ดีเอสไอลุยสางคดีปีหน้า “โอ๊ค-ธรรมกาย-คลองจั่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532472

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 07:53 น.

ดีเอสไอลุยสางคดีปีหน้า "โอ๊ค-ธรรมกาย-คลองจั่น"

โดย…กิ่งอ้อ เล่าฮง

ตลอดปี 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สร้างผลงานมากมายและการสอบสวนเสร็จทะลุเป้าสามารถเรียกคืนความเสียหายให้รัฐกว่าแสนล้านบาท ปีหน้าลุยสางคดีใหญ่ “โอ๊ค ธรรมกาย และสหกรณ์คลองจั่น”

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในช่วงรอบปี 2560 ดีเอสไอ ได้รับสอบสวนคดีพิเศษจำนวน 291 คดี สอบสวนเสร็จสิ้น 124 คดี เกินจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 120 คดี โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหาย 84 คดี ซึ่งดีเอสไอสามารถเรียกคืนความเสียหายหรือรักษาผลประโยชน์ให้รัฐได้ 107,220.82 ล้านบาท ซึ่งเกินจากค่าเป้าหมายที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดไว้ 1.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมการดำเนินคดีพิเศษทั้งหมดตั้งแต่ก่อตั้งกรมในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รับคดีพิเศษทั้งสิ้น 2,382 คดี  สอบสวนเสร็จ 1,997 คดี และเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน 385 คดี โดยคดีที่สอบสวนเสร็จ เป็นการส่งพนักงานอัยการ จำนวน 1,601 คดี ส่งสำนักงาน ป.ป.ช. 134 คดี ส่งสำนักงาน ป.ป.ท. 3 คดี และงดสอบสวนหรือเปรียบเทียบปรับ 259 คดี สามารถเรียกคืนความเสียหายหรือรักษาผลประโยชน์ให้แก่รัฐประชาชนได้ 866 คดี มูลค่า 352,680.630 ล้านบาท

สำหรับคดีพิเศษที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อาทิ คดีเกี่ยวกับวัดธรรมกาย เป็นคดีที่ขยายผลมาจากการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งพบว่าเงินที่ได้จากการกระทำความผิดบางส่วนเข้าสู่วัดพระธรรมกายและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งดีเอสไอรับไว้สอบสวน 3 คดี และแต่ละคดีมีความคืบหน้า ดังนี้ 1 คดีพิเศษในความผิดฐาน สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร

กรณีพบว่ามีเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดคดีสหกรณ์สั่งจ่ายเป็นเช็คไปยังวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 27 ฉบับ เป็นเงินประมาณ 1,458 ล้านบาทเศษ คดีสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วโดยส่งสำนวนการสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 5 คน ไปยังพนักงานอัยการและออกหมายจับพระธัมมชโย ซึ่งมีหลักฐานว่าร่วมกระทำผิดด้วย โดยพระธัมมชโยได้หลบหนีคดีและศาลอาญาได้ออกหมายจับไว้เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559

ปัจจุบันได้มอบหมายเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นการดูแลพื้นที่วัดพระธรรมกาย มีคณะทำงานระดับจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายปกครอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจตราในพื้นที่วัดพระธรรมกายทุกวัน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบเบาะแสพระธัมมชโยกลับเข้ามาในพื้นที่ของวัดแต่อย่างใด

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า 2 คดีพิเศษความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ระหว่าง ธรรมนูญ อัตโชติ ผู้กล่าวหา กับพระวิรัตน์ ฐิติรัตน์ กับพวก มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องการนำเงินที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดไปซื้อหุ้น

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2561, 3 คดี พิเศษที่ 24/2560 ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ระหว่าง ธรรมนูญ อัตโชติ ผู้กล่าวหา กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มูลค่าความเสียหายประมาณ 125 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ. 2561

ส่วนคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ อนันต์ อัศวโภคิน นั้น หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา อนันต์ได้ส่งคำให้การแก้ข้อกล่าวหาพร้อมอ้างพยานบุคคลจำนวนหนึ่ง ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนคดีฟอกเงินกรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย กระทำการทุจริตในการปล่อยกู้ให้เครือบริษัท กฤษดามหานคร ซึ่งรับไว้สอบสวน 2 คดี คือ (1) คดีพิเศษซึ่งเป็นคดีหลัก คดีนี้สอบสวนเสร็จและมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหารวม 13 คน ในความผิดฐานฟอกเงิน ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2560 คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการชั้นอัยการ (2) คดีพิเศษกรณีสำนักงาน ปปง. มีหนังสือเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ขอให้ดีเอสไอพิจารณาดำเนินการกรณีที่ พานทองแท้ ชินวัตร กับพวก รวม 4 คน ที่รับโอนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในการปล่อยกู้ฯ ด้วย จำนวน 10 ล้านบาท  และ 26 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวน ได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหา 1.เกศินี จิปิภพ 2.กาญจนาภา หงษ์เหิน 3.วันชัย หงษ์เหิน และ 4.พานทองแท้ ชินวัตร ในข้อหา “สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป” ร่วมกันฟอกเงิน

นอกจากนี้ ยังได้มีการกระทำความผิดฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบแล้ว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งเอกสารหลักฐานมาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ทั้งนี้ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้สอบสวนให้เสร็จภายในกลางปี 2561 ก่อนคดี หมดอายุความ

ม.44 กระสุนด้าน คสช.สิ้นมนต์ขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532468

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 07:18 น.

ม.44 กระสุนด้าน คสช.สิ้นมนต์ขลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากสำรวจผลงานมาตรา 44 ระยะหลังเริ่มประสบปัญหาเสื่อมมนต์ขลัง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา มีการใช้มาตรา 44 ไปแล้วเกือบ 200 ฉบับ แบ่งเป็นปี 2557 จำนวน 1 ฉบับ ปี 2558 จำนวน 48 ฉบับ ปี 2559 จำนวน 78 ฉบับ และปี 2560 ราวๆ 30 ฉบับ โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ผู้ออกคำสั่ง

อาจกล่าวได้ว่า มาตรา 44 ในตอนแรกๆ ฤทธิ์เดชแรงกล้า แต่มีบางคำสั่งออกมาแล้ว “แป้ก” ตัวอย่างเช่น มาตรา 44 ที่ช่วงแรกๆ ชื่นชมกันว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมราวๆ 8 ฉบับ เพื่อโยกย้ายข้าราชการรวม 300 กว่าคน ที่ถูกร้องเรียน ปฏิบัติงานผิดพลาด หรือเกี่ยวพันกับคดีทุจริต

พลิกดูมีอยู่คำสั่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเหลว นั่นคือคำสั่งเด้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้ากรุ แต่การเด้งครั้งนี้กระแสสังคมกลับปกป้อง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นข้าราชการหัวแข็งกล้าไล่บี้คดีวัดพระธรรมกาย

ขณะที่สื่อกลับโจมตี “บิ๊กตู่” ว่า ไม่เด็ดขาดลุยคดีการทุจริตเงินทอนวัด ที่ได้สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท และคดีนี้ไม่ใช่คดีทุจริตธรรมดาเพราะเกี่ยวโยงกับอดีตข้าราชการระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ.ร่วมขบวนการ ต่อมาทนกระแสกดดันไม่ไหว “บิ๊กตู่” กลับมีคำสั่งมาตรา 44 ตั้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” กลับมาเป็นผู้อำนวยการ พศ.อีกครั้ง เพราะทราบดีว่าไม่มีข้าราชการคนใดใน พศ.หัวแข็งกล้าชนคดีเงินทอนวัด จนทำให้รัฐบาลถูกมองว่าใช้อำนาจพิเศษเหมือนเล่นขายของ

อีกคำสั่ง คือการทวงคืนทางเท้า ด้วยการให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่กรุงเทพ มหานคร (กทม.) ไปจัดระเบียบสังคม เรื่องทางเท้า แต่เกิดกระแสต้านจากแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอย เพราะเห็นว่าเสน่ห์ของกรุงเทพฯ คือ ร้านอาหารตามทางเท้า หรือสตรีทฟู้ด ที่ขายกันโต้รุ่ง 24 ชั่วโมง จนต่างชาติจัดอันดับให้ไทยเป็นแหล่งอาหารริมทางที่ดีที่สุดในโลก กระนั้นก็ตามรัฐบาลต้องการจัดระเบียบให้ 48 เขต บนถนน 73 สาย ในกรุงเทพฯ ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด และปลอดภัย

ปรากฏการณ์มาตรา 44 ที่บังคับใช้ครั้งนี้ มาพร้อมๆ ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ จนระยะหลังๆ การจัดระเบียบทางเท้าชักแผ่วลงไป เพราะเห็นว่ากระทบต่อผู้มีรายได้น้อย จึงมุ่งเน้นการจัดระเบียบด้านความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยบนทางเท้าแทน เพราะต้องยอมรับว่าสตรีทฟู้ดนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ จะไม่ให้อยู่บนทางเท้าเลยคงไม่ได้

