กะเทาะแก่นวิถี “เกาหลีเหนือ” ไม่อ่อนข้อสหรัฐเพราะถูกกระทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513510

กะเทาะแก่นวิถี "เกาหลีเหนือ" ไม่อ่อนข้อสหรัฐเพราะถูกกระทำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนาวิชาการ “เจาะลึกเกาหลีเหนือ : กิจการภายในและการต่างประเทศ” ณ ห้องสัมมนากลาง สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ดำรง ฐานดี ผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สะท้อนมุมมองความคิดของเกาหลีเหลือว่า 1. จีน เกาหลีเหนือ ยึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์พัฒนาประเทศ แต่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ได้เปลี่ยนมาใช้คอมมิวนิสต์ในแบบจีน ต่างจากเกาหลีเหนือใช้คอมมิวนิสต์แท้บริหารประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางคอมมิวนิสต์โลก จึงเกิดลัทธิจูเช คือ ปิดประเทศ ไม่เอาทุนนิยม เข้ามาใช้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภาพการพัฒนาอาวุธ โดยตามแนวความคิดคนเกาหลีเหนือ เริ่มปี 1993 ซึ่งมีการจับภาพที่เริ่มก่อตั้งโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่สหรัฐอยากให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ จึงอยากให้เกาหลียุติโดยให้ใช้พลังงานน้ำ และจะสร้างให้สองโรง ด้วยการรวบเงินจากประเทศต่างๆ แต่พอสร้างไปได้ 60-70% สภาครองเกรสกับยกเลิก เพราะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล เกาหลีเกิดความเจ็บช้ำ จึงไม่ขอพึ่งและไม่อยากฟังใคร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงมีการพัฒนาขีปนาวุธ ยิงทดลองข้ามหลายประเทศ และทำให้นานาชาติจึงคิดถึงความไม่ปลอดภัย แต่สหรัฐต้องการคุย จึงเกิดการประชุม 6 ฝ่าย โดยมีจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ร่วมด้วย เพื่อให้เกาหลีเหนือหยุดทดลองขีปนาวุธ แต่ก็ยังทดลองต่อไป จนการประชุมครั้งที่ 5

“แต่เกาหลีเหนือต้องการคุยกับสหรัฐไม่ใช่ประเทศอื่น เกาหลีเหนือจึงหาพื้นที่ยืนให้ตัวเองมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อยืนในเวทีโลก ซึ่งประเทศใหญ่ๆมีการทดลองอาวุธและขาย แต่กับห้ามเกาหลีเหนือ เพื่อแสดงให้ฝรั่งเห็นว่าสามารถผลิตอาวุธขายได้ และพัฒนาอาวุธ และเป็นการทำเพื่อชาติ ไม่ได้รุกราน แต่สหรัฐเดือดร้อน ไม่ยอมเจรจา ดังนั้น ซึ่งเกาหลีเหนือ ผู้นำคิดว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในสมาคมนานาชาติ จึงไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อศัตรู”

ทั้งนี้ ถามว่าสงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดไหม ขึ้นอยู่กับผู้นำสองฝ่าย หากถามว่าสหรัฐมีสิทธิทำสงครามได้ไหม คำตอบส่วนตัวค่อนข้างยาก เพราะคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงญี่ปุ่นก็ไม่อยากทำสงคราม ขณะที่ สหรัฐไม่ได้รับการสนับสนุนจากยุโรปในเรื่องนี้ จึงหันมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีบให้ 10 ประเทศ ร่วมด้วย แต่ไทยไม่ได้เป็นศัตรูเกาหลีเหนือ และไม่ได้เดือดร้อน

“สิ่งที่เห็นชัดเจนถึงความตั้งใจปณิธานคนเกาหลีเหนือให้กลายเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ เมื่อก่อนมีแต่เสียงหัว แต่วันนี้คำตอบใช่ มีศักยภาพจริง จะทำโลกเดือดร้อนหรือไม่ แต่เกาหลีเหนือมองสหรัฐมีนโยบายกร้าวมาตลอดเวลา ผมอยากจะบอกว่าโอกาสเกิดสงคราม ถ้าสองคนหากกดปุ่มนิวเคลียร์ ต้องมีเหตุและผลพอสมควร ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในปัจจุบันทำอย่างไร”

ส่วนตัวมองว่ามันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกาหลีเหนือมีอิทธิพลนิวเคลียร์มากขึ้น แต่คนเดือดร้อน คือ สหรัฐ และญี่ปุ่น แต่แนวคิด สหรัฐ ญี่ปุ่น ไม่ยอมเจรจากับประเทศเล็กๆ ให้สถานภาพเส้นเดียวกันจึงต้องกดไว้ แต่จีนไม่อยากให้เกาหลีเหนือล่ม เพราะคนจะทะลักเข้าไป

“แม้จีนจะเห็นด้วยกับมติยูเอ็นเอสซี แต่เป็นเชิงสัญลักษณ์ เพราะประธานาธิบดีจีนบอกใครโจมเกาหลีเหนือจะวางเฉยไม่ได้ แต่ถ้าเกาหลีเหลือโจมตีใคร จีนจะวางเฉย หมายความว่า 100% อยู่ข้างเกาหลีเหนือ หากสหรัฐจะหยุดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือด้วยการแทรกแซงจีน ไม่สำเร็จ เพราะเกาหลีเหนือมีโรดแมปอื่น เช่น เอาเงินจากรัสเซีย หรือตะวันออกกลาง มาทำก็ได้”

ขณะที่ กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายมุมมองว่า  ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นรัสเซียโดยเฉพาะ วลาดีเมียร์ ปูติน ผู้นำ ตอบโต้ประเด็นเกาหลีเหนือในลักษณะให้เกิดการเจรจา พร้อมระวังในการแสดงท่าที่ความคิดเห็น ต่างจากกรณี ซีเรีย ตะวันออกกลาง ที่รัสเซียดำเนินการการต่างประเทศด้วยการใช้ความแข็งกร้าวต่อทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ แม้การดำเนินการนโยบายต่างประเทศจะคล้ายกับทุกประเทศทั่วโลก คือ รักษาผลประโยชน์ชาติ แต่รัสเซียกลับมีน้ำหนักเบา ซึ่งต้องมองความสัมพันธ์สองประเทศ  เพราะในทางประวัติศาสตร์มีจุดเชื่อมโยงกัน คือ ความเชื่อ สมัยรัสเซียยังเป็นสหภาพโซ เวียตใช้ระบบสังคมนิยม ตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม จนหลายหลายประเทศนิยมไปใช้ ทั้ง ลาติน เกาหลีเหนือ และจีน

อย่างไรก็ดี ในเรื่องสังคมนิยม เครื่องมือที่ดีเพื่อดึงศรัทธาคนในชาติ เพราะสหภาพโซเวีนต เปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังปี 1917 ก่อตั้งสหภาพโซเวียต มีการวางโครงสร้างทางสังคมใหม่ จึงใช้ จิตวิทยาการเมือง คือ ลัทธิบูชาตัวบุคคล โดยเริ่มจาก โจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต พยายามทำให้ผู้นำของรัฐเหนือมนุษย์

“ผลต่อการรวบรวมศรัทธาจากความแตกต่างของประชาชนได้ผลเมื่อ วลาดีมีร์ เลนิน เสียชีวิต ทำให้ประชาชนคิดว่าไม่หายไปไหนอยู่ในจัตุรัสแดง มีการดองศพไว้ กลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมารลอด จนเป็นวิถีประเพณีอยู่ในสายเลือดคนรัสเซีย ลัทธิบูชาตัวบุคคล ส่งออกไปยังเกาหลีเหลือได้อย่างไร เพราะคิดว่าสังคมนิยมน่าตอบโจทย์ เพื่อสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ เมื่อเชื่อมโยงลัทธิบูชานี้ จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันและกัน โดยผู้นำคนแรก อย่าง คิม อิล ซ็อง”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัสเซียใช้ระบบสังคมนิยม ใช้ทุนนิยมแบบประชาธิปไตย แต่ยังมีอัตลักษณ์ส่วนตัว โดยไม่เอามาตรฐานอื่นมาตีค่า ปัจจุบัน ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี ปูติน ให้ความช่วยเหลือพันธมิตร เพราะในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ถือว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชน ซึ่งตรงกับแง่นโยบายการต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ในช่วงสหภาพโซเวียตล่มสลาย ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากยุโรป ทำให้การดำเนินนโยบายของรัสเซีย เมื่อทบทวนมีความผูกพันกับวิถีตะวันออก และยังมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์การเมืองคงอยู่ และการมองปัญหาเกาหลีเหลือ รัสเซียใช้ความเข้าใจ เพราะมีจุดยืนร่วมกันที่ถูกกระทำจากประเทศอื่นขณะที่ตัวเองตกต่ำ

ด้าน เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้สื่อข่าว และคอลัมน์นิสต์อาวุโส กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้มีการพุ่งเป้าไปยังคาบสมุทรเกาหลี แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้น ก่อให้เกิดหลายคำถาม 1.ทำไมเกาหลีเหนือพยายามเป็นมหาอำนาจในเรื่องของนิวเคลียร์ 2. แล้ววิกฤติที่เป็นอยู่จะไปถึงไหน 3. ทำไมเกาหลีเหนือกล้ากร้าวประกาศโจมตีเกาะกวม 4. หากเกิดเหตุจริงจะมีผลต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีร้ายแรงขนาดไหน และจะมีผลต่ออาเซียนอย่างไร รวมถึงอาเซียนจะตอบสนองอย่างไร และ 5.หากวิกฤติยังเป็นอยู่แล้วเข้มข้นทุกวัน สหรัฐจะมีทางเลือกอะไรตอบสนองอย่างไร

“ยิ่งวันเกาหลีเหนือประกาศผลิตเอชบอมบ์ขึ้นมา ยิ่งเป็นตัวกำหนดสถานการณ์หลายอย่าง ทว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำทั้งสองฝ่าย และเรื่องนี้ทำให้ย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองในการทิ้งระเบิด ฮิโรชิม่า และนางาซากิ โดยมี 5 ประเทศมหาอำนาจ ถืออาวุธนิวเคลียร์ยุคที่หนึ่ง เช่น สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน”

ทั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นความคิดเรื่องอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในแง่สร้างความมั่นคงของแต่ละประเทศ แต่ 5 ประเทศมหาอำนาจมองเห็นความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นหากใช้อาวุธเหล่านี้ทำลายล้าง จึงเกิดสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons ทั่วไปเรียก Non-Proliferation Treaty หรือ NPT) ในปี 1968

ทว่า มีบางประเทศไม่ได้ให้สัตบรรณกับสนธิสัญญานี้ และหลายประเทศไม่ยอมรับหรือร่วมลงนาม โดยเฉพาะ อินเดีย และปากีสถาน ซึ่งความพยายามเกาหลีเหนือที่จะเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เกิดขึ้นในปี 1980  โดยสหรัฐเริ่มเห็นเกาหลีเหนือไม่ยอมอยู่ในสนธิสัญญา จึงได้ทำความตกลงเกาหลีเหนือหยุดเรื่องดังกล่าว

“ปี1994 เกาหลีเหนือแหกคอก ดำเนินการพัฒนามาโดยตลอด ชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุด มีความพยายามหลายครั้งแต่ล้มเหลวสิ้นเชิง และวิกฤติซ้ำราย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. เกาหลีเหนือ ได้แสดงศักยภาพยิงจรวดข้ามทวีป พร้อมข่มขู่ว่าสามารถยิงได้ไกลถึง 6,000 กิโลเมตร คือ ยิงถึงสหรัฐและการประกาศที่จะยิงจรวดไปเกาะกวม ปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่าการเจรจาล้มเหลว ในการยุติโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงความพยายามลงโทษในรูปแบบต่างๆ ก็สิ้นเชิง สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เผชิญหน้าท้าทาย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่สหรัฐมองเป็นการคุกคามตรงต่อสหรัฐ”

