รำลึกพระราชกรณียกิจ “ร.9” ทรงงานเพื่อคนไทยทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/528810

รำลึกพระราชกรณียกิจ "ร.9" ทรงงานเพื่อคนไทยทั้งประเทศ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ในทุกปีของวันที่ 5 ธ.ค. ถือเป็นวันสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ เนื่องจากรัฐบาลประกาศวันดังกล่าวเป็นวันชาติไทยมีความสำคัญถึง 3 วาระในวันเดียวกัน คือ 1.เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 2.เป็นวันชาติ และ 3.เป็นวันพ่อแห่งชาติ ทั้งหมดเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาอีกด้วย

เชื่อว่าคนไทยทุกคนล้วนตระหนักถึงพระราชกรณียกิจมากมายหลายโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์ทรงคิดและลงมือทำไว้ให้หลายโครงการ แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบเรื่องราวอย่างลึกซึ้งถึงพระราชกรณียกิจสำคัญๆ เหล่านี้

อย่างเช่น “โครงการฝนหลวง” ที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารกว่า 15 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กที่มีชื่อเสียงเข้าเฝ้าฯ แล้วพระราชทานแนวความคิดนั้นแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยมีทฤษฎีต้นกำเนิดจากแนวคิด “หลักการแรกคือ ให้โปรยสารดูดซับความชื้น (เกลือทะเล) จากเครื่องบิน เพื่อดูดซับความชื้นในอากาศ แล้วใช้สารเย็นจัด(น้ำแข็งแห้ง) เพื่อให้เกิดความชื้นกลั่นตัวและรวมตัวเป็นเมฆ” จากทฤษฎีดังกล่าวพระองค์ยังใช้เวลาในการคิดค้นทดลองนานอีกกว่า 14 ปี ในการวิเคราะห์วิจัยเพื่อประกอบการค้นคว้าทดลองมาโดยตลอด จากการดำเนินการลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ สร้างความปลื้มปีติให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศจนถึงปัจจุบัน เพราะความเดือดร้อนเกี่ยวกับภัยแล้งสร้างความทุกข์อย่างหนักหนามานาน

แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ทำให้กระบวนการสร้างฝนหลวงเปลี่ยนพื้นที่ภัยแล้งเป็นความชุ่มชื้นแทน นั่นก็เป็นที่มาของพระราชกรณียกิจด้านโครงการฝนหลวง

ถัดมา “โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา”ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้น และทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ หลังจากทรงทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียพื้นที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จึงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสีย ในระยะแรกระหว่างปี 2527-2530 ทรงแนะนำให้ใช้น้ำที่มีคุณภาพดีช่วยบรรเทาน้ำเสีย และวิธีกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวาและพืชน้ำต่างๆ สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

แต่ปัญหาน้ำเสียไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงกลับมีแนวโน้มอัตราความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การใช้วิธีธรรมชาติไม่อาจบรรเทาความเน่าเสียของน้ำได้เท่าที่ควร พระองค์ท่านจึงพระราชทานพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่ายที่ผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ “ไทยทำไทยใช้” โดยทรงได้แนวทางจาก “หลุก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงมุ่งหวังที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการบรรเทาน้ำเน่าเสีย

จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาและวิจัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสียร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา และรู้จักกันแพร่หลายทั่วประเทศในปัจจุบันคือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา”

นอกจากนี้ยังมี “โครงการแกล้งดิน”เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ จ.นราธิวาส และพื้นที่ใกล้เคียง ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ทำการศึกษาวิจัยและปรับปรุงดินโดยวิธีการ “แกล้งดิน” คือทำให้ดินเปรี้ยวเป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกโดยนำน้ำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และระบายน้ำออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดกรดมากยิ่งขึ้น

ด้วยหลักการนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่นระยะเวลาช่วงแล้งและช่วงฝนในรอบปีให้สั้นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง1 เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดินแห้งและดินเปียก 4 รอบ/1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้

และ “ทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง”ถือเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและนำไปปฏิบัติใช้อย่างมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้น โดยการทำเกษตรทฤษฎีใหม่นี้แบ่งออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นต้นคือ การแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตรา 30-30-30-10 เพื่อขุดเป็นสระกักเก็บน้ำร้อยละ 30 ปลูกข้าวในฤดูฝนร้อยละ 30 ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสมุนไพร ร้อยละ 30 และเป็นที่อยู่อาศัยอีกร้อยละ 10

ขณะเดียวกันเป้าหมายของทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง คือต้องการให้ประชาชนบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสมเกิดประโยชน์ตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

อย่างไรก็ตาม ยังมีพระราชกรณียกิจอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถหยิบยกมาได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำไว้สร้างแรงบันดาลใจและแนวปฏิบัติในการใช้ชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทุ่มเททำไว้ให้ชาวไทยทั้งประเทศ

 

กรรมการร่วมภาคประชาชน กุญแจสำคัญเดินหน้าปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2560 เวลา 21:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/528717

กรรมการร่วมภาคประชาชน กุญแจสำคัญเดินหน้าปราบทุจริต

โดย…ทีมข่าวการเมือง

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตนับเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย

ล่าสุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 160 เสียง รับหลักการในวาระที่ 1 ร่าง พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่…)พ.ศ. … ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอพร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียดจำนวน 15 คน กำหนดเวลาทำงาน 60 วัน

ความเป็นมาของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อยู่ตรงที่จะเป็นกลไกสำคัญสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งในมาตรา 63 บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจาการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อให้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือ ชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครอง เพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงาน ป.ป.ท.มีส่วนร่วมในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) จึงควรเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ ป.ป.ท.และสำนักงาน ป.ป.ท. โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการดังกล่าว รวมทั้งเพิ่มเติมมาตรการในการคุ้มครองบุคคลที่ถูกกันไว้เป็นพยาน

กลไกสำคัญที่จะเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.นี้ คือ “คณะกรรมการร่วมภาคประชาชน” ซึ่งถือเป็นช่องทางที่จะดึงการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเข้ามาเป็นมือไม้ร่วมกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตในอนาคต

ทั้งนี้ ให้ทางคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีหน้าที่ และอำนาจในการกำกับดูแลสำนักงาน ป.ป.ท. ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน รวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โดยให้สำนักงาน ป.ป.ท.มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกัน เพื่อมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส รวมทั้งเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

สำหรับองค์ประกอบของ “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน” มีจำนวนไม่เกิน 9 คน เพื่อให้คำเสนอแนะช่วยเหลือ และร่วมมือกันดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นประธาน ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. 1 คน เป็นกรรมการ ผู้แทนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจำนวนไม่เกิน 4 คน เป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นกรรมการเจ้าหน้าที่ สำนักงาน ป.ป.ท. ที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. แต่งตั้ง 1 คน เป็นเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ จำนวนไม่เกิน 2 คน

อีกมาตรการสำคัญที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ คือ การคุ้มครองบุคคลที่ถูกกันไว้เป็นพยาน โดยกำหนดให้ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติ กันบุคคลใดไว้เป็นพยาน ห้ามมิให้ดำเนินคดีอาญา หรือดำเนินการทางวินัยกับบุคคลดังกล่าว

ส่วนสุดท้ายที่คือการยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริตในภาครัฐเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการกำหนดให้ สำนักงาน ป.ป.ท แจ้งหัวหน้าหน่วยของรัฐทราบ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการปรับปรุงแก้ไข กรณีหน่วยงานของรัฐใดมีวิธีปฏิบัติ หรือการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ หรือเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้บริการ หรือประชาชน หรือเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง

ในรายงานที่เสนอต่อ สนช.ระบุว่า ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนและการดำเนินการต้องอาศัยการรวมตัวของประชาชนซึ่งจะก่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมทั้งการเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ สุจริตจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ และจะส่งผลให้ประชาชนต่อต้านไม่ยอมรับการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของประเทศก็จะลดน้อยลง

กฎหมายฉบับนี้จึงนับเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

“เป็นเมียน้อย-เสี่ยงติดยา” อีกมุมของชีวิตพริตตี้หากหลงระเริงเดินทางผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/528704

"เป็นเมียน้อย-เสี่ยงติดยา" อีกมุมของชีวิตพริตตี้หากหลงระเริงเดินทางผิด

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“พริตตี้” กลายเป็นอาชีพในฝันขอสาวๆหลายคน ด้วยรูปแบบการทำงานและไลฟ์สไตล์ชีวิตแสนดี๊ดีเป็นสิ่งเย้ายวนใจให้พวกเธออยากเดินบนเส้นทางนี้ทว่าเบื้องหลังชีวิตอีกมุมของอาชีพนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้าหากไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจก็อาจหลงระเริงเดินทางผิดได้

เป็นพริตตี้ยุคนี้..ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน

การเข้าสู่วงการพริตตี้ในอดีตนั้น ไม่ง่ายเหมือนในปัจจุบัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือ หญิงแย้ อดีตพริตตี้ชื่อดัง เล่าว่า สมัยก่อนหญิงสาวต้องหางานผ่านอินเตอร์เน็ต โดยผู้ว่าจ้างจะแจ้งรายละเอียดรับสมัครไว้ตามเว็บบอร์ดต่างๆ เมื่อติดต่อไปแล้วต้องเข้าสู่กระบวนการแคสติ้งด้วย อีกลักษณะคือการติดต่อผ่านบริษัทออแกไนซ์หรือคนรู้จักโดยตรง ขณะที่ปัจจุบันการเข้าวงการพริตตี้ง่ายขึ้นมาก เนื่องจากทุกคนมีสื่อในมือ โปรโมทตัวเองผ่านโซเชียลมีเดียได้ทุกช่องทาง

“เมื่อก่อนอาชีพโมเดลลิ่งมีบทบาทมาก ตอนนี้ไม่ใช่ ผู้จ้างติดต่อพริตตี้ได้โดยตรง แค่มีไอจีพริตตี้คนเดียวก็สามารถเข้าถึงพริตตี้คนอื่นๆ ได้อีกนับร้อย”

หญิงแย้บอกว่า รายได้ของพริตตี้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียง ประสบการณ์และความสามารถ รวมถึงรูปแบบของงาน หลายคนมักเริ่มจากการขายสินค้าประจำบูธ ค่าตัวประมาณ 1,500-3,000 บาทต่อวัน พิธีกรงานอีเว้นท์ 1,500-3,000 ต่อวัน งานแถลงข่าว 2,500-4,000 บาท (ทำประมาณ 2-3 ชั่วโมง) งานมอเตอร์โชว์ 3,000-5,000 ต่อวัน และหากมีชื่อเสียงและผู้ติดตามจำนวนมากในโซเชียลมีเดียค่าตัวอาจพุ่งไปถึงหลักหมื่น

