ผู้บริหารระดับสูงรอดแม้ชาวอเมริกันตกงานหลายสิบล้านคนในช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637724

วันที่ 11 พ.ย. 2563 เวลา 15:30 น.ผู้บริหารระดับสูงรอดแม้ชาวอเมริกันตกงานหลายสิบล้านคนในช่วงโควิดแม้บริษัทในสหรัฐจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ผู้บริหารระดับสูงยังคงได้เงินชดเชย

สำนักข่าว AFP รายงานว่าขณะที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างหนักจนต้องไล่พนักงานธรรมดาๆ ออกไป แต่การจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารระดับสูงยังคงเดิม 

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยคณะกรรมการประชุมร่วมกับที่ปรึกษาเซมเลอร์ บรอสซี และเอสเกจพบว่ามีบริษัทเพียงประมาณหนึ่งในห้าของ Russell 3000 Index (ดัชนีที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของบริษัท) เท่านั้นที่ลดจ่ายเงินให้กับผู้บริหาร

โดยคณะกรรมการของบริษัทล้วนเลือกทางเลือกที่ดีต่อผู้บริหารระดับสูงแม้ว่าในหลายบริษัทมีการเลิกจ้างพนักงานตำแหน่งอื่นๆ

คณะกรรมการจำนวนมากดูเหมือนว่าจะเต็มใจที่จะมองข้ามผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 โดยมองว่าเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานของผู้บริหารจึงไม่ลดเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้บริหาร แม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบก็ตาม

ตัวอย่างเช่นร้านอาหารดาร์เดน เลือกที่จะไม่รวมการขายระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2020 เมื่อคำนวณโบนัสสำหรับปีบัญชีที่สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม โดยหัวหน้าผู้บริหารได้รับค่าตอบแทนในปีนี้ 8.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 10.7 ล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อน

ข้อมูลล่าสุดจากสหพันธ์แรงงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าค่าตอบแทนเฉลี่ยของผู้บริหารอยู่ที่ 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 โดยในบริษัทชั้นนำ 500 แห่งมีค่าจ้างรวมกัน 14.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 264 เท่าของค่าจ้างคนงานโดยเฉลี่ยในปี 2019

ฮ่องกงยัดข้อหาไม่รักชาติตัดสิทธิ์ ส.ส. 4 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637723

วันที่ 11 พ.ย. 2563 เวลา 14:20 น.ฮ่องกงยัดข้อหาไม่รักชาติตัดสิทธิ์ ส.ส. 4 คน หลังจากจีนผ่านกฎหมายให้อำนาจตัดสิทธิ์ ส.ส. ฮ่องกงก็ลงดาบทันที

รัฐบาลฮ่องกงประกาศให้สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายประชาธิปไตย 4 คนขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ได้แก่ อัลวิน หยาง, เดนนิส กว็อก, กว็อกกากี และเคนเนเธ กว็อก หลังจากทางการจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านกฎหมายให้อำนาจฮ่องกงตัดสิทธิ์สมาชิกสภาที่ไม่รักชาติหรือป็นภัยกับความมั่นคงของชาติโดนไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาล ส่งผลให้สมาชิกสภาฝ่ายประชาธิปไตยที่เหลืออีก 16 คนเตรียมลาออกทั้งหมดเพื่อประท้วงคำสั่งดังกล่าว 

กว็อกกากีหนึ่งใน ส.ส. ที่ถูกตัดสิทธิ์เผยว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราและตัวผมเองในวันนี้ที่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่วันที่ยากที่สุดหรือเศร้าที่สุดสำหรับฮ่องกง แต่ผมไม่ต้องการให้ชาวฮ่องกงยอมแพ้ เรายอมแพ้ไม่ได้”

ความเคลื่อนไหวนี้ก่อให้เกิดคำถามถึงอนาคตของสภานิติบัญญัติของฮ่องกง เพราะหลังจากนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยได้รับเลือกเข้าสภามากถึง 29 คนเมื่อปี 2016 ทางการจีนก็เริ่มออกกฎเพื่อตัดสิทธิ์ของ ส.ส. เหล่านี้ไปเกือบ 10 คนแล้ว

นอกจากนี้ ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยที่เหลืออยู่มีคดีเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลติดตัว เสี่ยงจะถูกตัดสิทธิ์อีกในอนาคต

ฝ่ายบริหารทรัมป์ไม่หยุดโจมตีจีน แม้ใกล้หลุดพ้นตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637715

วันที่ 11 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.ฝ่ายบริหารทรัมป์ไม่หยุดโจมตีจีน แม้ใกล้หลุดพ้นตำแหน่งรมว.ต่างประเทศเผยฝ่ายบริหารทรัมป์ยังไม่เสร็จสิ้นกับการต่อกรกับจีน