ส่วนวิกฤติจะนานแค่ไหน มันมีเพิ่มสูงขึ้น และเห็นชัดจากการซ้อมรบระหว่าง สหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อแสดงศักยภาพตอบโต้หากเกิดการโจมตี รวมถึงจรวดป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐที่ตั้งในเกาหลีใต้ ถามว่าสหรัฐเลือกทำอะไรได้บ้าง เจรจา แทรกแซงไม่เป็นผล ให้เกาหลีเหนือยุติโครงการ ทางเลือกในการเจรจาจึงน้อยมาก

ทั้งนี้ ทางเลือกต่อมาสหรัฐอาจใช้วิธีลุยก่อนคุย แต่ตัวเลือกนี้ลดน้อยลงไป แต่ตัวเลือกถัดมา อุบัติเหตุ คือ อยู่ที่การตัดสินใจของผู้นำสองฝ่าย เพราะแหกคอกกันไปหมด หรือสุดท้ายอาจเป็นลุยไปคุยไป แต่ต้องอยู่ภายในวงจำกัด ซึ่งหลายประเทศเตรียมตัวรับสถานการณ์ หรือสุดท้าย ยอมให้เกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์ต่อไป ซึ่งขัดต่อสัญญา 1968 แต่ต้องมีภายใต้เงื่อนไข

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 1994-1995 ขณะนั้น เป็นโอกาสที่เกาหลีเหนือจะเปิดประเทศ โดยมีการจัดตั้งความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเลียนแบบกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง และมีการชักชวนหลายประเทศเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของเกาหลีเหนือ คือ ลาซอง

ทั้งนี้ ไทยเข้าลงทุนก็เป็นไปด้วยดี ทำให้รู้สึกได้ว่าเกาหลีเหนือไม่ใช่ประเทศยากจน มีความอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะเรื่องอาหารทะเล แต่มีปัญหาเรื่องระบบไปไม่ถึง การคมนาคมแย่มาก และไทยเข้าไปลงทุนในเรื่องโทรคมนาคม โดยมีฝ่ายรัฐบาลเกาหลีเหนือเข้ามาร่วมทุน 30%

อย่างไรก็ดี แต่เมื่อดำเนินการได้ 2 ปี เกาหลีเหนือมีการขอให้เปลี่ยน โดยมีบริษัทของอียิปต์มาขอสัมปทานเข้าทำแทนไทย และให้ไทยทำเรื่องอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งได้ได้ใช้เงินทุนลงไป 20 กว่าล้านเหรียญ  จนเกิดปัญหาเรื่องการแทรกแซง จึงได้ขายหุ้นให้กับบริษัทของฮ่องกง

“อยากชี้ให้เห็น 10 กว่าปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจะกลับเข้ามาเวทีโลกได้อีก สมัยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สมัยรัฐบาลคลินตัน ได้มีการเจรจาปูทาง แต่เมื่อ อัล กอร์ แพ้การเลือกตั้งให้กับ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เรื่องราวในคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนไป ทว่า ในช่วงที่ผมไปอยู่ ก็ไม่ได้มีความน่ากลัวว่าใครจะมาเดินตาม

อย่างไรก็ดี ในปี 2010 เกาหลีเหนือเริ่มเปิดประเทศ มีร้านขายนาฬิกายี่ห้อต่างๆใกล้กับตามโรงแรมที่พัก แต่ล่าสุดได้ปิดไปหมดแล้ว ดังนั้น มันจะมีขึ้นๆ ลงๆ เกาหลีเหนือมีนโยบายจะเปิดสมัย คิม จอง อึน แต่มีความกลัว จึงค่อยๆปิดประเทศ และสมัยบุช มีนโยบายแข็งกร้าว ทำให้เกาหลีเหนือลดสัมพันธ์ลงในเรื่องดังกล่าว”

ภาพ…เอเอฟพี

 

มองตามสายพระเนตรในหลวงร.9 ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512877

มองตามสายพระเนตรในหลวงร.9 ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ชมภาพชุดจากนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาด! มองตามสายพระเนตรผ่านภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่9

สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้จัด นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะองค์อัครศิลปิน และพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์อุปถัมภ์งานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเป็นนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง….

เพราะภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีจำนวน 200 ภาพ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ ซึ่ง “นิติกร กรัยวิเชียร” ภัณฑารักษ์ ได้แบ่งการนำเสนอภาพออกเป็น 3 ช่วงรัชกาล ได้แก่

ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาว-ดำของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพและพระบรมวงศานุวงศ์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประเทศเดนมาร์ค / 4 กันยายน พ.ศ.2509

ช่วงกลางรัชกาล จัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ช่วงปลายรัชกาล จัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และสุนัขทรงเลี้ยง

แต่ละภาพที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ มีตั้งแต่มุมกว้างๆ จนกระทั่งสิ่งเล็กๆ หลายภาพบอกถึงพระราชอารมณ์ขัน บางภาพบ่งถึงความใส่พระทัยในผู้คน มวลสรรพสัตว์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม บางภาพสะท้อนถึงความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ และพระราชปฏิภาณ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีภาพ พระเถรานุเถระ ที่ทรงถ่ายไว้มาจัดแสดงด้วย อาทิ ภาพหลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19

นิทรรศการ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดแสดงระหว่างวันที่ 2 ก.ย. 2560 – 7 ม.ค. 2561ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภาพภายในงานนิทรรศการ โดย I-Mong Pattara Khumphitak

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่

 

 

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ขวา) และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2498

 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พ.ศ.2523

 

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย พ.ศ.2525

 

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย พ.ศ.2523

 

 

 

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ จังหวัดเชียงใหม่ 16 มกราคม พ.ศ.2525

 

 

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พ.ศ. 2528

 

 

 

 

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

ในบริเวณพระตำหนักจิตรบดารโหฐาน กรุงเทพฯ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2541

 

 

บริเวณกรงลิง 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2542

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ม.116 ทำลายเสรีภาพ เพื่อความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512814

ม.116 ทำลายเสรีภาพ เพื่อความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน สมาคมนักข่าวฯ จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ปลุกข้อหา มาตรา 116 อุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ?” โดยเนื้อหาสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย

มาตรานี้เรียกสั้นๆ ว่า ข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 นั้น พบว่าก่อนการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเด็นมาตรา 116 แทบจะไม่มีการพูดถึงเลย แต่เมื่อมีการยึดอำนาจหลังการรัฐประหาร ก็มีคดีตามมาตรา 116 จำนวนมาก มีการใช้ตามอำเภอใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้มาตรา 116 นำมาสู่บรรยากาศความหวาดกลัว เพราะอาจติดคุกได้ถึง 7 ปี รวมทั้งต้องขึ้นศาลทหารซึ่งหลักการระหว่างประเทศมองว่า ไม่มีการไต่สวนอย่างเป็นธรรม ทุกกระบวนการคืออยู่ในกระทรวงกลาโหม ภายใต้ คสช. ต่างประเทศจึงมองว่าเป็นเครื่องมือปิดกั้นคนเห็นต่าง ใช้เครื่องมือในการสอบสวนอย่างไม่ปกติ ซึ่งประเด็นมาตรา 116 มีการพูดในสหประชาชาติอยู่หลายครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ถือว่ายากมาก จึงหวังว่าในท้ายที่สุดจะเอาผิดไม่ได้ แต่จะเห็นได้ชัดกรณีที่ใช้มาตรา 116 แล้วติดเบรกทันทีคือกรณีอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีการพิพากษา เพราะกรณีแบบนี้ก็ไม่เข้าข่ายความมั่นคง มองเต็มที่ก็เป็นเรื่องการหมิ่นประมาทเท่านั้น ดังนั้นมาตรา 116 จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลทางการเมือง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ในยุคก่อนมีข้อหาสำเร็จรูปคือข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ความผิดในการกระทำจะไม่ครบองค์ประกอบ แต่ถ้าเขาต้องการให้เป็นคอมมิวนิสต์ก็ชี้ได้ วันนี้เรากำลังกลับเข้าสู่บรรยากาศแบบนั้น คือตั้งข้อหาไว้ก่อนแล้วไปเอาความผิดภายหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้

ช่วงที่ส่วนตัวทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการพบว่า มีพัฒนาการการปิดปากสื่อมวลชนตามข้อหาหมิ่นประมาท แต่ทั้งหมด
ก็ยอมความได้ ต่อมาเมื่อมีการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ขึ้นมา ข้อหาก็มีเพิ่มขึ้นมาจากการหมิ่นประมาท

ที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายเหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวไปหมด เมื่อมีมาตรา 116 ขึ้นมา ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ซึ่งบทบาทของสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการตัดสินคดีจำนำข้าว การจัดการน้ำท่วม หรือกรณีนักข่าวไปตรวจสอบโกดังเก็บข้าวแล้วเจ้าหน้าที่ทหารจะยึดกล้องนั้น สิ่งเหล่านี้มองอย่างไรก็ไม่กระทบกับความมั่นคง เชื่อว่าท้ายที่สุดข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 จะเอาผิดไม่ได้ แต่อาจจะกระทบในเรื่องความไม่สบายใจในกระบวนการที่อาจจะยาวนาน

วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

ความผิดตามมาตรา 116 มีช่องทางสู้คดีได้มากมาย เชื่อว่าหากศาลจะลงคดีตามมาตรา 116 จะยากมาก เพราะไม่รู้จะสืบคดีอย่างไรให้เข้าองค์ประกอบความผิดว่ามีความไม่สงบ

ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลไหนก็ไม่อยากทะเลาะกับสื่อมวลชน แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์บ้านเมือง ตั้งแต่วาทะที่ว่าสื่อเลือกข้าง การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลก็อยากไปบล็อกสิ่งเหล่านี้ จึงพยายามหาเครื่องมือจนมาเจอมาตรา 116 ซึ่งนัยของรัฐบาลคือป้องปราม แต่ผู้ถูกกระทำก็ไม่สนุก แต่ตนเชื่อว่าการสืบตามมาตรานี้เป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องยอมรับว่า สื่อเลือกข้างก็มี รัฐจึงต้องหาวิธีทำอย่างไร แต่เชื่อว่ามาตรานี้ไปไม่ได้ถึงเป้าหมาย ยังถือว่าสบายใจได้

เสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ)

มาตรา 116 เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริงเพื่อปกป้องประเทศให้มีความมั่นคง อีกส่วนจะมีนัยทางการเมืองจะนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อปกป้องให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังควบคุมได้ อาจจะมีผลกระทบกับผู้ที่คัดค้านทางการเมือง โดยผู้มีอำนาจก็จะนำมาตรา 116 มาใช้ แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องกล้าพูดได้ว่าผู้มีอำนาจ ก็จำเป็นต้องใช้อำนาจตรงนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถควบคุมสภาพบ้านเมืองได้อย่างไร เพื่อประโยชน์กับประเทศโดยรวม

ที่สุดแล้วผมเชื่อว่าคนที่เสนอความเห็นทางการเมือง และถูกดำเนินคดีจะไม่ถูกลงโทษ และเมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยทุกคนจะได้เรียนรู้ อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรา 116 ขณะนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและสมเหตุสมผล ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน เพราะประชาชนเริ่มกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของสื่อหลักใหญ่ต้องไม่ถูกปิดกั้น

 

กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512507

กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสีสันที่สำคัญสำหรับการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ป่าวประกาศกับชาวบ้านว่า จะคลอดกฎหมายห้ามมีกิ๊ก ป้องกันไม่ให้พ่อบ้านทั้งหลายสร้างความทุกข์ระทมให้แม่บ้านจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม

สีสันที่ว่าออกจากปากเบอร์หนึ่งของคณะรัฐบาล ย่อมไม่อาจมองข้ามได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว กฎหมายห้ามมีกิ๊ก จะช่วยสร้างฐานครอบครัวให้เข้มแข็งได้ดีหรือไม่ ก็ยังน่าสนใจไม่น้อย

วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ความเห็นว่า ความหมายของคำว่า “กิ๊ก” หากเลยไปถึงขั้นชู้สาว ซึ่งหมายถึงว่าหญิงหรือชายมีพฤติกรรมยกย่องหญิงชายอื่นเทียบเท่าสามีภรรยา และเลยเถิดไปถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายร่วมกัน ปัจจุบันเรามีกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าสำหรับผู้ที่ถูกกระทำอยู่แล้ว และการเอากฎหมายอาญามาสำทับเพิ่มเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดออกไป