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานานหลายปี คสช.เข้ามาให้ความสำคัญและประกาศใช้ยาแรงยิ่งขึ้น ประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ แต่ดูเหมือนว่าจะคึกคักในการปราบปรามช่วงแรกๆ แต่ระยะหลังห่างหายไป เด็กแว้นก็กลับมาซิ่งบนท้องถนนเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสร้างเป็นผลงาน คือ ปราบมาเฟีย ด้วยการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อเพิ่มอำนาจทหารในการปราบมาเฟีย ล้างบางยาเสพติด จัดการเจ้ามือพนัน หรือหวยเถื่อน รวมไปถึงการซ่องสุมอาวุธสงคราม หรือใครคิดจะทำการที่มิชอบด้วยกฎหมายย่อมทำมิได้ จึงออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 เพราะทราบดีว่าอำนาจทหารมีอยู่จำกัดแค่ภายในค่ายทหารเท่านั้น

ครั้นเมื่อได้คำสั่งตามมาตรา 44 ทหารสามารถวิ่งกวดตรวจจับเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดหลายประการที่เป็นภัยอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้โดยเฉพาะปัญหามาเฟีย อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่ต้องให้ทหารเข้ามา เพราะการทำงานของตำรวจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่ผ่านมาหย่อนยาน หรือเฉื่อยชาไปหรือไม่ แต่ระยะหลังๆ ทั้งตำรวจหรือทหารก็ทำงานแผ่วๆ เหมือนกันทั้งคู่

อีกกรณีที่แป้ก คือ ในเรื่องอันเกี่ยวกับ “วัดพระธรรมกาย” โดย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ประกาศให้วัดพระธรรมกายและพื้นที่ใกล้เคียงเป็น “พื้นที่ควบคุม” และให้อำนาจพิเศษแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำตัวพระธัมมชโย ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่หลังจากเปิดปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปิดล้อม-ตรวจค้น และใช้อำนาจ เป็นเวลานานหลายเดือน ก็ยังไม่พบพระธัมมชโยแต่อย่างใด

ในขณะที่กระแสต้านทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งศิษย์วัดพระธรรมกายผูกคอตายประท้วงการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมหันมาตั้งคำถามอำนาจพิเศษของรัฐบาลว่าเหมาะสมและรอบคอบหรือไม่ แม้ท้ายที่สุดรัฐบาลจะจัดการยึดวัดพระธรรมกายได้ แต่จับพระธัมมชโยไม่ได้จึงถือว่ายังไม่สำเร็จ

ปิดท้ายที่คำสั่งคสช.ว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ทำเอารัฐบาลโดนกระหน่ำ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลถล่มต่อเนื่อง จนในที่สุด “บิ๊กตู่” ต้องยอมถอยนับเป็นบทเรียนสำคัญในการใช้อำนาจ เพราะดันออกกฎหมายสวนทางกับความเป็นจริงในสังคม

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมถึงเรื่องล่าสุดที่ใช้มาตรา 44 ไปรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งถูกมองว่าเพื่อเอื้อให้ คสช.ตั้งพรรคใหม่และเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไป

นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มาตรา 44 ระยะหลังๆ เสื่อมมนต์ขลัง เพราะบางเรื่องค้านกับความรู้สึกของคนไทย

“โบดำ-โบแดง” รัฐบาล คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532313

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 09:14 น.

"โบดำ-โบแดง" รัฐบาล คสช.

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ

สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยจนถึงปัจจุบัน นักวิจารณ์การเมืองถึงกับเปรียบเปรย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาดับไฟความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมกับประกาศสัญญาจะนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปประเทศ กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศลั่นว่าปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ ไม่เสียของแน่นอน!

ผ่านมาถึงวันนี้ 3 ปีกว่า รัฐบาล คสช.ได้สร้างผลงานโบดำและโบแดงไว้มากมาย ทั้งที่สร้างความพึงพอใจและขัดใจประชาชน

สำหรับผลงานชิ้นโบแดงที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาล คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ทุกสำนักโพลให้คะแนนเกือบเต็ม ด้านความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ทั้งในรูปแบบการใช้มาตรา 44 เพื่อโยกย้ายข้าราชการ รวม 331 คน ที่ถูกร้องเรียน ปฏิบัติงานผิดพลาด หรือเกี่ยวพันกับคดีทุจริต โดยเป็นการโยกย้ายออกจากตำแหน่งเพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบ หากไม่พบความผิดจึงจะพิจารณาแต่งตั้งกลับเข้าสู่ตำแหน่ง และการออกกฎหมาย เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามให้เกิดการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว และไม่นับอายุความสำหรับจำเลยที่หลบหนีคดี พร้อมกับเพิ่มโทษโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะ โดยเฉพาะการจัดตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

และได้แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและปัญหาอาทิ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ได้มีการยกระดับวิธีการป้องกันและป้องปรามการทุจริตในภาครัฐให้เข้มข้นมากขึ้น

ขณะที่อีก 3 ฉบับกำลังดำเนินการ อาทิร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม อยู่ในชั้นกรรมาธิการกำลังพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. มาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบอยู่ในชั้นการพิจารณาของกฤษฎีกา และร่างปรับปรุงกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลสาร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักนายกรัฐมนตรี

อีกผลงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการยกย่องว่าเอาจริงกับการปราบทุจริตและเห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ การพุ่งเป้าจัดการปราบคอร์รัปชั่นไปยังอดีตรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการทุจริตรับจำนำข้าวที่อดีตรัฐบาลได้ทิ้งปัญหาไว้

ต้องยอมรับว่าภายใต้เงื่อนไขการเป็นรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้าน ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จ และภายใต้การสนับสนุนของกองทัพ ย่อมมีกลไกการทำงานครบมือ จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ ดังนั้นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาบางอย่างที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ แต่รัฐบาล คสช.ทำได้ จึงกลายเป็นที่มาของผลงานชิ้นโบแดง

อาทิการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ที่รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนของสหภาพยุโรป จนทำให้รัฐบาลได้รับการยอมรับในการทำงาน ด้วยการยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระแห่งชาติ” ยกเครื่องและเร่งออกกฎหมายโดยด่วนเป็นพระราชกำหนดการประมง

ปรับปรุงกฎหมายการทำประมงให้สอดคล้องกับหลักสากลระหว่างประเทศนับร้อยฉบับ พร้อมจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เพื่อแก้ไขปัญหาในทุกจุด จนได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความตั้งใจและมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา จนในที่สุดไทยได้ปรับระดับในรายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ส่ง “ผลดี” ต่อการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย

อีกผลงานยอดเยี่ยม คือ การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ภายหลัง ICAO ได้พบข้อบกพร่องในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย และประกาศติดธงแดง เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2558 ส่งผลกระทบต่อสายการบินของประเทศไทยที่ทำการบินไปยังประเทศต่างๆ หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาด้านกฎหมายหลักด้านการบินพลเรือน 2.แก้ปัญหาด้านโครงสร้างด้านการบิน 3.การแก้ปัญหาด้านบุคลากร จนปัจจุบันปลดธงแดงให้กับประเทศไทยแล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์รู้ทุกปัญหา แต่การแก้ปัญหาบางเรื่องในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด แม้รัฐบาลจะมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะปัญหาบางเรื่องต้องยอมรับว่าแก้ยาก

ปัญหาแรกที่รัฐบาลถูกโจมตีมากที่สุดจนกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่ต้องให้คะแนนติดลบ โดยเฉพาะยางพารา แม้จะพยายามออกนโยบายมามากมายเพื่อดูดซับยางพาราที่ล้นตลาด เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ได้สร้างความพึงพอใจต่อเกษตรกรในภาพรวม

อีกผลงานที่เกือบทุกสำนักโพลประเมินตรงกัน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง ทุกรัฐบาลใช้กระทรวงพาณิชย์มาควบคุมราคา ซึ่งในความเป็นจริงนั้นควบคุมได้ยากและจำกัด หากย้อนดูทุกสำนักโพลให้คะแนนใกล้เคียงกันว่ารัฐบาลสอบตก ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ปัญหาปากท้องของประชาชน

อีกผลงานที่สอบตก คือการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลพยายามใช้หลายยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา หนึ่งในนั้นคือแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.ส่วนหน้า) แต่ในภาพรวมผลคะแนนที่ออกมายังไม่เป็นที่พอใจการทำงานของรัฐบาลเท่าที่ควร

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532303

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 07:10 น.