“สมัยก่อนการเป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์ถือว่ายากที่สุด ต้องสมัครและเจอคู่แข่งสาวสวยจำนวนมาก บางครั้งไม่ต่ำกว่า 300 คน รอบแรกคัดจากหน้าตา ตัดเหลือประมาณ 100 คน และวัดจากการตอบคำถาม เช็คไหวพริบสุดท้ายถึงจะได้งาน”

ภาพประกอบ

บ้าของแบรนด์ ยอมเป็นเมียน้อยแลกเงิน

เม็ดเงินที่ได้รับจากการทำงานพริตตี้นั้นทำให้ชีวิตของหญิงสาวหลายคนเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อยจากโอกาสที่พวกเขาได้รับ

หญิงแย้ บอกว่า ผู้ที่เข้ามาในวงการนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวย หลายคนต้องการเงินเพื่อส่งให้ครอบครัว เก็บออมและมีชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่บางคนเมื่อทำพริตตี้ไปสักระยะ อาจมีโอกาสหาเงินในรูปแบบอื่นๆเพิ่มเข้ามา เช่น รับจ้างนั่งทานข้าวกับผู้ชายมีฐานะ

“มันมีโอกาสเข้ามาหลายรูปแบบ บางคนผู้ชายเปย์ของแพงๆ ให้ก็นำไปขายและเก็บเงินไว้ บางคนเริ่มหลงใหลวัตถุนิยมรอบตัว ยอมเป็นเมียน้อยเพื่อแลกกับเงินและความสบาย ส่วนใหญ่พวกนี้เริ่มจากงานกินข้าวกับคนรวย เพราะเห็นว่าได้เงินง่าย ใช้เวลาไม่นาน ผู้ชายที่จ้างพริตตี้ไปนั่งเขาหวังให้บรรยากาศเจรจาธุรกิจดูสบายขึ้น หลังจบงานหากถูกใจก็อาจพัฒนาความสัมพันธ์ต่อ ส่วนใหญ่พวกนี้มีครอบครัวแล้วทั้งนั้น แต่เหตุผลที่ผู้หญิงยอมเพราะว่าเงิน จะถอนตัวได้ก็เมื่อผู้ชายไม่เอาแล้ว ผู้หญิงเจอคนเลี้ยงใหม่ เจอผู้ชายที่อยากสร้างครอบครัวด้วยจริงๆ หรือถูกเมียหลวงตามราวี”

หญิงแย้มองว่า การเป็นเมียน้อยอาจเป็นวิธีที่หาเงินได้ง่ายก็จริง แต่นับว่าเป็นการทำลายสถาบันครอบครัว ผิดศีลธรรม ที่สำคัญยังส่งผลเสียต่อการทำงานด้วย เนื่องจากวงการนี้แคบมากไม่นานคนรอบข้างก็ต้องรับรู้ เช่นเดียวกันกับเรื่องยาเสพติด หากใครเข้าไปยุ่งเกี่ยววันหนึ่งก็ต้องมีคนทราบและหมดอนาคตไปเอง

ด้าน นุ่น-นัฐกานต์ สิริเกิดสกุล พริตตี้สาวสวยวัย 26 ปี บอกเสริมว่า โอกาสที่พริตตี้จะได้รับการติดต่อจากผู้ชายมีฐานะหรือเสี่ยนั้นง่ายมาก เนื่องจากพริตตี้มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม แต่การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับตัวเองว่าจะเลือกหาเงินแบบไหนและต้องการอะไรในชีวิต

“เราก็เคยเจอ แต่ไม่ยุ่งด้วย มันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราไม่ไปก็จบ”

ทั้งนี้ นัฐกานต์ ตั้งข้อสังเกตว่า การเป็นพริตตี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือใช้ชีวิตที่หรูหราได้ตลอดแน่นอน คนที่ทำได้แบบนั้นหากไม่โด่งดังค่าตัวสูงจริงๆ ก็ต้องมีคนดูแล

“ทั่วๆ ไปทำงานวันนึงได้เงิน 3 พัน เดือนหนึ่งประมาณ 9 หมื่น คงไม่สามารถใช้ชีวิตหรูหราได้ตลอดหรอก”

หญิงแย้ (ซ้าย) / นุ่น (ขวา)

วินัยและศักดิ์ศรีคือสิ่งสำคัญ

หญิงแย้-นนทพร เผยว่าเส้นทางชีวิตในวงพริตตี้แต่ละคนไม่เท่ากันบางคนทำงานได้นานถึง 20 ปี ข้อสำคัญตัวชี้วัดว่าทำงานได้ถึงเมื่อไหร่อยู่ที่รูปลักษณ์หน้าตาภายนอก แต่ส่วนใหญ่หลังจากหันหลังให้วงการถ้าไม่ทำธุรกิจก็เป็นแม่บ้าน

สำหรับคำแนะนำสำหรับหญิงสาวที่อยากประสบความสำเร็จในวงการพริตตี้ หญิงแย้บอกว่า ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง วางตัวเหมาะสม และไม่หลงระเริงไปกับสิ่งมั่วเมา

“นอกจากสวยแล้ว ผู้จ้างจะชอบมากกับคนที่ตรงต่อเวลา รับผิดชอบงาน ถ้าหากทำงานคุ้มค่าตัว เป็นคนดียังไงชีวิตไม่อับจนแน่นอน”

ด้านนุ่น-นัฐกานต์ ทิ้งท้ายว่า ศักดิ์ศรีในการทำงานคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรยึดถือ เมื่อเงินเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก วิธีการได้มาจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากได้มาโดยความสามารถและความสุจริตไม่ทำร้ายใคร แบบนั้นไม่ต้องกลัวว่าอนาคตจะมืดมน

“ศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญ อยากสบายด้วยวิธีผิดๆ ก็ต้องรับมันให้ได้ หากวันหนึ่งถูกนินทาก็ต้องยอม ”

 

นับถอยหลัง 4 ปีไฮสปีดเทรนจีน สถานีต่อไปจอดป้าย ไทย-ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/528389

นับถอยหลัง 4 ปีไฮสปีดเทรนจีน สถานีต่อไปจอดป้าย ไทย-ลาว

เรื่อง – ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

โลกกำลังสลับขั้วมาที่จีน ขณะที่ อเมริกาในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ ขอเว้นวรรคกลับไปฟื้นฟูอเมริกันก่อน

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศยุทธศาสตร์ One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหม พาจีนยุคใหม่ก้าวสู่ระดับโลกฟื้นคืนความยิ่งใหญ่เหมือนดั่งอดีต ที่เคยเป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหม โดยต้องการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การขนส่ง วัฒนธรรม และสังคมจากจีนสู่ทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป ที่ขณะนี้กำลังเดินหน้าในหลายประเทศ

รถไฟความเร็วสูงเส้นทาง “หลานโจว-ซินเจียง” 1,800 กม. ต้องวิ่งในทะเลทรายที่มีลมแรง

จีนจะใช้ “รถไฟความเร็วสูง” เป็นตัวขับเคลื่อน เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ในทั่วทุกภูมิภาค สอดรับกับประเทศไทยที่ปัจจุบัน กำลังคึกคักสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่เชื่อมระบบคมนาคมขนคนให้รวดเร็ว ทันสมัย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ใน กทม.และปริมณฑล นนทบุรี มีรถไฟฟ้าหลายสายที่จะเกิดขึ้นโยงเป็นใยแมงมุมภายใน 5 ปี ขณะที่เมืองใหญ่ในภูมิภาคก็จะสร้างรถไฟฟ้าอีกหลายจังหวัด และยังมีเส้นทางเชื่อมจากภาคต่างๆ มากรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 672 กิโลเมตร (กม.) ญี่ปุ่นมาร่วมลงทุน นำรถไฟชินคันเซนมาใช้ เริ่มสร้างได้ในปี 2562

อีกเส้น กรุงเทพฯ-หนองคาย 615 กม. ไทย-จีน ลงนามสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ตามยุทธศาสตร์ One Belt One Road เชื่อมจากฝั่งจีนที่คุนหมิง ผ่านลาว ไทย (หนองคาย-กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์) ลงมาเลเซีย สิ้นสุดที่สิงคโปร์

ภายในศูนย์ควบคุมรถไฟแห่งชาติ ที่กรุงปักกิ่ง

ล่าสุด ไทย-จีน ได้ข้อสรุปว่า โครงการนี้จะเริ่มตอกเสาเข็มแน่นอนในวันที่ 21 ธ.ค. 2560 เพื่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 3.5 กม.ก่อน ระหว่าง สถานีกลางดง-ปางอโศก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นส่วนหนึ่งของเฟสแรกเส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา งบลงทุน 1.7 แสนล้านบาท ที่จะทยอยสร้างให้เสร็จและเปิดใช้ปี 2564

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตามสถานีต่างๆ ในประเทศจีน ถ่ายทอดมาที่ศูนย์ควบคุมรถไฟแห่งชาติ กรุงปักกิ่ง

ที่สุดรถไฟความเร็วสูงจีน ลุยทะเลทราย ผ่าภูเขา เข้าเมืองหนาว

เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของจีน ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีมานี้จนผงาดขึ้นอันดับหนึ่งของโลก

“รถไฟจีนมีจุดเด่น 1.เส้นทางรถไฟมีความยาวที่สุดในโลก ปีนี้จีนจะมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 2.5 หมื่นกิโลเมตร มากกว่า 60% ของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงทั่วโลก 2.มีมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีปลอดภัย นั่งสบาย ความเร็วสูง มีความถี่สูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.แม้รถไฟในจีนมีหลายรุ่น แต่ทุกรุ่นก็สามารถวิ่งในเส้นทางต่างๆ ร่วมกันได้ 4.ขนส่งผู้โดยสารได้มากที่สุดในโลก จาง ซีจื้อ หัวหน้าศูนย์ควบคุมใหญ่การรถไฟของจีน กล่าวกับคณะสื่อมวลชนไทย-ลาว ที่เดินทางมาเยี่ยมชมกิจการรถไฟในจีน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตามคำเชิญของรัฐบาลจีน สานสัมพันธ์สามประเทศในการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง

สถานีรถไฟวู่ฮัน มณฑลหูเป่ย ภาคกลางของจีน สามารถเชื่อมต่อเดินทางไปเส้นทางต่างๆได้ทั่วประเทศ

