“พี่น้องลูกขนไก่” เมื่อละคร ตบจูบ-แย่งผัวเมีย กำลังถูกท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509195

"พี่น้องลูกขนไก่" เมื่อละคร ตบจูบ-แย่งผัวเมีย กำลังถูกท้าทาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีย์ทางช่อง GMM25  ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ชม ตั้งแต่บทบาทการแสดงของนักแสดง เนื้อเรื่อง ไปจนกระทั่งการทำการบ้านและนำเสนอข้อมูลของทีมงาน

ความสำเร็จของพี่น้องลูกขนไก่ ส่งต่อความท้าทายให้กับผู้ผลิตละครทั่วฟ้าเมืองไทย

เมื่อวันนี้สมรภูมิละครกำลังเปลี่ยนแปลง เรตติ้งละครชิงรักหักสวาท ตบตี แม่ผัวลูกสะใภ้ ไม่มีความสมเหตุสมผลหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน กำลังลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องสวนทางกับละครซีรีย์ใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

สร้างกระเเสในเมืองใหญ่ ไม่ได้หมายถึงทั้งประเทศ

ต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จและเสียงพูดถึงในทางบวกของ “พี่น้องลูกขนไก่”

แอดมินเพจเฟซบุ๊ก อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า  ต้องชื่นชม บริษัท นาดาว บางกอก ที่สร้างวัฒนธรรมและพฤติกรรมในการบริโภคผลงานผ่านกลุ่มนักแสดงวัยรุ่นในสังกัด ซึ่งตัวท็อปจะมีแฟนคลับค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น ต่อ ธนภพ , สกาย วงศ์รวี ,  โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ มีคนติดตามทางโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนทุกคน รวมถึงทีมงาน GDH เองก็การันตีผลงานทั้งในด้านบทและความสามารถในการผลิตที่ผ่านมาอยู่แล้ว

“ทีมงานและทีมนักแสดงการันตีให้คนอยากดูอยู่แล้ว ยิ่งผลงานออกมาดี ยิ่งทำให้คนดูรักได้ไม่ยาก”

อย่างไรก็ตามในมุมมองของเพจวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์และละครที่มีผู้ติดตามเกือบ 8 แสนคน ไม่ได้เห็นว่า กระแสชื่นชมละครสร้างสรรค์ประเภทนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงการละครเมืองไทย เนื่องจากพี่น้องลูกขนไก่ เป็นเพียงแค่ซีรีย์เรื่องเล็กๆ ไม่กี่ตอน เวลาออกอากาศน้อยมาก มีกระแสไม่นานในแต่ละสัปดาห์ ที่สำคัญคนดูนิยมแค่ในเมือง ส่วนต่างจังหวัดยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

“เราต้องเข้าใจว่า GDH เอง ก็เหมือนรัฐอิสระ การที่เขาประสบความสำเร็จมันแทบจะไม่มีผลต่อวงการหนังละครในภาพรวมเลย เขามีแฟนของเขา ทีมงานของเขา แบบที่ไม่ต้องง้ออะไรในภาพรวมทั้งระบบเลย”

ภาพจาก Project S The Series

 

 

ภาพจาก Project S The Series

 

พฤติกรรมคนดูค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป

อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก บอกต่อว่า  พฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้ คนดูไม่ต้องรอดูสด สามารถรับชมย้อนหลัง สตรีมมิ่ง หรือกดข้ามโฆษณาได้ ไม่ง้อผู้จัดและสถานีโทรทัศน์แบบเดิมอีกแล้ว

ส่วนฝั่งคนดูที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง จะเป็นลักษณะติดตามหลงใหลในตัวนักแสดงเช่นเดิม ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีโอกาสได้รับชมละคร ซีรีย์ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งมีบทละครและการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากเดิมที่ค่อนข้างซ้ำซากจำเจ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับละครไทยและมีจำนวนมากเริ่มเบื่อละครไทยแบบเก่า

ป้าแจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ นักแสดง ผู้กำกับละคร ผู้สร้างละครชื่อดัง เห็นว่า พฤติกรรมและความต้องการของคนดูนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเจนเนอเรชั่น รวมถึงไปค่านิยม ความคิดเห็นและทัศนคติต่างๆ ตามการเติบโตของสังคม

“ยุคหนึ่งละครซีรีย์เกาหลีฮิตมากในเมืองไทย เด็กๆ ชอบมาก แต่ผู้ใหญ่บอกว่าไม่ชอบและสุดท้ายก็ค่อยๆ เงียบไป ขณะที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ชอบเนื้อหาแบบฮอร์โมน , พี่น้องลูกขนไก่ แต่ถามว่าผู้ใหญ่สนุกไหม คนต่างจังหวัดชอบไหม ก็อาจจะไม่”

ผู้กำกับละครชื่อดัง เล่าว่า ผู้ชมในอดีตนั้นเติบโตมากับนวนิยาย ซึ่งละครชื่อดังแทบทั้งหมดในอดีตและปัจจุบันถูกสร้างขึ้นจากนวนิยายที่ได้รับความนิยม ตัวอย่างเช่น น้ำเซาะทราย เมียหลวง คู่กรรม ฯลฯ เนื่องจากช่องทางการสื่อสารมีเพียงแค่โทรทัศน์ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศก็จำกัดไม่สามารถหาดูย้อนหลังได้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของผู้สร้างละครคือ กลุ่มคนอยู่บ้านมากกว่าที่ทำงาน ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงหรือแม่บ้านนั่นเอง

“ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายสำคัญของวงการบันเทิงในอดีต เพราะส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน เวลาไปเจอกันที่ร้านเสริมสวยก็จะคุยกันเรื่องละคร นิยาย ชักชวนกันให้ดูจนกลายเป็นกระแส”

เขาบอกว่า ปัจจุบันสภาพสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปและกลุ่มเป้าหมายของผู้ผลิตละครเริ่มเฉพาะเจาะจงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่า แม้ละครรูปแบบสร้างสรรค์ไร้การชิงรักหักสวาทจะโดนใจคนรุ่นใหม่ แต่หากมองในภาพใหญ่ ยังถือว่าได้รับความนิยมน้อย และอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

“5-10 ปีข้างหน้า เนื้อหาลักษณะที่สร้างสรรค์และเต็มไปด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ละครแนวดราม่า ชิงรักหักสวาทหรือนิยายประโลมโลกจะลดต่ำลง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตาม สภาวะของสังคม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามอายุ การศึกษา และไลฟ์สไตล์ของเขา”

 

รูปจาก Yuttana Lorpanpaiboon

 

ปรับเปลี่ยนตามสภาพสังคมโดยรวม

เสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตีต่อละครแบบเดิมๆ มักปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งโดยเฉพาะละครที่เป็นลักษณะชิงรักหักสวาท ตบตีเพื่อแย่งพระเอกหรือแม้แต่แม่ผัวไม่ยอมรับลูกสะใภ้

