“มองไทยหลังเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง” ปาฐกถา “ธีรยุทธ บุญมี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573509

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 19:05 น.

"มองไทยหลังเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง" ปาฐกถา "ธีรยุทธ บุญมี"

“ธีรยุทธ บุญมี” เปิดเวทีวิเคราะห์ปัญหา “สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-การศึกษา” ชี้ทุจริตรูปแบบใหม่ “คอร์รัปชั่นคอนเนกชั่น” มอง10กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอำนาจครอบงำเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ กล่าวปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลา หัวข้อ “มองประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง” ว่า คนไทยหมกมุ่นกับปัญหาการเมืองมาตลอด 20 ปี จนมองข้ามปัญหาที่เป็นพื้นฐานกว่า เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ที่มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นในทุกๆ ด้าน การศึกษาในทุกระดับมีคุณภาพลดลงอย่างน่าใจหาย การทุจริตคอร์รัปชั่นลามลงสู่รากหญ้า

กลุ่มทุนขนาดใหญ่ก่อตัวและขยายตัวมีอำนาจผูกขาดในทางเศรษฐกิจได้เกือบเด็ดขาด ที่สำคัญ คือสามารถสะกดเสียงไม่ให้ผู้ต่อต้านคัดค้าน หากกลุ่มทุนใหญ่ต้องการขยายกิจการที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป และสามารถควบคุมทุกมิติของเศรษฐกิจและทุกจังหวะชีวิตของคนไทย จนมีพฤติกรรมคล้ายๆกับที่ชาวบ้านเรียกว่า “ไก่ซีพี” เนื่องจากถูกป้อนอาหารตามชนิดและขนาดเป็นเวลาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถูกเชือด ขอตั้งชื่อคนไทยในอนาคตว่า “คนไทยซีพี” ซึ่งน่าจะให้ภาพใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมืองชัดเจน

ความรู้ 4.0 ยังไม่เพียงพอ

นายธีรยุทธ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีข้อดีในส่วนของการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและภาคสังคม ตื่นตัวและปรับตัวต่อผลกระทบของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีการพัฒนาระบบ E-Government แต่ก็มีข้อวิจารณ์หลายส่วน เช่น ไม่มีการปรับกระบวนทัศน์ให้สังคมไทยเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นพื้นฐานให้เกิดเศรษฐกิจความรู้ ประเทศที่เป็นแถวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น

ทั้งนี้ยอมรับว่า ความรู้ด้าน 4.0 ยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยยังขาดหลายส่วน เช่น ทรัพยากรบุคคล นวัตกรรม การค้นคว้าวิจัย เป็นต้น ล้วนอยู่ในขั้นต่ำทั้งสิ้น คำขวัญที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว นั้น ที่จริงแล้วเป็นการก้าวเดินไปเฉพาะอภิสิทธิ์ชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

เปิดทุจริตรูปแบบใหม่ “คอร์รัปชั่นคอนเนกชั่น”

ส่วนปัญหาด้านสังคม ขณะนี้คนไทยกำลังจะแบ่งออกเป็น 2 ชนชั้นครึ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้สูงเป็นลำดับนำของโลก ทำให้คนรวยรวยล้นพ้น ชนชั้นกลางบางส่วนยุบตัวลงไปเป็นชนชั้นล่าง ทับซ้อนกับชนชั้นล่างที่พยายามขยายตัวไปขึ้นชั้นบน ซึ่งต้องเปลี่ยนคำขวัญว่า “รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน” คือ ชนชั้นกลางยังมีความแคระแกร็น

ต่อมา คอร์รัปชั่นขยายตัวไปทุกระดับชั้น ขยายวงกว้างไปในทุกวงการ ซึ่งเกิดจากโรคระบาดทางคุณธรรม คือ คนรวยโกงได้ คนชั้นกลาง คนชั้นล่างก็โกงได้ และแรงบีบคั้นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ดังนั้นชนชั้นล่างพยายามกดดันให้ภาครัฐมีนโยบาย “ประชานิยม” ลดแลกแจกแถม ชนชั้นกลาง ต้องการรักษาสถานภาพชีวิตแบบเดิม เกิดความนิยมสร้างเครือข่ายในแนวราบ เช่น กลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มเพื่อนในหลักสูตรต่างๆ จนสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับชนชั้นสูงได้ จนนำไปสู่การคอร์รัปชันแบบใหม่ คือ คอร์รัปชันคอนเนกชั่นในที่สุด

ทุนใหญ่ 10 กลุ่ม ผูกขาดอำนาจ ครอบงำเศรษฐกิจ

วิกฤตการเมืองเกิดความพยายามของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่จะสถาปนาอำนาจของตัวเอง ก่อนเกิดวิกฤตการเมืองไทยมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นใน 2 อย่าง คือ ในทางการเมืองเกิดกระแสการเรียกร้องปฏิรูปการเมืองปี 2540 อีกมิติเกิดขึ้นพร้อมกันคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากกระแสเสรีนิยมใหม่ในโลกที่บังคับให้ไทยเปิดเสรีทางการเงิน

สองเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา เช่น เกิดฉันทามติว่าปัญหาใหญ่การเมืองไทยคือการแตกแยกเป็นกลุ่มก๊วน ทางแก้คือการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้นเป็นศูนย์กลางที่จะรวมกลุ่มก๊วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้ได้ พลังที่จะมีศักยภาพดังกล่าวในประเทศมีเพียงบุคคลที่มีบารมี กองทัพ และกลุ่มทุนใหญ่

ความคิดนี้ทดลองใช้ครั้งแรกผ่านกลุ่มทุนของทักษิณ อาศัยพลังเงินทุนรวบรวม ส.ส. มาเข้าพรรค และเพิ่มประชานิยม ซึ่งได้รับการตอบรับจากชาวบ้านสูงมาก แต่พรรคของทักษิณ รวมศูนย์อำนาจและคอร์รัปชั่นแบบสุดขั้ว คุกคามอำนาจทหาร ฝ่ายอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ จนเกิดการต่อต้านรุนแรง เกิดรัฐประหารขึ้น 2 หน

ซึ่งช่วง 10 กว่าปีที่บ้านเมืองวุ่นวายมีการก่อตัวของกลุ่มทุนใหญ่ขึ้นประมาณเกือบ 10 กลุ่ม มีอิทธิพลครอบงำภาคเศรษฐกิจสำคัญๆ ไว้ได้เกือบทั้งหมดและมักเข้าไปมีอิทธิพลครอบงำการเมืองจนเกิดศัพท์เฉพาะเรียกการปกครองใต้อำนาจโดยตรงหรืออ้อมของคนกลุ่มน้อย คือทุนอิทธิพล

คสช.วางแผนตั้งใจสืบทอดอำนาจมานาน ทำการเมืองอ่อนแอ เมินกระจายอำนาจ

นอกจากนี้คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจมานานแล้ว ตั้งแต่ล้มรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์มาเป็นร่างฉบับมีชัย ให้พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอชื่อคนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส. หรือปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มทั้งจำนวนและอำนาจ ส.ว. ตั้งโดยทหาร 250 คน มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี การดึงกลุ่มการเมือง “ยี้” “มาร” มารวมเป็นพรรคพลังประชารัฐโดยไม่กังวลเสียงวิจารณ์ เป็นการการันตีเกือบ 100% ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ถ้าจะหาคำอธิบายซึ่งไม่ใช่ว่าเพราะทหารอยากอยู่ในอำนาจ อยากมีผลประโยชน์แล้ว ก็ต้องมองเชิงอุดมการณ์ของชนชั้นนำไทย ซึ่งปัจจุบันคืออุดมการณ์เสรีนิยมทางเศรษฐกิจกับอนุรักษ์ทางการเมืองสุดขั้ว ในทางนโยบายก็คือ รัฐเข้มแข็ง ตลาดเติบโต ซึ่งก็คือทำให้การเมืองอ่อนแอ สังคม ชุมชนอ่อนแอ ไม่ออกมาคัดค้านเสรีภาพของกลุ่มธุรกิจ เพราะความเชื่อว่าถ้าทหารกำกับการเมืองให้มั่นคง ไม่สนใจการกระจายอำนาจ เน้นความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของรัฐ แล้วปล่อยให้กลุ่มธุรกิจอิทธิพลใหญ่มีเสรีภาพในการขยายธุรกิจเต็มที่ไม่ต้องไปสกัดกั้น ก็พอเพียงที่ทำให้ประเทศมั่นคง เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้

การเมืองหลังเลือกตั้งประสานประโยชน์ ไม่ต่างจากระบอบทักษิณ

การเมืองไทยอนาคตจึงจะเป็นประชาธิปไตยอิทธิพล ของทหาร ข้าราชการ ชนชั้นนำทางความคิด และกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นการเมืองใต้เงื้อมมือทุนอิทธิพล ได้ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์คงจัดตั้งรัฐบาลหน้าขึ้นได้ แต่ความชอบธรรมจะต่ำ เพราะรูปแบบการประสานประโยชน์ระหว่างพลังทหาร ข้าราชการ กลุ่มอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่ ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

คสช. ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ เช่น ปปช. กกต. ปิดกั้นการตรวจสอบ พฤติกรรมเลือกตั้งก็ไม่ต่างไปจากระบอบทักษิณในอดีต คือมีการเอารัดเอาเปรียบก่อนเลือกตั้ง เช่น การดิสเครดิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยอำนาจรัฐประหารที่ตนมี จับกุม ดำเนินคดี หรือเรียกมาอบรม ไปจนถึงการแจกเงินคนจน คนแก่ ข้าราชการ ชาวไร่ ชาวสวน บัตรเครดิตคนจน แจกซิมฟรี อินเทอร์เน็ตฟรี ลดภาษี ช็อปช่วยชาติ ขึ้นรถไฟฟ้าฟรีฯ

รูปแบบโดยรวมการเลือกตั้งปี 2562 ก็คือการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเป็นรัฐบาล คล้ายการเลือกตั้งปี 2542 ซึ่งพรรคทักษิณได้พัฒนาจากการซื้อเสียงธรรมดามาเป็นการประมูลสัมปทานเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้ ประชานิยม ประมูลเสียงจากชาวบ้านอย่างได้ผล ได้รับการต่ออายุสัมปทานซ้ำหลายรอบ การเลือกตั้งครั้งนี้ดูจากพฤติกรรมของพรรคพลังประชารัฐบ่งว่าจะซ้ำรอยการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเช่นกัน

วอน “ประยุทธ์” ระงับการใช้อภินิหารกฎหมาย

ต้องขอวิงวอนพล.อ.ประยุทธ์ กองทัพ และนายทหารที่มีวิจารณญาณ ช่วยระงับไม่ให้ฝ่ายต่างๆ ใช้อภินิหารกฎหมายหรืออำนาจอื่นๆ จนถึงขั้นมีเสียงกล่าวหาว่าเป็น การเลือกตั้งสกปรก หรือโกงการเลือกตั้งแบบเดียวกับสมัยเผด็จการทหารปี 2500 ความชอบธรรมต่ำจะทำให้รัฐบาลประยุทธ์ถ้าชนะการเลือกตั้งจะเจอปัญหารุมเร้าตั้งแต่เริ่มต้น

นอกจากนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบคิดแบบทหาร หรือยังหลงคิดว่าตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีสิทธิชอบธรรมทุกประการ ให้มาเป็นการยอมรับความจริงของโลกยุคปัจจุบันที่มีพลังมีความคิดที่หลากหลาย ต้องมีการปรึกษาหารือ ปรองดอง และแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงจะมีโอกาสเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับบทบาทการบริหารประเทศไปได้

เตือนใช้วาทกรรม “ปรองดอง” เพื่ออยู่ในอำนาจต่อ

อย่างไรก็ดี การเมืองไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะมีหลายฝ่ายทั้งเอกชน ธุรกิจ บุคคล กลุ่ม พรรค สถาบันต่าง ๆ ได้ก้าวออกมารับผิดชอบบ้านเมืองด้วยตัวเอง โดยไม่หวังรอตัวบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่เมื่อยิ่งพูดเรื่องปรองดอง ยิ่งห่างความปรองดอง การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะปกติ

วาทกรรมการสามัคคีปรองดองมักใช้ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหา แต่ถ้าใช้มากเกินไปโดยไม่ได้เสนอให้ชัดเจนว่าประชาชนควรร่วมแก้ปัญหาแท้จริงของประเทศได้อย่างไร ก็อาจเป็นเครื่องมือของฝ่ายกุมอำนาจที่อยากอยู่ในอำนาจต่อ

ทั้งนี้ความขัดแย้งเหลือง-แดง กปปส. ในปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนจุดยืน อุดมการณ์ เพราะเวลาและสถานการณ์จะช่วยให้มีการปรับตัวให้ระบอบการเมืองดำเนินไปได้ตามสภาพเหมือนเดิมได้

กระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่จะช่วยสร้างภาวะความแตกต่างอย่างปกติ ปกติเรามักคุ้นคำว่า แตกต่างแต่ไม่แตกแยก แต่ขอเพิ่มใหม่เป็น แตกต่างแต่แค่ถกเถียง ถกเถียงแต่ไม่ทะเลาะ ทะเลาะแต่ไม่ต่อสู้ ต่อสู้แต่ไม่แตกหัก ซึ่งทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจะไม่มีใครใช้วาทกรรมหรือนโยบายสุดขั้วมาหาเสียง ต้องหาแง่มุมในการวิจารณ์ผลงานของพล.อ.ประยุทธ์หรือคสช. และสิ่งใหม่ที่จะให้กับสังคมและประชาชน และหวังว่า พรรคเพื่อไทย คงไม่ใช้แนวทางในนโยบายอย่างสุดโต่งในการหาเสียง เพราะหากใช้ พรรคที่จะโกยคะแนนเสียงคือ พรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคเพื่อไทยต้องหาแง่มุมอื่นมาวิพาษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์

4 มิติใหม่การเมืองเป็นความหวังปฏิรูปบางด้านและต่อต้านคอร์รัปชั่น

มีมิติการเมืองใหม่อยู่ 4 อย่าง คือ โซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ การขยายตัวพลังบวกของจิตอาสา และการแตกตัวของเพื่อไทย การเกิดโซเชียลมีเดียและเครือข่ายสังคมออนไลน์มีพลังทำให้หน่วยการปกครองท้องถิ่น ตำรวจ ราชการ และรัฐบาล สนองตอบในหลากหลายประเด็น จึงเป็นความหวังในการปฏิรูปบางด้านและการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้

ส่วนปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ก็ต่อรองให้เกิดอัตลักษณ์และพื้นที่ของตัวเองในพรรคใหญ่ จนถึงขั้นตั้งพรรคของตนเองได้ เช่น พรรคอนาคตใหม่ นี้สอดคล้องความต้องการของสังคม ซึ่งต้องการสิ่งใหม่หรือปฏิเสธวัฒนธรรมอำนาจการเมืองแนวตั้งแบบบนสู่ล่างของพรรครุ่นเก่า ให้เป็นความสัมพันธ์แนวราบซึ่งเท่าเทียมกันมากกว่า

นอกจากนี้บางพรรคการเมืองก็เพิ่มบทบาทสมาชิกพรรคมากขึ้น เป็นมิติใหม่ที่เกิดขึ้น ส่วนพลังบวกของจิตอาสาเป็นพลังของคนไทยที่ยุคสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกชน ต้องการทำดีตามที่ตัวเองชอบ ตัวเองสะดวก สะท้อนเป็นพลังมหาศาลของสังคมไทยในช่วงงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 และสืบเนื่องมาเรื่อย ๆ รัชกาลปัจจุบันก็ทรงให้ความสำคัญส่งเสริมจิตอาสา อย่างมาก ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันพลังนี้ก็อาจกลายเป็นพลังสำคัญหนึ่งของสังคมไทยที่จะปฏิรูปตนเองได้

พรรคเพื่อไทยก็เป็นปรากฏการณ์ที่ควรศึกษา เพราะมีฐานเสียงที่หนักแน่นกว้างขวางกว่าพรรคอื่นมาได้เกือบ 2 ทศวรรษ แต่ขณะนี้เพื่อไทยแตกออกเป็นหลายพรรคย่อยซึ่งควรส่งผลทางโครงสร้างการเมืองดีขึ้น คือมีกลุ่มการเมืองที่การตัดสินใจเป็นอิสระมากขึ้น การขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและบางครอบครัวลดลง ถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรค พัฒนานโยบายให้สร้างสรรค์ที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย เว้นวาทกรรมแบบเกลียดชังสุดขั้ว ก็จะทำให้การเลือกตั้งคราวหน้าเดินไปด้วยดี มีโอกาสร่วมมือกันแก้รัฐธรรมนูญแก้กฎหมายให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งถ้าทำโดยร่วมกันแสดงเหตุผลที่เหนือกว่าก็อาจจะทำได้สำเร็จโดยไม่ต้องเผชิญหน้าแบบปะทะรุนแรงกับฝ่ายทหารอีก

“ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ตัวแปรสำคัญชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573419

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 17:25 น.

"ว่าที่นายกรัฐมนตรี" ตัวแปรสำคัญชนะเลือกตั้ง

นาทีนี้ “พรรคพลังประชารัฐ” กลายเป็นพรรคเต็งหนึ่งที่จะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

*************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นาทีนี้กลายเป็นพรรคเต็งหนึ่งที่จะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง วันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ คีย์แมนสำคัญในการคุมเกมสู้ศึกเลือกตั้งของ พปชร.ในครั้งนี้ ต้องยกให้ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค

“สนธิรัตน์” ถือเป็นมือประสานสิบทิศฝีมือระดับพระกาฬ โดยในช่วงไม่กี่เดือนสามารถดีลกลุ่มการเมืองกลุ่มก๊วนใหญ่ๆ เข้ามาสังกัดพรรคได้จำนวนมาก ทำให้ พปชร.กลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ ส่วนจะมีแนวทาง กลยุทธ์ในการเอาชนะการเลือกตั้งได้อย่างไรนั้น “สนธิรัตน์” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้

สนธิรัตน์ บอกว่า ในระยะสั้น พรรค พปชร. มีเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อเนื่อง ด้วยการรวบรวมคะแนนเสียงให้มากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเชื่อมั่นว่ารัฐบาลหน้าเป็นรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน เพราะตามรัฐธรรมนูญทุกคะแนนไม่ตกน้ำ จึงเป็นเรื่องยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากในสภา และคงไม่มีพรรคไหนจะชนะแล้วเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้เป็นรัฐบาลผสม

ทั้งนี้ ในส่วนพรรค พปชร.นั้น “สนธิรัตน์” อธิบายว่า วันนี้ทุกกลุ่มการเมืองที่เข้ามาร่วมไม่มีเงื่อนไขใดๆ จึงไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่ม หรือก๊วนการเมือง สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กัน คือ วาทกรรมทางการเมืองของคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้ามสร้างขึ้น เช่น คำว่า พลังดูด หรือการต่อรองเรื่องคดีความ สร้างกระแสเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า นี่คือเหตุและผลที่สูญเสียกลุ่มการเมืองเหล่านี้มาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

แม้พลังประชารัฐ จะมีกลุ่มก๊วนการเมืองมากมาย แต่ไร้ปัญหาแรงกระเพื่อมภายใน เช่น ระบบบัญชีรายชื่อ หรือ สส.เขต ไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น โดยมีหลักการคัดเลือก คือ หนึ่ง ต้องมาจากอดีตรัฐมนตรี อดีต สส. อดีตข้าราชการระดับสูง หรือคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาต่อรองเป็นระบบสมัครใจ ส่วนผู้สมัคร สส.เขต อาจมีปัญหาบ้างในบางพื้นที่ที่ทับซ้อน หลักเกณฑ์ คือ พรรคจะวัดความนิยมจากประชาชนเป็นตัวตั้ง เช่น ทำโพลผลคะแนนนิยมในพื้นที่มาชี้ขาดในการส่งตัวผู้สมัคร ไม่ได้ใช้ผลว่ามาจากค่ายไหน กลุ่มการเมืองใด หรือเด็กใคร สำหรับคนที่พลาดหวังจะให้เข้ามาช่วยงานพรรคด้านต่างๆ แทน

นอกจากนี้ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรคพลังประชารัฐนั้นก็มีความต่างจากพรรคอื่นๆ คือ หนึ่ง เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ดีเด่นดัง จาก “ดีเอ็นเอ” กล่าวคือไม่ได้เป็นลูกหลานนักการเมือง และสอง เป็นคนรุ่นใหม่ที่ปากกัดตีนถีบต่อสู้จนประสบความสำเร็จ จึงอาสาเข้ามาทำงานการเมือง ส่วนใหญ่มีคุณภาพและประสบการณ์จริงโดยเน้นการทำงานในด้านที่ถนัด เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี นวัตกรรรม การศึกษาแนวใหม่ สตาร์ทอัพ และการสื่อสารออนไลน์ ฯลฯ โดยเป็นการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักการเมืองรุ่นเก่า

ขณะที่ยุทธศาสตร์การเสียงนั้น “สนธิรัตน์” บอกว่า จะใช้ยุทธวิธีเจาะรายภาค เน้นใช้ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่มาร่วมคิด โดยแต่ละภาคจะตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พร้อมผนึกกำลังกับ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” พรรคเพื่อไทย “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต สส.นครราชสีมา และ “สุพล ฟองงาม” อดีต สส.อุบลราชธานี ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย มารวมกำลังเป็นทีมยุทธศาสตร์ชนะการเลือกตั้งต่อกรกับคู่แข่งสำคัญ 2 พรรค คือ เพื่อไทยกับภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคจะชูเพื่อทำให้ชนะเลือกตั้งนั้น มีดังนี้ 1.นโยบาย 2.ตัวบุคคล ที่ประชาชนเชื่อถือศรัทธา 3.กระแสพรรค และ 4.ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพราะมีผลต่อการตัดสินใจสูงมาก เช่นเดียวกับ ภาคใต้ ที่มีความผูกพันเหนียวแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่อีกยุทธศาสตร์ของพรรคที่จะชูในการสู้ศึกในภาคใต้ คือ พลังประชารัฐ คือ ทางเลือกใหม่ โดยนำเสนอนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาแข่งขัน เช่นเดียวกับภาคเหนือมีทิศทางเดียวกัน คือ ชูนโยบาย ตัวบุคคล กระแสพรรค และว่าที่นายกรัฐมนตรี

