แรงศรัทธาและรักภักดี แดดร้อนฝนตกไม่ย่อท้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521860

แรงศรัทธาและรักภักดี แดดร้อนฝนตกไม่ย่อท้อ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

แม้แสงอาทิตย์จะร้อนอบอ้าวในช่วงเวลากลางวันหรือฝนฟ้ากระหน่ำในยามค่ำคืนหนักหนาเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาเฝ้ารอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติครั้งสำคัญ ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ให้ยอมจำนนล้มเลิกความตั้งใจไปได้

จักรา ชินพงศ์ อายุ 47 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ชาวจังหวัดเชียวใหม่ เปิดเผยว่า ได้เดินทางมารอต่อแถวจับจองที่นั่งตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. จากเดิมที่ซื้อตั๋วเครื่องบินเตรียมเดินทางมาในวันที่ 24 ต.ค. แต่เมื่อคิดว่าอยากใช้เวลาที่จะได้อยู่ใกล้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงตัดสินใจทิ้งตั๋วเครื่องบินนั้นแล้วซื้อใหม่เดินทางมาก่อนในทันที

จักรา ชินพงศ์

เขาเล่าว่า ถึงฝนตก-แดดร้อน ถือเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่สามารถไปห้ามได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความตั้งใจที่อยากมาส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเวลาที่เราเห็นพระองค์ทรงงานตากแดด ตากฝนมากกว่าประชาชนกี่ร้อยกี่พันเท่า ทำให้เวลาต้องเผชิญกับแสงแดดร้อนจัด ฝนตกหนักในช่วงเย็นทุกวัน เรื่องแค่นี้ยังไม่ได้เศษเสี้ยวของความอดทนที่ท่านต้องเจอ ดังนั้นจึงเล็กน้อยสบายมาก

ทั้งนี้ การเตรียมตัวมาเฝ้ารอได้เตรียมความพร้อมทางร่างกาย ยาแก้ปวดแก้เป็นหวัด เสื้อผ้าสีดำถูกระเบียบเรียบร้อย 1 ชุด และยังมีเสื้อกางเกงขาสั้นไว้เปลี่ยนสำหรับความคล่องตัวและระบายความร้อนได้ดี 2 ชุด ทั้งหมดมาเท่านี้เพราะไม่อยากให้สัมภาระส่วนตัวไปเบียดเบียนผู้อื่น ส่วนการอาบน้ำพักผ่อนจะเดินเข้าไปในโรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ เนื่องจากจองห้องพักไว้สลับกับเพื่อนเข้าไปพักผ่อนเปลี่ยนกันมาจองที่นั่ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มายังท้องสนามหลวง แม้ครั้งหนึ่งจะเคยรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์ท่าน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงจะได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ไม่นาน เราก็ไม่กล้ามองพระองค์เพราะรู้สึกถึงพระบารมี ที่เราไม่อาจเปรียบเทียบได้แม้แต่น้อย และจากการเห็นสิ่งที่พระองค์ทุ่มเททำเพื่อประชาชนอย่างเหน็ดเหนื่อย ยิ่งทำให้การมาเฝ้ารอต้องอดทนอย่างถึงที่สุดให้ได้” จักรา กล่าว

เขมิกา เชื้อเมืองพาน

เขมิกา เชื้อเมืองพาน อายุ 58 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ชาวกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. โดยเตรียมตัวเรื่องร่างกายให้แข็งแรง พกยาโรครักษาประจำตัว พร้อมทั้งเตรียมเสื้อผ้า 4 ชุด เพื่อมาปักหลักเฝ้ารออยู่ริมถนนต่อแถวร่วมกับประชาชนคนอื่นๆที่มีหัวใจดวงเดียวกัน ส่วนเรื่องอาหารเตรียมมาเล็กน้อย แต่เมื่อมานั่งจับจองพื้นที่ได้มีจิตอาสาเดินมาแจกน้ำ อาหารอย่างต่อเนื่อง จึงไม่รู้สึกหิวโหยหรือยากลำบาก

เธอเล่าพร้อมกับหัวเราะว่า วิธีการผ่อนคลายร่างกายคือการนั่งยืดเส้นยืดสาย หรือหากฝนตกลงมาก็เตรียมตัววิ่ง แดดออกจะใช้วิธียืนกางร่มกลางสายฝน พยายามไม่รู้สึกคิดมากแม้ร่างกายเจ็บป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งเป็นโรคประจำตัวมานาน ที่จริงวันนี้หมอนัดตรวจร่างกายแต่ตัดสินใจไม่ไปหา ไม่อยากเสียโอกาสได้เข้าใกล้พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย และยอมไม่ได้อาบน้ำ เพราะอดทนแค่นี้ไม่อาจเปรียบกับการทรงงานของในหลวง ร.9 ที่ท่านทรงงานมากว่า 70 ปี แค่นี้ถือว่าเรื่องเล็ก

ทองด้วง ทองอินท์

เช่นเดียวกัน ทองด้วง ทองอินท์ อายุ 48 ปี ชาวนาจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. โดยสารรถไฟนัดมาพบกับญาติพี่น้องที่สนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระองค์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้วหลายครั้ง

สำหรับการเตรียมตัวได้ห่อข้าวเหนียว ปลาเค็ม และเสื้อผ้าสีดำ 3 ชุด ยาสีฟัน สบู่เผื่อมาอาบน้ำ วันนี้มาด้วยร่างกายแข็งแรงเพราะพ่อหลวงสอนไว้ว่าให้ประชาชนออกกำลังกาย ทำไร่ทำนาสุขภาพแข็งแรงดี แม้ว่าฝนตกก็ไม่กลัวเนื่องจากมีจิตอาสานำเสื้อกันฝนมากแจกให้

“นั่งเบิ่งเทียนชัยที่จุดไว้หน้ารูปในหลวง หลานน้อยมาท้วงว่าเป็นหยังน้าจึงร้องไห้ เช็ดน้ำตาบ่ทัน จักสิบอกหลานว่าจั่งใด๋ ตั้งแต่ในหลวงจากไป หัวใจก็จุกน้ำตา” ทองด้วงร้องเพลงของ ต่าย อรทัย พลันน้ำตาคลอท่ามกลางบรรยากาศที่ฝนกำลังจะตกลงมา

สำราญ บุญคุ้มเจริญ อายุ 61 ปี ชาวสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ตั้งใจมากราบพระองค์ท่านและอยากเข้าไปวางดอกไม้จันทน์ที่พระเมรุมาศ เพื่อส่งเสด็จพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย โดยเดินทางมาพร้อมกับหลานชาย เขาน่ารักมากไม่งอแงเลย เพราะปกติไม่เคยไปไหนด้วยกัน มาถึงเขาตั้งใจกราบมาก เขารักในหลวง แม้ตอนนี้พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้ว รู้สึกใจหายคิดถึงพระองค์ท่านทีไรน้ำตาไหลทุกครั้ง

“ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า จะปฏิบัติตัวตามคำสอนของพ่อ เช่น คิดดีทำดี เพื่อตอบแทนความดีของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยคอยดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ส่วนตัวรู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นพสกนิกรของพระองค์ พอเข้ามาในพื้นที่แล้วได้พบปะผู้คนที่มีดวงใจดวงเดียวกันคือ รักและเทิดทูลพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ได้รู้จักมิตรภาพใหม่ ไม่ว่าอะไรจะช่วยเหลือให้อภัยกัน เพราะเรามีพ่อองค์เดียวกัน อย่างไรก็ตามจะขอร่วมส่งเสร็จในพระราชพิธีนี้ให้ได้” สำราญ กล่าว

 

4ล้านจิตอาสา ถวายองค์ราชันจนถึงวันสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521825

4ล้านจิตอาสา ถวายองค์ราชันจนถึงวันสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คนไทยทั้งประเทศต่างพร้อมใจร่วมกันทำความดีถวายแด่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการแสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

หนึ่งในสิ่งที่คนไทยได้ร่วมกันแสดงออก คือ การปวารณาตนเองเป็นจิตอาสา

การเกิดขึ้นของจิตอาสานั้นมีมาตั้งแต่เมื่อครั้งการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อเดือนต.ค.ปี 2559 ซึ่งเป็นการก่อตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เบื้องต้นสามารถสันนิษฐานได้ว่า กลุ่มมอเตอร์ไซด์บริเวณรพ.ศิริราช น่าจะเป็นจิตอาสากลุ่มแรกๆที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือประชาชน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2559 เวลานั้นพสกนิกรชาวไทยจำนวนไม่น้อยต่างเดินเท้าไปยังรพ.ศิริราช และพื้นที่โดยรอบบริเวณพระบรมมหาราชวังเพื่อร่วมส่งพระบรมศพ การเดินทางเป็นไปด้วยยากลำบากเพราะต้องเดินด้วยเท้าเพียงอย่างเดียว แต่ได้ปรากฏกลุ่มมอเตอร์ไซด์มารวมตัวเพื่อรับส่งประชาชนที่จะมาร่วมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สร้างความประทับใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยศาสตร์ ได้เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมกลุ่มคนที่มีจิตอาสามาร่วมกันให้บริการสาธารณะผ่านการตั้ง “จัดตั้ง ‘ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร หรือ Volunteers for Dad’ โดยประชาชนเข้าร่วมเป็นจิตอาสามากกว่า 2 หมื่นคน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้ามาร่วมถวายความอาลัยที่พระบรมมหาราชวัง

แต่ที่สุดของโครงการจิตอาสาในครั้งนี้ คือ “จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้นจิตอาสาเฉพาะกิจดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นการรวมพลังความรักอันมีค่า รวมพลังน้ำใจ ของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะน้อมถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จสู่สวรรคาลัย

สำหรับงานจิตอาสาในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 8 ด้าน

1.งานดอกไม้จันทน์ ปฏิบัติงานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจัดซุ้ม การแจก – การรับ การเชิญดอกไม้จันทน์ และช่วยจัดระเบียบแถวประชาชนในการเข้าแถวถวายดอกไม้จันทน์

2.งานด้านประชาสัมพันธ์ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้บริการข้อมูล ( Information ) เกี่ยวกับงานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รวมถึงช่วยดูแลต้อนรับ/รับรอง ( Reception ) ประชาชน ณ จุดบริการต่างๆ