“กฎหมายให้ฟ้องหย่าเพื่อยุติชีวิตครอบครัว และเรียกร้องค่าเสียหายเรามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีบทกำหนดโทษ และหากจะมีโทษทางอาญาเข้ามาเพิ่มก็คงเป็นเรื่องที่แปลก” วันชัย ให้ความเห็น

เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ภาพอีกว่า หากความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวนั้น คนอื่นรับรู้ทั่วไปและเป็นเรื่องที่ไม่สมควร สังคมไทยก็ควรจะเข้ามามีบทบาทมากกว่าการใช้ข้อกฎหมายเอาผิด เพราะวัฒนธรรมของเราก็รับเรื่องราวแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น เชื่อว่ามาตรการทางสังคมจะเกิดประโยชน์มากกว่าการใช้กฎหมาย

สถิติการหย่าร้างที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวรวบรวม พบว่าในปัจจุบันอัตราเฉลี่ยการจดทะเบียนหย่าสูงขึ้น โดยแต่ละปีจะมีคู่สมรสมาหย่าร้างมากถึงกว่า 1 แสนคู่ ขณะเดียวกันระดับการจดทะเบียนสมรสก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำด้วย และสาเหตุหลัก คือ เรื่องของการมีกิ๊ก ที่นำไปสู่การนอกใจในที่สุด

แต่กระนั้นวันชัยมองเรื่องนี้ว่า สภาพปัจจุบันสังคมไทย เรายอมรับการหย่าได้ และแต่ละคนมีชีวิตใหม่ได้ หากแต่คู่สมรสนั้นเป็นพ่อแม่ที่มีลูก ก็ต้องมาดูว่าเตรียมความพร้อมสำหรับลูกมากน้อยแค่ไหน ถ้าเตรียมได้ดีก็ไม่มีปัญหา

จเด็จ เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า รัฐบาลควรที่จะผลักดันให้กฎหมายเอาผิดทางอาญากับการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นจริงขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรื่องการนอกใจ การทำร้ายกันทางความรู้สึกของคนในครอบครัว โดยเฉพาะสามีและภรรยาเป็นต้นตอที่นำไปสู่ความรุนแรงตามมา

จเด็จ มองนัยของ พล.อ.ประยุทธ์ที่พูดถึงเรื่องกฎหมายห้ามมีชู้เพราะเป็นปัญหาของสังคมอย่างแท้จริง และที่ผ่านมานายกฯ ก็เคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า “อย่า” ไปทำร้ายผู้หญิง หรือทำร้ายคนในครอบครัว และสิ่งนี้สะท้อนให้สังคมต้องเห็นร่วมตรงกัน เพราะไม่ใช่เรื่องลิ้นกับฟัน แต่เป็นเรื่องทำร้ายร่างกายและการใช้ความรุนแรง

“พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คนที่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายกันเองในครอบครัว หรือทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยาจะต้องรีบแจ้งเหตุทันที ความหมายของกฎหมายก็เพื่อให้ยับยั้งเหตุรุนแรงที่อาจจะตามมา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปยุ่งแล้ว มันคือเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ” จเด็จ ให้ความเห็น

ความเห็นของจเด็จ ไม่ต่างจาก เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มองว่า เรามีกฎหมายเดิมที่ใช้กันมากว่า 10 ปีแล้ว และเพื่อยกระดับขึ้นมา จึงมีการออก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. …  (กฎหมายห้ามมีกิ๊ก) และระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานกฤษฎีกาที่ตรวจมาตราอยู่ และผ่าน ครม.มาแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะบังคับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาครอบครัวที่นำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และกฎหมายใหม่ฉบับนี้นอกเหนือไปจากที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำในครอบครัวแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วย เพราะกฎหมายจะมาบังคับและกำหนดโทษอาญาทันทีหากเกิดการทำร้ายในครอบครัว

“กฎหมายเดิมหากทำร้ายคนในครอบครัวก็มีโทษปรับ 6,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนอยู่แล้ว แต่กฎหมายใหม่จะช่วยดูแลเรื่องสภาพจิตใจ ร่างกายของผู้ถูกกระทำ รวมถึงผู้กระทำเองที่ศาลจะต้องไต่สวนพิจารณาว่าสาเหตุที่กระทำเป็นเพราะอะไร หากเป็นเพราะเหล้าก็ไปบำบัด หรือเป็นเพราะสภาพจิตใจก็ต้องรักษา เพื่อให้กลับไปสู่ครอบครัวได้อีกครั้ง” เลิศปัญญา อธิบาย

แต่สังคมมองว่า นี่คือ กฎหมายห้ามมีกิ๊ก หรือห้ามมีชู้ ซึ่งเรื่องนี้เลิศปัญญามองว่าสังคมกำลังมองเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนไป เพราะในข้อกฎหมายระบุไว้ว่าหากการกระทำที่ทำร้ายจิตใจและร่างกาย หรือทำให้กระทบกระเทือนจิตใจก็ตาม จะต้องมีความผิด ไม่ได้มีระบุเอาไว้ว่าห้ามมีชู้

“คนไปมีเมียน้อย เมียหลวงอาจจะช็อกก็ได้ ตรงนี้ก็ทำร้ายจิตใจ หรือทำให้จิตใจไม่เป็นสุข นี่คือความผิด เราไม่ได้ห้ามมีชู้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของบุคคล เพราะบางส่วนมีชู้แต่ครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข อย่างนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายจิตใจกัน แต่เมื่อใดที่กระทบกระเทือนแม้แต่ทางความรู้สึก ก็จะเข้าข่ายความผิด” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ทิ้งท้าย

ภาพ ..postjung.com

ขอที่ยืนให้ผู้เจ็บป่วยทางจิต หยุดเรียกเขาว่า”ไอ้บ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512240

ขอที่ยืนให้ผู้เจ็บป่วยทางจิต หยุดเรียกเขาว่า"ไอ้บ้า"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

น่าตกไม่น้อยกับข้อมูลจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีความรู้ความเข้าใจในผู้ป่วยและโรคทางจิตเวชน้อยมาก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งการไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษา ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ

โดยในประชากรทุก 10 คน จะมีโอกาสเจ็บป่วยทางจิต 1 คน และอัตราความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 ต่อ 5 สำหรับโอกาสการเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้า

สาเหตุสำคัญคือความไม่เข้าใจของสังคมต่อความเจ็บป่วยทางใจ จนนำไปสู่ความอาย ความกลัว การปฏิเสธการรักษา และการไม่ให้ที่ยืนกับผู้ป่วยใจ

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนในประเทศต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้ป่วยด้วยความเข้าอกเข้าใจ ให้โอกาสและที่ยืนแก่พวกเขา เมื่อมนุษย์เราต่างมีช่วงเวลาอันน่าผิดหวัง ท้อแท้และไม่เป็นตัวของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

 

ไอ้คนบ้า เลิกพูดซะทีเถอะคำนี้

ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ป่วยทางจิตนับเป็นพื้นฐานสำคัญมากต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

นุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย บอกว่า สังคมไทยยังมีทัศนคติและความคิดในทางลบต่อผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต โดยเฉพาะผู้ป่วยตามชนบท ครอบครัวที่มีผู้ป่วยมักปิดกั้นให้อยู่แต่ภายในบ้าน เพราะเกรงว่า หากคนในชุมชนทราบจะไม่ได้รับการยอมรับ

“พวกเขาถูกมองจนทำให้ไม่มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง สิ่งที่เราไม่อยากได้ยินก็คือ  ไอ้นี่คนบ้า พอป่วยแล้วถ้าเป็นภาคเหนือก็บอกว่า ผีบ้า ”

“บางรายไม่กล้าบอกชื่อ เพราะครอบครัวห้าม อย่าให้ใครรู้นะ กลัวสังคมรู้ว่าครอบครัวฉันมีคนป่วย เพราะคิดว่าจะกระทบกับตัวเองหรือพี่น้องคนอื่น หรือเวลาขึ้นแท็กซี่ เราบอกไปส่งศรีธัญญาหน่อย เขาปฏิเสธทันที หรือแม้กระทั่งถามว่า ผมจะติดเชื้อบ้าไหม มันสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสังคมไทยต่อผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมาก”

นุชจารี บอกว่า สมาคมฯ พยายามดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างถูกวิธีและมีกระบวนการฟื้นฟูอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถก้าวออกไปยืนในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดูแลตัวเองและช่วยเหลือครอบครัวได้ รวมถึงได้รับโอกาสจากนายจ้าง

“เมื่อบอกว่าเรามาจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เขามักบอกว่า รอก่อนได้ไหม ขอปรึกษากันก่อน กลัวไว้ก่อน กลัวเป็นคนบ้ามาสมัครงาน เดี๋ยวไปทำร้ายคนโน้นคนนี้”

อย่างไรก็ตามเธอบอกว่า นอกจากเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้จ้างงานแล้ว ยังต้องพัฒนาผู้ป่วยให้สามารถเข้าใจตนเองจนสามารถทำงานได้อย่างแท้จริงด้วย มิใช่ไปสร้างปัญหาให้กับองค์กร

นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เห็นว่า ถึงเวลาที่สังคมควรทราบและเข้าใจเสียที ความพิการทางจิตไม่ใช่ความพิการถาวรและสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการดูแลรักษาและมีกระบวนการเยียวยาที่ดี โดยทุกๆ 8 ปี เมื่อถึงเวลาทำบัตรผู้ป่วยจิตเวชหรือคนพิการทางจิตใจ แพทย์จะประเมินความพิการ หากเห็นว่าสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่เข้าข่ายบกพร่องพิการ แพทย์จะไม่ต่อบัตรคนพิการให้ เป็นเพียงแค่ผู้ป่วยที่ยังต้องกินยาตามคำแนะนำเท่านั้น

ทั้งนี้สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวที่มีผู้ป่วยทางจิตอยู่ในครอบครัว รวมถึงจิตอาสา หลังเห็นปัญหาด้านทัศนคติและความไม่เข้าใจผู้ป่วยในสังคมไทย โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1 แสนคน

“ผู้ป่วยหลายคน เดิมอยู่แต่ในบ้าน เหมือนตกอยู่ในโลกของความมืด วันหนึ่งมีโอกาสเข้ามาอยู่ในสมาคมฯ เขาบอกว่า สังคมนี้ยังมีแสงสว่าง และบอกตัวเองว่า เขาจะไม่อยู่ในมุมมืดอีกต่อไป และจะทำให้คนอื่นเห็นแสงสว่างเหมือนกับเขา”

 

นุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย

 

คนไทยยังไม่เข้าใจเรื่องโรคจิต

ไขศรี วิสุทธิพิเนตร นักเขียนผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การเป็นผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์และโรคซึมเศร้าในงานเขียน ผ่านหนังสือเรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง เล่าว่า หลังจากหายป่วยมีโอกาสไปร่วมงานกับองค์กรระดับครอบครัวในคอร์สอบรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวช พบว่า หลายเคสที่ผู้ป่วยอยู่ในช่วงวัยรุ่นระดับมัธยมปลาย คุณพ่อคุณแม่รู้สึกทุกข์มากเพราะไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือลูกเขาอย่างไร

ขณะที่เด็กจำนวนมากเมื่อป่วย ทางโรงเรียนจะขอร้องให้เด็กหยุดเรียน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นเหมือนการผลักเด็กเข้าไปอยู่ในห้องส่วนตัวและทำให้เห็นภาพชัดว่า สถาบันต่างๆ ในสังคมยังไม่มีความเข้าใจเรื่องโรคทางจิตเวชดีพอ

“เมื่อเจ็บป่วยแล้วยังไงก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อบำบัดรักษา ขณะที่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้วิธีสื่อสารและสะท้อนความรู้สึกของคนที่เรารักออกมา จริงๆ การจะผ่านพ้นความอาการเจ็บป่วยไปได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นเรื่องของความอดทน”