“วันนี้ถ้าไม่มีพลังประชารัฐ คำตอบคืออะไร จะถอยไปปี 2553 ได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือถอยไปอีก เมื่อปี 2551 รัฐบาลหลังเกิดปฏิวัติรัฐประหาร ปี 2549 ที่พิสูจน์แล้วว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร นักการเมืองเหล่านั้นเห็นว่า พลังประชารัฐ คือ ทางออก ที่จะเอาประเทศไทยออกจากเดดล็อก ทางการเมืองกว่าสิบปีที่ผ่านมา แม้ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่แค่จางๆ ลงไปเท่านั้น แต่หากการเมืองยังคงเป็นการเมืองสองฝ่ายหรือสองขั้ว ความเข้มข้นของความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อก็จะกลับมารุนแรงขึ้นอีกทันที จากนั้นก็นำประเทศไปจุดที่เดินต่อไปไม่ได้”สนธิรัตน์ ระบุ

เมื่อถามถึงว่าที่หรือผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคพลังประชารัฐ “สนธิรัตน์” บอกว่า วันนี้พรรคยังไม่ได้ตัดสินใจเสนอว่า จะชูใครเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กดดันพอสมควร เพราะเป็นการเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียว ตัวแปรสำคัญที่จะชนะเลือกตั้ง คือ ชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงมาก เพราะประชาชนต้องเลือกทั้ง สส.เป็นผู้แทน พรรคการเมืองที่อยากได้ และนายกรัฐมนตรีที่อยากให้เป็น โดยเลือกเพียงครั้งเดียว ดังนั้นวันนี้พรรคยังไม่ขอเปิดชื่อ

“ที่มาของพรรค คือ สานต่อการทำงานขับเคลื่อนประเทศจากรัฐบาลปัจจุบันที่ตัวแทนพรรคมีส่วนผลักดันเพราะเป็นนโยบายที่ดีและต่อยอดได้ รวมถึงจะเป็นนโยบายสำคัญของพรรค โดยจะเลือกเฉพาะนโยบายที่ดีมาสืบสานต่อไป เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะเลือกมาเฉพาะที่สำคัญ เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ผลงานยาวเป็นหางว่าวจะนำมาทั้งหมดคงไม่ได้”

สำหรับเรื่องเป้าจำนวน สส.ของพรรค พปชร.นั้น “สนธิรัตน์” กล่าวว่า วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตอบว่าพรรคจะได้กี่ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน หากได้ที่นั่ง สส.มากก็สามารถกำหนดทิศทางนโยบายได้ชัดเจน แต่หากได้น้อยบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลก็ลดลงตามลำดับ เพราะผลการเลือกตั้งจะมีผลสำคัญในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ แต่สิ่งสำคัญ คือ จะเลือกนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง และเป็นคนที่มีความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน

“รัฐบาลผสมไม่อาจที่จะคิดทำนโยบายตัวเองได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องรวมสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน การบริหารทางการเมืองแบบนี้ คือ ประชาธิปไตยแท้ๆ ที่ต้องเคารพซึ่งกันและกันถือเป็นระบบถ่วงดุล โดยพลังประชารัฐเปิดกว้างพร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อยุติความขัดแย้งและเดินหน้าประเทศ โดยยึดหลักเพียงอุดมการณ์หรือนโยบายไปด้วยกันได้หรือไม่ นี่คือหลักการรัฐบาลผสม” สนธิรัตน์ กล่าว

ในส่วนที่มองกันว่าพรรค พปชร.เป็นพรรคพลังดูด พลังเงินนั้น “สนธิรัตน์” แย้งทันทีว่าลองคิดดู พลังประชารัฐเป็นพรรคเดียวที่มีทุกเสื้อสีอยู่ในพรรค แปลว่ามีความพร้อมในทางปฏิบัติที่จะสามัคคีปรองดองทางการเมือง โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นตัวกลาง และที่สำคัญพรรคนี้ไม่มี คสช.สักคนเดียวที่เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือชูนโยบายทหารให้สืบทอดอำนาจ หากย้อนกลับไปวันแรกๆ พรรคนี้เกิดจากศูนย์ กว่าจะทำให้นักการเมืองเชื่อถือศรัทธาเป็นเรื่องยากมาก เพราะต้องทำให้เป็นพรรคที่นักการเมืองฝากความหวังได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

“เวลาใครจะสละเรือ นักการเมืองคิดหนักกว่าใคร คือ สอบได้หรือสอบตก ไม่มีใครที่จะตัดสินใจโดยจ่ายเงินให้ สำหรับนักการเมือง คือ อยู่ตรงไหนก็ได้ขอให้ตัวเองเป็น สส.ต่อไป หรือโอกาสชนะเลือกตั้ง ดังนั้นเงินไม่ใช่ปัจจัย แม้ได้เงินไปแล้วแต่ไม่ได้เป็น สส. เท่ากับรอไปอีก4 ปี ปัจจัยสำคัญ คือ ต้องได้เป็น สส.เท่านั้นเองเชื่อเถอะไม่มีนักการเมืองคนไหนเห็นแก่เงิน แต่เห็นว่าพลังประชารัฐเป็นทางออกและมีโอกาสในการเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติในทิศทางที่อยากจะทำหรืออยากจะเป็น เพราะนักการเมืองรู้ดีว่าแนวทางใดจะพาประเทศชาติให้ไปต่อได้”

ขณะเดียวกัน เลขาธิการพรรค พปชร.ยังได้ให้คำมั่นว่า จะทำให้พรรค พปชร.เป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจเพื่อชนะเลือกตั้งแล้วเลิก แต่สถาบันการเมือง คือ พรรคที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังได้ และประชาชนมีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วมกับพรรคในการช่วยขับเคลื่อนประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือเก่าแก่ยาวนาน แต่ขอให้เป็นพรรคใหม่ที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ มีความเชื่อถือเชื่อมั่นประชาชนฝากความหวังไว้ได้ และเชื่อมโยงกับประชาชนในการใช้กลไกของพรรคในการขับเคลื่อนประเทศนั้นคือ พรรคพลังประชารัฐ

ศึกวัดบารมี สนามเลือกตั้งกาญจน์’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573123

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 07:03 น.

ศึกวัดบารมี สนามเลือกตั้งกาญจน์'62

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แค่เสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งเริ่มขึ้นก็สับกันเละแล้ว นักการเมือง สมรภูมิเมืองกาญจนบุรี จากอดีตพื้นที่นี้ สู้กันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ ค่ายเพื่อไทยกับเลือกตั้ง 2562 ค่ายประชาธิปัตย์ เรียกว่า ศึกช้างชนช้าง

ยุคใหม่ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ (ทษช.) ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ สส.เก่าหมดยุค แต่บารมียังอยู่ เช่น บ้านใหญ่ “กำนัน เซี้ยะ” ประชา โพธิพิพิธ นพ.เดชา สุขารมณ์ เหลือเชื้อเก่า “เสธ.นิด” พล.ต.ศรชัย มนตริวัต

รัฐธรรมนูญ 2560 ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสลายขั้ว ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายไปตามกระแส กลุ่มลูกกำนัน เซี้ยะออกจาก “ประชาธิปัตย์” เข้าสังกัดพรรคใหม่ “พลังประชารัฐ” “เพื่อไทย” ไม่ส่งเปิดทางให้ “ไทยรักษาชาติ” ส่งทีมสู้นักการเมืองรุ่นใหม่ ไฟแรง ถูกชิงตัดหน้าหันมาเข้าสังกัด “ภูมิใจไทย” กาญจนบุรี 5 เขต ได้ลุ้นกันสนุก 4 พรรคหลัก วัดใจประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ อดีต สส. ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือซ้อเจน คู่ชีวิต รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นายก อบจ.กาญจนบุรี ผันตัวมาเป็นผู้กำกับอำนวยการ ส่ง “หมอพงษ์” นพ.สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล อดีต สว.กาญจนบุรี ลงเขต 5 อ.ไทรโยค ทองผาภูมิ  สังขละบุรี ฐานเสียงหลักของพรรค

เขต 4 อ.บ่อพลอย ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ ส่ง “เสธ.นุ” พล.ท. ทำนุ โพธิ์งาม ลูกพี่ลูกน้อง “เสธ.มะ” พล.ท. มะ โพธิ์งาม อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย สู้กับพรรครัฐบาล พลังประชารัฐและไทยรักษาชาติ

เขต 3 อ.ท่ามะกา พนมทวน ส่ง “กำนันบอย” ปารเมศ โพธารากุล อดีต สส.กาญจนบุรี ทวงพื้นที่คืน

เขต 2 อ.ท่าม่วง ด่านมะขามเตี้ย ฐานเก่า ส่งอดีต “สส.แมน” ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ป้องกันแชมป์

ส่วนเขต 1 อ.เมือง ศรีสวัสดิ์ พรรคยังไม่เคาะว่าจะส่งใคร เพราะเป็นหัวใจเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในอดีตจนปัจจุบัน

พรรคพลังประชารัฐ หรือชาวบ้านเรียก พรรครัฐบาล ได้ตัวดีเด่นดังครบ 5 เขต

เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เต็ง 1 มีแบ็กเป็นพลัง สีเขียวจากค่ายใหญ่

เขต 2 “กำนันฉอย” สมเกียรติ วอนเพียร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสำรอง คนสนิท สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาฯ พรรคพลังประชารัฐ

เขต 3 “ผู้การจี” พล.ต.ต.กมลสันติ กลั่นบุศย์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาญจนบุรี เจ้าของค่ายมวย ก.กลั่นบุศย์ ญาติมิตรเต็มเมือง นายกสมาคมศิษย์เก่าวิสุทธรังษี

เขต 4 และ 5 ตระกูล “โพธิพิพิธ” ย้ายจากประชาธิปัตย์มาแบบแพ็กคู่ เขต 4 ส่ง “ผู้ใหญ่แหลม” ลูกกำนันเซี้ยะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ หวังรักษาฐานเก่าผู้เป็นพ่อ

เขต 5 ได้ “สุเมธ” หรือ อัฏฐพล โพธิพิพิธ ลูกรักอีกคนของกำนันเซี้ยะ จากเขต 1 ย้ายมา หวังยึดเขต 5 โค่นพรรคเก่าได้ ต้องลุ้นกันไม่จบ

มาถึงพรรคไทยรักษาชาติ ที่พรรคเพื่อไทย หลีกให้สู้ศึกสนามเมืองกาญจน์

คาดหวังความมั่นใจในพลังประชาชนว่า ถ้าเบื่อรัฐบาลหันมาสายนี้ เหนือ กลาง ใต้ ออก ตก ล็อกถล่ม

เขต 1 ดร.จุ๊บ-วรสุดา สุขารมณ์ ลูกสาวหมอเดชา ดาวรุ่ง หลักมั่นคง มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ ลงพื้นที่ถี่ยิบ มีสิทธิลุ้นเข้าวินได้

เขต 2 เสธ.นิด พล.ต.ศรชัย มนตริวัต (ถ้าไม่หลีกทางให้เสี่ยบุญชู วิวัฒนาทร เจ้าของคาสเซิลมอลล์ คนดังท่าม่วง ใจถึงพึ่งได้) คงได้ล้างตา สส. แมน แห่งค่ายประชาธิปัตย์แน่