บลูมเบิร์กรายงาน ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐยังไม่เสร็จสิ้นการดำเนินมาตรการรับมือกับจีน ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนในการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ปอมเปโอกล่าวในสุนทรพจน์เมื่อวันอังคาร (10 พ.ย.) ที่สถาบันโรนัลด์เรแกน โดยเรียกรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า “ปีศาจมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์” ซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการที่โหดเหี้ยมและต่อต้านเสรีภาพของมนุษย์

นอกจากนี้สหรัฐยังใช้มาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ 4 คนที่ถูกกล่าวหาว่าบ่อนทำลายเอกราชของฮ่องกง และส่งสัญญาณว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์พร้อมที่จะโจมตีจีนต่อไปแม้ว่าโจ ไบเดนจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตามปอมเปโอไม่ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งรวมถึงการที่ทรัมป์ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ คีธ คราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเดินทางไปเยือนไต้หวันในวันที่ 20 พ.ย. เพื่อเจรจาทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการเดินทางไปไต้หวันครั้งที่สามโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐภายใต้การบริหารของทรัมป์

ขณะที่จู เฟิงเหลี่ยน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนกล่าวว่ารัฐบาลจีนต่อต้านแผนการเยือนไต้หวันของคราช

ฮ่องกง-สิงคโปร์ จับมือเปิดทราเวลบับเบิลเจ้าแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637709

วันที่ 11 พ.ย. 2563 เวลา 11:44 น.ฮ่องกง-สิงคโปร์ จับมือเปิดทราเวลบับเบิลเจ้าแรกของโลกฮ่องกงและสิงคโปร์จ่อจับคู่ท่องเที่ยว 22 พ.ย. นี้

ฮ่องกงและสิงคโปร์จะเริ่มจับคู่ท่องเที่ยวหรือทราเวลบับเบิล ในวันที่ 22 พ.ย. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้งหลังประสบปัญหาจากวิกฤตโควิด-19 ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดพรมแดนอีกครั้งก่อนที่จะมีวัคซีนออกสู่ท้องตลาด

ออง เย คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์กล่าวว่า ข้อตกลงทราเวลบับเบิลนี้เป็นข้อตกลงแรกของโลกซึ่งอาจเป็นแม่แบบให้กับประเทศอื่นๆ ได้หากประสบความสำเร็จ และเชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟูสนามบินชางงีและสิงคโปร์แอร์ไลน์

โดยจะมีหลายเที่ยวบินจากสิงคโปร์แอร์ไลน์ และคาเธ่ย์แปซิฟิค ซึงเปิดเที่ยวบินขาเข้าทั้งสองฝ่ายวันละ 1 เที่ยว จากนั้นจะเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยวตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งอนุญาตให้มีผู้โดยสารสูงสุด 200 คนในแต่ละเที่ยวบิน

ลีลิกซิน รองประธานบริหารฝ่ายการพาณิชย์ของสิงคโปร์แอร์ไลน์เผยว่า มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้ทราเวลบับเบิล ประสบความสำเร็จ ขณะที่ต้องคำนึงถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ จะมีส่วนในการอนุมัติทราเวลบับเบิลครั้งนี้

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากฮ่องกงและสิงคโปร์กล่าวว่าผู้เดินทางไม่ต้องทำการกักตัวเพียงแต่ต้องผ่านการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง และการขออนุมัติการเดินทางควรทำทางออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน รวมถึงผู้เดินทางต้องอยู่ในฮ่องกงหรือสิงคโปร์เป็นเวลา 14 วันก่อนออกเดินทาง

อาเซียนจ่อเก็บภาษีสตรีมมิงต่างชาติรวมถึงเน็ตฟลิกซ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2563 เวลา 09:00 น.อาเซียนจ่อเก็บภาษีสตรีมมิงต่างชาติรวมถึงเน็ตฟลิกซ์ประเทศภูมิภาคอาเซียนเล็งเก็บภาษีบริษัทสตรีมมิงต่างชาติ ชี้ไม่เป็นธรรมต่อบริษัทในประเทศ

รอยเตอร์สรายงาน เน็ตฟลิกซ์ บริษัทผู้ให้บริการสื่อข้ามชาติกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยหน่วยงานกำกับดูแลได้จัดการประชุมหารือเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับการผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคเก็บภาษีจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย รวมทั้งไทยเริ่มร่างกฎหมายเพื่อให้สตรีมมิงจากต่างชาติชำระภาษีให้กับประเทศ

