กลุ่มก่อการร้าย บุกหัวบันไดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 13:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412045

กลุ่มก่อการร้าย บุกหัวบันไดอาเซียน

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

เหตุวินาศกรรมถล่มกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งการก่อการร้ายของโลกที่หวนกลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่เหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. 2544 โดยเปลี่ยนจากแกนนำหลักอย่างเครือข่ายอัลกออิดะห์ ไปเป็นเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)

นับจากค่ำคืนอันโหดร้ายในกรุงปารีสที่มีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน การโจมตีที่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่ เขย่าขวัญ และอวดอ้างศักดาของไอเอส ไปจนถึงเครือข่ายพันธมิตรท้องถิ่น ได้กระจายไปอย่างต่อเนื่องถึงนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ที่มีผู้เสียชีวิต 10 คน กรุงวากาดูกู ประเทศบูร์กินา ฟาโซ มีผู้เสียชีวิต 29 คน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิต 8 คน และที่มหาวิทยาลัยในจังหวัดไคเบอร์ ปัคตุนควา ประเทศปากีสถาน มีผู้เสียชีวิต 30 คน

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 2 เดือน ยังไม่นับรวมกรณีที่อีกหลายประเทศสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย สกัดแผนการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ทันในอีกหลายครั้ง อาทิ มาเลเซีย

ทว่าที่น่าสนใจก็คือ การโจมตีเมืองหลวงของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการก่อวินาศกรรมกลางกรุงครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี และยังถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องตื่นตัวรับมือกับภัยคุกคามการก่อการร้ายอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่สามารถกวาดล้างเครือข่ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) ที่มีสายสัมพันธ์กับอัลกออิดะห์ลงได้เมื่อหลายปีก่อน

สเตรทส์ไทม์ส รายงานว่า กลุ่มซึ่งมีชื่อว่า “คาติบาห์ นูซันตารา” (Khatibah Nusantara) คือกลุ่มก่อการร้ายใหม่ในอาเซียนที่อยู่ภายใต้การนำของไอเอส โดยเป็นการรวมตัวของชาวอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เดินทางไปเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอสในซีเรีย ซึ่งเหตุโจมตีล่าสุดในกรุงจาการ์ตาก็เป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้ ซึ่งนำโดยหัวหน้ากลุ่มที่ชื่อว่า “มูฮัมหมัด บาห์รัน นาอิม” ผู้ที่บัญชาการตรงมาจากซีเรีย โดยหวังขึ้นเป็นผู้นำของไอเอสในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บาห์รัน อดีตนักศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วัย 32 ปี เคยต้องโทษจำคุกในอินโดนีเซียระยะหนึ่ง ฐานครอบครองกระสุนปืนไรเฟิลอย่างผิดกฎหมาย 533 นัด ก่อนจะไปเข้าร่วมกับไอเอส และได้ขึ้นเป็นนักรบต่างชาติของไอเอสที่มีลำดับชั้น ในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย เมื่อต้นปี 2558

เหตุโจมตีกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อ 14 ม.ค.59 / ภาพ เอเอฟพี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บาห์รันพยายามสร้างเครือข่ายนักรบไอเอสในอาเซียน และมีการติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายหน้าเดิม โดยเฉพาะบรรดาแกนนำเดิมของเจไอ เช่น กลุ่ม “จามาห์ อันชารุต เตาฮิด : เจเอที” ของ อาบู บาการ์ บาเชียร์ ครูสอนศาสนาที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของเจไอ ที่จัดตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมาแทนที่เจไอ ซึ่งถูกยุบไป แม้ว่าเจ้าตัวจะยังถูกทางการคุมขังอยู่จนถึงปัจจุบันก็ตาม

เหตุโจมตีกลางกรุงจาการ์ตาครั้งล่าสุด นับเป็นการก่อการร้าย “ครั้งแรก” จากแผนการโจมตีหลายครั้ง ที่สามารถหลุดรอดการกวาดล้างทลายแผนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารของอินโดนีเซียมาได้ เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่เพิ่งสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย 1 คน ซึ่งวางแผนเตรียมก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้เมื่อไม่กี่วันมานี้

โรฮัน กุนารัตนา จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยการก่อการร้ายและความรุนแรงทางการเมืองในสิงคโปร์ กล่าวในการประชุมความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเอเชียแปซิฟิก เมื่อเดือน ต.ค. 2558 ว่า ปัจจุบันมีผู้ก่อการร้ายในภูมิภาคราว 30 คนแล้ว ที่เข้าร่วมกับไอเอส ในจำนวนนี้ 22 คน มาจากอินโดนีเซีย และ 5 คน มาจากมาเลเซีย ขณะที่อีก 600 คน กำลังไปเข้าร่วมกับไอเอสที่ซีเรียและอิรัก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางการสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ได้จับกุมคนงานก่อสร้างชาวบังกลาเทศ 27 คน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มทหารอิสลามแนวคิดสุดโต่ง ทั้งกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์และกลุ่มติดอาวุธไอเอส และได้สั่งเนรเทศคนงานทั้ง 26 คน ขณะที่อีกคนถูกตัดสินจำคุก เนื่องจากจับได้ว่าพยายามหลบหนีออกจากประเทศอย่างผิดกฎหมายหลังรู้ข่าวการจับตัวของสมาชิกกลุ่ม

ลีเซียนลูง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระบุว่า คนงานก่อสร้างกลุ่มดังกล่าวเรียนรู้การต่อสู้ และวางแผนกลับไปเข้าร่วมก่อเหตุโจมตีที่บังกลาเทศ และประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ทางการสิงคโปร์ถือว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นภัยใหญ่หลวงต่อประเทศ

ลีเซียนลูง ยังกล่าวว่า สิงคโปร์ได้ยกระดับความมั่นคง รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกทางศาสนาและเชื้อชาติ โดยทางการจะป้องกันทุกทางไม่ให้กลุ่มแนวคิดสุดโต่ง หรือกลุ่มก่อการร้ายก่อตั้งรกราก

ด้านรัฐมนตรีกลาโหมของสิงคโปร์ ระบุว่า สมาชิกกลุ่มเหล่านี้สนับสนุนอุดมการณ์ของกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง และวางแผนเข้าร่วมกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรีย ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนใจคิดโจมตีสิงคโปร์ขึ้นมาได้ โดยสมาชิกกลุ่มนี้ได้ร่วมกันเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับหลักอิสลามสุดโต่ง และมีการรวมตัวกันในแต่ละสัปดาห์

นอกจากการคุกคามของกลุ่มไอเอสแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงานด้านความมั่นคงในอาเซียนก็กำลังจับตากับชนกลุ่มน้อยชาว “อุยกูร์” มากขึ้นด้วยเช่นกัน ท่ามกลางรายงานว่า ชาวอุยกูร์บางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้

ซาอุด อุสมาน หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยกับรอยเตอร์ส ว่า อินโดนีเซียกำลังให้ความร่วมมือกับจีน ในการสอบสวนชาวอุยกูร์รายหนึ่งที่ต้องสงสัยว่าวางแผนเตรียมก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองเบกาซี ใกล้กับกรุงจาการ์ตา เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่เพิ่งผ่านมา

ไม่ว่าจะด้วยความกังวลด้านความมั่นคง หรือเพราะแรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจภายในอาเซียน หลายประเทศต่างก็พร้อมใจกันส่งตัวชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์กลับให้จีนนับร้อยรายในช่วงหลายปีมานี้ เช่น กัมพูชาส่งกลับ 20 คน ในปี 2552 มาเลเซียส่งกลับ 11 คน ในปี 2554 เวียดนามส่งกลับ 21 คน ในปี 2557 ไทยส่งกลับ 109 คน ในปี 2558 และยังมีเมียนมาและลาวที่ส่งกลับจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน

เว็บไซต์ซีเคียวริตี้ส์ มิดเดิลอีสต์ รายงานว่า กุนารัตนาและบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายได้เรียกร้องให้แต่ละประเทศในอาเซียนเร่งวางแผนรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น โดยยกตัวอย่างเหตุระเบิดครั้งล่าสุดที่แยกราชประสงค์ ในกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าถึง 6.4 หมื่นล้านบาท พร้อมจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงถึง 1 ล้านคน

ขณะที่ภัยคุกคามก่อการร้ายทั้งในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ก็ยังทำให้หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลียและสหรัฐ ต้องออกประกาศเตือนภัยการเดินทางแก่พลเมืองของตนเองด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบกรณีหน่วยข่าวแจ้งเตือนมีกลุ่มผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือกลุ่มไอเอส เข้ามาพบผู้นำศาสนาที่มัสยิดใน จ.นราธิวาส พร้อมมอบทุนสนับสนุนและขอให้มีการสอนในเรื่องรัฐอิสลาม ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวอีกทางหนึ่งว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยได้จับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่อาจเป็นสมาชิกกลุ่มไอเอสก่อเหตุลอบวางระเบิดที่อินโดนีเซียแล้วหลบหนีมากบดานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น

แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยืนยันว่าไม่มีกลุ่มไอเอสเข้ามาในประเทศไทย เป็นเรื่องการเข้า
ไปตรวจสอบบุคคลที่ต้องสงสัย ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วไม่ใช่ เรื่องนี้ไม่ได้ปิดบัง เพียงแต่จะต้องมีกระบวนการยุติธรรม เลยบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งมาถามเรา ซึ่งตอนนี้ได้เช็กทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยืนยันว่าไม่ใช่ ตรวจสอบในพื้นที่ภาคใต้เองก็ยืนยันว่าไม่ใช่

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง คือวันนี้หลายประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ประเทศเพื่อนบ้านมีการเอาผู้ต้องสงสัยส่งกลับไปประเทศเหมือนกัน คนที่หน้าตาคล้ายๆ อันตราย อย่าให้มีปัญหาเลย อย่าให้มีคนเหล่านี้เข้ามา เราก็ทำของเรา เราก็อยู่ของเราไป เราไม่ขัดแย้งกับใคร แต่เราต้องสนับสนุนมติองค์การสหประชาชาติในการร่วมมือกันปกป้อง รวมถึงร่วมมือด้านการข่าวการตรวจสอบและมาตรการป้องกันเฝ้าระวังสนามบิน ท่ารถ ท่าเรือ ขอให้ช่วยกันดูว่าจะทำอย่างไร

คำชี้แจงดังกล่าวอาจทำให้หลายคนคลายใจลงได้ระดับหนึ่ง แต่ความกังวลในเรื่องการก่อการร้ายของกลุ่มไอเอสที่ขยายวงเข้ามาในอาเซียนได้ทำให้บรรยากาศแห่งความหวาดผวาคืบคลานมาในใจคน…