จาง ซีจื้อ เล่าว่า ปลายปีนี้ความยาวของเส้นทางรถไฟจีนทุกประเภทที่ใช้ตั้งแต่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟธรรมดา รถไฟขนสินค้าอยู่ที่ 1.24 แสน กม. ยาวเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา แต่จีนมีเป้าหมายว่า ในปี 2563 จะสร้างให้ได้ระยะทาง 1.5 แสนกิโลเมตร สำหรับรถไฟความเร็วสูงของจีนมี 2,600 ขบวน รถไฟธรรมดาขนส่งผู้โดยสาร 7.1 หมื่นขบวน ขนส่งสินค้า 7 แสนขบวนรวม 9 ล้านตัน/วัน ในแต่ละวันจะมีรถไฟทุกประเภทออกจากสถานี 7,000 ขบวน ในจำนวนนี้เป็นรถไฟความเร็วสูง 5,600 ขบวน ระบบรถไฟทั้งหมดขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย 7 ล้านคน/วัน แต่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 8 ล้านคน โดยเฉพาะในวันชาติ 1 ต.ค. ทำสถิติขนส่งผู้โดยสารมากที่สุดถึง 15 ล้านคน

ผู้โดยสารจำนวนมากรอที่สถานีรถไฟวู่ฮั่นซึ่งเป็นสถานีที่ได้รับรางวัลดีเด่นแห่งหนึ่งของจีน สำหรับวันชาติจีน จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการที่นี่มากถึง 3 แสนคนต่อวัน

หากย้อนประวัติศาสตร์การสร้างรถไฟในโลกแบ่งเป็น 3 ยุค

ยุคแรกปี 2507-2523 ญี่ปุ่นโดดเด่นสุดขยายเส้นทางได้ถึง 2,000 กม. ยุคที่สอง ปี 2533-2543 ยุโรปพัฒนาตามมาเข้าสู่ยุคปัจจุบันนับจากปี 2543 เป็นต้นมา จีนขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

สำหรับจีนเอง ได้แบ่งการพัฒนารถไฟความเร็วสูงออกเป็น 4 ช่วง ช่วงแรกปี 2532-2542 ใช้เวลา 10 ปีเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี ช่วงที่สองปี 2542-2551 เป็นขั้นตอนทดลองก่อสร้าง หลังจากได้ประสบการณ์ความเร็วจากการทดลองวิ่ง ช่วงที่สาม หลังปี 2551 จีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเปิดใช้เส้นทาง ปักกิ่งไปยังเทียนจินในปี 2551 ก่อนเปิดโอลิมปิกเกมส์ ความเร็วทดลองวิ่งขณะนั้นอยู่ที่ 486.1 กม./ชม. แต่วิ่งจริงส่งผู้โดยสารได้ 350 กม./ชม.

ภายในรถไฟความเร็วสูงมีการติดเลขวัดความเร็วร่วม 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งจากปักกิ่งไปวู่ฮั่นระยะทาง 1,200 กิโลเมตรใช้เวลา 4 ชั่วโมง

จีนมีความสามารถสร้างโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงรองรับในหลายสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้ว โดยยกตัวอย่าง 4 เส้นทางในประเทศที่ถือเป็น “ที่สุด” ของรถไฟหัวกระสุนสัญชาติจีน

เส้นทาง “ฮาร์บิน-ต้าเหลียน” ระยะทาง 921 กม. ต้องวิ่งเมืองหนาวที่สุดถึง ลบ 40 องศา

เส้นทาง “หลานโจว-ซินเจียง” 1,800 กม. รถไฟความเร็วสูงสายแรกในภาคตะวันตกเฉียงเหนือผ่านเขตปกครองตนเองซินเจียง ชนชาติอุยกูร์ และวิ่งต้องในทะเลทรายที่มีลมแรง

เส้นทาง “ปักกิ่ง-กว่างโจว” 2,298 กม. สายนี้ยาวที่สุดในโลก จีนประกาศเป็นเส้นทางที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุดเส้นทางหนึ่งในโลก เฉพาะเส้นนี้ยาวพอๆ กับเส้นทางรถไฟในประเทศเดียวทั้งประเทศ เช่น สเปน 2,800 กม. ญี่ปุ่น 2,700 กม. ฝรั่งเศส 2,000 กว่า กม.

เส้นทางรอบเกาะไหหลำ 650 กม. หนึ่งเดียวในโลก และเป็นเมืองร้อนสูงสุด 43 องศา

เจ้าหน้าที่กำลังปรับผิวดินเพื่อสร้างสถานีรถไฟขนาดใหญ่บริเวณชายแดนจีน-ลาว ในจุดบ่อหาน-บ่อเต็ง เพื่อเชื่อมเส้นทางจากคุนหมิงไปยังสปป.ลาว

ในอนาคตจีนยังพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเชื่อมต่อรวม 31 มณฑลทั่วประเทศ เป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดในโลก โดยจะขยายให้ได้ระยะทาง 2,000 กม.ในทุกปี วางเป้าว่าจะเพิ่มให้ถึง 3.8 หมื่น กม.ภายในปี 2025

จ้าว หัวถาง อธิบดีกรมเทคโนโลยีและสารสนเทศของจีน กล่าวว่า การรถไฟจีนมีความสามารถสร้างรถไฟได้ในพื้นที่ทุกสภาพภูมิอากาศและทุกภูมิประเทศ ไม่ว่าบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยภูเขา แม่น้ำ และจีนจะขยายเส้นทางไปเรื่อยๆ ภายในสิ้นปีนี้ จีนจะมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 2.5 หมื่น กม. มากกว่า 60% ของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงทั่วโลก

เจ้าหน้าที่กำลังปรับผิวดินเพื่อสร้างสถานีรถไฟขนาดใหญ่บริเวณชายแดนจีน-ลาว ในจุดบ่อหาน-บ่อเต็ง เพื่อเชื่อมเส้นทางจากคุนหมิงไปยังสปป.ลาว

“โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงในจีนมี 8 เส้นทางหลัก เป็นแนวนอน 4 เส้นทาง แนวตั้ง 4 เส้นทาง เป็นประโยชน์สำหรับชาวจีนมาก และช่วยขนผู้โดยสารได้ถึงวันละ 5 แสนคน ปัจจุบันความเร็วที่ใช้วิ่งสูงสุดอยู่ที่ 350 กม./ชม. ในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มความเร็วมากกว่านี้ ส่วนในปี 2565 ซึ่งจีนจะจัดโอลิมปิกฤดูหนาว จะยกระดับรถไฟความเร็วสูงที่ไม่ต้องใช้คนขับ ผู้โดยสารไม่ต้องใช้ตั๋ว เพียงแค่สแกนหน้าก็ผ่านได้”

เจ้าหน้าที่กำลังปรับผิวดินเพื่อสร้างสถานีรถไฟขนาดใหญ่บริเวณชายแดนจีน-ลาว ในจุดบ่อหาน-บ่อเต็ง เพื่อเชื่อมเส้นทางจากคุนหมิงไปยังสปป.ลาว

ปัญหาของการสร้างรถไฟที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องการขาดทุนแม้กระทั่งในไทยเส้นกรุงเทพฯ-หนองคาย จ้าว หัวถาง ชี้แจงว่า ไม่ว่าจะสร้างเส้นทางไหน สิ่งสำคัญต้องเชื่อมโยงเมือง เขตอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และต้องวางแผนพัฒนาพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟ ดังนั้น ถ้าพูดจะได้กำไรหรือไม่ต้องดูหลายส่วน ยกตัวอย่างเช่น จีนได้ลงทุนสร้างรถไฟในประเทศเคนยา ประชาชนที่นั่นก็สนับสนุนและกำลังเพิ่มขบวนเข้าไปอีก

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าปกติการก่อสร้างรถไฟจะได้กำไรน้อย แต่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งระหว่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเปิดให้บริการปี 2554 ผ่านไป 3 ปีก็เริ่มทำกำไร ปีที่แล้วได้ถึง 8,800 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท

สอดรับกับ หยาง เซียงตง หัวหน้าวิศวกรการรถไฟอู่ฮั่น เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ออกมายืนยันถึงความสำเร็จว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รถไฟความเร็วสูงของจีนได้แก้ไขปัญหาและยกระดับการเดินทางของประชาชน และได้ส่งเสริมการไหลของบุคลากรและทุน เกิดผลดีต่อการพัฒนาด้านท่องเที่ยว เศรษฐกิจการค้า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ จนกลายเป็นเศรษฐกิจรถไฟความเร็วสูง

เจ้าหน้าที่กำลังปรับผิวดินเพื่อสร้างสถานีรถไฟขนาดใหญ่บริเวณชายแดนจีน-ลาว ในจุดบ่อหาน-บ่อเต็ง เพื่อเชื่อมเส้นทางจากคุนหมิงไปยังสปป.ลาว

โดยเฉพาะกองรถไฟอู่ฮั่นอยู่ ในภาคกลางของเครือข่ายรถไฟแห่งชาติ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อทุกเส้นทาง ระยะทางที่เปิดใช้มีถึง 5,075 กม. โดย 3 สถานีใหญ่ของอู่ฮั่น มีผู้โดยสารเข้าออก 2.5 แสนคน/วัน

“ลักษณะพิเศษของรถไฟจีน เหมาะกับการใช้ในทุกสภาพภูมิอากาศ สภาพสิ่งแวดล้อมที่มีลมแรงและมีทราย และ 10 ปีผ่านมาไม่ได้เกิดอุบัติเหตุด้วยเหตุผลคุณภาพรถไฟ ดังนั้น มีความปลอดภัยกว่าประเทศอื่น เพราะเราใช้เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานต่ำ มีประสิทธิภาพ ควบคุมการสื่อสารทางออนไลน์ หัวรถไฟออกแบบเพรียวลม ลดความต้านทานของอากาศ ใช้อะลูมิเนียมอัลลอยด์มากกว่า ลดน้ำหนัก ลดการสูญเสียของพลังงาน”

จีน-ลาว-ไทย รถไฟเชื่อม ศก.-ท่องเที่ยว

การเชิญคณะสื่อมวลชนไทย-ลาว ไปเยี่ยมชมกิจการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลจีนครั้งนี้มีขึ้นใน 3 เมืองหลัก ประกอบด้วย กรุงปักกิ่ง พบกับผู้นำบริษัทรถไฟแห่งประเทศจีน เยี่ยมชมศูนย์กลางควบคุมความเร็วและความปลอดภัย ตามด้วยเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางรถไฟความเร็วสูงในภาคกลางของจีน และศูนย์ฝึกทักษะบุคลากรที่จะเข้าทำงานด้านรถไฟ

ถนนสาย 213 จากเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อหาน-บ่อเต็ง ระยะทาง 180 กิโลเมตร โดยจีนทำทางยกระดับเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เดินทางดวกเลาะไปตามภูเขา มีการเจาะอุโมงค์ถึง 70 กว่าแห่ง

จุดสำคัญที่ทางการจีนนำคณะสื่อมวลชนไทยลาวไปดูคือ บริเวณชายแดนจีน-ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อหาน-บ่อเต็น ตั้งอยู่ใกล้เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ที่จีนผลักดันให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสองประเทศ และจะมีสถานีรถไฟขนาดใหญ่ที่สุดเป็นเส้นทาง One Belt One Road จากนครคุนหมิงมา สปป.ลาว เชื่อมต่อยังไทย รองรับการค้า การลงทุน ขนาดมหึมาของสองประเทศ

เขตเศรษฐกิจพิเศษ บ่อหาน-บ่อเต็นแห่งนี้ รัฐบาลจีนทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคมายังพื้นที่ 24 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ในจำนวนนี้เป็นฝั่ง สปป.ลาว 16.4 ตร.กม.

