยการศูนย์บำบัดผู้ติดตยาเสพติดหางโจวกล่าวว่า “ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อผู้ต้องขัง ข้อแรกคือดำเนินงานง่ายเพราะหลักการน้อยและใช้เงินทุนต่ำ ข้อสองคือช่วยให้พวกเขากลับสู่สังคมโดยไร้การตีตราบาป และข้อสามคือเป็นสิ่งที่พวกเขาต่างสนใจอย่างมากเป็นทุนเดิม”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากอาลีบาบาเผยว่ากระแสความเฟื่องฟูของอีคอมเมิร์ซในจีนช่วยให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลเกือบ 40 ตำแหน่ง อาทิ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าอีคอมเมิร์ซ และผู้ฝึกอบรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

จีน, หางโจว, เรือนจำ, อีคอมเมิร์ซ, ผู้ต้องขัง, นักโทษ

นักวิจัยไขข้อสงสัย ‘สุสานจิ๋นซี’ ถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641364

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.นักวิจัยไขข้อสงสัย ‘สุสานจิ๋นซี’ ถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่?นักวิจัยไขปริศนาที่มีมานานเกี่ยวกับรูปแบบการผลิตสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำของโลก

งานวิจัยล่าสุดพบว่าสุสานกองทัพทหารดินเผาหรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้อันโด่งดัง ซึ่งตั้งอยู่ที่นครซีอัน มณฑลส่านซี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีแนวโน้มถูกก่อสร้างขึ้นทีละชิ้นโดยกลุ่มศิลปิน มากกว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ประกอบขึ้นพร้อมกันขนาดใหญ่

งานวิจัยดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารอาคิออลเมทรี (Archaeometry) ร่วมจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ให้ความกระจ่างต่อข้อสงสัยที่มีมานานเกี่ยวกับรูปแบบการผลิตสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้

หลายงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่ามีการใช้ระบบการผลิตแบบแยกส่วนในการสร้างสุสานกองทัพทหารดินเผา ซึ่งถูกประกอบขึ้นจากส่วนประกอบสำเร็จรูปที่คาดว่าถูกทำขึ้นในหลายโรงผลิตด้วยวัตถุดิบหลายประเภท และอาจใช้เทคนิคการเตรียมดินเหนียว แต่การค้นพบของงานวิจัยชิ้นใหม่นี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่ารูปปั้นทหารดินเผาแต่ละชิ้นถูกทำขึ้นโดยโรงผลิตหรือกลุ่มศิลปิน

คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยวิธีเอกซ์เรย์ ฟลูออเรสเซนต์ สเปกโตรสโคปี (X-ray fluorescence spectroscopy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ก่อความเสียหายต่อโบราณวัตถุ เพื่อวัดปริมาณองค์ประกอบทางธรณีเคมีของดินเหนียวของรูปปั้นที่ได้รับการซ่อมแซม 28 ตัว และวิเคราะห์ส่วนประกอบแต่ละส่วนของรูปปั้น รวมถึงแขนและผ้าคลุม ส่วนหัวและขาของม้า

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเครื่องหมายบนรูปปั้น 18 ตัว โดยเครื่องหมายที่ถูกพบมากที่สุด 2 แบบ ได้แก่ “กง” (Gong) บ่งบอกถึงสถานที่พักอาศัยของจักรพรรดิโบราณหรือผู้เป็นอมตะ และ “เสียนหยาง” (Xianyang) หมายถึงเมืองหลวงของยุคราชวงศ์ฉิน

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบความแตกต่างทางองค์ประกอบของรูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงและเสียนหยาง ซึ่งคาดว่าเป็นสัญลักษณ์แทนของผลิตภัณฑ์ที่ถูกทำขึ้นจากโรงผลิต 2 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุเซรามิกสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ก่อนปีคริสตกาล)

ปัจจุบันมีรูปปั้นมนุษย์และม้ามากกว่า 8,000 ตัว ถูกขุดพบในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยรูปปั้นหลายร้อยตัวที่มีเครื่องหมายกงและรูปปั้นอีกหลายสิบตัวที่มีเครื่องหมายเสียนหยาง ถูกทำความสะอาดและบูรณะซ่อมแซมแล้ว

หลี่ซิ่วเจิน นักวิจัยของพิพิธภัณฑ์ฯ กล่าวว่ารูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงดูมีความยิ่งใหญ่และถูกทำขึ้นอย่างประณีตมากกว่า และการที่รูปปั้นแต่ละตัวมีสารพัดข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ศิลปะ และการจัดระเบียบสังคมอันย้อนกลับไปมากกว่า 2,000 ปีก่อน ทำให้กองทัพทหารดินเผานี้น่าหลงใหลและน่าค้นหามาก