ไขศรี ยังเห็นว่า โลกใบนี้ไม่ว่าใครก็สร้างปัญหาให้กับสังคมได้ด้วยกันทั้งนั้น อยากให้สังคมมองอีกมุมว่า หลายๆ ครั้งที่เราอดทนกับปัญหาจากคนปกติได้ ทำไมเราถึงอดทนกับคนป่วยทางจิตและให้โอกาสเขาบ้างไม่ได้

บอย โกสิยพงษ์

บทเรียนจากบอย โกสิยพงษ์ “อยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด”

ภาวะไม่ปกติทางจิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดฐานะว่าจะรวยหรือจนและใครจะรู้ว่า บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง ก็เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเช่นกัน

บอย บอกพร้อมกับตั้งคำถามไปพร้อมๆ กันว่า “โลกนี้ใครบ้างที่สมบูรณ์ ผมว่าไม่มีและเป็นไปไม่ได้ ผมเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเเละคิดว่าทุกคนต้องเคยเป็นเพียงเเต่ไม่รู้ ทุกคนมีเวลาที่เศร้าสูญเสียและไม่สามารถออกมาจากความเจ็บปวดนั้นได้”

ครึ่งหนึ่งในอดีตบอยเผชิญกับความเศร้าหลังจากสูญเสียคนในครอบครัวที่ตัวเองรักอย่างต่อเนื่อง คนแล้วคนเล่า

“ครอบครัวเราสนิทกันมากทั้งพี่ชายพี่เขยคุณยาย พ่อ แม่ แต่ห้าปีนั้นเป็นช่วงที่เสียชีวิตไปทีละคน จนผมรู้สึกว่าไม่ไหวเเล้ว เศร้ากับชีวิตมาก อะไรจะเยอะขนาดนั้น จนกระทั่งพ่อเสีย นั่นคือคนที่ 4 ผมสนิทกันกับพ่อมากตั้งเเต่เด็ก

“แรกๆ ที่พ่อเสีย เราพยายามจะเข้มแข็งทำใจยอมรับ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ข้างในเราไม่ได้ยอมรับ เราใช้เวลานอน ตื่นขึ้นมาเพื่อจะนอนต่อ เป็นแบบนี้อยู่หนึ่งเดือน ไม่ไปทำงาน ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จนภรรยาร้องไห้เพราะไม่อยากเห็นเราเป็นแบบนี้”

บอยตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ จนทราบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า คุณหมอให้ยาปรับสารเคมีในร่างกายจนเริ่มได้สติรู้สึกตัวว่า ต้องลุกขึ้นมาเพื่อเดินหน้าอีกครั้ง

“เรากลับมานั่งคิดว่าทำยังไงที่จะอยู่ในสถานะไม่มีพ่อ เป็นลูกกำพร้าได้ เลยนึกถึงคำที่พ่อสอนว่าให้อยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด ก็เลยแต่งเป็นเพลงLive and Learn ขึ้นมาเพื่อที่จะสอนใจตัวเอง หลังจากนั้นผมก็หลุดออกมาได้”

“พ่อผมสอนเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กแล้วว่า ให้เราอยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด เรานึกในใจว่า ถ้าพ่อยังอยู่เขาจะพูดอะไรกับเรา….ซึ่งพ่อก็คงพูดคำนี้เหมือนเดิม มันทำให้ผมคิดได้ว่า สิ่งที่พ่อสอนมันก็ยังอยู่ในสายเลือดของเรา เลือดของเรายังมีพ่ออยู่เสมอ” นักแต่งเพลงชื่อดังย้อนความถึงอดีตเมื่อราวปี 2004 ที่สลัดความผิดหวังได้อย่างงดงาม

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเขากลับมาเป็นโรคซึมเศร้าอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความเหงา อยู่บ้านเพียงคนเดียวโดยไร้ภรรยาและลูกๆ

“คนโตไปเรียนต่อต่างประเทศ คนเล็กต้องการไปฝึกไอซ์สเก็ตที่อเมริกา ภรรยาผมก็ต้องไปดูแลเขา ผมเป็นคนเซนซิทีฟกับการไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราเข้มแข็งไม่พอที่จะเสถียรในทุกๆ วัน ช่วงที่ผ่านมาเลยกลับมาเป็นโรคซึมเศร้า ทานยาอีกครั้งเพื่อทำให้ผ่านกลางคืนที่เป็นเวลาเศร้าที่สุดไปได้”

สิ่งที่บอยเผชิญทำให้เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเราจะเป็นโรคซึมเศร้า และคงไม่มีใครสามารถมีภาวะอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบเพอร์เฟคไปได้ตลอดชีวิต

“ในเฟซบุ๊กเราเห็นแต่ด้านดีๆ ชีวิตที่ดี อาหารที่ดี รถดี ทุกอย่างดีหมดเลย ผมว่านั่นแหละคือความป่วยของสังคม ที่ต้องโชว์แต่ด้านดีของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทุกคนมีปัญหาหมด เราเกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกัน ส่วนนี้เราขาด เราอ่อนแอ ก็มีคนที่เข้มแข็งคอยปลอบใจ และเวลาหนึ่งเราอาจจะเป็นผู้ปลอบใจคนที่ขาดบางอย่างในสิ่งที่เรามี”

 

เปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้ป่วยด้วยทัศนคติและคุณภาพในการรักษา

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคทางจิตในประเทศไทย หลายหน่วยงานด้านสาธารณะสุขระบุในแนวทางเดียวกันว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมดกว่าล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคซึมเศร้า (Depression) และโรควิตกกังวล

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต บอกว่า อัตราการเจ็บป่วยของโรคจิตเวชมีสัดส่วน 1 เปอร์เซนต์ของประชากรทั่วโลก ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนสัดส่วน แต่อยู่ที่คุณภาพในการเข้าถึงและบำบัดรักษา ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาด้วยกัน

“ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าถึงการรักษาประมาณ 60 เปอร์เซนต์ โรคจิตเภทเข้าถึงประมาณ 70 เปอร์เซนต์ ขณะที่ประเทศเจริญแล้วพุ่งสูงถึง 90 เปอร์เซนต์ ถึงแม้แนวโน้มในบ้านเราจะดีขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือ ลักษณะการเข้าถึงของไทย เป็นการรักษาโดยใช้ยาเป็นหลัก ในขณะที่โรคจิตเวชใช้ยาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องการกระบวนการดูแลทางด้านสังคมและจิตใจให้กับผู้ป่วยและญาติด้วย”

นพ.ยงยุทธ ย้ำว่า เดิมทีปัญหาใหญ่คือการเข้าไม่ถึงบริการ แต่ปัจจุบันปัญหาถูกโฟกัสไปที่คุณภาพการรักษาและปัญหาด้านทัศนคติทางสังคม ซึ่งรวมถึงบรรยากาศแห่งการยอมรับไม่รังเกียจเดียดฉันท์

“ประเทศพัฒนาแล้วพยายามเพิ่มคุณภาพการรักษาและบำบัด เมื่อคุณภาพดีขึ้น ภาพพจน์ของผู้ป่วยก็ดีมากขึ้น คนไข้ที่เดินเคว้งคว้างตามถนนและสร้างความรุนแรงนั้นไม่มี พูดง่ายๆ ว่าเป็นผลลัพธ์ซึ่งกันและกัน

“อีกหนึ่งเรื่องที่มีผลต่อการสร้างภาพลักษณ์คนไข้คือ การพยายามเพิ่มสถานภาพของกลุ่มผู้ป่วยและญาติที่ดีขึ้น เช่น ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ป่วยและญาติเข้ามามีบทบาททั้งในการกำหนดนโยบาย การตั้งกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสามารถใช้พื้นที่สาธารณะจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ แนวทางเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยกล้าปรากฎตัวต่อสังคมได้ดีขึ้น”

นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต ทิ้งท้ายว่า การให้โอกาสและสิทธิกับพวกเขามากยิ่งขึ้น จะนำไปสู่การเรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดีและนำไปสู่การกระตุ้นให้ภาครัฐพัฒนาคุณภาพการบำบัดรักษาต่อไป

***********************************

หมายเหตุ – สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เพื่อนคนป่วยใจ” เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมรวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์คอยให้ข้อมูลและตอบคำถาม

“จนกระจาย4.0” เมื่อรัฐบอกเศรษฐกิจดี เเต่พ่อค้าแม่ขายแทบไม่พอยาไส้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 18:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512019

"จนกระจาย4.0" เมื่อรัฐบอกเศรษฐกิจดี เเต่พ่อค้าแม่ขายแทบไม่พอยาไส้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของปี 2560 ขยายตัว 3.7 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส แถมยังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปี 2560 ว่าจะขยายตัว 3.5-4.0%

ขณะที่ฟากตลาดหุ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ดัชนียังพุ่งทะยานถึง 28 จุด ยืนเหนือ 1600 จุดได้สำเร็จและมีมูลค่าการซื้อขายเกือบแสนล้านบาท

ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่เดินหน้าไปในทิศทางบวก พ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม้ขายกลับเห็นตรงกันข้าม…

เสียงร้องโอดโอยจากตลาดสด

เวลายามบ่ายที่ตลาดสดคลองเตย  วัลนา ถินเเพ วัย 55 ปี แม่ค้าขายปลา นั่งเล่นสมาร์ทโฟนด้วยท่าทีสบายๆ เมื่อได้ยินคำถามเรื่องภาวะเศรษฐกิจ เธอสะดุ้งตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยปากว่า “ดูสิ นั่งเล่นเฟซ เล่นไลน์จนจะหลับแล้ว ดีไหมล่ะ”

วัลนาขยายความว่าตั้งแต่ปี 2557 รายรับลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้แม่ค้านั่งมองตากันปริบๆ พื้นที่ที่เคยคับแคบ ลูกค้าเดินหัวไหล่ชนกัน กลายเป็นกว้างใหญ่ ยอดขายตกต่ำแทบทุกร้าน สิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่ จำนวนผู้ค้าและตลาดที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้คน รวมไปถึงการจัดระเบียบควบคุมของกรุงเทพมหานคร

“แม่ค้าในตลาดเยอะแต่คนเดินน้อยลง ที่จอดรถก็ไม่มี จอดปุ๊ปถูกล็อก คนหนีไปห้างดีหมด คนสมัยนี้กินมื้อต่อมื้อ ทำเองบ้าง ซื้อกินสำเร็จรูปบ้าง พากันหายไปหมด ไม่ค่อยมีใครมาซื้อไปตุนไว้หลายๆ มื้อ”

รายรับของแม่ค้าขายปลาอย่างวัลลาเป็นไปในลักษณะเงินหมุนเวียน พูดง่ายๆ ว่าได้เงินมาก็นำไปซื้อสินค้าเพื่อขายในวันถัดไป โดยมีกำไรแต่ละรอบการลงสินค้า 10-20 เปอร์เซนต์ หลังหักลบค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เช่น ค่าน้ำแข็ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่าลูกจ้างที่ให้สูงถึงวันละ 500 บาท

“อยู่ได้เพราะเงินหมุนเวียน มีเงินใช้อยู่ตลอด แต่จะขายดีจนมีเงินมากพอไปใช้หนี้เขาหรือเปล่า อันนี้อีกเรื่อง ต้องคุยกับเถ้าแก่อยู่ที่เครดิต บางคนไม่มีไปกู้เงินแขกรายวันก็มี”

 

วัลนา ถินเเพ วัย 55 ปี แม่ค้าขายปลา

ตี๋ คลองเตย พ่อค้าขายอาหารทะเล บอกว่า หมดยุคความรุ่งเรืองของตลาดสดแล้ว คนเก่าขายไม่ได้ก็ออกไป คนใหม่เข้ามาก็เจ๊ง ทุกวันนี้ทำแล้วต้องอดทน พยายามไม่สร้างปัญหาหนี้สิน พึ่งพาตนเองและมีชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละเดือน

“ยากเเล้วจะกลับมาคึกคัก สถานการณ์มันเปลี่ยน ของขายไม่ดี คนกระจายไปหมด รถก็ติดไม่มีใครอยากเดินทางมาซื้อของไกลๆ เด็กรุ่นใหม่ก็ไปเดินห้าง เดินตลาดใหม่กันหมด เงินมันเลยไม่ตกถึงตลาดสด คิดดูนะ สมัยก่อน 5 โมง ผมยังต้องตามไปหาของมาขายเพราะคนซื้อเขาต้องการ ทุกวันนี้ 5 โมง ของยังเหลืออีกบานเลย”