3.งานโยธา ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ ช่วยดูแลรักษาความสะอาด เรียบร้อยของสถานที่จัดงาน ให้มีความสวยงามและสมพระเกียรติ ทั้งก่อนระหว่างและหลังงานพระราชพิธี

4.งานขนส่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องงานรับส่ง ประชาชนด้วยยานพาหนะ เช่น รถยนต์ จักรยานยนตร์ เรือโดยสาร รถกอล์ฟไฟฟ้า รถพ่วง ฯลฯ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในเรื่องการแนะนำเส้นทางมายังพื้นที่จัดงาน

5.งานบริการประชาชน ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องการจัดหาและหรือการบริการอาหาร น้ำดื่ม การเตรียมร่ม เสื้อกันฝน และช่วยประสานงาน ดูแลความเรียบร้อยในพื้นพักคอยของประชาชน

6.งานแพทย์ ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยอำนวยความสะดวกแก่แพทย์ พยาบาล รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ( First Aid ) และช่วยเหลือกู้ชีพ ( Basic Life Support ) ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องเส้นทางฉุกเฉินสำหรับรถพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วย

7.งานรักษาความปลอดภัย ช่วยสอดส่อง สังเกต ระมัดระวังความปลอดภัยบุคคลและสถานที่ และแจ้งข้อมูลให้เจ้าพนักงานทราบ กรณีพบสิ่งผิดปกติ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

8.งานจราจร ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยดูแลด้านการจราจรโดยรอบสถานที่จัดงาน เช่น ดูแลการหยุดรถ จอดรถ การข้ามทางของประชาชน การแนะนำเส้นทาง การแจ้งอุบัติเหตุการจราจรให้แก่เจ้าพนักงานทราบ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ร่วมเป็นจิตอาสาจะได้รับสิ่งของพระราชทาน ได้แก่ 1.บัตรประจำตัวจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” 2.บัตรประจำตัวจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ (แบ่งสีตามประเภทของงาน) และ3.เสื้อ หมวกสีฟ้า ผ้าพันคอสีเหลือง และปลอกแขน

โครงการจิตอาสาครั้งนี้น่าจะเป็นการรวมตัวของผู้มีจิตอาสาที่มีจำนวนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะหน่วยงานภาครัฐได้มีการสรุปตัวเลขออกมาแล้วว่า ยอดรวมผู้สมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทุกประเภท นับตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย. 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,006,825 คน

แบ่งเป็นผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ 93 แห่ง จำนวน รวม 8,603 คน, ผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ สำนัก งานเขต 50 เขต ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 311,894 คน, ผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ สนามเสือป่า จำนวน 52,085 คน, ผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ ที่ว่าการอำเภอ 874 แห่ง ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 3,634,423 คน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพไปแล้ว แต่งานจิตอาสาของคนไทยทั้งหมดยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากยังมี “โครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ” ที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

โครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมในเขตชุมชน ปัญหาการจราจร และอื่น ๆ และสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยปัญหาน้ำท่วม และปัญหาการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ

โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย 1.ระหว่างวันที่ 28 ก.ค. – 5 ธ.ค.2560 ทำกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ทั่วกทม. 2.ระหว่างวันที่ 5 ธ.ค.2560 – 28 ก.ค.2561 ทำกิจกรรมในจังหวัดในที่มีเขตพระราชฐาน และ3.ระหว่างวันที่ 28 ก.ค.2561 – 5 ธ.ค.2561 ทำกิจกรรมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ดังนั้น โครงการจิตอาสาทั้งสองโครงการจึงเป็นการหลอมรวมจิตใจคนไทยให้มาร่วมกันทำความดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ เพื่อช่วยสร้างสรรค์ประเทศชาติครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แพทย์สนามงานพระราชพิธี พร้อมใจปฏิบัติหน้าที่ถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 08:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521797

แพทย์สนามงานพระราชพิธี พร้อมใจปฏิบัติหน้าที่ถวายพ่อหลวง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องมีประชาชนคนไทยจำนวนมหาศาลมาส่งพ่อหลวงที่รักของคนไทยอย่างเนืองแน่นในวันที่ 26 ต.ค.2560

ความพร้อมด้านการแพทย์เพื่อรองรับประชาชนที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็เพื่ออำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ และเหตุกรณีฉุกกเฉินให้กับประชาชน

อีกหนึ่งองค์ประกอบเล็กๆ แต่มีความสำคัญ ผ่านการรวมกลุ่มรวมใจของกลุ่มแพทย์จากทั่วประเทศ ที่จัดตั้งทีมแพทย์จิตอาสา จากหัวเรือใหญ่อย่างแพทยสภา มูลนิธิธรรมมาภิบาลทางการแพทย์ รวมถึงหน่วยแพทย์จาก 4 เหล่าทัพ เครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐ เครือข่ายโรงพยาบาลภาคเอกชน ทั้งหมดจะร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จำนวนแพทย์รวม 594 ชีวิต และเภสัชกรอาสา พยาบาลอาสา จิตอาสาจากภาคประชาชนอีกจำนวนอีกหลายร้อยคนเช่นกัน จะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีตั้งแต่วันที่ 23 – 31 ต.ค.รวม 9 วัน และตลอด 24 ชั่วโมง

หากถามถึงความพร้อมของหน่วยแพทย์อาสางานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา และผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ ให้คำตอบว่ามีความพร้อมด้านการแพทย์อาสารองรับประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว

ซึ่งรูปแบบการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนด้านการแพทย์ ในส่วนของแพทยสภาจะเป็นลักษณะ โรงพยาบาลสนามอีกจุดหนึ่งร่วมกับหน่วยอื่นๆ อีก 20 จุด กระจายตั้งโดยรอบท้องสนามหลวง ซึ่งพล.อ.ต.นพ.อิทธพร อธิบายว่า การจัดตั้งโรงพยบาลสนามจะเป็นโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ ซึ่งต้องรองรับผู้ป่วยในทุกกรณีได้ในระดับมากกว่า 1 แสนคน โดยโรงพยาบาลสนามจะปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 9 วัน

จะเน้นไปที่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักและต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงอุบัติเหตุฉุกเฉิน และเป้าหมายของโรงพยาบาลสนามในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คือให้ประชาชนที่มาร่วมอาลัยต่อพ่อหลวงและมีอาการเจ็บป่วย จะต้องรอดจากอาการป่วยนั้นๆ ที่เกิดขึ้นทุกคน

“เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทำงานและปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์อาสา เจ้าหน้าที่อาสา ในห้วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะคาดกันว่าประชาชนจะมาร่วมงานพระราชพิธีจำนวนมาก” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เล่าถึงความพร้อม

นอกจากหน่วยแพทย์สนามที่จัดเตรียมขึ้นเพื่อรองรับประชาชนในงานพระราชพิธีสำคัญแล้ว พล.อ.ต.นพ.อิทธพร บอกเสริมว่า ได้ร่วมกับหน่วยแพทย์อื่นๆ ที่ส่งแพทย์จิตอาสา เจ้าหน้าที่พยาบาลมาร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในส่วนพื้นที่รอบนอกยังคงมีซุ้มแพทย์ขนาดเล็กจัดเตรียมไว้รองรับประชาชนด้วย รวมถึงช่วยเหลือบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงมากร่วมกับหน่วยแพทย์ของกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน และเพื่อเป้าหมายร่วมกันที่ประชาชนจะต้องปลอดภัยจากทุกปัญหาด้านสุขภาพในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

กระนั้น สิ่งที่พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ฝากถึงประชาชนที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวง ขอให้ประเมินสภาพร่างกาย และอาการเจ็บป่วยของตนเองด้วย หากจำเป็นจะต้องพกยาประจำตัวในจำนวนที่เพียงพอ และหากประเมินแล้วร่างกายของตนเองไม่สะดวกจะเดินทาง ก็สามารถแสดงความอาลัยยังจุดที่เดินทางสะดวกได้ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ

สำหรับ 21 จุด จะมีการประกาศ ระบบแพทย์นั้น จะถูกวางเป็นวงรอบพื้นที่สนามหลวง ขณะที่การเจ็บป่วยทุกจุดจะถูกดูแลโดยแทพย์ในจุดนั้นๆ ขอให้ประชาชนที่จะมางานพระราชพิธีไม่ต้องกังวล เนื่องจากจะมีแพทย์และจิตอาสาจะดูแลอย่างทั่วถึง ครอบคลุม

“แพทย์อาสา พยาบาลอาสา และเจ้าหน้าที่อาสาจากทุกภาคส่วน จะเป็นเพียงอีกจุดหนึ่งเล็กๆ ที่ร่วมใจกันกับจิตอาสาในจุดอื่นๆ แพทย์ทุกหมู่เหล่ามีความจงรักภักดี และเป็นการรวมตัวกันมาด้วยหัวใจพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนวางใจได้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวย้ำ

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ก็พร้อมเช่นกันในด้านของการแพทย์ โดยคำยืนยันจาก ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกทม. บอกเล่าว่า ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนที่จะมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งกทม.ได้จัดเตรียมหน่วยแพทย์ในสังกัดกทม.ไว้โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน และประสานไปยังโรงพยาบาลในสังกัดด้วย ขณะเดียวกันก็ยังทำงานร่วมกับหน่วยแพทย์ของทั้ง 4 เหล่าทัพ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ทุกอย่างมีความพร้อมมากที่สุด

“โรงพยาบาลในสังกัดกทม.จะส่งแพทย์และพยาบาลบางส่วนมาประจำตามจุดที่ได้จัดเตรียมไว้ ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ให้เตรียมพร้อมยังที่ตั้งกรณีฉุกเฉินต้องส่งประชาชนที่เจ็บป่วยในการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งกทม.จะเน้นไปที่เหตุฉุกเฉินเป็นหลัก แต่หากประชาชนที่จะเป็นลมหรือมีปัญหาเล็กน้อย ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องที่กระจายในพื้นที่เข้าให้ช่วยเหลือได้ทันที” ปลัดกทม. กล่าวทิ้งท้าย

ภาพประกอบข่าว

 