หลี่เสริมว่านักวิจัยพบว่าราชวงศ์ฉินสร้างกองทัพทหารดินเผาขนาดใหญ่นี้จากรูปแบบการบริหารจัดการและกระบวนการผลิตจากโรงผลิต

ที่มา : xinhuathai

ถ้าฉีดวัคซีนแล้วแพ้ ใครจะรับผิดชอบ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641359

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.ถ้าฉีดวัคซีนแล้วแพ้ ใครจะรับผิดชอบ? หลังหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีน คำถามถึงความรับผิดชอบกรณีเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงก็เป็นที่พูดถึง

ความพยายามจัดหาวัคซีน Covid-19 ให้เพียงพอต่อคนในประเทศบีบบังคับให้รัฐบาลต้องเลือกว่าจะยอมจ่ายค่าชดเชยให้กับคนที่แพ้วัคซีนแทนบริษัทผู้ผลิตหรือไม่ 

แม้ว่าโดยปกติแล้วผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิดของวัคซีนหลังจากผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแทบไม่ค่อยเกิดขึ้น ทว่าการพัฒนาวัคซีน Covid-19 ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือนจากที่ต้องใช้เวลาหลายปี ก็ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงบางอย่างจะพบหลังจากฉีดวัคซีนเป็นวงกว้างแล้วเท่านั้น

จากข้อมูลของนิตยสาร Science พบว่ามีคนแพ้วัคซีนทั้งของไฟเซอร์ (Pfizer) และไบโอเอ็นเทค (BioNTech) แล้วอย่างน้อย 8 รายในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรายล่าสุดเป็นแพทย์สหรัฐจากเมืองบอสตันที่มีประวัติภูมิแพ้หอยอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ประเด็น “ความรับผิดทางกฎหมาย” จึงกลายเป็นหนึ่งในข้อตกลงเจรจาซื้อขายวัคซีน เนื่องจากบรรดาผู้ผลิตวัคซีนต่างก็กลัวว่าจะต้องแบกรับต้นทุนทางกฎหมายก้อนโต รวมทั้งค่าชดเชยความเสียหายมากกว่าที่จะต้องเผชิญจากการพัฒนาวัคซีนที่ผ่านการทดลองนานกว่าวัคซีน Covid-19

ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สหรัฐ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ต่างยอมรับความเสี่ยงนี้และพร้อมจ่ายค่าชดเชยความเสียหายแทนบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหากเกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้

เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นคือการคุ้มครองประชาชน และอีกเหตุผลคือ เพื่อให้ได้วัคซีนในราคาที่ถูกลงซึ่งสุดท้ายประชาชนก็ได้ประโยชน์อยู่ดี

ภายใต้สัญญากับบริษัท แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) สหภาพยุโรปจ่ายเงินค่าวัคซีนเพียง 2.5 ยูโร หรือ 92.34 บาทต่อโดส แลกกับการที่รัฐบาลอียูเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหาย แต่สัญญากับซาโนฟี่ (Sanofi) ต้องจ่ายประมาณ 10 ยูโร หรือ 369.36 บาท เพราะไม่มีข้อตกลงรับผิดชอบแทนดังกล่าว

สำหรับสหรัฐ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์อ้างกฎหมายการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่บริษัทผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ อาทิ วัคซีน ยกเว้นกรณีเป็นความผิดพลาดโดยจงใจของบริษัท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ถึงปี 2024

หมายความว่านับจากนี้ไปอีก 4 ปีบริษัทผู้ผลิตยาจะไม่ต้องถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน Covid-19 และไม่สามารถฟ้องร้ององค์การอาหารและยา (FDA) ได้เช่นกัน เนื่องจากมีเอกสิทธิ์คุ้มกัน

แต่สหรัฐมีกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย (CICP) ซึ่งจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงจากบริษัทผู้ผลิตยาที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

CNBC ระบุว่า หากการเรียกร้องสำเร็จผู้เสียหายจะได้รับเงินชดเชยสูงสุด 50,000 เหรียญสหรัฐหรือ 1,503,500 บาทต่อปีสำหรับการขาดรายได้และค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าเสียหายจากการได้รับความเจ็บปวด หากเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 370,376 เหรียญสหรัฐ หรือ 11,137,206 บาท

ทว่า เดวิด คาร์นีย์ รองประธานเนติบัณฑิตยสภาที่เชี่ยวชาญด้านการได้รับความเสียหายจากวัคซีนเผยกับ CNBC ว่า การเรียกร้องจาก CICP ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากวัคซีนโดยตรง และต้องยื่นคำร้องภายใน 12 เดือนนับแต่ได้รับวัคซีน

และนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว CICP ปฏิเสธคำร้องเสียส่วนใหญ่ โดยจ่ายเงินชดเชยความเสียหายเพียง 29 เคสจากคำร้องทั้งหมด 499 คำร้อง รวมเงินทั้งสิ้น 6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 180.42 ล้านบาท

