“สายจูงเด็ก” ความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องตลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2560 เวลา 12:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519816

"สายจูงเด็ก" ความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องตลก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“สายจูงเด็ก” กลายเป็นปัญหาไม่เบาในสังคมไทย เมื่อมีคุณพ่อคุณเเม่ระบายความอัดอั้นของตัวเองผ่านโลกออนไลน์ให้พบเห็นเสมอว่า การใช้สายจูงเด็กออกไปนอกบ้าน มักเจอสายตาเเละรอยยิ้มหัวเราะเยาะจากผู้คน

ล่าสุดคุณเเม่ท่านหนึ่งใช้สายจูงพาลูกน้อยเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 กลับถูกคนรอบข้างมองแล้วฉีกยิ้ม บ้างหัวเราะ บ้างแซวว่าลูกซนจนต้องล่ามไว้ ทั้งที่จริงๆ เเล้วการใช้สายจูงหวังผลในเรื่องความปลอดภัยเเละป้องกันการพลัดหลงของลูกน้อย

2-3 ขวบวัยแห่งการเดินและเรียนรู้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การใช้สายจูงเด็กในประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศนับเป็นเรื่องปกติในสังคม ผู้คนเข้าใจถึงความปลอดภัยของเด็กโดยเฉพาะในวัยที่เพิ่งเริ่มก้าวเดินใหม่ๆ

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่า สายจูงเด็กในต่างประเทศเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อย่างปกติตามพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือห้างสรรพสินค้า ขณะที่ในเมืองไทย หลายคนอาจรู้สึกแปลกใจเมื่อพบเห็นและมีบ้างที่มองว่าคล้ายกับการดูแลสุนัข

ปัจจุบันสังคมไทยเป็นลักษณะของสังคมเดี่ยวมากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายายคอยช่วยเลี้ยงหลาน ทำให้พฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่เปลี่ยนไป

“เมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกจากบ้านไปทำงาน ไปซื้อของหรือทำกิจกรรมนอกบ้านพร้อมกับลูก อุปกรณ์เสริมตัวช่วยในการดูแลและเพิ่มความปลอดภัยจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กวัย 2-3 ขวบ เป็นวัยที่เริ่มเดินเป็นใหม่ๆ พวกเขามีความสนใจโลกภายนอก ขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบๆ ก็กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ ทำให้มีโอกาสเกิดอันตรายได้หากคาดสายตาเพียงแค่วินาทีเดียว

“สายจูงเด็กถือเป็นอุปกรณ์เข้ามาช่วยคุณพ่อคุณแม่ทั้งในแง่ของอันตรายจากตัวเด็กเองและยังป้องกันการพลัดหลงเมื่อต้องอยู่ในที่ๆ มีคนพลุกพล่านด้วย”

เธอบอกว่า สังคมไทยควรเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติใหม่ มองให้เห็นถึงประโยชน์และความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่ผู้ใช้อุปกรณ์มากกว่าการหัวเราะหรือแสดงท่าทีขำขัน

ความปลอดภัยลูกสำคัญที่สุด

คุณค่าของสายจูงเด็กในสายตาใครบางคนอาจมองเป็นเพียงเรื่องตลก แต่ในหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่ใช่แบบนั้น

ธนัยวัสส์ รัตนพงษ์พร คุณพ่อวัย 35 ปี บอกว่า สายจูงจำเป็นมากสำหรับเด็กเพิ่งหัดเดิน เนื่องจากเป็นวัยที่ไม่อยากให้ใครอุ้ม ต้องการเดินด้วยตัวเอง ตนใช้ยามพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านเพื่อให้อยู่ในสายตาเเละความปลอดภัย รวมถึงยังสะดวกและลดอาการเมื่อยล้าด้วย

“คนบางกลุ่มมองว่าเราเลี้ยงลูกเหมือนสุนัข เราห้ามความคิดพวกนี้ไม่ได้ แต่เราเลือกสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดของครอบครัวเป็นอันดับแรก ราคากระเป๋าสายจูงไม่กี่ร้อยบาทเทียบกับลูกที่หายตัวไปไม่ได้เลยครับ”

คุณแม่ยังสาว ณัฐริกา ชมปรีดา บอกว่า ตัดสินใจใช้สายจูงเพื่อหวังผลในแง่ความปลอดภัย ป้องกันลูกหายและเหตุพลัดหลง เนื่องจากลูกน้อยอยู่ในวัยหัดเดิน คาดสายตาเพียงวินาทีเดียวก็เสี่ยงอุบัติเหตุแล้ว ที่ผ่านมารอดพ้นจากอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนได้ถึง 3 ครั้งเพราะสายจูง

“ในช่วงหัดเดินเขาจะไปเร็วมาก จริงๆ ลูกเราเกือบโดนรถชนมาแล้ว 3 ครั้ง ได้สายจูงนี่แหละช่วยชีวิตไว้ รถจะเข้ามาเฉี่ยว เรารีบกระตุกดึงเชือกที่ติดกับตัวลูก เลยหลบทัน”

คุณแม่วัย 33 ปี ยังบอกอีกข้อดีของการใช้สายจูงว่า ส่งผลให้เด็กเรียนรู้ขอบเขตในการเดินของตัวเอง ปัจจุบันลูกวัย 5 ขวบของเธอเริ่มรับรู้ว่าสามารถอยู่ห่างจากแม่ได้มากน้อยแค่ไหนในเวลาที่ไม่ได้ใช้สายจูง

ประสบการณ์ลูกหายของคนอื่น ทำให้คุณแม่บางรายเลือกที่จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกมากขึ้น ดั่งเช่น น.ส.รักษา รวยทรัพย์ วัย 33 ปี

เธอเล่าว่า ลูกชายอายุ 2 ขวบกำลังอยู่ในวัยที่ซนมาก เวลาไปห้างสรรพสินค้ามักชอบวิ่งเล่นซอกแซกจนคุณพ่อต้องคอยวิ่งตาม วันหนึ่งได้ยินเสียงประกาศภายในห้างฯ ตามหาเด็กอายุประมาณลูกของตนเอง กลายเป็นเสียงสะกิดใจให้คิดได้ว่า “ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง”

“ประกาศอยู่นานมากจนซื้อของเสร็จก็ยังไม่เจอ ถ้าเป็นลูกเราหาย ใจแม่คงตายแน่ เลยตัดสินใจหาซื้อในเพจขายของแม่และเด็ก เป็นลักษณะเป้สะพายหลังแล้วมีสายจูง”

คุณแม่ท่านนี้เคยได้ยินเสียงคนรอบข้างนินทาวิธีการดูแลความปลอดภัยให้กับลูกเช่นกันว่า “ดูสิ เหมือนจูงหมาเลย”

“บางคนชี้ให้เพื่อนดูว่าน้องน่ารักจัง บางคนก็ซุบซิบหัวเราะว่าเหมือนจูงหมาเลย ไม่สนใจก็ไม่ได้เพราะคำพูดมันเข้าหูเรา แต่พยายามทำเป็นหูทวนลมไปค่ะ เราปกป้องลูกเรา สมัยนี้ก็เริ่มเห็นคนใช้มากขึ้น ไม่นานทัศนคติแบบนั้นคงหายไป”

เธอ ทิ้งท้ายว่า ห้างฯ นั้นเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุมากมายทั้งสำหรับแม่และลูก เพียงวินาทีเดียว หันกลับมาลูกอาจไม่อยู่แล้วก็เป็นได้ ความปลอดภัยของลูกจึงสำคัญที่สุดและไม่จำเป็นต้องแคร์คนที่ไม่เข้าใจ

ทั้งนี้จากการสำรวจในเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ พบว่า สายจูงเด็กมีราคาตั้งเเต่ 159 บาท ถึง 600 บาท มีหลากหลายรูปแบบเเละสีสันให้เลือก

5 ข้อควรระวัง

สำหรับข้อควรระวังการใช้สายจูงเด็กตามคำเเนะนำจาก motherandcare มาเธอร์ แอนด์ แคร์ เว็บไซต์ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการเลี้ยงดูลูก ระบุไว้ดังนี้

1. ระวังสายจูงอาจรัดตัวหรือรัดคอเด็ก ระวังการสะดุด และไม่ควรกระตุกลูกแรงเกินไป เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้

2. การใช้สายจูงอาจทำให้เด็กไม่สามารถเดินวิ่งอย่างสะดวก รู้สึกเหมือนโดนรั้งตลอด ดังนั้นไม่ควรใช้สายจูงบังคับทิศทางการเดินของเด็กมากเกินไป เพราะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

3. เมื่อเด็กจะล้มแต่พ่อแม่ดึงสายไว้ไม่ให้ล้ม ทำให้เด็กมีความเข้าใจว่าเมื่อจะล้มจะมีคนช่วยเสมอ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ผิด

