“พระองค์คือแรงบันดาลใจ” ความทรงจำในวันสุดท้าย “ในหลวง”ของเด็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 16:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518613

"พระองค์คือแรงบันดาลใจ" ความทรงจำในวันสุดท้าย "ในหลวง"ของเด็กน้อย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

วันสุดท้ายของการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชภายในพระบรมมหาราชวัง

พื้นที่โดยรอบสนามหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเรือนแสนที่ทยอยเดินทางมาต่อแถวเพื่อเข้ากราบถวายบังคมอย่างไม่ขาดสาย

ความคิดถึง และความอาลัย ของปวงชนที่มีต่อในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งขจรขจายอยู่เต็มพื้นที่

แม้จะร้อนจากแดด แม้จะเปียกจากสายฝน แม้จะต้องยืนยาวนานหลายชั่วโมง แต่พสกนิกรต่างไม่คิดย่อท้อ ไม่เว้นแม้แต่เยาวชนระดับประถมศึกษาที่วันนี้ต่างพากันมากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความตั้งใจ

เอริค ทรูโดร คาเวอร์ลี่ เด็กชายวัย 12 ปี  เผยว่า เขาได้เรียนรู้เรื่องราวของ ในหลวงรัชกาลที่9 จากคำบอกเล่าของคุณเเม่เเละคนรอบข้าง ถึงความเสียสละเเละเเนวคิดที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตประชาชนชาวไทย

“ตอนเเรกก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ เเต่ได้ยินคุณเเม่เเละคนอื่นพูดถึงเยอะ เห็นรูปในหลวงกำลังทรงทำงาน เสด็จฯไปในต่างจังหวัด มีเเนวคิดสำคัญต่างๆ อย่างเศรษฐกิจพอเพียง การรู้จักอดออม ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยก็เป็นเรื่องที่ผมจดจำเเละนำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเอง”

เด็กชายวัย 12 ขวบ เดินทางมารอเข้าคิวตั้งเเต่ 05.00 น. เเละได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 16.00 น. เขายืนยันเสียงหนักแน่น “ไม่เหนื่อยเลยครับ'”

“ครั้งหนึ่งในชีวิต เข้าไปข้างในเเล้วเห็นคนอื่นพร้อมใจกันกราบ ก็เข้าใจเลยว่า ท่านเป็นที่รักของคนไทยมากขนาดไหน” เด็กชายบอก โดยเขาเเละครอบครัวยังร่วมเป็นจิตอาสาเก็บขยะรอบๆ พื้นที่สนามหลวงต่ออีกด้วย

ธวัลรัตน์ เเละ ณัฐพัชร์ ศรีนวลยอดใส

ธวัลรัตน์ เเละ ณัฐพัชร์ ศรีนวลยอดใส  สองพี่น้องวัย 10 เเละ 11 ปี จากเพชรบูรณ์เดินทางมาพร้อมคุณเเม่เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ก่อนมาถึงสนามหลวงเวลา 02.00 เเละได้เข้ากราบในเวลา 14.00 น.  เวลา 12 ชั่วโมงของเด็กน้อยทั้งสองคน ไม่ได้เกินความอดทน

หนุ่มน้อยบอกว่า ได้เรียนรู้เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในบทบาทที่พระองค์ทรงช่วยเหลือชาวนา ทรงเป็นห่วงประชาชนในทุกระดับ ไม่จำกัดว่าจะมีอาชีพใด

เด็กทั้งสองเป็นนักมวยเเละขอนำความอดทนของในหลวงเป็นเเรงบันดาลใจในการเดินหน้าสู่ความฝันเป็นนักกีฬาทีมชาติต่อไป

”เเม่บอกว่าพระองค์เป็นนักกีฬาด้วย ความอดทนของพระองค์เป็นเเรงบันดาลใจให้กับผม”

 

เอริค ทรูโดร คาเวอร์ลี่,อัญมณี และเพื่อนๆ

ขณะที่ อัญมณี คาเวอร์ลี่ สาวน้อยวัย 10 ขวบ บอกว่า คุณเเม่มักเล่าเรื่องในหลวงให้ฟังเสมอ ทั้งเรื่องโครงการฝนหลวง โครงการช่างหัวมัน เเต่ที่ฟังเเล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตคือเรื่องการรู้จักพอเพียง ประหยัดอดออม

“ในหลวงทรงบอกให้รู้จักประหยัด อดออม จะได้มีเงินเก็บ เเละให้เป็นคนดีด้วย”เธอกล่าว

เด็กหญิงรายนี้บอกไม่ต่างจากเด็กคนอื่นว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อถามว่า คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ในแง่มุมไหน หัสเฐียร โชดกวณิชย์เทียน เด็กชายวัย 12 ปี บอกว่าเขาคิดถึงภาพขณะพระองค์ทรงงานหนัก พระพักตร์มีหยาดพระเสโท (เหงื่อ) เเละกำลังมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้าน

”ความอดทนเเละการทรงงานหนักคือสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และผมก็เอามาเป็นแรงบันดาลใจ อยากเก่ง อยากประสบความสำเร็จก็ต้องตั้งใจ”

ด้าน สาวน้อยชุดนักเรียนวัย 8 ขวบ ออมสิน-กิ่งกาญจน์ สุขเเสงทอง บอกว่า เดินทางมากราบพระบรมศพเเล้วถึง 3 ครั้ง เเต่ละครั้งรอไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง โดยผลัดเปลี่ยนมากับคุณเเม่ คุณยายเเละครอบครัว

”ไม่เหนื่อยค่ะ ดีใจที่ได้มากราบ หนูรอได้เพราะรักในหลวง ความดีของในหลวงคือสิ่งที่หนูเคารพเเละเก็บไว้เป็นเเรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต” ออมสินยิ้ม

ออมสิน-กิ่งกาญจน์ สุขเเสงทอง

 

 

ยกเลิก “ด่านตรวจวินัยจราจร” วาทกรรมหรือทำได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 19:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518226

ยกเลิก "ด่านตรวจวินัยจราจร" วาทกรรมหรือทำได้จริง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ฮือฮาไม่เบาเมื่อหัวหน้าตำรวจเมืองหลวงคนใหม่ บิ๊กหยม “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ประกาศนโยบายเอาใจคนกรุงเทพฯ สั่งยกเลิกด่านกวดขันวินัยจราจร เนื่องจากส่งผลกระทบต่อปัญหารถติด  โดยให้เจ้าหน้าที่เน้นบังคับใช้กฎหมายจัดการผู้ซึ่งหน้าอย่างเคร่งครัดทดแทน

การประกาศของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกำลังเสียงเรียกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วเมืองจากพี่น้องประชาชน

รถติด-ชาวบ้านเกลียด

ตัวแทนภาคประชาชนอย่าง อัจฉริยะ เรืองรัตน์พงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกว่า การยกเลิกด่านตรวจกวดขันวินัยจราจร เป็นเรื่องที่ประชาชนเห็นด้วย เนื่องจากด่านตรวจฯ เป็นปัญหาของคนเมืองนอกจากส่งผลกระทบต่อระบบจราจรแล้ว ยังส่งผลในแง่ความบาดหมางระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนด้วย

“ตำรวจจราจรในนครบาลไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปราม แต่มุ่งเน้นเรื่องการจับกุมเพื่อออกใบสั่งวางเป้าหมายเป็นเปอร์เซนต์จากค่าปรับเท่านั้น” อัจฉริยะบอกและยกตัวอย่างว่า

“ถนนเส้นพระราม 2 จากสน.บางมด ถัดมาไม่ถึงกิโลเมตร มีสน.ท่าข้าม เลยเซนทรัลพระราม 2 ไปถึงหัวโค้งเป็น สน.แสมดำ ถัดไปอีกไม่ไกลก็เจอด่านอีก รวมๆ แล้วระยะทางแค่ 7-8 กิโลเมตร พบด่านได้มากเกือบ 10 แห่ง ยังไม่รวมด่านตรวจควันดำอีก ฉะนั้นรถจะไม่ติดได้อย่างไร”

ทั้งนี้ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เห็นว่า การยกเลิกด่านตรวจส่งผลเสียอยู่บ้าง เมื่อเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้การกลุ่มมิจฉาชีพ ค้าอาวุธหรือยาเสพติดเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักและวางแผนจัดการปัญหาเหล่านี้ต่อไป

สำหรับตำรวจที่เพิ่มความเกลียดชังให้กับประชาชนได้มากที่สุดในสายตาของ  อัจฉริยะ คือตำรวจจราจร รองลงมาคือ พนักงานสอบสวน เพราะฉะนั้นหากลดการปะทะและการใช้ดุลพินิจของตำรวจจราจรลงได้ภาพลักษณ์ตำรวจจะดีขึ้นทันที

 

ด้เวลาใช้เทคโนโลยีทดแทนคน

การกวดขันวินัยจราจรในอนาคตอาจขึ้นอยู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี..

