“รอนานแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย”ขอเพียงได้กราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 20:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515462

"รอนานแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย"ขอเพียงได้กราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย...

โดย..ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

เหลือระยะเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ที่พสกนิกรชาวไทยจะได้เข้ากราบถวายบังคมเบื้องหน้า พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เนื่องจากสำนักพระราชวังได้ประกาศอนุญาตให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพฯถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นวันสุดท้าย เพื่อเตรียมจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

หลังมีประกาศดังกล่าวออกมา มีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อเข้ากราบถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้าย

โพสต์ทูเดย์รวบรวมความรู้สึกช่วงเวลาสุดท้ายที่พสกนิกรชาวไทยจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดพ่อแห่งแผ่นดิน มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบ

พร เรืองสุวรรณ ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้ากราบพระบรมศพและร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถึง 21 ครั้ง เล่าทั้งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติว่า ทุกครั้งที่เดินมารู้สึกดีใจมาก แต่ถ้าไม่ได้มาก็จะสวดมนต์ถึงพระองค์ที่บ้าน พร้อมระลึกว่า “พ่อ ขอให้พ่อไปสู่สวรรคาลัย อยากให้พ่อรับรู้ว่าลูกคิดถึง ขอให้พ่อมองลงมา ดูประชาชน ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข บ้านเมืองสงบ”

ป้าพร บอกว่า พระองค์เปรียบเสมือนเทพ ที่คอยช่วยเหลือประชาชนไทยมาตลอด ไม่ว่าประสบปัญหาอะไร ภัยแล้งหรือน้ำท่วม พระองค์จะเดินเท้าไปช่วยประชาชน นี่จึงเป็นสิ่งตนนำหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสอนลูกหลานตลอดว่า ให้เดินตามรอยพ่อหลวง กินอยู่พอเพียง ใช้เท่าที่มี ซึ่งตั้งแต่นำหลักดังกล่าวมาใช้ ก็ไม่เคยลำบากเดือนร้อนอีกเลย

อินทิรา บัวเงิน ชาวจังหวัดนนทบุรี เล่าว่า มากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 4 ทุกครั้งเมื่ออยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศ จะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยูู่ ต้องร้องไห้ออกมา เพราะรู้สึกใจหายพร้อมกับดีใจขณะเดียวกัน  วันนี้เมื่อเหลือระยะเวลาอีกไม่กี่วัน ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าใจ แต่จะขอจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนไปตลอดชีวิต

เนื่องตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่จำความได้ พระองค์ทำงานหนักเพื่อประชาชน พยายามสั่งสอนให้คนไทยรู้ และเข้าใจถึงหลักพอเพียงที่หมายความว่า พอประมาณ ไม่มากไม่น้อย มีความเป็นระบบ ระเบียบ  มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตมาตลอด

ครอบครัวอ่อนอารี บอกว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจที่ครั้งหนึ่งได้เข้ากราบเบื้องหน้าพระองค์ แม้ใช้ระยะเวลารอกว่า 9 ชั่วโมง ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์ทำงานหนักกว่าพวกเราทุกคนมาก นี่จึงเป็นสิ่งได้นำหลักการทำงานของพระองค์มาสอนลูกว่า ยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งควรนำคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ เพราะเป็นหลักที่ทำให้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้ง่ายขึ้น แม้ต้องเจออุปสรรค

คำรณ สะอาดเอี่ยม ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อกราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เพราะก่อนหน้านี้เคยมาครั้งหนึ่ง แต่เข้าไม่ถึงจึงกลับไปก่อน วันนี้ตั้งใจที่ต้องเข้าไปกราบให้ได้ เมื่อได้ทำสมความตั้งใจ รู้สึกปลื้มปิติมาก

คำรณ บอกความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าพระองค์เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 เพราะตั้งแต่จำความได้ ท่านทำงานหนักเพื่อประชาชนไทยให้ได้มีอาชีพ มีกิน และมีความสุขมาตลอด

 

 

ทศนี-ภัทรพล รุ่งเจริญวนิช บรรยายความรู้สึกที่ได้พาครอบครัวเข้ากราบพระบรมศพว่า รู้สึกปลื้มปิติมาก เพราะส่วนตัวรู้สึกและผูกพันต่อพระองค์ เนื่องจากเป็นบ้านอยู่เขตพระนครเมื่อมีงานพระราชพิธีสำคัญ จึงมักเดินมาคอยเฝ้ารับเสด็จเป็นประจำ ประกอบกับตลอดชีวิตเห็นพระองค์สร้างคุณประโยชน์มากมายให้ประชาชน จึงคิดว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกคนรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากถึงเพียงนี้

ประนอม สิงห์คีรี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจมากที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ เพราะพระองค์คือกษัตริย์ผู้ที่เป็นแบบอย่างของคนไทยและชาวโลก แม้พระองค์สวรรคตไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรพระองค์จะเป็นกษัตริย์ในหัวใจคนไทยตลอดไป

 

 

 

 

 

“บันไดสามขั้นสุดท้าย” นับถอยหลังเข้าคูหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515395

"บันไดสามขั้นสุดท้าย" นับถอยหลังเข้าคูหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับแรกตามรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้

เนื้อหาของกฎหมาย กกต.นอกเหนือไปจากการกำหนดให้ กกต.ทั้ง 5 คนชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งไปโดยยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ 7 คนแล้ว ยังมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กกต.ขึ้นมาใหม่ที่น่าสนใจอีกด้วย

มาตรา 26 (3) กำหนดว่า “ในระหว่างการเลือกตั้ง ให้กรรมการแต่ละคนมีหน้าที่และอำนาจ เมื่อพบการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าการนั้นเป็น การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ให้มีอำนาจสั่งให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าเป็นการกระทำของบุคคลซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด บันทึกพฤติกรรมแห่งการกระทำและรวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการต่อไปได้ตามที่จำเป็น

หรือในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดำเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำนั้นก็ได้”

เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ใหม่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 ได้เขียนรองรับไว้ให้ กกต.ชุดใหม่มาทดลองใช้ด้วย กล่าวคือ เป็นการให้ กกต.มีหน้าที่ร่วมกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง

ดังนั้น เหลือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกเพียง 3 ฉบับเท่านั้น ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งแต่ละฉบับเริ่มมีความคืบหน้าเป็นลำดับ

1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง น่าจะเป็นกฎหมายลูกอีกฉบับที่น่าจะมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆ นี้ เนื่องจากเพิ่งผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือ การจัดทำเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต

การทำไพรมารีโหวตเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากพรรคการเมืองใดไม่ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งไหน พรรคการเมืองดังกล่าวจะไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ในเขตนั้นได้ เพื่อเป็นการบังคับให้พรรคการเมืองต้องสร้างกระบวนการในการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองให้มากขึ้น จากเดิมที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่เปิดโอกาส

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เป็นอีกหนึ่งในร่างกฎหมายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เริ่มลงมือเขียนไปบ้างแล้วด้วยการกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกกันเองจำนวน 20 กลุ่ม โดยจะเริ่มจากระดับอำเภอ ผู้สมัคร 1 คน มีสิทธิเลือกได้ 2 หมายเลข

จากนั้นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-5 ของแต่ละกลุ่ม ไปเลือกไขว้คนในกลุ่มอื่นให้เหลือกลุ่มละ 3 คน เพื่อให้ได้คนที่ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-3 ของแต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนระดับอำเภอ เพื่อส่งไปในระดับจังหวัดและเลือกไขว้อีกรอบหนึ่ง ให้เหลือกลุ่มละ 1 คน จากนั้นระดับประเทศจะเลือกไขว้ให้เหลือกลุ่มละ 10 คน จะได้จำนวนทั้งหมด 200 คน