เปิด ‘กระเป๋าประชาชน’พกอะไรกันมา? ร่วมงานถวายพระเพลิง ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521795

เปิด ‘กระเป๋าประชาชน’พกอะไรกันมา? ร่วมงานถวายพระเพลิง ในหลวง ร.9

เรื่องและภาพ…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากประชาชนที่หอบสัมภาระกระเป๋าเดินทาง พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงตัวเพื่อผ่านจุดคัดกรองเมื่อเวลา 5 นาฬิกาที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยผู้ที่เข้ามายังบริเวณด้านในพื้นที่ต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่างทั้งอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และร่างกาย นั่นหมายความประชาชนที่เข้ามายังพื้นที่ด้านในนี้ต้องมีความพร้อมเกินร้อยเปอร์เซ็น

จึงขออาสาพาไปเปิดกระเป๋าเดินทางของประชาชนผู้จงรักภักดีว่า ภายในกระเป๋าของพวกเขาเตรียมอะไรกันมาบ้าง? เพราะงานนี้ถ้าไม่แข็งแรงจริง เสบียงอาหารไม่พร้อมคงต้องเก็บกระเป๋าออกจากพื้นที่แน่นอน เรียกว่าผู้แข็งแรงแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่ได้

เริ่มต้นที่คนแรกอย่าง บุญนาค บัวสายจันทร์ อายุ 61 ปี ประชาชน อ.ปลาแดก จ.เชียงราย เก็บข้าวของเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพียงลำพัง ตั้งใจมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ก่อนจะเปิดกระเป๋าผ้าใบโตหยิบ สบู่ ยาสีฟัน ยาดม ยาแก้ไข ยาแก้ปวดท้อง เสื้อผ้า 3 ชุด รองเท้า 2 คู่ เสื่อ หนังสือพิมพ์ ข้าวเหนียว ปลาทอด กล้วย ทั้งหมดเตรียมพร้อมไว้กินด้านในงานฯเมื่อผ่านจุดคัดกรองเข้าไปแล้ว

“ที่เตรียมอาหาร ยา เพียงพอแน่นอน และพร้อมแบ่งปันเพื่อนข้างเคียงที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆด้วย เพราะทุกคนตั้งใจมาเพื่อพ่อของเราเหมือนกัน” บุญนาค เล่า

บุญนาค บัวสายจันทร์

ขณะที่ ฐิตาภา เติบทองสุขสกุล อายุ 39 ปี ประชาชนในเขตบางแค จ.กรุงเทพฯ เปิดกระเป๋าโชว์ความพร้อมที่จะเข้าร่วมงานพิธีสำคัญนี้เช่นกัน ในกระเป๋าใบโปรดมีทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า ข้าวเหนียว หมูทอด ยากันยุง ยาธาตุ ผ้าใบกันฝนตก ก่อนบอกว่า “ทุกอย่างต้องเตรียมให้พร้อมไว้ก่อน จะพึ่งพาเอาดาบหน้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้” แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็เต็มใจเดินทางมา เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านที่สุดในฐานะลูกคนหนึ่ง

ฐิตาภา เติบทองสุขสกุล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สุมารี ประพฤติ อายุ 56 ปี ประชาชน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ล่องใต้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมเป้เดินทางใบโปรดที่บรรจุสัมภาระเลี้ยงชีวิต หลังจากที่ได้ผ่านจุดคัดกรองเข้าไปภายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

“พี่หุงข้าวเหนียวมากินเอง หมูทอดแดดเดียว เตรียมปลาร้าสับอย่างดีมากิน ผักลวกพร้อม ที่ขาดไม่ได้คือสตอ และไข่ต้มอีก 10 ฟอง ส่วนยามีแก้ปวดเหมื่อย แก้ไข้ แก้น้ำมูกไหล และยาหม่อง ซึ่งเตรียมไว้กินด้านในหลังผ่านจุดคัดกรองเข้าไปคิดว่าเพียงพอแน่นอน” สุมารี ระบุ

สุมารี ประพฤติ

เช่นเดียวกับ จำแลง อัครพันธ์ไพโรจน์ อายุ 51 ปี ประชาชนใน อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ที่มุ่งมั่นเดินทางมาปักหลักรอต่อแถวผ่านด่านจุดคัดกรองเข้าไปยังพื้นที่ด้านในงานพระราชพิธีฯ รูดซิบเปิดกระเป๋าอย่างเขินๆ ก่อนบอกว่า ป้าไม่ได้เตรียมอะไรมามากมาย ที่มีก็พวก ผ้าใบปูนั่ง น้ำดื่ม ร่ม พัด ที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์สำรอง แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าเปียก ยาดม ยาแก้ปวดฟัน ยาแก้ปวดฟัน ขนม กระดาษทิชชูแบบเปียกและแห้ง สมุดโน้ต เครื่องสำอาง และกรรไกตัดเล็บ

“ที่สำคัญป้าออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย 20 นาที เพื่อมางานนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากช่วงปกติจะทำอาชีพค้าขาย แต่งานนี้เรายอมเสียรายได้เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีฯ” จำแลง แสดงความรู้สึกตื้นตัน

จำแลง อัครพันธ์ไพโรจน์

หทัยรัตน์ บุตรเนียร อายุ 31 ปี ประชาชน อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่นำเต้นท์มากางนอนและใช้เก็บสัมภาระ งานนี้เลยขอไปถลกเต้นท์ดูกันหน่อยว่าเตรียมอะไรกันมาบ้างก่อนจะผ่านจุดคัดกรองเข้าไปร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ปรากฏว่ามียาประจำตัว ทิชชูแบบเปียก อาหาร หมอกเป่าลม 2 ใบ เสื้อกันฝน ร่ม พัด เสื้อผ้า พัดลมมือถือ และกระติกน้ำ

“งานนี้เรียกว่าเตรียมพร้อมมากๆเลยดีกว่าพี่ เพราะเคยมีประสบการณ์รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก็เตรียมพร้อมเช่นนี้ไปเหมือนกัน สุดท้ายการตัดสินใจเดินทางมาเพื่อน้อมส่งเสด็จครั้งสุดท้ายนี้ ไม่ได้ลำบากต่ออากาศที่ร้อน ฝนที่ตกหนัก เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงงานให้ประชาชนมามากมาย”

หทัยรัตน์ บุตรเนียร

เสียงจากประชาชนในฐานะลูกคนหนึ่ง ทุกคนต่างบอกว่า แค่มารอตากแดดร้อนฝนหนักเพียงใดก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

 

“ฝนจะตกหนักก็ไม่หวั่น ขอส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย” พสกนิกรปักหลักรอเข้าร่วมพระราชพิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 15:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521697

"ฝนจะตกหนักก็ไม่หวั่น ขอส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย" พสกนิกรปักหลักรอเข้าร่วมพระราชพิธี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

แม้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนผู้มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าพื้นที่ภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง แต่ทว่าขณะนี้ก็มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศได้ทยอยเดินทางมารอใกล้บริเวณจุดคัดกรองทั้ง 9 แห่งแล้ว

โดยเฉพาะจุดพระแม่ธรณีบีบมวยผม ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์เป็นจุดที่มีประชาชนมานั่งและนอนรอมากกว่าจุดอื่น แถวยาวตั้งแต่ริมฟุตบาทสองฝั่งข้างคลองหลอด ไปจนถึงถนนถนนราชดำเนิน และแม้จะมีฝนตกลงมาบ้างบางช่วงแต่ประชาชนก็ไม่ถอย ยังคงกางร่มเฝ้านั่งรอเวลาที่เจ้าหน้าที่จะเปิดจุดคัดกรองในเวลา 05.00 น. วันที่ 25 ต.ค. ขณะที่จุดคัดกรองบริเวณอื่นก็มีประชาชนเริ่มนั่งรอบ้างแล้ว

สำหรับการจราจรโดยรอบท้องสนามหลวงถนนเกือบทุกสายถูกปิดแทบทั้งหมด มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและเทศกิจดูแลความสงบเรียบร้อย ยกเว้นบริเวณแยกท่าช้าง ถนนหน้าพระลาน เป็นเพียงจุดเดียวที่ยังเปิดให้ประชาชนเดินเข้าไปสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริเวณประตูวิเศษไชยศรี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

น.ส.สารภี ชุมรัศมี ข้าราชการครูบำนาญ อายุ 60 ปี ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดกำแพงเพชร เล่าว่า ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ถึงสนามหลวงวันที่ 22 ต.ค. ตั้งใจมาชมการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ และร่วมงานวันที่ 26 ต.ค. ก่อนจะเดินทางกลับในวันที่ 27 ต.ค. ส่วนเหตุผลที่มาเพราะรักและเคารพพระองค์ จึงอยากมาส่งพ่อของประชาชนคนไทยเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะที่การเตรียมตัวไม่มีอะไรมากมีเพียงชุดและของใช้จำเป็นเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ยา ร่ม เมื่อมาถึงก็เลือกนั่งรอบริเวณใกล้จุดคัดกรองโรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อรอจนกว่าเจ้าหน้าเปิดให้เข้าไปยังพื้นที่สนามหลวง

อดีตข้าราชการครู เผยความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านว่า ตลอดชีวิตการเป็นครูพยายามสอนนักเรียนให้เดินตามคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งเรื่องความพอเพียงและการอดออม ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ เพราะตนมักฝึกให้เด็กนักเรียนออมเงิน จนทำให้เมื่อเด็กจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลายคนมีเงินเก็บมากพอที่จะนำไปเป็นทุนการศึกษาระดับชั้นมัธยม นับเป็นสิ่งตนภูมิใจเพราะได้นำคำสอนของพระองค์มาใช้กับนักเรียนจนประสบความสำเร็จ

น.ส.สารภี ชุมรัศมี

นางละเมียด ทุ่งกอ อายุ 52 ปี ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดตรัง พร้อมกับครอบครัวเปิดใจว่าตั้งใจเดินมาถวายความอาลัย เมื่อมาถึงก็และรู้สึกปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้และภูมิใจที่ได้มาส่งเสด็จครั้งสุดท้าย ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดก็เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ตนปราบปลื้มและน้ำตาไหลทุกครั้งที่พูดถึงพระองค์