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แผนท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวของหลายคนต้องชะงัก โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจไปพักผ่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อชมความงามตามธรรมชาติและรับลมหนาว เมื่อทราบข่าวว่าอุทยานมีชื่อหลายแห่งถูกจองที่พักและจุดกางเต็นท์เต็มยาวไปจนถึงปีหน้า

พื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อย่างดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศจองห้องพักตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่จองห้องพักจนล้นเพื่อสัมผัสกับลมหนาว ซึ่งห้องพักได้ถูกจองยาวไปจนถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงอุทยานทั่วภาคเหนือต่างถูกนักท่องเที่ยวจองห้องพักเต็มหมดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักไม่ได้นั้น ทางอุทยานมีจุดกางเต็นท์ให้บริการ แต่ก็ต้องสั่งจองล่วงหน้าเช่นกัน เพราะแต่ละแห่งจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ในช่วงหน้าหนาวนี้ อุทยานแห่งชาติชื่อดัง อาทิ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ภูเรือ จ.เลย เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ-ปุย ห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ บ้านพักในอุทยานฯ เหล่านี้ต่างถูกจองเต็มยาว เหลือเพียงสถานที่กางเต็นท์อยู่บ้างในบางพื้นที่

“ตอนนี้กำลังเร่งประชาสัมพันธ์ว่า อุทยานฯ ทั่วประเทศนั้นมีมากถึง 154 แห่ง ทุกๆ ปี โดยเฉพาะเทศกาลวันหยุดยาว มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติมีชื่ออย่างภูกระดึงเป็นจำนวนมาก แต่อุทยานฯ สามารถรองรับได้หรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว 5,000 คน ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 พ.ย. 2550 นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์มาเที่ยวที่อุทยานฯ ไหน ควรตรวจสอบข้อมูล หรือโทรไปสำรองที่พักซึ่งอาจจะเหลือแต่พื้นที่กางเต็นท์ล่วงหน้า หรือหาข้อมูลเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงก่อน อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ถนนคนเดินที่ อ.เชียงคาน อุทยานฯ แต่ละพื้นที่นั้นมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าจะมีความงามตามธรรมชาติที่ทดแทนกันได้”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลด้วยว่า กรณีที่อุทยานฯ ใดมีนักท่องเที่ยวแออัด หนาแน่น จนเกินขีดความสามารถในการรองรับ เจ้าหน้าที่จะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่มีอยู่จำนวนมาก ตามหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติต่างๆ รอบอุทยานแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถจองที่พักได้ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จ.ลำปาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้ หากอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติผาแดงหรือวนอุทยานภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน จ.ลำปาง แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.แม่ฮ่องสอน แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ จ.แม่ฮ่องสอน หรืออุทยานแห่งชาติ จ.แม่ฮ่องสอน

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า แออัด ให้ไปที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ หรืออุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี หรืออุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว แทน เป็นต้น

ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักอุทยานฯ ได้จัดทำเว็บไซต์บอกข้อมูลสำคัญ หมายเลขโทรศัพท์ของอุทยานฯ แต่ละพื้นที่ สำหรับติดต่อสอบถามข้อมูลว่ายังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ หรือยังรับได้จำนวนเท่าใด“สำนักอุทยานฯ จัดทำกระดานข่าวในเว็บไซต์ อัพเดทข้อมูลความเคลื่อนไหวสำคัญๆ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยว ยานพาหนะที่เข้าออกในทุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุกแห่งทุกวัน เพราะบางพื้นที่อาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อาจติดต่อได้ยาก ช่วงวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวจะได้หลีกเลี่ยง ไม่ต้องเสียเวลาขับรถเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะมีการจราจรหนาแน่นเข้า-ออกยาก” ทรงธรรม กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ระบุด้วยว่า การท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่แต่ละคนต้องปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อห้าม อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ และไม่ให้อาหารสัตว์ในธรรมชาติ เพราะจะทำให้พฤติกรรมสัตว์เปลี่ยนไปและไม่ยอมหากินเองตามธรรมชาติ

“ช่วงวันหยุดยาวของทุกปีมีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวแอบลักลอบเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ โดยเฉพาะสุนัขและแมว ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเชื้อโรคจากสัตว์บ้านเข้าไปติดสัตว์ในป่า ซึ่งหากเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่และแก้ไขยากมาก จึงต้องขอร้องสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไปเที่ยวแต่ติดภาระที่ต้องดูแลสัตว์เลี้ยง ควรนำสัตว์เลี้ยงไปฝากโรงแรมที่รับฝาก เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ก็จะต้องถูกเชิญให้ออกจากพื้นที่เช่นกัน” ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ กล่าว

นอกจากนี้ ทุกช่วงเทศกาล อุทยานฯ จะมีปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปริมาณขยะและเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดและช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม ขอความร่วมมืออย่านำขวดแก้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปในพื้นที่ และห้ามก่อกองไฟ

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าไปเที่ยวต้องไม่สร้างเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นเด็ดขาด ไม่นำยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ส่งเสียงดังรบกวนเกินกว่าที่กำหนดไว้ หรือมีควันดำเข้าไปในพื้นที่ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในทุกแห่งอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืน นอกจากจะถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว คงต้องเชิญให้ออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบข้อมูลที่ http://www.dnp.go.th ก่อนเดินทาง เพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ต้องสะดุด

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532160

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 07:31 น.

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน จัดเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ ครั้งที่ 2/1 ในหัวข้อบ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอน “รัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้ง ครั้งแรกสู่ประชาธิปไตย”

การเมืองอึมครึม-ไร้อนาคต

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมาได้รับคำถามมาตลอดว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่และจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งส่วนตัวตอบได้แค่ว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งชี้ให้เห็นโดยรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

“ส่วนตัวสงสัยว่าประชาชนจะได้อะไรจากคำสั่ง คสช.53/2560 ทั้งที่เขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้ว หากนายกฯ ต้องการจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยจริงอย่างที่บอก ก็ควรดำเนินการให้สอดคล้องต้องกันด้วย เพราะการมีสมาชิกพรรคการเมืองมีความสำคัญต่อการให้พรรคการเมืองเดินหน้าเป็นสถาบันทางการเมืองโดยต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม” จุรินทร์ กล่าว

อัดรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการใช้มาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ส่วนตัวมองว่าประเทศขาดความเชื่อมั่นจากการดำเนินการของรัฐบาล โดยรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

1.ฝืนกฎหมาย เพราะรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง และกระทบความเชื่อมั่นของประเทศไปเรื่อยๆ

2.ฝืนโลก ก่อนหน้านี้อียูมีหนังสือมาถึงรัฐบาลหลายเรื่อง โดยหนึ่งในนั้น คือ การเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม

3.ฝืนประชาชน สมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรคน่าจะมีประมาณ 5 ล้านคน เขาทำความผิดอะไร เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง การมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรค จึงไม่ต่างอะไรกับการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองแบบซ่อนรูป

4.ฝืนตัวเอง ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำผลสำรวจครั้งใดก็จะพบว่ายังไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

“การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งที่แปลกที่สุดในโลก เพราะมีมาตรา 44 คุมอยู่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับการทำประชามติที่มีมาตรา 44 กำกับอยู่ ทุกอย่างถูกจัดวางมาเป็นระบบ โดยเฉพาะเวลามีการใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียงผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร” ชวลิต กล่าว

กกต.ชี้พรรคเล็กหวังล้มเลือกตั้งสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า คำสั่งของ คสช.หลายเรื่องจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่สามารถได้เกิดทันในเดือน พ.ย. 2561 เพราะมีการประกาศให้เริ่มทำตามกฎหมายภายใน 180 วันตั้งแต่เดือน เม.ย. ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน  ต.ค.เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทันกับการเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 เพราะก่อนการเลือกตั้งควรต้องให้ทุกอย่างนิ่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

สมชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสำคัญของคำสั่ง คสช.ดังกล่าวอยู่ที่ข้อที่ 8 ที่บัญญัติให้ คสช.หารือกับ กกต. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าจะทำให้เกิดพรรคการเมืองเล็กเสียงจำนวนมากที่บอกว่าไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ทัน และนำไปสู่การลงมติเพื่อขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปในที่สุด จึงอยากฝากพรรคการเมืองใหญ่ไว้ด้วยว่าต้องยืนยันให้หนักแน่นว่าสามารถทำตามกติกาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งได้

ระบุ คสช.จ้องล้างไพ่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายพรรคการเมืองเดิมกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองยังคงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป แต่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้ต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมามาก ยิ่งพรรคการเมืองไหนมีสมาชิกพรรคการเมืองมากจะนำมาซึ่งปัญหาที่มากตามมาด้วย

ปริญญา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน คำสั่งของ คสช.ดังกล่าวยังเป็นการเซตซีโร่ สส.เก่าของพรรคการเมืองไปในตัว กล่าวคือ หากอดีต สส.พรรคการเมืองใดไม่ต้องการอยู่กับพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถทำได้โดยการไม่ยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องยื่นใบลาออก เหมือนเป็นการล้างไพ่ทั้งหมด อีกทั้งการตัดสินใจย้ายพรรคของ สส.จะอยู่บนความคิดที่ว่าพรรคการเมืองไหนสนับสนุน คสช.ก็อาจไปอยู่กับพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งมีผลให้เกิดแบ่งข้างขึ้นมาว่า สส.ที่จะยกมือให้ คสช.มาอยู่พรรคนี้ และ สส.ที่จะไม่ยกมือให้ คสช.ไปอยู่พรรคนี้

“ถ้าไม่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็พอทำเนา แต่ถ้ามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือมีพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนให้ คสช.เป็นรัฐบาล ผลเสียจะตกกับ คสช.เอง ไม่ได้เป็นผลดีต่อ คสช. อันตรายต่อการเมืองระยะเปลี่ยนผ่าน ในเรื่องนี้ส่วนตัวมีความเป็นห่วงอย่างมาก” ปริญญา กล่าว

สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532009

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 08:00 น.