เขต 3 ส่ง ชูเกียรติ อาจปักษา สจ.ท่ามะกา หวังว่าฐานเพื่อไทยเก่ายังเหนียวแน่นย่อมมีสิทธิ

เขต 4 ฐานเก่า “กำนันหยุน” ไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร ที่หันไปลงแข่งนายก อบจ. คาดว่าจะส่งทนายคู่ใจ สันติชัย จีระพัฒน์ ลงแทน ทั้งนี้ หาก มนรัตน์ สารภาพ คู่ชีวิต “เสธ.มะ” พล.ท.มะ โพธิ์งาม เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ซี้ปึ้ก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลีกทางให้

เขต 5 “สจ.ไก่” พนม โพธิ์แก้ว คนรุ่นใหม่ไฟแรงอนาคตไกลใจเกินร้อย

ทั้งเขต 4 และเขต 5 มนรัตน์ สารภาพ เข้ามาเป็นตัวเลือกได้มีสิทธิได้แจ้งเกิดในสนามการเมืองกาญจนบุรี

ส่วน พรรคภูมิใจไทย มี “เสี่ยแกละ” กิตติวัฒน์ พงศ์ปฎิมาพรรณ ที่ปรึกษา ดร.บุญลือ ประเสริฐโสภา รองหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่อำนวยการ คราวนี้ก็มีสิทธิลุ้นแจ้งเกิด เขต 1 อ.เมืองกาญจน์ และ อ.ศรีสวัสดิ์ เสี่ยจ๊อด ดร.ธีรชัย ชุติมันต์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัด คนดีศรีเมืองกาญจน์ที่มีความพร้อมสุดๆ ผ่านสถาบันพระปกเกล้า น่าเลือกน่าลุ้น มีสิทธิเบียดแทรกได้ไม่ยาก

ส่วนอีก 4 เขต ก็คนหนุ่มรุ่นใหม่ ไฟแรง บางคนก็ลูกหม้อค่ายเพื่อไทย เขต 2 “เสี่ยโอ” สาทิตย์ จีนาภักดิ์ ลูกชาย สันทัด จีนาภักดิ์ อดีต สส.หลายสมัย บารมีพ่อก็มา

เขต 3 สจ.กุ๊ก-ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน นายก อบต.ดอนชะเอม บุตรชาย “นายอำเภอกู้” วิฑิต มาไพศาลสิน ทำงานทางการเมืองมามากกว่า 11 ปี

เขต 4 ที่ต้องเจอบารมี “บ้านใหญ่” ส่ง อนุเทพ ตระกูลอิ่มน้อย ประธานสภาเทศบาลตำบลเลาขวัญ สามี สจ.อ้อ เขต อ.เลาขวัญ

เขต 5 “สจ.ตูน” อานนท์ ถนอมวงษ์ ลูกชาย จิรชัย ถนอมวงษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ คลุกคลีพี่น้องในพื้นที่มายาวนาน

ถ้าประชาชนเบื่อรัฐบาล ไม่อยากได้คนเก่า ไม่เอาพรรคใหม่ ภูมิใจไทย ก็ย่อมได้

แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เหมือนสุภาษิตที่ว่า “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” เอวัง ก็เป็นด้วยประการฉะนี้

เจาะพื้นที่เมืองสุราษฎร์ธานี ศึกสายเลือดปชป.-รปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572995

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2561 เวลา 20:45 น.

เจาะพื้นที่เมืองสุราษฎร์ธานี ศึกสายเลือดปชป.-รปช.

สนามเลือกตั้ง ส.ส. ในพื้นที่ สุราษฎร์ธานี ครั้งนี้ จะเป็นการแข่งขันที่ขับเคี่ยวระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมพลังประชาชาติไทย

********************************

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามการเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี ที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 นี้ พื้นที่เขตเลือกตั้งเดิม 6 เขตนั้นไม่เปลี่ยนแปลง จำนวน สส. 6 ที่นั่งที่ผ่านมาหลายสิบปี มีแต่พรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นเจ้าของครอบครองมาตลอด

แต่เมื่อถึงการเปลี่ยนแปลง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแม่ทัพใหญ่สุราษฎร์ธานีได้ลาออกจากพรรคไปเป็นผู้นำกลุ่ม กปปส. กระทั่งเป็นแกนนำก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ก็ถึงคราวที่การเมืองใน จ.สุราษฎร์ธานี อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง

แน่นอนว่า 3 พี่น้องตระกูลเทือกสุบรรณ ทั้งสุเทพ เชน และธานี เข้าสังกัด รปช.ด้วยกันทั้งหมด ส่วนอดีต สส.ประชาธิปัตย์ คนอื่นยังปักหลักอยู่กับพรรคเหมือนเดิม ฉะนั้น สนามการเมือง สส.ที่ จ.สุราษฎร์ธานี จึงหลีกไม่พ้นว่าที่ผู้สมัคร ปชป. กับอดีต สส.ปชป.ต้องมาโคจรเจอกันเอง โดยมีว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองอื่นอีกหลายพรรคพร้อมกระโดดลงสู่สนามเดียวกันแบบไม่หวั่นศักดิ์ศรีพรรคใหญ่

ไล่เรียงศึกสายเลือดกันแบบเขตต่อเขตจึงน่าระทึกใจไม่น้อย สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมส่ง ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย ยังไม่ประกาศตัวว่าที่ผู้สมัคร แต่หากเป็นกำนันเล็ก หรือธานี เทือกสุบรรณ ลงเขตนี้เองก็จะเป็นเขตที่น่าจับตามองที่สุด

เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งวิวรรธน์ นิลวัชรมณี บุตรชาย ประวิช นิลวัชรมณี อดีต สส.หลายสมัย และเป็นหลานชาย ประพนธ์ นิลวัชรมณี อดีต สส.เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์คนล่าสุด ลงสนามพบกับ ยอดขวัญ ชุมวาระ นักธุรกิจที่ทำงานการเมืองติดตามสุเทพมานาน ใส่เสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย เขตนี้ทั้งคู่แม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่มีแบ็กอัพเก๋าพอกัน

เขต 3 ถิ่นเดิมของ โสภา และ ชุมพล กาญจนะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้จะส่ง วชิราภรณ์ กาญจนะ บุตรสาวลงประเดิมสนาม ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย ยังไม่ประกาศตัว แต่ถือเป็นด่านหินที่คู่ชนต้องแข็งพอ

เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งสมชาติ ประดิษฐ์พร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี บุตรชายดำรง ประดิษฐ์พร หรือกำนันเซ่ง อดีตกำนัน ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน ซึ่งเป็นเขตเก่าของ เชน เทือกสุบรรณ เจ้าของพื้นที่ หากเชนลงเองก็จะเป็นอีกเขตหนึ่งที่น่าตื่นเต้นเร้าใจเช่นกัน

เขต 5 สินิตย์ เลิศไกร แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของเก้าอี้เดิมประกาศชัดลงพื้นที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยครั้งนี้จะต้องพบกับ ปรีติ เชาวลิต สจ.สุราษฎร์ธานี เขต อ.ชัยบุรี สวมเสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย เชื่อว่าจะน่าลุ้นไม่น้อย

เขต 6 ธีรภัทร พริ้งศุลกะ อดีต สส.เจ้าของเก้าอี้เดิม บุตรชาย นิภา พริ้งศุลกะอดีต สส.หลายสมัยเจ้าของพื้นที่ลงต่อ แน่นอนเจอกับ ภูมิ เทือกสุบรรณสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สุราษฎร์ธานี เขต อ.ท่าชนะ บุตรชาย ดำรงค์ เทือกสุบรรณ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ลูกพี่ลูกน้องของกำนันสุเทพ ภูมิจึงมีศักดิ์เป็นหลานชายสุเทพ เขตนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเขตที่น่าจับตา เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่มีแบ็กที่แข็งหนุนหลังด้วยกันทั้งคู่

ลำพังผู้สมัคร 2 พรรคใหญ่ในพื้นที่สุราษฎร์ธานี เริ่มเห็นเค้าลางแบบหัวคะแนนนั่งไม่ติด ไม่นับพรรคการเมืองอื่นทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น ที่ล้วนทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ลงชิงคะแนนและลงพื้นที่พบปะประชาชนแบบไม่เกรงใจเจ้าถิ่นเดิม การเลือกตั้ง สส.งวดนี้ที่อัดอั้นรอคอยมานานกว่า 4 ปี พร้อมที่จะผ่าศึกสายเลือดวัดกันแบบใครดีใครได้

ฟื้นระบบตัดแต้มใบขับขี่ สร้างวินัยจราจร เข้มงวด กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572833

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 06:33 น.

ฟื้นระบบตัดแต้มใบขับขี่ สร้างวินัยจราจร เข้มงวด กม.

โดย…วัสยศ งามขำ

ถือเป็นงานหนักสำหรับผู้การป้ายแดงที่ต้องมาคุมงานจราจรในกรุงเทพฯ ที่มีงานก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนครั้งใหญ่ในเมืองหลวง

แนวทางหนึ่งที่ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาจราจร และสร้างวินัยกับผู้ขับขี่ คือ การตัดแต้ม จากใบขับขี่และระบบตรวจจับทางอิเล็กทรอนิกส์จะนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมกับผู้ที่ผิดวินัยจราจร

“ผมจะนำระบบการตัดแต้มจากใบขับขี่กลับมาใช้อย่างเข้มงวดไม่ว่าจะเป็น ใบสั่งทางมือ หรือใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากเสียค่าปรับแล้วจะถูกตัดแต้มไปจนถึงขั้นยึดใบอนุญาตขับขี่ ทำให้ไม่สามารถต่อรองกับตำรวจได้”

ผบก.จร. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำระบบโดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก เพราะปัจจุบันคนไม่ไปจ่ายค่าปรับจำนวนมากเนื่องจากข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงออกใบสั่งไป 13 ล้านฉบับ มาจ่ายที่ 3-8 ล้านเท่านั้น

พล.ต.ต.นิธิธร ยอมรับว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนบนถนนสายสำคัญหลายสาย ทำให้รถติดมากขึ้น เมื่อดูจากล้องซีซีทีวีดูจะเห็นภาพรวมทั้งหมด การจราจรในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่มาจากพื้นที่เดียว แต่รวมไปถึงปริมณฑลด้วย ทั้ง นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี ดังนั้น ทุกที่ต้องมีการแก้ไขในภาพรวมก่อนนำไปหารือแก้ไขในคณะทำงานที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานซึ่งจะประชุมทุกหนึ่งเดือนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น รฟม. บีทีเอส การรถไฟฯ ไฟฟ้า ประปา

พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการวิจัยพบว่า รถยนต์และรถสาธารณะในกรุงเทพฯ มี 9 ล้านกว่าคันแต่ พื้นที่เส้นทางบนถนนมีแค่ 5,000 กว่ากิโลเมตร แค่เอารถ 9 ล้านกว่าคันมาเรียงต่อกันก็เกินแล้วดังนั้น ใครจะมาล้ำพื้นที่บนถนนไม่ได้ สั่งให้จัดการอย่างเด็ดขาดกับพื้นที่ก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชนก็ตาม หากเจอให้จับปรับทันที