3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นหัวใจของกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะจะเป็นการกำหนดวิธีการสมัคร การหาเสียง การไต่สวนทุจริตเลือกตั้ง หรือแม้แต่วิธีการคำนวณคะแนนเพื่อกำหนดจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และการเลือกตั้ง สส. ทาง กรธ.คาดหมายว่าจะส่งให้กับ สนช.ในช่วงปลายเดือน พ.ย. แต่ต้องไม่เกินวันที่ 1 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 240 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและส่งให้ สนช.พิจารณาต่อให้เสร็จภายใน 60 วัน

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในสองฉบับนี้จะไม่จบลงภายใน 60 วัน โดยอาจถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย (กรธ. สนช. และ กกต.) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติในขั้นตอนสุดท้ายอีกรวมเวลาเป็น 25 วันก่อนส่งให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ ไม่เพียงเท่านี้ อาจต้องสู้กันถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ซึ่งมาตรา 148 ของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องกรอบเวลาในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้แต่อย่างใด

แม้จะเหลือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีกเพียง 3 ฉบับ ซึ่งเปรียบเหมือนบันไดสามขั้นสุดท้ายก่อนถึงการเลือกตั้ง แต่ถ้าดูจากสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองรวมไปถึงเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมกระแสเลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นปลายปี 2561 หรือ 2562 ถึงได้หนาหูแบบนี้

 

จำกัดผู้เล่น-ขจัดคอร์รัปชัน! แก้ปัญหา”พนันฟุตบอล”ต้องทำให้ถูกกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515296

จำกัดผู้เล่น-ขจัดคอร์รัปชัน! แก้ปัญหา"พนันฟุตบอล"ต้องทำให้ถูกกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เสียงเฮดังกระหึ่มภายในคลับย่านทองหล่อ พร้อมๆ กับเสียงแก้วเบียร์ที่กระทบกันระหว่างชายหนุ่ม พวกเขากำลังเฉลิมฉลองให้กับประตูของ โรเมลู ลูกากู กองหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด หลังยิงให้ทีมขึ้นนำ สโต๊ค ซิตี้ คู่แข่งร่วมศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

อาการดีใจของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักที่มีต่อสโมสร แต่หมายถึงเม็ดเงินที่จะได้รับจากการแทงพนันฟุตบอล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พนันฟุตบอลกำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกออนไลน์และมีลักษณะโจ่งแจ้งมากขึ้น คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่การพนันฟุตบอลจะถูกกฎหมายในเมืองไทย

สนุกสนาน เงินน้อยและแลกเงินมาก

ภาพการแทงพนันแบบเดิมๆ ที่ต้องเดินเข้าไปภายในสถานที่รับแทงพนันหรือ ‘โต๊ะบอล’ เปลี่ยนแปลงไปสู่การเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้เล่นมากขึ้น ที่สำคัญยังมีลักษณะเปิดเผยกว่าในอดีตมาก

ตี๋ นราศักดิ์ เริ่มต้นเล่นพนันฟุตบอลเมื่อ 10 ก่อนจากความชื่นชอบและหลงรักในกีฬาฟุตบอล จนพาตัวเองเข้าไปสู่วงการพนัน

“เราชอบฟุตบอลอยู่แล้ว รู้จักมันมากเข้า ก็มีความมั่นใจในการแทงพนัน คิดว่าพอประเมินได้ คาดการณ์ได้ สนุกและได้ลุ้น เอาเงินน้อยแลกเงินมาก มันมีความคิดอยู่ประมาณแค่นี้แหละ คนเล่นพนัน”

เขาบอกว่า พนันฟุตบอลกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ทุกคนทราบว่ามี ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะตามจับกุมเข้มงวดขนาดไหนก็ตามไม่ทันบริษัทพนัน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการอยู่ต่างประเทศ เป็นการสูญเสียพลังงานและทรัพยากรในการตามจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช่เหตุ

“เราว่ามันถึงเวลาทำให้ถูกกฎหมาย จับยังไงก็ไม่หมด ประเทศไทยต้องยอมรับ สมัยนี้เล่นกันง่ายมาก แทงผ่านโทรศัพท์ อยู่บ้านก็แทงหน้าคอมฯ เจ้าหน้าที่ตามยาก ยังไงก็สู้เว็บไซต์ไม่ได้ บล็อกก็ทำได้แค่ชั่วคราว แป๊ปเดียวก็กลับมาเล่นกันใหม่”

เอ็ม วสันต์ บอกว่า ฟุตบอลที่มีการพนันเข้าไปเกี่ยวข้อง สร้างอรรถรส สนุกและรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเกมการแข่งขัน เมื่อบวกกับตัวเงินรางวัลก็ทำให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจ

“ปกติดูบอลสนุกก็เฉพาะดูทีมรัก แต่การพนันทำให้เราดูทุกคู่สนุก ได้มีส่วนร่วมกับเกม ไม่ว่าจะเป็นทีมรักหรือเปล่า”

วสันต์ เข้าสู่วงการพนันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี เขามองว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรพิจารณาให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เชื่อว่าจะส่งผลให้สามารถควบคุมและจำกัดผู้เล่นได้

“ถูกกฎหมาย จำกัดอายุ อาชีพ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มันเล่นกันได้ทุกวัย มีเงินก็เล่นได้แล้ว บางทีไม่มีเงินก็ใช้เครดิต ถ้าถูกกฎหมายเราสามารถตีวงกลุ่มผู้เล่นให้แคบลง แม้จะมีพวกเถื่อนๆ บ้าง แต่เชื่อว่าจะลดลง”

ฤทธิชัย อีกหนึ่งผู้เล่นพนันฟุตบอล ให้ความเห็นว่า เมื่อกำหนดให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีให้พบเห็นอย่างชินตา นำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนับเป็นความเสียหายของประเทศ

“พนันฟุตบอลก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกันกับหวย โอกาสถูกสำหรับบางคนอาจมากกว่าด้วยซ้ำ ทำให้อยู่ในระบบ อีกด้านก็ให้ความรู้อันตรายจากพนัน จำกัดกลุ่มผู้เล่น แบบนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

ภาพจาก realmadrid.com

 

 

เว็บไซต์พนันฟุตบอลเข้าถึงได้ง่ายมาก

 

พนันบอลในไทยมีมายาวนาน โดดเข้าไปเล่นแล้วออกยาก

พนันฟุตบอลในเมืองไทยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 หรือราวๆ เกือบ 100 ปีก่อน

ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เล่าว่า ในหนังสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์เคยตรัสถึงการเเข่งขันฟุตบอลไว้ว่า “กีฬาจะเป็นกีฬาอย่างแท้จริงต่อเมื่อไม่มีการพนัน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พนันฟุตบอลนั้นมีมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตามเริ่มได้ความนิยมและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 1996 ด้วยเหตุผลด้านเทคโนโลยี มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 10 หรือ ยูโร 1996

“พอมีการถ่ายทอดสด ก็ทำให้คนสนใจฟุตบอลและพนันฟุตบอลกันมากขึ้น” ดร.วิษณุ กล่าว

ความนิยมที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและเอเชีย ยังเป็นเพราะเหตุผลเรื่องอัตราการต่อรองที่เรียกว่า เอเชี่ยน แฮนดิแคป (Asian Handicap) ซึ่งเป็นอัตราการต่อรองที่มีความหลากหลายกว่ารูปแบบการเล่นพนันในแถบยุโรป ซึ่งเป็นลักษณะผลแพ้ ชนะ เสมอ เท่านั้น ขณะที่วัฒนธรรมในการชมฟุตบอลและเล่นพนันของผู้คนในยุโรปส่วนใหญ่เป็นลักษณะเพื่อความสนุก ต้องการเงินเพียงแค่ค่าตั๋วเข้าชม ขณะที่แถบเอเชียโดยเฉพาะเมืองไทย คนส่วนใหญ่เริ่มเล่นจากความสนุกก็จริงแต่สุดท้ายนำไปสู่การเล่นอย่างจริงจัง เริ่มมีมูลค่าสูงขึ้นจนหลายคนตกเป็นหนี้และเกิดปัญหาอาชญากรรม