สิ่งที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ผ่านมา 3 ปีครึ่งกับการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ผลงาน” ที่ยังไม่เข้าตา หลายเรื่องที่เป็นเป้าหมายซึ่งเคยประกาศไว้ตอนเข้ามารับตำแหน่ง ถึงวันนี้ยังดูห่างไกลความจริง

จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินการทำหน้​าที่ของรัฐบาล คสช. ว่า “สอบผ่าน” จากหลายองค์ประกอบ หนึ่งคือเรื่องความมุ่งมั่นของผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี และแกนนำใน คสช. ​ที่มุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนยอมรับ สอง รัฐบาลมีความต่อเนื่อง สงบ ทำให้มีเสถียรภาพ

“ที่ผ่านมารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมักขาดเสถียรภาพ ระบบราชการ เมื่อไหร่ที่รัฐบาลแกว่งข้าราชการก็หยุดมองดูทิศทางว่าใครจะเป็นนายใหม่ แต่ คสช.​ชัดเจนว่ายังอยู่ไม่ไปไหน ข้าราชการก็ไม่กล้าแกว่ง ​เป็นความได้เปรียบ​รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง โดยจะทำให้เกิดความนิ่งมากกว่า 30-40%”

องค์ประกอบที่สามคือ การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ จะเห็นว่าคดีทุจริตทั้งหลายที่ซุกกันมามากกว่า 10 ปี ได้เข้าสู่การพิจารณาหมด และถือเป็นความฉลาดของผู้บริหารที่ปล่อยให้การดำเนินการเป็นไปตามกลไกปกติ ไม่ได้ใช้อำนาจเผด็จการไปสั่งหรือบังคับ

ที่สำคัญ ทางมิติทางการเมืองด้วย​การมีอำนาจเบ็ดเสร็จห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว ช่วยไม่ให้มีข่าวลบตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือถ้าเป็นข่าวลบก็เป็นข่าวลบที่สร้างขึ้นเอง หรือทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ​ถือเป็นความได้เปรียบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จุติ มองว่าผลงานของรัฐบาลที่ทำได้ดีคือการแก้ปัญหาจน​องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ได้ปลดธงแดงประกาศถอดประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน มาจนถึงเรื่องการปราบปรามลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง ​​

“ความต่อเนื่องมีส่วนช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินได้ดี ​ทั้งมีรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง แต่อาจจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ​การตรวจสอบทำได้น้อยกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่ง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ออกมาระบุถึงข้อบกพร่องจุดอ่อน ซึ่งต่อมามีการรับฟังและแก้ไข”

อีกโครงการที่ดีคือโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)​ ทำให้มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถ เช่น ศูนย์สร้าง ซ่อมเครื่องบิน นำไปสู่การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก สนามบินอู่ตะเภา หรือการท่องเที่ยวที่ทำได้ดี สามารถนำรายได้มาชดเชยการส่งออกที่ขาดดุล   

รวมทั้งนโยบายด้านการต่างประเทศที่ 2 ปีแรกเป็นไปด้วยความลำบากมาก จนต่อมาสามารถฟื้นสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีสหรัฐเชิญนายกฯ ที่มาจากการปฏิวัติไปพบที่ทำเนียบขาว ​ซึ่งทั้งหมดมาจาก 1.ความอึด 2.เป้าหมายการทำงาน 3.โชคช่วย

“สถานการณ์โลก​ของเกาหลีเหนือและสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องหาพรรคพวก จำเป็นต้องหันมาทางไทย อียูเองก็เกรงว่าถ้าไม่ฟื้นสัมพันธ์ก็อาจกระทบการค้า ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ จึงมาฟื้นความสัมพันธ์ ถือเป็นโชคช่วย​”

แต่นโยบายที่เป็นจุดอ่อนคือเรื่องแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตรงนี้ กระทรวงแรงงานมองปัญหาไม่ครบทุกมิติ เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาสองอย่างปัญหาระบบแรงงานต่างด้าวก็ไม่จบ ขณะเดียวกัน​ก็เพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ หวังว่ารัฐมนตรีใหม่จะแก้ปัญหาตรงนี้

ส่วนนโยบายที่น่าผิดหวังนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเรื่องใหญ่คือ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดสภาพจนกระจุกรวยกระจาย ​ในฐานะที่เป็น สส.มาหลายสิบปี ปีนี้ 2560 เป็นปีที่ชาวบ้านจนกรอบที่สุด สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนสูง ที่ผ่านมามีการอัดฉีดให้ชาวบ้านมีสภาพคล่อง ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้

“ตอนนี้โดนสองเด้งคือหนี้เพิ่มจากเดิม ค่าครองชีพเพิ่ม แต่รายได้การเกษตรลดลง ผมสงสัยว่า รัฐบาลบอกไม่ใช้เงินไปกับประชานิยมเพราะจะทำให้เสียนิสัย แต่งบกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งโครงการเสริมรายได้ที่ออกมาช่วยเหลือคนจนใช้เงินมากกว่าประชานิยมมากกว่า”

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​ขอให้ย้อนนึกถึงคำพูดของ ​วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ​ที่สอนรัฐบาลว่าเอาชนะระบอบทักษิณไม่ยากเลย แค่ทำให้ชาวบ้านกินอิ่มนอนหลับ อยู่ดีมีสุข แค่นี้คุณก็ชนะระบอบทักษิณแล้ว ที่วัฒนาพูดไม่มีอะไรจริงกว่านี้ นายกฯ น่าจะให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ สังคม ทุกคนแปะข้างฝาไว้เลยว่าได้ทำตามนี้แล้วหรือยัง

ทุกวันนี้ระบบราชการไม่ได้รักษาประโยชน์ของประชาชน ​เรามีคนจนต่ำกว่าขีด 7 ล้านคน หากเปิดให้ติดระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านแล้วขายให้รัฐ เขาก็จะมีเงินทอนเหลือมาใช้จ่ายปีละเป็นหมื่น​ ค่าไฟก็ไม่ต้องเสีย รัฐก็ไม่ต้องเสียเงินสักบาท​ แต่กลับทำไม่ได้เพราะเขากลัวว่าการไฟฟ้าฯ จะอยู่ไม่ได้ ​​

แนวคิดเรื่องระบบราชการนี้คิดถูกแต่ผิดเวลา วันนี้ต่างจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เมื่อ 20 ปีก่อน อีกทั้งระบบราชการสร้างมาให้ขั้นตอนเยอะ เปลี่ยนแปลงยาก ราชการไม่ถูกสอนให้ค้าขาย แต่ถูกสอนให้สร้างกฎระเบียบ สอนให้กำกับควบคุม

“โลก 20 ปีที่แล้วกับวันนี้เหมือนขาวกับดำ นี่คือจุดอ่อนที่สุด ความคิดราชการไม่ยินดียินร้ายกับความเดือดร้อนของประชาชน ​สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำคือปฏิรูประบบราชการ และนี่จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำไทยแลนด์ 4.0”

จุติ กล่าวว่า ต้องถามว่าวันนี้นักการเมืองที่เคยถูกด่าว่าเป็นไอ้ขี้โกงทั้งหลาย หายหน้าไปแล้ว ทำไมต้นทุนทำธุรกิจไม่ลด ที่เคยบอกว่านักการเมืองกินไป 30% วันนี้ไม่มีนักการเมือง แต่ทำไม 30% ไม่ลด ดังนั้นระบบบราชการต้องรับผิดชอบ 

อย่างระบบตรวจคนเข้าเมือง สิงคโปร์ใช้เทคโนโลยีไม่เกินครึ่งนาที แต่ไทยคิวยาวแก้ปัญหาโดยเพิ่มเวร เพิ่มโต๊ะ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีช่วย เป็นวิธีคิดแบบราชการ ​ไทยแลนด์ 4.0 ระบบเข้าเมืองยัง 0.4 คนทำงานก็ทำงานเหนื่อยตาย ไม่ได้หยุด ​