ป้าแจ๋ว บอกว่า ผู้จัดไม่เคยคิดดูถูกผู้บริโภค เพียงแต่การสร้างละครสักเรื่องให้ประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงปัจจัยจำนวนมาก นอกเหนือจากเรื่องราว บทและนักแสดงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรม การใช้ชีวิตของผู้บริโภคตลอดจนช่วงเวลาและสภาพสังคมขณะนั้นด้วยเช่นกัน  เป้าหมายของเราคือตลาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่ตามใจเพียงแค่คนกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดไม่ได้มีช่องทางและโอกาสเลือกรับสื่อเท่ากับคนในเมือง

“คนต่างจังหวัดดูพี่น้องลูกขนไก่ 100 คนอาจจะสนุกแค่ 20 คน ในขณะที่คนกรุงบอกว่า นี่คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดี ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตร่วมกับคนออทิสติก แต่คนต่างจังหวัดอาจจะต้องการอะไรที่เพลิดเพลิน สนุก ไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย แม้กระทั่งลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ตักกับข้าวมากิน หายไป 2 นาที กลับมาดูยังเข้าใจละครเรื่องนั้นอยู่”

อย่างไรก็ตามผู้กำกับรายนี้บอกว่าถึงแม้ละครรีเมค โครงเรื่องหลักจะคล้ายเดิม แต่ยืนยันว่ามีการพัฒนาปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งการตีความ ตัดทอนเนื้อหาที่ล้าหลังและเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับคนดู ให้แง่คิดและบทเรียน ขณะเดียวกันยังคงกลิ่นรสสัมผัสที่เขาคุ้นเคย

“สำหรับคนกรุงฯ ตัวอิจฉาอาจไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่คนต่างจังหวัดถ้าตัวอิจฉาไม่เสียงดัง บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมทุกคนดูเหมือนๆ กัน เฉยๆ กันไปหมด มันคนละมุมมองเลยเห็นไหม ฉะนั้นมันยากที่ผู้ผลิตจะทำละครเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในประเทศนี้ได้ทั้งหมด”

การทำละครสักเรื่องให้ตอบโจทย์คนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่ายของผู้สร้าง แม้จะมีประสบการณ์สูงแค่ไหน แต่สภาพสังคมและความรู้สึกของคนที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ

ยุทธนา บอกว่า ในอดีตเคยคิดจะสร้างละครที่ใกล้ตัวสะท้อนชีวิตคนต่างจังหวัดมากๆ พระเอกนางเอกทำไร่ทำนา และถูกกดขี่จากนายทุน อย่างไรก็ตามเมื่อลองสอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกลับพบว่า พวกเขาไม่อยากดูละครที่เหมือนชีวิตตัวเองเกินไป แต่ต้องการเนื้อเรื่องที่ให้ความบันเทิงและเกินความจริงไปบ้างเพื่อความสนุกสนาน

“เขาบอกไม่อยากดู มันเหมือนตัวเขาเกินไป เบื่อ อยากดูอะไรเพ้อๆ เกินจริง เช่น นางเอกทุกข์ยากวันหนึ่งมีพระเอกเข้ามาช่วย สิ่งเหล่านี้เป็นความบันเทิง ได้จินตนาการและมีความสุขกับการเอาใจช่วยนางเอก”

ผู้กำกับรายนี้กล่าวต่อว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงและความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันไม่มีสูตรสำเร็จของละคร

“วันหนึ่งทำแม่ผัวลูกสะใภ้แล้วโด่งดังวันนี้อาจไม่ใช่ วันหนึ่งฮอร์โมนดัง วันหน้าก็อาจไม่ใช่ หรืออย่างทุกวันนี้ คนทำละครเกย์ออกมาเยอะมาก แรกๆ คนชอบ แต่หลังๆ คนก็บ่นว่าเอียนแล้ว สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนก็เห็นว่าเกินไป เริ่มเบื่อ”

ทั้งนี้สิ่งสำคัญในการสร้างละครของป้าแจ๋วคือ การมอบความบันเทิงพร้อมกับสอดแทรกประโยชน์ให้กับผู้ชม โดยเชื่อว่า ละครนั้นให้แง่คิดที่หลากหลายขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะหยิบตรงไหนไปใช้

ภาพจาก Ch3Thailand

ละครไทยต้องสมเหตุสมผลมากขึ้น

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,252 หน่วยตัวอย่างทั่วประเทศ เรื่อง  “พฤติกรรมการรับชมละครของคนไทย” จาก “นิด้าโพล” และ“ไนน์เอ็นเตอร์เทน”  เมื่อปี 2557 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ37.24 ระบุว่า ชอบดูละครแนวตลก รองลงมา ร้อยละ16.55 ระบุว่า ชอบดูละครแนวชีวิต  ร้อยละ15.42 ระบุว่า ชอบดูละครแนวต่อสู้ บู๊ ร้อยละ8.57 ระบุว่า ชอบดูละครแนวรัก โรแมนติก ร้อยละ7.24 ระบุว่า ชอบดูละครแนวประวัติศาสตร์ ย้อนยุคร้อยละ5.42 ระบุว่า ชอบดูละครแนวสยองขวัญ / ระทึกขวัญ ร้อยละ4.33 ระบุว่า ชอบดูละครแนวสืบสวน สอบสวน ร้อยละ2.76 ระบุว่า ชอบดูละครแนววิทยาศาสตร์ ไซไฟ และร้อยละ2.46  ระบุว่า ชอบดูละครแนวอภินิหารแฟนตาซี

เมื่อถูกถามว่า นักแสดงนำมีอิทธิพลต่อการเลือกชมละครหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.75 ระบุว่า นักแสดงนำ ไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกชมละคร ขณะที่ร้อยละ 44.25 ระบุว่า นักแสดงนำมีอิทธิพล

ลักษณะของนักแสดงนำในแบบต่าง ๆ ที่โน้มน้าวใจมากที่สุดให้เลือกชมละครเรื่องนั้น ๆ  ส่วนใหญ่ ร้อยละ61.91 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ตนชื่นชอบ รองลงมา ร้อยละ16.79 ระบุว่า เป็นคู่จิ้น ร้อยละ7.22 ระบุว่า เป็นดาราที่พลิกคาแร็คเตอร์ ร้อยละ5.96 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ตรงกับบทประพันธ์ตามจินตนาการของตน ร้อยละ4.69 ระบุว่า เป็นคู่พระนางหน้าใหม่ ใสกิ๊ก ร้อยละ1.81 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ไม่เคยประกบคู่กันมาก่อน ร้อยละ1.44 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่เป็นแฟนกันจริง ๆ นอกจอ ร้อยละ0.18 ระบุว่า อื่น ๆ  เช่น เป็นคู่พระนางที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยมในขณะนั้น

ต่อคำถามเรื่องการพัฒนาวงการละครไทย แอดมินเพจอวยไส้แตกฯ บอกว่า ทีมงานควรนำเสนอเนื้อหาให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง สังคมมนุษย์ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ ตัวร้ายไม่ต้องเบิกตาโพลง ทำหน้าดุ หรือทำตาแบบเย้ยหยันแสยะยิ้มตลอดเวลา นางเอกไม่ต้องทำหน้าเศร้า เสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ มองโลกในแง่ดี หรือไม่ก็ทำตัวก๋ากั่นเป็นทอมบอย ใส่หนวดปลอมแล้วพูดฮะ คือพยายามทำให้มันดูเรียลและทำให้คนเชื่อ จะทำให้ละครสนุก