“ภูมิภาคเอเชีย สมัยก่อนผู้คิดราคาต่อรอง เจ้ามืออยู่ในอินโดนีเซียก่อนจะย้ายมาที่มาเลฯ สังเกตได้ว่าการล้มบอลส่วนใหญ่ สืบไปสืบมาจะพบว่าเจ้ามือใหญ่อยู่ที่มาเลฯ” ดร.วิษณุ บอกโดยคาดว่า พนันฟุตบอลในเมืองไทยนั้นมีเงินหมุนเวียนราว 10 เปอร์เซนต์ของเอเชีย

รูปแบบคำเชิญชวนจากเว็บพนันฟุตบอล

พนันยุคออนไลน์ เล่นกันตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล

พนันฟุตบอลออนไลน์เต็มไปด้วยตัวเลือกที่หลากหลายกว่าในอดีต นอกเหนือจากอัตราต่อ-รอง พูดง่ายๆ เล่นกันแทบทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนึกออกได้ ตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล นอกจากนั้นบริษัทพนันยังออกโปรโมชั่นการตลาดดึงดูดลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการให้วงเงินเครดิตล่วงหน้าแก่ผู้เล่น

“90 นาทีของการแข่งขัน มีทุกอย่าง ตั้งแต่ เขี่ยบอล ยิงประตู ลูกทุ่ม เตะมุม ลูกต่อไปใครยิง มันคือการเพิ่มผลิตภัณฑ์เข้าไป ทำให้คนเล่นอยู่ในเกมตลอดและติดมัน สมมุติเราต่อทีมเอ แต่ทีมบีดันยิงขึ้นนำ เมื่อเวลาผ่านไป เราพบว่าโอกาสที่จะได้เงินจากการชนะนั้นยากแล้ว เราก็จะพยายามชดเชย เอาเงินคืนด้วยทางเลือกอื่นๆ เช่น ไปเล่นใบแดง ใบเหลือง เตะมุม โชคดีก็อาจจะชดเชยรายได้ที่เสียไป แต่โชคร้ายเงินก็หายไปไกลเลย”

ดร.วิษณุ บอกว่า ด้วยรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ส่งผลให้ปัจจุบันการประเมินมูลค่าเม็ดเงินที่ไหลเวียนในการเล่นพนันฟุตบอลเป็นเรื่องยากมาก แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ามหาศาล

“ก่อนออนไลน์ได้รับความนิยม เคยประเมินกันว่า มีเงินหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หมายถึงได้และเสียในวงเงิน 100 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเงินหมุนเวียนประเมินได้ยากมาก”

ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่าผู้เล่นบางส่วนผันตัวเองเป็นเจ้ามือ มีการหาสมาชิกเพิ่มเพื่อแลกกับเปอร์เซนต์ลักษณะคล้ายธุรกิจขายตรง ขณะที่โฆษณาจากบริษัทพนันก็แพร่หลายมากขึ้นทั่วโซเชียลมีเดีย เจ้าของเพจ คนในวงการฟุตบอล ตลอดจนหญิงสาวหน้าตาดีพากันโฆษณาให้กับบริษัทพนันจนเป็นเรื่องชินตา

ภาพจาก http://www.manutd.com

แนะเปิดพื้นที่รองรับอย่างถูกกฎหมาย

ผลศึกษา สถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจำปี 2558 โดยศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน และภาคีเครือข่าย ระบุว่า พนันที่คนไทยนิยมเล่นกันมากที่สุดคือ “สลากกินแบ่งฯ” ประมาณ 19 ล้านคน มีวงเงินหมุนเวียน 7.7 หมื่นล้านบาท รองลงมา คือ หวยใต้ดิน 16.4 ล้านคน วงเงินหมุนเวียน 1.3 แสนล้านบาท

ขณะที่พนันฟุตบอลแม้มีผู้เล่น 1.9 ล้านคน น้อยกว่าการพนัน 2 ประเภทแรก แต่พบว่า มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก สูงถึง 1.36 แสนล้านบาท สาเหตุเพราะพนันฟุตบอลมีความถี่ในการเล่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ไทยพรีเมียร์ลีก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก และอีกมากมาย

ดร.วิษณุ บอกว่า หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์การพนันฟุตบอลส่งผลกระทบหลักในเรื่องของเงินรั่วไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากเจ้ามือใหญ่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินที่ได้รับจากการพนันมักถูกใช้จ่ายและหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว

“ได้เงินมาก็รีบเอาไปใช้ วันไหนคุณมีเงิน ได้บอลคุณกินดีอยู่ดี วันไหนไม่ได้ก็กินแย่หน่อย การเดินทางของเงินมันเร็วมากและส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ”

นักวิชาการรายนี้ บอกด้วยว่า ในมุมมองด้านสังคม พนันฟุตบอลที่อยู่นอกเหนือกฎหมายกลายเป็นปัจจัยให้เกิดการธุรกิจคอร์รัปชัน โดยเฉพาะบทลงโทษและการเอาผิดการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ยังไม่ชัดเจนมากพอ

realmadrid.com

 

ภาพจาก http://www.manutd.com

การแก้ปัญหาพนันฟุตบอลในระยะสั้น เขาเสนอว่า เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติการก่อกวนและบล็อกเว็บไซต์พนันฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันถึงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนกันอย่างจริงจังว่า การพนันฟุตบอลควรถูกกฎหมายหรือไม่และจะควบคุมอย่างไร โดยเฉพาะการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ตลอดจนเงินที่ได้รับจะถูกนำไปแปรสภาพ กลายเป็นผลประโยชน์ของประเทศในด้านใด

“หัวใจการเล่นพนันออนไลน์อยู่ที่ความต่อเนื่อง บล็อกถาวรไม่ได้ แต่เราต้องก่อกวนบ่อยๆ ให้ผู้เล่นรู้สึกขัดใจ เมื่อบ่อยเข้าก็เลิกเล่นและเกิดความไม่มั่นใจต่อการเล่นพนันออนไลน์ อีกด้านหนึ่งก็ต้องมานั่งคุยกันจริงๆ จัง ว่าจะเปิดพื้นที่พนันฟุตบอลอย่างถูกกฎหมายในระดับที่สามารถควบคุมได้”

นักวิชาการรายนี้ บอกว่า ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบในแง่ดีและแง่ร้าย หันมาถามประชาชนว่า ยอมรับหรือไม่ว่า การพนันฟุตบอลเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบกับทุกคนทั้งทางตรงและอ้อม ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นหรือไม่ก็ตาม

“ถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ลำบาก ต้องคุยกันว่าถ้าถูกกฎหมายจะทำอย่างไร ทั้งการบริหารและควบคุม เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ถกเถียง คนค้านก็ต้องค้านอย่างมีองค์ความรู้ไม่ใช่ค้านว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธห้ามมีการพนัน

“สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบคือต่อให้พนันฟุตบอลถูกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าปัญหาทุกอย่างจะหมดไป แต่อาจจะอุดรูรั่วบางอย่างได้ ทำให้ปัญหาที่มีอยู่น้อยลงด้วยรูปแบบการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แน่ว่าเมื่อเราทำให้พนันฟุตบอลเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ เกมพนันชนิดนี้อาจได้รับความนิยมในวงที่จำกัดหรือแคบลงกว่าเดิม” ดร.วิษณุทิ้งท้าย

 

อวสานมังกรเหินฟ้า! “เรือเหาะ”กองทัพไทย 8ปีเสียงวิจารณ์ไม่เคยสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 18:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514814