“เรื่องปฏิรูปทุกวันนี้​ยังไม่ได้ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  หาก พล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่าอยากอยู่ต่อนานขึ้นเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง ก็อยู่ไปเลย แต่ขอให้ระบุเลยนะว่า ฉันจะปฏิรูประบบราชการให้ได้ระดับไหน ปฏิรูปตำรวจให้ได้ขนาดไหน โอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมขนาดไหน บอกมาเลย เรารอได้”​

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​วันนี้เราเสียเวลาไปมาก หลายอย่างยังไม่ได้ทำอย่างเรื่องปฏิรูปตำรวจ เห็นทำอยู่อย่างเดียวคือจะขึ้นเงินเดือนตำรวจ เพราะเงินเดือนน้อย เพื่อจะได้ไม่มีการคอร์รัปชั่น ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยหรือ

“ถ้าเรื่องปฏิรูปต้องถือว่าสอบตกเรื่องการปฏิรูปราชการ ปฏิรูปตำรวจ เรื่องดิจิทัล สอบตกอย่างมากคือไอซีที ที่ผ่านมามีคำพิพากษาตอนยึดทรัพย์ทักษิณ ให้หน่วยงานทวงคืนอะไรมาบ้าง ทรัพย์สิน ค่าปรับ ความเสียหาย ผ่านมา 7 ปี มีหน่วยงานใดไปตามเอาคืนให้หลวงไหม รวมดอกเบี้ยเสียหายเป็นแสนล้าน บวกค่าเสียโอกาสอีก”​

อดีต รมว.ไอซีที กล่าวอีกว่า ศาลระบุว่าดาวเทียมที่ยิงไปไม่ตรงสเปก บริษัทเอกชนต้องสร้างดาวเทียมขึ้นยิงใหม่เพื่อทำให้ถูกต้อง ตอนนี้​ยังไม่บังคับทำให้ถูกต้อง แถมเขาจะขอยิงดาวเทียมใหม่ที่นอกสเปกอีก​ ไม่รู้อะไรทำให้ข้าราชการตาบอดไม่เห็นความเสียหายเหล่านี้

อีกเรื่องที่อยากให้เปลี่ยนคือวิธีการจัดทำงบประมาณ ซึ่งหากไปเปิดดูเอกสารงบประมาณ เมื่อปี 2518, 2535, 2560 แทบไม่มีข้อแตกต่าง มีเพิ่มเรื่องแผนยุทธศาสตร์ พันธกิจแค่นั้น ส่วนวิธีการจัดหมวดเหมือนเดิม ทั้งนี้อยากให้มีการประเมินประสิทธิภาพฝ่ายบริหารของระบบราชการ

“ปีสุดท้ายที่เหลือของ คสช.ต้องปรับวิธีคิดใหม่หมด คือถ้าพวกคุณไม่ทำ หลังเลือกตั้งพวกผมจะไปทำเอง ทั้งลดขั้นตอนระบบราชการ ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสองการปรับปรุงกฎหมายฉบับไหนออกเกิน 10 ปี ให้หน่วยงานนั้นยืนยันว่ายังต้องใช้ ​หรือจะปรับปรุงตรงไหนบ้าง โลกเปลี่ยนแปลงไป​ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายที่ดิน กฎหมายท้องที่ ร้อยกว่าปีไม่เปลี่ยนเลย”

“ส่วนข้ออ้างที่ว่าจะอยู่ต่อเพื่อทำปฏิรูปให้เสร็จนั้น​ ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วก็ถูกเพื่อนด่าว่าไม่รักประชาธิปไตย ไปเชียร์ทหาร ผมพูดความจริงว่าผลประโยชน์สูงสุดของประเทศอยู่ตรงไหน  ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ผมไม่ดัดจริต ​

ผมบอกเลยว่าเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งทำยาก ​ขอให้ ​พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาที่รัฐบาลเลือกตั้ง​ทำไม่ได้ให้หมด อย่าไปคำนึงถึงเรื่องเวลา ตอนนั้นบอกเลือกตั้งปี 2558 ใช่ไหม ผมให้สัมภาษณ์ปี ​2557 อย่าคำนึงเวลา ทำเรื่องนี้ให้เสร็จ ผมก็ถูกด่า”

“วันนี้ผมก็ยังคงยืนยันคำพูดนั้นอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาเหลือ 12 เดือน ก็ขอให้ทำให้เสร็จ ทำไม่เสร็จขออยู่ต่อไป แต่ทำให้เสร็จ แต่หากทำไม่เสร็จจริงก็ต้องขอโทษประชาชนว่าทำไมทำไม่เสร็จ ทำไม่ได้เพราะอะไร ใครต่อต้าน วันนี้ประชาชนเทใจให้คุณแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ที่คุณแล้ว”

จุติ ระบุว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา  มีสิ่งที่ คสช.ทำได้เยอะ แต่เขาอาจจะจัดลำดับก่อนหลัง ​หากคิดเชิงบวกหากทำปฏิรูปราชการก่อน​ ​อาจได้รับการต่อต้านจนทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ดังนั้นอาจเอาไว้ตอนท้ายแล้วฟันฉับๆๆๆ ด้วยมาตรา 44 ทำเรื่องระบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ถ้าเป็นอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกแน่นอน

เสียงความหวังผู้ใช้แรงงาน ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/532008

เสียงความหวังผู้ใช้แรงงาน ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท่ามกลางงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ธ.ค. 2560 ในเวที “เสียงจากภาคี” ที่เป็นพื้นที่กลางให้กับผู้ที่มาร่วมงานและสมาชิกสมัชชาสุขภาพจากทั่วประเทศ ได้เปล่งเสียงถึงประเด็นข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลที่มีผลต่อสุขภาวะกับเรื่องที่เกิดความสนใจ

เพื่อให้เสียงจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่อาจจะมีตัวตนหรือเป็นคนที่อยู่ในสังคม ได้มีสิทธิแสดงออกถึงข้อคิดเห็น ทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยใช้เวทีแห่งนี้เป็นพื้นที่ขอ “ระบาย” โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากสิทธิประกันสังคม ตามที่เจ้าตัวลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ด้านการรับบริการรักษาพยาบาลเพื่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานมาหลายปี

ทวีปฉายภาพประกันสังคมที่มีอายุมาจวบจนปัจจุบันยาวนานถึง 27 ปี แต่กลับไม่มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตามการเติบโตของช่วงเวลา เพราะสิทธิการรักษาพยาบาลหลายอย่างก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่ก่อกำเนิดหลังประกันสังคม แต่กลับพัฒนาไปก้าวไกลกว่ามาก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ผมเชื่อว่าหากประกันสังคมถอยตัวเองออกจากการเป็นหน่วยงานที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจและการกำกับดูแลของรัฐบาลมาเป็นองค์กรอิสระ การบริหารงานก็จะมีประสิทธิภาพ มีอิสระ ได้รับความร่วมมือการพัฒนาแก้ไขจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญคือโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้นทางของปัญหาคือความไร้อิสระ ข้อเรียกร้องนี้ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด” ทวีป ฉายภาพ และไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำว่า ยิ่งไปกว่านั้น ประกันสังคมควรจะขยายครอบคลุมการใช้สิทธิไปยังทุกกลุ่มอาชีพ เพราะที่ผ่านมา อย่างเช่น ลูกจ้างหน่วยงานรัฐก็ต้องถูกยกออก ไม่มีสิทธิ เป็นต้น

ข้อแตกต่างที่ทวีปเห็นระหว่างบัตรทองและสิทธิประกันสังคมของแรงงานก็มีมากไม่น้อย และในมุมมองของเขามันคือความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เฉกเช่นการรักษาโรคซึ่งบัตรทองจะมีสิทธิรักษาจนหายดี ขณะที่สิทธิประกันสังคมกลับมีอายุการรักษาต่อโรคเพียงแค่ 180 วัน/ปีเท่านั้น

“บัตรทองมีสิทธิตรวจทุกโรค รักษาทุกโรค แต่ประกันสังคมกลับมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้อยู่ 11 โรค ผมยกตัวอย่างแค่ว่าโรคที่เกิดจากสารเสพติด เป็นต้น แค่นี้ก็ไม่เหมือนกับบัตรทอง ที่เขารักษาได้ทุกโรคกระทั่งหายดี ของเรารักษาได้แค่ 180 วัน/ปี จากนั้นก็แล้วแต่บุญกรรม” ทวีป ย้ำ

ที่ผ่านมา ทวีป ยอมรับว่า แม้จะพาพี่น้องแรงงานต่อสู้เพื่อสิทธิการรักษาพยาบาลที่เสนอไปยังรัฐบาลในทุกปี แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลทุกปีเช่นกัน ถึงขนาดที่ตัดพ้อว่าสาเหตุเป็นเพราะไม่มีญาติอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปัญหาเลยไม่ได้รับความสนใจ

“อย่าว่าแต่ไม่มีญาติใน ครม.เลย เอาแค่ สส.จะมาใส่ใจยังหาได้ยาก มันไม่สมบูรณ์แบบนี้แรงงานจึงเจ็บช้ำอยู่ทุกๆ ปี”ทวีป ระบายความอัดอั้นผ่านกลางเวที