ล่าสุด (10 ต.ค.) เหวฺงียน หมั่ญ ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารเวียดนามกล่าวว่า การที่บริษัทสตรีมมิงต่างชาติ เช่น เน็ตฟลิกซ์ และแอปเปิลไม่ต้องจ่ายภาษีจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากบริษัทภายในประเทศต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านภาษี

ขณะนี้กระทรวงสารสนเทศและกระทรวงการคลังกำลังทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินการในการเก็บภาษี โดยคำนวณรายได้ของบริษัทสตรีมมิงต่างประเทศในเวียดนามนับตั้งแต่เข้าสู่ตลาด

จากการคำนวณของกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารพบว่า บริษัทสตรีมมิงต่างชาติมีรายได้รวมกันเกือบ 43.15 ล้านเหรียญสหรัฐจากสมาชิก 1 ล้านคน และไม่เคยจ่ายภาษีให้เวียดนาม

นอกจากนี้เนื้อหาบางส่วนในเน็ตฟลิกซ์ยังมีการละเมิดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และอำนาจอธิปไตยของเวียดนาม, ความรุนแรง, การใช้สารเสพติด และเรื่องเพศอีกด้วย

กัมพูชารื้อตึกสหรัฐในฐานทัพอีกแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637681

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 20:00 น.กัมพูชารื้อตึกสหรัฐในฐานทัพอีกแล้วกัมพูชาเดินหน้ารื้ออาคารที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐหลังที่ 2 ในรอบ 2 เดือน  

พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ทางการกัมพูชาได้รือทำลายอาคารด้านการทหารที่ก่อสร้างเมื่อปี 2017 โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนทางสหรัฐในฐานทัพเรือเรียมทางตอนใต้ของประเทศ หลังจากรื้อทำลายอาคารสำนักงานใหญ่ทางยุทธวิธีของคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความมั่นคงทางทะเลที่ได้รับเงินจากสหรัฐเช่นกันไปเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ในเวลาต่อมา แชด โรเดอไมเออร์ โฆษกสถานทูตสหรัฐเผยถึงการกระทำของกัมพูชาว่า “เรารู้สึกผิดหวังมากที่กองทัพกัมพูชาทำลายอาคารด้านการทหารที่สหรัฐสนับสนุนเงินทุนให้โดยไม่มีการแจ้งหรือคำอธิบายใดๆ”

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้วสหรัฐยังตั้งข้อสังเกตว่าการรื้อถอนอาคารของสหรัฐอาจเกี่ยวข้องกับแผนที่ทางการกัมพูชาจะเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาใช้ฐานทัพเรือเรียม ทว่า เตีย บัญ ยืนยันว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของกัมพูชาและไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งสหรัฐก่อน และย้ำว่า “กัมพูชามีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ที่ต้องการช่วยให้กัมพูชาพัฒนา”

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อปีที่แล้วว่ามีการทำข้อตกลงลับอนุญาตให้จีนจอดเรือรบในฐานทัพเรียม ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธ

ฐานทัพเรือเรียมถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ในอ่าวไทย เนื่องจากเป็นทางออกไปสู่ทะเลจีนใต้ได้

ยุติสงครามอาเซอร์-อาร์เมเนีย หลังยืดเยื้อนาน 6 สัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637666

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 19:31 น.ยุติสงครามอาเซอร์-อาร์เมเนีย หลังยืดเยื้อนาน 6 สัปดาห์รัสเซียเป็นตัวกลางระหว่างอาเซอร์-อาร์เมเนียลงนามข้อตกลงหยุดยิง

1. เหตุการณ์ปะทะรุนแรงระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน เป็นการต่อสู้ครั้งล่าสุดบนพื้นที่พิพาทนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกันมายาวนานหลายทศวรรษ

2. กระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานเริ่มการปะทะโดยกล่าวว่าเพื่อปกป้องประชากร โดยอิลฮัม แอลีเยฟ ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจานกำหนดเคอร์ฟิวในบากูและเมืองอื่นๆ อีกหลายเมือง ขณะที่มีประกาศกฎอัยการศึกทั่วอาร์เมเนีย

3. วันที่ 28 กันยายน เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกีเรียกร้องให้อาร์เมเนียยุติการยึดครองนากอร์โน-คาราบัค ก่อนที่อาร์เมเนียจะกล่าวหาว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ของตุรกียิงเครื่องบินรบของอาร์เมเนีย

4. รัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรกับอาร์เมเนียเรียกร้องให้ตุรกีหยุด “เติมเชื้อไฟให้กับเปลวไฟ” รวมถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการต่อสู้

5. 1 ตุลาคม ประธานาธิบดีฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐเรียกร้องให้หยุดยิงท่ามกลางความกังวลว่ารัสเซียและตุรกีอาจเข้าร่วมสงครามนี้

6. เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ทำข้อเสนอต่อรัฐบาลทั้งสองประเทศว่ารัสเซียยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพในการเจรจายุติการสู้รบระหว่างกองกำลังอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียได้มีการหารือเกี่ยวกับการสู้รบดังกล่าวกับประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสทางโทรศัพท์

7. ขณะที่ประธานาธิบดีแอลีเยฟยืนยันว่าอาเซอร์ไบจานจะไม่หยุดการตอบโต้จนกว่าทหารอาร์เมเนียจะถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากพื้นที่พิพาท

8. การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการอพยพประชาชน 140,000 คนออกจากพื้นที่พิพาท บ้านและอาคารหลายหลังได้รับความเสียหาย รวมถึงโบสถ์ถูกทิ้งระเบิด

9. รัสเซียเป็นตัวกลางเจรจาจนกระทั่งทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดยิง แต่ในไม่ช้าก็กลับมาสู้รบกันอีกครั้ง

10. อาร์เมเนียขอความช่วยเหลือจากรัสเซีย ขณะที่รัสเซียกล่าวว่าจะให้ความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นหากการสู้รบลุกลามเข้าไปในดินแดนอาร์เมเนีย ตามสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (CSTO) แต่จะไม่ก้าวก่ายพื้นที่นากอร์โน-คาราบัคเนื่องจากไม่ได้อยู่ในสนธิสัญญา

11. 8 พฤศจิกายน อาเซอร์ไบจานอ้างว่าได้ยึดเมืองชูชาซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของนากอร์โน-คาราบัค พร้อมอ้างว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของอาเซอร์ไบจาน ขณะที่อาร์เมเนียปฏิเสธชัยชนะพร้อมกล่าวว่าการต่อสู้ยังไม่จบ

12. วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียทำข้อตกลงสันติภาพเพื่อให้ทั้งสองประเทศหยุดยิง โดยอาร์เมเนียยอมจำนนพร้อมยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวสร้างความเจ็บปวด ขณะที่อาเซอร์ไบจานอ้างว่าจะได้เปรียบในข้อตกลงนี้ ส่งผลให้มีกลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ของรัฐบาลอาร์เมเนียเพื่อแสดงความไม่พอใจ

Photo by ARIS MESSINIS / AFP

วัคซีนโควิด ใครผลิตได้ก่อนคนนั้นรวยอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637664

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.วัคซีนโควิด ใครผลิตได้ก่อนคนนั้นรวยอื้อเจ้าไหนแพงเจ้าไหนถูก เปิดราคาวัคซีน Covid-19 ที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาด

วัคซีน Covid-19 ได้รับความสนใจจากชาวโลกอีกครั้งหลังจากบริษัทผลิตยาไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer และ BioNTech) ประกาศว่าวัคซีนที่อยู่ในการทดลองระยะที่ 3 มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ถึง 90% ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นรับข่าวดีนี้

นอกจากนี้ วัคซีนของเจ้าอื่นก็มีความเคลื่อนไหวในเวลาใกล้เคียงกัน อาทิ กระทรวงสาธารณสุขรัสเซียแถลงยืนยันว่าวัคซีน Sputnik V มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% เช่นเดียวกับของไฟเซอร์ แม้จะยังไม่เริ่มทดลองในระยะที่ 3 ก็ตาม ส่วนแอนติบอดีของ Eli Lilly ก็เพิ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA)

เมื่อช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาหลายบริษัทเริ่มเปิดเผยราคาวัคซีนซึ่งแตกต่างกันไปดังนี้

โมเดอร์นา (Moderna) ตั้งราคาไว้ที่ 32-37 เหรียญสหรัฐ หรือ 975.36-1,127.76 บาท สำหรับการสั่งซื้อจำนวนน้อย โดย สเตฟาน บองเซล ซีอีโอของโมเดอร์นาระบุว่า ราคาจะต่ำกว่านี้หากซื้อจำนวนมาก

บองเซล ยังกล่าวอีกว่า โมเดอร์นากำหนดการตั้งราคาวัคซีน Covid-19 ไว้ 2 ระยะคือช่วงที่โรคกำลังระบาดทั่วโลก (pandemic) โดยราคาจะต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และช่วงที่กลายเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) แล้ว ราคาจะเป็นไปตามราคาของวัคซีนเชิงพาณิชย์อื่นๆ ซึ่งหมายความว่าราคาอาจสูงขึ้น

จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ทำสัญญาว่าจะผลิตวัคซีน 100 ล้านโดส มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐหลังได้รับอนุมัติจาก FDA ซึ่งเฉลี่ยแล้ววัคซีนของจอห์นสันอยู่ที่ 10 เหรียญสหรัฐ หรือ 304.78 บาทต่อโดส