“บท การเล่าเรื่อง การหาข้อมูล รีเสิร์ชตัวละคร สำคัญที่สุด ทำให้คนดูเชื่อ มันจะทำให้ละครสนุกที่สุดครับ บทละครครบางเรื่องสร้างจากนิยายที่เขียนขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อน แต่เอามาปรับเป็นปัจจุบัน โดยขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมก็ไปยกมาทั้งดุ้น สิ่งที่เห็นมันไม่ร่วมสมัย ผิดช่วงเวลา คนดูก็จะสงสัยว่าทำไมมันไม่เรียล ไม่มีเหตุมีผล ถ้าปรับตรงนี้ก็คงต้องไปตรงคนเขียนบทละคร ที่ควรพัฒนามากกว่านี้”

 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ความต้องการของผู้ชมนั้นหลากหลายขึ้น จำนวนมากมีโอกาสได้รับชมซีรีย์ของต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีช่องทางการเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่าอดีตมาก นับเป็นเรื่องท้าทายของผู้ผลิตละครแนวเดิมเห็นได้จากยอดเรตติ้งที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

“ละครหลังข่าวในอดีตเรตติ้งพุ่งขึ้นไปประมาณ 10 กว่า ปัจจุบันโอกาสถึงเลข 2 หลักนั้นน้อยมาก อยู่ที่ 3 หรือ 6 เท่านั้น ส่วนหนึ่งถูกแชร์ไปเพราะการเข้ามาของทีวีดิจิตอล ขณะทีอีกส่วน ในเชิงตลาดนั้นมีผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอยู่แล้วและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้า บอกว่า ละครหรือซีรีย์ที่สร้างสรรค์ อาจยังไม่สามารถสร้างเรตติ้งได้เทียบเท่ากับละครรูปแบบเดิม อย่างไรก็ตามมีกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุนและรับชมมากขึ้นกว่าในอดีตแน่นอน นอกจากนั้นในแง่ของการสร้างรายได้จากโฆษณา นับเป็นโอกาสของละครสร้างสรรค์และเฉพาะกลุ่มเช่นกัน เนื่องจากบริษัทหลายแห่งเลือกลงทุนกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่แท้จริงมากขึ้น

“การเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ อดีตที่มีช่องจำกัดทุกคนมองไปที่ตลาดแมส ผลิตเพื่อป้อนแมสแต่วันนี้ มีช่องทางการเสพย์สื่อมากขึ้น เพราะฉะนั้นละครหรือเนื้อหาต่างๆ ในสื่ออาจจะจำเป็นต้องคิดใหม่ในเรื่องการจับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น”

โดยสรุปคืออนาคตของวงการละครไทย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไล่ตั้งเเต่สภาพเเวดล้อม กระเเสในสังคม ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนสปอนเซอร์เเละผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งการผลิตผลงานละครสักเรื่องขึ้นอยู่กับว่า บรรดาผู้สร้างต้องการทำเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใด

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก lakornonlinefan , Project S The Series

 

ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังหญิง สู่โมเดลปฏิบัติในเรือนจำประเทศอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509190

ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังหญิง สู่โมเดลปฏิบัติในเรือนจำประเทศอาเซียน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความแออัดภายในเรือนจำปัญหาที่หลายประเทศกำลังประสบในตอนนี้ โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงมีตัวเลขน่าตกใจ เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในหลายครั้งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงเลยเกิดคำถามถึงความเท่าเทียมว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดเวทีการฝึกอบรมบริหารจัดการผู้ต้องขังหญิงตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) จากข้อกำหนดสหประชาชาติ สู่การปฏิบัติในประเทศไทย” แก่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อาวุโสกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 10 ประเทศ และประเทศเคนยา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการดูแลผู้ต้องขังหญิง

กิตติพงษ์  กิตยารักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประชากรผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าผู้ต้องขังชาย 8 ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนเผชิญสถานการณ์นี้ และนำไปสู่ปัญหาความแออัดในเรือนจำ นำไปสู่ปัญหาบริหารจัดการเรือนจำและฟื้นฟูผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังในประเทศอาเซียนต้องเผชิญกับปัญหาความหนาแน่นแออัดในเรือนจำโดยมี 4 ใน 10 ประเทศที่ประสบปัญหาเหล่านี้ อาทิ ประเทศไทยไทย อินโดนิเซีย เวียดนาม ฯลฯ ถือเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังประสบ หากไม่สามารถฟื้นฟูระบบในเรือนจำได้ก็ถือว่าล้มเหลว

“ทุกทวีปทั่วโลกมีผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ส่วนใหญ่ปัญหามาจากความยากจน เศรษฐกิจ คนชายขอบ และมีการศึกษาต่ำ ยาเสพติด จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนโดยเราไม่มีเวลารอเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทีไอเจเชื่อว่าการเข้าใจอย่างครอบคลุมจะสร้างความแตกต่างในชีวิตของเรือนจำได้ และสร้างวัฒนธรรมด้านมิติทางเพศ”ผอ.ทีไอเจ ระบุ

ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเสนอ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” คือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเล็งเห็นปัญหาและทรงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ในเวทีสหประชาชาติ  จนได้รับการรับรอง โดยถือเป็นข้อกำหนดแรกของไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีสหประชาชาติ

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ทีไอเจมุ่งหวังว่าโมเดลข้อกำหนดกรุงเทพจะถูกนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติในประเทศภูมิภาคอาเซียน  เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำคัญในการราชทัณฑ์ของผู้หญิงที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเน้นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความต้องการเฉพาะด้านเพศภาวะของผู้หญิงและเด็กติดผู้ต้องขังหญิงและสร้างมาตรฐานที่ดีสำหรับการปฏิบัติต่อผู้หญิง

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์  ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและเพศสภาพ มหาวิทยาลัย Griffith University ประเทศออสเตรเลีย มองว่า การบริหารจัดการภายในเรือนจำต้องคำนึงถึงมิติทางเพศ  และควรตระหนักด้วยว่าผู้ต้องขังหญิงและชายมีความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละคน ผลจากความไม่เท่าเทียมในสังคม จึงนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทั้งหญิงและชาย

“ถ้าเรามองจะเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่ทั่วทุกแห่ง ทั้งการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ ครอบครัว ระบบยุติธรรม ผู้หญิงโดยเฉลี่ยมีความรู้ต่ำกว่าผู้ชายในทั่วโลก และไปสู่การตกเป็นเหยื่อของเพศหญิง ส่วนระบบอุปถัมภ์มองว่าทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงอยู่ใต้กว่าและถูกแสวงหาผลประโยชน์ หลายอย่างผู้ชายมีบทบาทการกำหนดมากกว่าผู้หญิง”

ขณะเดียวกันเรื่องความรุนแรงทางเพศส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากผู้ชายโดยกระทำต่อผู้หญิง ที่มาจากการคุกคาม รวมถึงอำนาจจากฝ่ายชายที่มากกว่า จากความรุนแรง ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ความรุนแรงที่เห็นชัดเจนคือทางกายภาพ อารมณ์ และเศรษฐกิจ  ทั้งการแสวงหาผลประโยชน์ค้ามนุษย์ การข่มขืน ชาติพันธุ์ โดยผู้หญิงในเรือนจำพบปัญหาความรุนแรงในเรือนจำหลายรูปแบบ