ถนนสาย 213 จากเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อหาน-บ่อเต็ง ระยะทาง 180 กิโลเมตร โดยจีนทำทางยกระดับเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เดินทางดวกเลาะไปตามภูเขา มีการเจาะอุโมงค์ถึง 70 กว่าแห่ง

อู้ เหวิน ชาง หัวหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อหาน-บ่อเต็นของจีน กล่าวว่า เดิมพื้นที่นี้เป็นเขตเศรษฐกิจจีนกับ สปป.ลาว แต่รัฐบาลจีนได้อนุมัติเมื่อปีแล้วให้ขยายพื้นที่เพิ่ม ประกอบด้วย เขตอุตสาหกรรม 6 ประเภท หัวใจหลักคือ เขตธุรกิจ การเงิน ธนาคาร การค้า อีกส่วนคือ เป็นศูนย์กลางการขนส่ง โลจิสติกส์ระบบราง มีสินค้าส่งออกไป สปป.ลาว เช่น แอปเปิ้ล ผัก กระเทียม เครื่องจักร อะไหล่รถยนต์ ส่วน สปป.ลาว ส่งกล้วย แตงโม นอกจากนี้จะพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหมดจะทยอยสร้างให้เสร็จในปี 2564 รองรับรถไฟที่จะวิ่งเข้า สปป.ลาว ส่วนฝั่งลาวคือ บ่อเต็นก็จะมีเขตเศรษฐกิจคล้ายกันทั้งธุรกิจ ท่องเที่ยว การขนส่ง โดยธนาคารฟูเตียนของจีนจะเปิดสาขาที่ชายแดนบ่อเต็นด้วยเพื่อสนับสนุนการค้าขาย

อุโมงค์รถไฟที่จีนเริ่มสร้างเชื่อมต่อฝั่ง สปป.ลาว ที่ด่านบ่อหาน-บ่อเต็น

อู้ เหวิน ชาง กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีบริษัทจีนเข้ามาลงทุน เช่น ยูนนาน โลจิสติกส์ กรุ๊ป ขนส่งสินค้าเกษตรเข้ามาในลาว และจีนยังได้ลงทุนทำโรงงานผลิตอาหารสีเขียวในพื้นที่เขตเศรษฐกิจนี้ โดยจะส่งออกผลไม้แอปเปิ้ล ลูกแพร์ไปยังลาว ไทยได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนก็ต้องการ ทุเรียน มะม่วง ลิ้นจี่ รวมถึงอาหารทะเล ที่จะนำเข้าจากไทย ดังนั้น ถ้ารถไฟเปิดใช้บริการ การขนส่งสินค้ายังสามประเทศจะมีมากขึ้น

ตามที่ได้กล่าวมา เขตเศรษฐกิจบ่อหาน-บ่อเต็น จะเป็นพื้นที่ใช้ก่อสร้างสถานีรถไฟเส้นทางสายไหม จีนกันพื้นที่ 1,000 ไร่ เนรมิตสถานีรถไฟขนาดใหญ่อีกแห่งก่อนจะข้ามเขต สปป.ลาว ใช้เงินลงทุน 2,500 ล้านบาท จะเป็นสถานีที่เปลี่ยนหัวรถไฟได้ และขุดบ่อทำเขื่อนล้อมรอบเพื่อป้องกันน้ำท่วม เริ่มสร้างกลางปีที่แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับผิวดินเพื่อเตรียมสร้างสถานีรถไฟคืบหน้าไป 59.2% ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นภูเขา มีการขุดเจาะอุโมงค์รถไฟเชื่อมสองประเทศในชื่อว่า “อุโมงค์มิตรภาพจีน-ลาว” ความยาว 9.5 กม. อยู่ในฝั่งจีน 7.1 กม. ลาว 2.3 กม. โดยขณะนี้ฝั่งจีนได้ขุดเจาะไปแล้ว 300 เมตร กำหนดเสร็จในเดือน ก.พ. 2563

แผนผังยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของจีน

เส้นทางรถไฟในฝั่ง สปป.ลาว จะมีความยาว 427 กม. แล่นผ่าน 5 แขวงจากทางชายแดนภาคเหนือของประเทศลาว ผ่านแขวงหลวงน้ำทา, แขวงอุดมไซ, แขวงหลวงพระบาง, แขวงเวียงจันทน์ และนครหลวงเวียงจันทน์ มีสถานีรถไฟ 31 แห่ง สถานีหลัก 5 เมือง ประกอบด้วย บ่อเต็น เมืองไซ หลวงพระบาง วังเวียง นครหลวงเวียงจันทน์ ความเร็วรถไฟอยู่ที่ 160-220 กม./ชม. ใช้เวลาเดินทางจากบ่อเต็งถึงเวียงจันทน์ 2-3 ชม. กำหนดเปิดใช้บริการ 2564

การก่อสร้างมีความยากลำบากมากกว่าฝั่งไทยมากเนื่องจากพื้นที่ 80% เป็นภูเขาและที่ราบสูง ข้ามแม่น้ำโขง 2 จุด ต้องสร้างสะพาน 167 แห่ง ขุดอุโมงค์ลอดภูเขา 75 แห่ง อย่างไรก็ตาม จ้าว หัวถาง อธิบดีกรมเทคโนโลยีและสารสนเทศของจีน ยืนยันว่า ไม่เป็นปัญหาเพราะจีนมีประสบการณ์จากการสร้างในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่ต้องมีการเจาะอุโมงค์และสร้างสะพานหลายแห่ง

“เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งไทยและจีนได้ลงนามในสัญญาออกแบบเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งขณะนี้ วิศวกรจีนได้สำรวจพื้นที่และจะใช้เทคโนโลยีที่มีมาตรฐานดีที่สุดของจีนมาก่อสร้าง ส่วนการก่อสร้างเส้นทางรถไฟไป สปป.ลาว ทางจีนลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ลงไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

เส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีนแบ่งออกเป็น 4 เส้นทางแนวตั้ง และ 4 เส้นทางแนวนอน ความยาวรวม 2.5 หมื่นกิโลเมตร

จ้าว หัวถาง กล่าวว่า จุดประสงค์ของการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมไทย-ลาว เพื่ออำนวยความสะดวก และขนส่งสินค้า เป็นประตูเปิดให้นักท่องเที่ยวจีนมาเข้ามา สปป.ลาว มากขึ้น ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้ไปเยี่ยมฝั่ง สปป.ลาว ดูความคืบหน้าการก่อสร้างแล้ว สิ่งสำคัญ จีนหวังที่จะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากประชาชนทั้งลาวและไทย และการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล โครงการนี้เพื่อสร้างโครงข่ายรถไฟสายใหม่ในเอเชีย นอกจากจีนไปยังลาวและไทยแล้ว เราก็วางแผนที่จะเชื่อมกับมาเลเซียและสิงคโปร์”

อธิบดีกรมเทคโนโลยีและสารสนเทศจีน ย้ำว่า ขอให้เชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย เพราะจีนให้ความสำคัญมากที่สุด และรถไฟความเร็วสูงในจีนก็ปรับปรุงเทคโนโลยีอยู่ตลอด เราได้สร้างห้องแล็บไว้ทดลองชิ้นส่วนที่จะติดตั้ง การ์ดต่างๆ ในรถไฟ เช่น ถ้ารถไฟเจอสภาพแบบไหน อากาศแบบนี้จะผ่านไปได้หรือไม่ หรือจะหยุดรถไฟก่อนเพื่อความปลอดภัย

มุมมองจากฝั่ง สปป.ลาว สังขาร จูงคำพัน รองอธิบดีกรมวิทยุแห่งชาติ สปป.ลาว ซึ่งร่วมเดินทางมาดูความคืบหน้าครั้งนี้ กล่าวว่า จีนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งที่น่ามหัศจรรย์คือ จีนพัฒนารถไฟได้เร็วกว่าตะวันตก เทคโนโลยีก็ล้ำหน้ากว่าญี่ปุ่น เยอรมนี

“ตอนนี้คนลาวรู้สึกตื่นเต้นที่จะมีรถไฟความเร็วความเร็วสูงเพราะปัจจุบันลาวไม่มีรถไฟ เมื่อจะมีแล้วก็ข้ามชั้นไปรถไฟความเร็วสูงเป็นแถวหน้าเพราะจะประเทศแรกในอาเซียนที่มี ขณะนี้รัฐบาลลาวก็เอาใจใส่ หากก่อสร้างพื้นที่ไหนที่กระทบกับการเกษตรก็จะเวนคืนให้ และเชื่อว่า ถ้าเปิดใช้บริการเมื่อไร จะมีนักท่องเที่ยวจากไทยและจีนเดินทางรถไฟมาที่วังเวียงและหลวงพระบางมากขึ้น ปัจจุบันถ้าเดินทางโดยรถบัสจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบางใช้เวลา 7 ชั่วโมง ถ้าใช้รถไฟจีน-สปป.ลาว จะเหลือเพียง 1-2 ชม.เท่านั้น” สังขาร กล่าว

ทั้งหมดถ้าเป็นไปตามแผนในปี 2564 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ไทย-ลาว จะได้ใช้รถไฟความเร็วสูงสัญชาติจีน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของอาเซียนได้มาก