4. ระวังสายจูงอาจเข้าไปขัดขวางการเดินของผู้อื่น หรือปัดโดนสิ่งของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อพ่อแม่จะอุ้มลูกขึ้นบันไดเลื่อนหรือเดินไปที่ต่างๆ ที่เด็กเดินยาก ไม่ควรปล่อยสายจูงห้อยลงมา เพราะสายจูงอาจจะถูกดูดเข้าไปในบันไดเลื่อนหรือซอกต่างๆ ได้

5. ไม่ควรใช้สายจูงสำหรับเด็กบ่อยเกินไป เมื่อไปเดินสวนสาธารณะหรือที่ที่คนไม่เยอะ ควรปล่อยให้เด็กได้เดิน เล่น วิ่งอย่างอิสระ เพื่อการเรียนรู้ที่ดีกว่า และข้อสำคัญที่สุดคือไม่ควรใช้สายจับลูกมัดไว้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่หรือให้คนถือสายเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเรื่องเศร้าโดยไม่คาดคิดก็ได้ เช่น สายรัดพันคอลูกจนเสียชีวิต ขณะที่คุณละสายตาไปทำธุระเพียงชั่วขณะ

ขอบคุณภาพจาก The Telegraph , BuzzFeed , joyerickson.wordpress.com , likecool.com , thepancakelife.com, childharness.blogspot.com

 

1ปี”รพ.บางสะพาน”ดอกผลแห่งความสำเร็จจากก้าวคนละก้าวของ “ตูน บอดี้สแลม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519270

1ปี"รพ.บางสะพาน"ดอกผลแห่งความสำเร็จจากก้าวคนละก้าวของ "ตูน บอดี้สแลม"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพการพูดคุยกับ “ตูน-บอดี้สแลม” เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนยังแจ่มชัดในความทรงจำของ นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เมื่อนักร้องหนุ่มขออาสาเป็นแกนนำวิ่งระดมหาเงินทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ จากเดิมที่โรงพยาบาล ต้องการจัดวิ่งการกุศลกระตุ้นให้คนมาออกกำลังกาย และให้ตูนมาร่วมเป็นเซเลปหรือกระบอกเสียงเท่านั้น

ครั้งนั้นท้ายที่สุดเขาสร้างปรากฎการณ์ระดับประเทศ สามารถระดมทุนได้มากถึง 85 ล้านบาท จากระยะทางวิ่ง 400 กม. ในเวลา 10 วัน

เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา น่าสนใจว่า ดอกผลความสำเร็จจากการระดมทุนของร็อกเกอร์หนุ่มนั้นเป็นอย่างไร..

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ เล่าว่า เงิน 85 ล้านบาทถูกจัดสรรเปลี่ยนแปลงเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การก่อสร้างอาคารและซ่อมแซมอาคาร ส่วนที่เหลืออีกกว่า 30 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อโครงการในอนาคต

“อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้เเก่ รพ.บางสะพานเองประมาณ 25.7 ล้านบาท รพ.บางสะพานน้อยที่มีขนาด 30 เตียง 1.1 ล้านบาท อีกส่วนเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 14 แห่ง ประมาณ 6.9 แสนบาท”

“ในเรื่องการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งการซ่อมแซมอาคารประมาณ 7 ล้านบาท หลังจากประสบกับภาวะน้ำท่วม อีกส่วนเป็นงบในก่อสร้างอาคารราว 10 ล้านบาท โดยทำการปรับปรุง ออกแบบเเละก่อสร้างอาคารหลายแห่งเช่น อาคารแพทย์แผนไทย อาคารซ่อมบำรุงเเละระบบประปา อาคารดูแลเครื่องเอ็กซเรย์ ให้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภัยน้ำท่วม”

นพ.เชิดชาย บอกต่อว่า ปัจจุบันเหลือเงินอีกกว่า 30 ล้านบาท อยู่ระหว่างการหารือกับทางคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการในแผนต่อไป

อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลบางสะพานจัดซื้อนั้นมีมากกว่า 70 รายการ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ตัวอย่างเช่น เตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน เครื่องนับเม็ดเลือดขาวชนิดไฟฟ้า เครื่องดูดเสมหะ ที่นอน ตู้อบเด็กทารกเคลื่อนที่ เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูก เครื่องมือผ่าตัดตา เครื่องไตเทียม รถเข็นผู้ป่วยพร้อมสายน้ำเกลือ เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ ทั้งหมดทำให้ศักยภาพและความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลนั้นยกระดับแบบก้าวกระโดด

นพ.เชิดชาย บอกว่า ตัวเลขการเข้ารับบริการรักษาของผู้ป่วยนั้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมอัตราการครองเตียงของผู้ป่วยในเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 คนต่อวัน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 150-180 คนต่อวัน ขณะที่อัตราผู้ป่วยนอก จากเดิม 300-400 คนเพิ่มเป็น 400-500 คน

“เหมือนได้โรงพยาบาลใหม่ รองรับการบริการได้มากขึ้น ชาวบ้านมีความสุขมาก สามารถใช้บริการได้สะดวกกว่าในอดีต ส่วนความสามารถในการรักษาพยาบาล เมื่อมีเครื่องมืออุปกรณ์ในการรักษาเพิ่มขึ้นก็สามารถรองรับแพทย์เฉพาะทางมาช่วยเหลือรักษาได้มากขึ้นเช่นกัน”

ผอ.รพ.บางสะพาน บอกว่า การยกระดับของโรงพยาบาลบางสะพาน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำในสิ่งที่รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดหรือใช้เวลาจัดการค่อนข้างนาน

“ในภาพใหญ่อย่างการลำดับความสำคัญ การบริหารจัดการภาษี ผมคิดว่าต้องใช้เวลา เข้าใจว่าภาครัฐอยากให้ทุกโรงพยาบาลเติบโตและพัฒนาได้เหมือนกับ รพ.ศิริราช รพ.จุฬาฯ มีเครื่องมือครบครัน แต่ในความเป็นจริงไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น เมื่อเทียบกับความต้องการรับบริการ รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรด้วย”

นพ.เชิดชายบอกว่า วินาทีนี้สิ่งที่พวกเราทำได้ในฐานะประชาชนคือการมองเฉพาะจุดมากขึ้น มากกว่าการรอคอยหรือหวังพึ่งการพัฒนาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องใช้เวลานาน

“ทุกคนหวังดี แต่ในระดับกระทรวงการตัดสินใจบางอย่าง อาจต้องวางแผนระดับ 5-10 ปี สิ่งที่ภาคประชาชนทำคือการลัดขั้นตอนระบบช้าราชการ ดิ้นรนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย”

“พลังสังคมอาจเป็นคำตอบถ้าเราช่วยกันน่าจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ถ้างอมืองอเท้ารอภาครัฐอย่างเดียว ผลลัพธ์สุดท้ายก็ตกอยู่กับตัวเราเอง ในเมื่อเราอยากให้คนอื่นได้รับสิ่งดีๆ และเราเองก็อยากรับบริการสิ่งดีๆ ผมว่าต้องช่วยกัน คนละไม้คนละมือ” เขาบอกทิ้งท้าย

โครงการอันทรงพลังของตูนนั้นเกิดขึ้นจากท่าทีอ่อนน้อม พฤติกรรมเเละความตั้งใจที่เขาแสดงให้เห็นว่าทำด้วยใจจริงโดยวันนี้นักร้องหนุ่มได้ประกาศโปรเจ็คยักษ์ “ก้าวคนละก้าว” ก้าวใหม่ที่ไปไกลว่าเดิม จุดสตาร์ท จะเริ่มจากป้ายใต้สุดแดนสยามที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุดของประเทศไทย อ. แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งเกือบ 2 เดือน โดยตั้งเป้ายอดบริจาค 700 ล้านบาท

เขา เปิดใจกับรายการเจาะใจว่า อยากให้ทุกคนรับรู้ปัญหาร่วมกันเเละหวังว่าจะเป็นจุุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

“หลายคนก็คงคิดว่าผมบ้าอยู่ในใจ ขนาดตัวผมเอง ผมยังคิดว่าผมบ้า อีกนัยหนึ่งมันอาจจะบอกได้นะว่าผมคิดการใหญ่ แต่ถ้าย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการทำโครงการที่บางสะพาน ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่ได้อยากทำเรื่องนี้เพียงคนเดียว


“ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมไม่รู้หรอกว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่ขอทำ ขอพูดว่า ผมอยากให้ทุกคนเห็นปัญหาร่วมกัน หวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โดยในครั้งนี้ผมจะวิ่งจากใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง จ.ยะลา ไปจนถึงเหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย

“เป้าในใจ ผมอยากได้ยอดบริจาค 700 ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขในอุดมคติของผม ฟังดูมันเยอะมาก แต่ผมคิดว่าผมอยากได้เงิน 10 บาท จากพี่ๆคนไทย กว่า 70 ล้านคน แค่คนละ 10 บาท ซึ่งอาจจะดูมีค่าน้อย แต่ลองเอามากองรวมกัน เงิน 10 บาท มันสามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้จริงๆ อยากให้ทุกคนเห็นถึงพลังในการรวมตัวกัน พลังแห่งการก้าวทีละก้าวเล็กๆ มันก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ รอบนี้จะเป็นการวิ่งครั้งใหม่ที่ยาวที่สุดในชีวิตผม และเป็นการวิ่งครั้งสุดท้ายที่จะออกมาระดมทุน” นักร้องหนุ่มเเสดงความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม

ภาพ…เพจเฟซบุ๊ก ก้าว

จิตอาสาเฉพาะกิจ “รปภ.-จราจร” งานใหญ่สังเกตสิ่งผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519262

จิตอาสาเฉพาะกิจ "รปภ.-จราจร" งานใหญ่สังเกตสิ่งผิดปกติ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จิตอาสาเฉพาะกิจเกือบ 1,000 ชีวิต แสดงออกผ่านสีหน้าที่มุ่งมั่นตั้งใจรับฟังการอธิบายเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ด้านงานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร ที่จะเตรียมพวกเขาให้พร้อมกับการลงแรงลงใจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค.2560

หน่วยรับผิดชอบหลักที่อธิบายแนวทางการปฏิบัติให้กับจิตอาสาเหล่านี้อย่างกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก็แข็งขันไม่ต่างกัน เห็นได้จากการระดมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมอธิบายและอบรมให้จิตอาสาที่สโมรสตำรวจ

เสียงเปล่งตะโกนก้องจากจิตอาสาด้วยคำว่า “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ดังสนั่นก่อนเริ่มการอบรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเต็มที่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ความมุ่งหวังของตำรวจสะท้อนได้จาก พล.ต.ต.ดุสิต สมศักดิ์ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ที่มาเป็นประธานในการอบรมครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่การทำงานที่สำเร็จลุล่วง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งยังน้อมนำพระราโชบาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีในส่วนงานของตำรวจ

“เป้าหมายคือในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ให้จิตอาสาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนงานที่ 7 คืองานรักษาความปลอดภัย และส่วนงานที่ 8 คืองานด้านจราจร จากจำนวนจิตอาสาที่ได้ลงทะเบียนร่วมปฏิบัติหน้าที่ในส่วนดังกล่าวมีอยู่ทั้งหมด 1.8 หมื่นคน เราเชื่อว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี” พล.ต.ต.ดุสิต ย้ำ

ขณะเดียวกัน จิตอาสาเฉพาะกิจที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนนั้น ตำรวจก็มุ่งหวังที่จะแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในด้านบริการ อำนวยความสะดวกให้กับผู้มาร่วมงานตามจุดต่างๆ ที่จัดเตรียมให้ทั่วทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานคร รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงสอดส่องดูแลคอยแจ้งข้อมูลข่าวสาร ให้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ สำเร็จไปด้วยดี

ข้อรายละเอียดในหน้าที่ปฏิบัติของจิตอาสาเฉพาะกิจส่วนงานนี้ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของจิตอาสา พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผู้กำกับการศูนย์ฝึกอบรม บช.น. อธิบายให้จิตอาสารับทราบว่า เริ่มจากงานรักษาความปลอดภัย จิตอาสาที่ผ่านการอบรมจะได้รับบัตรประจำตัวสีแดงที่ทางการออกให้เพื่อแสดงตัวตน หน้าที่คือจะต้องสอดส่องดูแลความปลอดภัย ทั้งด้านของสถานที่ บุคคล และแจ้งข้อมูลสำคัญที่จะประสานกับตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ที่จิตอาสาได้ปฏิบัติหน้าที่ และต้องเป็นคนที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ซึ่งหน้า ซึ่งนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถือว่าจิตอาสาได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว

“งานรักษาความปลอดภัยไม่ใช่ว่าจิตอาสาจะต้องเข้าไปอยู่ภายในงานพระราชพิธี แต่การทำงานจะเป็นลักษณะการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นหน้าที่อันสำคัญ และจิตอาสาด้านนีจะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นคนช่างสังเกต ส่วนเทคนิคด้านอื่นๆ เช่น การจดจำรูปพรรณสันฐาน ลักษณะต้องสงสัย ตำรวจจะเสริมความรู้ให้ในการอบรม” พ.ต.อ.อุเทน อธิบาย

ขณะที่งานด้านจราจร พ.ต.อ.อุเทน อธิบายว่า งานด้านจราจรจะมีบัตรประจำตัวเป็นบัตรสีชมพู หน้าที่คือ ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในทุกด้าน ทั้งการห้ามรถ การจอดรถ ช่วยดูแลบริเวณทางข้ามถนนสำหรับประชาชนที่มาร่วมงาน รวมถึงการแนะนำเส้นทางซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก โดยจิตอาสาจะต้องรู้พิกัดของพื้นที่ ทางลัด และยังรวมไปถึงการช่วยแจ้งอุบัติเหตุทางท้องถนน ซึ่งหากเกิดเหตุจะต้องเร่งเคลื่อนย้ายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เกิดเหตุออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การจราจรเกิดติดขัด

พ.ต.อ.อุเทน เสริมว่า อีกนัยของงานด้านจราจรก็เกี่ยวเนื่องไปยังงานรักษาความปลอดภัยด้วยเช่นกัน เพราะขณะที่จิตอาสาอำนวยความสะดวกอยู่นั้น จะต้องมีเทคนิคการสังเกตบุคคล รถยนต์ที่อาจต้องสงสัยหรือไม่ประสงค์ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมองเข้าไปในรถยนต์ การมองไปยังท้ายกระบะ หรือรถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หากมีเหตุให้ต้องสงสัยจะช่วยเร่งแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนงานจิตอาสาเฉพาะกิจที่ขึ้นตรงกับตำรวจนับเป็นงานที่สำคัญไม่น้อย โดยหลังจากที่อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติและความคาดหวังที่ขอความร่วมมือกับจิตอาสาแล้ว ตำรวจได้แบ่งจิตอาสาตามหน้าที่ทั้งสองด้าน เพื่อไปอบรมเชิงปฏิบัติที่มีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลและองค์ความรู้เอาไว้ให้ โดยมุ่งเน้นไปที่การสังเกตสิ่งผิดปกติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคํญของงานด้านการรักษาความปลอดภัย และการอบรมกฎหมายจราจรเบื้องต้นรวมถึงสัญญาณการจราจรต่างๆ ในการใช้บังคับรถบนท้องถนน

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จิตอาสาจะต้องเข้าร่วมอบรมในทุกกระบวนการ หากไม่เช่นนั้นแล้วในวันงานพระราชพิธีจะไม่ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ จิตอาสาจะต้องเตรียมพร้อมร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นประจำตัว และที่สำคัญจะต้องไปรายงานตัวที่กองอำนวยการร่วมในแต่ละพื้นที่ก่อนงานพระราชพิธีจะเริ่ม 4 ชั่วโมง เพื่อรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ และรับข้อมูลสำคัญไว้แนะนำกับประชาชนที่จะเข้ามาซักถามและขอความช่วยเหลือ

ความรู้สึกของจิตอาสาเฉพาะกิจที่มาร่วมอบรมอย่างกรวิทย์ (ไม่ขอเผยนามสกุล) หนุ่มกลางคนอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านบางเขน บอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่ารู้สึกดีใจที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ และตั้งใจทำทุกหน้าที่ที่ตำรวจจะจัดแบ่งและมอบหมายให้ และทั้งหมดที่ตั้งใจก็เพื่อถวายในหลวงร.9 เป็นครั้งสุดท้าย

ท้ายสุด การอบรมจะจัดไปถึงวันที่ 19 ต.ค.นี้ตามจุดต่างๆ ที่กำหนดเช่น สโมรสรตำรวจ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มหาวิทยาลับราชมงคลกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยจัดเตรียมการอบรมจิตอาสาทั้ง 1.8 หมื่นคนไว้ทั้งหมด 7 รุ่น โดยวันนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 1 ก่อนที่จะส่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ต่อไป

“ปฏิรูปราชการ” เลิกเช้าชามเย็นชาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519209

"ปฏิรูปราชการ" เลิกเช้าชามเย็นชาม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปที่มีความสำคัญที่สุด คือ “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะระบบราชการเป็นกลไกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะถ้าไม่ปฏิรูประบบราชการ การจะไปปฏิรูปด้านอื่นที่เหลือ 12 ด้าน คงเป็นไปได้ยากมาก

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการกฤษฎีกา คนวงในระบบราชการในฐานะมือปฏิรูปของรัฐบาล ในฐานะรองผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU) อธิบายว่า เมื่อกล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ สิ่งแรกที่พูดกันก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและวิธีการทำงานของระบบราชการ เพราะใครต่อใครพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบราชการไทยทำงานแบบกรมใครกรมมัน ไม่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน

“อย่าว่าแต่ทำงานระหว่างกระทรวงเลย บางทีในกระทรวงเดียวกันยังไม่บูรณาการกันเลยก็มี ทั้งๆ ที่การบริหารราชการแผ่นดินแบบกระทรวง ทบวง กรมนั้นเป็นการบริหารงานตามภารกิจ การทำงานจึงต้องเหมือนวงมโหรี คือต้องประสานสอดคล้องกัน เพลงจึงจะไพเราะ แต่ถ้าต่างคนต่างเล่น มันก็ไม่เป็นเพลง” ปกรณ์ ระบุ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม ข้าราชการสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบุคลากรภาครัฐถูกผูกติดกับระเบียบและแบบแผนซึ่งยากต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยกลไกของรัฐเองจะทำให้ข้าราชการต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ได้ 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาองค์ความรู้ให้รู้รอบและรู้ลึก และมีการเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง 2.การบ่มเพาะธรรมาภิบาล กล้าตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม 3.การปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติราชการจากการทำงานตามกฎเกณฑ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และ 4.การปรับปรุงการประเมินผลการปฏิบัติราชการใหม่

สิ่งสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ คือ ควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือ “จำนวนครั้ง”“จำนวนผู้เข้าร่วม” หรือ “จำนวนผู้สอบผ่าน” เช่น จำนวนครั้งในการเข้างาน จำนวนครั้งในการเข้าฝึกอบรมหรือเข้าร่วมสัมมนาอย่างที่เป็นอยู่มาเป็นตัวชี้วัดนั้นเป็นระบบแบบเดิมๆ จึงควรเปลี่ยนไปเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ คือ องค์ความรู้ที่มีการถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการด้วยกันหรือแก่บุคคลภายนอกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน มีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ หรือการเผยแพร่ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

อีกทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติราชการจากการทำงานตามกฎเกณฑ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน การให้บริการตามความต้องการเฉพาะปัจเจกบุคคลที่ผู้รับบริการสามารถออกแบบและเลือกรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างได้ ภาครัฐต้องให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ทุกสถานที่ นำเสนอบริการที่เหมาะสมแต่ละบุคคล มีช่องทางการให้บริการหลายช่องทางและบูรณาการภาครัฐเป็น One Stop Service ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างนวัตกรรมการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สมควรที่รัฐบาลจะกำหนดให้ทั้งสองหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด และให้เป็นหน่วยงานต้นแบบในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคราชการ โดยหน่วยงานราชการเองต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล “ประเทศไทย 4.0” โดยคำนึงถึงบทบาทและหน้าที่เฉพาะของหน่วยงาน

ปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า ระบบเดิมที่มีอยู่มันมีปัญหา ทางที่ดีคือต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะระบบราชการของประเทศออสเตรเลีย น่าเป็นแบบอย่างในการจัดโครงสร้างการบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรม อาทิ เรื่องการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณและสถานะของบุคลากรของกระทรวงอื่นด้วย

จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากร และให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี แนะนำให้ปลัดกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่หรือที่รับโอนหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานบุคคล แยกผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงต่างๆ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ข้าราชการ และลูกจ้าง แบ่งข้าราชการออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปลัดกระทรวง ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการทั่วไป โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทในกระทรวงมีหน้าที่บริหารงานของกระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้น เพ่ื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และตรวจสอบได้ เมื่อพ้นจากตำแหน่งต้องจัดทำรายงานประจำปีแสดงงานที่กระทรวงได้ทำในรอบปีที่ผ่านมาเสนอต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล

ที่น่าสนใจ คือ การแต่งตั้งปลัดกระทรวงเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงได้ต่อเมื่อเป็นการเสนอแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือคาดว่าจะว่างลง หรือปลัดกระทรวง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ได้หารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้นแล้วและมีหนังสือรายงานให้นายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี แต่อายุต้องไม่เกิน 65 ปี

ในขณะที่การกำหนดจำนวนลูกจ้างในกระทรวงต่างๆ นั้นเกี่ยวพันกับการบริหารงบประมาณเช่นกัน ปลัดกระทรวงจึงสามารถกำหนดจำนวนการจ้างลูกจ้างของกระทรวงได้เองตามที่เห็นสมควรเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้จะนำมาต่อยอดปฏิรูประบบราชการไทยได้หรือไม่ อีกไม่นานจะได้รู้กัน

 

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 07:20 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519058

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) รณรงค์จัดกิจกรรม “ปลูกดาวเรืองด้วยใจถวายพ่อ” เชิญชวนประชาชนทั่วทั้งประเทศหลอมรวมใจพร้อมเพรียงกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ด้วยการเพาะปลูกดอกดาวเรือง รวมถึงดอกไม้สีเหลืองชนิดต่างๆ เพื่อให้บานสะพรั่งพร้อมกันในเดือน ต.ค.นี้ ทั่วดินแดนที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรทุกหมู่เหล่าแม้กระทั่งในถิ่นทุรกันดาร

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีและแสดงความอาลัย ด้วยการร่วมกันปลูกต้นดอกดาวเรืองให้บานพร้อมกันทั่วประเทศ และปลูกต่อเนื่องไปตลอดก็ทำได้เช่นกัน ไม่จำกัดว่าต้องเฉพาะภายในเดือน ต.ค. เท่านั้น

ทั้งนี้ ทางสำนักสิ่งแวดล้อมได้เตรียมเพาะดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองชนิดอื่นๆ อาทิ ทานตะวัน ดาวกระจาย กระดุมทอง และทองอุไร ประมาณ 4 แสนต้น เพื่อนำมาใช้ประดับตกแต่งสถานที่สำคัญ รวมถึงสวนสาธารณะของกรุงเทพฯ ได้เตรียมปลูกดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองอีกกว่า 5 หมื่นต้นด้วย

กิจกรรมนี้ทำให้ประชาชนพร้อมใจกันฝึกฝนทดลองปลูกต้นดอกดาวเรือง ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกให้เติบโตได้ เนื่องจากต้องอาศัยทักษะความรู้ในการเพาะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ด้วย

พัชรียา บุญกอแก้ว อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แนะวิธีการปลูกดอกดาวเรืองให้เจริญเติบโตแข็งแรง ต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างถูกวิธีในวัสดุเพาะปลูก อาทิ พีทมอส ขุยมะพร้าวคลุกทราย แกลบ นำมาใส่ไว้ในถาดหลุม หรือตะกร้า วัสดุที่หาได้ง่ายภายในบ้านเรือน ทำการเจาะหลุมลึกประมาณ 1 เซนติเมตร วางเมล็ดโดยให้ด้านสีดำอยู่ด้านล่างสุด จากนั้นกลบเมล็ดเบาๆ บางๆ อย่าฝัง เพื่อให้ลำต้นแตกหน่อดันดินออกมาได้

วิธีการรดน้ำควรรดให้นุ่มนวลที่สุด หากใช้สายยางฉีดโดยตรงจะทำให้เมล็ดกระเด็นเสียหาย ดังนั้นควรมีที่ฉีดสเปรย์และคอยพรมน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนนำถาดเพาะเมล็ดมาวางไว้ให้รับแสงแดดประมาณ 50% สลับที่ร่มใช้ระยะเวลา 2-3 วัน เมล็ดดอกดาวเรืองจะเริ่มแตกหน่อเป็นต้นกล้าให้เห็น

เมื่อต้นกล้าอายุได้ 12-15 วัน จะเริ่มเห็นใบจริง 1-2 คู่ใบ ทำให้การย้ายต้นกล้าลงในถุงขนาด 4-6 นิ้ว หรือกระถางขนาด 6-8 นิ้ว หากย้ายไปไว้ในถุงที่มีขนาดเล็กจะส่งผลให้ต้นไม้ขนาดเล็ก ดอกเล็กตามไปด้วยไม่สวยงาม วัสดุที่ใช้สำหรับปลูก เช่น กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว แกลบ และดินผสม อัตราส่วน 1/1/1 ซึ่งหากใช้เพียงกาบมะพร้าวจะทำให้ต้นไม้โทรมเร็ว ดังนั้นต้องมีดินผสมอยู่ด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและวางประดับได้นาน จากนั้นเริ่มต้นใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-20 ในปริมาณ 2 กรัม/น้ำ  1 ลิตร ค่อยๆ ดูแลต้นกล้าเพราะเขายังอ่อนแอมาก

การดูแลต้นดาวเรืองหลังนำมาปลูกในกระถางต้องใส่ปุ๋ยเม็ดละลายช้า ประมาณ 10 เม็ด/ต้น เพื่อให้ต้นไม้ค่อยๆ กินปุ๋ยวันละน้อยอย่างต่อเนื่องใช้สูตร 14-14-14 หรือสูตร 16-16-16 ปุ๋ยเหล่านี้หาซื้อได้ทั่วไป