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและใช้นวัตกรรมมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่า นำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและจัดการผู้กระทำความผิดตามมาตรฐานสากล ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ อังกฤษ ออสเตรเลีย ที่แทบไม่พบเห็นตำรวจจราจรบนท้องถนนเลย

“ตำรวจไม่สามารถยืนต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง แต่กล้องทำได้ หากกล้องไม่ดี กล้องเสียก็เปลี่ยนได้ทันที ไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการสอบ หากกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอ อาจร่วมมือจากทางกรุงเทพมหานครโดยนำภาษีท้องถิ่นมาลงทุน”

อย่างไรก็ตามหากภาครัฐยังมีงบประมาณไม่เพียงพอ การขอความร่วมมือจากภาคประชาชนนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยอาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แนะนำให้ใช้วิธีการเปิดรับสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เมื่อพบเห็นการกระทำผิดจราจร ให้ถ่ายภาพ อัดคลิป ระบุวันที่และเวลาอย่างชัดเจน ก่อนส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีต่อไป คล้ายกับแนวทางที่กรมการขนส่งทางบกทำอยู่

“สมัยนี้รถส่วนใหญ่ติดตั้งกล้องหมด ผมเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากอยากส่งภาพผู้กระทำความผิดให้กับตำรวจ” พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกและเห็นว่า การใช้เทคโนโลยียังช่วยลดการปะทะระหว่างตำรวจและประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาพลักษณ์อันย่ำแย่ของเจ้าหน้าที่ด้วย

แค่วาทกรรม ไม่ใช่เรื่องจริง

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ ให้มุมมองว่า การยกเลิกด่านฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่และปรากฎหน้าสื่อมาหลายยุคหลายสมัย ล่าสุดคือการประกาศยกเลิกตั้งด่านในเวลากลางวันก่อนจะยกเลิกในเวลาต่อมา อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าการตั้งด่านฯ เป็นคำสั่งและนโยบายไม่ใช่กฎหมาย เมื่อสิ้นสุดยุคผู้บังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งก็อาจมีการปรับเปลี่ยนได้

“เป็นเรื่องนโยบายของแต่ละคนเท่านั้น จะกวดขันหรือยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้”

ทนายความชื่อดัง บอกต่อว่า แม้จะมีคำสั่งให้ยกเลิก แต่ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจสน. ต่างๆ สามารถตั้งด่านได้ โดยอ้างว่าเป็นด่านตรวจอาชญากรรม และหากเจอพฤติกรรมขับรถผิดกฎหมาย เช่น ไม่สวมใส่หมวกกันน็อค ดัดแปลงสภาพรถ ขับผิดช่องทาง สามารถเรียกจับและเขียนใบสั่งได้เช่นเดิม

“เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น สถานการณ์จริงมีเหตุผลอีกมากมายให้อ้างในการตั้งด่านและใช้ดุลยพินิจบนท้องถนน”

ทั้งนี้ บช.น. เคยระบุ 12 ข้อหาหลัก ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่ 1. ข้อหาแข่งรถในทาง 2. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 3. แซงในที่คับขัน 4. เมาแล้วขับ 5. ขับรถย้อนศร 6. ไม่สวมหมวกนิรภัย 7. จอดรถซ้อนคัน 8. ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 9. มลพิษควันดำ 10. จอดรถในที่ห้ามจอด 11. การจอดรถบนทางเท้า 12. การขับรถบนทางเท้า

หลังจากนี้น่าติดตามว่าการยกเลิกด่านตรวจวินัยจราจร จะส่งผลดีต่อการจราจรตามที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคาดหวังไว้หรือไม่

 

“พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)

 

 

รวมใจถวายพระเพลิง โรงแรมรอบสนามหลวงเต็มทุกพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 07:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518119

รวมใจถวายพระเพลิง โรงแรมรอบสนามหลวงเต็มทุกพิกัด

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ทันทีที่มีการประกาศหมายกำหนดการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกำหนดการพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 ทำให้ยอดจองห้องพักของโรงแรมต่างๆ ใกล้พื้นที่ท้องสนามหลวงเต็มล่วงหน้าในทันที

เริ่มที่โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ ย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร จุดหมายสำคัญเคียงข้างประวัติศาสตร์การเมืองและเหตุการณ์แห่งความทรงจำของประเทศมาหลายยุคหลายสมัย ทำให้โรงแรมแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ใกล้สนามหลวงที่มีผู้สนใจจับจองห้องพักเป็นจำนวนมาก

กริช จิราภิรักษ์ ผู้จัดการโรงแรมรัตนโกสินทร์ เปิดเผยว่า ยอดจองห้องพักขณะนี้เต็มเกือบ 90% แล้ว จากทั้งหมดจำนวน 298 ห้อง ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าคนไทยจากต่างจังหวัดที่ต้องการหาโรงแรมใกล้สนามหลวง เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ

ทั้งนี้ ช่วงเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา มียอดจองห้องพักมากถึง 90% จากนั้นคงที่ประมาณ 60-70% และเมื่อถึงเดือน ต.ค.ปีนี้ยอดจองกลับมาเพิ่มขึ้นถึง 90% อีกครั้ง จึงอยากให้ผู้ที่ต้องการหาที่พักทำการจองล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้มีระยะเวลาสำหรับการเตรียมความพร้อมของร่างกาย เนื่องจากการรอเข้าถวายพระเพลิง มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งอากาศร้อนอาจทำให้บางคนเจ็บป่วยหรือมีอาการเป็นลมได้ ในส่วนของโรงแรมได้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องน้ำ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย

ขณะที่ โรงแรมสวนดุสิต เพลสของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตั้งอยู่บริเวณรัฐสภา อัมพวัลย์ อยู่จุ้ยผู้จัดการโรงแรม กล่าวว่า ตั้งแต่มีการระบุกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงที่ชัดเจนแล้ว ทำให้ยอดการจองโรงแรมเต็มหมดทุกห้องในทันที ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยจากทั่วประเทศและเกือบทั้งหมดเป็นบุคคลระดับอธิการบดี อาจารย์ ที่จองมาเป็นกลุ่มคณะ

ผู้จัดการโรงแรมสวนดุสิต กล่าวว่า เนื่องจากเป็นโรงแรมในมหาวิทยาลัย จึงมีงานหลักคือการจัดประชุม อบรม สัมมนาอยู่เป็นประจำ ทำให้เป็นที่รู้จักของอาจารย์ ข้าราชการ ยอดการจองล่วงหน้าจึงเต็มอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าที่พักใกล้สถานที่จัดพระราชพิธีมากที่สุด คิดเป็น 97% ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมของโรงแรมสวนดุสิต แม้ว่าจะมีห้องพักเพียง 120 ห้อง แต่จะพยายามดูแลคุณภาพความสะอาดของห้องพักก่อนส่งมอบให้ลูกค้า ไม่ให้มีการชำรุดก่อนเข้าพัก พร้อมทั้งกำชับพนักงานในเรื่องของอาหาร งานบริการที่ต้องสมบูรณ์แบบมากที่สุด

ธำรงค์ น่วมศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า ผู้ใช้บริการของ สกสค.เป็นคณะครู อาจารย์ และนักเรียน ทำการจองห้องพักของ สกสค.ที่มีทั้งหมดจำนวน 240 ห้อง บริเวณกระทรวงศึกษาธิการเต็มหมดตลอดเดือน ต.ค.นี้

ทั้งนี้ ทาง สกสค.ต้องการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการหาที่พักเพื่อเข้ามาถวายพระเพลิงพระบรมศพ ดังนั้นราคาห้องยังคงราคาไว้ที่ 490 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับห้องพักใจกลางเมือง จึงอยากขอร้องให้คณะครู อาจารย์ที่ทำการจองไว้รับผิดชอบด้วย อย่าจองทิ้งขว้าง เพราะจะทำให้ประชาชนคนอื่นเสียโอกาสไปด้วย