แนวคิดอันตรายกว่าบุคคล เฝ้าระวังลามอาเซียน

ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงความเป็นไปได้ต่อการขยายตัวของกลุ่มก่อการร้ายที่อาจจะเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนว่า ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้ให้การยอมรับกลุ่มไอเอส เพราะใช้ความรุนแรง โลกมุสลิมไม่สามารถยอมรับได้

“วันนี้ผมคิดว่าเราให้ความสำคัญกับการก่อเหตุที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสและตะวันตกมาก จนลืมไปว่าไอเอสก็ได้ก่อเหตุในประเทศมุสลิมมากมาย แม้จะก่อเหตุได้ทุกที่ แต่การจะปักหลักอย่างเข้มแข็งอย่างในตะวันออกกลาง ในพื้นที่อื่นๆ เป็นไปได้ยาก”

ศราวุฒิ เห็นว่า กรณีที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย ผู้ก่อเหตุและวางแผนไม่ใช่คนจากตะวันออกกลาง เพียงแต่คนก่อเหตุมีแนวคิดนิยมไอเอส บางคนเคยเข้าร่วมกับไอเอส การตั้งองค์การหรือสาขาในภูมิภาคนี้จึงไม่น่าห่วง แต่แนวคิดไอเอสคือสิ่งที่น่ากังวล เพราะมีการแพร่กระจายเรื่องความรุนแรง โฆษณาชวนเชื่อผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนไม่รู้ว่าใครบ้างนิยมแนวทางไอเอส หรือเชื่อคำประกาศไอเอส แล้วโจมตีพื้นที่ต่างๆ

“สิ่งที่น่ากลัว คือ การก่อเหตุโดยปัจเจกบุคคลที่นิยมไอเอส ซึ่งประเทศต่างๆ ไม่รู้ได้เลย น่ากลัวกว่าในอดีตที่ผ่านมา อย่างสมัยอัลกออิดะห์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังยุคสงครามเย็น เทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่รวดเร็วหรือแพร่กระจายได้ทั่วอย่างปัจจุบัน แต่ไอเอสเกิดขึ้นในช่วงที่โลกมีการสื่อสารที่รวดเร็วมาก จึงกลายเป็นการแพร่กระจายอุดมการณ์แนวคิด”

ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลไม่พบคนไทยเข้าร่วมกับไอเอส และมีคนไทยน้อยมากที่นิยมไอเอส แต่ความชื่นชอบนี้ก็ต้องแยกแยะว่า เป็นเพราะชื่นชอบกระแสต่อต้านตะวันตก หรือต่อต้านมุสลิมสายชีอะห์ แต่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย หรือไม่ถึงขั้นใช้ความรุนแรง

ศราวุฒิ บอกว่า การขยายสาขามายังภูมิภาคอาเซียน ยังไม่ใช่แนวคิดของไอเอสในตะวันออกกลาง เพราะไอเอสให้ความสำคัญกับพื้นที่ตะวันออกกลางมากที่สุด เนื่องจากเป็นที่เกิดศาสนาอิสลาม และเป็นดินแดนที่ตะวันตกเคยขีดเส้นแบ่งไว้ เข้าใจว่าคนประกาศตั้งสาขาไอเอสในภูมิภาคนี้คือ ขบวนการบางกลุ่มเพื่อสร้างการยอมรับ แต่ถึงตั้งได้ก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะภูมิภาคนี้เป็นมุสลิมสายปฏิรูป ไม่ยอมรับขบวนการเหล่านี้มาตลอด เช่น ในอดีตกลุ่มเจไอเคลื่อนไหวเหตุการณ์บาหลี เหตุการณ์ระเบิดโรงแรมเจดับบลิวแมริออท กลุ่มเจไอก็ถูกลดบทบาทลง

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ยอมรับว่าโอกาสเกิดการก่อการร้ายในประเทศไทยมีมากขึ้นกว่าในอดีต

“ประเทศไทยในอดีตถูกมองว่าเป็นที่พักพิงเพื่อเตรียมก่อเหตุ จากหลายปัจจัยประกอบ เช่น เป็นแหล่งอาวุธสงคราม หรือวัตถุที่ใช้ก่อวินาศกรรมหาได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นการคุมอาวุธเถื่อน ระเบิด มีความจำเป็นพอๆ กับการตรวจสอบคน หากคนที่เข้ามาไม่สามารถหาของเหล่านี้ได้ การก่อวินาศกรรมก็น้อยลง ความหละหลวมก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่บอกว่าเราเป็นแหล่งพักพิง ซึ่งทั้งโลกมันเปิด การเพิ่มข้อมูลตรวจสอบบุคคลให้เกิดความรวดเร็วก็ช่วยป้องกันได้”

เอกพันธุ์ ระบุว่า การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนน่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น เพราะองค์กรเหล่านี้ต้องการหาพื้นที่เพื่อได้เครดิต ประเทศไทยรวมทั้งประเทศกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตก ไทยกับโลกตะวันตกสัมพันธ์แน่นแฟ้น นั่นหมายถึงเพื่อนของศัตรูก็คือศัตรู

ภาพ…เอเอฟพี

 

จี้วางมาตรฐานสื่อ จรรยาบรรณสำคัญกว่าเรตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411876

จี้วางมาตรฐานสื่อ จรรยาบรรณสำคัญกว่าเรตติ้ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สมาคมนักข่าว นักหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง “ร่วมคิด ร่วมแก้ ปัญหาสื่อละเมิดสิทธิ” ภายหลังเกิดเป็นประเด็นร้อนที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อสื่อมวลชน กรณีการเสียชีวิตของ ปอ–ทฤษฎี สหวงษ์ อดีตดารานักแสดง ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของช่างภาพ สื่อมวลชนในปัจจุบันอย่างรุนแรง

วันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย เปิดเผยว่า การที่สังคมออกมาตำหนิการกระทำที่ผิดพลาดของสื่อบางส่วนนั้นยอมรับว่ากระทำอย่างผิดพลาดจริง แต่ก็ต้องเรียกร้องกลับสู่สังคมด้วยเช่นกันว่า อยากให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีสติ เพราะบางส่วนกำลังใช้อารมณ์ หรือเรียกร้องให้ใช้อำนาจรัฐมาจัดการสื่อ หากเป็นเช่นนั้นจะเกิดอันตรายก่อให้เกิดปัญหาจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามไปด้วย

ดังนั้น จากการหารือกับหลายฝ่ายเป็นที่ตกลงกันว่าจะต้องร่วมกันวางกรอบกฎกติกาจริยธรรม ให้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากนั้นจะเชิญสื่อมวลชน รวมถึงผู้บริหารของแต่ละสำนักข่าวเข้ามายอมรับแนวปฏิบัติร่วมกันทั้งหมด

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อจะต้องตระหนักถึงความเหมาะสม อย่าเน้นเรื่องเรตติ้งมากจนเกินไป ต่อจากนี้ควรออกคำสั่งมาที่กองบรรณาธิการให้เป็นการออกกฎกติกาปฏิบัติร่วมกัน หากทำได้ก็เชื่อว่าจะแก้ปัญหาในอนาคตได้ อีกทั้งในแต่ละองค์กรควรมีกรรมการตรวจสอบจริยธรรมคนในองค์กรของตัวเองทันทีที่มีคนมาร้องเรียน เพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้น สังคมจะไม่โจมตีรุนแรงเช่นนี้

“ในแต่ละองค์กร ควรมีการตั้งกรรมการตรวจสอบจริยธรรมสื่อของตัวเองขึ้นมา ถือเป็นการจัดการกันเองในชั้นแรก หากจัดการแล้วผู้เป็นเหยื่อยังไม่พอใจก็ให้ยกระดับขึ้นมาเป็นการตรวจสอบที่สูงขึ้นในระดับสภาวิชาชีพ ที่สำคัญทุกองค์กรต้องออกมาร่วมขอโทษ อีกด้านหนึ่งพวกบล็อกเกอร์ เพจต่างๆ ต้องรวมกลุ่มร่างข้อตกลงไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่แชร์ ไม่โพสต์ต่อ ไม่แสดงความเห็นด้วยอารมณ์” มานะ กล่าว

มานะ กล่าวอีกว่า วงการนักวิชาการเห็นว่าจากนี้ต้องทำให้เกิดพลังเครือข่ายนักศึกษาในการจับจ้องตรวจสอบสื่อ รวมถึงผู้สนับสนุนโฆษณาต้องสนับสนุนรายการที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เลือกสนับสนุนรายการจากเรตติ้งสูงเท่านั้น ส่วนแนวทางป้องกันเบื้องต้นที่ทำได้ทันที คือทุกองค์กรต้องออกกฎระเบียบปฏิบัติร่วมกัน ว่าหากมีการละเมิดจะถูกลงโทษอย่างไร

สาโรช เมฆโสภาวรรณกุล บรรณาธิการฝ่ายภาพ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า สิ่งที่ช่างภาพต้องตระหนัก คือ ห้ามละเมิดความเป็นมนุษย์ ห้ามละเมิดจริยธรรม เพราะไม่จำเป็นที่ต้องให้ได้รูปสะเทือนอารมณ์ทุกครั้ง เช่น ภาพเด็ก สตรีที่ถูกกระทำ หรือภาพนักโทษ ภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ในอนาคตจะต้องไม่ปรากฏ ยอมรับว่าช่างภาพต้องถ่ายภาพให้หลากหลาย และมีการส่งภาพละเมิดสิทธิเข้ามาในองค์กรบ้าง แต่องค์กรต้องตอบกลับช่างภาพคนนั้นทันทีว่า ถ่ายมาทำไม ต้องการอะไร นอกจากเป็นการอบรมคนในองค์กรเดียวกันแล้ว ยังเป็นการคัดกรองข้อมูลข่าวสารให้มีคุณภาพก่อนออกสู่สายตาประชาชน

ศตกมล วรกุล บรรณาธิการบริหาร NEW TV กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็นนักข่าวบันเทิง เห็นได้ชัดว่าจำนวนนักข่าวบันเทิงทุกวันนี้มีจำนวนมาก อีกทั้งเรื่องของสื่อออนไลน์มีการแชร์ออกจากเพจ ไม่ได้แชร์ออกจากสื่อหลัก กลายเป็นว่าสื่อออนไลน์มีอิทธิพลกับประชาชนมากกว่าสื่อหลักแล้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเพจเหล่านี้เป็นสื่อมวลชน