พ่อค้ามากประสบการณ์รายนี้บอกว่า เมื่อรายรับต่ำก็พาลทำให้ตัวเองไม่กล้าใช้จ่ายไปด้วย เศรษฐกิจในระดับชาวบ้านจึงฟืดเคืองกันไปหมด

นพรัตน์ แม่ค้าผักวันเก๋า ตลาดสดคลองเตย บอกว่า เศรษฐกิจไม่ดีนานแล้ว คนจำนวนมากเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดต่างจังหวัด ทำให้จำนวนคนในเมืองลดลง ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่เลือกที่หาซื้อสินค้าถูกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารตามห้างสรรพสินค้า ในช่วงเวลาก่อนปิดให้บริการ

“เมื่อก่อนเบียดกันจะตาย สมัยนี้นับคนได้ คนประหยัดกันมาก ซื้อแต่ของสำเร็จรูป ในห้างเห็นไหม เย็นๆ ค่ำๆ เอามาเลหลังขายไม่กี่บาท ราคาถูกจะตาย มาเสียเวลานั่งหา นั่งทำเองทำไม แม่ค้าในตลาดมันเลยมีแต่เจ๊งกับเจ๊า ตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว”

สุวรีย์ หิรัญพรฐานนท์ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวแกงย่านอโศก

แผงลอยสุดหงอย

กลุ่มหาบเร่แผงลอยก็ไม่แพ้กัน เผชิญหน้ากับความย่ำแย่และรายได้ลดลงฮวบฮาบกันถ้วนหน้า

ดาวใจ หอมกลิ่น แม่ค้าขายไส้กรอกอีสาน ส่ายหัวหลังถูกถามว่าขายดีไหม ก่อนจะเอ่ยปากว่า “คนเงียบ หลังเมษาคนกลับบ้านว่าเงียบแล้ว หลังวันแม่มายิ่งเงียบไปใหญ่ ดูไม่ค่อยอยากใช้จ่ายกันเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไม เขาไม่ซื้อเราก็ไม่มีเงินไปคิดซื้อหาอย่างอื่น คงต้องรอเศรษฐกิจดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง”

สุวรีย์ หิรัญพรฐานนท์ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวแกงย่านอโศก ผู้ปักหลักค้าขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ เห็นว่า เศรษฐกิจตกต่ำมาหลายปีแล้ว บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา จำนวนคนใช้จ่ายลดลงมาก ประกอบกับมีการจัดระเบียบทางเท้าด้วย ทำให้โอกาสการสร้างรายได้ลดลง จากกำไรวันละ 4-5 พันบาท เหลือเพียงเงินต่อทุนสำหรับวันพรุ่งนี้

“ลงทุนวันละ 6-7 พัน แทบไม่เหลือกำไร ขายได้ก็เอาไปซื้อของลงพรุ่งนี้หมด คนมันน้อยเพราะไม่มีที่นั่ง เมื่อก่อนกางผ้าใบกันแดดกันฝนได้ ตอนนี้ไม่ได้ อากาศร้อนๆ คนก็ไม่นั่งแล้ว”

วิธีปรับตัวของสุวรีย์ก็คือการผลิตให้น้อยลงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คน ซึ่งภาวะที่เป็นเช่นนี้ นานวันเข้า นำไปสู่ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ เนื่องจากรายรับไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่าย

“เมื่อก่อนมีแต่ทำของเพิ่ม ตอนนี้ต้องลดลง ลดลงไปเยอะมาก คนไม่ซื้อ เงินก็ไม่มีใช้จ่าย แม่ค้านี่ไม่ต้องคิดว่าจะไปซื้ออะไรฟุ่มเฟือย เป็นหนี้ด้วยซ้ำ ขายไม่ได้ก็ต้องกู้เพิ่ม แต่ละเดือนรายจ่ายมันสารพัด”

สำราญ อังครา อายุ 46 ปี ขับรถตุ๊กตุ๊ก

รายได้หดภาระอื้อ เอาแค่วันนี้ให้รอด

เมื่อเงินตกไม่ถึงแม่ค้า ทางปลอดภัยที่สุดของพวกเขาก็คือ การลดการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวและรอวันขาขึ้นของเศรษฐกิจอีกครั้ง

ปัญญา เเก่นแก้ว พ่อค้าไก่ทอดน้ำปลา บริเวณตลาดนัดประชานิเวศม์และสนามบินน้ำ บอกว่า 10 ปีที่ขายมาไม่มีเวลาไหนตกต่ำเท่านี้ เมื่อ 3 ปีก่อนนั้นมีรายรับมากถึงวันละ 8,000 บาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงแค่ 3,000 บาท  จำนวนคนเดินตลาดนั้นมากเท่าเดิมเพียงแค่คนควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อจับจ่ายลดลง

“ประเทศช่วงนี้เงินมันไม่ค่อยสะพัด ไม่คล่องตัว ติดขัดไปหมด คนก็เดินแน่น แต่คนจ่ายเงินกลับน้อยลง”

พ่อค้ารายนี้แก้ปัญหาด้วยการเปิดแผงค้าแห่งใหม่แห่งที่สอง แยกกันขายกับภรรยา แต่ยอดขายก็กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“3 ปีก่อนผมขายที่เดียว ตอนนี้แยกกันขาย รวมกันแล้วยังไม่ถึง 5,000 บาทเลย ต้นทุนมันเพิ่มแต่กำไรไม่ถึงครึ่ง เหลือประมาณ 40 เปอร์เซนต์ พูดง่ายๆ วันนี้เหนื่อยมากขึ้นแต่กำไรลดลง” พ่อค้าวัย 54 ปีบอกพร้อมกับยกตัวอย่างการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชนวันนี้ให้ฟังว่า

“บ้านหนึ่งมี 3 คน เคยซื้อกับข้าวคนละอย่างมากินรวมกัน ตอนนี้ลดเหลือแค่ 2 คนขายแย่เลยครับ”

รายได้ที่ลดลงทำให้ทุกวันนี้ปัญญาคิดทบทวนมากขึ้นในการใช้จ่าย เลือกซื้อในสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ซื้อหาสิ่งของฟุ่มเฟือยบันเทิงใจ พร้อมกับเชื่อว่า เมื่อไหร่ที่ประเทศมีเสถียรภาพ ความมั่นคง รวมถึงภาพอนาคตที่ชัดเจนมากกว่านี้ทุกคนจะกล้าใช้จ่ายมากขึ้น

 

ผู้ค้าหลายรายชี้ว่า การจัดระเบียบทางเท้า กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจระดับล่างไม่สะพัดเช่นในอดีต

ณรงค์เดช จักรยานยนต์รับจ้าง แยกเตาปูน บอกว่า บรรยากาศอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ทุกวันนี้ทุกคนพากันเอื่อยเฉื่อย ไม่กล้าจับจ่าย ทำให้เงินไม่สะพัด นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่  สำหรับพื้นที่แยกเตาปูน หลังการเชื่อมต่อสมบูรณ์ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีน้ำเงิน ทำให้จักรยานยนต์รับจ้าง รายได้ลดลงไปจากเดิมที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึงวันละ 1,400 บาท เหลือ 1,000 บาท

“จริงๆ ก็พออยู่ได้ครับ วันละ 1,000 แต่ต้องวิ่งทั้งวันนะ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สำราญ อังครา อายุ 46 ปี ขับรถตุ๊กตุ๊ก ปักหลักแยกเตาปูนมากว่า 6 ปี บอกว่า รายได้ลดลงเหลือเพียงแค่ 600-700 บาท จากปกติได้มากถึงวันละ 1.000 บาท และไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนถึงเงียบเหงา หายไปเสียดื้อๆ

“เมื่อก่อนออกเช้า เข้าบ้าน 2 ทุ่ม ตอนนี้ เข้าบ้าน 3-4 ทุ่มแต่ดันได้เงินน้อยลง ประคองตัวเองไป ผมไม่รู้ว่าคนหายไปไหนหมด เคยนั่งก็ไม่นั่ง ไปนั่งรอรถเมล์”

ด้วยความที่คนลดน้อยลงทำให้สำราญแก้ปัญหาด้วยการหารายได้จากแม่ค้าตามตลาดแห่งอื่นมากขึ้น เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป

ฐิติกร บวรอุดม อายุ 35 ปี  แม่ขนมกุ้ยช่าย แยกเตาปูน บอกว่า การจัดระเบียบความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดของกทม. กลายเป็นอุปสรรคให้กับการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากปิดโอกาสซื้อขายของผู้คน ซึ่งในอดีตมักแวะจอดรถเพื่อเดินซื้อสินค้า

“ไม่มีที่จอดรถ แวะเวียนหาซื้ออาหารไม่ได้ ตอนนี้รายได้ลดลงจากเดิมกว่าครึ่ง 5,000 บาท เหลือเพียง 2,000-3,000 บาท ในช่วง 3-4 ปีหลัง”

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

รายได้ไม่ถึงระดับล่าง-อนาคตไม่แน่นอน คนไม่กล้าจ่าย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย บอกว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้นมา เกิดจากภาคการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เเละกลุ่มท่องเที่ยว ขณะที่ในภาคอื่นๆ อย่างภาคการก่อสร้าง อุตสาหกรรม การผลิตและการบริการไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่เเละกระจายตัวได้น้อยกว่าในอดีต ซึ่งหมายถึงการลงทุนในภาคเอกชนนั้นลดลงตามมา เห็นได้ชัดว่า รายได้นอกภาคเกษตรอย่างการผลิตและส่งออกในภาคอุตสาหกรรมไม่เติบโตเพียงพอจะยกระดับเศรษฐกิจในประเทศได้ ตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์

เขาบอกต่อว่า แม้รายได้ของภาคเกษตรจะเติบโตขึ้นมากถึง 10 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับปีที่เเล้วที่ประสบกับปัญหาภัยเเล้งเเละราคาผลผลิตตกต่ำจากการลดลงของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามพบว่า ไม่มีการกระจายตัวในการใช้จ่ายเข้าสู่ภาคบริการในเมือง เรียกว่าขาดการเชื่อมโยงจากภาคเกษตรกับภาคบริการและการบริโภคจับจ่ายใช้สอยในเมือง เนื่องจากคนในภาคเกษตรนำเงินที่ได้รับไปใช้หนี้สิน เงินจึงไม่หมุนหรือกระจายตัวมากเท่าที่ควร

ส่วนกลุ่มคนระดับกลาง กลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำหรือรายได้ทรงตัว มักเลือกที่จะออมเเละรัดเข็มขัดเอาไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะกำลังซื้อไม่มี แต่เป็นเหตุผลด้านทัศนคติและมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หากไม่มั่นใจก็มักระมัดระวังการใช้จ่าย

“ธรรมชาติของคนเราเมื่อเห็นสภาพความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ก็มักตั้งคำถามว่า มันจะเป็นการฟื้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ การลงทุนต่างๆ จะกลับมาไหม เมื่อไม่กล้าใช้จ่าย เงินจึงไม่หมุนเวียนในระบบ”

ผ.อ.สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย แนะนำว่า ประชาชนควรประเมินสถานภาพของตนเอง การลงทุนและการใช้จ่ายสอดคล้องกับรายได้ปัจจุบันและอนาคตหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลมากจนเกินไป ขณะที่นโยบายของภาครัฐจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะของการลงทุนสำคัญ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้คนเห็นภาพอนาคตที่สดใสและมั่นใจว่าทำได้จริง เมื่อนั้นความเชื่อมั่นใจก็จะกลับมา

 

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 06:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/511733