“ขออภัยพี่น้องข้าราชการที่อยากจองห้องพักแล้วไม่ได้ เราพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วเพื่อให้บริการข้าราชการจากทั่วประเทศ และมีห้องเพียง 240 ห้อง จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตามทาง สกสค.พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำสถานที่พักอื่นๆ ให้” ธำรงค์ กล่าว

พล.ต.ท.ชินทัต มีศุข รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม.เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ สามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ดูแลทั้ง 4 ส่วนให้บริการฟรี ระหว่างวันที่ 25-27 ต.ค. โดยในวันที่ 26 ต.ค.ซึ่งเป็นวันพระราชพิธี รถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่สถานีหมอชิต-สถานีสำโรง และสถานีสนามกีฬาแห่งชาติสถานีบางหว้า

สำหรับวันที่ 25 และ 27 ต.ค. รถไฟฟ้าบีทีเอสจะให้บริการฟรีเฉพาะในส่วนต่อขยาย ได้แก่ ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท จากสถานีอ่อนนุช-สถานีสำโรง และส่วนต่อขยายสายสีลม จากสถานี วงเวียนใหญ่-สถานีบางหว้า

ด้านเรือโดยสารสาธารณะและรถประจำทางบีอาร์ที ให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 ต.ค. ได้แก่ เรือโดยสารคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่สถานีหัวลำโพง-สถานีตลาดเทวราช เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ จากท่าเรือเพชรเกษม 69-ท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ และรถประจำทางบีอาร์ที จากสถานีสาทร-สถานีราชพฤกษ์

พล.ต.ท.ชินทัต กล่าวอีกว่า ประชาชนยังสามารถเดินทางมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์บริเวณพระเมรุมาศจำลอง ที่ศาลากลาง กทม.ได้ รวมถึงแวะเยี่ยมชมซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ และสถานที่ จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ เพื่อร่วมกันแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณได้อย่างสะดวกทุกพื้นที่

 

“มีฝีมือแต่ไม่มีรายได้” มาตรฐานค่าแรงไม่เป็นธรรม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/517820

"มีฝีมือแต่ไม่มีรายได้" มาตรฐานค่าแรงไม่เป็นธรรม?

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ขณะที่รัฐบาลเร่งผลักดันพัฒนาฝีมือแรงงานของไทยให้โดดเด่นในสาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังให้ส่งต่อผ่านผลงานที่ดีเยี่ยมในแง่ของอุตสาหกรรมต่างๆ และในทางกลับกันแรงงานก็หวังว่าการอบรมจะเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง เพราะฝีมืองานช่างได้ผ่านการรับรอง

แต่อีกมุมจาก ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลับมองว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานคืออุปสรรคที่ไม่ได้สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับแรงงานไทยในทุกคน

ผลพวงที่ว่าเป็นอีกองค์ประกอบของเหตุผลที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจาก 360 บาท/วัน ให้ทะยานไปอยู่ที่ 700 บาท/วันแทน

ทำไมการพัฒนาฝีมือแรงงานจึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีพของแรงงานไทยตามมุมมองของชาลี เขาได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า การอบรมต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือของแรงงานไทย ไม่ได้สอดคล้องกับภาวการณ์จริงในปัจจุบัน เพราะการอบรมที่กระทรวงแรงงานจัดขึ้นเป็นประจำนั้น ไม่อาจครอบคลุมกับจำนวนแรงงานที่ต้องการฝึกปรือฝีมือตัวเอง และทั้งหมดก็หวังว่าการรับรองฝีมือจากหน่วยงานรัฐจะเป็นกลไกสำคัญที่จะต่อยอดค่าจ้างให้พวกเขามากขึ้นกว่าปัจจุบัน

“อย่างเช่น การอบรมพัฒนาฝีมือด้านช่าง ซึ่งจำกัดแค่ในพื้นที่ส่วนกลางไม่ได้กระจายออกไปยังต่างจังหวัดมากนัก อีกทั้งยังกำหนดให้เพียงแค่หลักพันคน หรือมากสุดก็ไม่เกิน 1 หมื่นคน ขณะที่ความเป็นจริง แรงงานมีนับแสนคนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาฝีมือ นี่เป็นแค่ตัวอย่างของปัญหา” ชาลี ฉายภาพ

อีกปัญหาที่ตามมาอันเนื่องจากผลสำรวจที่ชาลีอ้างอิงจากแรงงานทั่วประเทศ พบว่าแรงงานฝีมือหลายคน เมื่อผ่านการรับรองว่ามี “ฝีมือ” ในงานที่รับผิดชอบ กลับไม่ได้การเพิ่มค่าจ้างจากนายจ้าง นั่นเพราะไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับนายจ้างได้ว่าต้องจ่ายเพิ่มให้กับแรงงานที่ผ่านการรับรอง ทุกอย่างอยู่ที่การตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งไม่ได้มีมาตรฐานใดๆ มากำหนดว่าผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับเงินเพิ่ม

เหตุผลสำคัญข้อนี้จึงทำให้แรงงานไทยบางส่วนหรือส่วนใหญ่ ไม่ได้ต้องการจะนำตัวเองเข้าไปพัฒนาหรืออบรมฝีมือให้ดียิ่งขึ้น เพราะคิดว่าไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อค่าแรงที่หวังว่าจะขยับตามฝีมือ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นข้อเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทย แต่ชาลีมองว่ารัฐบาลควรจะต้องยกเลิกเรื่องของแรงงานขั้นต่ำได้แล้ว เพราะการกำหนดค่าแรงไม่ได้มีประสิทธิภาพ และไร้ซึ่งประโยชน์สำหรับแรงงาน และควรจะปรับเป็นค่าจ้างแรกเข้าขั้นต่ำ และออกกฎหมายให้นายจ้างต้องปรับขึ้นค่าแรงในทุกปีจะมากน้อยก็อยู่ที่กำลังของนายจ้าง ซึ่งก็ควรจะเพิ่มขึ้นให้กับแรงงาน โดยเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

อีกข้อคิดเห็นจาก มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ที่เห็นว่านอกเหนือจากการอบรมที่อาจไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อแรงงานไทยแล้ว ขณะที่การดำรงชีพของแรงงานด้วยการซื้อหาสินค้าก็เป็นปัญหาที่เชื่อมกับรายได้ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

มนัส ฉายภาพว่า ราคาสินค้าที่แพงโดยเฉพาะร้านเบ็ดเตล็ด ตลาดสด ซึ่งใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตของแรงงาน ทำให้เกิดผลกระทบกับรายได้แต่ละวัน ซึ่งกลุ่มร้านค้าเหล่านี้รัฐบาลเข้าไม่ถึงในการควบคุมราคา

“หากรัฐบาลหันมาควบคุมราคาสินค้าอย่างชัดเจนกับกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้ ก็จะช่วยการดำรงชีพของแรงงานได้เป็นอย่างดี เพราะหากไปตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือไม่ คำตอบเราก็ยังไม่อาจเห็นได้ชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือแรงงานจะต้องอยู่กับปัจจุบันไว้ก่อน แน่นอนว่าเราเห็นด้วยกับการปรับขึ้น แต่ขณะนี้ปัญหาคือราคาสินค้าแพงและแรงงานกำลังจะอยู่ไม่ได้” มนัส สะท้อนถึงปัญหา

แต่ในมุมของกระทรวงแรงงาน กลับเป็นข้อคิดเห็นที่น่าสนใจไม่น้อย

วรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ให้ภาพว่าแรงงานจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพื่อชี้วัดถึงระดับฝีมือนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และถือว่าเป็นงานหินที่กว่าแรงงานจะผ่านการอบรม ผ่านบททดสอบ เพื่อให้ผ่านการรับรองและสามารถนำใบรับรองนั้นไปขึ้นค่าแรง สร้างรายได้ให้กับตัวเองได้แน่นอน เพราะกระทรวงแรงงานก็มีเกณฑ์กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามระดับฝีมือของแรงงานอยู่แล้ว