“ขอเน้นย้ำว่าขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ปลูกได้สำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับช่วงของการย้ายต้นกล้า โดยเมื่อเพาะเมล็ดออกมาแล้วได้ต้นที่ยืดยาวมาก ต้องคอยกลบดินเข้าหาลำต้น เพื่อทำให้ใบเลี้ยง ลักษณะใบคู่กลมๆ ลอยอยู่เหนือผิวดินเล็กน้อย วิธีการนี้ทำให้ลำต้นไม่โยกเยกหรือหักล้ม และวางต้นดาวเรืองให้รับแสงแดดตอนเช้าจะดีที่สุด ไม่ควรวางต้นไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ให้วางไว้ในบริเวณที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดในตอนบ่าย พร้อมกับรดน้ำช่วงเช้าและเย็นทุกวันอย่าให้วัสดุปลูกแห้งขาดน้ำ”พัชรียา กล่าว

ระหว่างนี้ขั้นตอนการดูแลให้ต้นไม้มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการให้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0  ประมาณ 1.5 กรัม ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทุก 4-5 วันจะทำให้ลำต้นและใบมีสีเขียวสดใสสลับกับการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ในอัตรา 2 กรัม/ต้น โรยรอบต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง ร่วมกับการให้แคลเซียมโบรอนอัตรา 1-2 มิลลิลิตร/ลิตร ทุกสัปดาห์มีประโยชน์ทำให้พืชแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย

พัชรียา กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนปลูกดอกดาวเรืองได้ไม่ค่อยสวยงาม ส่วนมากพบว่าลำต้นสูง ไม่แตกเป็นพุ่มเหมือนตามร้านขายต้นไม้ เกิดจากขั้นตอนสำคัญที่ลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด คือ “เทคนิคการเด็ดยอด” โดยเด็ดยอดอ่อนออก 1 คู่ใบ เพื่อทำให้ตาข้างของดาวเรืองแตกออกมาอีกกิ่งหนึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนดอกให้ต้นไม้ ไม่ทำให้ลำต้นสูงขึ้นอย่างเดียว และได้ดอกไม้ที่มีคุณภาพสวยงามมากที่สุด

สำหรับวิธีป้องกันแมลง อาทิ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน แมลงปากดูด หนอนกินใบ อาจใช้ยากำจัดแมลงชนิดเม็ดได้สักเล็กน้อย แต่ทางที่ปลอดภัยที่สุดควรให้ความใส่ใจตรวจสอบอยู่เสมอ ส่วนหอยทากที่มักมีพฤติกรรมชอบกัดกินต้น หากพบเห็นควรรีบจับออกจากบริเวณนั้นทันที ต่อมาเรื่องของโรคใบจุดมักพบในช่วงฤดูฝน มีอาการใบจุดสีขาวแห้ง ต้องรีบเด็ดออกไปทิ้งให้ห่างป้องกันการระบาดสู่ต้นอื่น

“สิ่งสำคัญอย่างสุดท้ายคือ ความสม่ำเสมอในการให้ปุ๋ยควรให้น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ดีกว่าให้ครั้งละมากๆ จะทำให้ต้นดาวเรืองตาย หากมีความเข้าใจในการปลูกดาวเรืองก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงอยากให้ประชาชนทุกคนร่วมกันทดลองปลูกบ้านละ 1-2 ต้น เพราะถ้าเราได้เห็นดาวเรืองที่ปลูกเองกับมือออก ดอกสวยงามจะมีกำลังใจและคุ้มค่าการรอคอย เพื่อถวายแด่พ่อหลวง ร.9”พัชรียา กล่าว

 

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518737

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

อากาศที่ร้อนอบอ้าว และสุ่มเสี่ยงที่ ฟ้าฝนจะเทลงมา มิใช่อุปสรรคสำหรับอีกหลายหมื่นชีวิตในชุดสีดำ ที่ตั้งใจและตั้งมั่นต่อแถวระยะทางยาวหลายกิโลเมตรบริเวณด้านนอกพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “พ่อหลวง” พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เสียงป่าวประกาศจากเจ้าหน้าที่ผ่านโทรโข่งให้ทุกคนอดทน และแน่นอนว่าจะได้เข้าไปกราบพระบรมศพในวันสุดท้ายนี้ทุกคน ขณะเดียวกันเหล่าบรรดาจิตอาสาก็แข็งขัน เดินแจกจ่ายอาหารของว่างให้กับผู้ที่ยืนต่อแถวเข้ากราบพระบรมศพอย่างไม่ย่อท้อ

หากนี้คือภาพที่แสดงออกถึงความรักให้กับใครสักคน ความรักนี้ก็คงงดงามและยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเปรียบ

เสียงสะอื้นผ่านน้ำที่คลอในเบ้าตาของ รัตนา พุ่มทรัพย์เจริญ แม่บ้านจาก จ.นนทบุรี หญิงวัยกลางคนที่มาต่อแถวตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ให้กราบพระบรมศพวันสุดท้าย เธอตั้งใจว่าจะต้องเข้ากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้รัตนาจะมีอุปสรรคทางสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

“เป็นไงเป็นกัน จะเป็นลมก็ต้องเอาให้ไหวเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาตั้งใจว่าจะมาแต่ก็ไม่สบาย สุดท้ายกินยาเข้าไปและเดินทางออกจากบ้านมาที่สนามหลวง” รัตนา เผยความในใจ และแน่นอนว่าเธอรู้สึก “ใจหาย” และบอกไม่ถูกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย ขณะที่วันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ต.ค.นี้นั้น รัตนาก็จะมาอีกครั้งเพื่อส่งพ่อขึ้นสวรรค์

ความรู้สึกต่างๆ ของผู้คนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน แม้ใบหน้าที่พูดคุยระหว่างกันจะเติมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คำขอบคุณ และการเอื้ออารีช่วยเหลือระหว่างกัน หากแต่ความรู้สึกภายในใจของแต่ละคน กลับเต็มไปด้วยความเศร้า

วิฑูรย์ พรหมวิทย์ ในวัย 52 ปี นั่งพักเหนื่อยริมฟุตปาทหน้ากองสลาก หลังใช้เวลาต่อแถวตั้งแต่เช้ามืดและได้เข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นครั้งแรกของเขา วิฑูรย์ เผยความรู้สึกที่เลือกมากราบพระบรมศพวันสุดท้ายเพราะต้องการจารึกไว้กับความรู้สึกของตัวเองไปตลอดกาล

การเดินทางคนเดียวมาจาก จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วานซืน ความในใจที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานบอกพระองค์ท่านขณะที่ก้มกราบ คือ จะทำความดีดั่งคำที่พ่อสอนไปจนวันตาย

“ใจหายอย่างมาก ทุกวันคืนนับตั้งแต่พระองค์เสด็จสวรรคตความรู้สึกผ่านไปเกือบหนึ่งปีก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่มาวันนี้ใจหายจริงๆ เพราะเราคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำงานหนักเพื่อคนไทย สิ่งนี้จะคอยย้ำเตือนให้ผมได้คิดถึงพระองค์ท่าน และทำให้พระองค์ท่านไม่ได้จากคนไทยไปไหนเลย” วิฑูรย์ เล่าจากความรู้สึก

อนงค์ทิพย์ แสงสุข ประชาชนจากทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ที่วันนี้เดินทางมากราบพระบรมศพร้อมลูกสาว ขณะที่อนงค์ทิพย์เดินทางมากราบพระองค์ท่านแล้วถึง 3 ครั้ง แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย แต่ใจที่สู้และอดทน และต้องการให้ลูกสาวได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ จึงตัดสินใจเดินทางมาในวันสุดท้าย

อนงค์ทิพย์ เล่าว่า พระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน และวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กับพระองค์ท่าน แต่เราจะอยู่กับพระองค์ท่านไปตลอดแน่นอน

“คุณดูสิ ในวันเก่าๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ก็มีคนมารอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก วันนี้เมื่อพระองค์จากไปประชาชนคนไทยก็ไม่ได้จากไปไหน ยังคงมารวมกันมากมายเหมือนวันที่พระองค์ยังอยู่ นั่นหมายถึงว่าพระองค์ท่านมีคนไทยที่รักพระองค์ไปตลอดกาล” อนงค์ทิพย์ เล่า

แม้แถวที่ประชาชนยืนรอกันจะยาวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุแตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมา และไม่มีท่าทีจะทุเลาแม้แต่นิด แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็ไร้ค่า และไม่สามารถทำให้ประชาชนที่รักในพระองค์ท่านที่ต้องการเข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้ายย่อท้อแม้แต่น้อย

ขณะที่คนหนุ่มสาวที่เดินทางมาร่วมกราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้ายต่างใช้สิทธิลาพักร้อนจากที่ทำงาน เพื่อมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความตื้นตัน และเศร้าเสียใจที่ต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า จากนี้จะไม่ได้เข้าใกล้พระองค์ท่านอีกต่อไปแล้ว

จากสีหน้าของ นฤมล กองชัยทรัพย์ พนักงานสาวออฟฟิศในวัย 30 ปี เธอยิ้มแย้มต้อนรับการสนทนาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกของเธอที่มากราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าเธอก็เปลี่ยนแปลงไป