แผนที่สถานีรถไฟความเร็วสูงที่จีนจะเชื่อมมายังสปป.ลาว-ไทย- เวียดนาม มีการระบุสถานีต่างๆ ในพื้นที่ของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน ติดตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์รถไฟมณฑลยูนาน

 

 

ด้วยอุตสาหะยิ่งใหญ่บวชถวายสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2560 เวลา 13:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/528264

ด้วยอุตสาหะยิ่งใหญ่บวชถวายสังฆราช

ผู้เข้าร่วมโครงการอุปสมบทถวายสมเด็จพระสังฆราชประกอบพิธีอุปสมบทแล้วที่วัดไทยพุทธคยา ก่อนจาริกไปสังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. คณะผู้สมัครอุปสมบท 99 คน (ภิกษุ 95 สามเณร 4) ในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในโอกาสทรงเจริญพระชันษาครบ 91 พระชันษา วันที่ 26 มิ.ย. 2561) ซึ่งจัดโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม (ในการนี้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิฯ ได้สมัครบวชด้วย) ได้เดินทางถึงสนามบินพุทธคยาในเวลา 12.00 โดยประมาณ

จากนั้นเดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่วัดเมตตาพุทธารามเสร็จแล้วเดินทางมาวัดไทยพุทธคยา ซึ่งเป็นที่พักและที่ประกอบพิธีอุปสมบท

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในโอกาสนี้ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลได้มอบหมายให้พระครูอุดมโพธิวิเทศ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา กล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าอุปสมบทและชี้แจงขั้นตอนการบรรพชาที่จะกระทำ ณ ภายใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ ในบริเวณพื้นที่พระมหาเจดีย์พุทธคยา

เวลา 16.00 น. ก่อนพิธีบรรพชามีการตั้งขบวนแห่นาครอบพระมหาเจดีย์พุทธคยารอบนอก 1 รอบ แล้วเข้าสู่บริเวณภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นที่บรรพชา โดยเริ่มพิธีบรรพชาสามเณรทั้ง 99 รูป ในเวลา 18.00 โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ ทำหน้าพระอุปัชฌาย์

ในช่วงหนึ่งของขั้นตอนการบรรพชาสามเณร (ช่วงที่ไปห่มผ้าเพื่อกลับมารับไตรสรณคมณ์และสิกขาบท 10) นี้มีแทรกพิธีบวชชีพราหมณ์ด้วยจนเสร็จเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา แล้วต่อด้วยการบวชสามเณรเสร็จสิ้นในเวลา 20.00 โดยประมาณ

จากนั้นสามเณรทั้ง 99 รูป นำโดย สามเณร ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เดินทางกลับมาที่วัดไทยพุทธคยา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 นาที เพื่อประกอบพิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

เนื่องจากผู้อุปสมบทมีจำนวนมาก 95 รูป การประกอบพิธีอุปสมบทจึงกระทำ 2 วัน โดยในคืนวันที่ 30 พ.ย. ได้ประกอบพิธีอุปสมบทล่วงเลยไปถึงตี 2 และอุปสมบทไป 45 รูป

พระอุปัชฌาย์ผู้ให้การอุปสมบทมี 2 รูปทำหน้าที่สลับกัน คือ พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ กิตฺติวณฺโณ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี

การอุปสมบทครั้งนี้ถือว่ากระทำด้วยอุตสาหะอันแรงกล้า ทั้งฝ่ายพระสงฆ์ผู้ทำให้การอุปสมบทสำเร็จสมบูรณ์ และผู้ที่เข้ารับการอุปสมบททุกรูปที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา

ในวันนี้ (1 ธ.ค. 2560) การอุปสมบทจำนวนที่เหลือก็ได้เริ่มทำพิธีต่อตั้งแต่เวลาตี 5 และคาดว่าจะสิ้นเสร็จก่อนเวลา 11.00 น. (เวลาอินเดียช้ากว่าไทยประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง)

หลังการอุปสมบทเสร็จเรียบร้อย ภาคบ่ายเวลา 15.00 น. พระภิกษุสามเณรของโครงการ ผู้บวชชีพราหณ์ จะเดินทางไปทำวัตรสวดมนต์เย็น เจริญจิตตภาวนา ณ มหาเจดีย์พุทธคยและภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายพระกุศลแด่ พระสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช

จากนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ 2 -9 ธ.ค. ก็จะเดินทางไปทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา ที่สังเวชนียสถานทั้งสี่ ตลอดทั้งการไปเยี่ยมชมสถานที่อื่นๆ ที่มีความสำคัญกับพระพุทธศาสนา ก่อนจะลาสิกขาและเดินทางกลับไทยวันที่ 10 ธ.ค.

 

พรรคการเมืองจับมือ สกัดนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/527465

พรรคการเมืองจับมือ สกัดนายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในงานเสวนา เรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำว่าปรองดองไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นต่างไม่ได้ ต้องเห็นเป็นเสียงเดียวกัน แต่คำว่าสังคมปรองดองนั้นสามารถเห็นขัดแย้งแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลเชิญฝ่ายต่างๆไปหารือโดยอ้างเรื่องการสร้างความปรองดองนั้น ความจริงเชิญไปเพื่อปิดปากไม่ให้วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เคยแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลถึงต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่มีกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง สุดท้ายข้อเสนอต่างๆ ก็หายไปกับสายลม

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาสามปีกว่าที่ผ่านมา คสช.ยังสะสมเงื่อนไขความวุ่นวายมากขึ้น เพราะต้องการบริหารประเทศยาวนานและมีการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ในเรื่องสำคัญที่กระทบประชาชนและสิ่งแวดล้อม กดคนเห็นต่างไว้ จะทำให้เกิดปัญหากลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนมากขึ้นในอนาคต

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านแกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐธรรมนูญใหม่นี้ยังจะทำให้เกิดปัญหามาก เพราะการทำประชามติไม่เป็นเสรี ถือเป็นการขยายความขัดแย้งไปในวงกว้างเพื่อต้องการบริหารประเทศยาวนาน ไม่ฟังความเห็นต่าง เมื่อกลายเป็นความอึดอัดและขัดแย้งกับประชาชนจำนวนมาก อาจจะมีการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาอีกก็ได้ เป็นเงื่อนไขว่า คสช.ต้องอยู่ในอำนาจต่อ

อย่างไรก็ตาม การที่เห็นว่าสังคมสงบในขณะนี้ก็เพราะการกดทุกฝ่ายเอาไว้ ซึ่งจะคงอยู่แค่ชั่วคราว เพราะสังคมไม่สามารถอยู่อย่างนี้ได้ ให้ทหารบริหารทำให้ประเทศเสียหายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ได้ ต้องคลายปมด้วยการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญจริง หากใช้รัฐธรรมนูญจริงความขัดแย้งที่สะสมไว้จะปะทุขึ้น

“เราต้องยอมรับกติกาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะต้องการรัฐบาลแบบไหน ถ้าคนนอกต้องการเป็นรัฐบาลก็ต้องหาคนมาร่วมให้ได้ 280 เสียง ถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งได้ 200 เสียงก็อยู่ยาก รัฐบาลต้องมีเสียงเกินครึ่งหนึ่งในสภาไม่อย่างนั้นออกกฎหมายไม่ได้ หรือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็ล้มแล้ว

ส่วนพรรคการเมืองที่จะรวมกันก็ต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งโอกาสยากมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นคนตั้ง สว. ก็ต้องคัดเลือกคนที่เชื่อฟังตัวเอง ดังนั้นพรรคใหญ่ 2 พรรคต้องจับมือเกือบจะเป็นคณิตศาสตร์แบบนั้น แต่ก็เกิดขึ้นได้ และไม่ควรปิดโอกาสในการร่วมมือกันของ 2 พรรคใหญ่ ถ้าจะไม่ให้คนนอก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีก” จาตุรนต์ กล่าว

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช.อ้างความขัดแย้งมาเป็นสาเหตุของการยึดอำนาจ จึงควรเร่งสร้างความปรองดองตั้งแต่วินาทีแรก แต่ คสช.กลับมาทำในช่วงสุดท้าย ทำให้สังคมไทยอยู่ในอุโมงค์ที่ไม่เห็นแสงสว่าง และเป็นเรื่องยากที่จะหวังให้ คสช.เป็นผู้นำทางไปสู่แสงสว่าง สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

“แต่รัฐบาลกลับพยายามอยู่ให้นานที่สุด โดยไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์แต่กลับเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์อยู่ และเปลี่ยนสภาพจากกรรมการมาไล่นักมวยลงจากเวที แล้วเอาถ้วยรางวัลมาเป็นของตัวเอง ทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นยาก” นิพิฏฐ์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อความปรองดอง เพราะไม่สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หาก สว. 250 คน ไม่เอาด้วย เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.ก็อาจใช้เป็นเหตุผลอยู่ต่อ จึงอาจเกิดสภาพที่นักมวยหันมาจับมือกันไล่ถลุงกรรมการ เพื่อเปลี่ยนกติกาที่ไม่เป็นธรรม และเอาระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไป เซตซีโร่ระบบ คสช. ด้วยการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แทนที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยก็ตาม โดยเห็นว่าเราคุยกันด้วยเลือดและชีวิตพอแล้ว ต้องหันมาใช้สันติวิธี

ด้าน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตัวแทนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งความหวังว่า คสช.จะสร้างความปรองดอง แม้แต่ในร่างสัญญาประชาคมก็เป็นเหมือนคำขวัญไม่มีรูปธรรมในการแก้ปัญหา ในทางกลับกันผู้มีอำนาจก็ยังมีทัศนะเหมือนเดิม

“คำว่าปรองดองกลายเป็นวาทกรรมที่ผู้มีอำนาจเข้ามาต้องพูด แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำ ขณะเดียวกันกติกาใหม่ก็ไม่เอื้อให้เกิดการปรองดอง แต่จะสร้างความขัดแย้งใหม่ โดยเฉพาะความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก” ณัฐวุฒิ กล่าว

แกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอเสนอว่าต้องให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และลงประชามติ รวมทั้งต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาคำสั่ง คสช. เพื่อยกเลิกหรือแปรสภาพให้เป็นกฎหมายปกติ

ด้าน อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า เสียใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รับข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาเรื่องปรองดองชุดของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งตนเองร่วมเป็นกรรมการด้วย

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวระบุให้อัยการสามารถพิจารณายุติคดีที่จะสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองได้ และหลายข้อเสนอที่ส่งไปกลายเป็นอุโมงค์ที่ คสช.หาไม่เจอ หาก คสช.เต็มใจที่จะสร้างความปรองดองก็น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคำถาม 6 ข้อ ทำให้กลายเป็นคนที่เข้ามาร่วมชกมวยด้วย