“แน่นอนว่าบนสมมติฐานที่ว่านายจ้างไม่อยากจะจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้กับแรงงานที่ผ่านการอบรมย่อมเป็นความจริงอยู่บ้าง แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด ลองคิดในมุมกลับกัน นายจ้างจะไม่ยินดีหรือหากลูกจ้างมีฝีมือ นายจ้างจะอยากเก็บคนเก่งๆ ไว้กับตัวบ้างหรือไม่ ผมเชื่ออย่างหลังมากกว่า”วรานนท์ ให้ความเห็น

ท้ายสุด อธิบดีกรมการจัดหางาน เสริมว่า กระนั้นการสร้างแรงงานให้สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล กระทรวงแรงงานก็ต้องมุ่งไปในทิศทางดำเนินการพร้อมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแปรเปลี่ยนทิศทางการสร้างเยาวชนขึ้นมารองรับงานในอนาคต จากเดิมที่เด็กหันไปเรียนระดับปริญญาตรีจนจบออกมาและมากเกินกว่าความต้องการของตลาด ทำให้หลายคนต้องรองานนานมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีงานทำ

 

“เมื่อพ่อแม่รังแกฉัน” จุดกำเนิด “อาชญากรวัยเยาว์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 18:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516971

"เมื่อพ่อแม่รังแกฉัน" จุดกำเนิด "อาชญากรวัยเยาว์"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เด็กหนุ่มวัย 19 ปี เปิดฉากด่าทอตำรวจอย่างดุเดือดด้วยถ้อยคำหยาบคาย ท้าชกและถุยน้ำลายใส่ หลังไม่พอใจที่ถูกจับกุมข้อหาไม่สวมใส่หมวกกันน็อค ไม่มีใบขับขี่และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

กลุ่มวัยรุ่น 6 คนรุมกระทืบคู่กรณี 2 คนอย่างรุนแรง ร่างกายสะบักสะบอม แถมยังใช้ปืนวิ่งไล่ยิงอย่างอุกอาจภายในปั๊มน้ำมัน ต้นเหตุจากแค่เติมน้ำมันล้นถัง

2 เหตุการณ์ภายในสัปดาห์เดียวเกิดขึ้นจากวัยรุ่น คำถามคือ พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญมากน้อยแค่ไหนกับความก้าวร้าวรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกเหนือไปจากแค่ออกมาพูดหลังเหตุการณ์ว่า  “ลูกฉันเป็นคนดี ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น”

พ่อแม่คือหัวใจสำคัญที่สุด

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า พ่อแม่และครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญสำหรับลูก แม้จะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมแต่ทรงพลังมากที่สุดในโลก โดยคุณสมบัติของพ่อแม่หรือครอบครัวที่ดีนั้นมีอยู่ 5 เรื่องหลักได้แก่

1. อบอุ่นและไว้วางใจ

“บ้านไม่เป็นบ้านที่มีความรัก ความอบอุ่นและความไว้วางใจ นำไปสู่ปัญหานานัปการ เช่น เด็กหนีออกจากบ้าน เติบโตขึ้นมาจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่มีจิตสำนึก”

2. การสื่อสารที่ดีต่อกัน

“นอกจากบทบาทของผู้พูดแล้ว พ่อแม่ยังต้องเล่นบทบาทผู้ฟังที่ดีด้วย รับฟังเเละสะท้อนความรู้สึก รวมถึงเหลาความคิดของเด็กเพื่อให้เกิดพัฒนาการที่ดีขึ้น บ่อยครั้งในบ้านหาคนฟังไม่เจอ มีแต่คนพูด คนฟังกลายเป็นเด็ก ไม่เคยได้ยินเสียง ความคิด หรือหัวใจของเขาเพราะเคยไม่ฟังเขาเลย”

3. หลักวินัยเชิงบวก เลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์

“เลี้ยงลูกบนมาตรฐานเดียวกันบนหลักความเมตตาธรรม ไม่ใช่คุณพ่อใจดีมากๆ แต่คุณแม่ดุดัน แบบนั้นมีปัญหาแน่ ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กดื้อ เกเร จนกระทั่งนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ”

4. ควบคุมอารมณ์ตนเอง

“รู้จักตนเองและควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ เขาเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ถ้าหงุดหงิดใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ลูกก็จะใช้ความรุนแรง น็อตหลุดอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน

เมื่อยามเผชิญหน้ากับความโกรธให้รู้จักหาวิธีจัดการและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น ตัวอย่างเช่น บอกลูกและเดินออกไปจากตรงนั้น รอให้อารมณ์เย็นลงหรือกลับมาอยู่ในภาวะปกติ ค่อยเดินกลับมาพูดคุยกันใหม่ วิธีการนี้ทำให้เรารู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองและทำให้ลูกเกิดการเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรงหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น”

 

เหตุการณ์ 6 วัยรุ่นรุมกระทืบเด็กปั๊ม เพียงเพราะไม่พอใจที่เติมน้ำมันล้นถัง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา

5. อย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ

“ทัศนคติของพ่อแม่ที่ท่องมาตั้งแต่โบราณหลายยุคหลายสมัยว่าเด็กเป็นผ้าสีขาว เป็นความเข้าใจผิด จริงๆ เราควรรับรู้ว่าพื้นฐานอารมณ์ของลูกที่เกิดมาแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้มีทั้งเด็กเลี้ยงง่าย เลี้ยงยาก อ่อนไหว หรือผสมผสานกัน สิ่งที่อยากบอกคือ ห้ามเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ จงยอมรับความสามารถของลูกที่หลากหลาย พี่น้อง ฝาแฝดแท้ๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน”

6. เติบโตเพื่อสังคม

“นอกจากเลี้ยงลูกให้มีเติบโตมีสัมมาชีพบนความถนัดที่หลากหลายแล้ว ยังต้องพัฒนาให้เขามีจิตสำนึกสาธารณะ สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ด้วย ไม่ใช่เติบโตมาเป็นด็อกเตอร์ที่เห็นแก่ตัว ยึดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

“การเลี้ยงลูกนั้นไม่ใช่เลี้ยงด้วยเงินทอง แต่ต้องพัฒนาทุนชีวิต ทักษะและจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและสังคม ที่สำคัญอย่าคิดว่าเป็นเรื่องของฟ้าลิขิตหรือปล่อยให้เป็นเรื่องของความบังเอิญเพียงอย่างเดียว เมื่อเรามีโอกาสในการได้พัฒนามนุษย์ก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

 

 

ปัจจัยก่อเหตุรุนแรง-อาชญากรในวัยเยาว์

ประเด็นเรื่องอาชญากรในวัยเยาว์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เเละเจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” บอกว่า หลายคนสงสัยว่าเด็กเติบโตมาแบบไหน ถึงได้กลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เลือดเย็น เกิดจากตัวตนคนที่ไม่ดีอยู่แล้วหรือเกิดจากการเลี้ยงดู คำตอบในปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์คือ เป็นปัจจัยที่มีความ “เกี่ยวข้องกัน”

สมองที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา ถ้าได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม การเลี้ยงดูจะกลายเป็นเกาะป้องกันปัญหาได้ ในขณะที่สมองที่ดี แต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ก็อาจพัฒนากลายเป็นสมองของอาชญากร โดย พญ.จิราภรณ์ พบว่าปัจจัยของการเติบโตที่อาจเป็นสาเหตุของการก่ออาชญากรรม มีดังนี

– เด็กขาดรักโดยเฉพาะใน “ช่วงแรกของชีวิต” พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิดว่าเด็กเล็กๆ ยังไม่รู้เรื่องส่งไปให้คนอื่นเลี้ยง ทั้งๆ ที่การตอบสนองที่เหมาะสม การเลี้ยงดูใกล้ชิด มีผลต่อความ “เชื่อใจ” (trust) ที่เด็กจะมีให้กับโลก เด็กที่รู้สึกว่าโลกช่างไม่ปลอดภัย พัฒนา”ตัวตน” ในช่วงต้นของชีวิตได้ไม่ดี มีผลต่อการพัฒนาความเลือดเย็น

– เด็กที่โตมากับความรุนแรง เด็กถูกตี ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ เด็กที่โตมากับพ่อแม่ที่ใช้อารมณ์และใช้ความรุนแรงเลี้ยงดู มีผลต่อการพัฒนาความรุนแรง เด็กที่โตมาแบบถูกละเมิดสิทธิ จะไม่เข้าใจสิทธิผู้อื่น