ความเศร้าสร้อยมาเยือนผ่านนัยน์ตา และสะท้อนผ่านความรู้สึกด้วยเสียงที่สั่นเครือ นฤมล หากคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านแล้ว เราจะไม่ได้มากราบพระองค์อีกแล้ว ความรู้สึกนี้มันก็สร้างความทุกข์ให้กับเราอย่างมาก เพราะเรารักพระองค์ท่านอย่างไม่มีข้อสงสัย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยมาตลอดเวลา สิ่งนี้ยิ่งทำให้เรารู้สึกหวงแหนพระองค์และไม่อยากคิดว่าพระองค์จากไปแล้ว แม้จากวันที่เสด็จสวรรคตจนถึงวันนี้จะผ่านพ้นมาเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

“สิ่งที่พอจะทำให้เราหรือคนไทยเดินหน้าต่อไปได้คือปฏิบัติตามคำสอนของพ่อหลวงของเรา ท่านไม่เคยสอนเราในเรื่องไม่ดี ทุกอย่างที่พระองค์ทรงสอนและทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้น มากราบพระองค์ท่านในวันนี้ก็เพื่อจะบอกท่านว่าเราจะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี ทั้งจากนี้และตลอดไป” นฤมล เผยความรู้สึกสุดท้ายที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเดินทางมากราบแล้วถึง 9 ครั้ง

เสียงโทรโข่งยังคงป่าวประกาศจากตำรวจให้ทุกคนที่ต่อแถวด้วยความอดทน จิตอาสาก็ยังเดินหน้านำน้ำ อาหาร ขนมอย่างไม่ย่อท้อ นำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ตั้งใจแน่วแน่ในการเข้ามา กราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย ประชาชนต่างทยอยเดินตามแถวที่เคลื่อนไปเบื้องหน้าด้วยเป้าหมายเดียวกัน

แต่เหนืออื่นใด ก็ด้วยความรู้สึกที่สื่อถึง “พ่อหลวง” ของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นที่คนไทยทุกคนรัก ด้วยใจที่สะท้อนว่าพระองค์ยังไม่ได้จากไปไหน แต่ยังคงอยู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน

 

กราบถวายบังคมพระบรมศพวันสุดท้าย “เกิดชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์อีก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 21:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518637

กราบถวายบังคมพระบรมศพวันสุดท้าย "เกิดชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์อีก"

5 ต.ค. วันสุดท้ายที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยท้ายแถวยาวไปจนถึงสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กระนั้นตลอดทั้งวันพสกนิกรชาวไทยยังคงเดินทางมาอย่างล้นหลามและต่อเนื่อง ทั้งหมดล้วนไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากไม่ว่าจะแดดออกหรือฝนตกแค่ไหนก็ตาม

โดย…อดิศร เงสันเทียะ

โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ความรู้สึกของประชาชนที่ต่อแถวรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง

นางถวิล อาจภักดี อาชีพแม่บ้าน อายุ 49 ปี จังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า พระองค์ท่านทรงทำให้เราทุกคนมีกินมีใช้มาจนทุกวันนี้ ทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งและอยากให้คนไทยทุกคนรักกัน รักพระองค์ท่าน รักประเทศชาติ ทั้งนี้ในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง ก็ยืนยันจะมาที่สนามหลวงอีกครั้งแน่นอน

นางนงรักค์ สุขขา อาชีพเย็บผ้า อายุ 56 ปี ชาวนครศรีธรรมราช บอกว่า นี่เป็นครั้งที่ 12 ที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ แม้ว่าระยะเวลาในการเข้าแถวรอจะใช้เวลานานซึ่งแต่ละครั้งไม่ต่ำว่า 5 ชั่วโมง แต่ความรู้สึกทุกครั้งก็เหมือนเช่นเคยคือรู้สึกขนลุก ปลื้มปิติและตื้นตัน คล้ายกับว่าพระองค์ท่านรับรู้ว่าประชาชนของพระองค์มาเข้าเฝ้า และช่วงวันพระราชพิธีจะเดินทางมาที่สนามหลวงแน่

นางรัชนี ญาณสุคนธ์ อายุ 56 ปี และ นางทิพวลัย ลักษณะภู่ อายุ 52 ปี ทั้งคู่เดินทางมาจากอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า มาที่สนามหลวงนับครั้งไม่ถ้วนแต่ในช่วงที่ขยายเวลา 5 วันสุดท้าย ได้เดินทางมาเข้ากราบพระบรมศพทุกวัน แม้ว่าจะมีอาการไม่สบายอยู่บ้าง แต่ไม่เคยย่อท้อกับความยากลำบากในการต่อแถว

นางรัชนี บอกว่า การเข้าแถวจะใช้เวลานานเป็นบางวัน แต่ที่นานที่สุดเท่าที่เคยรอ คือตั้งแต่ 12.00 – 04.00 น. รวมแล้วราวๆ 15 ชั่วโมง ขณะที่นางทิพวลัย กล่าวถึงความรู้สึกว่า อยากร้องไห้ทุกครั้งที่ได้เข้าไป ยังรู้สึกใจหายเพราะเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่จำความได้เป็นความผูกพันทางจิตใจ แรกๆ ทำใจไม่ได้ แทบสติแตกต้องเดินทางมาเฝ้าทุกวัน ทั้งนี้ทั้งคู่ย้ำว่าจะมาอีกครั้งในวันที่ 26 ตุลาคม

“ทุกครั้งที่เข้าไปกราบจะอธิษฐานเสมอว่า อยากให้พระองค์ท่านมีความสุขและจะเกิดภพชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์”

ด้านนายสมพงษ์ ดีนอก อายุ 75 ปี อาชีพ คนดูแลรถเช่า บอกว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพ รู้สึกตื้นตันและรู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสแบบนี้ในชีวิต

“อยากให้คนไทยรักกันให้มากกว่านี้ คิดว่าพระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นคนไทยทะเลาะกัน พระองค์ทำให้เราทุกอย่างแล้วต้องตอบแทนท่านบ้าง”

นายสมชัย ทาบทอง อายุ 53 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า ตนเองเดินทางมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพาแม่มาเข้ากราบ แต่ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงจึงไม่มีโอกาสได้พามาอีก ซึ่งตนเองรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้เกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิต และยืนยันอีกเสียงว่าจะมาอีกในวันที่ 26 ตุลาคม

 

นางสาวอาทิมา แสนอุบล อายุ 22 ปี เดินทางมาจากเขตลาดกระบัง กทม. บอกว่า มาเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกใช้เวลาตั้งแต่ 12.00 – 22.00 น. ครั้งที่สอง 04.00 – 15.00 น. แม้จะเป็นเวลาที่นานเพียงใด แต่ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะตั้งใจมาด้วยใจจริง

“อยากให้ทุกคนนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พระองค์ท่านจะต้องภูมิใจที่คนไทยไม่ฟุ่มเฟือยและมีกินมีใช้ในอนาคต”

นางสาวเยาวลักษณ์ อัมหิรัญ อายุ 39 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เดินทางมาจากปากเกร็ด นนทบุรี เข้ากราบพระบรมศพกว่า 5 ครั้ง แรกเริ่มนั้นทำใจไม่ได้ แต่พอได้ศึกษาทางพุทธศาสนาจึงตระหนักได้ว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงพอเริ่มทำใจได้บ้าง อีกทั้งยังคิดว่าพระองค์ท่านเหนื่อยเพื่อคนไทยทั้งประเทศมาตลอด อยากให้พระองค์ท่านได้สุขสบายเสียที

“จริงๆ พระองค์ท่านไม่ได้ไปไหนหรอก พระองค์ท่านอยู่ในใจเราตลอดเวลา”

ด้านนายหิรัญ ป้องกัน อาชีพ ขับแท็กซี่ อายุ 46 ปี เป็นชาวนครศรีธรรมราช เล่าว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปกราบพระบรมศพ เนื่องจากก่อนหน้านี้กราบอยู่เพียงภายนอกเท่านั้น ซึ่งมาเข้าแถวตั้งแต่ 06.00 จนถึง 14.00 น. จึงได้เข้ากราบพระบรมศพ

นายหิรัญ ยังบอกอีกว่า รู้สึกผูกพันและสรรเสริญพระองค์ท่านเหนือสิ่งอื่นใด ตนเองมักชอบดูสารคดีที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้ว่าพระองค์ท่านดีกับคนไทยเพียงใด

“ผมคิดว่าเราเป็นประชาชนธรรมดานะ เท่าที่ผมทราบนะตั้งแต่มีกษัตริย์มาก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เข้าไป พึ่งจะมีรัชกาลที่ 9 นี่แหละ มีโอกาสได้เข้าไปก็เข้า แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ ทำความดีถวายท่านก็ได้ครับ แต่ผมก็ดีใจที่ได้มาครับมันเป็นความตั้งใจของผมจริงๆ ”