อวสานมังกรเหินฟ้า! "เรือเหาะ"กองทัพไทย 8ปีเสียงวิจารณ์ไม่เคยสิ้นสุด

ย้อนรอย “เรือเหาะตรวจการณ์” หลังกองทัพบกประกาศปลดประจำการ เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน

ปลดประจำการณ์ลงเเล้วสำหรับ “เรือเหาะตรวจการณ์” ที่กองทัพบกจัดซื้อในสมัย บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน

ตลอด 8 ปีนับตั้งเเต่เข้าประจำการ  “เรือเหาะดับไฟใต้” ถูกกระเเสวิพากษ์วิจารณ์เเละโจมตีจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่องถึงความคุ้มค่าเเละความโปร่งใส

จุดเริ่มต้นของเรือเหาะตรวจการณ์ลำนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2552 รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ” อนุมัติ งบประมาณมูลค่า 350 ล้านบาท แบ่งเป็นตัวเรือเหาะ 260 ล้านบาท กล้องตรวจการณ์ และระบบภาคพื้น รถต่างๆ 70 ล้านบาท โดยจัดซื้อจากบริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชั่นแนล คอเปอร์เรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และหวังเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

18 ธ.ค. 2552 เรือเหาะรุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ SKY DRAGON เข้าประจำการ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 อย่างเป็นทางการ (พล.ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ตัวลำมีขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) คุณสมบัติที่ระบุคือ ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย เเบ่งเป็นนักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย

5 มี.ค. 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะจัดทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน พบว่ามีปัญหาหลายอย่าง ในส่วนกล้องและตัวบอลลูน ตัวเรือเหาะบินได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปกไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้นดิน  คือบินได้สูงเพียง 1 กม. จนกระทั่งนำไปสู่การตั้งคำถามจากกลุ่มฝ่ายค้าน

ต่อมา พล.อ.อนุพงษ์  ผบ.ทบ. ได้ลงพื้นที่ ร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพเรือเหาะเเละพบปัญหาหลายอย่าง เเต่ยืนยันว่าระบบยังใช้งานได้ดี หากมีการตรวจสอบว่าไม่โปร่งใสหรือมีการทุจริตก็พร้อมรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็มีการชี้แจงจากกองทัพว่า ที่บินได้ต่ำกว่าสเปก เพราะติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงรับน้ำหนักจากคนขับ ทำให้บินต่ำลง

วันที่ 23 ก.ค. 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะ ลงนามรับมอบเรือเหาะตรวจการณ์ทั้งระบบ ทั้งที่ยังมีคำถามค้างคาใจจากหลายฝ่าย กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ เรือเหาะถึงจะผ่านการทดสอบเเละได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 16 มี.ค.

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเรือเหาะยังไม่จางหายไป ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ได้นำเรื่องประสิทธิภาพและความไม่คุ้มค่าของเรือเหาะไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีด้วย

ข่าวคราวในสมัยนั้น มีการกล่าวอ้างแหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจบอลลูนและเรือเหาะ ซึ่งระบุว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อแพงเกินจริง เพราะเรือเหาะอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันมีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้น แต่เรือเหาะของกองทัพบก เฉพาะตัวบอลลูนมีราคาสูงถึง 260 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ทั่ง รอยรั่วผ้าใบ การเติมก๊าซฮีเลียม ขณะที่บางส่วนโจมตีอย่างรุนแรงว่า เรือเหาะไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ฝนตกชุกอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตกด้วย

กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2555 นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วเรือเหาะก็ยังเกิดปัญหา โดยประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดที่โรงเก็บเรือเหาะ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ผ่านไป 2 ปี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.57 เรือเหาะลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ม.6 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เนื่องจากเกิดลมแรงทัศนวิสัยไม่อำนวย ก่อนบินกลับฐานโดยไม่ได้รับความเสียหาย

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

 

เรือเหาะยังตกเป็นประเด็นและมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งหนึ่งเคยมีผู้ยื่นเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ให้พิจารณาถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ออกจากตำเเหน่ง กรณีละเว้นหน้าที่ ปล่อยให้กองทัพบกจัดซื้อเรือเหาะในราคาสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตามต่อมาวันที่ 24 ธ.ค.58  ป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง หลังไต่สวนพบว่า กระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าว อนุมัติก่อน นายสุเทพ เข้ารับตำแหน่ง  ขณะเดียวกันยังมองว่า เรือเหาะที่จัดซื้อเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน จึงดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และเรือเหาะผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย จากสหรัฐฯ  แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และอากาศมีฝนตกชุก จึงต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะสม ซึ่งไม่พบความผิดปกติตามคำร้อง

กระทั่งล่าสุด 14 ก.ย. 2560 หมดเวลาการใช้งานของเรือเหาะลำนี้แล้ว เมื่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ปลดประจำการเรือเหาะตรวจการณ์หลังใช้งาน 8 ปี และไม่มีแผนจัดซื้อใหม่ อย่างไรก็ตามที่บอกว่าหมดอายุการใช้งานนั้นเฉพาะตัวบอลลูน อุปกรณ์อื่นๆ ยังสามารถใช้งานได้ เช่น กล้องตรวจการ ทางกองทัพบก(ทบ.) จะพิจารณานำไปดัดแปลงใช้งานอย่างอื่นแทน

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ยุคเรือเหาะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำเเหน่ง รมว.มหาดไทย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีการปลดประจำการณ์เรือเหาะ

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

 

ทนายความค้านสมาคมนักข่าวตั้งกก.สอบปม “บิ๊กสื่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514595

ทนายความค้านสมาคมนักข่าวตั้งกก.สอบปม "บิ๊กสื่อ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อความเป็นหนังสือจาก “วิมล ส่งเสริมสกุล” ทนายความผู้รับมอบอำนาจว่าจะเอาผิดดำเนินคดีกับกรณีที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณี “บิ๊กสื่อ” หรือผู้บริหารองค์กรสื่อสารมวลชนแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานสาว ซึ่งเรื่องกำลังครึกโครมอยู่ในเวลานี้

ใจความในหนังสือดังกล่าว ระบุถึงนายกสมาคมนักข่าวฯ ว่า วิมล ในฐานะทนายความ ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อความ กระทบต่อเกียรติคุณของบุคคลที่อยู่ในกระแสข่าวดังกล่าว และการตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับของสมาคมนักข่าวฯ กอปรกับยังไม่มีผู้ใดปรากฎว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ใดเป็นผู้เสียหายมาร้องเรียนด้วย


อีกทั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่กำลังจะตั้งขึ้นนั้น ไม่ปรากฎชัดเจนว่ามีบทบาทอย่างไร ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไร และสิ้นสุดเมื่อใด และหากได้ผลสรุปแล้วจะมีบทลงโทษสำหรับความผิดโดยอาศัยฐานอำนาจใด

ท้ายสุดที่น่าสนใจสำหรับหนังสือที่เผยแพร่ออกมา ใจความว่า การตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท

เพื่อความกระจ่างกับเรื่องนี้ที่เป็นหนังสือจากทนายความที่ชื่อวิมล ซึ่งทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ในหนังสือดังกล่าวด้วย เมื่อยกหูสอบถาม วิมล ยอมรับว่า ได้รับมอบอำนาจให้ว่าจ้างเป็นทนายความเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง แต่ก็ขอปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อถึงผู้ที่ว่าจ้าง นั้นเพราะจรรยาบรรณทางวิชาชีพกำกับเอาไว้

“ผมว่านักข่าวรู้ดีนะว่าใครว่าจ้างผม ผมเป็นทนายอาชีพ ใครจ้างก็ทำงาน แต่ผมพูดไม่ได้ว่าฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายเป็นคนว่าจ้าง แต่ผมเชื่อว่านักข่าวรู้ดี นักข่าวเก่งๆ เยอะ” วิมล ให้คำตอบ