สอดรับกับ บุญยืน สุขใหม่ ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก และในฐานะนักรณรงค์เรื่องสิทธิแรงงาน และบทบาทหากินก็เป็นผู้ใช้แรงแลกเงินไม่ต่างกับอีกหลายล้านชีวิตในประเทศไทย เขาเล่าว่า ในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมีประชากรข้ามถิ่นเข้าไปทำงานจำนวนมาก และแรงงานจำนวนนี้ก็ไปสร้างจีดีพี (GDP) ของประเทศให้สูงขึ้น จนทำให้ จ.ระยอง กลายเป็นพื้นที่อันดับต้นๆ ของประเทศที่รายได้ต่อหัวประชากรสูงที่สุด

แต่เรื่องการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของแรงงานในพื้นที่กลับเป็นเรื่องที่ยากลำบาก บุญยืนฉายภาพของ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่มีประชากรข้ามถิ่นเข้าไปทำงานตามโรงงานต่างๆ จำนวนมาก แต่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์กลับไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรในพื้นที่ ทั้งประชากรย้ายถิ่นเข้ามาทำงาน หรือแม้แต่คนในพื้นที่เองก็ตาม

“จำนวนหมอที่จะดูแลคนไข้อยู่ที่หมอ 1 คน/ประชากร 2.1 หมื่นคน ทำให้หากเกิดปัญหาฉุกเฉินทั้งด้านอุบัติเหตุจราจร อุบัติเหตุจากการทำงาน ปัญหาก็จะวุ่นวายอย่างทันที” บุญยืน สะท้อนปัญหา

กระนั้นแม้จะเกิดปัญหาและมองเห็นซึ่งปัญหา แต่พวกแรงงานก็ไม่ได้ขาดซึ่งความหวังที่จะได้เห็นและได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นบุญยืนเองก็เช่นกันที่มีความคาดหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญตรงนี้ ขณะเดียวกันก็อยากเห็นพลังของชาวแรงงานเห็นคุณค่าของปัญหาด้านสุขภาพให้มากพอๆ กับเรื่องปัญหาค่าแรงและโบนัสรวมถึงภาคประชาชนจะช่วยร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

นอกจากนี้ บุญยืนเสนอแนะทางออกถึงรัฐบาล และหวังว่าเสียงของเขาจากตรงจุดนี้จะดังพอให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้ยินและให้ความสำคัญ โดยเสนอว่าในส่วนแผนระยะสั้น รัฐบาลควรจะพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบลให้สามารถบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง และแผนระยะยาว คือ การสร้างโรงพยาบาลในสัดส่วนที่เพียงพอกับระบบประกันสังคม ซึ่งที่ผ่านมามีแนวคิดดังกล่าวแต่ก็ถูกพับไว้

จากเหตุผลทางการเมือง ก็อยากให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หวนกลับมาพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง

“แรงงานคือกำลังขับเคลื่อนหลักให้เศรษฐกิจของชาติดีขึ้น จีดีพีดีขึ้น เรื่องสุขภาพของคนกลุ่มนี้ก็หวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญเช่นกัน” บุญยืน กล่าวย้ำด้วยความหวัง

 

โลกชีวิตนักโทษ สวรรค์ 3 ชั้นที่ใฝ่ฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531864

โลกชีวิตนักโทษ สวรรค์ 3 ชั้นที่ใฝ่ฝัน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังกำแพงสูงใหญ่มีลวดหนามแหลมคมและห้องสี่เหลี่ยมที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยมาตรการความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ผู้คนที่อยู่รวมกันล้วนต่างที่มา ต่างการทำผิด ทำให้ทุกคนต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ที่เรียกว่า “คุก” หรือ “เรือนจำ”

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฉายภาพร่วมเรือนจำปัจจุบันว่า เรือนจำในประเทศไทยส่วนใหญ่มีอายุเกิน 100 ปี เฉลี่ยประมาณ 50-80 ปี ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 3.2 แสนคน เมื่อเทียบกับปริมาณที่รองรับได้เพียง 1 แสนคนเศษเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมากกว่า 2-3 เท่า

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้คุมนักโทษนั้นปกติตามอัตราสากลระบุให้ผู้คุม 1 คน ดูแลนักโทษ 5 คน แต่ในเรือนจำประเทศไทยเฉลี่ยผู้คุม 1 คน ดูแลนักโทษ 32 คน ตรงนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาเรื่องความไม่เพียงพอและปัญหาคนล้นคุก เหมือนกับนักเรียนในชั้นเรียนครูตะโกนสอน ใครเกเรอยู่ท้ายห้อง หรือหลบหนีก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จนนำไปสู่ปัญหาการทำผิดซ้ำ

สำหรับกลุ่มที่ทำความผิดซ้ำแล้ว กลับเข้าสู่เรือนจำอีกนั้น พบว่า ในช่วงปีแรกร้อยละ 17 ถัดมาปีที่ 2 ร้อยละ 23 และปีที่ 3 ร้อยละ 27 ทั้งนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนชายขอบ ไม่มีการศึกษา มีฐานะยากจน เมื่อพ้นโทษออกไป สิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงกระทำผิดซ้ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังเล่าให้ฟังเกี่ยวกับชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำว่า บางครั้งคนเราถูกจำคุกนานหลายปี ชีวิตก็ต้องปรับสภาพรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บางครั้งผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำนานเป็นเดือนเป็นปีบางทีก็เริ่มเห็นชอบคนเพศเดียวกัน มีเพศสัมพันธ์กัน บางครั้งมีการแต่งงานกันในเรือนจำก็ยังมี บางเรือนจำอาจอนุโลมให้

พ.ต.อ.ณรัชต์ เล่าว่า ข่าวที่มีนักโทษใส่เครื่องประดับแหวน พระเครื่อง มักเป็นพวกขาใหญ่ชอบโชว์บารมี ซึ่งทั้งหมดผิดกฎระเบียบข้อห้ามในเรือนจำทั้งนั้น แต่ยอมรับว่าบางทีการดูแลอาจไม่ทั่วถึง เหมือนอย่างที่ลงโทษ เจ้าหน้าที่เรือนจำไปล่าสุด พบว่า นำเหล้าขวดละประมาณ 500 บาท ไปขายให้นักโทษในเรือนจำชาย ขวดละประมาณ 2,000 บาท เพื่อนำไปฉลองงานแต่งงานในเรือนจำ

กระแสข่าวที่ว่าผู้ต้องขังมีอภิสิทธิ์อยู่ห้องแอร์ แยกกินพิเศษ พ.ต.อ. ณรัชต์ บอกความอัดอั้นตันใจว่า ยืนยันผู้ต้องขังทุกรายดูแลเท่าเทียมกันหมด ถ้าใครต้องนอนเรือนจำ ของมีค่าทุกอย่างต้องถอดไว้ด้านนอก แล้วเรือนจำจะแจกเสื้อผ้าให้ 1 ชุด ผ้า 3 ผืน ที่ใช้ปูนอน ใช้ห่ม และม้วนทำ หมอนหนุน ทุกคนนอนกับพื้น ไม่มีเตียงและที่นอนนุ่มๆ ซึ่งแบบนี้เป็นผลดี สามารถตรวจสอบได้ง่าย หากซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายไม่สามารถทำได้แน่

พ.ต.อ.ณรัชต์ เล่าว่า ในเรือนจำสามารถแบ่งเป็นสวรรค์ได้ 3 ชั้นของนักโทษ คือ สวรรค์ชั้นที่ 1 ห้องพยาบาลหรือแดนพยาบาลอยู่ใน 143 เรือนจำทั่วประเทศ จะมีเตียงและผ้าปูพร้อมอุปกรณ์ตามสมควรในการปฐมพยาบาล

สวรรค์ชั้นที่ 2 ถ้าผู้ต้องขังมีอาการป่วยหนัก จะส่งตัวไปที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หรือทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีแพทย์ หมอ พยาบาล เหมือนโรงพยาบาลด้านนอก แต่มีรั้วรอบ ขอบชิด ชั้นที่หมายปองของผู้ต้องขังคือชั้น 8 เพราะสูงลมและอากาศดี

สวรรค์ชั้นที่ 3 เรียกว่าดีที่สุด คือการได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลข้างนอก ด้วยโรคเฉพาะที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ขาดบุคลากร ขาดเครื่องมือ หรือญาติประสานแพทย์เจ้าของไข้ที่รักษากันมาก่อน แต่ก็จะตามนักโทษทุก 15 วัน ว่าหายหรือยัง ส่งกลับแดนพยาบาลได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติกรณีนี้กรมราชทัณฑ์ต้องเสีย เจ้าหน้าที่ 2 คน เฝ้าดู ผู้ป่วย 1 คน เฝ้าประกบตลอด ทั้งหมดนักโทษต้องป่วยจริงถึงจะได้รับการรักษาตามอาการป่วย