ท้ายที่สุด พสกนิกรที่เดินทางมากราบถวายบังคมครั้งนี้ ต่างยืนยันว่าจะเดินทางมาที่สนามหลวงในวันที่ 26 ต.ค.นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นมิ่งขวัญของคนไทยทั้งชาติ

 

“จากวันแรก-วันสุดท้าย” ชีวิต12เดือน ของ”วศิน ดำรงรัตน์” จิตอาสาเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 19:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518633

"จากวันแรก-วันสุดท้าย" ชีวิต12เดือน ของ"วศิน ดำรงรัตน์" จิตอาสาเพื่อพ่อ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี แม้หัวใจคนไทยจะแตกสลาย แต่อีกมุมกลับเห็นความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่และน้ำใจคนไทย ที่หลั่งไหลออกมาช่วยเป็นจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลังจากตัดสินใจเริ่มต้นทำหน้าที่จิตอาสาตั้งแต่ 14 ต.ค. 2559 “วศิน ดำรงรัตน์” ก็ได้ทำหน้าที่มาตลอดจวบจนถึงปัจจุบัน

เขาเป็นจิตอาสาโรงทานเต้น ๙  แม้บ้านจะอยู่ในพื้นที่เขตบางนา แต่ก็ออกมาช่วยงานทำอาหารแจกของที่โรงทาน ณ ท้องสนามหลวงทุกวัน

เขาเล่าว่า จุดเริ่มต้นการทำหน้าที่นี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี เริ่มจากช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค.2559 ตอนนั้นไปช่วยแจกของผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่พอตกบ่ายทราบข่าวว่าพระองค์มีพระอาการไม่ดี จึงรีบขับรถมาที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรอเฝ้าฟังพระอาการพร้อมกับสวดมนต์ แต่พอวินาทีที่ประกาศแถลงการณ์สวรรคต ขณะนั้นหัวใจเหมือนแตกสลาย กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว

หลังจากตั้งสติได้ก็คุยกับเพื่อนๆว่า อยากที่จะทำอาหารมาแจกประชาชนที่มาเฝ้ารอขบวนเคลื่อนพระบรมศพ เพราะคิดว่าตอนนั้นวันแรกอาหารและน้ำดื่มน่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็น จึงได้ทำข้าวกระเพรามาแจก ซึ่งเป็นเมนูที่ง่าย หลังจากวันนั้นก็ทำข้าวมาแจกเรื่อยๆ วันละประมาณ 3 หมื่นกล่อง เมื่อผ่านไปหนึ่งสัปดาห์จึงมาตั้งโรงทานที่สนามหลวง

วศิน บอกว่า อาหารที่ทำในแต่ละวันมีจำนวนมาก แต่เมนูก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไป อาทิ ข้าวผัด กระเพรา ไข่พะโล้ จับฉ่าย แล้วแต่วัตถุที่ได้รับบริจาคมา ตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะต้องเดินทางจากบ้านพักที่บางนามาทุกเช้า เพื่อมาทำและแจกอาหารทั้งวันไม่ได้หยุด แต่เมื่อคิดว่าทำอาหารเลี้ยงลูกและแขกของพ่อ ก็หายเหนื่อย

“มาถึงตอนนี้ 300 กว่าวันที่ได้ทำมา ผมรู้สึกภาคภูมิใจแม้บางครั้งใช้เงินเก็บที่มีอยู่มาช่วย แต่ก็รู้สึกอิ่มใจ เพราะทำแล้วมีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ ไม่ได้อยากได้หน้า คิดว่าทำให้ประชาชนของท่าน เป็นทางเดียว ที่จะตอบแทนพระคุณพระองค์ ที่ทำให้พวกเรามามากมาย”

จิตอาสา รายนี้ บอกว่า แม้หลังจากนี้จะไม่ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารในโรงทานเนื่องจากสำนักพระราชวังได้ปิดการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพแล้ว แต่ใจหนึ่งยังคงอยากทำต่อไปไม่ขอเลิก

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงทำงานหนักเพื่อประชาชนมาโดยตลอดไม่ว่าสภาวะใดเพื่อให้ประชาชนได้อยู่ดีมีสุข ทำให้ผมได้น้อมนำหลักการทำงานของพระองค์มาปรับใช้ คือ ไม่ว่าต้องผ่านอุปสรรคมากมายเพียงใด หากใช้ความพยายาม ความเพียร และความอดทนไม่ว่าปัญหาหนักแค่ไหนก็จะผ่านไปได้”

“ผมอยากจะให้คนไทยรักสามัคคีช่วยกัน ลดความเห็นแก่ตัว ทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้น

“พระองค์ท่าน วางแผนที่ไว้แล้ว เหลือแต่ตอนนี้เราต้องสานต่อ เพื่อไม่ทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงทำมาสูญเปล่า”จิตอาสาารายนี้กล่าว

 

“10วัดดัง”สะเทือนจัดระเบียบ! คนใหญ่โต ดาราดัง นิยมไหว้ขอพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 19:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518632

"10วัดดัง"สะเทือนจัดระเบียบ! คนใหญ่โต ดาราดัง นิยมไหว้ขอพร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผลพวงจากมาตรการเข้มงวดกวดขันการจำหน่ายวัตถุมงคลภายในวัดทุกแห่งทั่วประเทศ  ทำให้วัดต้องปรับกลยุทธ์โฆษณาในการจำหน่ายเครื่องรางของขลัง รูปหล่อ เหรียญเกจิดัง ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม  เพราะส่วนหนึ่งของรายได้วัดมาจากการเช่าวัตถุมงคล

โดยทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง รวมกว่า 10 แห่ง ที่มีผู้คนเดินทางเข้าไปกราบไหว้ เช่าหาบูชาวัตถุมงคล สะเดาะเคราะห์ สักยันต์เสริมดวงชะตา และลงนะหน้าทอง โดยเฉพาะผู้มีชื่อเสียงอย่างดารา นักแสดงแวดวงคนบันเทิง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ยังเคยไปกราบไหว้

เริ่มต้นที่วัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร พื้นที่รอยต่อกับกรุงเทพฯการเดินทางสะดวก เพียง 34 กิโลเมตรถึงหมุดหมายวัดท่าไม้ ต้องยอมรับว่าวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง ดารา นักแสดงในวงการบันเทิง ทั้ง อั้ม พัชราภา, ณเดชน์ คูกิมิยะ, มาริโอ้ เมาเร่อ, ป๋อ ณัฐวุฒิ ฯลฯ ส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ เช่าวัตถุมงคลกันอย่างล้นหลาม

ครั้นจัดงานประจำปีสักครั้ง ลูกศิษย์ลูกหาหลั่งไหลมามืดฟ้ามัวดิน  เรียกว่าเป็นที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆของประเทศ เพราะไปไหนมาไหนคนรู้จัก รถยนต์หลายคันบนท้องถนนติดสติ๊กเกอร์คำว่า “วัดท่าไม้” กันให้เห็นเกลื่อนถน

ถัดมาวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ 64 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีประติมากรรมงานก่อสร้างงดงาม ประชาชนมักเดินทางมากราบไหว้จำนวนมาก ส่วนใหญ่คนจะมาแก้บนและขอพร ใครประสบความสำเร็จจะมาแก้บนตามที่ขอไว้ เช่น นางรำมาแสดง ไข่ไก่นับหมื่นฟอง ส่วนวัตถุมงคลของขลังมีชื่อเสียงโด่งดังหลายรุ่นเช่นกัน

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ จ.พิษณุโลก ห่างจากกรุงเทพฯ 328 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ใครที่เดินทางไปภาคเหนือต้องแวะกราบสักการะขอพรเพื่อความสิริมงคลทุกครั้ง คนมีชื่อเสียงหลายคนนิยมเดินทางไปกราบไหว้ แม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเคยแวะเวียนมา ชื่อเสียงวัดแห่งนี้ดังไกลไปทั่วประเทศ

ขยับมาที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร หรือวัดหลวงพ่อโต จ.อยุธยา เพียง 53 กิโลเมตรหากเดินทางจากกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ช่วงวันหยุดและเทศกาลประชาชนจำนวนมากเดินทางมาสักการะบูชาไม่ขาดสาย โดยจุดเด่นของวัดแห่งนี้และประชาชนผู้ศรัทธาเดินทางมากราบไหว้คือ “การห่มผ้าหลวงพ่อโต” ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดที่คนทั่วประเทศต่างมุ่งหวังเดินทางมาเพื่อห่มผ้าหลวงพ่อโตสักครั้งในชีวิต