กระนั้น หนังสือดังกล่าววิมล บอกว่าทำส่งไปยังสมาคมนักข่าวฯ เพียงที่เดียวเท่านั้น เพื่อให้รับรู้ถึงข้อท้วงติง และไม่ได้มีเจตนาที่จะเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าทำไมหนังสือจากสำนักงานทนายความของตนจึงไปสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

“ผมรับโทรศัพท์จากสำนักข่าวต่างๆ มาเป็น 10 สายแล้วเพื่อคุยเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีสายจากสมาคมนักข่าวฯ โทรมาถึงผมแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งผมก็พร้อมจะอธิบายนะ ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้องเป็นผมที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องวงการสื่อ ก็อย่างที่บอกไว้ว่า ผมทนายอาชีพมีคนจ้างก็ต้องทำงาน และที่ผ่านมาผมก็ทำงานให้กับหลายคน หากเอาชื่อผมไปค้นหาในกูเกิ้ลก็ต้องรู้ข้อมูล” วิมล ทิ้งท้าย

เมื่อลองเอาชื่อของ วิมล ส่งเสริมสกุล ไปค้นหาตามที่เจ้าตัวได้เอ่ยไว้ ก็ปรากฎว่า ที่ผ่านมาวิมล เคยเป็นทนายความให้กับ บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด เมื่อปี 2550 ซึ่งเป็น 2 บริษัทที่ถูก คตส.ออกคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ หลังจากพบว่ามีเงินที่เกี่ยวข้องจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ในปี 2557 วิมล เคยเป็นทนายความให้กับนักศึกษาปริญญาโท ที่ตกเป็นผู้ต้องหาขับรถชนตำรวจตาย 3 ศพ และจัดการจนหนุ่มนักศึกษาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล

ระวังตกเป็นเครื่องมือเมียนมา สร้างความเกลียดชังโรฮีนจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514388

ระวังตกเป็นเครื่องมือเมียนมา สร้างความเกลียดชังโรฮีนจา

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ใกล้ชายแดนประเทศบังกลาเทศ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพปลดปล่อยอาระกันโรฮีนจา ซึ่งกำลังปกคลุมไปด้วยความรุนแรง หลายชีวิตตกอยู่ในภาวะอันตราย และความรุนแรงนี้เองทำให้สายตาของทั่วโลกหันมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง อย่างที่หลายฝ่ายทราบดีว่า ชาวโรฮีนจา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการเมียนมาเองไม่ยอมรับว่าเป็นคนเมียนมา และไม่ต้องการให้อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดิน

ธานินทร์ สาลาม นักวิชาการประจำศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ให้ฟังว่า การสู้รบของรัฐบาลเมียนมากับชาวโรฮีนจาในขณะนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาลุกลามมายังประเทศไทย ส่วนการลักลอบเข้ามาประเทศไทยนั้น น่าจะมีความยุ่งยากมากขึ้น และที่สำคัญประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มโรฮีนจา หรืออาจเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น ที่สำคัญปัจจุบันชาวโรฮีนจา ไม่สามารถเดินทางผ่านเข้ามาในไทยได้เพราะทางการเข้มงวดระบบนายหน้าที่เคยเข้าไปสัมปทานพาคนเหล่านี้ผ่านเข้ามา

ธานินทร์ ระบุว่า เส้นทางเดียวที่ชาวโรฮีนจาต้องการเดินทางไปคือประเทศบังกลาเทศ เนื่องจากมีระยะทางใกล้กว่าไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อหลบหนีการสู้รบและการเดินทางไปทำงานในประเทศอาหรับอื่นๆ มากกว่า ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ชัดเจนว่า ทางการเมียนมาเองมีเป้าหมายไม่ต้องการให้มีชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ประเทศ โดยใช้กลุ่มติดอาวุธดำเนินการ ซึ่งเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้วิธีบีบบังคับทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มโรฮีนจาต้องออกไปนอกพื้นที่ อาทิ มาตรการที่รุนแรงและมาตรการบีบกระชับพื้นที่ไปสู่เป้าหมาย และการถอนสัญชาติ ซึ่งนโยบายที่ไม่ต้องการให้มีชาวโรฮีนจาอยู่ในเมียนมา

“ผมได้มีโอกาสเดินทางไปรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เข้าไปยังเมืองหลวงอย่างซิตตะเว่ พบว่าในพื้นที่แห่งนี้ไม่มีชาวโรฮีนจาอยู่เลย ถือว่าเป็นการจัดการแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีชาวมุสลิมใดๆ ในเขตเมืองนั่นคือโมเดลที่เมียนมาทำสำเร็จในซิตตะเว่ ถือเป็นโมเดลที่เมียนมาทำและขยายไปยังพื้นที่อื่น” ธานินทร์ เล่าประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยนั้น 1.ต้องดูแลผู้คนข้างในประเทศอย่างดีและการวิพากษ์วิจารณ์อย่าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก 2.นโยบายทางการเมือง ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากอาจตกเป็นเป้าหมายได้ และ 3.เส้นทางผ่านนั้นไทยไม่ใช่ทางผ่านแน่นอนในตอนนี้ ดังนั้นประเทศไทยเองต้องดูแลในเรื่องของมนุษยธรรมและต้องไม่เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองของเมียนมาเด็ดขาด

ขณะที่ ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ วิเคราะห์ว่า ข้อกังวลที่ว่าชาวโรฮีนจาจะกระทบมาถึงประเทศไทยหรือไม่นั้น “แนวโน้มน่าจะมีแน่” แต่ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีในช่วงนี้ จะเกิดภายหลังความรุนแรงในเมียนมาสงบลง แต่ยังมีเจ้าหน้าที่กองทัพความมั่นคงดำรงอยู่ ปัญหาที่ตามมาอาจมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีการเสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ต้องการหลบหนีออกไปนอกประเทศ โดยแนวโน้มลักษณะนี้อาจมีความเป็นไปได้

“1-2 ปีนี้อาจไม่พบปัญหาใหญ่ขึ้นมา แต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่อาจนำไปสู่ปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้น เส้นทางการหลบหนีเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แต่อาจมาในรูปแบบกองทัพมดทยอยลักลอบเข้ามา”ศิววงศ์ ให้ความเห็นทิ้งท้าย

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามให้ไทยช่วยเหลือเกี่ยวกับการดำเนินการกับกลุ่มโรฮีนจา อย่างล่าสุด ผบ.สส.เมียนมา เข้าพบผู้นำประเทศไทยขอให้มีการเรียกชื่อชาวโรฮีนจาว่าเบงกาลี แต่ไทยก็ต้องระวังเพราะอาจเป็นเครื่องมือของเมียนมา ประเทศไทยมีคนมุสลิมอยู่ในไทยจำนวนมากและมีการค้าขายสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมุสลิมอีกหลายประเทศ หากมีปัญหา เรามีปัญหาขึ้นได้ ที่สำคัญจะเป็นการสร้างความเกลียดชังแตกแยกมากขึ้น

ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทยเพราะอดีตที่ผ่านมา พบว่าการเดินทางเข้ามาได้เพราะมีขบวนการค้ามนุษย์นำเรือไปรับ หากไม่มีขบวนการเหล่านี้ไปรับก็จะไม่มีชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทย

ภาพ เอเอฟพี

 

“หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง” แรงดี-ทนจริง หรือแค่ความรู้สึก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 18:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514369

"หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง" แรงดี-ทนจริง หรือแค่ความรู้สึก?