 

บรรยากาศผู้ต้องขังหญิงเรือนจำหญิงที่ได้มาตรฐานเป็นเรือนจำต้นแบบตามข้อกำหนดกรุงเทพ โดยเรือนจำจังหวัดอุทัยธานี ผ่านเกณฑ์เป็นเรือนจำหญิงลักษณะพิเศษ ตามแบบฉบับสหประชาชาติแห่งแรกของประเทศไทยตามข้อเสนอในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่คำนึงถึงความแตกต่างและเปราะบางของเพศหญิง

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์ ระบุอีกว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทั่วโลก ร่วมถึงความรุนแรงจากคนแปลกหน้า  ซึ่งพบว่า สัดส่วนร้อยละ35 ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อ อย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความรุนแรงระหว่างคู่รักถึงร้อยละ38 ส่วนใหญ่มีการฆ่ากันจากอดีตคู่รัก และผู้หญิงที่มีชีวิตรอดมีประสบการณ์ทางกายภาพ ความบาดเจ็บทางร่างกายถือว่ารุนแรงที่สุด ซึ่งกระทบต่อด้านจิตใจจนทำให้เกิดอันตรายมากที่สุด กลุ่มนี้เจ็บป่วยเรื้อรั้ง มีปัญหาทางจิตใจ เจ็บท้อง หดหู่ ใช้สารเสพติด และพยายามฆ่าตัวตาย

“ความเท่าเทียมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความต้องการแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องดูแลผู้ต้องขังหญิงเนื่องจากมีความต้องการมากกว่าผู้ต้องขังชาย การปฏิบัติจึงต้องมีความหลากหลายเพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคความเท่าเทียมกันต่อเพศต่อการปฏิบัติกับผู้ต้องขังหญิง” ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ อธิบายเรื่องความเท่าเทียม

ส่วนมาตรการต่างๆในเรือนจำจะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวางแผนพัฒนาเน้นคำนึงถึงทางเพศเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังหญิง ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดครั้งแรกในคดียาเสพติด และไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาก่อน โดยพบว่าเพียงร้อยละ 10 มีกระทำความผิดซ้ำ

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์  บอกถึงสาเหตุที่ต้องทำให้ผู้ต้องขังหญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำว่า ผู้หญิงถูกกดขี่ทางเพศมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคู่รัก ปัญหาสุขภาพจิต  ยาเสพติด ดื่มสุรา ความยากจน  การหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องมีการก่อคดีจนทำให้ชีวิตตกต่ำนำไปสู่การเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม อัตราการถูกละเมิดพบว่าผู้หญิงในเรือนจำถูกละเมิดมากกว่าผู้หญิงด้านนอก เป็นเหยื่อความรุนแรงมากกว่าผู้ต้องขังชาย ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงต้องคำนึงถึงเรื่องความเสมอภาพเป็นหลักเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการปฏิบัติที่เหมาะสม

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/508186

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

โดย…เอกชัย จั่นทอง

บทเรียนน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานส่งผลให้เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร เสียหายนับพันล้านบาท โดยน้ำท่วมครั้งนี้ จ.สกลนคร สาหัสที่สุดสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอน แม้ว่าพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.สกลนคร ยังถูกน้ำท่วมได้

อุทกภัยครั้งนี้ทำให้ ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ริเริ่มคิดเกิดเป็น “สกลนครโมเดล” เพราะครั้งนี้สังเกตได้ว่าประชาชนในพื้นที่ตั้งตัวไม่ทันทำให้บ้านเรือน รถจอดจมน้ำเสียหายจำนวนมาก

“อาจเป็นไปได้ว่าประชาชนคุ้นเคยกับเหตุการณ์ฝนตก น้ำไม่ท่วม เพราะเนื่องจากเป็นที่ราบสูง น้ำไม่เคยท่วมหนักแบบนี้มาก่อน ทำให้ประชาชนเองอาจไม่ตื่นตัวในเรื่องนี้ ปัจจัยต่อมาเรื่องการเตือนภัยไม่ทั่วถึง แม้ภาครัฐมีการเตือนแล้วก็ตาม หรือจากปัจจัยอื่น เช่น เตือนแล้วยังนิ่งเฉย”

นั่นทำให้ต้องย้อนมองว่าทำไมจึงเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ อาจเป็นเพราะสาเหตุจากฝนตกหนักมากหรืออ่างเก็บน้ำไม่เพียงพอ!!!

ธเนศ ฉายภาพต่อไปว่าต้องมาวิเคราะห์ว่าน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ไม่จำเป็นต้องภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ย้อนไปปี 2553 น้ำยังท่วมพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.นครราชสีมา แต่ทุกคนคงหลีกเลี่ยงเรื่องน้ำท่วมไม่ได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของความเสียหายได้

ธเนศ อธิบายรูปแบบของ “สกลนครโมเดล” ว่าควรมีการป้องกันโดยใช้ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” ช่วยในการวิเคราะห์ว่าน้ำมีโอกาสไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมืองมากน้อยแค่ไหน แล้วมีโอกาสท่วมจากพื้นที่เดิมมากน้อยหรือไม่ ส่วนนี้จึงมีความจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงาน

ถ้าเราจะป้องกันลดความเสียหายของประชาชนให้น้อยที่สุด ต้องมีระบบการ “แจ้งเตือนประชาชน” เพราะน้ำไม่ท่วมฉับพลันอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลานับจากฝนตกวัดปริมาณน้ำฝนได้เป็นปริมาณมากผิดปกติจากนั้นจะเกิดการไหลบ่าของน้ำไปถึงตัวเมืองใช้ระยะเวลานานกี่ชั่วโมง เราจะวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้แล้วส่งข่าวสารแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เพราะทุกครัวเรือนมีสมาร์ทโฟนกันหมด

สำหรับการใช้เทคโนโลยี เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และแจ้งเตือน เป็นเรื่องที่ควรจะเริ่มทำ โดยใช้รูปแบบ “สกลนครโมเดล” เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และไม่น่าเกิดเหตุน้ำท่วมกับเมืองที่ไม่เคยท่วมเลย เมื่อเจาะจงไปตัวเมืองที่เกิดเหตุน้ำท่วมมันทำให้แคบลง จนมองว่าโครงการที่ดูใหญ่กลายเป็นโครงการสามารถจับต้องได้ อย่าง “สกลนครโมเดล”

“เหตุนี้เองจึงระดมรวบรวมนักวิชาการเชิงปฏิบัติจำนวน 10 คน ที่มีประสบการณ์จริงคลุกคลีปฏิบัติในภาคสนามตลอดเวลา ได้สัมผัสปัญหาของชาวบ้าน มาประชุมเริ่มต้นสตาร์ททำแผนตัวสกลนครโมเดล เพื่อกำหนดแผนให้ชัดเจน”