นายสำรวย คำพันธ์

นายสำรวย คำพันธ์ อายุ 50 ปี ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดชลบุรี บอกว่าตั้งใจรีบมาจองพื้นที่เพราะอยากเข้าไปร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงในพื้นที่ท้องสนามหลวงและจะอยู่ถึงงานพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิฯ วันที่ 27 ต.ค. เพื่อเป็นกราบลาพ่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะไม่ได้เจอพ่อแล้ว (สำรวยร้องไห้) ก่อนพูดคำสั้นๆว่า “ผมรักพ่อมาก”

เรื่องการเตรียมตัว สำรวยนำเสื้อผ้าติดตัวมาเพียง 2 ชุด พร้อมกับยาและอุปกรณ์กันฝนเท่านั้น โดยเมื่อมาถึงแม้ฝนจะแต่สำรวยก็บอกอย่างตั้งใจว่า “ไม่ว่าฝนจะตกหนักยังไง ผมจะขอส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย”

นางพวงพกา พิชวงศ์

นางพวงพกา พิชวงศ์ อายุ 57 ปี เดินทางมาจากจังหวัดลำพูน เล่าว่านั่งรถไฟออกจากบ้านมาคนเดียวเพราะตั้งใจมาร่วมงานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้ ระหว่างทางบนรถไฟก็ได้เจอเพื่อนที่ตั้งใจมาร่วมงานเช่นกันซึ่งรวมตัวกันได้ 6 คน ส่วนตัวถือเป็นเรื่องดีและเมื่อมาถึงสนามหลวงคิดว่าจะรีบจับจองพื้นที่โดยเร็วจะได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ให้ได้มากที่สุด

พวงพกา บอกว่าความรู้สึกการเดินทางมาครั้งนี้ตั้งใจอยากกราบลาพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้เห็นพระองค์อีกแล้ว

“รู้สึกใจหายที่จะไม่ได้เจอร่างพระองค์แล้ว แต่คิดว่าอย่างไรพระองค์ก็อยู่ในใจของดิฉันและคนไทยตลอดไป คนไทยมีกิน มีใช้ทุกวันนี้ได้ เพราะพระองค์คอยสอนให้ลูกทุกคนรู้จักคำว่า ประกอบอาชีพและพอเพียง”

ประชาชนเริ่มมาจับจองพื้นที่เพื่อรอผ่านจุดคัดกรองเข้าร่วมงานพระราชพีธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ตลอดเส้นทางถนนอัษฎางค์

ภายนอกจุดคัดกรองบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถือเป็นจุดที่มีผู้คนมาเฝ้ารอมากที่สุดขณะนี้

ภายนอกจุดคัดกรองบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถือเป็นจุดที่มีผู้คนมาเฝ้ารอมากที่สุดขณะนี้

เวลา 15.30 น. บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์

เวลา 15.30 น. บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์

สนามหลวง ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คนไปหลบเเดด หลบฝนบริเวณป้ายรถเมล์

 

ตั้งจุดอาหาร-พยาบาล-สุขา รองรับประชาชนรอบสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521661

ตั้งจุดอาหาร-พยาบาล-สุขา รองรับประชาชนรอบสนามหลวง

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

พสกนิกรจากทั่วประเทศตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทำให้หลายฝ่ายเตรียมความพร้อมด้านจุดคัดกรอง อาหาร สุขา และจุดปฐมพยาบาล ไว้อำนวยความสะดวก

เริ่มที่ขั้นตอนการผ่านจุดคัดกรอง พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่าประชาชนที่จะเดินทางเข้ามายังท้องสนามหลวง ควรโดยสารรถประจำทางมาลงที่สนามม้านางเลิ้ง บ้านมนังคศิลา แยกวิสุทธิกษัตริย์ ปากคลองตลาด และแยกอรุณอมรินทร์ จากนั้นต้องแสดงบัตรประชาชนเพื่อผ่านจุดคัดกรองและเดินเข้าในพื้นที่พระราชพิธีฯ

โดยในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจุดคัดกรองจะเริ่มเปิดให้ประชาชนเดินผ่านไปได้ตั้งแต่เวลา 05.00 น.ของวันที่ 25 ต.ค. ดังนั้นควรแต่งกายชุดสุภาพไว้ทุกข์ และขอความร่วมมือพกร่มและหมวกสีสุภาพ อาทิ สีดำ ขาว ครีม งดกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ที่ติดเลนส์ซูม แต่อนุญาตกล้องขนาดเล็ก รวมถึงกล้องโทรศัพท์มือถือ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันชัย ถนอมศักดิ์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.ตั้งจุดอาหารประกอบเลี้ยง 22 จุด ซึ่งใช้วัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหาร 2 ส่วน สนับสนุนโดย กทม.ลำเลียงเข้ามา อีกส่วนจะเปิดรับบริจาคจากเหล่าจิตอาสา มีศักยภาพทำอาหารกล่องแจกประชาชนได้ถึง 2.6 ล้านกล่อง แต่จากการประเมินคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้ามาเฝ้ารอตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนประมาณ 1.5 ล้านคน/วัน ดังนั้นจึงมั่นใจว่าอาหารเพียงพอเลี้ยงประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคนได้แน่นอน

เรื่องถัดมา บริการน้ำดื่ม ได้เตรียมรองรับน้ำดื่มไว้แล้วจำนวน 2 ล้านขวด ขณะเดียวกันยังเปิดขอรับบริจาคเพิ่มจากจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมจุดบริการอาหารและน้ำดื่มมีทั้งสิ้น 119 จุด รอบพื้นที่สนามหลวง รวมถึงตั้งอยู่ใกล้เคียงพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทุกแห่ง จึงไม่ต้องเป็นกังวลว่าอาหาร-น้ำจะแจกจ่ายไม่ทั่วถึง เพราะจะมีจิตอาสากว่า 4,000 คน เดินแจกอาหารกระจายทั่วพื้นที่

วันชัย กล่าวอีกว่า ด้านการดูแลปฐมพยาบาล กทม.ได้ตั้งเต็นท์รอบสนามหลวงจำนวน 34 จุด สังเกตได้โดยง่ายเนื่องจากเป็นเต็นท์สีขาว รูปกากบาทกาชาดสีแดง ตั้งห่างจากกันประมาณ 100 เมตร แต่ละจุดมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 15 คน ประกอบด้วย พยาบาล ตำรวจ และจิตอาสา ส่วนเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยสนับสนุนช่วยเหลือตำรวจ วางกำลังระยะห่างระหว่างกันทุก 20 เมตร

ขณะที่รถพยาบาลจะมีเส้นทางพร้อมออกวิ่งทันทีหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ไว้ในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย

ด้านการบริการสุขา ได้จัดบริการรถสุขาเคลื่อนที่ จำนวน 70 คัน จอดกระจายอยู่บริเวณพระเมรุมาศจำลอง จำนวน 6 แห่ง (ยกเว้น สนามธูปะเตมีย์ และพุทธมณฑล) ในส่วนของซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดใหญ่จะมีสถานที่ห้องน้ำ รวมถึงตู้สุขาให้บริการอยู่ทุกแห่ง จำนวน 150 ตู้

ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือไปยังวัด โรงเรียน และภาคเอกชนเพื่อขอใช้ห้องสุขา ทำให้ขณะนี้มีห้องสุขารองรับประชาชนกว่า 5,500 ห้อง และสังเกตว่าสถานที่ใดสามารถเข้าไปใช้ห้องน้ำได้โดยดูจากสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ห้องสุขาพื้นหลังสีน้ำเงินติดอยู่ด้านหน้าองค์กรนั้นๆ

นอกจากนี้ การรับชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ทาง กทม.ติดตั้งจอแอลอีดีบริเวณพระเมรุมาศจำลอง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ และตลอดแนวถนนราชดำเนินกลางจนถึงลานพระราชวังดุสิต รับสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ถ่ายทอดสดภาพบรรยากาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้ประชาชนทุกคนได้รับชมเสมือนได้อยู่ร่วมภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สำหรับพื้นที่ทิ้งขยะ ทางจิตอาสาจะคอยเดินเก็บขยะนำมาทิ้งที่จุดทิ้ง จำนวน 18 จุด และมีรถรับขยะทำการบีบอัดขยะได้ประมาณ 3 ตัน อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนช่วยกันเก็บขยะของตัวเองนำไปทิ้งที่บ้าน ถือเป็นการร่วมกันทำความดีต่อส่วนรวมด้วย

 

เปิด “ธุรกิจรถพยาบาลรัฐ-เอกชน” บริการดูแลชีวิตที่ไม่มีราคาตายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2560 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520821

เปิด "ธุรกิจรถพยาบาลรัฐ-เอกชน" บริการดูแลชีวิตที่ไม่มีราคาตายตัว

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“รถพยาบาล” และ “รถฉุกเฉิน” เป็นยานพาหนะสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล เปรียบเสมือนตัวกำหนดชะตาชีวิตเพราะหากไปช้าเพียงเสี้ยวนาทีนั่นอาจหมายถึงความสูญเสีย ปัจจุบันรถประเภทนี้มีหลายหน่วยงานให้บริการทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชนและองค์กรมูลนิธิต่างๆ

ทว่าด้วยผู้ให้บริการที่มีหลายรูปแบบบางครั้งเกิดปัญหา เช่นเหตุการณ์ไม่นานนี้มีญาติคนไข้เรียกรถพยาบาลผ่านสายด่วน 1669 ซึ่งเป็นบริการรัฐ โดยมีการระบุชัดเจนว่าไม่เสียค่าบริการ แต่สุดท้ายกลับถูกเรียกเก็บ จากกรณีดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความสับสนว่ารถพยาบาลและรถฉุกเฉินแท้จริงแล้วมีกี่ประเภท และมีอัตราการคิดค่าบริการอย่างไรเพื่อจะได้นำมาประกอบการตัดสินใจเมื่อถึงคราวจำเป็น