ขณะที่วัคซีนของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer และ BioNTech) สนนราคาโดสละ 19.50 เหรียญสหรัฐ หรือ 594.20 บาท โดยต้องฉีดคนละ 2 โดส โนวาแว็กซ์ (Novavax) สตาร์ทอัพในรัฐแมริแลนด์ของสหรัฐ ราคา 16 เหรียญสหรัฐ หรือ 487.54 บาทต่อโดส

จนถึงตอนนี้ราคาวัคซีน Covid-19 ที่ถูกที่สุดเป็นวัคซีนที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัท แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการทดสอบขั้นสุดท้าย สนนราคาอยู่ที่ 4 เหรียญสหรัฐ หรือ 121.84 บาทต่อโดส

ซิโนแวค (Sinovac) ของจีนจำหน่ายในบางเมืองเป็นการฉุกเฉินในราคา 60 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,825.53 ลาทต่อ 2 โดส ส่วนวัคซีนของซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ของจีนอยู่ที่ 145 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,416.19 บาทต่อ 2 โดสซึ่งสูงที่สุดในโลก

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป สำนักข่าวรอยเตอร์สพบว่าสาเหตุที่ราคาวัคซีนของแอสตราเซเนกาต่ำกว่าเจ้าอื่น เป็นเพราะสัญญาซื้อขายวัคซีนของแอสตราเซเนกากับรัฐบาลยุโรปมีข้อตกลงจำกัดความรับผิดชอบของบริษัทในกรณีที่ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของวัคซีน ขณะที่เจ้าอื่นไม่มีข้อสัญญาลักษณะนี้จึงต้องตั้งราคาสูงกว่า

ขณะนี้ทั่วโลกมีวัคซีนที่อยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 10 ตัว ดังนั้นหลังจากนี้มีแนวโน้มว่าหลังการแถลงข่าวของไฟเซอร์ แต่ละบริษัทจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อให้ได้เป็นเจ้าแรกที่ผลิตวัคซีนออกสู่ท้องตลาด เพราะนั่นหมายถึงเงินรายได้มหาศาล ขณะที่ผู้บริโภคอาจมีวัคซีนใช้กันเร็วขึ้น

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อไฟเซอร์ประกาศผลสำเร็จการทดลองวัคซีน รัฐบาลของสหราชอาณาจักรก็แถลงแทบจะในทันทีว่าจะได้รับวัคซีนจำนวน 10 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้หากหน่วยงานกำกับดูแลอนุมัติ และอาจจะได้จำนวนรวมทั้งหมดถึง 40 ล้านโดส

ท่าทีแบบนี้ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเท่ากับเป็นการจี้ให้บริษัทอื่นๆ ต้องรีบออกมามีปฏิกิริยาตอบสนองกับความสำเร็จอขงไฟเซอร์ ปรากฎว่าในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นบริษัทเวชภัณฑ์ต่างๆ รีบออกมาประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เช่น บริษัทอีไล แอนด์ ลิลลี (Eli Lilly & Co.) ได้รับอนุญาตให้ใช้การรักษาด้วยแอนติบอดี้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา ผลก็คือหุ้นของ Lilly (ซึ่งมีฐานอยู่ในอินเดียแนโพลิส) เพิ่มขึ้นมากถึง 5.2% ในการซื้อขายช่วงดึกของวันจันทร์ จนถึงขณะนี้ราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้น 8.3% ในปีนี้

ต่อมาบริษัทไบโอเอ็นเทค “เกทับ” บริษัทอื่นๆ ด้วยการประกาศกำหนดราคาวัคซีนให้ต่ำกว่าราคาตลาดโดยกำลังวางแผนที่จะกำหนดราคาสูตร 2 ช็อตให้ต่ำกว่า “อัตราปกติของตลาด” และจะแยกการกำหนดราคามห้ต่างกันระหว่างประเทศหรือภูมิภาค

ไม่ทันไร บริษัทเมดิคาโก (Medicago) ผู้พัฒนายาจากแคนาดากล่าวว่าการทดลองร่วมกันระหว่างวัคซีนและวัคซีนบูสเตอร์ของบริษัทแกลกโซสมิธไคลน์ (GlaxoSmithKline) ทำให้เกิดแอนติบอดีต่อต้านไวรัสในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีทั้งหมดในการศึกษาระยะแรก

ต่อมาอีกไล่เลี่ยกัน มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยว่าที่ผ่านมาว่าได้ร่วมมือกับบริษัท Thermo Fisher Scientific เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยในการส่งมอบข้อมูลการทดสอบโควิด-19 ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยให้ทางมหาวิทยาลัยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจเชื้อได้มากถึง 50,000 ครั้งต่อวัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหัวหน้าผู้ทดลองวัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ดบอกกับสมาชิกสภาของสหราชอาณาจักรว่าวัคซีนไม่น่าจะพร้อมใช้ในช่วงคริสต์มาสปีนี้