“นอกจากรถยนต์ในกรุงเทพฯ แล้วยังมีรถจากต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองในแต่ละวันอีกเป็นจำนวนมาก การระบายรถก็เหมือนการระบายน้ำ ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัส ให้ บก.จร.เป็นส่วนในการแก้ไขปัญหาจราจร โดยใช้มอเตอร์ไซค์เข้าไปแก้ไข” ผบก.จร. กล่าว

ผบก.จร. คนปัจจุบัน กล่าวว่า การแก้ปัญหาจะเน้นระบายรถจากบ้านถึงที่ทำงานและจากที่ทำงานถึงบ้านให้เร็วรวมถึงระบายรถออกนอกเมืองให้คล่องตัว เพราะในกรุงเทพฯ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องรถเยอะแล้ว ยังมีเรื่องรถฉุกเฉินที่วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็น หญิงใกล้คลอด คนบาดเจ็บ หรือเหตุร้ายอื่นๆ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จราจรต้องอำนวยความสะดวกรถพวกนี้ด้วย ตำรวจจราจรจึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บนถนน ตนให้เครดิตกับตำรวจจราจรพื้นที่ เพราะเขาโบกรถมา 20-30 ปี เขาย่อมรู้ดีว่า ชั่วโมงไหนจำเป็นต้องระบายรถบริเวณไหน

“บางท่านจะแก้ปัญหาจราจรด้วยความพยายามจะอัดเทคโนโลยีมาเต็มๆ แต่เทคโนโลยีจำเป็น เพียงบางส่วนเท่านั้นเมื่อนำมาใช้ในบ้านเรา เช่น ในเรื่องการตรวจจับ หรือสำรวจว่ารถติดตรงไหน แต่ไม่สามารถเอาเทคโนโลยีของยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น มาใช้ได้ทั้งหมด แต่สามารถนำมามิกซ์ เพราะคนไทยมักง่าย ผมก็ต้องพูดแบบนี้ พื้นฐานของคนไทย เอาง่ายเข้าว่า เพราะคิดว่าตำรวจจราจรก็คงอะลุ้มอะล่วย อันนี้ไม่ได้อีกต่อไป

…ทุกวันนี้เมื่อใกล้สี่แยกสุภาพสตรีก็แต่งหน้าในรถ ทานข้าวในรถ โทรศัพท์ในรถ ผู้ชายบางคนก็อ่านหนังสือ จึงทำให้เมื่อรถเคลื่อนตัวได้ ท่านก็ใช้ความเร็วไม่เหมาะสม ตำรวจก็ต้องพยายามไปโบก เร่ง ให้รีบ มีหลายท่านบอก ตำรวจจราจรโบกมือให้เร็วๆ นี่ รถมันเร็วขึ้นไหม มันก็เร็วขึ้นผมบอกเลยผู้ขับขี่ทั้งหลาย อย่ามัวคุยโทรศัพท์ เล่นไลน์ ผิดกฎหมายทั้งนั้น เวลารถติด ก็ทำพวกนี้เพื่อฆ่าเวลา ถ้าตั้งใจขับ ก็จะเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

เขากล่าวว่า ในจุดที่การจราจรวิกฤตตอนนี้คือที่ห้าแยกลาดพร้าวยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะมีโครงสร้างขนาดใหญ่ผ่าน แล้วก็ยังเป็นจุดสำคัญก่อนเข้าเมือง ส่วนถนนวิภาวดีรังสิตถือเป็นถนนสายเลือดหลักในการระบายรถ โดยในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งประชุมการแก้ไขการระบายรถออกนอกเมืองในช่วงปีใหม่จะมีการแก้ไขปัญหาในการระบายรถขาออกด้วยการใช้รีเวิร์สซิเบิลเพื่อเพิ่มช่องทางการจราจรแต่ก็ต้องปรึกษากับปลายทางด้วยเพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาคอขวด คือระบายรถออกไปแล้วก็ติดขัดอีก

พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ตำรวจจราจรจะมีการตรวจสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างต่างๆ บนผิวการจาจร ว่าจะเสร็จเมื่อไร เมื่อเสร็จแล้วต้องรีบคืนผิวจราจรทันที ถ้าไม่คืน ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“ผมเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย แต่ผมก็ใช้ผสมผสานนะ โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชน ผมตอบเพจตำรวจจราจรด้วยตัวเอง เพราะบางทีผมอ่านแล้วผมก็ไม่สบายใจ บางท่านไม่รู้กฎหมายอย่างถ่องแท้ มาหาว่าตำรวจไปกลั่นแกล้ง ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนสั่งให้ตำรวจจราจรของเราเข้มงวดในเรื่องปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนเอง เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด รถรับจ้างใช้พื้นถนนจอดรถ มาเฟียตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ผมลงไปจัดการ เพื่อคืนพื้นผิวจราจรให้กับประชาชนให้มากที่สุด” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

ที่เป็นประเด็นขณะนี้กรณีรถจักรยานยนต์ย้อนศรขับขี่ขึ้นไปบนทางเท้าที่ประชาชนใช้ในการเดิน พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ได้สั่งจัดการอย่างเด็ดขาด ซึ่งส่วนใหญ่ทางเท้าจะอยู่บริเวณที่ที่มีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน ที่มักเกิดอุบัติเหตุ ขณะนี้จึงได้ร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจ ปรับตั้งแต่ 1,000 บาท หรือถ้าตาม พ.ร.บ.ของการรักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นอำนาจเจ้าหน้าที่เทศกิจสามารถทำได้มีโทษปรับสูงถึง  5,000  บาท

จับตาเมืองชาละวัน ‘ศรีบุศกร’ท้าชน2ทายาทบิ๊กการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572831

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 06:11 น.

จับตาเมืองชาละวัน ‘ศรีบุศกร’ท้าชน2ทายาทบิ๊กการเมือง

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย

สนามเลือกตั้งเมืองชาละวัน จ.พิจิตร ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ขับเคี่ยวกันของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์จนมาถึงพรรคมหาชนและพรรคชาติไทยพัฒนา โดยคู่ขับเคี่ยวสำคัญคือ พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ แห่งพรรคความหวังใหม่ จนมาถึงพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทย

แม้อดีตแกนนำทั้งสองจะถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งคู่ แต่สมรภูมิในยุคต่อมาถึงรุ่นลูกก็ขับเคี่ยวไม่แพ้กัน ทายาทของ เสธ.หนั่น คือ “ลูกยอด” ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส่วน พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ ก็มี นาวิน บุญเสรฐ หรือไก่ เป็นทายาททางการเมือง โดยล่าสุดนาวินตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

พิจิตรเมืองชาละวันมี 12 อำเภอ แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 3 เขต มีจำนวน สส.ได้ทั้งหมด 3 คน หลัง พล.ต.สนั่น ถึงแก่กรรม รวมถึงในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ นับเวลารวมกันก็ยาวนานหลายปี ทำให้มนต์ขลังทางการเมืองของเจ้าถิ่นอย่าง เสธ.หนั่น และลูกชายค่อยๆ จางหายไป โดยล่าสุดศิริวัฒน์ตัดสินใจย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วนทายาทตระกูลบุญเสรฐ ในวันนี้ นาวินก็ตัดสินใจเข้าสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

ทั้งศิริวัฒน์และนาวิน แม้จะเป็นทายาทนักการเมืองใหญ่ และเคยผ่านสนามการเมืองในระดับชาติมาแล้วด้วยกันทั้งคู่ แต่สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อสัญญาณการเปิดสนามการเมืองเริ่มปรากฏชัดมากขึ้นก็เริ่มมีผู้ที่จะเข้ามาท้าชิงกันให้เห็นบ้างแล้ว

กลุ่มการเมืองที่น่าสนใจและต้องจับตามากที่สุด คือ ตระกูล “ศรีบุศกร”ซึ่งมีฐานคะแนนเสียงครอบคลุมการเมืองท้องถิ่นใน จ.พิจิตร มาอย่างเหนียวแน่นยาวนาน

พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ- พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

ทั้ง สมภพ ศรีบุศกร หรือ สจ.หน่อย พี่ชายคนโต สุรชาติ ศรีบุศกร หรือ สจ.ไก่ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิจิตร และ สุบิน ศรีบุศกร หรือนายกเจี๊ยบ น้องเล็ก ซึ่งเป็นนายกเทศบาลตำบลเนินมะกอก อ.บางมูลนาก

ในอดีตนั้นกล่าวได้ว่า ตระกูลศรีบุศกร เป็นเสมือนช่างปั้น ซึ่งอยู่เบื้องหลังคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับนักการเมืองระดับชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ พล.ต.สนั่น

เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแปลง วันนี้เครือข่ายศรีบุศกรถือว่าเนื้อหอมเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้ามาทาบทาม ชักชวนให้เข้าพรรคด้วยกันทั้งคู่

แต่ความไม่ชัดเจนของทั้งสองพรรคได้กลายเป็นจุดโหว่ที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐสอดแทรกเข้ามา และคว้าเครือข่ายศรีบุศกรเข้าไปในสังกัด

ในขณะที่ยังไม่มีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเครือข่ายตระกูลศรีบุศกรจะมีใครที่เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติบ้าง แต่ที่แน่ๆ ในขณะนี้คงมีเพียง สจ.ไก่ หรือสุรชาติเพียงรายเดียว

สุรชาตินั้นถือเป็นนักการเมืองหนุ่ม อายุ 46 ปี ผ่านสนามการเลือกตั้งเป็น สจ.อำเภอโพทะเล มาแล้วถึง 3 สมัย มีธุรกิจอาชีพที่มั่นคง ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร

คาดการณ์กันว่า หากศิริวัฒน์ซึ่งย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ สุรชาติน่าจะลงในเขตที่ต้องพบกับนาวิน โดยพรรคภูมิใจไทยจะส่ง วิชัย ด่านรุ่งโรจน์ อดีต สว.พิจิตร และอดีตรองนายก อบจ.พิจิตร นอกจากนี้ก็ยังมี ดุษฎี บัวเขียว อาชีพทนายความ ซึ่งก็ประกาศตัวเป็นผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ หากถึงวันรับสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ทุกคนที่กล่าวมาลงสมัครในเขตเลือกตั้งนี้จริงตามกระแสข่าว ก็ถือเป็นเขตเลือกตั้งที่น่าจับตาที่สุด

ซึ่งกว่าจะถึงวันเลือกตั้งรับรองว่าชาวเมืองชาละวันได้ลุ้นกันจนตัวเกร็งอย่างแน่นอน

การเมือง “พะเยา” เดือด! จับตา “ธรรมนัส” นำทัพเขย่า “วิสุทธิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572824

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 20:51 น.