ส่วนกฎหมายจีนระบุว่า รัฐบาลแต่ละมณฑลต้องรับผิดชอบค่าชดเชยจากผลข้างเคียงของวัคซีนฟรีที่ทางรัฐบาลจัดหาให้ และผู้ผลิตวัคซีนต้องรับผิดชอบกรณีที่ผู้เสียหายจ่ายเงินเพื่อรับวัคซีนเอง โดยจำนวนค่าเสียหายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลข้างเคียงและจีดีพีในท้องถิ่น

รัฐบาลรัสเซียเผยว่าจะรับผิดชอบค่าชดเชยส่วนหนึ่งหากเกิดความผิดพลาดกับวัคซีน Sputnik V เช่นกัน

ขณะที่โครงการ Covax ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นโครงการระดมเงินทุนเพื่อจัดซื้อวัคซีนต้าน Covid-19  และแจกจ่ายให้กับทุกประเทศอย่างเท่าเทียมจะจ่ายค่าชดเชยแทนบริษัทผู้ผลิตเช่นกัน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดหาวัคซีน

เคอิจิ ฟุคุดะ จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่เคยร่วมงานกับ WHO เผยว่า การตัดสินใจจ่ายเงินชดเชยแทนผู้ผลิตวัคซีนสอดคล้องกับกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไข้หวัดนก (H1N1) ระบาดเมื่อปี 2009-2010 เมื่อบรรดาผู้ผลิตวัคซีนแจ้งไปยัง WHO ว่าเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทจะรับผิดชอบทั้งหมด

ในขณะนั้นได้ข้อสรุปว่า ผู้ผลิตจะต้องรับผิดในกรณีที่พบความบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของวัคซีน ส่วนรัฐบาลรับผิดชอบกรณีที่เกิดผลข้างเคียงร้ายแรง

นอกจากนี้ Covax ใช้ระบบชดเชยความเสียหายที่เรียกว่า no-fault compensation หรือการชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงร้ายแรงของวัคซีน Covid-19 โดยผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องฟ้องร้อง แต่ยังต้องพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของวัคซีนและผลข้างเคียง

จำนวนค่าชดเชยจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลกระทบและจีดีพีของประเทศของผู้เสียหาย โดยเงินส่วนนี้ Covax จะได้จากการเก็บภาษีวัคซีนที่บริษัทผู้ผลิตบริจาคและจากประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

มาดูร้านสตรีทฟู้ด 2,000 ปีในเมืองปอมเปอี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641348

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 15:27 น.มาดูร้านสตรีทฟู้ด 2,000 ปีในเมืองปอมเปอีนักโบราณคดีค้นพบร้านอาหารและเครื่องดื่มริมทางในเมืองปอมเปอีพร้อมภาชนะและวัตถุดิบยังอยู่ครบ

รอยเตอร์สรายงานว่านักโบราณคดีค้นพบร้านอาหารและเครื่องดื่มริมทางอายุราว 2,000 ปี ในเมืองปอมเปอีซึ่งเป็นเมืองที่ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าหินภูเขาไฟหลังเกิดภูเขาไฟระเบิดตั้งแต่ปี ค.ศ.79

ร้านดังกล่าวสร้างด้วยปูนเปียก หน้าเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยจิตรกรรมสีสันสดใสเป็นภาพสัตว์ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในอาการที่ขาย เช่น ไก่ และเป็ด นอกจากนี้ยังพบไหสำหรับบรรจุอาหารร้อน ชามทองสัมฤทธิ์ที่เรียกว่า “ปาเตรา” โถเซรามิกที่ใช้สำหรับทำซุป ขวดไวน์ และโถ

รวมถึงร่องรอยอาหารที่มีอายุราว 2,000 ปี โดยวาเลเรีย อโมเรตติ นักมานุษวิทยาเผยว่ามีการพบร่องรอยของเนื้อหมู เนื้อวัว ปลา และหอยทากในภาชนะ แสดงให้เห็นว่ามีการใช้สัตว์นานาชนิดมาปรุงอาหาร

นักโบราณคดีคาดว่านี่คือร้านอาหารริมทางสำหรับผู้คนชาวโรมันที่สัญจรไปมาเมื่อหลายพันปีก่อน และแมสซิโม โอซานน่า ผู้อำนวยการอุทยานโบราณคดีปอมเปอีกล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบที่พิเศษอย่างยิ่ง

Photo by Luigi Spina / AFP

ยูเอ็นห่วงแรงงานไทยในเกาหลีใต้เสียชีวิตพุ่งหลายร้อยราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641333