– เด็กเอาแต่ใจ เด็กที่ถูกพ่อแม่ตามใจ อยากได้อะไรก็ได้หมด ไม่เคยฝึกรอคอย ควบคุมอารมณ์และความต้องการ ไม่มีวินัยในชีวิตจะชอบใช้ “ทางลัด” ในการจัดการปัญหาชีวิต

– เด็กที่พ่อแม่คอยแก้ปัญหาให้ ไม่ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คอยเข้าข้างและแก้ปัญหาให้เสมอ ทำให้โตมาแบบคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำจะนำมาซึ่งปัญหาอะไรข้างหน้า

– เด็กขาดคน “เข้าใจ” เด็กที่ขาดพ่อแม่ที่คอยเข้าใจ ใส่ใจ ความสุขความทุกข์ในชีวิต เด็กที่ไม่เคยถูก “รับฟัง” ความรู้สึกในชีวิต มีผลต่อการขาดความเห็นใจในความรู้สึกผู้อื่น

– เด็กที่โตมากับสื่อเทคโนโลยีที่มีความรุนแรง เป็น “ความปกติ” เช่น ละครไทย ข่าว โลกออนไลน์ เกมที่มีความรุนแรง

– เด็กมีความนับถือตัวเองต่ำ จากการไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรดีในชีวิต

– เด็กบางคนที่มีปัญหาเฉพาะตน เช่น สมาธิสั้น ขาดทักษะทางภาษาและสังคม วิตกกังวล ซึมเศร้า มักมีความเสี่ยงต่อความก้าวร้าวรุนแรง

– การเลี้ยงดู สร้างผลลัพธ์จากการถูกหล่อหลอมเสมอ

“รักลูก ไม่อยากให้ลูกลุกมาทำร้ายใคร สิ่งหนึ่งที่เราอาจช่วยได้ คือการเลี้ยงดูที่ไม่ทำร้ายกัน” พญ.จิราภรณ์ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุจำนวนคดีเด็กเเละเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจฯ ทั่วประเทศ ในปี 2558 มีมากถึง 33,121 คดี เเบ่งเป็นฐานความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 7,027 คดี ความผิดเกี่ยวกับชีวิตเเละร่างกาย 4,296 คดี ความผิดเกี่ยวกับเพศ 1,473 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุข เสรีภาพ ชื่อเสียงเเละการปกครอง 850 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 13,125  คดี  ความผิดเกี่ยวกับอาวุธเเละวัตถุระเบิด 2,864 คดี เเละ ความผิดอื่นๆ 3,486 คดี

สื่อออนไลน์ อันตรายขึ้นทุกวัน

นอกจากครอบครัวแล้วพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็ก หลายฝ่ายยังเห็นว่าได้รับอิทธิพลมาจากสื่อด้วย

ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า คำพูดหยาบคายและท่าทีก้าวร้าวของเด็กสมัยใหม่นั้นกลายเป็นความเคยชินจนแทบเป็นเรื่องปกติในสังคม ขณะที่สื่อออนไลน์ในโลกยุคปัจจุบันกลายเป็นช่องทางการรับรู้และมีอิทธิพลต่อเด็กรุ่นใหม่อย่างมาก

“มีไอดอลที่บิดเบี้ยวแจ้งเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก คำพูดหยาบคายเป็นเรื่องปกติในสังคม แม้แต่ในพื้นที่สาธารณะอย่างในลิฟท์ วัยรุ่นพูดหยาบเป็นปกติจนกลมกลืนในชีวิตจริง คลิปเด็กด่าตำรวจที่โด่งดัง เป็นเพราะมีการประจานจนทำให้ผู้คนเกิดรู้สึกกระดากใจขึ้นมาเท่านั้น”

ดร.วิไลวรรณ บอกว่า เด็กรุ่นใหม่ใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์ค่อนข้างมากและถือเป็นผู้บริโภคที่สามารถกำหนดความต้องการรับชมได้ด้วยตัวเอง โดยบางส่วนมองว่าสื่อโทรทัศน์นั้นบริสุทธิ์เกินไปสำหรับพวกเขาแล้ว

“ทุกอย่างน่ากลัวขึ้นเพราะเขาเป็นคนกำหนดได้เองว่าจะเลือกดูอะไรตามจริต แถมยังเป็นสื่อเองได้ด้วย”

นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ มองว่า ความรุนแรงของเด็กที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้นที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่สังคมโดยรวมทั้งหมดต้องหันหน้ากลับมาถามตัวเองว่า มีส่วนอย่างไรบ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันทั้งนั้น

“มองในภาพใหญ่ ความรุนแรงของเด็กๆ ทุกฝ่ายนั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ครอบครัว สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ คาบเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมและสื่อด้วย”

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

 

มองให้รอบด้าน-อย่าซ้ำเติมจนไม่มีที่ยืน

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน หลายต่อหลายครั้งสื่อมวลชนมักนำเสนอเรื่องราวอย่างต่อเนื่องและลากยาวไปในหลากหลายประเด็น จนกระทั่งลุกลามไปถึงเรื่องส่วนตัว

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย บอกว่า การพยายามขุดคุ้ยเรื่องราวต่างๆ จนกระทั่งเรื่องส่วนตัวของเด็กและครอบครัว เป็นการฆ่าเด็กทางอ้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและคำนึงถึงพรบ.คุ้มครองเด็กและเรื่องสิทธิเด็กด้วย

“ถ้าบีบจนเขาไม่มีทางรอด หากเขาทำอะไรที่ไม่ได้ยั้งคิดขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะมารู้สึกสำนึกผิดทีหลังก็คงช้าเกินไป”

สำหรับผู้เสพสื่อ ดร.มานะ บอกว่า การด่าทออย่างรุนแรง อาจเป็นพฤติกรรมที่มากเกินไปเสียหน่อย เพราะอย่าลืมว่า เราเพิ่งเห็นเพียงแค่แง่มุมเดียวเท่านั้นจากภาพหรือคลิปที่ปรากฎ สิ่งที่ควรทำคือระมัดระวังและพยายามมองให้รอบด้าน ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองก็ควรถือโอกาสเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ และมีบทบาทในการให้บทเรียนกับลูกหลาน

 

ชำแหละเส้นทาง ‘นพรัตน์-พนม’ จาก ผอ.พศ.สู่ผู้ต้องหาโกงเงินวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516863

ชำแหละเส้นทาง 'นพรัตน์-พนม' จาก ผอ.พศ.สู่ผู้ต้องหาโกงเงินวัด

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นสายฟ้าแลบของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ช่วงเช้าตรู่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวม 14 จุด เป้าหมายสำคัญคือบ้านพักของ นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และ พนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ที่มีทั้งงบบูรณปฏิสังขรณ์ งบศึกษาพระปริยัติธรรม และงบเผยแผ่พระพุทธศาสนา รอบนี้เป็นการสอบสวนขยายผล มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำผิด 19 คน รวมถึง “นพรัตน์-พนม” ในคดีทุจริตเงินทอนวัด โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ร่วมด้วย 4 รูป ความเสียหายกว่า 141 ล้านบาท

เมื่อตัวละครสำคัญอย่างอดีตผู้อำนวยการ พศ.เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนโกงเงินอุดหนุนงบประมาณวัดฯ ทำให้วงการพระพุทธศาสนาได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง หลายคนสงสัยว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร ทำไมถึงมีอำนาจทุจริตเบียดบังงบประมาณวัดไหลเข้ากระเป๋าส่วนตัวและเครือข่าย

สำหรับนพรัตน์เป็นผู้อำนวยการ พศ.คนที่ 6 ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ วันที่ 24 ส.ค. 2553 ในสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ พศ.เสนอแต่งตั้ง โดยนพรัตน์เกิดวันที่ 12 พ.ย. 2496 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโท รัฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยบูรพา จบหลักสูตรการเมืองการปกครองสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 สถาบันพระปกเกล้า ฯลฯ

อดีตผู้อำนวยการ พศ.รายนี้ รับราชการครั้งแรก วันที่ 8 ก.พ. 2531 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา ระดับ 3 มีผลงานออกแบบที่สร้างชื่ออย่างโครงการสร้างวัดไทย ประเทศเนปาล วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิศวกรโยธา 8 วช. กองพุทธศาสนสถาน ปี 2545 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน ปี 2546 ชีวิตราชการเติบโตต่อเนื่อง กระทั่งได้เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระดับ 9 ในปี 2550 ตามลำดับ