การเมือง "พะเยา" เดือด! จับตา "ธรรมนัส" นำทัพเขย่า "วิสุทธิ์"

สนามการเมืองจังหวัดพะเยาน่าจับตากับ “กลุ่มธรรมนัส” ที่จะมาเขย่าฐานเสียงเดิมของเพื่อไทยที่มี “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” เป็นแกนนำ

***********************************

โดย…อักษรา ปิ่นสราสกุล

นับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2544 เป็นต้นมา จ.พะเยา คือหนึ่งที่มั่นทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ซึ่งปัจจุบันคือ พรรคเพื่อไทย (พท.) หรือในภายหลังมองกันว่าเป็นพื้นที่ “สีแดง” ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ยาวนานถึง 20 ปีแล้ว ที่พรรคการเมืองอื่นไม่สามารถเข้ามาตีฐาน หรือแบ่งคะแนนเสียงไปได้เลย

กลุ่ม ทรท.และ พท.กวาดที่นั่งครบทั้ง 3 เขตมาโดยตลอด

ผลงานหน้าม่านของการเมืองพะเยา คือนักการเมืองที่ประชาชนเลือก ในขณะที่หลังม่านการเมือง บุคคลสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง เป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด คือ ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งหลังการเลือกตั้ง สส.ในปี 2554 ธรรมนัส หรือที่คนพะเยาเรียกว่า “ผู้กอง” ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา

ผ่านพ้นการเลือกตั้ง อบจ.พะเยา ธรรมนัสก็ได้รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายก อบจ.พะเยา เป็นจุดที่เขาได้สร้างทีมงานการเมืองของตนเองระดับท้องถิ่น และขยับขึ้นสู่ระดับประเทศ

ปัจจุบัน “ธรรมนัส” วางระบบสร้างความเข้มแข็งให้การเมืองท้องถิ่นพะเยา ไม่เพียงเท่านั้น ลักษณะนิสัยใจถึง พึ่งได้ ทำให้ธรรมนัสเสริมเขี้ยวเล็บการเมืองระดับชาติ โดยมีกลุ่มการเมืองใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เข้ามาซบอกเขาอย่างเนืองแน่น ทั้งกลุ่มการเมืองเก่าของ พท. เสื้อแดง สังเกตจากการสร้างกลุ่มพลังจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ โดยการสนับสนุนของธรรมนัส

ขณะนี้บรรยากาศของการเมืองพะเยาเริ่มระอุมากขึ้น กลุ่มการเมืองที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มของธรรมนัส ซึ่งบัดนี้ได้เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ได้วางตัวบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในขั้วของตนเอง ในนามกลุ่มพลังพะเยา ทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง มีทั้งนักการเมืองท้องถิ่น อดีตข้าราชการระดับแนวหน้า เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การเลือกตั้ง อบจ.พะเยา ในอนาคต ธรรมนัสได้จับมือกับ ไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

คอนเนกชั่นอีกด้านหนึ่งของธรรมนัสในทางการเมืองกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ณ เวลานี้น่าจับตายิ่งนัก วันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา การลงพื้นที่ จ.พะเยา ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อคราวการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ธรรมนัสยังเป็นบุคคลที่ประสานงานเบื้องหลังให้คนพะเยาได้พบปะ พล.อ.ประยุทธ์ จนได้รับการอนุมัติโครงการต่างๆ ทั้ง 9 ด้าน ของ จ.พะเยา แม้นว่าจะอนุมัติในหลักการในการประชุม ครม.สัญจร ก็เห็นตัวเลขกลมๆ ที่ จ.พะเยา ได้รับประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาททีเดียว

ความร้อนแรงของสนามเลือกตั้งพะเยาในครั้งนี้ คือการที่กลุ่มพลังประชารัฐของธรรมนัสจะต้องพบกับเจ้าของพื้นที่เดิม ซึ่งวันนี้มี วิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งวันนี้เป็นแกนนำพรรคเพื่อไทยใน จ.พะเยา

ทีมงานพรรคเพื่อไทย จ.พะเยา ในสายของวิสุทธิ์ล้วนเป็นกลุ่มอดีต สส. ในขณะที่กลุ่มการเมืองท้องถิ่นของเพื่อไทยเดิมคือกลุ่มพลังพะเยาที่มี ธรรมนัสเป็นแกนนำ แต่วันนี้เมื่อธรรมนัสมาเข้ากับพรรคพลังประชารัฐ ก็กลายเป็น 2 ขั้วที่จ้องจะชิงพื้นที่การเมืองระดับชาติของพะเยา

ทั้งสองกลุ่มลงพื้นที่ขับเคี่ยวกันชนิดสร้างอุณหภูมิทางการเมืองของพะเยาให้ระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายเพื่อกวาดที่นั่ง สส.ให้มากที่สุด เพื่อพรรคที่ตนเองสังกัดจะได้จัดตั้งรัฐบาล

ในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงนี้ สนามการเมืองพะเยาจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาคอยลุ้นกันว่า หมากการเมืองในครั้งนี้ “ธรรมนัส” จะกวาดที่นั่ง สส.พะเยา ในทีมของตนเองได้ยกจังหวัดหรือไม่ รวมทั้งการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่ อบจ.ถึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 70 แห่ง จะมีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด จะเป็นฐานเสียงให้กับกลุ่มพลังพะเยาขั้ว “ธรรมนัส” และจะเขย่าฐานของ “พท.” ที่มีวิสุทธิ์เป็นแกนนำให้สามารถคลายความเหนียวแน่นได้หรือไม่

จับตาอย่ากะพริบ!!!

“ผมเชื่อในอำนาจประชาชน ไม่เชื่อในอำนาจพิเศษ” ภูมิธรรม เวชยชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572624

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 08:13 น.

"ผมเชื่อในอำนาจประชาชน ไม่เชื่อในอำนาจพิเศษ" ภูมิธรรม เวชยชัย

“ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นว่า สุดท้ายการเลือกตั้งจะอยู่ที่อำนาจของประชาชน และอำนาจพิเศษจะไม่สามารถเปลี่ยนใจประชาชนได้

***********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเริ่มไม่สู้ดีหลังถูกมรสุมดูดถาโถมรุนแรง ซ้ำเติมกับยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้ฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งต้องอ่อนแอลงไปจนอาจส่งผลต่อจำนวนเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่เป็นปัญหากับพรรคเพื่อไทยมากนัก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าสืบเนื่องมาจากผลิตผลการออกแบบรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งด้วยความคาดหวังไม่อยากเห็นพรรคการเมืองมีการพัฒนาเข้มแข็งเติบโต

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยพรรคย่อยพรรคกลางเต็มไปหมด ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็งมากเกินไป เพื่อผู้มีอำนาจจะได้ดำรงอำนาจตัวเองอยู่ได้ และสามารถต่อกรพรรคการเมืองได้อย่างเข้มแข็ง แต่พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคเพิ่งเกิด มีความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองมีความต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งปี 2541 ถึงวันนี้ 20 ปีแล้ว

“เป็นการเติบโตขึ้นท่ามกลางการต่อสู้วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ถูกกระทำมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทยหรือไทยรักไทยเป็นต้นไม้เติบใหญ่เข้มแข็งฝ่าพายุ อุปสรรคต่างๆ ผ่านการยุบพรรคมา 2 ครั้งตัดสิทธิกรรมการบริหารทำลายบั่นทอนให้มีพลังอ่อนด้อยลง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาบั่นทอนไม่ได้ คือฐานประชาชนที่ให้การสนับสนุนเพื่อไทยจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา 20 ปี”

ภูมิธรรม กล่าวว่า ประชาชนตื่นตัวรับรู้เรื่องราวข่าวสารมากมาย รับรู้ว่าเพื่อไทยคิดทำและตอบสนองประชาชนอย่างไร และถูกกระทำอย่างไร แต่ประชาชนก็ยังเข้าใจ โอบอุ้มเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยืนอยู่ข้างประชาชน “ฆ่าไม่ได้ทำลายไม่หมด” ตรงนี้จึงไม่เกิดปัญหาอะไรมาก

“ในความเป็นจริงการใช้พลังดูดครั้งนี้ทำมาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำ แต่ทำมาหลายเดือนช่วงที่พยายามดึงนักการเมืองเราออกไป แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าไหร่เพราะฐานประชาชนแข็งแรง นักการเมืองต้องรู้ว่า การเลือกอยู่เพื่อไทยเป็นหนทางที่เป็นประโยชน์นำไปสู่ชัยชนะเลือกตั้งได้ดีกว่า สิ่งที่ผู้มีอำนาจพยายามทำจึงไม่สามารถทำอะไรได้”

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า หากพิจารณาข้อมูลจากการเลือกตั้งล่าสุด 2554 มีอดีต สส.ที่ตัดสินใจย้ายออกจากพรรคประมาณ 28 คน ที่ต้องนับเช่นนี้เพราะบางคนเริ่มนับตั้งแต่ตั้งพรรคปี 2541 จนมี สส.ย้ายออกไปเป็น 100 คนทั้งที่บางคนไม่ได้ทำงานกับพรรคมา 20 ปี หรือหลายคนหมดบทบาทการเมืองไปแล้วเพิ่งถูกดึงขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีคนเปลี่ยนแปลงโยกย้ายพรรคไปแล้วไม่ได้กลับเข้าสภาถึง 20-30% และมี สส.หน้าใหม่เข้ามา เราผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาตั้งแต่ไทยรักไทย เคยมีการเลือก สส.หน้าใหม่ล้วนๆ หรือที่เรียกว่านกแล มาสู้ 120 คนเข้าสภามาหมดล้มช้างมาหมด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านักการเมืองที่ออกไปแต่ละคนมีคะแนน สส.ติดตัว แต่เหนืออื่นใดคือระบบพรรคการเมืองที่พัฒนาต่อเนื่องมาถึง 20 ปี คราวนี้การเลือกตั้งเป็นบัตรเดียว แม้จะชอบคนนั้นคนนี้ส่วนตัว แต่เลือก สส.ไปหนึ่งคนไม่สามารถทำอะไรได้ หากไม่ใช่ สส.ที่สังกัดพรรคซึ่งตอบโจทย์เขา ดังนั้นการที่ สส.หนึ่งคน ย้ายฟากไม่ได้หมายความว่าจะโยกคะแนนติดตัวไปด้วย โดยเชื่อว่าเราจะได้ที่นั่งของเราที่สูญเสียไปจากถูกกระชากลากดึงของผู้มีอำนาจคืนไปเกือบทั้งหมด

“หัวใจเรื่องนี้อยู่ที่พรรคการเมืองเข้มแข็งมีแบรนด์น่าเชื่อถือ พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจหรือเปล่า อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อไทยได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างดี พูดอะไรตรงใจตรงประเด็นเพราะรู้ปัญหา เข้าถึงปัญหา มีทางออก”

นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนเผชิญใน 5 ปีที่ผ่านมาชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ สิ่งที่บอกเขาคือเศรษฐกิจดี จีดีพีสูง แต่สวนทางกับที่ประกาศคือเขาเอามือตบกระเป๋าไม่มีเงิน กำลังซื้อตก เศรษฐกิจซบเซา รัฐบาลนี้ไม่ตอบโจทย์เขา พรรคพลังประชารัฐซึ่งคล้ายเป็นฝ่ายรัฐบาล จึงต้องประสบความยากลำบาก

“โดยรวมเราไม่หนักใจ แต่เราก็ต้องไม่ประมาท ทำงานให้เต็มที่หลายคนเคยทำงานการเมืองในพื้นที่มานาน มีเครือข่าย แต่ผมคิดว่าวันนี้พัฒนาการทางความคิดในเขตเลือกตั้งต่างๆ ซึ่งมองเลยไปจากตัวคนคนหนึ่ง ไปสู่การเลือกแนวนโยบายที่เป็นทิศทางใหญ่ นโยบายอะไรตอบสนองเขาได้ ที่สุดเขาจะเลือกพรรคที่ตอบสนองมีนโยบายแก้ปัญหาระยะยาว”