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นประสิทธิภาพ น้ำมันสารเคลือบเครื่องยนต์ ยี่ห้อหนึ่งที่ขายกันเกลื่อนโซเชียลว่า มีประสิทธิภาพจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ หลังลูกค้านำไปใช้แล้ว บอกว่า น้ำมันเคลือบเครื่องยี่ห้อดังกล่าวทำให้เครื่องยนต์พัง

หลายคนตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว  หัวเชื้อน้ำมันเครื่องและสารเคลือบเครื่องยนต์ มีความจำเป็นต่อรถยนต์หรือไม่ ใช้หรือไม่ใช้มีผลแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร วันนี้ “โพสต์ทูเดย์” มีคำตอบจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์และนักวิทยาศาสตร์

ถ้าใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องไม่ดี ก็อาจเป็นยาพิษต่อเครื่องยนต์

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ตามหลักรถยนต์ต้องมีน้ำมันเครื่อง ในการช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนจากเครื่องยนต์เพื่อไม่ให้สึกหรอ โดยส่วนผสมหลักในน้ำมันเครื่องประกอบด้วย น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) ประมาณ 75-90% สารเติมแต่ง (Additives) ประมาณ 10-25% ซึ่งสารเติมแต่งเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดเครื่องยนต์ ลดอัตราการสึกหรอ ลดการรั่วไหลของกำลังอัด ฯลฯ โดยน้ำมันเครื่องแต่ละยี่ห้อ จะมีสูตรเติมแต่งต่างกัน

ขณะที่หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง (Oil Additives) แท้จริงคือสารตระกูลสารเติมแต่ง โดยแต่ละยี่ห้อสัดส่วนของสารเคมีที่ใช้คุณสมบัติต่างกัน เช่น สารทำความสะอาด (Detergents) ช่วยลดการสะสมตัวของสิ่งเจือปนในน้ำมันเครื่อง ชะล้างเม็ดฝุ่นและผงเหล็ก จากพื้นผิวเครื่องยนต์เพื่อลดสึกหรอ หรือสารป้องการความเป็นกรด (Anti-acids) ช่วยปรับให้น้ำมันเครื่อง ไม่เป็นกรดมากเกินไปจนเกิดการกัดกร่อนกับเครื่องยนต์สั้น และสารปรับแต่งความหนืด (Viscosity Modifiers) ที่ช่วยทำให้น้ำมันเครื่องรักษาความหนืด แม้ทำงานในอุณหภูมิและความดันสูง

ดังนั้น หากน้ำมันเครื่องที่ใช้ปกติ มีการใส่สารเติมแต่งเหล่านี้ครบถ้วน การเติมหัวเชื้อที่มีสูตรเดียวกันลงไปในเครื่องยนต์นั้น หัวเชื้อเพียงช่วยเสริมการทำงานของสารเติมแต่งในน้ำมันเครื่องได้นิดหน่อย หรือช่วยเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างที่ขาดหายไปได้บ้าง

แต่ว่า หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง อาจกลายเป็นยาพิษได้ถ้าคุณภาพไม่ดี หรือมีองค์ประกอบทางเคมี ไม่เหมาะกับน้ำมันเครื่องที่ใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาส่งผลกระทบต่อระบบหล่อลื่น หรือถ้าการเติมหัวเชื้อไม่ตรงตามอัตราส่วนที่กำหนดระหว่างหัวเชื้อ กับน้ำมันเครื่องที่ใช้ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีไม่สมบูรณ์ และถ้ายิ่งเติมหัวเชื้อลงไปในน้ำมันเครื่องที่เสื่อมสภาพ ก็จะทำให้น้ำมันหล่อลื่นไม่สามารถทำงานได้ดี

ผศ.ดร.เจษฎา ระบุว่า มุมของค่ายรถยนต์ ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เติมหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง รวมถึงออกค้านด้วยซ้ำว่าไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์ เพราะจะทำให้กำลังของเครื่องยนต์ตกลง สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น หรืออาจเกิดอาการกินน้ำมันเครื่อง (ตรงข้ามกับที่โฆษณากัน) อันเนื่องมาจาก ถ้าใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องเป็นเวลานาน จะเกิดคราบสะสมเป็นตะกอนที่เครื่องยนต์ ซึ่งผู้ใช้รถจะไม่ทราบสาเหตุเลย จนกว่าจะเปิดดูภายในเครื่องยนต์ตรวจสอบอย่างละเอียด

“เรื่องนี้เป็นทริค ที่คนขายรถยนต์เก่า ชอบใช้หลอกคนซื้อ ด้วยการเติมหัวเชื้อเยอะๆ แล้วเครื่องจะเดินเงียบขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพราะมันหนืดขึ้น”

ใช้น้ำมันเครื่องดี หัวเชื้อหรือสารเคลือบเครื่องยนต์ก็ไม่จำเป็น

วรพล สิงห์เขียวพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนด้านรถยนต์ ย้ำอย่างหนักแน่นว่า น้ำมันเครื่องจำเป็นต้องเติม แต่หัวเชื้อหรือสารเคลือบเครื่องยนต์ไม่จำเป็น เพราะน้ำมันเครื่องเปรียบเสมือนข้าวที่คนต้องกิน น้ำมันเครื่องดี ก็เหมือนกินข้าวคุณภาพดี ส่วนหัวเชื้อน้ำมันเครื่องหรือสารเคลือบที่ไว้ผสม เปรียบเหมือนวิตามินที่คนใช้ แต่ไม่มีความสำคัญ เท่ากับข้าว

แต่สาเหตุที่หัวเชื้อหรือสารเคลือบเป็นที่นิยมมานานนับสิบปี เพราะผู้ใช้รถหวังว่า เติมลงไปจะช่วยทำให้รถแรง ช่วยซ่อมแซมเครื่องยนต์ ลดต้นทุน จะได้ไม่ต้องซื้อน้ำมันเครื่องดีใส่ ซึ่งข้ออ้างเหล่านั้นไม่เป็นจริงทั้งหมด อาจช่วยได้เพียงทำให้การหล่อลื่นของน้ำมันเครื่องดีขึ้นบ้าง หากใช้สารที่มาจากโรงงานน่าเชื่อถือ นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ส่วนในประเทศไทยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกมาศูนย์ใหญ่เท่านั้น เพื่อความมั่นใจ

“ผมยืนยันว่า หากเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพดี ก็เหมือนกินอาหารดี ใช้ครั้งเดียวจบ ไม่ต้องไปกังวลว่าสารเสริม จะใช้ได้ผลและปลอมหรือไม่”วรพลกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระบุว่า ส่วนองค์กรหรือหน่วยงานรับรองมาตรฐานสินค้าประเภทนี้ไม่มี มีแต่เพียงการรับรองจากหน่วยงานกลางสถาบันยานยนต์ตามมหาวิทยาลัยที่ทดสอบเท่านั้น ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่ามีมาตรฐาน ไอเอสโอ (ISO) รับรอง แท้จริงเป็นเพียงมาตรฐานโรงงาน

ส่วนน้ำมันสารเคลือบเครื่องยนต์ยี่ห้อดังที่กำลังเป็นข่าว มองว่าขั้นตอนการผลิตจนถึงการบรรจุไม่มีมาตรฐาน เพราะสารที่นำมา 2 ชนิด คือ คลอริเนเตท พาราฟิน คลอรีน 51% มีคุณสมบัติเหนียว ในสหรัฐอเมริกาห้ามใช้กับเครื่องยนต์ ฯลฯ เพราะจะทำให้พัง และผู้ใช้อาจเสี่ยงเป็นมะเร็ง ส่วนประเทศไทยห้ามจำหน่าย ส่วนสารอีกชนิดที่นำมาผสมคาดว่าเป็น กลีเซอรีน มีคุณสมบัติทำให้ใส ฉะนั้นเมื่อสารเหล่านี้เจอความร้อนในเครื่องยนต์ หรือที่มีการนำมาเผาโชว์ กลีเซอรีนก็จะระเหย คลอรีนจะกลับมาเหนียวหนืด จนอาจไหม้เป็นตะกอน ซึ่งอาจทำให้เครื่องพัง