เปิดเรตราคารถฉุกเฉิน สพฉ. 350 – 1,000 ที่ประชาชนใช้ฟรี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ปัจจุบันรถพยาบาลฉุกเฉินที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐมีประมาณ 1.5 หมื่นคัน หน่วยงานที่รับรองมาตรฐานในส่วนกลางคือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ขณะที่ภูมิภาคต่างๆ สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ดูแล โดยผู้ดูแลต้องนำรถเข้าตรวจสภาพกับกรมการขนส่งทางบกทุกปี

นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายว่ารถพยาบาลปัจจุบันมีแบบทั่วไปกับแบบฉุกเฉิน ซึ่งกลุ่มรถพยาบาลฉุกเฉินที่ใช้บริการมี 4 ประเภท คือ รถชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (FR) ,ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับต้น (BLS) ,ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับกลาง (ILS) โดย 3 ประเภทนี้ศักยภาพไว้ช่วยเหลือผู้ป่วยอาการไม่หนัก เช่น ดามแขน ขา คอ ให้เลือดหรือทำคลอด เป็นต้น

ส่วนชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง (ALS) ใช้กรณีผู้ป่วยวิกฤติซึ่งมีทีมแพทย์หรือพยาบาลประจำรถ ทั้งนี้บุคลากรที่จะปฏิบัติหน้าที่แต่ละประเภทต้องผ่านการอบรมเป็นเวลา 40 – 110 ชั่วโมง หรือเรียน 2 – 4 ปี

สำหรับค่าบริการรถฉุกเฉินของ สพฉ.หากสั่งผ่านศูนย์ 1669 มีเกณฑ์คิดราคา 2 ระดับ โดยไม่แบ่งว่าเป็นชุดปฏิบัติของโรงพยาบาลหรือองค์กรมูลนิธิ รถระดับเบื้องต้น 350 บาทต่อครั้ง และระดับสูง 1,000บาทต่อครั้ง ซึ่งประชาชนที่เรียกใช้บริการผ่านศูนย์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่หากเรียกใช้บริการรถจากโรงพยาบาลโดยตรง ส่วนนี้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากอัตราการคิดค่าบริการแต่ละแห่งไม่มีเกณฑ์แน่ชัด

นพ.ไพโรจน์ ยืนยันว่า หากประชาชนมีเหตุฉุกเฉินเรียกใช้บริการรถผ่านสายด่วน 1669 จะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นายธงชัย กีรติหัตถยากร (ซ้าย) / นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย (ขวา)

รถพยาบาลไม่มีราคาควบคุม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความพอใจ

นายธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หน่วยงานที่ดูแลบริการสาธารณสุขรวมถึงรถพยาบาลตามโรงพยาบาล เปิดเผยว่าอัตราการคิดค่าบริการปัจจุบันไม่มีราคากลางกำหนดแน่ชัด เนื่องจากค่าบริการแต่ละแห่งขึ้นอยู่กับการตกลงและมาตรฐานสถานพยาบาล

“ปัจจุบันเรายังไม่มีกฎหมายหรือราคากลางควบคุมบริการรถพยาบาลเหมือนยา แม้แต่ราคาค่ารักษาในโรงพยาบาลก็ทำราคากลางไม่ได้ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นตัวทำให้คุณภาพมันแตกต่าง เมื่อไหร่ราคาถูกบล็อค การพัฒนาคุณภาพก็จะไม่เกิด เพราะมันเป็นบริการ”

ขณะที่บริษัทรถเอกชนอยู่นอกเหนือการดูแลควบคุมของ สบส.เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ.สถานพยาบาล ครอบคลุมเฉพาะสถานพยาบาลเท่านั้น ดังนั้นเมื่อบริษัทเหล่านั้นไม่เป็นสถานพยาบาลเนื่องจากไม่มีหมอรักษา ทำหน้าหน้าที่นำส่งผู้ป่วยเหมือนรถแท็กซี่เท่านั้น แต่ถ้าหากในรถมีการรักษา เช่น ให้น้ำเกลือหรือฉีดยาก็ต้องตรวจสอบว่ารถเหล่านี้เข้าข่ายให้บริการรักษาหรือไม่

รองอธิบดี สบส. แนะนำว่าหากประชาชนต้องการเรียกใช้บริการรถพยาบาล ควรติดต่อโรงพยาบาลที่ประสงค์เข้ารับการรักษาโดยตรง ซึ่งอาจมีความแตกต่างเรื่องราคาอยู่บ้างขึ้นอยู่กับอาการและระดับมาตรฐานโรงพยาบาล แต่ถ้าหากเจ็บป่วยฉุกเฉินควรเรียกสายด่วน 1669

รัฐไม่รับรองมาตรฐาน ให้รถพยาบาลเอกชน

เจมส์ ฐิติกาล ตัวแทนบริษัทผู้ให้บริการรถพยาบาลเอกชนมากว่า 10 ปี อธิบายว่ารถที่ให้บริการมี 3 ระดับ คือ 1.ขั้นพื้นฐานซึ่งภายมีคนขับและผู้ช่วย 2.รถประเภทบีโอเอสภายในมีคนขับ ผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน และระดับ 3.รถประเภทระดับสูงภายในมีคนขับ พยาบาล ผู้ช่วยและอาจมีแพทย์เพื่อทำหน้าที่ประเมินอาการผู้ป่วยระหว่างเดินทาง โดยการให้บริการแต่ละระดับอยู่ที่ความต้องการลูกค้าและภาวะเสี่ยงคนไข้

เจมส์ เปิดใจยอมรับว่าปัจจุบันรถพยาบาลเอกชนทุกบริษัทไม่เคยตรวจตามระบบมาตรฐานการรับรอง สพฉ.แม้ตลอด 10 ปีที่จะพยายามเข้าไปติดต่อดำเนินการเพื่อทำให้รถถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับถูกปฏิเสธและได้คำตอบเพียงว่าไม่มีกฎหมายรับรองรถกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจดูขัดกัน “ผมพร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้อง แต่รออย่างเดียว ให้รัฐเข้ามาช่วยทำให้พวกเราถูกต้อง”

เจมส์ บอกต่อว่า สาเหตุที่รถกลุ่มนี้ยังสามารถให้บริการได้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่นำรถพยาบาลเอกชนเข้าร่วมให้บริการเสริม การตรวจมาตรฐานโรงพยาบาลผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้พิจารณาและประเมิน ซึ่งหากไม่ผ่านก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่อ

“รถเราเป็นเอกชน แม้ไม่ผ่านการตรวจที่เดียวคือ สพฉ. แต่การทำงานทุกครั้ง เราผ่านการตรวจจากหมอและพยาบาลของโรงพยาบาลผู้ว่าจ้าง เรื่องคุณภาพเราตรวจครั้งต่อครั้ง หากเทียบกับตรวจของ สพฉ. ปีละครั้ง ผมขอถามว่า คุณเป็นลูกค้า คุณจะเชื่อใจแบบไหน ตรวจทุกครั้งหรือปีละครั้ง”

ขณะที่การให้บริการบุคลากรประจำรถพยาบาล เขาบอกว่า มีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลทำหน้าที่ บุคลากรกลุ่มนี้ปฏิบัติงานนอกเวลา ฉะนั้นรับรองได้ว่าเจ้าหน้าที่ประจำรถมีมาตรฐานและใบวิชาชีพรับรอง ไม่ใช่เป็นการหลอกลวงแต่อย่างใด

เจมส์ เปิดเผยถึงอัตราให้บริการรถพยาบาลว่า การคิดราคา ประเมินจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการรับส่ง การใช้อุปกรณ์ บุคลากร ระยะทาง เป็นต้น โดยหากเลือกรถแบบธรรมดาวิ่งภายในกรุงเทพฯ ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งให้บริการรับส่งฟรีจนถึงคิดราคาเต็ม 25,000 บาทต่อครั้ง (ใช้รถดีสุด มีหมอ-พยาบาล) อย่างไรก็ตามยืนยันว่าธุรกิจนี้ไม่มีราคาตายตัว

ผู้ให้บริการรถพยาบาลเอกชน แนะนำว่าหากประชาชนต้องการใช้บริการรถกลุ่มนี้ควรตกลงราคาและรูปแบบรายละเอียดบริการให้ชัดเจนก่อน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง

 

‘สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ’ คำสั่งเสียสุดท้ายในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520146

'สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ' คำสั่งเสียสุดท้ายในหลวง ร.9

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในการจัดงาน ๙ ศิรกราน พระภูบาลนวมินทร์ ในวันครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้มีการปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต หัวข้อ “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” โดย สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมถ่ายทอดความรู้สึกเรื่องราวและเปิดภาพถ่ายที่ปิดมาตลอดชีวิต ขณะรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี

สุเมธ เผยว่า วันที่ 13 ต.ค. 2559 วันนั้นได้มีโอกาสเข้าไปกราบถวายพระพรในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่คิดว่าการเข้ามาในวันนั้นจะเป็นการกราบลาครั้งสุดท้าย แทนที่จะกราบถวายพระพรมากกว่า ครั้งนั้นเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันว่างเปล่าอยู่ในจิตใจ ท้องฟ้ายังไว้ทุกข์ เศร้าครึ้มไปหมด มีภาวะเหมือนหนักท่ามกลางความว่างเปล่า ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร หลังจากนั่งทำใจอยู่ 4-5 วัน และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามในหลวงทรงสอนตอนหมดกำลังใจที่ไม่ยอมเข้มแข็ง

“พระองค์บอกว่าคนเรานั้นจะทำงานใหญ่ก็ต้องทำตัวเหมือนแท่งเหล็ก เหล็กก่อนที่จะถูกตีเป็นดาบ ต้องถูกเผา ถูกทุบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อนสุดๆ เจ็บปวดทรมานสุดๆ ใครก็ตามที่ไม่เคยถูกทุบถูกเผาในชีวิตนั้นจะทำงานใหญ่ให้แผ่นดินไม่ได้ คำสอนนั้นยังก้องอยู่ในหู แต่ความอ่อนแอของมนุษย์มีทุกคน”