ทั้งนี้ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ที่มาเป็นนักข่าวไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเรื่องจรรยาบรรณสื่อมวลชน ดังนั้นต้องทำให้ปลายทางที่ไม่ว่าใครจะมาเป็นสื่อต้องเข้าใจเรื่องจรรยาบรรณ อีกทั้งทำอย่างไรให้สมาคมสื่อรวมตัวเข้ามาควบคุมกันเองจะดีที่สุด ในด้านสื่อทีวีมีความผิดพลาดบ้าง แต่ทุกวันนี้มีพัฒนาการความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น

เสรี ชยามฤต นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสมาคมนักข่าวบันเทิงมีปัญหามากๆ ยอมรับว่าไม่ใช่ครั้งแรก เพราะ เหตุการณ์ที่ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เสียชีวิต สมัยนั้นมีนักข่าวจำนวนไม่มาก แต่ทุกวันนี้มีมากกว่า 100 คนในการทำข่าว 1 ครั้ง ส่วนตัว ยืนยันว่านักข่าวบันเทิงมีจรรยาบรรณ แต่ส่วนมากไม่ค่อยหยิบมาใช้ วันนี้จึงต้องมาแก้ไขให้นักข่าวบันเทิงดีขึ้น

เสรี กล่าวว่า การแก้ปัญหาในอนาคตต้องให้ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อออกนโยบายเป็นคำสั่งให้เป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะนโยบายอยู่เหนือเหตุผล จากนั้นบรรณาธิการข่าวต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนำเสนอข่าวหรือภาพออกสู่สังคม เพราะตัวนักข่าวต้องทำตามนโยบาย ของผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายมา หากทำไม่ได้อาจถูกดุด่าว่าไม่มีประสิทธิภาพ

 

“รถหรูกับพระสงฆ์”…มุ่งสะสม หรือ โยมจัดให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 21:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411602

"รถหรูกับพระสงฆ์"...มุ่งสะสม หรือ โยมจัดให้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

วงการผ้าเหลืองกำลังร้อนระอุ

หลังจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นประมุขฝ่ายสงฆ์

หนึ่งในรอยมลทินที่ทำให้สมเด็จช่วงถูกต่อต้านอย่างหนักคือ “ปัญหาการครอบครองรถหรู” ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพใหญ่ของวงการพุทธศาสนาจะพบว่า การครอบครองรถยนต์หรูของพระสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตามมาด้วยการตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสม

รถโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การครอบครองรถหรูของพระสงฆ์ตกเป็นข่าวครึกโครมให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ปี 2556 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ถูกจับตามองจากสังคมหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่าสะสมรถยนต์หรูหลายคัน จนถูกดีเอสไอเข้าตรวจสอบ หลวงพี่น้ำฝนยอมรับว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์จริง เป็นรถที่ลูกศิษย์จากประเทศสหรัฐอเมริกาถวายให้มาตั้งแต่ปี 2554 พร้อมยืนยันว่าครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้งานทุกวัน แต่ใช้เฉพาะวันงานฉลองครบรอบหลวงพ่อพูล ก่อนตั้งโชว์ไว้ให้ญาติโยมที่สนใจเกี่ยวกับรถโบราณได้ศึกษาหาความรู้

ปี 2557 พระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ชี้แจงหลังจากมีผู้เผยแพร่ภาพรถยนต์หรูจำนวนหลายคันของวัดผ่านสังคมออนไลน์ว่า รถยนต์ทุกคันไม่ได้ซื้อด้วยตัวเอง แต่เป็นรถที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายให้ด้วยความศรัทธา

คำอธิบายจากพระทั้งสองรูปสอดคล้องกับ ดำเกิง จินดาหรา ไวยาวัจกรวัดปากน้ำภาษีเจริญที่ให้เหตุผลการรับมอบและครอบครองรถยนต์ภายในวัดปากน้ำภาษีเจริญว่า เจ้าอาวาสมีความประสงค์ที่จะเก็บรักษารถยนต์เป็นของโบราณมีค่า เช่นเดียวกับตู้พระธรรม กลองโบราณ เรือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ รถม้า รถสามล้อถีบ เพื่อไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนมาเยี่ยมชม มิได้ครอบครองไว้เพื่อความหรูหราแต่อย่างใด

“ทางวัดหรือเจ้าอาวาสไม่ได้ซื้อเอง แต่มีผู้นำมาถวาย มีเจตนาจะสะสมเป็นโบราณวัตถุและจัดแสดงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งรถที่อยู่ระหว่างตรวจสอบของดีเอสไอเป็นรถยนต์เก่าแก่อายุกว่า 70 ปี ไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์ ทั้งยังเป็นรถจดประกอบนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554 มีเอกสารยืนยันคือสมุดจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก”

พระครูวิบูลพัฒนกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดหัวกระบือ ซึ่งย้อนกลับไปหลายปีก่อนเคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวว่าครอบครองรถโบราณยี่ห้อหรูหลายสิบคันภายในวัด โดยเฉพาะเมอร์ซีเดส เบนซ์ และวอลโล่ เผยว่า รถโบราณเหล่านี้ได้รับมาจากการถวายด้วยความศรัทธาจากญาติโยม ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายคันที่ญาติโยมขอร้องให้ช่วยซื้อไว้ เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน

“บางคนเขานำมาถวายเพราะศรัทธา บางคนเขาไม่มีเงินก็มาขอให้อาตมาช่วยซื้อเก็บไว้ในราคาไม่แพง ไม่ได้เก็บไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือความหรูหรา อาตมาเลือกใช้ประโยชน์จากรถพวกนี้โดยการนำมาให้ลูกศิษย์ได้ศึกษาเรียนรู้การซ่อมแซม บำรุงอะไหล่ต่างๆของรถยนต์ ซึ่งอาตมามองว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ ทำให้ใครบางคนมีงานทำมีเงินใช้เลี้ยงดูครอบครัว หรือมีทักษะเพิ่มในการทำงาน หรือบางคราวถ้ามีพระรูปไหนเข้ามาบวชแล้วพอจะมีทักษะด้านนี้อยู่บ้างก็จะมาช่วยกันทำ การทำงานตรงนั้นจะทำให้คนเรา มีสติ มีสมาธิ เพราะมีจิตจดจ่ออยู่กับการทำงาน ไม่คิดเรื่องที่เป็นอกุศลอื่นๆ

การเก็บรักษาดูแลรถเก่าไม่ใช่เรื่องแย่ ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของ เมอร์ซิเดส เบนซ์มาเยือนเมืองไทย ยังเคยขอนำรถเก่าของทางวัดไปใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว พอใช้เสร็จทางโรงเเรมที่พักของผู้บริหาร ยังขอนำรถคันดังกล่าวไปจัดแสดงให้คนทั่วไปได้ชมด้วย ถือเป็นการสร้างประโยชน์ต่อยอดได้อีก พระไม่ได้ครอบครองไว้เพื่อโชว์ความร่ำรวย ไม่ใช่รถประจำตำเเหน่ง หรือได้มาจากภาษีประชาชนเหมือนพวกนักการเมือง ที่สำคัญ วันหนึีงถ้าอาตมาหรือพระองค์อื่นๆตายไปก็ไม่ได้หยิบเอาทรัพย์สินพวกนี้ไปด้วย สุดท้ายตกเป็นของวัดอยู่ดี”

ปัจจุบัน รถยนต์โบราณกว่า 10 คันภายในบริเวณโรงรถวัดหัวกระบือ ถูกจอดอยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ ไม่สามารถใช้งานได้

รถยนต์ที่ญาติโยมนำมาถวาย จอดไว้ในวัดหัวกระบือ เขตบางขุนเทียน

 

ภายในโรงรถวัดหัวกระบือ

ละเมิดพระธรรมวินัยชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 นิด้าโพลล์เคยเปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “พระสงฆ์กับวัตถุนิยม” โดยทำการสำรวจประชาชนผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ จำนวน 1,249 คน ผลการสำรวจพบว่า 90.39% มองว่าการที่พระสงฆ์ครอบครองรถหรูหรือของใช้แบรนด์เนม เป็นพฤติกรรมที่ “ไม่เหมาะสม” เนื่องจากพระสงฆ์ควรปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชนด้วยการละกิเลสทางโลก ขณะที่ 5.68% มองว่า “เหมาะสม” เพราะเป็นสิทธิ์ของพระสงฆ์ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว พระอาจมีความจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ และสิ่งของบางอย่างพระไม่ได้ซื้อเอง

เมื่อถามถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้พระสงฆ์มีพฤติกรรมวัตถุนิยม ประชาชนกว่า 37.79% มองว่าเกิดจากพระสงฆ์ไม่ตัดขาดจากทางโลก 30.82% เกิดจากพระสงฆ์หลงใหลในวัตถุแล้วญาติโยมก็ตอบสนอง 20.02% เกิดจากญาติโยมถวายโดยขาดการยั้งคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ 6.49% เกิดจากองค์กรที่ดูแลศาสนาอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกัน และ 0.80% เกิดจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงแนวทางแก้ปัญหาพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเกินพอดี 68.05% ระบุว่า ควรออกกฎข้อบังคับเพื่อจำกัดการครอบครองหรือใช้วัตถุของพระสงฆ์ ขณะที่ 8.81% ระบุว่าควรให้มีการเก็บภาษีพระสงฆ์จากเงินบริจาคหรือสิ่งของที่มาบริจาค

ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา ให้ความเห็นว่า การครอบครองรถหรูของพระสงฆ์ในเมืองไทยนั้นถือเป็นปัญหา มีเป็นจำนวนมากจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าละเลยการปฎิบัติตามพระธรรมวินัย

“พระหลายรูป ปากพูดกันแต่เรื่องปกป้องกระพุทธศาสนาเหมือนท่องบาลี แต่ไม่ได้ปฎิบัติตามแก่นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ คือให้ละเลิก ละวาง เรื่องเหล่านี้มันมีรากเหง้ามาจากตัวกฎหมายด้วยที่ออกแบบและเอื้อให้พระมีสมณศักดิ์ ลำดับชั้นเหล่านี้นำไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ต่างจากตำแหน่งในวงการตำรวจหรือทางการเมือง

ไพบูลย์ มองว่า หากปฎิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง ต้องไม่รับทรัพย์ที่เกินจำเป็น ต้องยินดีในทรัพย์สินที่เหมาะสมกับตนเอง ปัจจุบันโครงสร้างและระบบได้เปิดช่องให้ลุ่มหลงในทรัพย์สิน หลายรูป อยากร่ำรวย พยายามแข่งขันเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่โตเมื่อรากเหง้าเป็นเช่นนี้ พระเถระหลายรูปจึงมากด้วยกิเลส