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจกำลังเดินหน้า มีกำหนดเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ด้วยข้อเสนอหลากหลาย ทั้งการให้พนักงานสอบสวนเป็นอิสระ ที่มาการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ปราศจากการครอบงำทางการเมือง การแต่งตั้งโยกย้าย การสังกัดของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นทั่วประเทศบนโจทย์ที่ว่าปฏิรูปตำรวจ ประชาชนต้องได้ประโยชน์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปตำรวจประสบความสำเร็จคือการปฏิรูประบบกับคน เพราะปัญหาทุกวันนี้มาจากการเมืองเข้ามาก้าวก่าย ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เนื่องจากมีอำนาจตั้ง ผบ.ตร. ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่การเมืองก็สามารถเข้ามาข้องเกี่ยวได้เหมือนเดิม

สำหรับทางออก ควรให้อดีต ผบ.ตร.สมัครคัดเลือกเป็นประธาน ก.ตร. และให้ระดับผู้กำกับการ (ผกก.) เลือกตั้ง ผบ.ตร.กันเอง ถือว่าเป็นประชาธิปไตยไม่มีใครแทรกแซงได้ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ที่ให้ตุลาการเลือกกันเองไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจกล้าทำหรือไม่

ประเด็นที่ว่า ตำรวจควรแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า งานตำรวจเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญมีภูมิองค์ความรู้ หากให้หน่วยงานอื่นมาทำงานสอบสวนคงทำไม่ได้แน่นอน เชื่อมั่นว่าไม่มีหน่วยงานใดสอบสวนได้ดีเท่ากับตำรวจได้

“พนักงานสอบสวนจึงควรอยู่กับสำนักงานตำรวจฯ ต่อไป เนื่องจากมีองค์ความรู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญมานาน และตำรวจต้องไม่ไปขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเชื่อว่ายังไงก็คงมีการแทรกแซงทางการเมืองอยู่ดี เละเทะแน่นอน”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังสะท้อนทัศนะการขาดแคลนพนักงานสอบสวนในปัจจุบันว่า ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานที่นายตำรวจทุกคนรับทราบดีว่ากำลังพลที่มีอยู่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะแม้แต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ยอมรับเช่นกันว่าหลายพื้นที่มีปัญหาขาดแคลนพนักงานสอบสวน

ต้นเหตุความขาดแคลนพนักงานสอบสวนมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 ให้ยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน ทำให้พนักงานสอบสวนไม่อยากทำงานตรงนี้ จึงย้ายไปทำงานในสายอื่นแทน เช่น ปราบปราม สืบสวน และจราจร

ทั้งนี้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนต้องคลุกคลีทำงานอยู่กับสำนวนคดี เดิมที่มีการกำหนดตำแหน่งสายงานพนักงานสอบสวนไว้ คือ พนักงานสอบสวน (สบ 1) เทียบเท่ารองสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 2) เทียบเท่าสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 3) เทียบเท่ารองผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 4) เทียบเท่าผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 5) เทียบเท่ารอง ผู้บังคับการ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ แต่เมื่อยุบเลิกตำแหน่งจึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนตามมา ตำรวจคนอื่นๆ ก็ไม่อยากเป็น

“พอยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน หลายคนเลยขอย้ายแต่ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้สนใจอะไร ถ้าเป็นประชาชนคงโวยแน่ แต่เป็นตำรวจมีระเบียบวินัยเลยไม่กล้าโวย พนักงานสอบสวนทำงานหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น ก็ต้องยอมรับสภาพ ส่วนค่าตอบแทนก็เท่าเดิม ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป”

อดีต ผบ.ตร.ย้อนถามกลับถึงผู้มีอำนาจดูแลตำรวจว่า ทำไมถึงปล่อยให้พนักงานสอบขาดแคลนกลายเป็นปัญหา อย่างกรณี สน.พลับพลาไชย 2 พบว่ามีพนักงานสอบสวนทำงานแค่ 3 คนเท่านั้น แล้วคนอื่นหายไปไหนหมด จึงมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความสนใจบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลพร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน

แน่นอนปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมกระทบกับประชาชนเช่นกัน ในการเข้าไปใช้บริการแจ้งความคดีต่างๆ เรื่องนี้ทาง ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ควรเข้าไปบริหารจัดการโรงพักที่ประสบปัญหาอย่างเร่งด่วนก่อน และเสนอขอให้ยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาพนักงานสอบสวนขาดแคลนเช่นกัน

“พนักงานสอบสวนนั้น ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ประจำตามโรงพัก ไม่ใช่ว่าตำรวจสอบสวนเสร็จแล้วส่งอัยการเท่านั้น แต่มีคดีเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป อย่างคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาใน จ.สงขลา ก็ต้องใช้ตำรวจระดับสูงเข้ามาทำคดี โดยไม่ใช่การทำคดีของพนักงานสอบสวนระดับสถานีตำรวจ เพราะพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ คือพนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่อาจยังมีความรู้ความสามารถไม่มาก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

 

ย้อนคำพูดยิ่งลักษณ์ “สู้คดีไม่หนีไปไหน ถ้าหนีหนีนานแล้ว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/511003

ย้อนคำพูดยิ่งลักษณ์ "สู้คดีไม่หนีไปไหน ถ้าหนีหนีนานแล้ว"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการจับตาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมารับฟังคำตัดสินในวันนี้หรือไม่ หลังกระข่าวหลบหนีออกนอกประเทศเริ่มหนาหู แต่บรรดาคนใกล้ชิดยังออกมายืนยันว่าไม่หนีและจะมารับฟังคำตัดสินในวันนี้ (25 ส.ค.)อย่างแน่นอน

สุดท้าย ทนายความแจ้งต่อศาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะมีอาการป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเห็นว่าไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าป่วยจริง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนีคดี จึงพิจารณาออกหมายจับปรับนายประกัน 30 ล้านบาท พร้อมกันนั้น ศาลฯ ได้เลื่อนนัดคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 27 ก.ย.60

ย้อนไปดูความเคลื่อนไหวล่าสุด นายวิม รุ่งวัฒนาจินดา อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคนสนิท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ ในวันที่ 24 ส.ค.ระบุว่า  ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง แค่เป็นข่าวลือ   น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ที่บ้าน ในซอยโยธินพัฒนา 3 พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) จะเดินทางไปฟังคำตัดสินที่ศาลฯ อย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์   ยืนยันว่าวันที่ 25 ส.ค. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันพร้อมที่จะไปรับฟังคำพิพากษา โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงศาลในช่วงเวลาที่เช้ากว่าเดิม เพราะครั้งก่อนศาลนัดเวลา 09.30 น. ส่วนครั้งนี้ศาลนัดเวลา 09.00 น. แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปถึงศาลในเวลากี่โมง

ที่สำคัญหากย้อนพิจารณาคำพูดในแต่ละโอกาสที่ผ่านมาของ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะพบว่ามีการยืนยันจะไม่หนีคดีอย่างต่อเนื่อง

“ยืนยันว่าจะต่อสู้ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากโครงการรับจำนำข้าว โดยจะไม่หนีไปไหนสู้เต็มที่แม้มีความหวังแค่ 1% ก็ต้องสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เชื่อว่า 1% อาจจะโตขึ้นเรื่อยๆ”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2560

“จะต่อสู้โครงการรับจำนำข้าวอย่างถึงที่สุด และไม่คิดหนีคดี พร้อมยืนยัน โครงการนี้ทำเพื่อช่วยเหลือชาวนา และหลังการทำรัฐประหารของ คสช. ถูกรัฐบาลทหารสั่งให้งดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงขอให้งดลงพื้นที่พบปะประชาชน และงดโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก  ทั้งนี้ ขอเพียงว่า ให้ประชาชนได้อิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ เพื่อผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะได้ยินเสียงของคนเหล่านี้”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น วันที่ 18 ก.พ. 2559

“จะไม่หนีไปไหน ถ้าต้องการหนี ดิฉันคงหนีไปแต่แรกแล้วจะไปขึ้นศาลทำไม และที่ผ่านมาได้พยายามอยู่เงียบ ๆ มานานเกือบ 2 ปี ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศ แต่บางครั้งจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะเราเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน”

น.ส.ยิ่งลักษณ์  ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ ในสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 11 ก.พ.2559

 

เมื่อ วันที่ 8 ม.ค. 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3  ให้สื่อมวลชนไปชมแปลงผักที่ปลูกข้างบ้านพร้อมอธิบายวิธีปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน  โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า ชอบปลูกผักบัตเตอร์เฮดและร็อกเกต เพราะอร่อย และยังได้สาธิตการปรุงน้ำสลัดให้สื่อมวลชนดูด้วยก่อนจะพูดถึง กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเริ่มนัดไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวนัดแรกใน วันที่ 15 ม.ค.ว่า จะเดินทางไปศาลในวันดังกล่าวด้วย

“ส่วนจะขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศอีกหรือไม่นั้นคงแล้วแต่โอกาส แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การหนีคดี เพราะมีภารกิจต้องมาเบิกความต่อศาล ตลอดทั้งปี 59 คงต้องเดินทางมาศาลทั้งปี” อดีตนายกฯ กล่าว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้  วันที่ 16 ธ.ค. 2558  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณายกคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์   ที่ยื่นคำร้องขอเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 15-25 ธ.ค. เพื่อ จะพาเด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชาย ไปทัศนศึกษาช่วงปิดภาคเรียน โดยศาลเห็นว่ายังไม่มีเหตุอันควร

เมื่อวันที่  21 มิ.ย. 2558 ที่อุโบสถวัดแสนสุข เขตมีนบุรี น.ส.ยิ่งลักษณ์  พร้อมนายอนุสรณ์ อมรฉัตร และด.ช.ศุภเสกข์  และแกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมทำบุญถวายภัตตา หารเพลแด่พระสงฆ์ 9 รูป และถวายสังฆทานเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 48 ปี

ระหว่างสนทนากับพระครูโกศลวิมลกิจ เจ้าคณะเขตมีนบุรี เจ้าอาวาสวัดแสนสุข  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่หนีไปไหนแน่นอน 

จากนั้นพระครูโกศลวิมลกิจ พร้อมพระสงฆ์ ร่วมกันสวดพระปริยัติและให้พร ประ พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่น.ส.ยิ่งลักษณ์และครอบครัว พร้อมมอบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อแสนสุข ขนาดหน้าตัก 9   และขอให้ ได้กลับมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติสืบต่อไป

ยังไม่รวมกับบรรดาคนใกล้ชิดอีกหลายคนที่ตบเท้าออกมายืนยันอย่างพร้อมเพรียงว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษา ไม่หนีไปไหน ซึ่งคงจะต้องรอดูกันอีกครั้งวันที่ 27 ก.ย.60 นี้

 

ย้อนรอยคดีจีทูจี อุ่นเครื่องก่อนพิพากษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/510244

ย้อนรอยคดีจีทูจี อุ่นเครื่องก่อนพิพากษา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองตลอดทั้งสัปดาห์ต้องเทความสนใจไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเตรียมนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าวที่มี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยพร้อมกันในวันที่ 25 ส.ค.นี้

ก่อนอื่นต้องย้ำกันอีกครั้งแม้ “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” จะต้องมาฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน แต่คดีของทั้งสองคนนั้นต่างมีข้อหาที่แตกต่างกัน

โดยกรณีของยิ่งลักษณ์ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาในข้อละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการทุจริต ขณะที่กรณีของบุญทรงถูกกล่าวหาทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว)

สำหรับข้อกล่าวหาบุญทรงที่ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนนั้นมีสาระสำคัญดังนี้

บุญทรงและพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยช่วยเหลือ มุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับ Guangdong stationery & sporting goods imp. & exp. Corp. และ Hainan grain and oil industrial trading company ซึ่งมิได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขาย แต่ให้มีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นแล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำเพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังไต่สวนโดยได้ข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ กับ (1) บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co., Ltd. ปริมาณ 3 ล้านตัน (2) บริษัท Haikou Liangyunlai Cereals and Oils Trading Co., Ltd. ปริมาณ 2 ล้านตัน (3) บริษัท Hainan Province land Reclamation Indus trial Development ปริมาณ 4 ล้านตัน และ (4) บริษัท Hainan Land Rec lamation Commerce and Trade Group Co., Ltd. ปริมาณ 5 ล้านตันนั้น บริษัทดังกล่าวมิได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