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าความรู้สึกในใจอีกว่า หลังตั้งสติได้แล้วมันเหมือนภาพยนตร์ที่หมุนกลับไปฉายซ้ำเมื่อ 35 ปี ที่พระองค์ท่านทรงสอน รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้สึกได้เลยว่าท่านไม่ได้ห่างหายไปไหน แต่พระสุรเสียงยังคงดังกึกก้องอยู่เช่นเดิม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ตลอดระยะ 70 ปี พระองค์ท่านทรงงานมาตลอดชีวิต 1 ปี มี 12 เดือน ปีละ 8 เดือน พระองค์ท่านไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ จะเดินทางไปอยู่ จ.เชียงใหม่ 2 เดือน สกลนคร 2 เดือน ประจวบคีรีขันธ์ (วังไกลกังวล) 2 เดือน นราธิวาส 2 เดือน ซึ่ง 8 เดือน คือการทรงงานตลอด ขับรถเดินทางไปตามถิ่นทุรกันดารไปตามถนนลูกรัง วิ่งบนถนนหินเหมือนเต้นดิสโก้อยู่ในรถ พระองค์ท่านถูกทรมานพระวรกายเท่าไร ไม่มีร่างกายมนุษย์คนไหนจะทนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่ท่านทำไว้ก็เพื่อดิน น้ำ ลม ไฟ ให้หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนได้ตลอดยั่งยืน

“เป็นประมุขของประเทศไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรับผิดชอบด้วย ตลอดเวลา 70 ปี ท่านไม่เคยละหรือขาดจากความรับผิดชอบ หนำซ้ำยังเกินหน้าที่ไปอีก ตลอดที่ตามเสด็จมา 35 ปี ทรงใส่ฉลองพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รองเท้าก็ทรงใช้ราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท นาฬิกาที่ท่านใส่ 750 บาท ท่านต้องการใช้ประโยชน์เท่านั้น อะไรที่ไม่ใช้ประโยชน์อย่าไปฟุ้งเฟ้อ”

สุเมธ กล่าวความรู้สึกว่า น่าเสียดายที่คนไทยนั้นเห็นแต่ตา ถ้ามองสักนิดจะเข้าใจว่าพระองค์ทรงทำอะไร แม้กระทั่งเสด็จฯ กลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ 4 เดือน ท่านยังทรงงานปกติ แต่อาจไม่หนักเท่า 8 เดือนในต่างจังหวัด รู้ไหมว่าแม้ตอนประชวรยังทรงคิดถึงเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านทรงแก้ไขปัญหาไว้มากมายก่ายกอง

“ในครั้งที่ท่านต้องรับการผ่าตัดใหญ่ ยังมีคำสั่งให้ผมจัดหาคอมพิวเตอร์มาติดตั้งข้างเตียงด้วย การผ่าตัดใหญ่ครั้งนั้นแทนที่จะกังวล แต่ท่านยังทรงคิดถึงเพียงเรื่องงานอย่างเดียว กระทั่งพระองค์เสด็จฯ มาถึงห้องผ่าตัด พร้อมบอกว่าพายุกำลังก่อตัวแถวแปซิฟิก พระองค์ไม่ได้ทรงห่วงร่างกายเลย ท่านไม่ใช่เพียงพระราชทานงานให้เราอย่างเดียว แต่พระองค์ยังพระราชทานพระวรกายให้กับประชาชนทุกคนด้วย”

ห้วงเวลา 70 ปี ความเหนื่อยล้าความเจ็บช้ำที่ผ่านมาคงไม่มีใครจะทนได้ ตรงนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจพวกเราทุกคนได้อย่างดี เพราะตอนนี้พระองค์เสด็จจากเราไปแล้ว หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ดูแลดินน้ำลมไฟ คงเป็นหน้าที่เราทุกคนแล้ว ถึงเวลาที่ลูกทุกคนต้องออกมาประคองแผ่นดินนี้ด้วย

สุเมธ เล่าความรู้สึกต่อว่า ในครั้งแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปช่วยพระองค์ท่านทำงาน พระองค์กล่าวกลับมาว่า “ขอบใจนะ ที่มาช่วยฉันทำงาน แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” นั่นเป็นบริบทที่ไม่เคยได้ยินจากที่ใด มิหนำซ้ำยังทรงสอนให้รู้จักวางตน ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ ตลอด 35 ปี นั่นกลายเป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ตัวเองยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดจนปัจจุบัน เสมือนเดินตามรอยพระองค์ท่าน ท่านทรงสอนเหมือนพระบิดา ย้ำเสมอให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

สุเมธ เล่าว่า หลังพระองค์ท่านสวรรคตไปแล้ว พบว่าท่านสอนย้ำไว้อยู่ 3 ประโยค คือ 1.ให้มองทุกอย่างที่ฉันทำ 2.จดทุกอย่างที่ฉัดพูด 3.สรุปทุกอย่างที่ฉันคิด นั่นคือคำสอนตลอดระยะเวลา 35 ปี ที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านสอนตั้งแต่ปัจจุบัน เตือนอดีต จนไปถึงอนาคต ถือว่าครบเครื่องสมบูรณ์แบบอย่างมาก ตลอดที่รับราชการก็ผ่านการเรียนมามากมายไม่เคยเห็นที่ใดสอนแบบพระองค์ท่าน เห็นแต่สอนให้สนุกแล้วอนาคตค่อยไปกอบโกยไว้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ที่ยาวนานจากพระองค์และไม่มีทีท่าว่าเมื่อใดจะจบ แต่เผอิญครูหยุดสอนก่อน เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559

“ท่านจึงสอนให้ใช้สิ่งต่างๆ อย่างไรให้มีความยั่งยืน ในเมื่อตัวเราสบายแล้ว ก็ต้องส่งต่อไปถึงลูกหลานด้วย อย่างในแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าๆ จะยกให้ลูกหลานเน่าๆ อย่างนั้นหรือ ภูเขาไม่มีต้นไม้จะยกให้หรือ อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษจะยกให้หรือ ต้นเหตุจากความเสียหายน้ำเน่าเสียล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น มือมนุษย์ทำลายอย่างสิ้นซาก”

ในระหว่างปาฐกถาพิเศษ สุเมธ ได้เปิดภาพถ่าย 2 ภาพ ซึ่งไม่เคยเปิดให้ใครดูมาก่อน ภาพแรกเป็นภาพขณะตัวเองอายุครบ 60 ปี เป็นภาพเมื่อ 19 ปีก่อน ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อขอพรเนื่องในวันเกิดครบรอบ 60 ปี ในหลวงทรงประทานพรให้แข็งแรง พร้อมพระราชทานรดน้ำสังข์และนำใบมะตูมมาทัดหูด้านขวาให้

พระองค์ท่านให้ความเมตตาอย่างมาก พระองค์ท่านทรงถามอายุเท่าไร เลยหลุดว่า 60 ปี เกษียณแล้ว “เท่านั้นแหละ ทรงบอกว่าเกษียณหรอจะหยุดงานหรอ แล้วฉันล่ะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังทำงาน หยุดไม่ได้ งานของประชาชน มีหัวใจจะหยุดหรอ ทุกคนต้องทำงานทำทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ ตัวเลขเป็นแค่อายุ จะอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าไม่ไหวร่างกายจะบอกเราเอง”

ส่วนอีกภาพเป็นภาพวันเกิดตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นอายุ 72 ปี ขณะนั้นได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อถวายรายงานสถานการณ์ตามปกติ ขณะพระองค์ท่านประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อขอพระราชทานพรวันเกิด

“ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระวรกายที่อ่อนแอแล้ว ขณะกราบลงไประหว่างกลางฝ่าพระบาท เสียงเงียบจึงเงย ขึ้นมา พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์มา แตะที่ไหล่ซ้ายและเขย่าๆ พร้อมตรัสว่า ‘สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ’ ย้ำอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ และคิดไม่ถึงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายได้เข้าเฝ้าฯ และเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย”

สุเมธ ฝากถึงทุกคนว่า ในเวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะมองพวกเราจากด้านบนลงมา จะต้องทำให้พระองค์เห็น และในทุกวันจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง

 

1 ปีที่จากไป…ในก้นบึ้งหัวใจพสกนิกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520123

1 ปีที่จากไป...ในก้นบึ้งหัวใจพสกนิกร

365 วันที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับกิจกรรมและภารกิจของพสกนิกรในรูปแบบต่างๆ ช่วงที่ผ่านมา

ครบรอบหนึ่งปีวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่ความรัก ความอาลัยที่มีต่อพระองค์ท่านยังเปี่ยมล้นไม่เคยเสื่อมคลายไปจากใจของพสกนิกร ชาวไทย

ตลอด 365 วันภาพที่ประชาชนต่อคิวหลายชั่วโมงตากแดด ตากฝนเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นกลายภาพชินตา บางคนปลีกเวลาจากงานประจำมารับหน้าที่เป็นจิตอาสา ฟันเฟืองแต่ละตัวยังระลึกถึงและน้อมนำคำสั่งสอนของพระองค์มาปรับใช้ในชีวิต

เปลี่ยนน้ำตาแห่งความเศร้าเป็นพลังส่งเสด็จฯ

พรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ในฐานะจิตอาสาของกลุ่มอาสาสมัครจักรยานลาดตระเวนสนามหลวง ที่ใช้เวลา 1 ปีที่ผ่านมาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครกว่า 100 วัน เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ยิ่งครบรอบ 1 ปีของการสวรรคตรู้สึกใจหายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สิ่งที่จำได้ติด ใจคือ ภาพและเสียง ของคุณยายท่านหนึ่งที่เห็นจากข่าวทางทีวี “ไม่เผาได้ไหม” คำถามซื่อๆ ของคุณยายพร้อมเสียงสะอื้นขณะก้มกราบพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวร ราชาทินัดดามาตุ ที่ทรงเดินแจกอาหารให้ประชาชนที่ท้องสนามหลวงในขณะนั้น ทำให้คิดไม่ต่างกันว่า ไม่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้หรือไม่ เพราะอยากให้พระองค์ท่านประทับอยู่ในวังเพื่อให้คนไทยได้ไปกราบให้อุ่นใจไปเรื่อยๆ

พรสุรีย์ บอกเล่าถึงรายละเอียดการทำงานจิตอาสาที่ทำว่า กลุ่มของเธอจะเริ่มราวสองทุ่มด้วยการปั่นลาดตระเวน สังเกตการณ์และรายงานหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ และยังเป็นตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรม คอยสอดส่องดูแลหากเห็นนักท่องเที่ยวแต่งกายหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสม

ต่อจากนั้นจะเดินทางไปทำงานบริการประชาชนหน้าประตูวังด้านทางออก คอยถือป้าย ถือโทรโข่งบอกทิศทางและข้อมูลการเดินทาง บอกจุดคืนผ้าถุง จุดติดต่อที่พักค้าง หรือบางวันก็ประจำจุดจัดคิวแท็กซี่ รถสามล้อ รถเมล์ หรือถือกระบองไฟกั้นรถพาคนข้ามถนน ฯลฯ เมื่อประชาชนหมดเราก็จะเข้าแถวถวายความเคารพพระองค์ท่านหน้ากำแพงหรือประตูวังแล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ถึงเที่ยงคืนหรือดึกกว่านั้น

“แม้จะเหนื่อยจากงานประจำแค่ไหนก็จะกลับมามีแรงฮึดทุกครั้ง เมื่อใส่เครื่องแบบเข้าแถวเตรียมพร้อมปฏิบัติงาน ความสุข ความอิ่มเอมใจที่ได้รับนอกเหนือจากที่ได้ทำงานถวายงานพระองค์ท่านแล้ว รอยยิ้ม คำขอบคุณ ที่สำคัญเราได้เห็นน้ำใจและความทุ่มเทเสียสละของอาสาด้วยกันเอง ที่ต่างคนต่างมา ต่างภูมิหลัง บางคนที่แม้ร่างกายหรือสถานะอาจไม่เอื้ออำนวย”

สำหรับความประทับใจขณะทำหน้าที่จิตอาสา เธอบอกว่า งานนี้ทำให้เราได้เห็นความงดงามของหัวใจที่มุ่งมั่นของการเป็นผู้ให้ของพวกเขาเหล่านี้ที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้นเหนือข้อจำกัดใดๆ มีคนจำนวนมากมาช่วยงานในส่วนนี้ พี่คนหนึ่งหูหนวกและเป็นใบ้

ขณะที่ น้องอีกคนเป็นพนักงานร้านกาแฟใช้วันลามาทำงานอาสาจนเกินกำหนด อีกคน เป็นเยาวชนอายุ 16 ปี ที่พี่ๆ ต้องบังคับให้หยุดถ้าเป็นช่วงสอบ หรือหลายคนที่ต้องปั่นจักรยานทางไกลมาจากบางนาบ้าง สมุทรสงคราม นนทบุรี บ้างและต้องปั่นกลับบ้านยามดึกดื่น

กลุ่มของเรายังเหลือภารกิจสำคัญในช่วงวันพระราชพิธีฯ ที่รออยู่ข้างหน้า แม้ไม่อยากให้วันนั้นมาถึง แต่เราก็ต้องเผชิญและก้าวผ่านมันไปให้ได้แม้จะทำใจยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

“อีกครั้งที่เราจะเปลี่ยนน้ำตาแห่งความเศร้าโศกไปเป็นพลังในการทำงานส่งเสด็จพระองค์ท่าน เราตั้งใจจะทำงานนี้อย่างดีที่สุด และแน่นอนว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของงานจิตอาสา เพราะเราจะก้าวเดินตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอนและทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างตลอดมา คือ การเป็นผู้ให้ และเสียสละความสุขสบายส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยไม่เคยหวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน” พรสุรีย์ กล่าว

พรสุรีย์ กอนันทา

สะสมเศษเสี้ยวนาทีขอใกล้ชิดพระองค์ท่าน

จะเรียม สำรวจ ในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งตั้งเป้าจะเข้ากราบพระบรมศพให้ครบ 89 ครั้ง ตามพระชนมพรรษาของพระองค์ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานประจำ กับกระแสประชาชนที่หลั่งไหลมาเคารพพระบรมศพอย่างไม่ขาดสาย แต่สุดท้ายก็สามารถทำได้เกินเป้าหมายที่วางไว้

เธอ บอกว่า หลังจากสำนักพระราชวังประกาศให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ากราบพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา พอได้รับข่าวความคิดก็ผุดขึ้นมาทันทีเลยว่าต้องเข้ากราบให้ได้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะตลอด ระยะเวลาที่พระองค์มีพระชนม์ชีพ อยู่ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ เมื่อมีโอกาสจึงไม่อยากรอช้าวาง แผนการเดินทาง เตรียมชุด เพื่อเข้ากราบพระบรมศพทันที โดยเลือกเดินทางเข้าไปกราบคือ วันที่ 28 ต.ค. 2559 ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเปิดให้เข้า กราบพระบรมศพ

แม้จะมีหลายคนทักท้วงว่า วันนี้คนน่าจะเยอะนะ แต่เมื่อตั้งใจไว้แล้วเยอะแค่ไหนก็ไม่กลัว เช่นเดียวกับน้องสาวที่เตรียมความพร้อมเข้ากราบในวันเดียวกัน ก่อนเดินทางไปก็มีการศึกษาข้อมูลกันเป็นอย่างดีว่าต้องแต่งตัวอย่างไร ท้ายแถวจะอยู่บริเวณไหน

เธอและน้องสาวเดินทางถึงท้องสนามหลวงเวลา 04.20 น. แม้จะเช้ามากแต่ก็ต้องตกใจพอสมควร เพราะคนมาเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพเยอะมาก หางแถวช่วงเวลานั้นวนไปเกือบ 1 รอบสนาม ผ่านไปไม่กี่นาทีวนกลับมา รอบที่ 2 ผ่านไป 1 ชั่วโมงวนรอบที่ 3 และพอถึงช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. หางแถววนไปอยู่ภายในสนามหลวงด้านฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เวลานั้นทุกคนยังมีความคึกคักสดใส

“ทุกคนเจอทั้งแดด ทั้งฝน ถามว่ารอนานขนาดนี้แล้วจะถอดใจมั้ย ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าถอดใจคงกลับไปนานแล้ว รอมาถึงขนาดนี้ถึงไหนถึงกัน จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 17.00 น. พวกเราที่มาต่อแถวเมื่อประมาณตี 4 จึงได้เดินเข้าวัง และในที่สุดก็ได้เข้ากราบพระบรมศพตอนประมาณ 17.40 รวมประมาณ 14 ชั่วโมงเศษๆ”

จะเรียม ตั้งเป้าหลังจากได้กราบพระบรมศพครั้งแรกว่าจะกราบให้ครบ 9 ครั้ง แต่หลายครั้งที่เดินทางไปต่อ แถวเพื่อรอเข้ากราบต้องถอดใจเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงาน แม้ว่าจะตื่นตี 1 ตี 2 เพื่อไปต่อแถวก็เข้ากราบ ไม่สำเร็จ เพราะช่วงแรกคนเยอะมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ถอดใจ จนทำสำเร็จครบ 9 ครั้ง ตามลำดับรัชกาลของพระองค์ท่าน

จากเป้าหมาย 9 ครั้ง ขยับแบบก้าวกระโดดเป็น 89 ครั้งตามพระชนมพรรษาของพระองค์ เพราะทุก ครั้งที่ได้เข้าไปกราบอยู่ด้านหน้าพระองค์รู้สึกมีความสุขตื้นตันอย่างบอก ไม่ถูก จากที่เหนื่อย เมื่อยก็หายเป็นปลิด ทิ้ง จึงเริ่มปฏิบัติการครั้งต่อๆ ไปทันที ยิ่งจำนวนคนที่ลดลงประมาณเดือน มิ.ย.-ส.ค. ทำให้เข้ากราบได้เร็วขึ้น บางวัน ได้เข้า 2-3 รอบ

สุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. 2560 เธอ ก็สามารถทำตามเป้าเข้ากราบพระบรมศพได้ 89 ครั้งตามที่ตั้งใจ และพอถึงวันที่ 5 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการให้เข้ากราบพระบรมศพ ก็เดินทางไปอีกครั้ง รวมทั้งหมด 90 ครั้ง

“การได้เข้าไปอยู่เบื้องหน้าในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้ว่าทุกครั้งที่ได้ไปจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวนาที แต่ถ้าเรานำจำนวนเศษเสี้ยวนาทีที่เราได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน จำนวน 90 ครั้งที่ได้ทำมันก็นับรวมเป็นชั่วโมงแล้วที่เราได้ใกล้ชิด พระองค์” จะเรียม กล่าว

จะเรียม สำรวจ

มีพลังใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พ่อหลวง

เช่นเดียวกันกับประชาชนบนแผ่นดินไทยคนอื่นๆ เมื่อทราบข่าวการเสด็จสวรรคต แม้ว่าใจจะโรยแรง จากความเศร้าโศก หาก “แอน ทองประสม” ผู้จัดละคร นักแสดง ก็พยุงจิตใจตัวเองให้เข้มแข็ง และหาเวลามากราบถวายบังคมพระบรมศพ อยู่เสมอในช่วง 4 เดือนแรก แอนมากราบที่ริมรั้วพระบรมมหาราชวังแทบทุกคืน “เรารู้ว่าพระองค์นอนอยู่ตรงนี้ รู้สึกอยากไปอยู่ใกล้ๆ ช่วงแรกๆ ที่ก้ม ลงกราบ รู้สึกทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ ทำไมเรามานั่งกราบกำแพง รู้สึกหดหู่มากพอไปถี่ขึ้นก็ตั้งสติได้ ความเศร้าโศกก็เหือดหายไปบ้าง บางทีไปแบบว่างเปล่า ไม่มีอะไรจะพูด ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ขอให้ได้ไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ”

“เวลาแอนไปกราบจะขอแรงกำลังใจจากพระองค์ท่าน ให้แอนทำอะไรอย่างตั้งใจ อย่าย่อท้อ เวลามีงานหรือกินข้าวก็จะเลือกร้านแถวนั้น เพื่อที่ทำธุระเสร็จจะได้ไปกราบพระองค์ ไปหลัง 3 ทุ่ม กราบเสร็จก็เดินกลับ มีไม่กี่ครั้งที่ได้นั่งนิ่งๆ ระลึกถึงพระองค์ ประมาณ 20 นาที เพราะคนจำแอนได้ ก็จะเข้ามาทัก ขอถ่ายรูป ก็ได้ให้กำลังใจกัน”