“ไม่ใช่แค่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่บริจาคหรือถวายรถยนต์ให้กับพระเท่านั้น แต่พระด้วยกันเอง ผมได้ยินมาว่าหากอยากมียศ มีศักดิ์ ก็เที่ยวไปหารถยนต์มาถวายให้พระชั้นผู้ใหญ่ เรื่องแบบนี้ต้นเหตุมันอยู่ที่ผู้รับ ซึ่งควรปฎิเสธ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่เกินกว่าเหตุ อย่าอ้างว่าโยมถวาย ไม่อยากขัดศรัทธา เพราะถ้าท่านไม่เอาซะอย่าง ใครจะถวายอีก บอกไปเลยสิ ฉันไม่เอารถหรู เอารถที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมดีกว่า วันนี้กุฎิพระสงฆ์บางรูปไม่ต่างจากบ้านนายตำรวจ สะสมสิ่งของมากมายที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์

หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม แถลงชี้แจงว่ารถยนต์ในครอบครองเป็นรถที่ลูกศิษย์นำมาถวาย

 

สะสมสิ่งบันเทิง มีแต่จะถูกโจษขาน

ขณะที่ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่า การครอบครองสิ่งของอันใดก็แล้วแต่ หากเป็นของทางโลก คนทางโลกเขาย่อมติเตียน เพราะรู้สึกขายขี้หน้าและนึกสงสัยว่าเหตุใดคนบวชกลับมีมากกว่าคนไม่บวช หากไม่อยากถูกติ ควรเก็บสะสมหรือครอบครองสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาจะดีกว่า

ถ้าสะสมของเหมือนชาวบ้าน แข่งขันกับชาวบ้าน เขาหาเรื่องด่าอยู่แล้ว ซึ่งอุดมการณ์ของพระนั้นไม่เหมือนกัน บอกไม่ได้แน่ชัดว่าจะรับศรัทธาได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพระรูปนั้นๆ โลกใบนี้มีทั้งคนที่ต้องการเเละไม่ต้องการ อย่างหลวงพ่อชา ท่านไม่เอาเลย รถยนต์จะถูกจะแพงอย่างไรก็ไม่รับ เเละถึงเเม้จะมีความต้องการถ้าเห็นว่าไม่เหมาะ ไม่ควรกับวิถีชีวิตการเป็นนักบวชก็เป็นอันเลิกไป เเต่ถ้าใครเอา ก็ว่าเขาไม่ได้ เพียงแต่ผู้นั้นต้องสังวรณ์ไว้ว่าจะหนีไม่พ้นการตำหนิจากชาวโลก มีเเล้วอาจไม่มีความสุข”

การสะสมสิ่งบันเทิง หาความสุขปรนเปรอ บำเรอกับสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ มีเเต่จะถูกโจษขาน เป็นจำเลยในสังคม พระรูปใดที่ยังหมกหมุ่นกับเรื่องพวกนี้ ยากที่ได้จะรับการยอมรับจากสังคม  สิ่งไหนควรมี ไม่ควรมี คราวนี้คงได้เห็นเป็นบทเรียน เป็นเหตุสั่งสมความไม่มีอีกต่อไป  บางอย่างมีแล้วสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ บทเรียนวันนี้อาจทำให้ความต้องการหดหายไปมาก”

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกด้วยว่า ปัจจุบันมีรถอีซูซุ มิวเซเว่นคันเดียวสำหรับใช้เดินทางเผยแผ่ศาสนา ซึ่งเป็นเงินจากมูลนิธิวัดสวนแก้ว

ภาพรถยนต์ที่วัดหัวกระบือในอดีต / ที่มา http://www.thaidphoto.comforumsshowthread.phpt=175240

พระมีสิทธิที่จะปฏิเสธ

ฟังมุมมองของนักวิชาการด้านพุทธศาสนา สุรพศ ทวีศักดิ์ บอกว่า การบริจาคถวายสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองให้กับพระ เป็นค่านิยมที่มีต้นตอมาจากเรื่องการทำบุญให้ทาน ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยถูกสั่งสอนว่ายิ่งบริจาคมากเท่าไหร่ ยิ่งได้บุญมากเท่านั้น หรือให้สิ่งใดก็จะได้รับสิ่งนั้นตอบแทน เป็นความเชื่อที่ถูกสืบทอดส่งต่อกันมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

“สมัยก่อนพวกเจ้าขุนมูลนายจะทำบุญแต่ละทีก็จะสร้างวัด สร้างโบสถ์วิหารใหญ่โต มีคำเทศน์คำสอนว่าตายไปแล้วจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ ผ่านมาจนบัดนี้วัตถุนิยมต่างๆเจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ปรับเปลี่ยนมาบริจาครถยนต์แทน ซึ่งต่อไปภายภาคหน้า หากคนรวยมีเครื่องบินส่วนตัวกันมากขึ้น เขาอาจจะถวายเครื่องบินเลยก็เป็นได้ ทั้งหมดเป็นค่านิยม”

สุรพศบอกว่า ตามหลักศาสนาพุทธ ไม่ควรรับบริจาคสิ่งของที่เกินไปจากความจำเป็นของชีวิตสงฆ์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งแสดงสถานภาพทางสังคม เป็นตัวแทนแห่งความโก้หรู ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนิกชนไม่ควรถวายและพระควรปฎิเสธ

“สิ่งใดที่เกินไปจากวิถีชีวิตสมณเพศก็๋ไม่ควรรับ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็ควรพิจารณาโดยส่วนรวม แต่ไม่รับในนามส่วนตัว เนื่องจากไม่เหมาะสม เพราะแสดงให้เห็นถึงสถานภาพ อัตตา ตัวตน กิเลส บางรูปบอกว่าไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม ซึ่งจริงๆ พระปฎิเสธได้และมีสิทธิ์ที่จะปฎิเสธ พระธรรมวินัยกำหนดมาอยู่แล้วว่าอะไรควรรับ ไม่ควรรับ แม้ไม่ได้ห้ามไว้โดยตรง แต่ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับสถานภาพของพระฆ์ที่ต้องสละทางโลก ปัจจุบันพระเหมือนเอาใจคนรวยๆ เขาอยากทำอะไรก็ไม่ปฎิเสธ ทั้งที่ควรปฎิเสธ สิ่งของที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรือเกินความจำเป็น พระต้องเป็นคนยืนยันจุดยืนของตัวเองก่อน จะให้ชาวบ้านเขาเข้าใจเองไม่ได้ อย่าอ้างว่าโยมมาถวายอย่างโน้นอย่างนี้ มาขอหวยก็ให้ จะทำตัวเป็นศรีธนญชัยไม่ได้”

การนำรถยนต์ไปครอบครองไว้แม้จะไม่ใช่ส่วนตน และตั้งใจมีไว้เพื่อสร้างกิจกรรมต่างๆให้เกิดประโยชน์ อาจไม่ใช่เรื่องผิดในแง่วินัยสงฆ์ แต่สังคมจะตั้งคำถามว่ากิจกรรมนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องศาสนา ส่งเสริมสติปัญญาให้เข้าใจธรรมมะอย่างไร ตัวอย่างเช่น สวนโมกขพลารามของท่านพุทธทาสภิกขุ มีโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ ภายในมีภาพวาดปริศนาธรรมต่างๆที่ส่งเสริมให้คนเกิดสติปัญญา แบบนี้ควรจะมีโชว์ในวัด แต่ถามว่ารถหรู รถโบราณที่โชว์ในวัด จูงจิตใจคนเข้ามาสู่ธรรมมะหรือว่าเกิดสติปัญญาอย่างไร  ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมสงสัย”

 

ตีความกฎหมายคับแคบ ทำร้าย “บัตรทอง” กองทุนปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411474

ตีความกฎหมายคับแคบ ทำร้าย "บัตรทอง" กองทุนปั่นป่วน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นความปั่นป่วนทันทีหลังคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าการดำเนินงานหลายอย่างของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผิดวัตถุประสงค์ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ยื่นให้ตรวจสอบ

ผลกระทบเป็นต้นว่า การจ่ายเงินเพื่อล้างไตทางช่องท้องให้กับผู้ป่วยยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือว่าสามารถทำได้มากน้อยขนาดไหน ไปจนกระทั่งการจัดการระบบสนับสนุนสุขภาพระดับตำบล หรือแม้แต่การจ่ายค่าล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยดึงเงินจากงบกองทุนฯ ซึ่งจะทำไม่ได้แล้ว

นั่นเพราะกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า โรงพยาบาลจะแยก “เงินบำรุง” จากกองทุนบัตรทองมาใช้จ่ายในกรณีอื่นๆ ไม่ได้ นอกจากใช้เพื่อการรักษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ที่มีการตีความอย่างเคร่งครัดมากขึ้น

เป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา บอร์ด สปสช.มีมติขออุทธรณ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง เนื่องจากหาก สปสช.ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวทั้งหมด จะส่งผลกระทบกับการทำงานของโรงพยาบาล บุคลากร และผู้ป่วยทั่วประเทศอย่างหนัก

สัปดาห์ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการตีความดังกล่าวอย่างเข้มข้น โดยให้เหตุผลว่าขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ภาคประชาชนร่วมกันต่อสู้มา โดยเฉพาะประเด็นการตีความคำว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพ” ที่ให้จำกัดเฉพาะการรักษาโรคเท่านั้น

“เป็นการตีความแบบไม่เข้าใจเรื่องระบบบริการสาธารณสุขหรือมีอคติต่อระบบ เพราะอ้างว่าได้ฟังความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นหมอแล้วในเรื่องเหล่านี้”แถลงการณ์ของภาคีเครือข่าย ระบุ

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ บอกว่า ปัจจุบันการซื้อยาโดยคนกลางสามารถการันตีว่าผู้ป่วยจะได้ยาวันไหนและจะได้รับยาอย่างแน่นอน หากโรงพยาบาลต้องจัดซื้อเองก็อาจมีปัญหา ตั้งแต่การจัดซื้อต้องตั้งกรรมการตรวจรับตามระบบราชการ รวมถึงต้องเสียค่าจัดส่งไปยังโรงพยาบาลเอง

“ประเด็นสำคัญคือกฎหมายตัวนี้ต้องการคุมเงินไม่ให้ใช้เป็นอย่างอื่น คือให้ใช้เฉพาะค่ารักษา ส่งเสริม ฟื้นฟู ซึ่งมันเป็นการดูแลคนที่เจ็บป่วยเฉพาะรายบุคคล ส่วนคนที่ขายบริการอย่างโรงพยาบาลจะเอาเงินไปใช้อะไรก็ควรจะปล่อยเขาไป ไม่ใช่ไปคุมหมดทั้งระบบ”นิมิตร์ ระบุ