นพรัตน์มีผลงานผลักดันดูแลหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนากิจการคณะสงฆ์ชายแดนใต้ ประจำปีงบประมาณ 2553 ทั้งเรื่องของการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อบรมพระธรรมทูต โครงการวัดช่วยวัด เพื่อกระตุ้นให้วัดที่มีศักยภาพให้การช่วยเหลือ ดูแลวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โครงการส่งเสริมความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การอุดหนุนการส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ฯลฯ

อดีตผู้อำนวยการ พศ.ผู้นี้ยังเป็นที่กล่าวขานว่า มีสายสัมพันธ์อันดีกับวัดพระธรรมกาย เคยเป็นเลขานุการวัดพระธรรมกายสนับสนุนการจัดงานพิธีบุญสารพัดที่ทางวัดจัดขึ้น อำนวยความสะดวกด้านพระพุทธศาสนาจนออกหน้าออกตา เคยร่วมขบวนทำบุญตักบาตร “ธุดงค์ธรรมชัย” ที่เคยจัดขึ้นอย่างใหญ่โต ก่อนเกษียณราชการในเวลาต่อมา กระทั่งตำรวจสืบเชิงลึกจนพบว่ามีส่วนทุจริตงบอุดหนุนวัด และเป็นตัวการใหญ่โกงเงินทำนุบำรุงศาสนา ก่อนที่นพรัตน์จะไหวตัวหลบหนีไปต่างประเทศอย่างลอยนวลในปัจจุบัน

ขณะที่ พนม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 7 ต่อจาก “นพรัตน์” ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในปัจจุบัน มีกระแสข่าวว่าได้รับการ ผลักดันอย่างสุดลิ่มจาก “นพรัตน์”

สำหรับ ‘พนม’ เกิดวันที่ 9 ก.พ. 2502 จบการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 13 จากสถาบันพระปกเกล้า ปี 2557

ประวัติการรับราชการ เคยเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดหนองบัวลำภู

มีผลงานเป็นประธานคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ทั้ง 3 แผนก คือ แผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา ประธานคณะทำงานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล ๕” ตามนโยบายของมหาเถรสมาคม และรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หลังนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ พศ.ไปได้ 2 ปีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2560 ให้พนมพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ. ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาดำรงตำแหน่งแทน

สาเหตุการปลดพ้นตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ. คาดว่ามาจากท่าทีนิ่งเฉยในการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จากกรณีที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการ พศ.ให้ดำเนินการกับพระธัมมชโยที่เข้าข่ายผิดอาญา แต่พนมกลับไม่ปฏิบัติตาม อ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารบ้าง เรื่องนานแล้วบ้าง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อยู่ระหว่างกำลังสืบสวน จนสุดท้ายระยะเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถจัดการกับพระธัมมชโยได้

กระทั่งท้ายที่สุด พ.ต.ท.พงศ์พร ผู้อำนวยการ พศ.คนที่ 8 ได้ขุดคุ้ยพบการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จนขยายผลสืบทราบว่ามีอดีตผู้อำนวยการ พศ.ทั้งสองรายเข้ามามีส่วนร่วมทุจริต จนเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นบ้านพักส่วนตัวและขยายผลเครือข่ายที่ร่วมกันโกงเงิน

 

สำรวจทำเลโรงแรม-ที่พักยังว่าง รอบพื้นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 19:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516764

สำรวจทำเลโรงแรม-ที่พักยังว่าง รอบพื้นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

แม้จะเหลือระยะเวลาอีก 1 เดือน จะถึงช่วงการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (วันที่ 25-29 ต.ค.) แต่ขณะนี้โรงแรมที่พักโดยรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยเฉพาะละแวกถนนข้าวสารได้ถูกประชาชนจับจองเต็มหมดแล้ว

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าบริเวณถนนข้าวสารและซอยรามบุตรตรี เกือบทั้งหมด 1,000 ยูนิต ถูกคนไทยจองเต็มหมดตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าห้องพักบริเวณย่านอื่นในเขตพระนครที่มีกว่า 8,000 ยูนิต น่าจะมีอัตราการจองไม่ต่ำกว่า 80-90% โดยพื้นที่ที่คาดว่ายังคงมีห้องพักว่างอยู่ได้แก่

-สามเสน

-หัวลำโพง

-เยาวราช

-ฝั่งธนบุรี

ขณะที่การจราจรโดยรอบพื้นที่จะมีการปิดการจราจรเป็นวงกว้าง แต่มีการจัดรถโดยสารไว้บริการรอบนอก เพื่อนำคนเข้ามายังในพื้นที่

นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร แนะนำผู้ที่จะเดินทางมาที่สนามหลวงว่า ควรเลี่ยงนำรถส่วนตัว และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปิดการจราจรสามารถสอบถามที่ สน.ชนะสงคราม และ สน.พระราชวัง

ด้าน ชาตรี รองเมือง ผู้บริหารที่พัก ยูม่า เรสซิเด็นซ์ บริเวณศรีย่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้องพักช่วงเวลา 25-29 ต.ค. ยังเหลือประมาณ 60-70 % จากทั้งหมด 135 ห้อง คาดการณ์ว่าช่วงใกล้วันงานอาจถูกจองจนเต็ม เนื่องจากลูกค้าต่างชาติจำนวนมากมักเข้ามาพักในช่วงปลายเดือน ต.ค. เพื่อมาเที่ยวพักผ่อนในช่วงไฮซีซั่น  จึงขอแนะนำว่าหากประชาชนสนใจ ควรจองที่พักบริเวณละแวกรอบๆ เช่น ศรีย่าน สามเสน ถนนจรัญสนิทวงศ์ หรือแถวฝั่งธนบุรี ตั้งแต่เนิ่นๆ

จากที่คุยกับเพื่อนผู้ประกอบการ รอบสนามหลวงเกือบเต็มแล้ว เพราะช่วงเดือน ต.ค. เป็นช่วงท่องเที่ยวของต่างชาติ ปกติลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 50% ก็เป็นต่างชาติ เพราะฉะนั้นคนไทยควรรีบจองโดยเร็ว”

 

 

ด้าน ผู้ประกอบการที่พัก ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้องพักในพื้นที่ยังมีเหลือ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงเต็ม เพราะการเดินทางด้วยรถจากถนนจรัญสนิทวงศ์ไปสนามหลวงไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้น จึงอยากแนะนำผู้ที่สนใจหาที่พักช่วงเวลาดังกล่าว เลือกพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสนามหลวง ซึ่งใช้เวลาไม่นาน แต่สะดวกสบายกว่า

เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ย่านวังหลัง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ห้องพักเหลือเพียงห้องเดียว ส่วนห้องพักบริเวณใกล้เคียง เริ่มทยอยเต็มแล้ว ฉะนั้นหากต้องการที่พักแนะนำให้เลือกพื้นที่รอบนอกเขตสนามหลวง ซึ่งอาจยังคงพอมีห้องพักเหลือ เช่น ปิ่นเกล้าหรือถนนจรัญสนิทวงศ์

คำแนะนำการเดินทางแก่ประชาชนด้วยระบบขนส่งสาธารณะของรัฐบาล ในช่วงพระราชพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

 

บทสรุป”ม็อบการเมือง”หนีไม่พ้นคุกตะราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 07:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516702

บทสรุป"ม็อบการเมือง"หนีไม่พ้นคุกตะราง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มเห็นการขับเคลื่อนของกระบวนการยุติธรรมเดินเครื่องตัดสินผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏชัดในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่การดำเนินคดีกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 หลังศาลจังหวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษายืนให้จำคุก อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. พร้อมพวกรวม 13 คน เป็นเวลา 4 ปี  ฐานบุกรุกเข้าไปก่อความวุ่นวายในการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 และคัดค้านการประกันตัวชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าอาจหลบหนี

ถัดมาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ศาลฎีกาตัดสินจำคุก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332  กรณีปราศรัยกล่าวหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552