แม้แต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียยังกล่าวว่าวัคซีนป้องกันโควิด -19 ของรัสเซียทั้งหมดได้ผลและในไม่ช้ารัสเซียจะลงทะเบียนการฉีดไวรัสครั้งที่สาม

ความคืบหน้าเหล่านี้เกิดขึ้นในวันที่ 9 – 10 พฤศจิกายน ในช่วงเวลาไม่ถึง 12 ชั่วโมงหลังการประกาศของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเราคงเห็นแล้วว่ามันมีผลสะเทือนแค่ไหน

ตอนนี้วัคซีนของไฟเซอร์อยู่ในขั้นตอนของการทดลองระยะที่ 3 ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.ค. โดยอาสาสมัครครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีน และอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอกเป็นน้ำเกลือ แล้วรอให้มีอาสาสมัครติดเชื้อโคโรนาไวรัส ก่อนจะฟันธงว่าวัคซีนป้องกัน Covid-19 ได้หรือไม่

จนถึงขณะนี้มีอาสาสมัครติดเชื้อแล้ว 94 คนจาก 44,000 คน และการทดลองจะดำเนินต่อไปจนมีผู้ติดเชื้อ 164 คน เมื่อถึงจุดนั้นจะนักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์ผลเป็นอันเสร็จสิ้นการทดลอง

นอกจากไฟเซอร์ วัคซีนอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือวัคซีนจากบริษัท ซิโนแวคของจีน เนื่องจากผลการทดลองค่อนข้างขัดแย้งกัน โดยรัฐบาลบราซิลสั่งระงับการทดลองวัคซีนโคโรนาแวค (Coronavac) โดยอ้างว่าเกิดผลข้างเคียงอย่างรุนแรง ทว่าไม่ได้ระบุรายละเอียด และหันไปเจรจากับไฟเซอร์แทน

ทว่า บริษัท ไบโอฟาร์มา (Bio Farma) รัฐวิสาหกิจผลิตยาของอินโดนีเซียกลับบอกว่าการทดลองวัคซีนของซิโนแวคเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า วัคซีนโคโรนาแวคต้องตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองในบราซิลระหว่าง ฌูเอา ดอเรีย ผู้ว่าการเมืองเซาเปาลู ที่สนับสนุนวัคซีนนี้และอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาลู ที่มีท่าทีไม่ชอบจีนเมื่อเดือนที่แล้วผู้นำบราซิลเคยเอ่ยปากว่าจะไม่ซื้อวัคซีนจากบริษัทซิโนแวคของจีน และเรียกวีคซีนของจีนว่าวัคซีนจาก “ประเทศอื่น”

ผู้นำบราซิลจึงไม่ใช่พวกที่ “ได้หน้าแล้วลืมหลัง” เพราะเขาไม่ชอบจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เราอาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเขาสลัดทิ้งวัคซีนจากจีนในเวลาประจวบเหมาะกับบริษัทวัคซีนของสหรัฐประสบความสำเร็จพอดี 

หากท่าทีของผู้นำบราซิลยังไม่ชัด ก็ขอให้ดูท่าทีของผู้นำญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ สุงะที่หลังจากไฟเซอร์ประกาศความสำเร็จ เขาก็ได้กล่าวย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเขาที่จะตุนวัคซีนป้องกันโควิด -19 ให้เพียงพอสำหรับประชากรทั้งหมดของญี่ปุ่นภายในครึ่งแรกของปีหน้า

ขณะที่อินโดนีเซียยังคงมั่นคงกับซิโนแวค เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่ยังเชื่อมั่นกับซิโนแวคของจีน ดูเหมือนว่าจีนจะประสบความสำเร็จในการปักหมุดขายวัคซีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าราคาของมันจะ “แพงโอเวอร์”

ในอนาคตเราอาจเห็นโลกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายวัคซีนจีน/รัสเซีย กับฝ่ายวัคซีนสหรัฐ/ยุโรป

ยกเว้นประเทศไทยที่พยายามพัฒนาวัคซีนของเราเอง ซึ่งเป็นความท้าทายที่หากทำสำเร็จจะไม่เพียงช่วยให้ไทยมีวัคซีนของเราเองโดยที่ไม่ต้องรอความกรุณาจากใครแล้ว เรายังสามารถแหวกตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ด้วย 

Photo by SILVIO AVILA / AFP

อเมริกันแตกแยกยากเยียวยา ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637649