“รู้สึกผิดหวัง เพราะนายกรัฐมนตรีควรถอยกลับบ้าน แสดงให้เห็นว่า คสช.ไม่มีความตั้งใจที่จะทำเรื่องปรองดองเลย และอยากเตือน คสช.ว่า สามปีกว่าที่ผ่านมาทุกพรรคการเมืองรวมทั้งประชาชนยอมสงบนิ่ง ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับแนวทางที่ คสช.ทำ ไม่ต้องสร้างความปั่นป่วน เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญหลายเรื่อง” อดุลย์ กล่าว

 

หยุดประมงทำลายล้าง ฟื้นฟูปลาทูไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/527319

หยุดประมงทำลายล้าง ฟื้นฟูปลาทูไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ถูกติดตั้งตระหง่านบริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมข้อความรณรงค์ว่า “หยุดกิน หยุดซื้อ หยุดขาย ลูกปลาทู” ซึ่งเป็นการจัดทำขึ้นของสมาคมรักษ์ทะเลไทย สร้างความสนใจให้กับผู้เดินทางผ่านไปผ่านมาอย่างมาก เนื่องจากป้ายข้อความดังกล่าวดึงดูดสะดุดตาชวนให้อ่าน จึงเกิดคำถามว่าการรณรงค์ครั้งนี้มาจากสาเหตุใด

บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ไขข้อข้องใจที่มาที่ไปป้ายโฆษณารณรงค์หยุดกินลูกปลาทูว่า หลังพบว่ามีการทำประมงแบบทำลายล้างได้สร้างผลเสียต่อการหาปลาทูอย่างหนัก โดยเฉพาะการทำประมง 2 แบบ คือ 1.การทำประมงแบบใช้แสงไฟ หรือเรือปั่นไฟ และ 2.การทำประมงแบบอวนลาก ซึ่งถือเป็นตัวทำลายลูกปลาทูอย่างมาก ในปัจจุบันยังเป็นปัญหาที่แก้ไขยังไม่ได้

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ปลาทูลดลงตั้งแต่ปี 2539 เรื่อยมาจนปัจจุบัน ภาวะปัญหาปลาทูลดน้อยทำให้ไทยต้องนำเข้าปลาทูจากต่างประเทศมาบริโภคกัน ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากศรีลังกาและอินเดีย ซึ่งจะเป็นปลาทูแบบแพ็กตัวใหญ่วางขายตามห้างและหัวเมืองใหญ่ ส่วนปลาทูท้องถิ่นถือว่ามีจำนวนลดน้อยลงอย่างน่ากลัว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่ในประมงชายฝั่งยังพอหาปลาทูเหมือนเดิมได้ แต่มีบริโภคเฉพาะได้ในท้องถิ่นตามจังหวัดชายฝั่งทะเลเท่านั้น ไม่สามารถส่งขายไปตามพื้นที่อื่นได้ อย่าง จ.ขอนแก่น และเชียงใหม่ ฯลฯ เพราะปลาทูถูกส่งไปไม่ถึง เนื่องจากท้องถิ่นมีความต้องการปลาทู ปลาทูถูกขายหมดในพื้นที่

“สถานการณ์ที่ดีขึ้นทำให้ประมงชายฝั่งพอหาปลาได้ดีขึ้นบ้าง แต่พวกราคาอาหารซีฟู้ดยังแพงเกือบทุกชนิด ถ้าไม่แก้ไขเราคงได้กินของแพงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากอะไร เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องแก้ไข”

นอกจากนี้ สมาคมรักษ์ทะเลไทยได้สะท้อนปัญหาไปถึงรัฐบาลว่าต้องให้เครดิตรัฐบาลใช้มาตรา 44 ที่ห้ามใช้เครื่องมือทำประมงแบบทำลายล้าง เช่น โพงพาง อวนรุน ฯลฯ ถือว่าดีมาก แต่ในระดับประเทศที่เรากำลังเผชิญปัญหาทำประมงอยู่ในขณะนี้คือประมงแบบอวนลากและประมงแบบเรือปั่นไฟ

ขอเรียกร้องให้หยุดการใช้อวนลากคู่ที่ ต้องใช้เรือ 2 ลำ ให้เหลือเรือเพียง 1 ลำ แล้วออกไปนอกชายฝั่ง 12 ไมล์ ถ้าเราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ยังมีมาตรการ IUU หรือ Illegal Unreported and Unregulated Fishing ซึ่งหมายถึงการทำประมงที่ผิดกฎหมาย การประมงที่ขาดการรายงาน และการประมงที่ขาดการควบคุม ไทยยังได้ใบเหลืองอยู่ถ้าได้ใบแดงเมื่อใดจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้

บรรจงฉายความสำเร็จระยะแรกว่าหลังรณรงค์หยุดกินหยุดซื้อลูกปลาทูมา ยังพบว่าการซื้อขายกินลูกปลาทูบางจุดเริ่มหายไปบ้าง ผลตอบรับที่ได้กลับมาถือว่าดีขึ้น ประชาชนไม่ค่อยบริโภคหรือซื้อกินลูกปลาทู ส่วนผู้ค้าเริ่มตระหนักถึงความสำคัญไม่นำมาขายอย่างโจ่งแจ้งเหมือนก่อน

สำหรับทิศทางในอนาคตต้องรีบจัดตั้งกลุ่มประมงเครือข่าย ปัจจุบันมี 25 สมาคมชายประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ โดยรณรงค์ร่วมกัน ต้องเริ่มปลุกให้ชุมชนขึ้นมาก่อน เริ่มทำบ้านปลา ธนาคารปู ปลูกป่าชายเลน และขยับต่อไปคือให้ พ.ร.ก.ประมง ที่แก้ไขใหม่มีคณะกรรมการประมงจังหวัดสามารถเข้ามากำหนดทิศทางร่วมกัน ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่กรมประมงเพียงหน่วยเดียว

มงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม ยอมรับว่าสัตว์น้ำอย่างปลาทูน้อยลงจริง ซึ่งมาจาก 4 สาเหตุประกอบกัน 1.มีการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับปลาในฤดูวางไข่ โดยใช้อวนจม 2 แบบ คือ ทั้งพาณิชย์และพื้นบ้าน ประมงแบบพาณิชย์จะส่งผลเยอะ ส่วนประมงพื้นบ้านลักษณะเหมือนกองทัพมด กล่าวคือทั้งหมดทำให้มีการจับพ่อแม่พันธุ์ปลาที่จะวางไข่ไป

ถัดมา 2.เรือปล่อยน้ำเสียลงทะเลเกิดแพลงก์ตอนบลูมทำสัตว์น้ำตาย 3.เรือประมงทั่วไปลักลอบจับปลาทูผิดกฎหมาย และ 4.ปัญหาโลกร้อนส่วนหนึ่งทำให้สถานการณ์ปลาทูลดลง

มงคล บอกด้วยว่า สำหรับปลาทูจะวางไข่ริมชายฝั่งทั้งหมด ประเด็นคือว่าอย่าให้มีเรือประมงเข้ามาจับพ่อแม่พันธุ์ก่อนวางไข่ นั่นถือว่าสำคัญที่สุด ต้องมีการห้ามทุกเครื่องมือทำประมงจับปลาทูในช่วงฤดูวางไข่ ทั้งนี้ หลังจากแก้ไขปัญหาไอยูยู มาแล้วสถานการณ์หาปลาทูดีขึ้นจากเดิมที่เกือบหายไป ตอนนี้ปลาทูเริ่มกลับมาแล้วบ้าง เพราะมีมาตรการห้ามใช้เครื่องมือทำประมงบางชนิด

“เชื่อว่าในอีก 5 ปี สถานการณ์ปลาทูจะฟื้นฟูกลับมาชุกชุมสมบูรณ์อีกเหมือนเดิม ส่วนปลาที่เรากินอยู่ทุกวันนี้เป็นปลาทูที่จับกันในพื้นที่อื่นๆ สลับกันไป มีทั้งปลาทูนำเข้าจากเมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย ฯลฯ ปนกันไป ที่เราบริโภคปลาทูกันส่วนใหญ่มาจากประมงอวนลากมีราคาไม่สูง ราคากิโลกรัมละ 40 บาท แต่ที่ดีมีคุณภาพต้องเป็นปลาอวนล้อม ราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท”

อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยสั่งนำปลาทูเข้ามานานแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้มีปริมาณมากเท่านั้น เพราะมีความต้องการปลาทูจำนวนมาก สวนทางกับผลผลิตในไทยที่มีจำนวนน้อยจึงจำเป็นต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วยทำให้ราคาปลาทูในไทยมีราคาไม่แพงมาก ถ้าไม่อย่างนั้นปัจจุบันปลาทูในไทยคงขยับราคาไปถึงกิโลกรัมละ 200-300 บาท

“ซ่อม”เพื่อวินัย ความจำเป็นของทหาร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/526832

"ซ่อม"เพื่อวินัย ความจำเป็นของทหาร?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรณีที่ ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เพิ่งเสียชีวิตไปอย่างมีเงื่อนงำ หลังผลชันสูตรศพบ่งบอกว่ามีอวัยวะภายในบางส่วนหายไป ขณะที่ครอบครัวยังคงติดใจกับสาเหตุการเสียชีวิต ที่อ้างว่าหัวใจล้มเหลว ทั้งที่ไม่มีโรคประจำตัว

ในไดอารี่ที่เมย บันทึกด้วยลายมือตัวเอง ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่วันที่ 26 พ.ย.2560 เขียนเอาไว้ว่าถูก “ซ่อม” ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร

“เช้ามาก็โดนต่อยท้องไปหมัดนึงจุกโครตเลย แถมตกกลางคืนมามีลงนรกอีก เหนื่อยมาก”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แน่นอนว่าการซ่อมหรือการบังคับบัญชาแบบการสร้างวินัยทางทหารที่ถือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรทหาร อาจยังไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตของเมย

แต่ก็ทำให้น่าสนใจว่า การซ่อมหรือการลงโทษทางวินัย จะต้องไม่ใช่การทำร้ายร่างกายกัน อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของรัฐบาลเคยออกมาแก้ต่างให้กับกองทัพหลังการเสียชีวิตของทั้งทหารเกณฑ์ หรือทหารรายใดๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในห้วงเวลาที่ผ่านมา