นิมิตร์ บอกอีกว่า เรื่องระบบยาถือเป็นประสบการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มายาวนานตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่ง สธ.ก็รู้ดีว่าผู้ซื้อรายใหญ่ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่า และทำให้ได้ยาราคาถูกลง รวมถึงสามารถควบคุมการคอร์รัปชั่นได้ เพราะการจัดซื้อทำโดย สปสช. ไม่ได้ทำโดยโรงพยาบาลเอง ซึ่งก็น่าสนใจว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมทำไม

ขณะที่ ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตีความว่าเมื่อโรงพยาบาลรับเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแล้วไม่สามารถนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้เป็นการตีความที่คับแคบ เพราะเงินจำนวนนี้ก่อให้เกิดการบริการสุขภาพ ซึ่งก็ตรงกับเจตนารมณ์ของกองทุนที่ต้องการให้ประชาชนรับการบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับงบสร้างเสริมสุขภาพที่ห้ามทำให้เกิดบริการก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการนำเงินไปจ้างอาสาสมัครสาธารณสุขนั้น ก็คือการสร้างองคาพยพให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่ผ่านมาการทำงานแต่ละอย่างก็สามารถประเมินผลได้

นอกจากนี้ เงินทุกบาทที่อนุมัติออกจากกองทุนก็ออกมาด้วยความยากลำบาก โดยต้องผ่านอนุกรรมการการเงินการคลังที่มีตัวแทน ตั้งแต่สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และ สธ.พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การตีความแบบนี้ยิ่งจะสร้างความปั่นป่วนขัดแย้งมากกว่า

“ชัดเจนว่าการที่ยอมให้คนที่ไม่รู้อะไรมาจัดการพวกเรา ตั้งแต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปจนถึง คตร. คือการทำร้ายระบบมากกว่า”ภญ.ยุพดี พูดชัด

ขณะที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ยังเชื่อว่า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข จะรับเรื่องนี้ไปเจรจากับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้สำเร็จ เพราะหากปล่อยให้เกิดปัญหานี้เรื้อรังต่อไป คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงเอง

“คิดว่าในช่วงนี้ข้าราชการใน สธ. อาจกำลังดูท่าทีจากรัฐมนตรีหรือท่าทีจากรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ซึ่งผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะออกมาปกป้องระบบหลักประกันสุขภาพมากกว่าจะปล่อยให้มีการตีความการใช้กองทุนแบบผิดๆ หรือหาทางรวบอำนาจกลับไปที่กระทรวงอย่างที่เป็นมา”นพ.สุภัทร ระบุ

 

“นายกฯ​คนนอก” จุดเสี่ยงโกลาหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411222

"นายกฯ​คนนอก" จุดเสี่ยงโกลาหล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรนูญ (กรธ.) ​คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% เสร็จสิ้นไปแล้ว 261 มาตรา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่หลายมุม หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่มานายกฯ ที่ กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอ 3 รายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี

ด้านหนึ่งเพื่อลดข้อครหาเรื่อง “นายกฯ​ คนนอก​” ที่ห่วงว่าอาจเปิดช่องสืบทอดอำนาจให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยให้ประชาชนเป็นผู้คัดเลือกเบื้องต้นว่าจะเห็นชอบกับรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาหรือไม่

ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เช่นนี้จะทำให้เกิดความโกลาหลตั้งแต่แรก เพราะวิเคราะห์แล้วอาจเกิดวิกฤตได้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งทันที พรรคที่ได้คะแนนในสภา​ไม่มีใครได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง  ​

ดังนั้น พรรคที่คิดว่าจะไม่ได้คะแนนเสียงมากพอที่จะต่อรองให้หัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกฯ ​ก็อาจจะพยายามใส่ชื่อคน ที่มีบารมี ความสามารถ แต่ไม่คิดลงเลือกตั้ง จากเดิมที่ธรรมเนียมปฏิบัติ หัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกฯ อยู่แล้ว

ศ.ไชยยันต์​ อธิบายว่า อาจไม่มีปัญหาได้ ถ้าหนึ่งประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชน สองตอนรณรงค์หาเสียงเปิดชื่อสามคนแล้วมีคนนอก แต่ประชาชนไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้ามีปัญหาประชาชนก็จะอยู่ตั้งแต่ทำประชามติหรือตอนที่พรรคเสนอชื่อคนนอกแล้วประชาชนเห็นว่า​เขาต้องการสืบทอดอำนาจ

อย่างไรก็ตาม เป็นการโยนปัญหานี้มาให้พรรคการเมืองกับประชาชนตัดสิน ถ้าประชาชนเบื่อนักการเมือง กระแสออกมาไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพื่อไทยก็ยังมีคนอื่นๆ อีก 20 กว่าล้านคน สมมติอยากได้ทหารมาคุม ถึงเวลานั้นพรรค​​ ก. ​เสนอคนนอกมาจะรู้เลยว่าคะแนนออกมาคนอยากได้

“นี่เป็นความฉลาดของ อาจารย์มีชัย ที่จะบอกว่านี่คือเสียงของประชาชน และพรรคขนาดกลางก็จะแฮปปี้ ยังไงหัวหน้าพรรคก็ไม่มีทางเป็นนายกฯ แค่มาสุ่มเสี่ยงกับอารมณ์ของประชาชน ซึ่งน็อตติ้งทูลูส ​หากประชาชนมองว่านี่เป็นพรรคร่างทรงทหารก็แค่โดนด่าคะแนนน้อยลงแต่เขามีฐานเสียงในมืออยู่แล้ว แต่ถ้าพลิกล็อก คนอยากได้ทหารมาคุมนักการเมืองก็อีกเรื่อง เป็นสิ่งที่อาจารย์มีชัยปล่อยให้ประชาชนเป็นตัดสิน”

ศ.ไชยยันต์ เปรียบเทียบถึงสมัยปี 2535 ครั้งนั้น ณรงค์​ วงศ์วรรณ ติดแบล็กลิสต์อเมริกา ขณะที่รองหัวหน้าสามัคคีธรรมหรือหัวหน้าพรรคอื่นไม่มีบารมี มีเพียงแค่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่แต่ถูกสกัด จนทำให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นนายกฯ แต่คำอธิบายอีกชุดบอกว่าทุกอย่างเตี๊ยมไว้หมดแล้ว ส่วนรอบนี้เป็นการเตี๊ยมกันหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่ที่ประชาชนตัดสิน ซึ่งจะต้องตัดสินไปทีละเปลาะตั้งแต่ทำประชามติ

ถามว่านี่เป็นการเดินถอยหลังหรือไม่ ศ.ไชยยันต์​ มองว่า ไม่ได้ถอยหลัง แต่เป็นวัฏจักรเป็นวงรอบ เพราะถ้าเดินหน้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะต้องไม่มีเลือกตั้ง ประชาธิปไตย​ก้าวหน้าสุดท้ายประชาชนต้องเข้ามาประชุมเองโดยตรงเหมือนกรีกโบราณจับฉลากกันเข้ามาทำหน้าที่

“นี่คือความก้าวหน้าหรือเปล่า นี่ย้อนกลับไปสองพันกว่าปี​ดังนั้นจะบอกว่าก้าวหน้าหรือถอยหลังต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าเดินหน้ามาอย่างไร”​​

ขณะที่ อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ​กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งจุดเด่นจุดด้อย สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นจุดเด่นคือระบบเลือกตั้ง ที่เลือกบัตรใบเดียว เลือกทั้ง สส.เขต สส.สัดส่วน และเลือกนายกรัฐมนตรี

​ทั้งนี้ มองได้สองด้านด้านหนึ่งเป็นการทำลายพรรคใหญ่ แต่อีกด้านคือการให้เกิดโอกาสพรรคเล็ก ​อยู่ที่โจทย์ของ กรธ.ว่า​อยากได้ผสม หรือรัฐบาลพรรคใหญ่  ส่วนตัวเห็นว่าระบบนี้เหมาะกับพฤติกรรมการเลือกตั้งคนไทย เพราะก่อนหน้านี้เรามีบัตรสองใบ กกต.หาเสียงให้เลือกคนที่รักพรรคที่ชอบ แต่พรรคการเมืองไปหาเสียงเลือกตั้งทั้งคนและพรรคทั้งสองใบ คราวนี้พอให้เลือกตั้งบัตรเดียวทำไมถึงบอกว่าไม่ดี

ขณะที่การให้อำนาจกับองค์กรอิสระเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่ง เพราะประชาชนไม่มีอำนาจตรวจสอบตลอดเวลา สี่ปีถึงจะมีโอกาสสักครั้ง ดังนั้นเมื่อให้อำนาจองค์กรอิสระก็ควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรอิสระเพื่อร่วมตรวจสอบด้วย ​​​

จุดดีของร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่ที่ เรื่องการเงิน การคลัง งบประมาณ ที่​มีการทำให้เกิดรัดกุม นักการเมืองไม่สามารใช้งบประมาณ หาเสียง หรือทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่ง การใช้งบประมาณจะไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้ในอนาคต แต่จุดที่ยังไม่มีการพูดถึงคือเรื่องการกระจายอำนาจ​เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองแต่ยังไม่ถึงผิดหวัง

อาจารย์อรรถสิทธิ์​ มองว่า ​ที่มานายกฯ ควรมาจาก สส.​เพื่อยึดโยงกับประชาชนตามระบบรัฐสภา เพราะหากเป็นนายกฯ ​คนนอก ที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค จะจัดการปัญหาในพรรคได้ยาก ​แม้จะให้เสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ​ แต่ก็จะไม่ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และผิดจากขนบรัฐสภา​

อีกทั้งยังอาจมองได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ แต่ก็อยู่ที่ประชาชน กระแสสังคมว่าจะยอมรับไหมตั้งแต่ประชามติ ซึ่งสิ่งสำคัญคือกติกาประชามติที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าจะต้องใช้เกณฑ์เท่าไหร่

 

“มองสื่อเทศ ย้อนดูสื่อไทย” การรายงานข่าวคนดังเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 19:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411154

"มองสื่อเทศ ย้อนดูสื่อไทย" การรายงานข่าวคนดังเสียชีวิต

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพกองทัพนักข่าวนับร้อยรุมถ่ายภาพการเคลื่อนศพพระเอกหนุ่ม ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อนำขึ้นรถเดินทางไปประกอบพิธีที่บ้านเกิดจ.บุรีรัมย์ กำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโลกโซเชียล

เสียงก่นด่าอย่างรุนแรงตามมาว่า ไม่ต่างอะไรจากฝูงแร้งทึ้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมารายงานข่าวการเสียชีวิตของคนดังของสื่อมวลชนไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไล่ตั้งแต่การแต่งกายไม่สุภาพไปร่วมพิธีศพ การซูมถ่ายภาพใบหน้าญาติผู้เสียชีวิตระยะใกล้จนเห็นน้ำตาไหลริน เพื่อขับเน้นอารมณ์โศกเศร้าสะเทือนใจ คำถามบางคำถามในเวลาที่ไม่สมควร เช่น รู้สึกอย่างไร รวมถึงแก่งแย่งกันเบียดแทรกเข้าไปสัมภาษณ์และถ่ายภาพโดยไม่สนใจใคร

ทั้งหมดนำไปสู่การประณามว่าไร้มารยาท ไร้จรรณยาบรรณ อันสะท้อนถึงวิกฤตในแวดวงสื่อมวลชนไทย

สื่อต่างประเทศมืออาชีพจะให้เกียรติผู้เสียชีวิต

ปิโยรส หลักคำ บรรณาธิการนิตยสารมิวสิคเอ็กซ์   กล่าวว่า เท่าที่เห็น รายงานข่าวการเสียชีวิตของคนดังในต่างประเทศ มี 2 แบบ ประกอบด้วย 1.สื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ชั้นนำ มีหลักการ มีมาตรฐานการรายงานข่าวที่เคร่งครัดต่อจรรณยาบรรณและให้เกียรติต่อผู้เสียชีวิต เช่น ไม่ตีพิมพ์ภาพศพ ไม่ขุดคุ้ยข่าวฉาวมาเล่นเพื่อซ้ำเติม 2.สื่อเล็กๆประเภทปาปาราซซี่ ยังคงเน้นขายเรื่องอื้อฉาว นำเสนอเนื้อหาและภาพที่ไม่เหมาะสม ทั้งตอนมีชีวิตและเสียชีวิต

ต้องยอมรับว่า มีทั้งสื่อที่ดีและสื่อที่ไม่ดี สื่อที่เป็นทางการจริงๆ จะนำเสนอภาพที่ให้เกียรติผู้ตาย เล่นข่าวแบบพอเหมาะพอควร เช่น ข่าวการเสียชีวิตจะยึดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของตัวแทนศิลปิน  แถลงการณ์ออกมา สื่อชั้นนำที่เป็นมืออาชีพและยึดหลักจรรยาบรรณจะให้ความเคารพและยึดถือถ้อยแถลงการณ์นั้น การนำเสนอข่าวก็จะนำเสนอประวัติส่วนตัว โดยเฉพาะผลงานของผู้เสียชีวิต เพื่อเป็นการยกย่องในคุณงามความดี การนำเสนอภาพก็จะพยายามไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของครอบครัวเช่น เล่นภาพแฟนคลับจุดเทียน หรือนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยแทน

แตกต่างจากปาปาราซซี่ พวกนี้เล่นกันแรง ทั้งตอนมีชีวิตหรือตอนที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น สมัยมีชีวิตอยู่ก็แอบลักลอบถ่ายภาพด้วยการซูมเข้าไปถึงในบ้าน รุกล้ำความเป็นส่วนตัว ตอนตายก็ยังขุดเรื่องฉาวมาพูด

บรรณาธิการนิตยสารดนตรีรายนี้ ยังบอกว่า ย้อนกลับมาดูสื่อมวลชนไทย พบว่า ไม่ว่าจะสื่อใหญ่หรือสื่อเล็ก ก็มักจะนำเสนอข่าวทั้งข่าวแง่บวกและข่าวแง่ลบเหมือนกันหมด จะมากหรือน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

“สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผมคือ สื่อเมืองไทยต่างฝ่ายต่างแข่งกันพาดหัว โปรยชื่อเรื่องด้วยการใช้คำหวือหวา เพราะเชื่อว่ายิ่งแรงยิ่งฉาว ยิ่งขายได้ พอสองสามเล่มใช้คำแรง เล่มอื่นก็เอาด้วย เพราะเดี๋ยวสู้เขาไม่ได้ สุดท้ายกลายเป็นทุกสื่อทำตามกันหมด จริงๆมันมีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำแรงๆ ก็สามารถทำให้คนสนใจได้ เพียงแต่นักข่าวอาจต้องเสียเวลามากขึ้น ใช้เวลากลั่นกรองมากขึ้น ทำงานหนักเพิ่มขึ้น แม้ไม่รวดเร็ว แต่คุณภาพที่ดีก็จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือขององค์กรคุณได้”

การนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน ของเว็บไซต์ เดอะ เทเลกราฟ

นักข่าวถูกสปอยล์จนเคยตัว 

ดีเจซี้ด-นรเศรษฐ หมัดคง นักวิจารณ์ดนตรีและอดีตบรรณาธิการนิตยสาร Generation Terrorist มองว่า นาทีนี้นักข่าวต่าง “หิวกระหาย” ทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้ข่าวมาโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“ตอนนี้ทุกคนหิวกระหายข่าว พากันรุมทึ้งเพื่อให้ได้ข่าวมา ถึงขนาดที่ผ่านมาบางสำนักเต้าข่าวขึ้นมาเอง เพื่อให้เป็นกระแส ตรงนี้ไร้จรรยาบรรณอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่าคนที่ผิดที่สุดคือ สมาคมนักข่าว ถึงเวลาก็ชอบออกมาตำหนิว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่เคยมองดูตัวเองว่าไร้มารยาท ไร้จรรยาบรรณแค่ไหน ยิ่งกรณีข่าวการเสียชีวิตของคุณปอ ทฤษฎี ยิ่งสะท้อนให้เห็นได้เลยว่านักข่าวรุ่นใหม่ๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจรรยาบรรณคืออะไร ไม่รู้ว่าการให้เกียรติคืออะไร ช่างภาพเองก็ไม่รู้ว่าต้องถ่ายภาพเชิงสัญลักษณ์ยังไง คิดแต่จะพุ่งเข้าไปเอาข่าวด้วยความหิวกระหาย

ยกตัวอย่างกรณีข่าวการเสียชีวิตของ เคิร์ต โคเบน  สื่อบ้านเขาแค่ถ่ายแค่ช่วงเท้าโผล่ออกมา วิตนีย์ ฮิวสตัน ก็ถ่ายแค่ตอนนำร่างขึ้่นรถพยาบาล หรือเดวิด โบวี ก็ไม่ปรากฎภาพศพเลยแม้แต่น้อย ภาพหน้าโรงพยาบาลยังไม่มีให้เห็น มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขาด้วยว่าจะอนุญาตให้ถ่ายภาพได้หรือไม่ แต่บ้านเรามันผิดไปทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทุกคน ไม่มีมาตรการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิตเลย ทั้งที่เลือกได้ว่าจะเคลื่อนศพโดยไม่อนุญาตให้ใครเห็นหรือไม่ เมืองนอกเวลามีเหตุ เขาสั่งให้กั้นเส้นเหลืองเลย ห้ามใครเข้าออกนอกพื้นที่ กันไม่ให้ใครเข้าไปทำลายหลักฐานด้วย

บ้านเราสปอยล์นักข่าวจนเคยตัว แค่ชูบัตรก็คนก็เกรงใจ นักข่าวเลยคิดว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์ ผมอยากให้นักข่าวย้อนกลับไปดูว่า ถ้าศพนั้นเป็นญาติ เป็นคนในครอบครัวจะทำยังไง เราไม่รู้สึกเจ็บปวดหรอก ถ้าเราไม่ตกเป็นเหยื่อเสียเอง”

ภาพข่าวการเสียชีวิตของ เคิร์ต โคเบน ที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศ

 

ภาพข่าวแฟนเพลงวางดอกไม้ไว้อาลัย หลังการเสียชีวิตของ เดวิด โบวี / สำนักข่าวเอเอฟพี

ใช้โอกาสนี้ปฏิรูปโดยด่วน

ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า รายงานข่าวการเสียชีวิตของศิลปินดารา ต้องเข้าใจว่าถึงแม้เขาเหล่านั้นจะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ควรจะให้พื้นที่ส่วนตัวแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ได้ใช้เวลาในการแสดงความเสียใจและรำลึกถึง ฉะนั้นการเข้าไปทำข่าว หรือตั้งคำถามไปสัมภาษณ์ จึงมีความละเอียดอ่อน และต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่กระทั่งการแต่งตัวไปร่วมพิธีศพก็ต้องให้ความสำคัญ และให้เกียรติครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

การนำเสนอข่าวการเสียชีวิตไม่ใช่แค่จ่อไมค์ใส่ปาก แล้วถามว่า ‘รู้สึกอย่างไร’ คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องถามด้วยซ้ำ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไรเมื่อคนรักเสียชีวิต นอกจากจะแสดงความไม่เคารพต่อญาติผู้เสียชีวิตแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่านักข่าวคนนั้นไม่ทำการบ้านด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้การรายงานข่าวการเสียชีวิตของคนดังมักถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะนักข่าวสายบันเทิง ยกตัวอย่างวันนี้ประชาชนเห็นแล้วรู้สึกแย่มากๆคือ ตอนที่เคลื่อนศพไปประกอบพิธี มีทั้งเบียด แทรก ทลายแผงกั้นจนพระและครอบครัวผู้เสียชีวิตกระเด็นเลย มันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น ช่างภาพสามารถถ่ายมุมอื่นที่ฉายให้เห็นภาพรวมของบรรยากาศทั้งหมดได้

ส่วนหนึ่งจะโทษช่างภาพ หรือนักข่าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษผู้บริหารสถานี บรรณาธิการ หัวหน้าข่าวด้วยว่า ต้องกำชับ ทำความเข้าใจกับนักข่าวและช่างภาพถึงความเหมาะสมของการรายงานข่าวว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

นอกจากนี้ การรายงานข่าวก็ควรจะให้เกียรติผู้ตาย ตั้งแต่การเลือกรูปขึ้นข่าว ควรเลือกภาพที่ดูดีที่สุด ไม่ใช่เอาภาพศพ ภาพน่าสะเทือนใจขึ้น ควรเป็นภาพที่ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรู้สึกดี ควรนำเสนอประวัติ ผลงาน เพื่อยกย่องผู้เสียชีวิต แทนที่จะขุดคุ้ยข่าวฉาวมาพูด ซึ่งผู้ตายไม่สามารถลุกขึ้นมาตอบโต้อะไรได้