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 16:40 น.อเมริกันแตกแยกยากเยียวยา ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ความขัดแย้งในสหรัฐ ความแตกต่างระหว่าง 2 ขั้วความคิดไม่ใช่แค่พรรคการเมือง

สังคมสหรัฐภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏความขัดแย้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นจากการเผชิญหน้าที่รุนแรงระหว่างผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้ามของทรัมป์ในระหว่างการเลือกตั้ง

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ กระตุ้นอารมณ์ต่อทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าผู้สนับสนุนจะชื่นชมผลงานต่างๆ ของทรัมป์ แต่พรรคเดโมแครตมองว่าเขาเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยอเมริกัน

อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการแบ่งขั้วระหว่างสองพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ต้นตอของความขัดแย้งในสังคมคือการแบ่งกลุ่มของประชาชนระหว่างชาตินิยมและโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่ว่าใครจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีไปครอง แต่ความขัดแย้งและแตกแยกเหล่านี้จะไม่สามารถคลี่คลายไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน

ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่า “นักโลกาภิวัตน์ที่บุคคลที่ต้องการให้โลกดีโดยไม่สนใจประเทศของตนเองมากนัก แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้” พร้อมยอมรับว่าเขาสนับสนุนแนวคิดชาตินิยม “เราปฏิเสธอุดมการณ์ของโลกนิยมและเราเรายอมรับคำสอนเรื่องการรักชาติ”

อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้มีสองความขัดแย้งหลักในสหรัฐ ประการแรกคือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ระหว่างคนผิวขาวและชนกลุ่มน้อย โดยในระยะหลังมานี้ ตำแหน่งทางการเมืองของคนผิวขาวลดลงและพวกเขาจะสูญเสียอำนาจเหนือประเทศในอนาคต ขณะที่อัตราส่วนของชนกลุ่มน้อยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเพิ่มความต้องการความเท่าเทียมและสิทธิของพวกเขา

เป็นเรื่องปกติที่ชนกลุ่มน้อยต้องการตำแหน่งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่สอดคล้องกัน แต่สิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายอย่างรุนแรงต่อวัฒนธรรมศาสนาและเชื้อชาติของสหรัฐ

ประการที่สองคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ซึ่งดูเผินๆ อาจมองว่าเป็นความขัดแย้งจากการแบ่งขั้วระหว่างสองพรรคการเมือง เนื่องจากผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำประชาธิปไตยซึ่งได้รับประโยชน์จากโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีเศรษฐกิจโลก ซึ่งขัดแย้งกับกลุ่มชาตินิยมอย่างรีพับลิกันโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ผู้สนับสนุนรีพับลิกันคือชนชั้นกลางและล่าง รวมถึงกลุ่มอนุรักษนิยม สังเกตได้อย่างชัดเจนในแผนที่การเลือกตั้ง โดยรัฐสีแดงมีจำนวนมากในกลุ่มประชากรและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างล้าหลัง ขณะที่รัฐสีฟ้าใช้ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและประชากรเพื่อนำไปสู่การสนับสนุนทางการเมืองในบางรัฐ

เช่นนี้แล้วความขัดแย้งในสหรัฐไม่อาจจบลงด้วยการเลือกตั้ง เนื่องจากต้นตอของความขัดแย้งนั้นไปไกลเกินกว่าการสนับสนุนรีพับลิกันหรือเดโมแครต แต่มันคือความแตกต่างทางความคิด เชื้อชาติ ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษาของประชาชนกว่า 300 ล้านคน

โดย เจม ซาล นักจิตอายุรเวชคนหนึ่งไม่เชื่อว่าการเยียวยารักษาความขัดแย้งในชาติจะง่ายเหมือนการเปลี่ยนประธานาธิบดี โดยมองว่ามันต้องใช้เวลาและความพยายามจากทั้งสองฝ่าย พร้อมเผยว่าความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของผู้คนเพิ่มขึ้นจากพลวัตทางการเมือง

ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งต้องสูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เกิดความขัดแย้งกับเพื่อนหรือครอบครัวเนื่องจากความเห็นต่างทางการเมือง โดยลูกชายวัย 21 ปีคนหนึ่ง บอกกับแม่ของเขาว่า “แม่จะไม่ใช่แม่ของผมอีกต่อไปถ้าแม่โหวตให้โดนัลด์ ทรัมป์”

ผู้สนับสนุนเดโมแครตวัย 39 ปีเผยว่าเธอได้ตัดเพื่อนหลายคนออกไปจากชีวิตของเธอเนื่องจากพวกเขาสนับสนุนทรัมป์ และเธอไม่สามารถคืนดีกับคนที่ให้การสนับสนุนทรัมป์ได้