แล้วทำไม เมย ถึงถูกต่อยท้อง หรือเป็นเพราะทะเลาะวิวาท หรือเป็นหนึ่งในการซ่อม แล้วที่ว่าลงนรกคืออะไร

ย้อนกลับไปดูที่ข้อกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 มาตรา 4 นิยามว่า วินัยทหารคือทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร สอดรับกับมาตรา 5 ที่ระบุว่า วินัยเป็นหลักสำคัญของทหาร ต้องรักษาโดยเคร่งครัด ฝ่าฝืนถือว่าผู้นั้นกระทำความผิด

ความผิดที่เชื่อมกับเรื่องของวินัย มีทั้ง ไม่รักษาระเบียบการเคารพ ไม่รักษามารยาท ก่อให้เกิดความแตกสามัคคี ละทิ้งต่อหน้าที่ ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เสพของมึนเมาจนเสียกิริยา ซึ่งทั้งหมดล้วนบ่งบอกถึงวินัยทางทหารผ่านการประพฤติตามแบบฉบับที่ทหารเห็นว่าถูกต้อง

แต่การลงโทษนั้น ในพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ระบุว่ามีแค่ 5 ประการเท่านั้นที่ผู้บังคับบัญชามีอำนาจลงโทษ คือ 1.ภาคทัณฑ์ 2.ทัณฑกรรม (ให้เพิ่มภาระงาน) 3.กัก 4.ขัง และ 5.จำขัง

นอกเหนือจากนี้ ห้ามกระทำเป็นอันขาด

เสียงจากนายทหารชั้นประทวนที่มีหน้าที่ฝึกทหารเกณฑ์ในแต่ละปีไปไม่น้อย รวมถึงผ่านประสบการณ์การซ่อม ทั้งที่โดนเอง หรือสั่งลงโทษ อธิบายถึงการซ่อม ที่เป็นอีกหนึ่งบทลงโทษไว้อย่างน่าสนใจ

“สมัยที่ผมเรียนการซ่อมกัน หรือการลงโทษถือเป็นเรื่องปกติ อย่างเช่นผมที่โดนหนักสุดคือลุกนั่ง 1,000 ยก พอทำเสร็จแล้วนี่แทบจะเดินไม่ได้ ขาแข็งไปหมด ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเพราะมีเพื่อนอีกคนนั่งหลับขณะเรียน เมื่อครูฝึกเห็นจึงต้องทำโทษทั้งหมวด หรือราว 50 คน เพราะถือว่าไม่เตือนเพื่อนที่หลับ”

แต่แค่นี้ถือว่าเป็นเพียง “ขนม” เพราะเล็กน้อยมากสำหรับการลงโทษในเชิงการออกกำลังกายที่มากกว่าปกติ เขายกตัวอย่างว่า นอกจากลุกนั่งก็ยังมีดันพื้น พายเรือบก ข้าวต้มมัด แต่ที่หนักสุดคือการเปิดจุกแดงและเปิดจุกดำ

เขาอธิบายว่า การเปิดจุกแดงหมายถึงให้เอามือทั้งสองข้างจับใบหูเอาไว้ และคลานไปข้างหน้าบนพื้นกรวด แน่นอนว่ามันทำให้ศอกแตกเป็นแผล อย่างนี้จะเรียกว่าเปิดจุกแดง

ส่วนการเปิดจุกดำ หมายถึงแผลเดิมที่ใกล้จะหายดีแล้ว เมื่อตกสะเก็ดจะเป็นสีดำ และเมื่อครูฝึกเห็นว่ามีการทำผิดอีกก็จะโดนทำโทษให้คลานอีก แผลที่ใกล้หายก็เป็นแผลสดใหม่อีกครั้ง อันนี้เจ็บเพราะศอกมันแตก มันแสบ

“เคยเห็นเพื่อนๆ ทนไม่ไหวเพราะหมดแรงเหมือนกัน อีกทั้งการทำโทษไม่ได้ทำกันเล่นๆ แต่ทำโทษกันหนักเป็นพันๆ ยก แต่หากใครเจ็บป่วยก็แจ้งฝ่ายเสนารักษ์ได้ ครูก็จะไม่ให้มาทำโทษ แต่เอาจริงๆ มันนอนพักแป๊ปเดียวก็หายแล้ว” เขาย้ำ

นายทหารชั้นประทวนผู้เดิม บอกว่า เคยตั้งคำถามเช่นกันในสมัยเรียนทหาร ว่าทำไมต้องถูกทำโทษเช่นนี้ แต่เมื่อมาคิดดูในเรื่องของวินัยทหาร จะมีอยู่ข้อสำคัญหนึ่งที่เน้นย้ำว่า ทหารจะไม่เปิดเผยความลับในราชการให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด กรณีนี้หากในสนามรบหรือสงคราม เราถูกจับเป็นเชลยศึก จึงต้องมีความอดทนในการถูกทรมานจากฝ่ายศัตรูทีต้องการรีดความลับ เราจะอดทนได้ผ่านการถูกลงโทษเช่นนี้ เป็นการอดทนที่มากกว่าคนปกติ

“แต่สมัยก่อนที่ผมเคยเจอและเคยเห็น ก็มีตบมีเตะกันบ้างโดยเฉพาะคนที่มีความผิดร้ายแรง เช่น ขโมยของเพื่อน ขโมยของครูฝึก หรือขาดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ฟังคำสั่งส่วนรวม ตรงนี้สำหรับทหารจะยอมไม่ได้เด็ดขาด แต่ยุคหลังจะเห็นได้ว่าครูฝึกก็ไม่กล้าจะถูกเนื้อต้องตัวกับทั้งนักเรียน และทหารใหม่แล้ว เพราะเกรงความผิดเช่นกัน แต่การลงโทษยังคงเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งเราจะได้เห็นทหารถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วม้วนหน้าม้วนหลัง นั่นคือมีความผิดร้ายแรง”

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันชัดเจนว่า การซ่อมยังคงมีความจำเป็นในองค์กรทหาร เพราะทหารต้องมีวิธีบังคับในแบบของทหาร เรียกว่าการบังคับส่วนรวม เมื่อคนๆ เดียวต้องมาคุมส่วนรวม คุมหน่วยของตัวเอง การพูดด้วยดีๆ อาจไม่เป็นผลจึงต้องเอาวินัย เอาโทษเข้ามาควบคุมความเรียบร้อย

“ในสนามรบทุกคนมีปืน หากไม่ฟังคำสั่งกันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นี่คือวินัยของทหารที่ต้องฝึก แม้จะรุนแรงในสายตาคนทั่วไป หรือหนักหนาเกินกว่าคนปกติ แต่ทหารก็ต้องทำได้ในทุกๆ อย่าง”นายทหารนายนี้ ย้ำทิ้งท้าย

 

ไม่มีด่านแต่ไม่ไร้ใบสั่ง! เปิดระบบกล้องใหม่ตำรวจเมืองกรุง จับคนผิดกฎส่งภาพแจ้งปรับถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/526470

ไม่มีด่านแต่ไม่ไร้ใบสั่ง! เปิดระบบกล้องใหม่ตำรวจเมืองกรุง จับคนผิดกฎส่งภาพแจ้งปรับถึงบ้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจาก พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกคำสั่งยกเลิกตั้งด่านตรวจกวดขันจราจรทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา หลายคนอาจเบาใจว่าคงไม่ถูกจับหากทำผิดกฎจราจร ทว่าในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำระบบกล้องมาตรวจจับผู้กระทำผิดและส่งใบสั่งปรับไปให้ถึงบ้าน

งานนี้เรียกได้ว่าทำให้คนทำผิดกฎจราจรยากที่จะหลุดรอดจากการถูกจับปรับมากยิ่งขึ้นไปอีก…

ระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนช่องเดินรถในเขตห้าม หรือ กล้องเลนเชนจ์ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เตรียมนำมาใช้ดำเนินการตรวจจับผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรซึ่งเตรียมเริ่มใช้จริงในพื้นที่ 15 จุดของกรุงเทพตั้งแต่ 30 พ.ย.นี้เป็นต้นไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับ 15 จุดพื้นที่นำร่องที่จะใช้กล้องเลนเชนจ์ ประกอบด้วย สะพานแยกบางเขน ,สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะขาออก ,ทางลอดแยกห้วยขวาง ,สะพานข้ามแยกบรมราชชนนีฯ ฝั่งขาออก ,สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถนนแจ้งวัฒนะขาเข้า ,สะพานข้ามแยกราชเทวี ขาออก ,แยกสามเหลี่ยมดินแดง ขาเข้า ,สะพานข้ามแยกประชานุกูล ถนนรัชดาภิเษกขาออก ,สะพานศิริราช ฝั่งถนนอรุณอัมรินทร์ขาออก ,แยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาออกและขาเข้า ,สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ขาออก ,สะพานข้ามแยกพระราม 4 ขาออก ,สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถนนประชาธิปกขาเข้า ,และสะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถนนกัลปพฤกษ์ ขาออก

พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่าเหตุผลที่นำเทคโนโลยีกล้องเลนเชนจ์มาใช้ในพื้นที่กรุงเทพ นอกเหนือจากกล้องวงจรปิดซีซีวีทีที่มีกว่า 1,246 ตัว (กล้อง กทม. 158 ตัว ,บก.จร. 888 ตัว และกล้องบนทางด่วนอีกกว่า 200 ตัว) เพราะด้วยกล้องที่มีจำนวนมากเกินกำลังทำงานเจ้าหน้าที่ จึงดูได้เฉพาะพื้นที่ที่เป็นปัญหาและเพื่อทำให้การกวดขันกฎจราจรมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ห้องศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร บก.02

รองผู้การตำรวจจราจร อธิบายหลักการทำงานออกใบสั่งรูปแบบที่ใช้อยู่เดิมด้วยกล้องซีซีวีที เจ้าหน้าที่ต้องไล่ดูภาพวิดีโอที่บันทึกได้จากกล้องซีซีทีวี หากพบผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรจึงจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดของรถที่กระทำความผิดก่อนออกใบสั่งไปยังบ้านเจ้าของรถ “แบบเดิมมันไม่มีระบบการทำงานของเทคโนโลยีไปจับ มันใช้กำลัง ใช้คน”

ขณะที่ ระบบกล้องเลนเชนจ์ สามารถตรวจจับรถที่กระทำผิดได้ทุกคันและตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานหนึ่งจุดจะมีกล้อง 3 ตัว กล้องตัวกลางมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับรถที่วิ่งทับเส้นทึบไปพร้อมกับบันทึกวิดีโอภาพเคลื่อนไหว จากนั้นเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบการกระทำผิดจะสั่งการให้กล้อง 2 ตัว ทางด้านซ้ายขวา ถ่ายภาพก่อนและหลังการกระทำความผิด