ภูมิธรรม มองว่า ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันจะไม่ทำให้พรรคอ่อนแอลงเหมือนกับที่หลายคนประเมิน เพราะประชาชนเข้าใจว่ามาจากผู้มีอำนาจออกแบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขารู้ว่าพรรคไหนบ้างยืนอยู่ฝ่ายสนับสนุนการมีอำนาจของผู้มีอำนาจปัจจุบัน ฝ่ายไหนสนับสนุนประชาธิปไตย ถ้าเขาเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือสำคัญเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น เขาก็จะตัดสินใจเลือกสนับสนุนพรรค สนับสนุนประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละพื้นที่อาจมีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยพรรคอื่นทำหน้าที่ ประชาชนก็จะตัดสินใจ เหมือนมนุษย์ทั่วไป บางคนอาจจะชอบคนหนึ่งมากกว่าเพราะรู้สึกเข้ากันได้ ดังนั้นการตัดสินใจที่แตกต่างกันไป รสนิยมความพอใจของแต่ละคนและไม่สร้างความสับสนเพราะประชาชนมีวิจารณญาณ เขารู้ว่าในพื้นที่การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองไหน ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิตเขาหรือชุมชนเขา

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงแต่ละพรรคก็จะมียุทธศาสตร์ของตัวเอง ส่วนการวางตัวผู้สมัคร สส.นั้นตอบแทนพรรคอื่นไม่ได้ แต่เพื่อไทยพื้นที่ไหนพร้อมเราก็ส่งทุกที่ไม่มีปัญหา โดยจะพยายามส่งให้เต็มที่มากสุด ซึ่งการส่งผู้สมัครไม่ได้อยู่ที่ความต้องการเราฝ่ายเดียว ต้องอยู่ที่พี่น้องประชาชนหรือมีผู้สนใจการเมืองอาสาหรือไม่ เราต้องคัดให้ได้คนที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ดีที่สุด

ถามว่าการแข่งกันเองระหว่างพรรคแบงก์พันแบงก์ร้อยอาจทำให้ตาอยู่แทรกตัวมาเอาชนะในพื้นที่นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า ในการเลือกตั้งนักการเมืองที่ดีไม่ควรคิดรายละเอียดจุกจิก เรามีหน้าที่เสนอตัวเราให้ดีสุด คิดอะไรมีอุดมการณ์แบบไหนในการแก้ปัญหาประชาชน สุดท้ายประชาชนเป็นคนตัดสินใจ

ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนมีการออกมาดักคอว่าอย่าผลักมิตรไปเป็นศัตรูนั้น ภูมิธรรม มองว่า อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ที่ดีต่อกัน เราต่อสู้กันในกระบวนการประชาธิปไตย ต้องระมัดระวังตัวในการแข่งขันพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ไม่ถึงขนาดมองกันเป็นศัตรูทำลายล้างกัน ไม่สร้างสรรค์ ฟังอย่างนี้แล้วยิ่งน่าสบายใจ

ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่หนักใจกับการอัดนโยบายซื้อใจประชาชนช่วงนี้ แต่อีกด้านหนึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่เขาเคยวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองตลอดแสดงว่าอาจไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่ทำตาม หรือเขาอยากจะเอาชนะเพื่อให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ มีอำนาจใหม่โดยไม่คำนึงสิ่งนั้นถูกหรือผิด ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นคนตอบโจทย์นี้ยากกว่าเรา

นอกจากนี้ การที่เขาเริ่มใช้วิธีจำหน่ายจ่ายแจกเต็มที่เลียนแบบสิ่งที่หลายคนเคยทำ สะท้อนให้เห็นว่า การที่แถลงที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จตลอด 4-5 ปี ตรงข้ามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เขาถึงต้องโน้มน้าวซื้อความนิยม แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ หรือผู้มีอำนาจกำลังทำคือการหยิบเอาเงินในอนาคต ภาษีประชาชนมาใช้ตอบสนองการได้ความนิยมของประชาชน เพียงเพื่อหวังว่าตัวเองจะได้เข้าสู่อำนาจอีกครั้ง

“ทั้งหมดสะท้อนความอับจน หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่จะมาดึงความนิยมจากประชาชน ไม่สามารถใช้ผลงานในอดีตที่สะสมมา 4 -5 ปีสร้างการยอมรับ หยิบเอาเงินมหาศาล เงินกู้ เงินคงคลังเงินอนาคตบ้างมาใช้สร้างความนิยมให้ประชาชน เป็นการใช้เงินระยะสั้นไม่ได้หวังผลระยะยาวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ”

ถามว่าเพื่อไทยจะมีนโยบายอะไรไปแข่ง ภูมิธรรม กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนได้รับคงต้องบอกว่าเราเห็นด้วยกับหลักการที่ประชาชนมีทรัพยากรมากขึ้น แต่หากเลือกเรา เรามีทางออก เพื่อไทยมีประสบการณ์ ความสามารถ มีศักยภาพการแก้ปัญหาประชาชน

ล่าสุดกับการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นรูปธรรมสะท้อนข้อกล่าวหาวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาล กลุ่มผู้มีอำนาจที่ชัดเจนว่ามีการใช้อำนาจบิดเบือนการตัดสินใจที่เคยกระทำการมาแล้วผ่านการประชามติมาแล้วให้มีการเปลี่ยนแปลง

“เห็นได้ชัดว่าเขตพื้นที่ที่คนของเราเคยถูกทาบทามไปแต่ไม่ยอมไปนั้น ได้รับผลกระทบคือการผ่าเขตย่อยๆ ค่อนข้างมาก บางคนถูกโน้มน้าวตัดสินใจดึงไปได้ ก็แบ่งเขตเอื้ออำนวยมากกว่า สะท้อนให้เห็นชัดเจน แต่ผมคิดว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจผิดพลาดอย่างหนึ่งคือประเมินศักยภาพและพลังของพี่น้องประชาชนต่ำไป การใช้ความเชี่ยวชาญแบ่งเขตเลือกตั้งเอื้อประโยชน์กลุ่มของตนจะเป็นปัจจัยชี้ขาด ประชาชนไทยไม่ชอบคนที่ชอบใช้เล่ห์เพทุบาย เอาเปรียบและสร้างความไม่ยุติธรรมกับคนอื่น”

ถามว่าเป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจพิเศษของ คสช.ในช่วงการเลือกตั้งหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า “ผมเชื่อในอำนาจประชาชนไม่เชื่ออำนาจพิเศษ ซึ่งมีมุมอันจำกัดหลายเรื่อง อำนาจพิเศษแก้ปัญหาไม่ได้ สุดท้ายจะอยู่ที่จิตใจประชาชนว่าคิดหรือตัดสินใจอย่างไร อำนาจพิเศษไม่สามารถเปลี่ยนใจพี่น้องประชาชนได้”

นักปั่นจักรยาน “เสี่ยงอันตราย” ถนนไหล่ทางถูกยึดทำกิจกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572623

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 08:04 น.

นักปั่นจักรยาน "เสี่ยงอันตราย" ถนนไหล่ทางถูกยึดทำกิจกรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนถนนชี้ นักปั่นจักรยานในไทยต้องเสี่ยงอันตรายสูงจากพื้นที่ไล่ทางบนถนนที่ถูกยึดทำกิจกรรมสารพัด

******************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ท้องถนนของไทยไม่ปลอดภัยทุกหย่อมหญ้า แม้แต่บนทางเท้าที่เกิดเหตุการณ์มอเตอร์ไซค์ชนเด็กเสียชีวิต

กระทั่งนักขับขี่จักรยานก็เช่นกัน มีอุบัติเหตุหลายครั้ง ไปจนถึงนักปั่นชื่อก้องโลกยังต้องมาจบชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทย

ต้องยอมรับว่ากีฬาปั่นจักรยานทั่วโลกให้ความนิยมอย่างแพร่หลาย สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อย่างดี แต่กายภาพในเส้นทางสองล้อของนักปั่นจักรยานในไทย ยังไม่ตอบโจทย์เหล่านักปั่นเท่าที่ควร นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยในทางกายภาพถึงความเหมาะสม

นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้อธิบายถึงกายภาพความปลอดภัยบนถนนในประเทศไทยว่า กายภาพในเส้นทางจักรยานถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อความปลอดภัยกับนักปั่นจักรยาน โดยปกติแล้วจักรยานทุกคันจะใช้พื้นที่ประมาณ 1-1.30 เมตรของการขี่บนถนนที่มีไหล่ทางกว้าง ถือว่าปลอดภัย

สำหรับถนนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตชนบทหรือถนนที่ผ่านการเวนคืนมักมีลักษณะไหล่ทางแคบ มีถนนเพียง 2 เลนให้รถวิ่งสวนกัน นั่นหมายความว่ามีโอกาสสูงที่จักรยานจะวิ่งปนเลนรถยนต์ สุ่มเสี่ยงอันตรายทั้งเหตุเฉี่ยวชนที่อาจส่งผลต่อชีวิต

“ไม่ว่าเวลากลางวันหรือกลางคืน สมมติว่าเป็นถนนที่ไม่มีไหล่ทาง หากวิ่งปนกับเลนรถยนต์บนถนน เราขับรถมา 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วฝั่งตรงข้ามมีรถวิ่งสวนมา แต่ข้างหน้าเรามีรถจักรยานขี่อยู่ ในความเร็วสัมพัทธ์นั้น ระหว่างจักรยานกับรถยนต์ต่างกันเยอะ เฉลี่ยจักรยานปั่นอยู่ประมาณ 15-20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รถที่วิ่งมา 60 กิโลเมตรฯ จะทำให้เบรกไม่ทัน ถ้ารถที่ขับไม่ชะลอรถจักรยานที่ปั่นอยู่จะเกิดอันตราย เนื่องจากความสัมพัทธ์ต่างกันถึง 30 กิโลเมตรฯ”

นพ.ธนะพงศ์ อธิบายกายภาพอีกว่า ส่วนความเสี่ยงถนนที่มีไหล่ทาง พบว่า ในประเทศไทยถูกใช้กับกิจกรรมอื่น เช่น รถจอดริมทาง (มีอุปกรณ์ยื่นออกมานอกรถ) ร้านค้าขายของ ฝาท่อ ถนนขรุขระ ฯลฯ ทำให้ผู้ขี่จักรยานต้องปั่นปนกับเลนรถยนต์ เสี่ยงต่อการเกิดการชนเช่นกัน เหมือนกรณีตัวอย่างที่นักปั่นถูกไม้ไผ่แทงตาบอดขณะปั่นจักรยาน ตรงนี้ก็มาจากรถที่จอดริมทาง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการขับรถย้อนศร พบว่าถนนหลายจุดมีพฤติกรรมการขับขี่ย้อนศร เช่น จุดขยายถนน 4 เลน 6 เลน แล้วก่อสร้างเกาะกลาง ทำให้ต้องสร้างจุดยูเทิร์นไกล เพราะเดิมคนในชุมชนคุ้นชินกับการข้ามถนนแบบเดิม จึงพบเห็นการขี่ย้อนศร และเมื่อจักรยานปั่นมาหากเกิดการชนแบบปะทะกับจักรยาน จะทำให้จักรยานกระเด็นออกมาบนถนน เสี่ยงต่อการถูกรถทับบาดเจ็บเสียชีวิต

ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน กล่าวอีกว่า แม้ถนนมีไหล่ทาง แต่ก็มีกิจกรรมข้างทางหลายอย่าง รวมถึงถนนที่กว้าง รถจะขับเร็วและเสี่ยงต่ออันตรายสำหรับนักปั่น ทั้งหมดมันชี้ว่าสำคัญกับเรื่องกายภาพ เพียงแต่เป็นเรื่องกายภาพที่ไม่ใช่การกำกับ ซึ่งนั่นคือโอกาสเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับนักปั่นจักรยาน

กลุ่ม Thai Cyclists’ Network จัดกิจกรรมไว้อาลัยให้กับฟรานซิสโก วิลลา นักปั่นผู้เดินทางเพื่อปั่นจักรยานมาแล้ว 5 ทวีปทั่วโลก ที่ประสบ อุบัติเหตุเสียชีวิตที่ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน

เช่นเดียวกับ ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการจักรยาน สะท้อนความคิดส่วนตัวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการปั่นจักรยานของนักปั่นทุกคนคือ ต้องทำให้ตัวเองปลอดภัย จงทำให้คนอื่นเห็น นั่นคืออุปกรณ์ในการปั่นจักรยาน เช่น เสื้อผ้า สัญลักษณ์ ไฟส่องสว่าง ฯลฯ ต้องทำให้คนอื่นเห็นเราให้เด่นชัดที่สุด เพื่อความปลอดภัยในการขี่รถจักรยาน หากเราไม่ปฏิบัติความสุ่มเสี่ยงต่างๆ อาจส่งผลต่อการเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะการปั่นบนถนนหลวงที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้

นักปั่นผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังถอดประสบการณ์ให้ฟังด้วยว่า “การแข่งขันในรายการต่างๆ ส่วนใหญ่ทางผู้จัดการรับทราบอยู่แล้วว่าต้องดำเนินการให้ปลอดภัย ป้องกันอันตรายให้กับนักปั่น โดยปล่อยนักปั่นเป็นกลุ่มก้อน อาจคิดว่านักปั่นจะเกาะกลุ่มกันไป ในความจริงศักยภาพของนักปั่นแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจมีคนถูกทิ้งไว้ให้ปั่นไปตามลำพัง และในการแข่งขันในรายการต่างๆ จะมีการกำหนดเวลาตัดตัวผู้แข่งขัน ทำให้ผู้แข่งขันต้องเร่งความเร็วจนขาดความรอบคอบ เช่น การปั่นจักรยานระยะทาง 1,000 กิโลเมตร แน่นอนว่าต้องผ่านเส้นทางที่อาจมีการจราจรหนาแน่น หรือจุดจราจรต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดงานว่าจัดการดูแลความเรียบร้อยอย่างไร กล่าวคือ ขึ้นกับความรับผิดชอบของผู้จัดการแข่งขันนั้นๆ ด้วยเช่นกัน” ผู้คร่ำหวอดวงการจักรยาน ระบุ

ธงชัยให้ภาพความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ใช้จักรยานว่า ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่ากลุ่มคนใช้จักรยานแบ่งออกได้เป็น 1.กลุ่มคนใช้จักรยานที่ปั่นโดยทั่วไปปกติ 2.กลุ่มนักจักรยาน กลุ่มนี้มีเป้าหมายชัดเจนคือกลุ่มคนที่สร้างรายได้ สร้างการท่องเที่ยว เกิดเม็ดเงินจากการจัดกิจกรรม มีรายได้หลั่งไหลเข้ามาในประเทศ กลุ่มนี้ถือว่ามีความสำคัญและมีการใช้จักรยานจำนวนมาก

3.กลุ่มคนขับรถ กลุ่มนี้เป็นผู้ใช้รถบนถนน ซึ่งเราไม่สามารถบังคับคนกลุ่มนี้ บางคนขาดจิตสำนึกประมาทในการขับขี่ ไร้ใบอนุญาต บางคนถูกยึดใบขับขี่แต่ยังสามารถมาขับรถได้ นั่นจึงโยงไปถึงกลุ่มที่ 4.คือกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่อาจบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีอย่างจริงจัง จนเกิดผลกระทบต่างๆตามมาอย่างไม่คาดคิด ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงเป็นขบวน

“ในฐานะที่เคยปั่นจักรยานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก และเติบโตมากับงานวิศวกรรม ยืนยันประเทศมีสภาพถนนที่ดีมาก เหมาะแก่การปั่นจักรยาน มีพื้นที่ไหล่ทางกว้างขวาง การันตีได้เลยว่าเป็นถนนที่ดีต่อการปั่นจักรยาน ทัดเทียมท้องถนนอื่นๆ ในนานาประเทศทั่วโลกได้เลย” ธงชัย ยืนยันถนนไทยดีปลอดภัย

เลือกตั้ง ‘ขอนแก่น’ ระอุ พปชร.ท้ารบพรรคทักษิณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572394

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 06:36 น.

เลือกตั้ง 'ขอนแก่น' ระอุ พปชร.ท้ารบพรรคทักษิณ

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

สมรภูมิถึงวันนี้แล้วเหลือเพียงไม่กี่วันก็จะถึงVOTE วันเลือกตั้งตามที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนด ทำให้วันนี้กระแสการเมืองทั้งในระดับชาติและเลือกตัง 2562 ระดับจังหวัดนั้นกลับมาคึกคักอีกครั้ง

เช่นเดียวกันกับที่ ขอนแก่น ที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่ง ในวันนี้กำลังเป็นจังหวัดที่มีสีสันทางการเมืองและการแข่งขันดุเดือดเลือดพล่านอีกแห่งหนึ่ง ดูได้จากการประกาศเปิดตัวการเป็นสมาชิกพรรค ที่พบว่ามีทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีต สส. รวมไปถึงนักการเมือง ในระดับท้องถิ่น และนักการเมืองหน้าเก่าและหน้าใหม่ ต่างเร่งลงพื้นที่หรือประกาศจุดยืนทางการเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเลือกตั้ง สส.ขอนแก่นครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2557 มี สส.ได้ทั้งหมด 10 เขต 10 คน โดยในการเลือกครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่ง สส.ได้แบบยกจังหวัด ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นจะรัฐประหารในเวลาต่อมา

จากวันนั้นจนถึงเวลานี้สนามการเลือกตั้งกำลังเปลี่ยนไป โดยมีปัจจัยจากระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้

ปัจจุบันสนามเลือกตั้งขอนแก่นตามประกาศของ กกต. มี สส.ได้ทั้งหมด 10 คน แม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมนั้น มีภาษีดีกว่า แต่ต้องไม่ลืมว่า ณ เวลานี้เกิดระบบการแตกพรรคของพรรค เพื่อไทยมาเป็นพรรคไทยรักษาชาติ และการเกิดขึ้นมาของพรรคพลังประชารัฐ ที่มาพร้อมกับพลังดูด ทำให้สมรภูมิ เลือกตั้งเมืองหมอแคนรอบนี้อาจไม่ แบเบอร์เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา

เริ่มจาก พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ซึ่งกุมบังเหียนสนามนี้โดย เอกราช ช่างเหลา แกนนำพรรคพลังประชารัฐภาคอีสาน ได้ทำการคัดสรรตัวบุคคลในการสมัครรับการเลือกตั้งเองกับมือครบทั้ง 10 เขต แต่ละรายมีความน่าสนใจแทบทั้งสิ้น

โดยเฉพาะกับการลงสนามของ “วัฒนา ช่างเหลา” รองนายก อบจ.ขอนแก่น และประธานสโมสรฟุตบอลขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่ขอชิมลางการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก ต่อด้วย สมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกร จ.ขอนแก่น อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย เท่านั้นยังไม่พอยังคงมีการทาบทามนักการเมืองท้องถิ่นระดับชั้นปรมาจารย์อย่าง เจริญ แซ่เต็ง มาลงสนามการเมืองระดับชาติในครั้งนี้ด้วย

ด้าน พรรคเพื่อไทย (พท.) เจ้าของพื้นที่เดิม บรรดาตัวหลักก็ยังอยู่กันครบ ไม่ว่าจะเป็น ธนิก มาสีพิทักษ์ แกนนำเสื้อแดงภาคอีสาน จักริน พัฒน์ดำรงจิตรมุกดา พงษ์สมบัติ และดวงแข อรรณนพพร ล้วนแต่บิ๊กเนมทั้งนั้น  ไม่เพียงเท่านี้ เตรียมลุ้นเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ ที่จะมีการเปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ 3-4 คน เพื่อสู้ศึกในการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

ขณะที่ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แน่นอนว่า “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช”หัวหน้าพรรค และอดีต สส.พรรคเพื่อไทย จะกลับมาลงรักษาพื้นที่อีกครั้ง

พื้นที่หลักของหัวหน้าพรรคหนุ่ม รายนี้อยู่ที่เขต 9 โดยการเลือกตั้งในปี 2554 ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นไปถึง 74,220 คะแนน ทิ้งอันดับของพรรคประชาธิปัตย์หลายช่วงตัว เมื่อดู จากภาพรวมขอนแก่นแล้ว ลูกแม่แดง-ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช และเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตบิ๊กมหาดไทย น่าจะ  อุ่นใจได้ว่าลูกชายคงเดินเข้าสภาอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง

มากันที่ พรรคอนาคตใหม่ น้องใหม่และหน้าใหม่ทางการเมือง เวลานี้ยังคงลงพื้นที่เปิดแคมเปญคาราวานรับสมัครสมาชิกพรรค ที่เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่มาทำงานทางการเมืองตามแนวทางที่พรรคกำหนด โดยหัวเรือของพรรคในการปักธงจังหวัดนี้อยู่ที่ “พริ้ม บุญภัทรรักษา” แม่ของ จตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ในกลุ่มของอดีตขั้วการเมืองเดิมที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่อย่าง ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีต รมช.คมนาคม อดีตแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายงานว่าจะส่งคนในครอบครัวลงสนามการเมืองระดับชาติในครั้งนี้อีกครั้ง หลังว่างเว้นทางการเมืองมานาน

รวมทั้ง วิฑูรย์ กมลนฤเมธ อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ วสันต์ ชูชัยทนายความชื่อดังในพื้นที่ ที่วันนี้มาสวมเสื้อ สีเดียวกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย

สนามเลือกตั้งขอนแก่นเวลานี้น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะหลายพรรคการเมืองมีผู้สมัครที่น่าสนใจและมีดีกรีไม่เป็นสองรองใคร เรียกได้ว่าถ้าใครประมาทและไม่ลงพื้นที่เพื่อรักษาฐานของตัวเอง มีโอกาสที่จะแพ้และพลาดการเดินเข้าสภาไปโดยไม่รู้ตัว

สงครามเพิ่งเริ่ม ไม่ว่าใครจะมีดีอะไร แต่เมื่อลงสนามแล้วถือว่าทุกคนเท่ากันหมด จนกว่าจะปิดหีบเลือกตั้ง ถึงเวลานั้นได้รู้กันว่าใครอยู่ใครไป