หญิงวัย 47 ปีในนอร์ทแคโรไลนาไม่พูดกับแม่ที่สนับสนุนทรัมป์อีกต่อไปและยังกีดกันไม่ให้ลูกชายของเธอพูดกับยายด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นปึกแผ่นจากภายนอกแต่ความแตกแยกภายในจะยังคงอยู่ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีก็ตาม

จับกระแสให้ทัน หลังโควิดศก.ออนไลน์อาเซียนโตพรวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637630

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.จับกระแสให้ทัน หลังโควิดศก.ออนไลน์อาเซียนโตพรวดเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้จะเกิดปรากฎการณ์บูมหลังการระบาดของโควิด

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตที่ร้อนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซบเซาลงในช่วงที่เกิดโรคระบาด แต่การใช้จ่ายออนไลน์จะกลับมาอย่างรวดเร็วและเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าเป็นมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) จากการประเมินผลการวิจัยของ Google, Temasek Holdings Pte และ Bain & Co.

มูลค่าของธุรกรรมใน 4 เซกเตอร์สำคัญ ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ, การเดินทาง, สื่อและการขนส่ง และอาหารคาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ประมาณ 105,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมาได้เพราะผู้บริโภคจำนวนมากหันมาจับจ่ายผ่านมือถือเป็นครั้งแรกในช่วงการระบาด แต่การระบาดทำให้ผู้บริโภคหยุดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักๆ ของอาเซียน

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของบริษัท Lazada ของ Alibaba Group Holding Ltd. และ Sea Ltd. ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent Holdings Ltd. ซึ่งเป็นสองบริษัทยัษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน

อาเซียนจะมีมูลค่าการค้าขายด้านอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 63% จากปี 2019 เนื่องจากผู้บริโภคตามบ้านเลือกซื้อของชำและสินค้าจำเป็นจากร้านค้าออนไลน์อย่างแพลตฟอร์ม RedMart ของ Lazada และ Shopee ของ Sea ขณะนี้คาดว่าการซื้อของออนไลน์จะแตะ 172,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 เมื่อเทียบกับประมาณการ 153,000 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้

งานวิจัยที่รายงานข่าวชิ้นนี้นำมาใช้เป็นการจับตาสถานการณ์ธุรกิจออนไลน์อย่างใกล้ชิดซึ่งครอบคลุม 6 ประเทศและทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอาเซียนนั้นเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่ากระแสที่มาแรงไม่ได้ลดลงเพราะสภาพแวดล้อมที่ท้าทายของปีนี้

ไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ได้รับผลกระทบมากที่สุด มูลค่าธุรกรรมทางธุรกิจลดลง 58% เหลือเพียง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวได้ในที่สุด มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025

แต่ไม่น่าเชื่อว่าการขนส่งและการจัดส่งอาหารซึ่งเป็นเซกเตอร์ที่ครอบครองโดยผู้นำธุรกิจอย่าง Grab Holdings Inc. และ Gojek ก็ได้รับผลกระทบลดลง 11% สู่ระดับ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

ความต้องการบริการเรียกรถโดยสารลดลงทั่วโลกส่งผลให้สตาร์ทอัพที่มีค่าที่สุด 2 แห่งในภูมิภาคนี้ต้องลดคนงานลง

โดยรวมแล้วการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปีนี้ทำให้ภาคอินเทอร์เน็ตก้าวหน้าขึ้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 40 ล้านคนในปี 2020 ในขณะที่ผู้ใช้บริการดิจิทัล 1 ใน 3 เข้ามาใช้ธุรกิจออนไลน์เป็นครั้งแรกเนื่องจากการระบาดของโควิด-19

อีคอมเมิร์ซกำลังผลักดันการเติบโตในอินโดนีเซียแม้ว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ในภาวะถดถอยครั้งแรกในไตรมาสที่สามนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อกว่าสองทศวรรษที่แล้วแต่ Google, Temasek และ Bain คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเป็น 124,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 แม้ว่าจะลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 133,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้การแพร่ระบาดยังช่วยเร่งการนำบริการทางการเงินออนไลน์มาใช้เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นพึ่งพาวิธีการชำระเงินและโอนเงินแบบไม่ต้องสัมผัสโดยหลีกเลี่ยงเงินสด อย่างไรก็ตามการให้กู้ยืมแบบดิจิทัลไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าที่ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

การลงทุนด้านเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงตั้งแต่ปี 2018 (พ.ศ. 2561) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการระดมทุนจากยูนิคอร์นขนาดใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีของภูมิภาคนี้ระดมทุนได้ 6.300 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ลดลงจาก 7,700 เหรียญสหรัฐในปีก่อน การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการลงทุนที่ไม่ใช่ยูนิคอร์นกำลังเพิ่มขึ้น

Photo by AFP  / Bay ISMOYO