ขณะเดียวกันต้องกำหนดดูว่าต้องใช้ข้อมูลจากส่วนใดบ้าง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ผ่านข้อมูลระบบ “ภูมิศาสตร์สาร สนเทศ” หรือ “สารสนเทศภูมิศาสตร์”  โดยนำข้อมูลปริมาณน้ำฝน ภูมิประเทศ มาประเมินผ่านเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องการไหลของน้ำ ว่าน้ำจะไหลถึงตัวเมืองใช้เวลาเท่าใด น้ำมาเส้นทางไหน น้ำควรจะท่วมสูงปริมาณใด เกิดฟลัดดิ้งเอเรียในพื้นที่นี้เท่าไหร่

โดยมีเจ้าหน้าที่ “วิศวกรอาสา”เป็นผู้เก็บข้อมูลระดับความสูงต่ำในพื้นที่ กำหนดพิกัดจุดจีพีเอส (GPS) ก่อนส่งข้อมูลเหล่านี้เข้ามาวิเคราะห์ นั่นจึงทำให้เราสามารถวิเคราะห์ในภาพรวมได้ว่า ในตัวเมือง จ.สกลนคร ถ้าน้ำมาแบบนี้ฝนตกเหมือนช่วงที่ผ่านมาจะท่วมพื้นใดบ้าง แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าน้ำท่วมปริมาณสูงเท่านั้นจริงหรือไม่

“เมื่อข้อมูลปรับแก้ไขตรงชัดเจนแล้ว เราจะแจ้งเตือนประชาชน สมมติว่า หมู่บ้านในอำเภอแห่งนี้ น้ำไหลจะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงเข้าตัวเมือง ถ้า 3 ชั่วโมง เราจะแจ้งเตือนอย่างไรหากเกิดไฟฟ้าดับขณะประกาศเสียงตามสาย แต่อย่าลืมว่าโทรศัพท์มือถือยังสามารถใช้ติดต่อได้อยู่ จึงคิดว่าควรทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเตือนโดยเฉพาะ เพื่อให้ประชาชนอพยพ และแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริงข้าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับประชาชน”

ธเนศ ย้ำว่า ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบ “สกลนครโมเดล” ที่จะนำร่องมาใช้ในพื้นที่เขตเมืองก่อนเท่านั้น หากทำทั้งหมดอาจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยหลังจากนี้คาดว่าอีก 3 เดือน น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น และในอนาคตยังสามารถทำขยายไปแต่ละอำเภอ จังหวัดได้อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทำได้จริงเนื่องจากเรามีเทคโนโลยีเข้าไปถึง ผนวกกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ภัยพิบัติเป็นของอยู่คู่กับคนไทยแล้ว มันต้องเกิดขึ้นกับเรา เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบตามภูมิประเทศ ทั้งหมดทาง วสท.เป็นเจ้าภาพหลักนำร่อง “สกลนครโมเดล” โดยขอข้อมูลจากภาครัฐมา หลังจากนั้นจะเชิญให้ภาครัฐ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภาคเอกชน และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาร่วมกันพูดคุยวางแผนร่วมกัน

 

เสียงสะท้อนจาก2ด้าน ห้ามโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ “ตัดวงจรการตลาด” หรือ “ละเมิดสิทธินักดื่ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 19:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/508083

เสียงสะท้อนจาก2ด้าน ห้ามโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ "ตัดวงจรการตลาด" หรือ "ละเมิดสิทธินักดื่ม"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มยิ้มร่าให้กล้อง มือขวาถือขวดเบียร์ฟองนุ่มๆ มือซ้ายประคองโทรศัพท์เซลฟี่ตัวเอง ก่อนจะโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กพร้อมแคปชั่นสนุกสนาน ไม่นานพรรคพวกเพื่อนพ้องก็พากันเข้ามากดไลค์และคอมเม้นท์กันด้วยความขำขัน บางคนออกแนวตักเตือนว่าอย่าดื่มมากนะ มันไม่ดี

ภาพประเภทนี้กำลังสุ่มเสี่ยงถูกปรับและจำคุกตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 32 ที่มีถ้อยคำว่า

“ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม”

โทษหนักถึงขั้นจำคุก 1 ปี ปรับ 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

งานนี้คอทองแดงกำลังหนาวๆ ร้อนๆ พร้อมกับเซ็งที่ถูกจำกัดความสนุกสนานส่วนตัว…

ปล่อยให้มนุษย์ได้คิดและตัดสินใจเองเสียที

กรณีศิลปินดาราคนดังที่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อโฆษณา รวมไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร-เหล้าเบียร์ ที่ทำโปรโมชั่นเชิญชวนให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า ลักษณะนี้ผิดแน่นอนเนื่องจากมีเจตนาโฆษณาและชักจูงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามสำหรับประชาชนทั่วไปนั้นยังเป็นคำถามและข้อสงสัยว่า แบบไหนที่เรียกว่าอวดอ้างสรรคุณหรือชักจูงให้ผู้อื่นดื่มทั้งทางโดยตรงและอ้อม ซึ่งจำนวนมากพากันไม่เห็นด้วยและรู้สึกถูกละเมิดสิทธิ์ในการใช้ชีวิตมากเกินไป

เจษฎา ชื่นศิริกุล นักดื่มและเจ้าของเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl มองว่า สังคมปัจจุบันนั้นพัฒนาไปไกลมีช่องทางการสื่อสารและรับรู้อย่างมากมายทางโซเชียลมีเดีย ผู้คนมีวิจารณญาณ กระบวนการคิด ศักยภาพในการวิเคราะห์และความสามารถในการเลือกรับสารที่ตนเองต้องการมากกว่าอดีต จึงไม่ควรปิดกั้นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

“แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาผู้คนก็เข้าถึงข้อมูลแล้ว แทนที่ภาครัฐจะห้ามควรเลือกนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนแทนดีกว่า  วิธีการห้ามเหมือนเอากำปั้นทุบดิน ห้ามให้ทุกคนเห็นในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ คนเรามีวิจารณญาณและสามารถตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว”

เจษฎา บอกว่า การปิดกั้นนั้นอาจทำให้ผู้คนเห็นภาพน้อยลงแต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงจะลดต่ำลง เนื่องจากร้านค้า ร้านอาหาร และร้านเหล้า-เบียร์ยังเปิดขายทั่วไป เพราะฉะนั้นแทบไม่มีประโยชน์

“เปลี่ยนเป็นวิธีให้ข้อมูลให้ผู้ดื่มทราบถึงข้อดี-เสีย ผลที่จะเกิดขึ้นของมันน่าจะมีประโยชน์กับสังคมกว่า”

นักดื่มตัวยงเชื่อว่า ผู้คนจำนวนมากที่โพสต์ภาพเหล้า-เบียร์ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ใครดื่ม เพียงแค่อยากนำเสนอหรือโชว์ไลฟ์สไตล์ของตนเองที่อยู่ในภาวะอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะสนุกสนานหรือเศร้าหมอง ซึ่งข้อความที่กฎหมายระบุไว้ในปัจจุบันมีความคลุมเคลือและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มากเกินไป

วิชิต ซ้ายเกล้า “ตัวพ่อ” วงการ Craft Beer เมืองไทย บอกว่า การห้ามโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจในประเทศนี้มองว่าประชาชนเป็นเด็กที่ต้องมีผู้ปกครองอยู่ตลอดจนไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้

“ชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเขาเก่งมากนะ ไม่ธรรมดา พวกเราอยู่กันในยุคไหนโลกไหนวะเนี่ย ไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์นะ ต้องปล่อยให้รับผิดชอบตัวเองได้ มีแต่คนทำตัวเป็นเจ้าคนทั้งนั้น ไร้สาระ คนเราไม่เจ็บจะรู้ได้ไงว่ามันแย่” ชิต เบียร์ บอกและยกตัวอย่างว่า

“สมัยเป็นเด็ก ผู้ใหญ่บอกว่าไฟมันร้อน พวกเราเชื่อเหรอ ไม่หรอก ทำไงล่ะก็ลองเล่นดูไง แล้วเป็นไงล่ะ มันก็เจ็บไง”

 

งานวิจัยชี้ชัดสัญลักษณ์แบรนด์ทำคนดื่มมากขึ้น

นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ปัจจุบันมีผลการศึกษาทางวิชาการอย่างอย่างชัดเจนระบุว่า การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มวัยรุ่น

ตัวอย่างงานวิจัยที่สำคัญตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ในปีนี้ พ.ศ.2560 โดย David Jernigan จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังทางการแพทย์และสาธารณสุขและคณะ ได้ทำการศึกษารวบรวมงานวิจัยในอดีตจำนวน 15 การศึกษา พบว่า การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในรูปแบบโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต , โทรทัศน์และการกีฬา ล้วนแต่ส่งผลให้กลุ่มวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณรวม (alcohol consumption) ที่สูงขึ้นประมาณ 1.5 เท่า , เริ่มดื่มในปริมาณที่สูงหรือดื่มหนักเร็วขึ้นและปริมาณมากขึ้น (binge drinking initiation and binge drinking) ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงดื่มในลักษณะที่อันตราย (hazardous drinking) โดยผ่านกลไกของการจดจำการตลาดหรือสัญลักษณ์ (marketing receptivity and brand recognition)

“งานวิจัยชี้ว่าสำหรับผู้ที่ดื่มอยู่แล้ว เมื่อเห็นโฆษณาและการเชิญชวน พฤติกรรมจะเปลี่ยนไป ทั้งในแง่ปริมาณและความถี่ในการดื่ม การโฆษณาเชิญชวนอาจมาจากสัญลักษณ์ สีและโลโก้ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินดารา เช่น เครื่องดื่มบางแบรนด์เลือกใช้สัญลักษณ์น้ำดื่มในการโฆษณาซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออีกแบรนด์ที่เลลือกใช้สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้เกิดการจดจำ”

 

 

ในปี 2560 มีงานวิจัยชื่อว่า The commercial use of digital media to market alcohol products: a narrative review สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยอยู่ในรูปแบบของสื่อดิจิตอล

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา บอกว่า Tim Lobstein และคณะได้ศึกษารูปแบบการตลาดในรูปแบบของสื่อดิจิทัลมีเดีย พบว่า ส่วนมากจะผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ , facebook และ application ต่าง ๆ โดยมีกลยุทธที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือ เทคนิคของการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม เช่น การให้ความคิดเห็นหรือเล่นเกมส์ เป็นต้น และการเผยแพร่ส่งต่อ โดยเทคนิคดังกล่าวช่วยลดทั้งต้นทุนทางการตลาด แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

ตัวอย่างเช่น การศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่า บทความที่เผยแพร่ประมาณ 4,500 บทความ เมื่อผ่านสื่อดิจิทัลในสังคมแล้วนั้น รวมแล้วมีการเผยแพร่ถึง 2.3 ล้านครั้งผ่านการเผยแพร่ส่งต่อ

นพ.พลเทพ  บอกว่า กระบวนการการตลาดทางสื่อดิจิทัลของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าประชากรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่สามารถเข้าถึงการซื้อขายได้แต่พบว่าไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ในสื่อดิจิตอลเลย รวมถึงการดำเนินการผ่านบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง (third party) เป็นคนดำเนินการซึ่งทำให้ยากต่อการดำเนินการทางกฎหมาย

“การโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนทั่วไปนับเป็นเรื่องที่ควรห้ามปราม เนื่องจากการจดจำแบรนด์สินค้า ไม่จำเป็นต้องถูกถ่ายทอดมาจากบริษัทหรือคนดัง แต่อาจมาจากญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีผลต่อการสร้างการจดจำแบรนด์ได้เช่นกัน”

ภาพส่วนหนึ่งจากเฟซบุ๊กทนายเกิดผล เเก้วเกิด

 

กฎหมายเป็นลบต่อประชาชนทั่วไป

นักกฎหมายอย่าง เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ บอกว่า หากพิจารณาข้อความที่ระบุในกฎหมายที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม” แสดงให้เห็นว่า การโพสต์ชื่อ เครื่องหมาย และสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็นับว่าผิดกฎหมายไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

“กฎหมายไม่ได้เขียนว่าเจตนาหรือไม่เจตนา ต่อให้ไม่ประสงค์ต่อผลแต่ก็เล็งเห็นได้ว่าเป็นการโฆษณาในตัว เพราะเขาบอกว่า ทั้งทางตรงและอ้อมซึ่งกว้างมากในการตีความ สมมุติไปงานฉลองวันเกิดเพื่อนแล้วถ่ายภาพความสนุกสนานแต่เห็นเครื่องหมายตราสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคิดจะเอาผิดจริงก็ทำได้”

ทนายความบอกอีกว่า การเขียนว่า “โดยตรงหรือโดยอ้อม” นับเป็นข้อเสียเปรียบของประชาชนในการตีความ เพราะการบังคับใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่

“การโฆษณาโดยตรงจากบริษัทและเหล่าศิลปินดาราแบบนั้นทุกคนเข้าใจตรงกันว่าผิด แต่หากเป็นการนำกฎหมายมาใช้ลักษณะจับผิดคนทั่วไปด้วยคำว่าโดยอ้อม แบบนั้นไม่ชัดเจนและเกิดเป็นความขัดแย้งได้ กฎหมายควรจะระบุให้ชัดและไม่มีปัญหาในการตีความหรือบังคับใช้”

โพสต์โชว์สัญลักษณ์บอกยี่ห้อ ผิดแน่นอน!