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนรายนี้ เรียกร้องให้สมาคมวิชาชีพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หยิบกรณีนี้ขึ้นมาประชุมหารือกันอย่างจริงจังเสียที โดยกำหนดหลักปฏิบัติที่ชัดเจนเลยว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพื่อเป็นหนังสือคู่มือการรายงานข่าวที่เป็นบรรทัดฐานแก่นักข่าวและช่างภาพ ทั้งยังสามารถนำไปสอนให้แก่นักศึกษารุ่นหลังได้อีกด้วย

ภาพจากทวิตเตอร์ @DoMeMyKa, ทีมภาพโพสต์, เอเอฟพี, telegraph.co.uk, media.vocativ.com

 

2 ปีคดีรถหรู “สมเด็จช่วง” ปมร้อนสกัดนั่งเก้าอี้สังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411004

2 ปีคดีรถหรู "สมเด็จช่วง" ปมร้อนสกัดนั่งเก้าอี้สังฆราช

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กลายเป็นเรื่องร้อนแรงในสังคม หลังจากมีฝ่ายทั้งสนับสนุนและคัดค้านกับการเสนอ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ในทางกลับกัน มีการขุดคุ้ยประเด็นการครอบครองรถหรูของสมเด็จช่วง ถูกหยิบยกมาโจมตีเพื่อดิสเครดิตไม่ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประมุขฝ่ายสงฆ์”

ย้อนดูที่มาปมปัญหาการครอบครองรถหรู พบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีการครอบครองรถหรูเลี่ยงภาษี เป็นคดีพิเศษเลขที่ 111/2556 จากนั้นดีเอสไอได้ตรวจสอบตามขั้นตอน กระทั่งเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2558 พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้เคลื่อนไหวอย่างหนักและเข้ายื่นหนังสือต่อ สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้นเพื่อทวงถามความคืบหน้าการทำคดีของดีเอสไอถึง 2 คดี หนึ่งในนั้นเป็นคดีรถหรูเลี่ยงภาษีที่พบว่ากรรมการในมหาเถรสมาคม (มส.) ที่เป็นพระครอบครองรถหรูที่มีราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปหลายคัน

2 วันต่อมา อธิบดีดีเอสไอมอบหมายให้ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการ สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ ในฐานะผู้ทำคดีรถหรูทั้งหมดในขณะนั้น เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีว่ามีพระผู้ใหญ่ครอบครองรถหรูจำนวนหลายคัน โดยวันนั้น พ.ต.ท.กรวัชร์ ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ต้องจองตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับกะทันหัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต้องตระเตรียมห้องแถลงข่าวอย่างเร่งด่วน

จนเข้าสู่เวลา 17.00 น. ตามหมายนัด มีสื่อมวลชนทุกสำนักมารออย่างพร้อมเพรียง ในวันนั้น พ.ต.ท.กรวัชร์ แถลงแจกแจงต่อสื่อว่า พบสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีชื่อครอบครองรถจดประกอบยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กทม. แต่ปัจจุบันรถคันดังกล่าวแจ้งจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกว่า ไม่ได้ถูกใช้ คาดว่าเป็นรถโบราณที่สะสมไม่ได้มีไว้ขับขี่

อย่างไรก็ตาม วันนั้น พ.ต.ท.กรวัชร์ ระบุว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะตรวจสอบถึงรายละเอียดการนำเข้ารถและยังไม่เรียกให้พระผู้ใหญ่นำรถมาให้ทางดีเอสไอตรวจสอบ จนกว่ากรมศุลกากรจะชี้ขาดการเรียกประเมินภาษีรถจดประกอบล็อตแรกจำนวนกว่า 400 คัน ที่ดีเอสไอส่งไปให้ดำเนินการแล้วให้เสร็จก่อน

ข้อมูลรถหรูที่พาดพิงไปยังสมเด็จช่วง พระพุทธะอิสระ ขยายความว่า การยื่นให้ดีเอสไอสอบเมื่อปี 2556 ในคดีเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมนำเข้ารถหนีภาษี ทำให้ทราบว่ารถหรูราคาแพง 1 ใน 6,757 คัน มีชื่อของสมเด็จช่วงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองเอาไว้เป็นชื่อของตนเอง

พระพุทธะอิสระ ยังอ้างข้อมูลในชั้นสืบสวนของดีเอสไอว่า มีการทำนิติกรรมอำพราง สำแดงหลักฐานเป็นเท็จว่า รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กทม. ขนาดเครื่องยนต์ 3,000 ซีซี ที่สำแดงว่าเป็นอะไหล่รถยนต์เก่า แต่แท้จริงเป็นการนำเข้ามาทั้งคัน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 27 ฐานสำแดงเอกสารเท็จ หลีกเลี่ยงอากร

พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า ปัญหาคือใครเป็นผู้สั่งนำเข้ารถคันดังกล่าว ส่วนหมายเลขทะเบียน ขม 99กทม. เดิมเป็นของนักธุรกิจหญิงรายหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้โอนเลขทะเบียนไปให้ ต่อมามีการวิ่งเต้นนำรถออกจากศุลกากร และขายให้พร้อมกันทั้งรถและป้ายทะเบียน จึงชัดเจนว่าไม่มีฆราวาสคนใดถวายรถยนต์คันนี้

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ชี้แจงว่า ดีเอสไอรับเรื่องคดีการครอบครองรถหรู ตั้งแต่ปี 2556 เป็นคดีพิเศษ โดยได้แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีราคาเกิน 4 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 500 คัน และกลุ่มที่มีราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท มีจำนวนกว่า 5,000 คัน  ที่ผ่านมาได้ดำเนินการตรวจสอบในกลุ่มแรกไปก่อนแล้ว

ขณะที่กลุ่มที่ราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ของสมเด็จช่วง รวมอยู่ด้วย และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ดังนั้นเมื่อมีการร้องเรียนดีเอสไอได้ประสานไปยังกรมศุลกากรเพื่อขอข้อมูลในการนำเข้าชิ้นส่วนของรถจดประกอบ โดยรถของสมเด็จวัดปากน้ำได้จดทะเบียนเป็นผู้ครอบครองเป็นคนแรก แต่ปัจจุบันได้แจ้งยกเลิกใช้งานรถคันดังกล่าวแล้ว และถูกนำเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นของสะสม

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า แม้จะมีการร้องเรียนให้เร่งตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ก็ต้องแยกแยะระหว่างคดีทางโลกและทางธรรม ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนคงต้องเข้าไปตรวจสอบเอกสารว่ารถจดประกอบคันดังกล่าวนำเข้ามาผิดหรือไม่ และเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนหรือเป็นการนำเข้าทั้งคัน ทั้งนี้ดีเอสไอยืนยันว่า ทำคดีมาโดยตลอด ยืนยันคดีไม่ได้เงียบหายยังคงเร่งรัดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดเป็นช่วงระยะเวลา 2 ปีเศษ ที่คดีความยังไม่คืบหน้า ล่าสุดประเด็นรถหรูถูกปลุกเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องการให้ดีเอสไอพิจารณาเร่งรัดทำคดีนี้ เพราะผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่จะต้องไม่มีคดีความค้างคาอยู่

 

12 กฎเหล็กหน้าที่ของรัฐ ไม่ปฏิบัติตามโดนฟ้องศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409837

12 กฎเหล็กหน้าที่ของรัฐ ไม่ปฏิบัติตามโดนฟ้องศาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันที่สอง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.เข้าสู่การพิจารณาหมวด 4 เรื่อง หน้าที่ของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 เรื่อง หน้าที่ของรัฐ

สำหรับเนื้อหาว่าด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เป็นการวางหลักเรื่องหน้าที่ของบุคคล อาทิ การเข้ารับราชการทหาร การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเสียภาษีอากร หรือการต่อต้านการทุจริต เป็นต้น ซึ่งในภาพรวมมีเนื้อหาคล้ายกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะการกำหนดให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ของคนไทย ถ้าไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควร จะเสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทว่าเนื้อหาใหม่ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยอยู่ที่การให้การต่อต้านการทุจริตเป็นหน้าที่ ซึ่งถือว่าไม่เคยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาก่อน โดยหลักการสำคัญ คือ หากประชาชนพบเห็นการทุจริตจะต้องเข้าไปขัดขวาง ป้องกัน และให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามการทุจริต ส่วนผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็อาจจะต้องมีการออกกฎหมายกำหนดโทษความผิดด้วย

เช่นเดียวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ที่นับเป็นบทบัญญัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่ง กรธ.ได้กำหนดสาระสำคัญเอาไว้ 12 ประการ

1.รัฐต้องดำเนินการอันเป็นหน้าที่ของรัฐให้ครบถ้วนตามกำลังความสามารถทางการเงินการคลังของรัฐ 2.รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน 3.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

4.การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย มีความสามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน 5.รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ 6.รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

7.รัฐต้องคุ้มครองและบำรุง บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน 8.กำหนดหลักการให้การดำเนินการใดๆ ของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุข วิถีชีวิต หรือสุขภาพของประชาชน รัฐต้องให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย 9.ให้มีการเปิดเผยข้อมูลของรัฐบางประการที่ไม่ใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ และจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

10.รัฐต้องจัดมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค 11.รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด และ 12.รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนและให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐและเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกทั้งปวงเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในการพิจารณาเรื่องหน้าที่ของรัฐ กรธ.มีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้เข้ามาทำหน้าที่แล้ว จะต้องแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยนโยบายดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย เพื่อให้เกิดสภาพบังคับว่ารัฐบาลต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพื่อก่อให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมมากขึ้น

ที่สำคัญ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดหน้าที่ของรัฐ จะเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีถูกฟ้องร้องถึง 4 ศาล แล้วแต่กรณี ได้แก่ 1.ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 2.ฟ้องศาลแพ่ง เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีที่รัฐดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่เป็นผลกระทบต่อประชาชน 3.ฟ้องศาลอาญา เพื่อให้ไต่สวนว่าการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหมวดนี้เป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ และ 4.ฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครองบางประการที่เข้าข่ายกระทบสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชน

นอกจากนี้ กว่าที่ประชุม กรธ.จะได้ข้อสรุปในเรื่องหน้าที่ของรัฐข้อที่ 12 ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปรากฏว่าได้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากมาย

เดิมทีกำหนดให้ครอบคลุมเฉพาะการทุจริตในวงราชการเท่านั้น แต่ กรธ.หลายคนเห็นว่าการทุจริตในปัจจุบันได้มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประกอบกับไทยมีพันธะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003