พ.ต.อ.ณรัชต์ ระบุว่า ในสมัย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็น รมว.ยุติธรรม ได้เอาจริงเอาจังส่งทหาร ตำรวจ เข้ากวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำทั้งหมด

“สมัยก่อนอาจคล้ายกึ่งซ่องโจรหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ เพราะมีที่นอนหมอนมุ้ง สิ่งของต้องห้ามเต็มไปหมด จนสามารถซุกซ่อนอุปกรณ์โทรศัพท์ ยาเสพติด อุปกรณ์เล่นพนัน แต่ยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ ได้เข้าเคลียร์สิ่งของ เหล่านั้นหมดจากกฎเหล็กที่เกิดขึ้น”

นอกจากนี้ ยังยกระดับนโยบายให้กระชับขึ้นเป็น 3 ส. 7 ก. โดย 7 ก. คือ 1.กักขัง 2.แก้ไข 3.ยึดหลักกฎหมาย 4.วางกรอบ 5.กลั่นกรอง คือ การจำแนก จัดชั้นผู้ต้องขัง และการพัก/ลดการลงโทษ 6.ให้กำลังใจ และ 7.กลับตัว และ 3 ส.ในการปฏิบัติหน้าที่ คือ สะอาด สุจริต และเสมอภาค

ภาพประกอบข่าว

 

“ตลกและเจ็บปวด”เสียงจากตร.ชั้นผู้น้อย ในวันรอคิวรับปืนกระบอกแรกในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2560 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531786

"ตลกและเจ็บปวด"เสียงจากตร.ชั้นผู้น้อย ในวันรอคิวรับปืนกระบอกแรกในชีวิต

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด ภาพ…เฟซบุ๊ก Police News Varieties

ได้รับความสนใจกว้างขวาง สำหรับภาพบรรยากาศตำรวจจำนวนมากที่กำลังต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรับอาวุธปืน สำหรับใช้ป้องกันชีวิตและพิทักษ์ทรัพย์สินของประชาชน บ้างยืนรอ บ้างนอนรอ บ้างถอดรองเท้าวางแสดงตัวตน ณ กองสรรพาวุธ สำนักงานส่งกำลังบำรุง

ความแออัดยัดเยียดดังกล่าวเล่นเอาตำรวจรายหนึ่งถึงขั้นระบายผ่านบทความในเว็บไซต์ Police News Varieties ตัดพ้อพร้อมกับตั้งคำถามถึงความสง่างามของอาชีพตัวเอง

“…ทุกท่านรู้ไหมครับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องออกสตางค์ซื้ออาวุธปืนเองเพื่อมาปกป้องพิทักษ์รับใช้ปวงประชาเองมีใครรู้บ้างไหมแถมยังต้องมานอนค้างอ้างแรมตามข้างๆอาคาร เพื่อรอแย่งชิงการต่อคิวแบบทุลักทุเล เหมือนคนแย่งชิงกันอะไรสักอย่าง เห็นเเล้วสมเพชเวทนาตัวเองความสง่างาม ความสมเกียรติ และศักดิ์ศรีในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของตัวผมเองเริ่มมองไม่เห็นเห็นแต่ละคนทุลักทุเล เร่งรีบ รีบร้อน…” ช่วงหนึ่งในบทความระบุ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อาวุธปืนที่ตำรวจนั่งเฝ้ารอในวันดังกล่าวเป็นโครงการที่ริเริ่มในยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผบ.ตร. เมื่อได้อนุมัติจัดหาอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการตำรวจ โดยเคาะราคาที่ 23,890 บาท และได้รับกว่าความสนใจจากตำรวจลงทะเบียนสั่งซื้อนับแสนกระบอก โดยสั่งซื้อเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2558 มีหลักเกณฑ์กำหนดว่าห้ามจำหน่ายหรือโอนต่อให้กับบุคคลอื่น

ซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี ภาพจาก range365.com

สิบตำรวจตรี นายหนึ่งที่ต่อคิวรับปืนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า การได้ปืนใหม่เป็นเรื่องน่ายินดีมาก เนื่องจากปืนพกของรัฐบาลมีอายุเก่าแก่อายุ 20-30 ปี เป็นลักษณะลูกโม่ .38 หรือที่เรียกกันว่า ปืนหางหนู หากใครไม่มีกำลังทรัพย์ก็จำเป็นต้องเบิกปืนเหล่านี้ไปใช้ ซึ่งสภาพและประสิทธิภาพนั้นเป็นไปตามอายุ

“ของหลวงมันเก่ามาก ถ้าใครมีเงินก็ซื้อใหม่ ใครไม่มีก็ต้องเบิกใช้ แต่ไม่รู้ว่าจะยิงแตกไม่แตก ไม่ออกบ้างก็มี ไม่รู้หรอกกระบอกนี้ดีหรือไม่ดี ตอนเบิกถ้าเห็นสภาพชำรุดก็ต้องเขียนตำหนิเอาไว้ เอาไปใช้แล้วเกิดมีตำหนิมากกว่าเดิมก็ต้องซ่อมให้เขาด้วย” สิบตำรวจเล่าถึงปัญหาของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

สำหรับปืนลูกโม่ของรัฐบาลนั้นบรรจุกระสุนได้เพียงแค่ 6-8 นัด ขณะที่ซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี มีขนาด 9 มม. ประเภทกึ่งออโตเมติก บรรจุกระสุนได้ 17 นัด วัสดุทำจากโพลิเมอร์มีน้ำหนักเบา ลำกล้องขนาด 3.9 นิ้ว และมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหรัฐฯ นั้นนิยมใช้

“อาวุธดีมันอุ่นใจ สมมุติสถานการณ์จริง มีโจรจำนวน 5-6 คน ใช้ปืนลูกโม่กระสุน 6 นัดก็ยากจะรับมือ ยิงออกบ้างไม่ออกบ้าง แม่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่กระบอกนี้มี 17 นัด มา 4-5 คนก็พอมีโอกาสควบคุมสถานการณ์ได้”

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ตำรวจหนุ่มรายนี้เดินทางไปรับปืนที่กองสรรพาวุธ ตั้งแต่เวลา 1.00 น. ก่อนเวลาแจกบัตรคิว 6.00 น. และเริ่มส่งมอบอาวุธจริงในช่วง 8.00 น. ผู้ที่ได้รับมอบแล้วต้องเดินทางไปลงทะเบียนต่อที่แผนกอาวุธปืน กรมการปกครอง วังไชยา เขตดุสิต กทม.

“มีคนไปรอรับประมาณ 3,000 คน บางคนไปรอข้ามวัน ตั้งแต่สามทุ่มเลยก็มี มาจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ ผมไปตอนตีหนึ่ง ได้ปืนจริงประมาณบ่ายสองโมง มันเป็นกระบอกแรกในชีวิตราชการเลยรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยครับ”

ภาพรองเท้าที่เรียงต่อกันแทนการจองคิวที่ปรากฎในสังคมออนไลน์เป็นแนวคิดริเริ่มของผู้ที่มาก่อนเวลาแจกจ่ายจริง

“คนมาก่อนเขาไม่อยากยืนก็เริ่มวางรองเท้าจองคิวไว้ บางคนมีรองเท้าคู่เดียว พอรอนานเข้าก็ยอมเดินเท้าเปล่าไปหาของกินเลยก็มี บางคนเป็นปืนกระบอกแรกในชีวิตไม่เคยรับมาก่อน ลางานจากต่างจังหวัดมาก็ทำอะไรไม่ค่อยถูก ระบบจัดการยังไม่ดีเจอคนจำนวนมากภาพเลยทุลักทุเลแบบที่เห็น”

ทั้งนี้นอกจากปืนแล้ว อุปกรณ์ส่วนตัวพื้นฐานต่างๆ นั้นล้วนแต่ต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อมาทั้งสิ้น ทำให้ความพร้อมของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป นับเป็นสิ่งที่ตำรวจทุกคนอยากให้ปฏิรูป

“มันตลกและเจ็บปวดเหมือนกัน ที่ต้องมานั่งต่อคิวยาวๆ แบบนี้เพื่อรับปืน จริงๆ ทุกอย่างทั้งร่างกาย ตำรวจซื้อเองหมด เสื้อผ้า รองเท้า อาวุธ ความพร้อมของแต่ละคนก็เลยแตกต่างกันไปตามเงินที่ตัวเองมี ถ้าจะต้องปฎิรูปวงการตำรวจปัจจัยพื้นฐานนั้นสำคัญมาก ถ้าสภาพตำรวจยังไม่พร้อม ประชาชนจะไว้ใจได้อย่างไร” ตำรวจมือใหม่ทิ้งท้าย

 

ศึกสนามสอบ ติวเข้า ป.1 สมองเด็กถูกลดทอน-จินตนาการหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2560 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531501