ขณะที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10 ชี้แจงว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเจตนาเพื่อคุ้มครอง มหาชน โดยมาตรา 3 ใน พ.ร.บ. ได้ระบุความหมายของคำว่า “โฆษณา” ไว้ครอบคลุมว่า

“การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในการค้าเเละให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด”  เพราะฉะนั้นจึงถูกตีความได้ว่า การแสดงเครื่องหมายทางการค้า ไม่ว่าประชาชนจะเจตนาหรือไม่ บริษัทผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์ทางการค้าและถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารการตลาดแล้ว

“เมื่อเราแสดงเครื่องหมายการค้าหรือตราสินค้า เขาก็ได้ประโยชน์ มีส่วนทำให้คนจดจำแบรนด์นั้นได้ ไม่ว่าจะตีความยังไงก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ถือว่าอยู่ในกระบวนการสื่อสารการตลาด” พล.ต.อ.วิระชัย กล่าว

โดยสรุปคือ ประชาชนสามารถถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ต้องปิดบังตราสัญลักษณ์ โลโก้แบรนด์เครื่องดื่ม เพราะแม้ผู้โพสต์อาจจะไม่ได้รับประโยชน์ แต่เมื่อผู้ผลิตได้ประโยชน์ ก็ถือเป็นการสื่อสารการตลาด และมีผลกระทบต่อผู้รับสารโดยทั่วไปแล้วนั่นเอง

ระบบพยากรณ์มีปัญหา เตือนภัยระดับพื้นที่ไม่ได้-ใต้เสี่ยงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 06:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507974

ระบบพยากรณ์มีปัญหา เตือนภัยระดับพื้นที่ไม่ได้-ใต้เสี่ยงแล้ง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน , กันติพิชญ์ ใจบุญ

แม้พายุจะนำพาเม็ดฝนโหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่คำถามที่ตามมาคือ จะการันตีได้หรือไม่ว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกับภาคเกษตรกรรม

จากข้อมูลของ “คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ” หรือ Thai Water ระบุสถานการณ์ล่าสุดของน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เก็บน้ำไว้ล่าสุดที่จำนวน 13,311 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 50%

ในจำนวนดังกล่าวจะเพียงพอต่อการใช้น้ำหรือไม่ และในอนาคตทิศทางของสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรที่มีผลต่อการบริหารจัดการน้ำ

รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพถึงสถานการณ์น้ำไว้อย่างน่าสนใจ โดยฉายภาพว่า ระดับกักเก็บน้ำใน 4 เขื่อนหลักของภาคกลางที่อยู่ในระดับ 50% นับว่าเพียงพอต่อการทำการเกษตรกรรมในปีหน้าแน่นอน และปริมาณน้ำก็มากกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภาคกลางค่อนข้างหายห่วงได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นอีก 2 ลูกที่อาจจะเข้ามาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากพายุดังกล่าวพัดพาฝนตกเหนือเขื่อนก็จะทำให้ภาคกลางมีน้ำมากถึง 80% และเพียงพอจะทำนาปรังได้เต็มพื้นที่มากกว่าปีที่ผ่านมาอีก 2 ล้านไร่

“แต่แนวโน้มล่าสุดที่ได้ติดตามพายุไต้ฝุ่นหากเข้ามาจะอยู่ใต้เขื่อน หากเป็นเช่นนั้นน้ำฝนก็ไม่ตกลงมาในเขื่อน ก็จะมีผลกระทบต่อการทำนาในปีถัดไปบ้าง แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าภาคกลางจะไม่กระทบภัยแล้งเหมือนกับปีที่ผ่านมา เพราะขณะนี้น้ำที่กักเก็บไว้ก็มากกว่าเดิมแล้ว” รศ.สุจริต ย้ำ

เมื่อภาคกลางค่อนข้างไร้กังวลดังที่นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ รายนี้ได้วิเคราะห์ แต่กับสถานการณ์ภาคอื่น เช่น อีสานที่ปริมาณน้ำมากเกินไปจนกลายเป็นน้ำท่วมดังที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ และในภาคใต้นั้น อาจจะต้องเจอภัยแล้งแทนที่ฤดูฝนที่กำลังจะมาในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ ซึ่งสภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกับที่ผ่านมา และฝนจะน้อยลง

“นั่นเพราะสภาพอากาศจะทำให้อบอุ่นขึ้นในเขตภาคใต้ แต่ที่ดีคืออาจจะไม่เจอน้ำท่วมเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่ก็จะเจอภัยแล้งเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้านสถานการณ์น้ำที่ต้องการใช้บริโภคอุปโภคยังไม่ถือว่าเป็นกังวล” รศ.สุจริต คาดการณ์

สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้บางพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมก็เกิดขึ้น เฉกเช่นที่ จ.สกลนคร เป็นต้น

บทเรียนสำคัญในการป้องกันรับมือกับพายุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น จากมุมมองของ ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทยและ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา ที่ถอดบทเรียนจากพายุทีเกิดขึ้นล่าสุดว่า เรื่องที่ต้องระวังน้ำท่วมจากบทเรียนได้กรณีน้ำท่วมที่ จ.สกลนครคือ พบว่า สาเหตุหนึ่งมาจากสภาพอากาศผิดปกติ ซึ่งคาดการว่าอิทธิพลของพายุเซินกาจะสลายตัว แต่ด้วยอิทธิพลของพายุเนสาด และอุณหภูมิของน้ำในทะเลจีนใต้ที่ทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้อิทธิพลของพายุเซินกากลับมาเพิ่มปริมาณฝน ในวันที่ 27-29 ก.ค.ที่ผ่านมา

“ปรากฏการณ์ที่กล่าวมาถือเป็นลักษณะอากาศผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมที่ พัทยา เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2558 ที่ระบบพยากรณ์อากาศของเราที่มีไม่สามารถบอกได้ จึงไม่สามารถเตือนภัยระดับพื้นที่ได้ ระบบพยากรณ์ที่มีสามารถบอกได้เพียงสภาพอากาศในภาพใหญ่ๆ เพราะมีเครื่องมือจำกัด เป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศที่พัฒนามาจากที่ใช้กับภาคเกษตรกรรม แต่ไม่ใช่สำหรับสภาพอากาศที่เป็นพิบัติภัย ซึ่งจะเกิดมากขึ้นและถี่ขึ้น”

ศ.ธนวัฒน์ แสดงข้อกังวลอีกว่า ที่น่ากังวลคือระบบเตือนภัย รับมือพายุเล็กๆ ระดับดีเปรสชันยังมีช่องโหว่ขนาดนี้ หากเป็นพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นจะยิ่งประสบปัญหาหนักเพราะการเตือนพิบัติภัยของเรากำลังล้าหลังไม่เท่าทันปัญหาสภาพอากาศที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที

 

กะเทาะสัญญาประชาคม “ปรองดอง”ได้กี่เปอร์เซ็นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2560 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507655

กะเทาะสัญญาประชาคม "ปรองดอง"ได้กี่เปอร์เซ็นต์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีมติรับทราบการจัดทำ ร่างสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ไปแล้ว ระหว่างนี้ หน่วยงานความมั่นคง นำไปขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่

ทว่ามีคำถามถึงสัญญาประชาคมดังกล่าวนำไปสู่ความปรองดองได้กี่เปอร์เซ็นต์ “ทีมข่าวการเมือง” ได้สำรวจความเห็นจากประชาชนโดยโฟกัสภาคธุรกิจนักลงทุนเพื่อสะท้อนไปยังรัฐบาล

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน

 

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน นายกสมาคมส่งออกเครื่องหนังแห่งประเทศไทย  มองว่า รัฐมีความพยายามสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในทุกมิติ แต่ผมตอบไม่ได้ว่า จะสำเร็จหรือไม่   หรือจะสำเร็จกี่ %   ส่วนเรื่องที่ต้องระวังก็คือ ถ้าจะลดข้อขัดแย้ง เพื่อให้เกิดความปรองดอง ก็ต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาอีก  ตรงนี้คิดว่ารัฐบาลเองก็คงประเมินเช่นกัน  ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งได้หยั่งรากลึกและแผ่วงกว้าง  ดังนั้นการจะแก้ปัญหาที่สะสมมานานๆ คงต้องอาศัยหลายๆเครื่องมือและใช้เวลา ไม่นับรวมว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือการสร้างปรองดอง เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” เรื่องที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งแก้ไขยากกว่า และต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