แต่กระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตตามกฎหมายอื่น เห็นควรดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ขณะที่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นบุญทรงได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.พร้อมกับยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง โดยมุ่งไปที่การยืนยันบริษัทสัญชาติจีนที่เข้ามาซื้อข้าวเป็นตัวแทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนจริง ไม่ใช่บริษัทปลอมตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด

ที่ผ่านมา บุญทรงได้เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อพยายามอธิบายถึงขั้นตอนการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ว่า ตามระเบียบและแนวปฏิบัติของกระทรวงนั้น “รัฐ” ให้ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อ โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้ตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอซื้อว่ามีฐานะเป็นรัฐหรือไม่ ซึ่งถือเป็นงานประจำของกรมการค้าต่างประเทศที่ทำกันมาทุกรัฐบาล ในกรณีนี้กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบ พบว่า บริษัทของจีนเข้ามาซื้อข้าวจากไทยเป็นรัฐวิสาหกิจของมณฑลโดยรัฐบาลจีนถือหุ้น 100% จึงถือเป็นรัฐ

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการที่กล่าวหา ว่า ไม่ได้มีการส่งออกข้าว เพราะไม่ได้ชำระเงินค่าข้าวเป็นแอลซีจากต่างประเทศ บุญทรงก็ต่อสู้หักล้างในประเด็นนี้ว่า ผู้ซื้อข้าวเพื่อส่งออกสามารถชำระเงินเป็นเช็ค หรือเงินสดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดแอลซีอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามแนวปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ตนเองคิดขึ้นมาเอง

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดรูปแบบการชำระเงินไว้ 3 วิธี คือ 1.แอลซีชนิดเพิกถอนไม่ได้ 2.การโอนเงินผ่านธนาคาร หรือ 3.จ่ายเป็นเช็คเงินสดในรูปแบบของเงินบาทก่อนรับมอบข้าวในแต่ละงวด และเป็นวิธีที่กรมการค้าต่างประเทศเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่รัฐบาลในอดีต

หากพิจารณาข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. และคำชี้แจงของบุญทรงแล้ว ทำให้เห็นประเด็นสำคัญที่จะเป็นการชี้ขาดคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. คือ ศาลฎีกาจะรับฟังได้ว่าบริษัทจีนที่มาซื้อข้าวจากไทยเป็นตัวแทนของรัฐวิสาหกิจของจีนหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับหลักฐานของฝ่ายใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน

ที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีนี้ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อบุญทรงเท่านั้น แต่จะมีผลไปถึงยิ่งลักษณ์อย่างคาดไม่ถึงเช่นกันด้วย

 

“แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้” ส่องวงการ “นู้ด-เอ็กซ์-เซ็กซี่” ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/510142

"แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้" ส่องวงการ "นู้ด-เอ็กซ์-เซ็กซี่" ยุคใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หญิงสาวผิวขาว ใบหน้าเล็กเรียว จมูกโด่ง ดวงตาเฉี่ยวคม กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงนอน เปลือยกายท่อนบนและใช้มือปิดบังหน้าอกขนาดใหญ่

เธอกำลังโพสต์ท่าสุดเซ็กซี่ ส่งสายตาจิกจ้องไปยังกลุ่มช่างภาพหนุ่ม 4-5 คนที่อยู่รายรอบ บ้างถ่ายมุมเสย บ้างมุมกด บ้างก็กำลังออกคำสั่งให้เธอเอี้ยวตัวเพิ่มอีกนิดเพื่อให้บั้นท้ายนั้นสวยงามและทำให้ภาพออกมาดูร้อนแรงยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวินาทีนี้ความเซ็กซี่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกออนไลน์ แต่ละวันมีเหล่านางแบบเซ็กซี่แจ้งเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน ชนิดที่หลายคนบอกว่า “แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้แล้ว”

ในอดีตถึงขั้นแทบกราบกว่าจะได้นางแบบสักคน

เทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ถือเป็นสองปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นนางแบบเซ็กซี่และนู้ดได้ง่ายขึ้น ผิดกับในอดีตที่การแสวงหาผู้หญิงมาเปลื้องผ้าสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์” ช่างภาพนู้ดชื่อดัง เล่าว่า เมื่อครั้งถ่ายภาพให้กับนิตยสารหนุ่มสาว ต้องหานางแบบตามสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ไนท์คลับ บาร์ อะโกโก้ เป็นต้น นางแบบที่ได้หนีไม่พ้นหญิงสาวที่มีอาชีพทำงานกลางคืน มักไม่ใช่ผู้หญิงที่เพอร์เฟคทั้งใบหน้าและเรือนร่าง เป็นหน้าที่ของช่างภาพในการแก้ไขจุดบกพร่องเท่าที่ความสามารถและเทคโนโลยีสมัยนั้นทำได้

“ลำบากมาก ต้องพูดจนคอแห้งให้เขามั่นใจว่าจะออกมาสวย  สมัยนั้นเราใหม่มาก ไม่มีชื่อเสียงมาแบ็กอัพ ต้องพูดทุกวิถีทาง ถ่ายแล้วมันจะออกมาอย่างโน้นอย่างนี้นะ” ธีรพงศ์ระลึกถึงอดีตและบอกต่อว่า

“ความที่ไปเจอตอนกลางคืน พอนัดมาถ่ายภาพตอนกลางวัน ต้องตกใจ เพราะเขาไม่ได้อยู่ใต้แสงแบบที่เราเจอเมื่อคืน บางทีเฮ้ย…จริงหรือเปล่า เราเลือกคนนี้มาเหรอ มันมีอารมณ์นั้น ไม่มีการนัดมาเจอกันก่อนถ่าย ได้เบอร์มาแล้วอีกวันก็นัดไปถ่ายเลย มันเลยเกิดความผิดพลาดบ่อย”

ในอดีตไม่มีสเปคนางแบบที่แน่ชัด ช่างภาพพยายามเฟ้นหาผู้หญิงที่มีรูปร่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้และทันเส้นตายปิดเล่มหนังสือ อย่างไรก็ตามสิ่งที่นางแบบทุกคนจะขาดไม่ได้คือ “ต้องมีหน้าอก”

“สมัยนั้นของจริงทั้งนั้น จะหาเพอร์เฟคก็ยาก บางทีรูปร่างหน้าตาดี แต่หน้าอกไม่มี ถ้ามันถึงเดทไลน์หนังสือต้องวางแผงอาทิตย์หน้า ยังไงก็ต้องถ่าย ลีลามากไม่ได้ กัดฟันถ่ายให้ดีที่สุด เคยมีนางแบบคนหนึ่ง ขอโทษนะ เนื้อแหว่งไปข้างที่ลำตัวเพราะอุบัติเหตุ บก. บอกว่า รอคนใหม่ไม่ได้แล้ว เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เอาผ้าปิดบ้าง บอกให้เขาเอามือมาปิดตรงจุดนั้นบ้าง”

 

บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ ภาพจาก อินสตาเเกรม bee_teerapong

 

เขาเล่าว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนางแบบได้รับค่าตัวเพียงแค่ 1,500-2,000 บาท จนกระทั่งมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการคัดเลือกและค่าตัวที่นิตยสารพยายามจ่ายมากขึ้นเพื่อดึงดูดเหล่าหญิงสาว กระทั่งสูงลิ่วในระดับหลักหมื่นหลักแสน และเริ่มมีการเชิญชวนนักแสดงคนดังเข้ามาถ่ายแบบ โดยเฉพาะดาราที่เริ่มหายหน้าไปจากวงการบันเทิง

“กระแสตอบรับในสมัยนั้นค่อนข้างดีสำหรับภาพนู้ด เริ่มมีดาราชื่นชอบ ยกย่องว่าภาพสวยดี จุดประกายให้ผมเริ่มชักชวนติดต่อคนดัง นักแสดงมาถ่ายแบบ”

ครั้งหนึ่งในอดีต “บี๋ ธีรพงศ์” เคยติดต่อทาบทาม “ม้า อรนภา” มาถ่ายแบบ โดยเจ้าของหนังสือไม่ทราบว่าเธอเป็นเพศที่สาม จนกระทั่งเขาเอ่ยปากเฉลยเอง ซึ่งเล่มดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาให้กับสังคมอย่างมาก ขายหมดเกลี้ยงแผงในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงเป็นจังหวะที่วงการหนังสือเซ็กซี่และนู้ดแข่งขันกันมากขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าการค้นหานางแบบในอดีตนั้นยากมาก ผิดกับปัจจุบันที่ผู้หญิงสาวสวยจำนวนมากพากันเสนอตัวให้กับช่างภาพเลยด้วยซ้ำ

“หลังไมค์เยอะมาก ยังพูดกับแฟนเสมอว่า เกิดเร็วไปหน่อย สมัยก่อน แทบจะกราบเลยแต่ยุคนี้เขาอยากจะถ่ายอยู่แล้ว บางคนอยากเป็นกระแสก็ติดต่อมาในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเลยก็มี”

ไม่ใช่เพียงแค่นางแบบที่เป็นกันง่าย แต่ช่างภาพก็เช่นกัน เมื่อโปรดักส์ชั่นและเทคโนโลยีกลายเป็นตัวช่วยสำคัญให้กับบรรดามือลั่นชัตเตอร์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ง่ายกว่าอดีต ซึ่งส่งผลให้นางแบบมีความมั่นใจที่จะนำเสนอเรือนร่างออกสู่สายตาสาธารณะมากขึ้น

ธีรพงศ์ บอกว่า สมัยนี้ผู้หญิงไม่ต้องสวยงามเพอร์เฟค ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเทคโนโลยีที่จะเติมเต็ม ผิดกับสมัยก่อนที่แทบไม่สามารถทำให้สวยเกินจริงได้ ใช้เพียงเทคนิคด้านการจัดแสง ใส่ฟิลเตอร์ และพร๊อพต่างๆ ที่พอมีเพื่อทำให้เขาดูดีขึ้น

“ช่างภาพสมัยก่อนต้องมีชั่วโมงบิน วิชา ประสบการณ์ที่ทำให้ภาพของเราโดดเด่น เมื่อถึงเวลาอยู่ในสนามแข่งแล้ว เราถึงจะนำชาวบ้านเขา” บี๋บอกและว่า “สมัยนี้นางแบบมาครึ่งทางที่เหลือเราทำเอง ยิ่งช่างภาพคนไหนถนัดโฟโต้ชอปอยู่แล้ว ก็ง่าย”

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว ภาพจากเฟซบุ๊ก Pijika Pinkaew

ถอดทีละชิ้น จากน่ารักใสๆ สู่เปลื้องผ้า

แนวการถ่ายแบบที่นิยมในปัจจุบันแบ่งออกได้ดังนี้

Showbra เป็นการถ่ายแบบเซ็กซี่ในลักษณะไม่หวือหวามาก เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าหลวมและโชว์ให้เห็นเสื้อชั้นในเล็กๆ น้อยๆ

Topbra  ด้านบนใส่แต่เสื้อชั้นในถ่ายแบบ ส่วนด้านล่างจะเป็นกางเกงหรือกระโปรงตามแต่ที่ตกลงกัน

Topless เปลือยกายท่อนบนหรือพูดง่ายว่าๆ นู้ดครึ่งตัว อาจใช้มือปกปิด ขณะที่ด้านล่างเป็นไปตามแต่ที่ตกลง

Semi-Topless ไม่ใส่เสื้อใน แต่มีเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ปิดบังหัวนม โชว์เฉพาะเนินอก ส่วนด้านล่างตามที่ตกลงกัน

Nude เปลือยทั้งบนและล่าง

Nude-Art  เปลือยทั้งด้านบนและล่าง แต่เพิ่มเทคนิคหรือเน้นสรีระ ส่วนเว้า ส่วนโค้ง โดยภาพที่ออกมาจะไม่เน้นปลุกอารมณ์ทางเพศ

 

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว ภาพจากเฟซบุ๊ก Pijika Pinkaew

ลองไปฟังเสียงของนางแบบสาวสวยยุคปัจจุบันทั้งในระดับเซ็กซี่และนู้ดกัน

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว นางแบบเซ็กซี่และผู้จัดหานางแบบรวมถึงจัดทริปถ่ายภาพ  บอกว่า สมัยนี้แค่มีหน้าอกใหญ่และผิวขาวก็ก้าวขึ้นนางแบบยอดนิยมได้แล้ว “นมใหญ่ ขาว มาเหอะได้หมด เดี๋ยวนี้ช่างภาพโฟโต้ชอปเก่ง”