ดังนั้น หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้การปราบปรามการทุจริตให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน จะเป็นการส่งสัญญาณในทางที่ดีว่าไม่ได้มุ่งจับทุจริตเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการวางระบบเพื่อแก้ไขปัญหาในภาพ ทำให้ที่สุดแล้ว กรธ.บัญญัติถ้อยคำให้เชื่อมโยงถึงการปราบทุจริตในภาคเอกชนด้วย

นอกเหนือไปจากหมวดหน้าที่ของปวงชนชาวไทยและหน้าที่ของรัฐที่ กรธ.ให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 6 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็เป็นอีกเรื่องที่ กรธ.ได้พิจารณาเสร็จสิ้น ซึ่งครอบคลุมเรื่องการให้รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายและกรอบในการบริหารประเทศ และกำหนดให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 13 ม.ค.จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 7 ว่าด้วยรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และการควบคุมการบริหาราชการแผ่นดิน

 

ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409835

ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การใช้มาตรา 44 ให้ 7 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) ต้องพ้นจากตำแหน่ง ได้สร้างความไม่ไว้วางใจ และความหวาดระแวงให้กับภาคประชาชนอย่างถึงขีดสุด เสมือนเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ให้ต้องออกมาเปิดตัวในฐานะ “ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน” ภายใต้การรวมตัวของหลายสิบองค์กรภาคี

สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ นับตั้งแต่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าตรวจสอบ สสส. เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้กระบวนการทำงานหลายอย่างในองค์กรต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะการยุติการจ่ายเงินให้หลายร้อยโครงการ จนภาคประชาชนน้อยใหญ่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ถึงขั้นที่ว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ต้องออกมาเตือนรัฐบาลด้วยตัวเองว่า คสช.กำลังทำพลาด

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 1 ใน 7 กรรมการที่ถูกปลด บอกว่า การปรับบทบาท สสส.มีมาแล้ว 3 รอบ คือ 1.ความพยายามเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานยกร่างฯ ที่ให้ยกเลิกภาษีเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) 2.วิกฤตหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใช้ความเชื่อมโยงผ่านชื่อกรรมการและโครงการที่ได้รับทุน เพื่อให้ สสส.ต้องปรับ พ.ร.บ. ซึ่งก็อยู่ระหว่างปรับระเบียบแล้ว

“อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะปรับระเบียบภายในเสร็จสิ้น ก็เกิดขั้นตอนที่ 3 คือการปลดบอร์ดโดยใช้มาตรา 44 ซึ่งไม่เคยมียุคไหนที่ สสส.ถูกควบคุมผ่าน 3 สเต็ป ภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับ สสส.มาก” นพ.ยงยุทธ ระบุ

นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟังอีกว่า ขณะนี้องค์กรทำงานไม่ได้เลย เพราะวิธีที่ คตร.เข้ามาตรวจสอบโครงการที่เกิน 5 ล้านบาท หรืองบเก่าทั้งหมด ทำให้ 1 ใน 4 ของ 2,000 กว่าโครงการที่ค้างอยู่ทั้งหมด ถูกแช่แข็งไว้กว่า 500 โครงการ ซึ่งวิธีการพิจารณาของ คตร.ก็ทำแบบไม่ทันการณ์ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โครงการเพื่อเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ทำไม่ได้หมด เพราะว่าไม่มีเงิน

“เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะพอไม่มีเงินภาคีก็ทำงานไม่ได้ แล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาทุจริต หรือต่อต้านรัฐบาลทั้งหมด เขาทำงานด้านสุขภาวะ ซึ่งก็คือการช่วยงานรัฐบาลทั้งนั้น” นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟัง

“วันนี้มีการยัดเยียดวาทกรรมให้ สสส. ซึ่งสังคมควรได้รับความเข้าใจ เช่น การที่ คตร.เอารายชื่อมูลนิธิ รายชื่อโครงการมารวมกัน แล้วบอกว่าคนพวกนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จริงมันไม่เกี่ยวข้องเลย เช่น ผมเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อเด็ก ผมเข้าประชุมปีละ 2 ครั้ง เราไม่เคยได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน และโครงการเหล่านั้นก็ไม่เคยผ่านการพิจารณาของผมเลย ซึ่ง คตร.ก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับผม หรือสอบสวนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่มีการนำบัญชีไปปลดทันที” นพ.ยงยุทธ อธิบาย

คุณหมอยงยุทธ บอกอีกว่า หลังจากนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะมีการปลดล็อกการทำงานของ คตร.ตามที่นายกฯ สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงต้องให้มีการเลือกบอร์ดชุดใหม่ที่โปร่งใส ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ภาคีและภาคประชาชนเลิกระแวงสงสัยรัฐบาล

ขณะที่ วิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง บอกว่า ตอนนี้โครงการที่เขาดูแลต้องยุติการจ้างงานให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกว่า 10 คน รวมถึงต้องค้างจ่ายเงินให้กับล่ามที่เป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเขตพื้นที่สูง จ.เชียงราย หลังเงินถูกแช่แข็งจาก สสส. มากกว่า 2 ล้านบาท รวมถึงเงินเดือนของตัวเขาเองก็ถูก
ฟรีซจาก สสส.ด้วยเช่นกัน

“พอข่าวออก ไม่มีการจ่ายเงินลงไป ในพื้นที่ก็มองเราว่าเป็นพวกทุจริต การทำความเข้าใจกับชาวบ้านก็ยากกว่าเดิม โดยที่ สสส.ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงมาว่าทำไมจึงต้องระงับการจ่าย และไม่มีความชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ทุกวันนี้เราก็ได้แต่รออย่างเดียว” เขาระบุ

วิวัฒน์ ไม่เชื่อว่าการประชุมบอร์ด สสส.เพื่อคลี่คลายปัญหาการแช่แข็งเงิน รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการดำเนินงานในวันที่ 15 ม.ค.นี้ จะทำให้โครงการของเขามีความชัดเจนมากขึ้น

“เราไม่เชื่อว่าจะมีข่าวดี เพราะที่บอกจะปลดล็อก ก็เหมือนจะเป็นความเชื่อของ คุณหมอพลเดช (ปิ่นประทีป) เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นโครงการที่มีอยู่ก็คงต้องเคลียร์ รอการตรวจสอบ และปีต่อไปก็คิดว่าอาจจะไม่ได้รับทุนจาก สสส.อีกแล้ว” วิวัฒน์ ระบุ

 

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409598

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันแรก เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เป็นการเริ่มพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หลังจาก กรธ.ได้ประชุมเพื่อวางหลักการตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญตรงการพิจารณาเนื้อหาที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ทั้งในส่วนของบุคคลและสื่อมวลชน

เนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น กรธ.ยังยืนยันในหลักการเดิมเหมือนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

กล่าวคือ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพอะไรบ้าง แต่เปลี่ยนวิธีการเขียนใหม่ที่ให้บุคคลมีเสรีภาพทุกประการ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นนั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคมแล ประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ กรธ.หลายคนถกเถียง คือ จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านการอ้างเรื่องการรักษาความมั่นคงหรือไม่ จนทำให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กรธ.จึงร่วมกันกำหนดเนื้อหาในมาตรา 26 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมโดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุหรือจะกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้

กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” ถ้อยคำส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 26

ขณะที่สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ กรธ.ได้ให้ความสนใจและเห็นตรงกันในหลักการว่าสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้ให้หลักประกันไว้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องที่ กรธ.อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร

อย่างมาตรา 32 บัญญัติคำว่า “การไขข่าวอันเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ”

กรธ.บางส่วนสอบถามกลางที่ประชุมว่า คำว่าการห้ามไขข่าวในที่นี้ครอบคลุมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลให้ต้องมีการตรากฎหมายมาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จากเดิมที่สื่อมวลชนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา และจรรยาบรรณของสื่อมวลชน

ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ยืนยันว่า ในมาตรา 32 เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ จะตัดคำว่าการไขข่าวออกไป โดยเปลี่ยนเป็น “การกระทำใดอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ” แทน

จากนั้นที่ประชุม กรธ.ได้ให้ความเห็นชอบกับการรับรองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในหลายประเด็น เช่น ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ซึ่ง กรธ.ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองผ่านการป้องกันไม่ให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง

โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ โฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นและมีเสรีภาพทางวิชาการ การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชัง”

ไม่เพียงเท่านี้ กรธ.เห็นชอบกับการเพิ่มมาตรการในการสร้างความรับผิดชอบของสื่อมวลชนที่สำคัญ 2 ประการ

1.กรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายค่าตอบแทนให้กับหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของเอกชนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ จะต้องเปิดเผยรายละเอียดให้กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทราบตามระยะเวลาที่ คตง.กำหนด และให้ คตง.ประกาศให้ประชาชนทราบ พร้อมกับจะไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยว่าหากหน่วยงานรัฐใดไม่ดำเนินการตามที่กำหนดจะถือว่าผู้บริหารหน่วยงานรัฐนั้นมีความผิดด้วย

2.กรณีสื่อมวลชนของรัฐ จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพ โดยต้องไม่เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของฝ่ายการเมือง ซึ่ง กรธ.จะบัญญัติมาตรการป้องกันต่อไป

ด้าน อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาเห็นว่าในส่วนของเสรีภาพการพูด ความคิดเห็น และการแสดงออกนั้น กรธ.เห็นควรให้เพิ่มเติมหลักการว่ามีเงื่อนไขข้อจำกัดขึ้นใหม่นอกเหนือจากการกระทบต่อความมั่นคง ศีลธรรมของสังคม สิทธิของผู้อื่นแล้ว ผู้พูดหรือผู้แสดงออกยังห้ามที่จะใช้สิทธิในการก่อให้เกิดความขัดแย้ง  หรือการใช้วาทกรรมจนนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคม

“นี่เป็นอีกหนึ่งมาตรการของการปรองดองในรัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้เขียนไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็สอดแทรกไว้ในหลายมาตรา การห้ามใช้เฮตสปีชก็เพื่อป้องกันการใช้วาทะเชือดเฉือนทำร้ายกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก” อมร กล่าว

ขณะที่ อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. อีกคนชี้แจงว่า มีอีกหลายประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญในอดีต ได้แก่ การย้ายความคลุมเครือของมาตรา 7 กรณีที่ไม่มีบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ไม่ต้องตีความถกเถียงกันเอง

สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 12 ม.ค.จะเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายแห่งรัฐ