จากนั้นระบบจะบันทึกและส่งภาพมายังศูนย์ บก.จร. เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบรถคันดังกล่าวว่ามีรายละเอียดตรงกับข้อมูลจดทะเบียนกรมการขนส่งทางบกหรือไม่ เช่น ทะเบียน รุ่น ยี่ห้อ สี จากนั้นจะดำเนินการออกใบสั่งไปยังบ้านเจ้าของรถภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน โดยข้อหาเบียดช่องจราจรหรือเปลี่ยนช่องทางเส้นทึบ อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

รองผู้การตำรวจจราจร เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบกล้องเลนเชนจ์อนาคตคาดว่าอาจติดตั้งเพิ่มบริเวณสี่แยกที่มีการฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรเป็นประจำ หรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุหรือได้รับเรื่องร้องเรียนบ่อยครั้งเพื่อครอบคลุมทั่วกรุงเทพ แต่ถึงอย่างไรกล้องซีซีทีวียังคงใช้งานอยู่เพื่อดูแลเหตุต่างๆ เช่น รถจอดกีดขวางการจราจร รถเสีย ขับรถบนทางเท้า กลับรถจุดห้าม เพื่อเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ บก.จร. จะได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ลงไปดำเนินการดูแลแก้ไข

กล้องซีซีวีที(บนซ้าย) – กล้องเลนเชนจ์ (บนขวา) – คุณภาพกล้องเลนเชนจ์กลางคืน (ล่างขวา)

พ.ต.อ.กิตติ เชื่อว่าหากระบบดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เชื่อมข้อมูล 3 หน่วยงาน คือ บก.จร.ทำหน้าที่ตรวจจับการกระทำความผิด กรมการขนส่งทางบก ทำหน้าที่ระงับต่อทะเบียนภาษีรถผู้ไม่ชำระค่าปรับ และหน่วยงานรับชำรถค่าปรับเสร็จทันสิ้นปี 2560 ตามกำหนดที่เคยมีการพูดคุยกันอาจทำให้ยอดชำระค่าค่าปรับด้วยกล้อง (ซีซีวีที) จากเดิมมี 30% เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการติดตั้งกล้อง 2 ทางเพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจรของรถบางประเภท เช่น รถจักรยานยนต์ซึ่งมีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลังตัวรถนั้นอยู่ในขั้นตอนทดลอง แต่ตั้งใจว่าหลังเข้ามาทำงานด้านนี้จะรื้อระบบดังกล่าวพร้อมพยายามรวบรวมกล้องทั้งหมดให้เป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างในการทำงานตำรวจเพื่อให้ครอบคลุมทุกเรื่อง

พ.ต.อ.กิตติ ทิ้งท้ายว่า การทำงานตำรวจจราจรในสายตาประชาชนที่ผ่านมามักถูกมองแง่ลบมาตลอด ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนทั้งคดีอาญา งานจราจร จับยาเสพติด เพราะประชาชนเชื่อว่าการตั้งด่านตรวจคือการหวังประโยชน์จากเงินรางวัล ดังนั้นจึงอาจต้องเปลี่ยนระบบด้วยการนำกล้องมาใช้เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับประชาชน

“ยุค 4.0 ต้องเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ เราจะใช้กล้องคอยตรวจจับการกระทำความผิด และให้ตำรวจพื้นที่เข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เพื่อลดขั้นตอนเผชิญหน้าและปัญหาระหว่างตำรวจกับประชาชน ซึ่งระบบนี้ต่อไปตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าใครทำผิด ก็จะต้องถูกจับ”

หน้าจอแสดงผลการทำงานระบบการทำงานกล้องเลนเชนจ์

พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร

 

ส่องกระแส “พี่นวล” การตลาดบนความเชื่อที่ยังขายได้ในสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/525259

ส่องกระแส "พี่นวล" การตลาดบนความเชื่อที่ยังขายได้ในสังคมไทย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ล็อกเก็ตพี่นวล” กำลังเป็นเครื่องรางของขลังที่ถูกกล่าวถึงมากในสังคมออนไลน์ตอนนี้ เพราะถูกอ้างว่ามีสรรพคุณเด่นเรื่องเมตตามหาเสน่ห์ (แรงสุดๆ) ,มีพรายกระซิบสามารถรู้ล่วงหน้าได้ ,ให้โชคลาภทางการงาน-การเงินกับผู้บูชาและตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและสิงคโปร์ซึ่งมีราคาสูงถึงหลักหมื่น

กระแสความเชื่อดังกล่าวเกิดจาก จิลล์ จักรพงศ์ และ แจ๊ค จักรพันธ์ การสมพรต สองคู่แฝดผู้ชื่นชอบการเลี้ยงกุมารทองนำเรื่องราวของหญิงสาวชื่อนวลมาเปิดเผยในเฟซบุ๊กพร้อมกับมีการจัดทำล็อกเก็ตขึ้นมาจำหน่าย โดยอ้างว่านวลเป็นวิญญาณผู้หญิงเฮี้ยนตายท้องกลมจากการถูกควายเผือกขวิด

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับนักวิชาการด้านศาสนา ผู้ที่อยู่ในวงการพระเครื่อง และพระสงฆ์เพื่อมองกระแส “พี่นวล” ในหลายแง่มุม

ตำนานที่ถูกสร้าง เพื่อจุดกระแสความนิยม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าตำนานดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงเรื่องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยอาศัยความเชื่อความศรัทธาของคนไทยนำมาจุดเป็นกระแสให้ผู้คนหลงเชื่อ เหมือนตำนานแม่นาค จากนั้นทำออกมาเป็นธุรกิจในโซเชียล

เพราะปกติสังคมไทยมักเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเหมือนตัวละครในวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน แต่สำหรับเรื่องนวลเป็นตำนานที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงหลักทางไสยศาสตร์ “ของอย่างนี้มันไม่มีต้นทุน คนขายจะสร้างเรื่องยังไงก็ได้ ยิ่งดังยิ่งทำให้ขายดี เหมือนจับเสือมือเปล่า”

นักวิชาการศาสนวิทยา มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยหลอกง่ายโดยอ้างอิงจากพื้นฐานความเชื่อและฝังใจในเรื่องเหล่านี้ จึงมักเห็นปรากฏการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมาตลอด และส่วนตัวเชื่อว่ากรณีนวลคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเหมือนกระแสความนิยมตุ๊กตาลูกเทพที่มีก่อนหน้านี้

ดร.ศิลป์ชัย แนะนำว่าทางออกเรื่องนี้สื่อต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเตือนสติให้คนในสังคม ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ผู้ที่หลงเชื่อถูกหลอกจนเสียทรัพย์มากมาย แต่ถึงอย่างไรจุดเริ่มต้นทางป้องกันดีที่สุด ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการระมัดระวังตัวเองก่อนไปซื้อเพื่อไม่ให้ถูกหลอก

เซียนพระ เผยไม่เคยได้ยินตำนานพี่นวล

อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย หรือ บอย ท่าพระจันทร์ เซียนพระชื่อดัง ยอมรับว่าไม่เคยได้ยินตำนานดังกล่าวและพึ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรกวันนี้ แต่เชื่อว่าอาจมีคนบางกลุ่มสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มักเชื่อและชื่นชอบเรื่องไสยศาสตร์ ลี้ลับและของแปลกอยู่แล้วก็อาจเป็นไปได้

บอย ท่าพระจันทร์ กล่าวว่าตนไม่กล้าเตือนหรือชี้นำ แต่มองว่าหากบุคคลใดศรัทธาหรือรู้สึกว่าสิ่งที่นับถือทำให้เกิดปรากฏการณ์ดีขึ้นก็เป็นไปได้เหมือนคนไทยชื่นชอบห้อยพระ ฉะนั้นมองว่าเรื่องความเชื่อและศรัทธาของแต่ละบุคคลนั้นไปโต้แย้งไม่ได้ เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

พระแนะ”เชื่อผลของการกระทำดีกว่าโยม”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์วัดสร้อยทอง เป็นอีกคนที่ไม่เชื่อว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยมองว่ากระแสดังกล่าวถูกสร้างขึ้นคล้ายกับตำนานแม่นาค และแม้วันนี้นักประวัติศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช้ตำนานที่มีจริงแต่ยังมีคนบางส่วนในสังคมยังเชื่อตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณเฮี้ยนที่ถูกนำมาขายในรูปแบบเครื่องรางของขลังอยู่

พระนักเทศน์ มองว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยอาจยังคงขาดที่พึ่งและพร้อมเดินตามความเชื่อเรื่องพลังงานที่สามารถคุ้มครองว่าสิ่งนั้นช่วยทำให้สำเร็จและเจริญรุ่งเรื่องได้

“เรื่องพวกนี้ตามหลักพระพุทธศาสนามันไม่มีเลย แม้แต่พระพุทธเจ้ายังสอนว่า ตัวท่านเป็นเพียงคนชี้นำเท่านั้น การที่คนจะประสบความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องลงมือทำและปฏิบัติเอง หากไม่ทำก็ไม่มีของวิเศษอะไรทำให้สำเร็จได้”

พระมหาไพรวัลย์ มองว่าหนทางกำจัดความเชื่อเหล่านี้ควรเริ่มจากตนเอง เหมือนความกล้าที่ต้องผ่านความกลัวก่อน หมายถึงเวลาเชื่ออะไรสักอย่างถ้าไม่กำจัดความเชื่อออกจากความคิดความรู้สึกตนเอง ต่อให้มีพระหรือนักปราชญ์กี่คนมาสอนก็ไม่ช่วยอะไร และยุคนี้ยิ่งน่ากลัวเพราะเรื่องเหล่านี้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายผ่านโซเชียล จึงเตือนว่าหากเจออะไรขออย่างพึ่งหลงเชื่อแต่ควรแสวงหาความรู้หรือดูคนในสังคมก่อนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

“คุณต้องเชื่อในผลของการกระทำ เมื่อไหร่คุณศรัทธาตัวเองเชื่อในผลของการกระทำว่าทำงานถึงมีเงินเก็บก็จะไม่ถูกหลอก แต่ตราบใดยังเชื่อเรื่องพวกนี้คุณก็ต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่หวังมาหลอกลวงต้มตุ๋นอยู่”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ – ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

ภาพล็อคเก็ตพี่นวลจาก www.facebook.com/jackjakkaphan.kansomprot