โดยเรทราคานั้นแบ่งตามลักษณะการถ่ายแบบ หากเป็นระดับสดใสเซ็กซี่เริ่มต้นที่ 4,000 บาทต่อ 3 ชั่วโมง บิกินี่ 7,000 บาทขึ้นไป ส่วนในระดับที่มากกว่านั้นเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างช่างภาพและนางแบบ ซึ่งขึ้นอยู่ความสนิทสนมรวมถึงกระแสความนิยมของนางแบบในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย

“แต่ละคนไม่เท่านั้น เข้าวงการใหม่ๆ บิกินี่อาจจะแค่ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ถ้าพวกที่มียอดติดตามทางเฟซบุ๊กและไอจีเยอะๆ ราคาก็อาจพุ่งไปถึงหลักหมื่น”

ขณะที่การถ่ายแบบนู้ด เธอบอกว่า “บางคนอาจจะแอบรับหลังไมค์กันเอง มีน้อยคนที่จะประกาศบอก ส่วนใหญ่แล้วแต่ความสนิท เงินถึง และน้องกำลังเดือดร้อนหรือเปล่า อยู่ที่ความพอใจในช่วงนั้นๆ ด้วย”

นางแบบสาวบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงสมัยนี้กล้าโชว์มากขึ้นว่า เกิดจากความมั่นใจในรูปร่างและความอยากโด่งดังซึ่งนำไปสู่โอกาสสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางในอนาคต

“ทำนมมาก็มั่นใจขึ้น หลายคนบอกทำมาโชว์ไม่ได้ทำมาเก็บ อีกเรื่องคือโลกโซเชียลวันนี้มันสำคัญมาก คนต้องการเป็นเน็ตไอดอล ยิ่งได้ไลค์เยอะเท่าไหร่ยิ่งมั่นใจ น้องบางคนไปถ่ายท็อปเรท ทำให้มีคนติดตามมากขึ้นในพริบตา เด็กรุ่นใหม่เห็นก็อยากทำบ้าง เพราะยอดติดตามจำนวนมาก มันเป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง มีงานอื่นเข้ามามากขึ้น เช่น รับรีวิวหรือขายสินค้า”

 

ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร

การตัดสินใจเป็นนางแบบนู้ด ส่วนใหญ่เริ่มจากรับถ่ายเเบบสวยใส ก่อนจะถอดทีละชิ้นจนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลย ผู้หญิงสาวดังเช่น ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร คือหนึ่งในนั้น เธอต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกลบของคนรอบข้างและโดยเฉพาะครอบครัวเมื่อครั้งตัดสินใจถ่ายนู้ดเป็นครั้งเเรก

“แม่บอกว่าเคยเห็นลูกคนอื่นทำแบบนี้แต่ไม่คิดเลยว่าตาลจะมาทำแบบนี้ซะเอง กว่าจะรับได้ก็ยากเหมือนกัน เขาไม่เปิดใจ ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้มันได้อะไร ทำไมต้องไปให้คนอื่นดู แต่พอเราพิสูจน์ในสิ่งที่ทำว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นศิลปะ ที่สำคัญเราสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยอาชีพนี้ เขาก็เข้าใจและยอมรับ ทุกวันนี้บอกแค่ว่าระวังตัวด้วยนะลูก”

แรงบันดาลที่ทำให้ลูกตาลถ่ายแบบนู้ดครั้งแรก เกิดจากการได้เห็นภาพนู้ดอันสวยงามและเต็มไปด้วยอารมณ์ของนางแบบสาวสวยชาวต่างชาติ ทำให้เธอนึกสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขารู้สึกอย่างไรกับการแก้ผ้าถ่ายภาพ ขณะเดียวกันยังมีแรงผลักดันจากสถานการณ์ของครอบครัวที่มีปัญหาด้านการเงิน

“เราเห็นรูปเขาแล้วสวยมาก รู้สึกท้าทายตัวเอง เพราะงานนี้มันต้องใช้ความกล้ามากๆ อีกเรื่องคือครอบครัวเรากำลังมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ”

คอนเซปต์ที่ลูกตาลยึดถือคือ ‘ไม่แหก ไม่แหวก ไม่อ้า’ ต้องการให้เรือนร่างสะท้อนถึงความสวยงามและมุมมองทางด้านศิลปะ ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอาชีพนี้ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ

“3 ชั่วโมง 8,000 บาท เราถ่ายนู้ดแบบสวยงามเป็นศิลปะที่ดูมีคุณค่า มองย้อนกลับไปตั้งเต่วันแรก รู้สึกมาไกลมาก ชีวิตเปลี่ยน ได้เรียนรู้ผู้คนทั้งด้านดีและด้านมืด ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก ได้โอกาสทำงานกับช่างภาพมืออาชีพ นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยไปจนกระทั่งศิลปินชื่อดัง เราทำอาชีพสุจริจ มีรายได้ในระดับที่น่าพอใจ มีบ้าน มีรถ ภูมิใจที่เลี้ยงครอบครัวได้”

ลูกตาล บอกว่า ผู้หญิงและสังคมสมัยใหม่เปิดกว้างเรื่องเพศและความเท่าเทียมมากขึ้น ส่งผลให้แต่ละคนกล้าที่จะทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยากในอดีต

“การแก้ผ้านั้นมีคุณค่ามากกว่าคำว่าลามกอนาจารซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน” นางแบบสาวบอกถึงที่สิ่งที่ตัวเองได้เลือก

ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร

ช่างภาพโรคจิต อันตรายที่ต้องระวัง

โอกาสสร้างรายได้ที่ง่ายขึ้นจากการถ่ายแบบ มาพร้อมกับอันตรายจากกลุ่มคนโรคจิตที่เข้าถึงตัวนางแบบได้อย่างง่ายดายเพียงแค่มีกล้องถ่ายรูป

“พวกโรคจิตเยอะจะตาย” โน้ต พิจิกา บอกถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กลุ่มคนโรคจิตนั้นแอบแฝงมาในคราบช่างภาพ ทำให้เธอต้องระมัดระวังและเช็คประวัติผลงานช่างภาพที่ติดต่อมาอย่างดีก่อนจะตอบตกลง

“สกรีนระดับหนึ่ง เข้าไปในเฟซบุ๊กดูประวัติ ผลงาน ความน่าเชื่อถือ สอบถามว่ารู้จักเราทางไหน ถ้าเป็นพวกไม่รู้จักต้องจับโอนเงินก่อนเลย พวกโทรมาเล่นๆ ก็มี มาลงทริปแล้วมาจิตๆ ก็มี ถ่ายช้อนแสดงท่าทางหื่นๆ ไรงี้ เราก็จำไว้ ครั้งหน้าไม่มีอีกแล้ว” นางแบบสาวเผยวิธีการตรวจสอบและคัดกรองช่างภาพ

ด้าน ลูกตาล เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เคยมีผู้ชายแอดไลน์มาพูดคุยก่อนจะตกลงราคาอย่างรวดเร็ว ไม่มีการบอกคอนเซปต์การถ่ายทำ นัดแนะกันที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวของฝ่ายชาย โดยภายในห้องมีการจัดฉากและพร็อพในการถ่ายภาพปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาจริง ช่างภาพกลับลวนลาม ทั้งเข้ามากอดเเละหอม แต่สุดท้ายด้วยสติทำให้รอดมาได้อย่างปลอดภัย

“เอากล้องมาบังหน้า เข้ามากอดมาหอม ตาลเลยบอก อย่าทำแบบนี้นะ เราคุยกันได้ ตาลไม่ได้ขัดขืน เลือกจะพูดกับเขาดีๆ เพราะคิดว่าถ้าปฏิเสธด้วยท่าทีไม่ได้ อาจถูกทำร้ายได้ คือเราต้องมีสติ คนที่ตาลเจอพวกนี้เขาจะไม่ใช้กำลังถ้าเราไม่ยอม แต่ถ้าเกิดเรายอม เขาก็ยินดีจ่ายเพิ่ม แต่เราเลือกจะไม่ทำ ขอกลับดีกว่า”

อีกประสบการณ์ของนางแบบสาวรายนี้ก็เป็นลักษณะคล้ายกัน ช่างภาพทำทีติดต่อเข้ามาพูดคุยแบบมืออาชีพให้เธอวางใจ พอถึงเวลานัดทำงานจริง กลับลวนลาม พยายามบิ๊วอารมณ์หวังให้เคลิบเคลิ้ม แต่สุดท้ายลูกตาลก็รอดมาได้ โดยบอกปฏิเสธและขอตัวกลับ เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เธอระมัดระวังตัวเองมากขึ้น หากเป็นการถ่ายแบบลักษณะไพรเวท จะขอนำเพื่อนไปด้วยเสมอ

สาววัย 24 ปีบอกด้วยว่า วงการนี้ค่อนข้างแคบ หากช่างภาพคนไหนมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจะถูกแฉและบอกต่อๆ กันในวงการ ซึ่งมืออาชีพตัวจริงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์ ช่างภาพเซ็กซี่-นู้ด บอกว่า สมัยนี้แค่มีกล้องก็ประกาศว่าตัวเองเป็นช่างภาพได้แล้ว ใช้กล้องไปเป็นตัวเชื่อมหรือสร้างโอกาสให้คิดทำมิดีมิร้าย บางคนทำเพื่อสนองตันหาของตัวเอง แค่เพียงอยากเจอนางแบบหรือนำภาพที่ถ่ายไปอวดพรรคพวกเท่านั้น

“ในสังคมก็มีปนๆ กัน ทั้งดีและเลว ต้องระวัง ใครทำไม่ดีก็หมดอนาคตกันไป หลักๆ คือนางแบบต้องสกรีน ระมัดระวัง โดยเฉพาะการสอบถามจากเพื่อนนางแบบหรือกลุ่มช่างภาพมืออาชีพก่อนรับงานเสมอ”

 

ภาพจาก ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์

 

ภาพจาก ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์

ผลกระทบระยะยาว อย่าคิดแค่อยากดัง-หวังรวย

เมื่อตัดสินใจเปลื้องผ้าถ่ายแบบแล้ว อย่าลืมว่าภาพที่ถ่ายนั้นจะถูกแชร์ต่อไปอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และอยู่ไปตลอดกาล

ธรรมนูญ บอกว่า นางแบบปัจจุบันนั้นมีทั้งประเภทมืออาชีพที่ต้องการสร้างผลงานอย่างเเท้จริง และลักษณะที่ต้องการหารายได้ สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ผลกระทบระยะยาวที่ติดตัวไปตลอดชีวิตและพร้อมย้อนกลับมาตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

“อย่าคิดว่าแค่มาถอด มาแก้ผ้า อยากให้ชั่งใจถึงผลกระทบระยะยาว เมื่อภาพมันติดตัวเราไปตลอด”

เขา ยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เด็กสาวรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง คิดเพียงแค่ต้องการรายได้ จนกระทั่งกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ วันหนึ่งความฮอตไปเข้าตาโมเดลลิ่งเข้า จึงถูกชักชวนเข้าสู่วงการบันเทิง อนาคตของเธอเหมือนจะสดใสแต่กลับต้องถูกท้าทายจากสังคมออนไลน์ที่พากันขุดคุ้ยภาพนู้ดเก่าๆ หยิบขึ้นมาตั้งคำถาม กลายเป็นปัญหาหนักใจให้กับเธอจนไม่สามารถรับไหว

“วันหนึ่งมีแฟน มีครอบครัว มีลูก คำถามสำคัญคือเราจะตอบลูกยังไง ถ้าถ่ายแบบอาร์ตๆ อาจจะตอบได้ไม่ยาก แต่ถ้าเปลือยเพื่อแลกเงินเท่านั้นก็น่าสนใจว่าจะทำหน้ายังไง”

ช่างภาพมากประสบการณ์ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันทั้งช่างภาพและนางแบบ ผลงานที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากสิ่งที่ตัวเลือกเดินด้วย