สำหรับเหตุผลทำให้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังกล่าวเป็นที่นิยมในโซเชียลมีเดีย เพราะมีรูปแบบการตลาดเน้นขายตรง ใช้ระบบให้ลูกข่ายโชว์ทรัพย์สิน หรือรถหรูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ดังนั้นจึงคิดว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านรถรายนี้ ทิ้งท้ายว่า “หัวเชื้อไม่ต้องซื้อ ใช้แค่น้ำมันเครื่องคุณภาพดีเท่านั้นพอ เหมือนกับคนกินข้าวดีๆ จะได้ไม่ต้องลุ้นว่า วิตามินเสริมจะดีหรือไม่”

 

คำพิพากษา “บุญทรง” ปิดฉากโกงจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514113

คำพิพากษา "บุญทรง" ปิดฉากโกงจำนำข้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : เว็บไซต์ของศาลฎีกา (www.supremecourt.or.th) ได้เผยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 อม.179/2560 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

สัญญาซื้อขายข้าวมีด้วยกันรวม 4 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 1 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2554 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับบริษัทกว่างตงนำเข้าและส่งออกสินค้าและเครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา (Guangdong Stationery & Sporting Goods IMP.&EXP.CORP) ตกลงซื้อขายข้าวทุกชนิดในคลังสินค้าของรัฐบาลไทย ปีการผลิต 2548/2549 ถึง 2552/2553 ปริมาณ 2,195,000 ตัน

สัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2554 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับบริษัทกว่างตงฯ ตกลงซื้อขายข้าว 5% ข้าวเหนียว 100% ข้าวหอมมะลิหักและข้าวขาวหักในคลังสินค้าของรัฐบาลไทย ปีการผลิต 2554/2555 ปริมาณ 2 ล้านตัน

สัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 3 ก.ค. 2555 ระหว่างการค้าต่างประเทศกับบริษัทกว่างตงฯ ตกลงซื้อขายข้าวขาว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1 ล้านตัน ต่อมาจำเลยที่ 4 (มนัส สร้อยพลอย) ได้ทำบันทึกเสนอขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1.3 ล้านตัน รวมเป็น 2.3 ล้านตัน และจำเลยที่ 2 (บุญทรง เตริยาภิรมย์) ได้ให้ความเห็นชอบ

สัญญาฉบับที่ 4 ลงวันที่ 6 ก.ย. 2555 ระหว่างกรมการค้าระหว่างประเทศกับบริษัทห่ายหนานค้าเมล็ดธัญพืชและอุตสาหกรรมน้ำมัน (Hainan Grain and Oil Industrial Trading Company) ตกลงซื้อขายข้าวเหนียวเอวัน ปีการผลิต 2554/2555 และ 2555 ปริมาณ 6.5 หมื่นตัน

สำหรับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นได้ความจาก วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการ บริษัท ไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งประกอบธุรกิจส่งออกข่าวตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบันว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้หน่วยงานชื่อ China National Cereals, Oil and Foodstuff Import and Export Corporation (COFCO) เป็นตัวแทนในการลงนามในสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ

นอกจากนี้ อดีตข้าราชการระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้มีประสบการณ์รับผิดชอบดำเนินการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับประเทศต่างๆ ล้วนยืนยันว่าการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเจรจาขายผ่าน COFCO เท่านั้น โดยประเทศไทยไม่เคยขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องดำเนินการโดย COFCO เท่านั้น

ในประเด็นเรื่องการระบายข้าวนั้น ข้อเท็จจริงในทางไต่สวนได้ความว่า เริ่มดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 จนถึงจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 2 ไม่เปิดประมูลขายข้าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าวในประเทศกลับมุ่งขายข้าวให้รัฐวิสาหกิจของมณฑล สาธารณรัฐประชาชนจีนถึง 6 รัฐวิสาหกิจ รวม 8 สัญญา ประมาณ 22 ล้านตันเศษ อย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมาก่อน ผลที่สุดข้าวที่ขายไปไม่ได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แต่ถูกนำมาขายต่อภายในประเทศเพื่อประโยชน์จากส่วนต่างราคา

การระบายข้าวของจำเลยที่ 2 จึงมิได้กระทำไปเพื่อให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลประสบผลสัมฤทธิ์เพื่อยกระดับราคาข้าวในประเทศให้สูงขึ้นอันจะเป็นประโยชน์แก่ชาวนาและประเทศชาติอย่างยั่งยืนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง

พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแยกตามรายสัญญาตามประมวลกฎหมาย จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 18 ปี รวมเป็นจำคุก 36 ปี และมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2545 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 151 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 42 ปี

 

แนะเก็บภาษีใช้น้ำรับมืออนาคต20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513797

แนะเก็บภาษีใช้น้ำรับมืออนาคต20ปี

“ทีดีอาร์ไอ”รัฐควรเตรียมศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาระบบชลประทาน

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนา เรื่อง “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดิน พลังงานและน้ำในประเทศไทย” ว่า อนาคตการใช้น้ำของไทยจะเพิ่มมากขึ้น แต่จะเพิ่มด้านอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคเกษตรจะลดลง 3-6% ปัจจุบันภาคเกษตรใช้อยู่ประมาณ 1.1 แสนล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพราะมีเครื่องจักรมาทดแทน และมีเทคโนโลยีการเกษตรที่ใช้น้ำน้อยเข้ามามากขึ้น

ด้านความต้องการใช้พลังงงาน พบว่า จะมาจากพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้นและมาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ส่วนด้านดิน พบว่า การใช้ที่ดินภาคเกษตรจะลดลงประมาณ 2% ของพื้นที่ทั้งหมดที่ใช้ด้านการเกษตร 130 ล้านไร่ แต่การใช้ที่ดินจะเพิ่มขึ้นในด้านชุมชนเมืองและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่การเกษตร

ขณะที่ภาคการใช้น้ำ มองว่า รัฐควรศึกษาความคุ้มทุนของแต่ละโครงการ และต้นทุนน้ำด้านชลประทาน เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณต้นทุนการผลิต เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยคำนึงถึงต้นทุนการใช้น้ำ ส่งผลให้คนใช้น้ำไม่ตระหนักในเรื่องต้นทุนของน้ำ ในขณะที่สัดส่วนการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้
ทั้งนี้ ในระยะยาวเห็นว่ารัฐควรเตรียมศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม ซึ่งจะมีอัตราต่างกัน การจัดเก็บภาษีด้านน้ำที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม การเก็บภาษีมลพิษในน้ำ ภาษีการนำเข้าสารเคมีเกษตร โดยให้การประปาเป็นผู้จัดเก็บผ่านค่าน้ำต่อหน่วย และการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาระบบชลประทานที่ส่งเข้าพื้นที่การเกษตร

“ประเด็นนี้นักการเมืองไม่กล้าทำ แต่จำเป็นต้องศึกษาไว้เพื่อการใช้ในอนาคต อาจจะมีการจัดเก็บไม่แพง แต่ต้องเก็บเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงต้นทุนน้ำที่กว่าจะมาถึงมือของประชาชน และสามารถนำมาคำนวณเป็นต้นทุนได้” นิพนธ์ กล่าว

 

 

นิพนธ์ กล่าวด้วยว่า อนาคตปี 2035 ความต้องการใช้น้ำของเมืองต่อคนในเมืองจะอยู่ที่ 452 ลบ.ม./คน ส่วนภูมิภาคจะอยู่ที่ 339 ลบ.ม. ในขณะที่ความต้องการน้ำในภาคธุรกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 34 ล้านคน อนาคตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 ล้านคน/ปี โดยเฉพาะจังหวัดชายทะเลจะใช้ประมาณ 500 ลิตร/คน/วัน พื้นที่อื่นประมาณ 350 ลิตร/คน/วัน แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเครียดของน้ำในปี 2015-2035 ของไทยยังอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง

อุชุก ด้วงบุตรศรี นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า อนาคตปี 2050 ความต้องการสินค้าเกษตรในโลกจะเพิ่มขึ้นใน 70% โดยเฉพาะในกลุ่มธัญพืช การใช้ที่ดินภาคเกษตรของไทยจะลดลงอย่างรวดเร็ว ภายหลังการยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตร ทั้งนี้ที่ดินเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ ในปี 2557 เหลือ 122-132 ล้านไร่ ภายในปี 2035 หรือลดลง 11.59-4.3% โดยนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงประมาณ 3 ล้านไร่ ไปปลูกพืชไร่ เช่น ยางพารา และขนาดของฟาร์มเฉลี่ยหรือใหญ่ หรือลดลงตามการใช้ที่ดิน อย่างไรก็ตาม การใช้ที่ดินในสาขาที่อยู่อาศัยจะขยายตัวสูงสุด

ด้านพลังงาน วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ความต้องการพลังงานในปี 2035 ความต้องการใช้โดยรวมจะเพิ่มประมาณ 0.5-5% ต่อปี แต่ความต้องการใช้พลังงานในทุกสาขาของเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น ต่างกัน โดยปัจจัยสำคัญ คือ การทดแทนโดยพลังงานอื่น นอกจากฟอสซิล เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบการกักเก็บพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ พบว่าความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอันดับที่ 1 คือ จะเพิ่มขึ้น 0.85-4% รองลงมา คือ ด้านขนส่งเพิ่มขึ้น 0.5-3% ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1-3% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2-3% และการค้าบริการเพิ่มขึ้น 1-5%

 

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:13 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513549

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อ 7 วันก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ก็เคาะ 183 รายชื่อนายพลสีกากีตามที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้นำเสนอ

เป็นไปตามคาดที่ชุดนายพลตำรวจรอบนี้จะเป็นไปตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ต้องการวางกำลังตำรวจไว้ในจุดที่เหมาะสม ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้งานราบรื่น ไร้ขวากหนามกีดขวางงานบริหารตำรวจเมืองไทย

หากสอดส่องไปยังพื้นที่สำคัญๆ ก็พบว่าโผนายพลตำรวจรอบนี้ถูกจัดวาง “นักสืบ” และ “สายบู๊” ไว้อย่างมากมาย รวมถึงคนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ไว้ใจอย่างเพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ไว้ในพื้นที่สำคัญๆ

เห็นได้จากการส่ง “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เพื่อนร่วมรุ่น จาก ผบช.ภ.1 ขยับเข้าเมืองกรุงมานั่งเก้าอี้ ผบช.น. ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งของตำรวจ

พล.ต.ท.ชาญเทพนับว่าเป็นตำรวจมากความสามารถ ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น ขณะที่งานสืบสวนซึ่งเป็นหัวใจของตำรวจก็ไม่น้อยหน้าใคร กอปรกับคุ้นชินกับพื้นที่เมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะเคยมาเป็นรอง ผบช.น.อยู่พักใหญ่ การวางตัวครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้ราบรื่น

ขณะที่ บช.ภ.1 ซึ่งเป็นพื้นที่คุมกำลังเช่นกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็วางเพื่อนร่วมรุ่นไว้อีกคนคือ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ข้ามห้วยจาก ผบช.ส. มานั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.1 ซึ่งเจ้าตัวก็เด่นงานสืบสวนด้วยเช่นกัน หรือ นรต.รุ่น 36 อีกคนที่โดดเด่นงานสืบสวนอย่าง “บิ๊กบัว” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ก็ขยับจาก ผบช.ภ.7 มานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม.

แค่ตัวอย่างในข้างต้นก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า “บิ๊กแป๊ะ” วางเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเองเพื่อคุมกำลังและอยู่ในพื้นที่สำคัญๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อนของ ผบ.ตร.แต่ละคนก็ต้องพิสูจน์ฝีมือผ่านผลงานด้วยเช่นกัน

วกไปที่กองปราบปราม (บก.ป.) เมื่อ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. ขยับขึ้นเป็นรองผบช.ก. ตำแหน่ง “ผู้การประเทศไทย” ก็ว่างลง และเปิดโอกาสให้ พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ข้ามห้วยกว่า 1,100 กิโลเมตร มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป.แทน

แม้ พ.ต.อ.ไมตรี ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้มากว่า 8 ปี และคำสั่งล่าสุดให้มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป. ก็ถือว่าไม่แปลกอันใดที่จะเข้ามาเป็นแม่ทัพกองปราบ เพราะเจ้าตัวก็เคยทำงานใน บก.ป.มานานหลายปีก่อนจะย้ายไปอยู่ชายแดนใต้ ผ่านหลายคดีดังทั้งคดีฆ่าประยูร สิทธิโชติ หรือ “กำนันยูร” หรือแม้แต่เป็นคนบุกจับ “เณรแอร์” เป็นต้น นอกจากนี้ ยังการันตีฝีมือได้จากรางวัลข้าราชการ ผู้มีผลงานการปฏิบัติงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาขาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยจาก ศอ.บต.อีกด้วย

อีกตำแหน่งที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลยกระดับตำรวจท่องเที่ยวจนเกิด “กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว” และบิ๊กสีกากีที่มานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งนี้คนแรก คือ “พี่หลวง” พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ลุกจากตำแหน่ง ผบช.ภ.9 ที่คุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว” พลิกโผจากเดิมที่มีการวางตัว “บิ๊กแหมว” พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ศชต. มือปราบและนักสืบมือดีคู่บารมี ผบ.ตร. ที่คาดหมายว่าจะได้ตำแหน่งนี้ แต่ท้ายสุดคำสั่งให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.9 แทน พล.ต.ท.สาคร ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สานงานภาคใต้ต่อไปด้วย

อีกคนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นายตำรวจชื่อดังในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ขยับเก้าอี้จาก ผบก.สปพ. หรือผู้การ 191 ผ่านการดำรงตำแหน่งตำรวจ 191 เมืองกรุงเพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้ชื่อถูกสไลด์ขึ้นมาเป็นรอง ผบช.น. แต่ท้ายสุดถูกโยกมาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และลือสนั่นรั้วปทุมวันว่าอีกไม่ช้า “บิ๊กโจ๊ก” คงต้องผงาดขึ้น ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหลักอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เป็นที่รู้กันในวงการว่าใกล้ชิดสนิทกับพี่ใหญ่ คสช. อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ การวางตัวในตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานของรัฐบาล กอปรกับการโยกให้มาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยวน่าจะเป็นประโยชน์กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์มากกว่าเป็นรอง ผบช.น.

ขณะที่ตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะตำรวจสายตรวจ 191 ที่เมื่อ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ขยับขึ้นเป็นรองผบช.น. เก้าอี้นี้มาตกอยู่ที่ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญ ลักษม์ ผบก.น.2 สายตรง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และน้องชายของ “บิ๊กป้อม” ที่ขยับมาทำหน้าที่แทนเพื่อต่อยอดงานสายตรวจที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนกรุงเทพฯ โดยตรง

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือรัฐบาลและ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเป็นต้องวางตัวนายตำรวจที่ไว้ใจได้เข้ามาคุมพื้นที่สำคัญๆ ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดปัญหาคลื่นใต้น้ำที่อาจจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลในระยะยาวได้ การได้ตัวคนที่ต้องการเข้ามาทำงานจึงตัดปัญหาข้อติดขัดออกไป

โดยเฉพาะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่ยังสามารถอยู่ในเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้อีกอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ จำเป็นที่ต้องทำให้ขาเก้าอี้ของตัวเองแข็งแรงที่สุด การวางเพื่อนร่วมรุ่นที่ร่วมหัวจมท้ายปิดคดีสำคัญๆ มากันมากมายในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ทำงานได้ราบรื่น และผลพวงก็จะช่วยให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของเจ้าตัวยิ่งแข็งแกร่งมากตามไปด้วย