ต่อมาเป็นการดำเนินคดีก่อการร้ายกับแกนนำ นปช. 19 คน อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เคลื่อนไหวระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค. 2553 โดยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ร่วมต่อต้านรัฐบาล
และบังคับขู่เข็ญอภิสิทธิ์ให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ศาลได้รับเรื่องไว้พิจารณา

สำหรับการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งรัชดาภิเษกยกคำร้อง 13 แกนนำ อาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งขอขยายระยะเวลาฎีกาในคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เป็นจำนวนเงิน 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จากกรณีร่วมกันปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551

ส่วนคดีอาญาปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง, สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ กับผู้ชุมนุม รวม 98 คน ต่อศาลอาญานั้น โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์และรอสืบพยานอีกครั้งเดือน มี.ค. 2561

นอกจากนี้ คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้นัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 358, 362 และ 365 ทว่า พล.ต.จำลอง จำเลยที่ 1 มีอาการป่วย ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไป ก่อนศาลพิจารณาแล้วกรณีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตไปเป็นวันที่ 19 มิ.ย. 2560

เมื่อถึงวันดังกล่าว สมเกียรติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้เดินทางมาฟังเนื่องจากป่วยลักษณะคล้ายโรคบ้านหมุน โดยทนายได้ยื่นสำเนาใบรับรองแพทย์ แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่น่าเชื่อ จึงออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาพร้อมให้ปรับนายประกันเต็มจำนวน 2 แสนบาท และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปในวันที่ 24 ก.ค. และท้ายสุดมีคำพิพากษาให้จำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่ทนายความใช้หลักทรัพย์ยื่นประกันตัว

ขาดไม่ได้กับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวกรวม 48 คน ในข้อหากบฏหลังรวมตัวชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยได้มีการยื่่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2557

ทว่าดีเอสไอยังไม่มีการสอบสวน จึงให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปดำเนินการสอบและสรุปสำนวนให้ครบตามขั้นตอน เพื่อส่งสำนวนคดีกลับมาให้อัยการเพื่อสั่งคดีและรวมยื่นฟ้องเป็นคดี

 

เปิดพื้นที่ ยุติธรรม สร้าง ‘โอกาส’ ให้ผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516381

เปิดพื้นที่ ยุติธรรม สร้าง 'โอกาส' ให้ผู้พิการ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การดึง “ผู้พิการ” เข้าสู่ตลาดแรงงานนับเป็นส่วนสำคัญในการให้โอกาสมอบพื้นที่ได้แสดงศักยภาพของผู้พิการ ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้พิการแต่ยังสามารถประกอบอาชีพได้เหมือนคนปกติ กระทรวงยุติธรรม โดย ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เล่าว่า ทางกระทรวงรับผู้พิการเข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ ของหน่วยงานทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ฝ่ายนิติกร ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ฝ่ายธุรการ รับโทรศัพท์ ฝ่ายรับเรื่องร้องทุกข์ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่กระทรวงให้ผู้พิการเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีโครงการเปิดตลาดนัดทุกวันจันทร์ให้คนพิการเข้ามาขายสินค้าสร้างรายได้ให้ผู้พิการ ครอบคลุมไปกับกลุ่มข้าราชการที่สัดส่วนรายได้อาจไม่มากนัก ให้เข้ามาขายสินค้าสร้างรายได้ต่อไปด้วย โครงการนี้อยู่ระหว่างการดูรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เกิดความพร้อมและสมบูรณ์

“พอมีพื้นที่และเปิดตลาดได้เมื่อไหร่ก็จะประกาศให้กลุ่มคนพิการทราบ และให้เข้ามาขายสินค้าในกระทรวงยุติธรรม โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นคนพิการกลุ่มไหน ทุกคนสามารถเข้ามาขายของได้หมด”

ธวัชชัย ยังมองศักยภาพของผู้พิการว่า คนพิการคือคนปกติเพียงแต่ว่าอาจทำบางด้านไม่ได้เท่าคนปกติ แต่อาจทำบางด้านได้ดีกว่าคนปกติ เช่น คนพิการตาบอดหลายคนมองน่าสงสาร แต่จริงๆ แล้วอาจมองเห็นเท่ากับคนปกติในโลกของเขา มีจินตนาการมีสีสันหาความสุขได้เช่นกัน เชื่อว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพที่ดีอย่างแน่นอน บริหารบนจุดแข็งของคน อย่าไปบริหารจุดอ่อน

“อย่างผู้พิการบางคนที่รับมาก็ให้คำปรึกษาทางกฎหมายได้ เพราะสมองและปากไม่ได้เสีย เขาแค่เดินไม่ได้ แต่มือยังดีอยู่ นั่นเองก็จะทำให้คนพิการไม่เป็นภาระทางสังคม”

อย่างไรก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดของผู้พิการคือการ “ขาดโอกาส” และ “ขาดพื้นที่” ที่ทำให้คนเหล่านี้อาจดูเป็นภาระ ในอีกไม่กี่ปีสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง “ถือเป็นน้องๆ ผู้พิการเช่นกัน” ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ผู้พิการ ดังนั้นสาธารณูปโภคต้องรองรับคนเหล่านี้เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระใคร และจะเป็นโลกของคนปกติ ทุกวันนี้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องอดทนต่อสู้กับคำถากถางที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองว่าด้อยค่า ดังนั้นเราควรเปิดโอกาสให้คนพิการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามมาตรา 33 ในอัตราส่วน 1:100 คน ถือเป็นภาคบังคับหน่วยงานรัฐ แต่ถ้าเป็นเอกชนหากไม่มีการจ้างงานคนพิการสถานประกอบการก็จะต้องส่งเงินกองทุนสนับสนุนคนพิการทุกปี ข้อมูลจำนวนผู้ปฏิบัติงานในปี 2559 ที่ผ่านมาของกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการจ้างผู้พิการเข้าทำงานจำนวน 17 คน จากจำนวนคนที่ต้องจ้างเพิ่ม 245 คน ซึ่งจำนวนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดมี 26,231 คน

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ขยายภาพผู้พิการในปัจจุบันว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้พิการในไทยที่ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านคน และคาดว่ายังมีกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนอีก 3 แสนคน คนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี) 8 แสนคน ในจำนวนผู้พิการนี้ จากการสำรวจพบประมาณ 5 แสนคน ที่ยังไม่ได้ทำงาน

ในส่วนนี้ยังพบว่าร้อยละ 90 ของทุกช่วงอายุผู้พิการ พบว่า คนพิการจบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะทำงานในเอกชนหรือราชการแทบหมดโอกาส จึงถือเป็นปัญหาใหญ่มากเรื่องการศึกษา สาเหตุมาจากเข้าไม่ถึง รวมถึงสังคมไทยเมื่อเด็กพิการผู้ปกครองจึงกลัวว่าลูกจะโดนล้อเลียนเลยตัดสินใจไม่ส่งลูกเรียนต่อ

สรัญญา ทองมณี นักบริหารจัดการยุติธรรม พนักงานราชการ กระทรวงยุติธรรม เล่าความรู้สึกว่า ด้วยภาวะร่างกายที่มีความพิการเดินไม่ได้ทำให้ต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอดเวลา ทุกวันนี้ต้องเดินทางไปกลับทำงานด้วยรถแท็กซี่สาธารณะเป็นประจำ จากที่พักย่านประชาชื่นมาถึงศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะนานกว่า 4 ปี ถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่สมบูรณ์เหมือนใครหลายคนก็ตาม

“ยอมรับว่าตอนนี้เลยจุดท้อแท้ทางร่างกายมาแล้ว จึงอยากฝากถึงผู้พิการคนอื่นๆ ว่าต้องเปิดใจรับสังคมแวดล้อมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นให้ได้ อุปสรรคมีทุกคนแต่เราอาจจะเยอะกว่าคนอื่น มันเป็นแล้วก็ต้องทำใจ”

ท้ายสุด สรัญญา ฝากถึงผู้พิการหลายๆ คนว่า เรื่องสำคัญที่สุดคือการเรียนการศึกษาที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ต้องเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องเป็นผู้ให้บ้างอย่าเป็นผู้รับฝ่ายเดียว รวมถึงไม่ควรร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ควรเริ่มต้นช่วยเหลือตัวเองก่อน ถ้าอยากมีอนาคตเจริญก้าวหน้าต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน

 