แอนไม่ได้นับจำนวนว่าไปกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 บ่อยแค่ไหน แต่ถ้าว่างจากการทำงาน การเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะหาเวลามา เพราะรู้สึกอบอุ่นใจ มีพลังใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พ่อหลวง

“ส่วนใหญ่กราบจากนอกวัง มีเข้าไปต่อแถวแบบประชาชนทั่วไป 3 ครั้ง และไปในฐานะเจ้าภาพ 1 ครั้ง ก็ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน ไปต่อแถวก็ได้เห็นประชาชนที่มีความรู้สึกเดียวกัน ทุกคนรักในหลวงมาก ไปในฐานะเจ้าภาพ ยิ่งรู้สึกหวิวๆ มีความเสียใจหนักเข้าไปอีก”

เมื่อตอนอายุราว 20 ปี แอนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าที่หัวหิน ซึ่งเป็นความทรงจำ อันยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้านแอนจะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ก่อนเสมอ

“แอนขอให้วันนี้แอนมีสติ คิดตัดสินใจแต่เรื่องดีๆ เวลาทำตัวไม่น่ารักก็ให้รู้ตัว และแก้ไขได้ทัน เพราะแอนจะเป็นลูกที่ดีของพ่อ จะไม่ให้ใครว่าเราไม่น่ารัก อย่างขี้เกียจอ่านบทละคร เวลามองรูปพ่อ ก็จะมีสติขึ้นมา พ่อสอนอะไรให้ทำจริงจัง เป็นลูกพ่อต้องไม่ใช่แบบนี้” สิ่งที่พ่อสอนพ่อทำ ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ให้มีชีวิตอยู่รอดได้ สิ่งที่พระองค์สอนไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็นสัจธรรมที่ง่ายที่สุด ท่านสอนเยอะ ท่านทำไว้หมดแล้ว ถ้าเราจับได้

แอน ตั้งใจจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่น้อมนำคำสอนมาปรับใช้ในชีวิต จะ ไม่ทำตัวเป็นคนไทยที่ไร้ประโยชน์ต่อแผ่นดิน ไม่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์ ในฐานะนักแสดง มีหน้าที่ตรงนี้ก็จะทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่ทำร้ายสังคม นำพาแฟนคลับทำแต่สิ่งดีงาม ทำดีในวิชาชีพของเรา ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” แอน กล่าว

แอน ทองประสม

337 วัน กราบพระบรมศพ

นับตั้งแต่วันที่ประชาชนได้มีโอกาสเดินทางเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง วันแรก 29 ต.ค. 2559 จนถึงวันสุดท้าย 5 ต.ค. 2560 รวม 337 วัน เกิดตัวเลขที่ทรงคุณค่า และสถิติประวัติศาสตร์ที่มากมาย

เริ่มจากจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพมาก ถึง 12,739,531 คน และพร้อ มใจถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญ พระราชกุศลเป็นเงินรวม 889,545,100.01 บาท

วันที่มีประชาชนเข้ากราบพระบรมศพมากที่สุดนั้นคือวันที่ 5 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีจำนวน ทั้งสิ้น 110,889 คน ถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลมากที่สุดเช่นกัน คือ 7,016,818 บาท

รองลงมาคือวันที่ 2 ม.ค. 2560 มีประชาชนมากราบพระบรมศพ 73,290 คน และวันที่ 16 พ.ค. 2560 คือวันที่ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพน้อยที่สุด จำนวน 14,498 คน

ตลอดทั้ง 337 วัน สำนักพระราชวังได้ปิดไม่ให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพรวม 5 วัน คือวันที่ 1-2 ธ.ค. 2559 วันที่ 1 ม.ค. 2560 และวันที่ 20-21 ม.ค. 2560

การต่อแถวเพื่อผ่านจุดคัดกรองและเข้าไปกราบพระบรมศพ มีการบันทึกว่าคนที่ใช้เวลานานที่สุดคือ 12 ชั่วโมง ขณะที่รอคิวเร็วที่สุดคือ 40 นาที โดยส่วนใหญ่ที่รอคิวนานเนื่องจากเป็นวันหยุด ขณะที่วันธรรมดาใช้เวลารอประมาณ 1-3 ชั่วโมง

ในส่วนดอกไม้จันทน์ที่ คนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันประดิษฐ์ทั้ง 36 แบบ รวมกว่า 12 ล้านดอก โดยกรุงเทพฯ จะใช้มากที่สุดคือ 3 ล้านดอก และมีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วพื้นที่จำนวน 113 ซุ้ม

 

คุณธรรมคู่ความรู้ ทรงวางรากแก้วการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520119

คุณธรรมคู่ความรู้ ทรงวางรากแก้วการศึกษาไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) จัดงาน ๙ ศิระกราน พระภูบาลนวมินทร์ ร่วมกับกองทัพเรือจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อการศึกษาไทย” ระบุว่า การทำการศึกษาเพื่อสร้างชาติของรัชกาลที่ 5 ในระยะแรกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง แต่จะอาศัยฝรั่งให้สอนตลอดไปไม่ได้ จึงมีการส่งคนไปเรียนและดูงานต่างประเทศเพื่อกลับมาทำงานในประเทศ

ทั้งนี้ พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ทรงเขียนไว้ว่า “เพราะฉะนั้นเราจึงได้ตักเตือนนักเรียนเหล่านั้นว่าให้ฟังนึกในใจว่า เราไม่ได้มาเรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อจะเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถัดมารัชกาลที่ 9 มีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 5 ก.ค. 2505 ว่า “ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ผลการศึกษาอบรมในวันนี้จะเป็นเครื่องกำหนดอนาคตของชาติในวันข้างหน้า”

นพ.เกษม กล่าวว่า บทบาทของครูอาจารย์มี 2 หน้าที่สำคัญ คือการสอนและอบรม ถ้าเปรียบลูกศิษย์เป็นต้นไม้ 1 ต้น ครู สถานศึกษา มีหน้าที่บ่มเพาะให้เติบใหญ่ ลำต้นเข้มแข็ง กิ่งก้านให้ออกดอกชูผลไม่แพ้ใครในอาเซียน เช่นเดียวกับรากแก้วที่มั่นคงเพื่อไม่ให้ต้นไม้โอนไปเอนมา มีคุณธรรมจริยธรรม มีวัฒนธรรม รับผิดชอบในหน้าที่ และการเป็นพลเมืองดี

“สังคมที่ยึดหน้าที่เป็นเรื่องใหญ่ คือหน้าที่นิยม สังคมที่ยึดอำนาจเป็นเรื่องใหญ่คืออำนาจนิยม เวลาเราเข้าไปสถานีตำรวจหากโรงพักนั้นคือหน้าที่นิยม ประชาชนจะได้รับการดูแลเต็มที่ แต่ถ้าสถานีตำรวจเป็นอำนาจนิยม คนมีอำนาจและเงินเท่านั้นจะได้รับการดูแลโดยไม่ต้องทำตามกฎหมายก็ได้ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะสังคมไทยยกย่องอำนาจมากกว่าความดี และกลัวอำนาจ ไม่กลัวความผิด”

นพ.เกษม กล่าวอีกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงยึดมั่นในหน้าที่และการทำตามหน้าที่ของแต่ละคน อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 มีหน้าที่ 2 ส่วน คือในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน ต้องดูแลราษฎร ในฐานะทรงเป็นพลเมืองดี เห็นอะไรที่จะทำเพื่อบ้านได้ก็ต้องทำ เป็นนิยามที่สั้นและมีพลังที่สุด อยากให้พ่อแม่ทุกคนสอนลูกหลานให้ควรทำในฐานะพลเมืองดี

“ในช่วงปี 2555 ขณะรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชประสงค์ให้มีโครงการกองทุนการศึกษา โดยให้ไปคัดเลือกโรงเรียนแย่ที่สุดจากชนบทพื้นที่ชายแดน และรับสั่งว่าอย่าไปรบกวนใครท่านจะให้เงินเอง พระราชประสงค์มีอันเดียว คือให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง ไม่ใช่ให้โรงเรียนสร้างคนเก่งให้แก่บ้านเมือง”

ระหว่างนั้นมีจดหมายน้อยจากทหารมหาดเล็กส่งมาให้พวกเรา และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี จึงมาร้อยเรียงกันพบว่า ในหลวงท่านทรงเป็นห่วงบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2553-2554 เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองครั้งใหญ่

นพ.เกษม เล่าต่อไปว่า แต่ท่านให้พวกเรามาเริ่มต้นใหม่ โดยพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งแก่องคมนตรีว่า “ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” และให้ส่งเสริมให้ “ครูรักเด็กและเด็กรักครู” เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อนและไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งขันกับตนเอง

ส่วนโครงการทุนการศึกษาดังกล่าวได้นำมาใช้ดำเนินการโรงเรียนคุณธรรม ในสถานศึกษาทุกระดับทั้งพื้นฐาน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย ประมาณ 155 แห่ง โดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ทำหน้าที่ในการดูแล ซึ่งจากการทำโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยนำพระราชกระแสรับสั่งมาใช้เป็นแนวทางถึงตอนนี้ เป็นเวลา 5 ปี เห็นผลการเปลี่ยนแปลง เช่น เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อน

ที่เห็นชัดคือคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) ที่แต่ละปีมีเด็กคะแนนสูงเพียง 5% ที่เหลือมีคะแนนต่ำ หลายคนไปเรียนกวดวิชา ก็มาใช้วิธีการให้เพื่อนช่วยติว หลายโรงเรียนผลคะแนนดีขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากพระราชกระแสรับสั่งทางมูลนิธิยุวสถิรคุณได้น้อมนำมาปฏิบัติโดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนคุณธรรม ทั้งนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรน้อมนำไปปฏิบัติ

นพ.เกษม กล่าวว่า สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นั้นทรงสืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9 และทรงมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน ได้แก่ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม มีงานทำ-มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี

ท้ายสุด องคมนตรี ย้ำว่า พร้อมกันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแสรับสั่งให้สานต่อโครงการโรงเรียนคุณธรรม รับสั่งแก่คณะองคมนตรีด้วยว่า “การสร้างคนดีเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ต้องทำ ขอให้ถือเป็นหน้าที่”