ศึกสนามสอบ ติวเข้า ป.1 สมองเด็กถูกลดทอน-จินตนาการหด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นข่าวดังไม่กี่วันก่อน สถาบันกวดวิชาระดับอนุบาล 3 เข้า ป.1 โรงเรียนในเครือสาธิต ค่าเรียนระดับแสน แต่มาตรฐานต่ำ เพราะใช้กำลังควบคุมพฤติกรรมและทำร้ายเด็ก จนมีการร้องให้กระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบว่าตั้งมาถูกต้อง มีใบรับรองหรือไม่ รวมไปถึงโรงเรียนกวดวิชาฟันน้ำนมอีกหลายสิบแห่งที่ผุดขึ้นในเมือง กลายเป็นธุรกิจทองคำในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

คำถามมากมายถึงระบบการศึกษาปฐมวัยบ้านเรา มันหนักเกินไปสำหรับเด็กอนุบาล 3 ในวัย 5-6 ขวบ หรือไม่ที่ต้องเข้าโรงเรียนกวดวิชา แน่นอนแม้ระบบไม่ได้บังคับต้องสอบเข้า ป.1 ทุกคน แต่สังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผู้ปกครองต่างอยากให้บุตรหลานเรียนโรงเรียนดีๆ เป็นพื้นฐานยาวถึง ม.6 ก็เป็นตัวเร่งให้เด็กเล็กต้องเคร่งเครียดต่อการเรียนอย่างจริงจังมากกว่า การเรียนให้สนุก เรียนรู้กับธรรมชาติตามพัฒนาการของเด็ก

มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หลายเดือนก่อน ให้ยกเลิกการสอบเข้าเรียนชั้น ป.1 เพราะไม่อยากให้มีการแข่งขันจนเด็กเกิดความเครียด เนื่องจากไม่ได้เกิดคุณภาพกับตัวเด็กมากเท่าที่ควร ยังส่งผลต่อกล้ามเนื้อสมองของเด็กในวัยนี้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานคณะอนุกรรมการเด็กเล็กผู้เสนอเรื่องนี้ กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดและวางรากฐานการสอนเด็กปฐมวัยกันใหม่ เนื่องจากปัจจุบันรอยต่อช่วงการเรียนอนุบาลถึงชั้น ป.1 ซึ่งมีความสำคัญ ยังมีช่องโหว่มากเพราะเมื่อเด็กจากชั้นอนุบาลต้องไปเรียน ป.1 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พละ ศิลปะ ดนตรี และสังคม จะเห็นได้ว่าเป็นสัดส่วนทางวิชาการที่มากเกินไปสำหรับเด็ก เพราะเด็กส่วนใหญ่อาจยังไม่มีความพร้อม แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ได้เก่ง

“เด็กบางคนอาจจะยังอ่านไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ หรือไม่เก่งด้านตัวเลขพื้นฐาน แต่เด็กเหล่านี้มีความสามารถด้านอื่นตามพัฒนาการของสมอง ทั้งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การกล้าแสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องและกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กกลุ่มอายุเหล่านี้ แต่เรากำลังกดดันเด็กด้วยความรู้ทางวิชาการที่มากเกินไป” ดารณี อธิบาย

ดารณี อธิบายว่า พ่อแม่มักตั้งความหวังว่าเมื่อเรียนอนุบาลเด็กจะต้องอ่านออกเขียนได้ ต้องพร้อมสำหรับการเรียนในชั้น ป.1 จึงเกิดผลกระทบตามมากับเด็ก และเป็นการสร้างแรงกดดันที่มากเกินไป และทุกวันนี้มีเด็ก ป.1 ที่ไม่พร้อมจะเรียนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เด็กเหล่านี้มีสติปัญญาที่ดี แต่เราวางให้เขาไม่ถูกกับจังหวะของการพัฒนาทางสมอง

ดารณี ยกตัวอย่างว่า พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอนุบาลที่มีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักพัฒนาการทางสมอง ให้โอกาสเด็กได้เรียน ได้เล่น ได้ทดลอง สร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้เน้นจับเด็กมานั่งอ่านเขียนเป็นห้องเรียน ซึ่งเด็กก็มีความพร้อมเช่นกัน แต่เมื่อย้ายมาเรียน ป.1 เด็กก็ไม่พร้อมจะมาอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่มีความพร้อมด้านอื่นมา เช่น ควบคุมอารมณ์ได้ มีวินัย กล้าแสดงออก มีความสุข แต่เมื่อถูกจับเข้าห้องเรียนก็เหมือนถูกจับยัดเข้ากรง เด็กก็ไม่พร้อมจะทำให้สำเร็จ สอบก็ไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่เด็กมีความรู้ มีความพร้อม มีศักยภาพ แต่ถูกระบบครอบไว้เป็นเช่นนี้

“เราจึงเห็นเด็กจำนวนมากไม่มีความสุขเมื่อมาเรียน ป.1 ทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก และลดทอนความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้ขาดความมั่นใจ” ดารณี ฉายภาพสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดารณี อุทัยรัตนกิจ

แต่ความคิดดังกล่าวของผู้ปกครองและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งหนึ่งที่ดารณีเห็นมาตลอดวิชาชีพครูจนถึงวัยเกษียณมาแล้วกว่า 5 ปี คือ เด็กที่เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่ดีดังที่ผู้ใหญ่เห็นควร กลับได้ผลลัพธ์ที่ล้มเหลวไม่น้อย เพราะขาดการเชื่อมต่อในช่วงอายุสำคัญคือช่วงปฐมวัย เมื่อเด็กอยู่ในวัยที่สมองกำลังพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความสนุก การเรียนรู้และการจดจำ กลับถูกยัดเยียดด้วยความรู้ทางวิชาการที่มากเกินไป

ดารณี เสริมว่า ข้อเท็จจริงเด็กพร้อมจะทำตามพ่อแม่ ครู เพราะในวัยนี้พวกเขาต้องการเป็นที่รัก เด็กจะว่านอนสอนง่ายมาก แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่เลือกตั้งความหวังกับเด็ก ที่พาไปติวเพื่อสอบเข้า ป.1 เพื่อหวังจะได้เข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่มีคุณภาพ เด็กก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะเขารู้แต่เพียงว่าอยากทำให้พ่อแม่ เมื่อสอบไม่ผ่านก็จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง ทั้งๆ ที่เขาอาจจะมีศักยภาพที่เก่งกว่าเด็กที่เรียนดีก็ได้ เขามีความสุขที่จะเรียนรู้ หรือได้เข้าเรียน ป.1 แต่สอบไม่ผ่านเพียงเพราะเขาอ่านข้อสอบนั้นไม่ออก หรือตีความไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่เรากำลังเดินผิดทาง

“รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ เพราะการพัฒนาเด็กจะต้องมามองที่ปฐมวัย ให้มีรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพราะเด็กช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สมองเติบโตเร็วที่สุด และพร้อมที่จะรับการเรียนรู้ที่เหมาะสม สอนง่าย แต่ผู้ที่เข้าใจและสำคัญที่สุดคือคนเป็นพ่อแม่ต้องตระหนักกับเรื่องนี้ สิ่งที่เราเสนอคือต้องสร้างความตระหนักให้ทั้งสังคมเห็นว่าการปฐมวัย ช่วงตั้งแต่ 0-8 ขวบ เป็นพื้นฐานทั้งชีวิตของเขา”

เธอย้ำว่า หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้นต้องเปลี่ยน ไม่ต้องเน้นเรียน 8 กลุ่มวิชาแล้ว แต่ต้องยึดให้มีการเรียนการสอนแบบต่อเนื่องจากอนุบาล ขณะเดียวกันก็เตรียมความพร้อมให้มีทักษะอ่านออกเขียนได้พร้อมกัน ก่อนจะไปถึงชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่เราจะเรียกใหม่ว่าเป็นระบบทางการ ซึ่งไม่ใช่เริ่มตั้งแต่ชั้น ป.1

ประเด็นสำคัญคือ เด็กต้องคิดได้ แก้ปัญหาได้ มีวินัย มีความสุข ใฝ่เรียนรู้ มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ มีจินตนาการ ซึ่งต้องสร้างความสมดุลของสมองทั้งสองซีก ทั้งฝั่งจินตนาการความคิด และด้านการเรียนรู้

ดารณี ทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อวางรากฐานให้กับอนาคตของชาติอย่างมั่นคง และเราได้เลิกพูดถึงปัญหาแล้ว เพราะได้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร เรารู้ว่าต้องทำอะไรแล้ว และมั่นใจว่าเราจะเห็นภาพที่ดีร่วมกันในอนาคต

“เลิกมองเสียทีว่าเด็กเก่งแล้วจะมีความสุข แต่ให้มองว่าเมื่อเด็กมีความสุข เด็กจะเก่งเอง เด็กต้องรู้วิธีการแก้ปัญหาให้กับตัวเอง รู้จักคิดกับเรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เราตีกรอบให้เขาไปในทุกเรื่อง” ดารณี ย้ำ