ย้อนรอย “ทพญ.ดลฤดี” เรื่องราวของคนหนีชดใช้ทุนรัฐบาล 24 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515835

ย้อนรอย "ทพญ.ดลฤดี" เรื่องราวของคนหนีชดใช้ทุนรัฐบาล 24 ล้าน

ย้อนเส้นทางประเด็นดราม่า ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ไม่ใช้ทุนรัฐบาลกว่า 24 ล้าน จนกลายเป็นภาระให้ผู้อื่น

เรื่องราวของ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อศึกษาจบแล้วไม่ยอมกลับมาใช้ทุนรัฐบาล คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 24 ล้านบาท จนเป็นเรื่องฟ้องร้องและทำให้แพทย์ที่ค้ำประกันต้องจ่ายชดใช้หนี้แทน กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจาก ทันตแพทยสภามีมติ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ทพญ.ดลฤดี”

โดยทันตแพทยสภาเห็นว่า ทพญ.ดลฤดี ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม ขณะเดียวกันได้แต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติการเป็นสมาชิกทันตแพทยสภาของ ทพญ.ดลฤดี กรณีประพฤติเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทันตกรรม

วันนี้โพสต์ทูเดย์พาย้อนลำดับเหตุการณ์ดราม่า “ทพญ.ดลฤดี ผู้หนีทุน” ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในอดีต

19 ม.ค. 2559 ประเด็นดราม่าปวดใจ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกันให้ ทพญ.ดลฤดี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความอัดอั้น ตีแผ่ให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่าคนที่มีการศึกษาดี มีชาติตระกูล ใช่จะโกงไม่ได้

“สิ้นสุดสักทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน นางสาว….อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมซึ่งเข้ามาเรียนที่มหิดลในฐานะคนรู้จักแต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพ จึงยอมค้ำประกันร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงานและเพื่อนอีกคนของนางสาว….หวังว่าเขาจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

“แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่า ไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่เขาทำงานเป็นนักวิจัยที่ ม.ฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ตเมนต์หรูหราในอเมริกา เขาทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอน และสนับสนุนให้ได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเขาและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เขาเคยโทรหาผมแค่ครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน”

หลังกลายเป็นกระแสอย่างกว้างขวาง ทพ.เผด็จ ให้สัมภาษณ์ให้กับหลายสื่อถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน สรุปรวมความได้ว่า สมัยนั้น ทพ.เผด็จ เป็นข้าราชการสาธารณสุข ได้ไปค้ำประกันให้กับอาจารย์คนดังกล่าว ร่วมกับผู้ค้ำประกันอีก 3 ราย เป็นอาจารย์ของดลฤดี 2 คน และเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพราะเห็นตรงกันว่าหากดลฤดี เรียนจบจะได้กลับมารับใช้ประเทศชาติ จึงยอมเซ็นค้ำประกัน แต่เมื่อเธอหนีทุนไม่กลับ ผู้ค้ำประกัน ทั้ง 4 ราย ต้องร่วมกันชดใช้หนี้ ที่ต้องใช้เป็นเงิน 30 ล้านบาท แต่ได้ไปทำเรื่องขอต่อรองเหลือจ่ายเงินต้นไม่รวมค่าปรับอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท

ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ

ต่อมา ทพ.เผด็จ  ได้ตั้งทนายพร้อมส่งจดหมายไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่าอาจารย์คนดังกล่าวได้ตั้งทนายสู้คดี ส่วนทางด้านม.ฮาร์วาร์ดมีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้ ทำให้ทพ.เผด็จ กลับมาคิดว่าคงสู้คดีไม่ไหว เพราะต้องบินไปเมืองนอก มีค่าใช้จ่าย และคงไม่ทำอะไรแล้วปล่อยให้เป็นบทเรียนไป

อีกเรื่องที่ ทพ.เผด็จ ผิดหวังคือ ต้นสังกัดเดิมของดลฤดี คือ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมองว่าไม่ได้จริงจังกับการชำระสะสางปัญหา เเละไม่ได้ใส่ใจที่จะรับรู้ติดตามทวงหนี้ดลฤดี ทำให้ผู้ค้ำประกันทุกคนต่างเดือดร้อนถึงขนาดต้องนำบ้านไปจำนองและยื่นกู้ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้คืนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2559  เพราะหากไม่จ่ายจะโดนยึดทรัพย์

เหยื่ออีกรายอย่าง “ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ” รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ต้องชดใช้หนี้กว่า 2 ล้านบาทแทน ทพญ.ดลฤดี  โดยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราว่า เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากเกินไป ตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้เนื่องจากเห็นว่าภาควิชาไม่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์การศึกษาขั้นสูงสุดเลย ถ้าเขาได้ไปเรียนต่อและกลับมารับใช้ประเทศชาติ จะถือเป็นเรื่องดี

 

ม.ค. – ก.พ. ช่วงเวลานั้นโลกออนไลน์พากันขุดคุ้ยเเละเเชร์ข้อมูลส่วนตัวของ ทพญ.ดลฤดี อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ระบุชื่อและประวัติของเธอเอาไว้ว่า ดลฤดี จำลอง Dolrudee Porche Jumlon จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่น 46   อดีต อจ. คณะทันตแพทยศาสตร์ ม. มหิดล ที่ทำงานปัจจุบัน Harvard School of Dental Medicine 188 Longwood Ave, Boston, MA 02115

ทพญ.ดลฤดี ได้ซื้อบ้านในเมืองนิวตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ.2557

ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาอย่างฮาร์วาร์ด และเธอยังมีคลินิกทันตแพทย์เป็นของตัวเอง

หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก ทพญ.ดลฤดี ได้ส่งข้อความหา ทพ.เผด็จ  โดยระบุว่า  ได้บอกผู้ค้ำประกันหลายรอบแล้วว่าจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้ทั้งหมด และยังพยายามหาเงินมาคืนให้อยู่ พร้อมกันนี้ยังได้ขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับด้วย

3 ก.พ. 2559 ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)  แถลงว่า สกอ.ได้ส่งเรื่องการฟ้องล้มละลาย ทพญ.หญิง ดลฤดี ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2548 ขณะนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องล้มละลายต่อศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2558 คดีหมายเลขดำ ที่ ล.3603/2558 ทพญ.ดลฤดีจะต้องชดใช้หนี้ขณะนี้มีจำนวน 30 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7 ดังนั้นยอดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เเละถ้าจำเลยไม่มาศาลก็ถือเป็นการขัดขืนหมายเรียก ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้ออกหมายจับ ทั้งนี้หลังจากผ่านกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ และศาลได้พิพากษาจนตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จากนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี

23 ส.ค.2559 กรมบังคับคดี ได้ส่งคำสั่งศาลล้มละลายกลางสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด น.ส.ดลฤดี เพื่อให้ชดใช้ทุนหลังผิดสัญญารับทุนรัฐบาลศึกษาวิชาต่างประเทศ ตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นไปตามคำสั่งศาล

20 ก.ย.2560 ทันตแพทยสภามีมติ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ทพญ.ดลฤดี” โดยอดีตเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทพ.เผด็จ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

“สิ่งที่ผมอยากให้ทำต่อคือขอผลการตัดสินเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทนายเป็นข้อมูลในการฟ้องร้องต่อไป และนำส่งผลการตัดสินไปที่ทันตแพทยสภาแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ดลฤดี ทำงานอยู่ซึ่งน่าจะมีผลต่อการทำprivate clinic ของเธอบ้าง แม้ผลแห่งคำสั่งนี้ดลฤดีจะไม่สนใจเพราะคงไม่คิดกลับเมืองไทยแล้ว แต่ก็เป็นบรรทัดฐานบทลงโทษแก่ทันตแพทย์ที่คิดจะทำแบบนี้ในอนาคตว่า คงยากที่หากจะกลับมาทำงานที่เมืองไทย และขอบคุณสื่อมวลชนที่ยังติดตามข่าว และขอบคุณพี่น้องชาวไทยทั้งในและต่างประเทศที่ยังติดตามและให้กำลังใจครับ สิ่งที่เราต้องรอคือผลจากกรมบังคับคดีเพื่อรอผลการตัดสินสุดท้ายต่อไปครับ”

สิ่งที่ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ทำไว้ กำลังไล่ล่าเเละติดตัวเธอไปตลอดกาล