วัดป้อมรามัญ จ.อยุธยา อีกวัดที่มีชื่อเสียงขจรไกลไปยังต่างแดน ลูกศิษย์ลูกหามีอยู่ทุกวงการ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวัดแห่งนี้ เพราะต่างทราบดีว่าโดดเด่นเรื่องการเสริมดวงชะตา และวัตถุมงคลชื่อดัง “ชูชกเศรษฐี” พ่อค้าแม่ค้านักธุรกิจมักนิยมเช่าหาบูชา ส่วนดาราดังๆที่เคยไปเสริมดวง เช่น ปู ไปรยา สวนดอกไม้, โก๊ะตี๋ อารามบอย, สมบัติ เมทะนี ฯลฯ

วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา จุดเด่นคือมีพระพิฆเนศ องค์ใหญ่สีชมพู ปางนอนเสวยสุข สร้างตระหง่านเห็นชัดเจน หลายคนเดินทางไปกราบไหว้ขอพร เนื่องจากเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ และความสำเร็จ ทางด้านการศึกษาเล่าเรียน, ตำแหน่งหน้าที่การงาน, การเงิน, ความรัก, ปัดเป่าอุปสรรคทุกข์ภัย

วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) จ.นครปฐม โด่งดังเรื่องการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา รวมถึงวัตถุมงคลขึ้นชื่อลือชา และน้อยคนที่จะไม่รู้จัก ส่วนใหญ่มักเดินทางไปกราบไหว้ขอพรตามความเชื่อของแต่ละบุคคล  โดยเฉพาะพวกคอหวยทั้งหลายที่เข้ามาท้าพิสูจน์ความแม่นกันประจำ  แถมในแต่ละวันมีคนเข้ามาแก้บนกันวันเว้นวันก็ว่าได้ ถ้าช่วงเวลาใดจัดงานประจำปีลูกศิษย์แห่ร่วมจนล้นวัด

วัดแสงแก้วโพธิญาณ จ.เชียงราย ได้รับความนิยมจากบรรดาแม่ค้าพ่อค้านักธุรกิจนิยมไปวัดนี้ เพราะไปเช่าหาวัตถุมงคลโด่งดังอย่าง “นางโกย หรือนางควัก” และยังได้รับความนิยมจากเหล่าคนบันเทิงด้วย เช่นเดียวกับ ธัญญา โพธิ์วิจิตร” หรือ ”เป็ด เชิญยิ้ม” ดาราตลกชื่อดังที่มักมาจัดงานสมโภชที่วัดแห่งนี้เป็นประจำ

วัดพระมหาธาตุวรวิหาร จ.นครศรีธรรมราช กว่า 600 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯถึงปลายทาง นับเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในภาคใต้ ทุกปีมีการจัดงานบุญสารทเดือนสิบอย่างยิ่งใหญ่ ประชาชนจากทั่วทุกภาคมักมุ่งหน้าเดินทางไปขอพรทำบุญอย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับเรื่องวัตถุมงคลก็มีให้เลือกเช่าหาบูชาหลากหลายรุ่น ซึ่งน้อยคนที่จะไม่รู้จักวัดแห่งนี้

สุดท้ายวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร จ.กรุงเทพฯ เรียกว่าโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะผ้ายันต์หลังทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ได้นำไปบูชาจากเจ้าคุณธงชัยฯจนคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ สร้างความฮือฮากันไปทั่วประเทศ เรียกว่าชื่อเสียงวัดแห่งนี้โด่งดังทั่วโลก ทุกวงการทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักกีฬาต่างพึ่งพาขอพรอยู่เสมอ หากใครไม่รู้จักหรือไม่มีผ้ายันต์ถือว่าเชยมาก แม้แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลปัจจุบันต่างเข้าหารับผ้ายันต์กันเป็นแถว

 

 

“เข้าใจชีวิตเพราะในหลวง” คำสอนในความทรงจำของปวงประชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 18:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518628

"เข้าใจชีวิตเพราะในหลวง" คำสอนในความทรงจำของปวงประชา

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลา 337 วัน ที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีประชาชนชาวไทยและต่างชาติจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นจำนวนมาก

ยิ่งใกล้เวลาสิ้นสุดของการเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 5 ต.ค. ประชาชนก็ยิ่งหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง

ทุกคนตั้งใจมั่นที่จะได้มีโอกาสสำคัญในชีวิตในการกราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย

“ในหลวงรัชกาลที่9 คือผู้ที่ทำให้ผมเข้าใจชีวิต” สุจินต์ ถวัลย์อรรณพ ชายวัย 69 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ให้คำตอบหลังถูกถามว่า ความทรงจำเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คืออะไร

สุจินต์ อธิบายต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือนพ่อที่คอยสั่งสอนการใช้ชีวิตในทุกด้าน เพราะตลอดชีวิตก็นำหลักคำสอนพระองค์มาปรับใช้  ซึ่งตั้งแต่ทำตามรู้สึกว่า ไม่เคยมีปัญหาหรืออุปสรรคเลยในชีวิต เพราะนำหลักคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ

“อย่างคำสอนของในหลวงที่สอนให้ทุกคนนึกถึงส่วนรวม เช่น วันนี้ที่ได้มากราบพระบรมศพฯ ผมจะมีพัดขนาดใหญ่เพื่อพัดให้ผู้คนที่เดินสัญจรผ่าน สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เงิน แต่มีค่ามากกว่า นั่นก็คือรอยยิ้มและคำขอบคุณ เพราะพระองค์ทรงสอนเสมอว่า หากทำเช่นนี้หมายความว่า ขาดทุนคือกำไร คือ เมื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่นแต่สิ่งที่จะได้ตอบกลับมานั้นมีค่ามหาศาลมาก

“เพราะความสุขในชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้มาจากมูลค่าทรัพย์สิน แต่มาจากความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและสบายใจ แต่สาเหตุที่ทำให้คนปัจจุบันเป็นทุกข์มากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่กำลังเป็นทาสของเงิน หามาได้เท่าไหร่ก็นำไปซื้อของใช้ปรนเปรอความรู้สึกภายนอก ซึ่งอาจไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่การให้แบบไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อและมีคุณค่ามากกว่า”สุจินต์กล่าว

สุจินต์ ถวัลย์อรรณพ

สุจินต์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้การก่อสร้างพระเมรุมาศใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ประชาชนหลายคนบอกว่าไม่อยากให้เสร็จ เพราะไม่อยากให้พระองค์จากไป แต่ส่วนตัวคิดว่าแม้พระวรกาย (ร่างกาย)พระองค์ไม่อยู่ ถึงอย่างไรในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังคงอยู่กับประชาชนเสมอ ในรูปแบบของการที่ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะเวลาที่เราทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ก็เปรียบได้กับพระองค์อยู่กับเราไปทุกที่

“พระองค์อยู่ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อเราทำตามคำสั่งสอนของท่าน”เขายืนยันเสียงหนักแน่น

สุจินต์ ยังบอกอีกว่า เรื่องที่นำมาปฏิบัติตามคือ หลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งทำโดยการจะใช้วัสดุทุกอย่างให้คุ้มค่า เพราะสิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่มีต้นทุน ซึ่งการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้สามารถทำได้ง่าย เช่น กล่องนมหากดื่มเสร็จก็ควรนำมาเป็นของใช้ต่อไปจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

“ทุกอย่างที่เสียเงิน มีต้นทุน ฉะนั้นเราต้องใช้อย่างคุ้มค่า เพราะเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่า ไม่ใช่แบบสุรุ่ยสุร่าย”

 

ประเทือง ติณะมาศ

เช่นเดียวกับ ประเทือง ติณะมาศ อายุ 78 ปี ชาวพิจิตร ที่บอกว่าในความทรงจำของเขา ในหลวงคือผู้ที่มีพระคุณและคอยช่วยเหลือประชาชนทุกอย่าง

อดีตผู้ใหญ่บ้าน ย้อนเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังว่า จำได้ว่าเมื่อ 20 ปีก่อนตอนสมัยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ขณะนั้นหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ค่อยดีเพราะไม่มีน้ำ แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่จังหวัดพิษณุโลกขึ้น ทำให้หมู่บ้านของตนที่อยู่พื้นที่ท้ายเขื่อนได้รับน้ำจนทำให้ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ขณะที่ นิวัฒน์ ทับทิมสุข อายุ 61 ปี ชาวสมุทรปราการ บอกว่าตั้งแต่สำนักพระราชวังมีการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.59 นั้น ได้เดินทางมาเข้ากราบพระบรมศพแล้ว 98 ครั้งและคิดว่าวันนี้จะเป็นครั้งที่ 99

“ที่เดินทางมาเกือบร้อยครั้ง ผมก็ไม่สามารถบอกความรู้สึกได้ว่าเพราอะไร แต่รู้อย่างเดียวว่าต้องมา เพราะตั้งแต่เกิดมาพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นทุกอย่างที่คอยสั่งสอนลูกทุกคนเปรียบเหมือนพ่ออีกคนหนึ่ง แม้วันนี้พระองค์ไม่อยู่แต่ผมก็จะนำคำสอนของท่ามาใช้ดำเนินชีวิต”นิวัฒน์กล่าว

นิวัฒน์ ทับทิมสุข