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.ยูเอ็นห่วงแรงงานไทยในเกาหลีใต้เสียชีวิตพุ่งหลายร้อยรายเปิดเผยข้อมูลแรงงานไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้จำนวนมาก ซ้ำเจอติดโควิดอีก 67 ราย สถานทูตไทยยันไม่ทอดทิ้ง

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในเกาหลีใต้ยังคงวิกฤต ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวมทั่วประเทศ 55,902 ราย โดยข้อมูลล่าสุดจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ระบุว่ามีผู้ติดเชื้อเป็นชาวไทยที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ 67 ราย สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดที่ร้านอาหารไทยในเมืองชอนัน

ก่อนหน้านี้มูลนิธิทอมสันรอยเตอร์สยังได้เปิดเผยว่ามีแรงงานชาวไทยเสียชีวิตที่เกาหลีใต้จำนวนมาก โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถานทูตไทยในกรุงโซลพบว่านับตั้งแต่ปี 2015 มีคนไทยอย่างน้อย 522 คนเสียชีวิตในเกาหลีใต้ ซึ่ง 84% เป็นแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน

โดยในปีนี้มียอดเสียชีวิตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์คือ 122 คน ท่ามกลางความกังวลของแรงงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ระหว่างปี 2015-2018 แรงงานไทยในเกาหลีใต้เสียชีวิตถึง 283 คนซึ่งเป็นสถิติที่มากกว่าแรงงานไทยในประเทศอื่นๆ ทุกประเทศ

ทั้งนี้ คนไทยทั้งหมด 40% ไม่ทราบสาเหตุการตาย และที่เหลือเสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพ, อุบัติเหตุ และการฆ่าตัวตาย

นิลิม บารัวห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แห่งองค์การสหประชาชาติ (UN) แสดงความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวโดยมองว่าเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสนใจและตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ซึ่งแรงงานที่ไม่มีเอกสารจะได้รับการคุ้มครองน้อย และมีความน่าเป็นห่วงด้านสุขภาพและความปลอดภัย

ด้านองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานแห่งสหประชาชาติ (IOM) กล่าวว่ามีความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวเช่นกันและกำลังติดตามสถานการณ์

ขณะที่กระทรวงแรงงานความยุติธรรมและการต่างประเทศของเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว และสถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงเทพฯ ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็น

ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแรงงานข้ามชาติไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะโดยรัฐบาลทั้งสองฝ่าย จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจในการแก้ไขเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทำให้แรงงานตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น

แรงงานและเจ้าหน้าที่ไทยกล่าวว่าแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารในเกาหลีใต้หลายหมื่นคนทำงานหนักเกินไป ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล และไม่กล้าเรีกร้องเพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากประเทศ

มูลนิธิทอมสันรอยเตอร์สได้พูดคุยกับแรงงานไทยในเกาหลีใต้ที่ไม่มีเอกสาร 7 คน โดยพวกเขาเผยว่าได้รับค่าจ้างน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และทำงานเป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมที่สกปรกหรืออันตราย

ข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศของไทยเผยว่า คนไทยอย่างน้อย 460,000 คนทำงานในต่างประเทศทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยเกาหลีใต้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ซึ่งมีแรงงานชาวไทยประมาณ 185,000 คน

Photo by Jung Yeon-je / AFP

ฮ่องกงล่าตัว 30 นักเคลื่อนไหวที่หนีไปต่างแดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641335

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 12:43 น.ฮ่องกงล่าตัว 30 นักเคลื่อนไหวที่หนีไปต่างแดนทางการฮ่องกงกำลังตามตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ 30 คน และจนถึงตอนนี้ถูกรวบไปแล้ว 40 คน

สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตำรวจฮ่องกงตัวกำลังตามนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 30 คน ที่หนีไปกบดานอยู่ในต่างแดน ทั้งยุโรป สหรัฐ และไต้หวันเพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีในข้อหาปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ขัดกับกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จากทางการจีน ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

แหล่งข่าวเผยว่า คนที่ทางการฮ่องกงต้องการตัวรวมถึงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่าง ซิกซ์ตัส เหลียง ซึ่งหนีไปสหรัฐเมื่อวันที่ 30 พ.ย. และเท็ด ฮุย ซึ่งบินไปเดนมาร์กเมื่อปลายเดือน พ.ย.และขณะนี้อยู่ในอังกฤษ โดยทั้งคู่ยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า ประเทศตะวันตกหลายประเทศได้ยกเลิกสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงหลังจากกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ใช้บังคับ มีความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องสงสัยที่ทางการฮ่องกงต้องการตัวจะไม่ถูกส่งตัวกลับ แต่หากผู้ต้องสงสัยกลับฮ่องกงจะถูกจับกุมทันที

นอกจากนี้ หลังจากบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวถูกทางการฮ่องกงจับกุมตัวไปแล้ว 40 คน