สุวัชชัย กล่าวว่า โดยหลักการแล้วเรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง มันเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่วิธีการหรือกระบวนการที่จะนำไปสู่จุดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว มีอารมณ์ ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง  จะให้ถูกใจทุกคนเป็นไปไม่ได้ หรือจะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ต้องมีคนได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ในทุกเรื่อง ดังนั้น เราก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหาว่าอะไรหนักสุดและเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ก็เป็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แม้ว่าตอนนี้ตัวเลขต่างๆ จะสะท้อนว่า มันมีสัญญาณดีขึ้น ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น แต่มันไม่กระจาย อานิสงส์ของการฟื้นตัวมันยังไม่มากพอที่คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันดีขึ้น ซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเหมือนกันนะ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำให้ความเชื่อมั่นมันเกิดขึ้นจนถึงจุดที่วงจรเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติให้ได้มากที่สุด

ส่วนที่มีการมองว่ากระบวนการที่ทำอยู่ เหมือนเป็นการสะกดจิตให้ประชาชนต้องเชื่อ ต้องทำทั้งที่ความจริงแล้ว ต้องมาจากความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ผมไม่อยากใช้คำว่า “สะกดจิต” มันดูไม่เป็นเหตุเป็นผลและดูเหมือนไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะถ้าจะพูดกันอย่างจริงๆ แล้ว ทุกรัฐบาลต่างก็มีเป้าหมาย และต้องการทำให้ประชาชนเชื่อในเป้าหมายหรือจุดหมายปลายทางที่รัฐบาลวางไว้เหมือนๆ กัน แตกต่างกันที่วิธีการหรือวิธีปฏิบัติ ซึ่งต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้มีกลไกพิเศษ มีอำนาจพิเศษ และมีเครื่องมือพิเศษที่มากกว่ารัฐบาลปกติทั่วๆ ไป แต่อันนั้นเป็นเรื่องวิธีการหรือวิธีปฏิบัติของรัฐ ส่วนประชาชนจะเชื่อหรือไม่ หรือจะเชื่อมั่นในสิ่งที่รัฐบาลหรือไม่ ผมว่า มันอยู่ที่ว่า ประชาชนแต่ละคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเองในช่วง 3-4 ปี หรืออาจจะย้อนไปในช่วงเกือบ 10 ปีอย่างไรบ้าง  ความเชื่อของประชาชนมันอยู่ตรงนั้น ถ้าถูกกระทบทางลบเยอะ ก็ย่อมเชื่อหรือเชื่อมั่นน้อย ถ้าไม่ถูกกระทบ ก็อาจจะเชื่อมากกว่า

 

สมหวัง เตชะอินทราวงศ์

สมหวัง  เตชะอินทราวงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงแรมในเครือ Swana Hotel  มองว่า  เป็นวิธีที่ไม่อาจจะนำไปสู่เป้าหมายเรื่องความปรองดองได้  เพราะกลุ่มการเมืองหลายๆกลุ่มที่มีอยู่ และรัฐบาลชุดปัจจุบัน  มีมุมมองต่อการมีประชาธิปไตยไม่เหมือนกันเลย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำเร็จ  อีกทั้งทุกฝ่ายยังคิดว่าวิธีการเรียกร้องประชาธิปไตยในแบบของตน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องและชอบธรรม โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเสียหาย และมีประชาชนมากมายเดือดร้อน

“ผมไม่คาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความปรองดองได้สำเร็จ เนื่องจากปัจจุบัน เรายังเห็นผู้นำระดับสูงหลายๆท่านในรัฐบาล ยังมีท่าทีในการสื่อสารพูดคุยกับสื่อมวลชน , ข้าราชการที่ร่วมงาน , กลุ่มการเมืองต่างๆ หรือบุคคลใดๆ  ที่เห็นต่างในลักษณะที่ไม่มีความเอื้ออาทรกันเท่าที่ควรจะเป็น  ทำให้บรรยากาศที่จะนำไปสู่ความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย  การรับฟังความคิดเห็นที่เหมือน หรือต่างกัน และนำกลับไปทบทวนพิจารณาเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำ”

“อยากฝากถึงรัฐบาลว่า  การที่ท่านเข้ามาเป็นคนกลางในการประสาน , จัดการแก้ไขปัญหา และสร้างความปรองดองในชาตินั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก  เราต้องการให้รัฐบาลเป็นคนกลางที่คอยไกล่เกลี่ยลดความขัดแย้ง และจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินคดีกับคนที่กระทำผิด  โดยที่รัฐบาลจะไม่ลงไปเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งนั้นๆด้วย  และอยากให้ทุกฝ่าย กลับมาทบทวนสิ่งที่ทำในอดีต รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำไม่ถูกต้องในอดีต และช่วยกันแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม กระบวนการในครั้งนี้ผลที่ออกมาคงคล้ายๆกับการตอบคำถาม 5 ข้อของท่านนายกรัฐมนตรี และตราบใดที่ทุกคนยังรู้สึกว่าการกระทำต่างๆมีสองมาตรฐาน  ความเชื่อถือในกระบวนการก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน คล้ายๆกับการทำประชาพิจารณ์ในหลายหลายเรื่อง ที่ต้องการเพียงตัวเลขจำนวนมากกว่าคำตอบที่จะนำไปใช้ประโยชน์”

 

เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์

ด้าน เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์  นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ปทุมนนท์ ระบุว่า รัฐบาลคือผู้มีอำนาจในการปกครอง ได้รับอำนาจนั้นมาจากประชาชน เพื่อมาประสานกลุ่มต่างๆที่กำลังแตกแยกกัน ถ้าดูตามหลักการ ก็ตรงกับทฤษฎีสัญญาประชาคม คือการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมสละสิทธิบางอย่างให้แก่ผู้ปกครองเพื่อทำหน้าที่ดูแลปกครอง และจัดตั้งสังคมการเมืองขึ้นมา เพื่อความผาสุกของประชาชน จึงเป็นการดีที่รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่ เข้ามาบริหารจัดการให้เกิดความปรองดองในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่การใช้การเมืองภาคปกติไม่สามารถทำได้ หรือหาข้อยุติได้

เบญจมาศ  กล่าวว่า  ส่วนตัวคิดว่าการปรองดอง โดยทำสัญญาประชาคมมีเปอร์เซ็นต์ที่จะสำเร็จสูงมาก แต่จะกี่เปอร์เซ็นต์ คงตอบเป็นตัวเลขไม่ได้ เพราะการเมืองไม่ใช่สูตรตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์โอกาสและสภาพแวดล้อม ส่วนปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จ อยู่ที่รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาและความยุติธรรมเป็นจุดหลัก ด้วยการประสานความเข้าใจกับทุกฝ่าย และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ปัญหาที่สั่งสมมาจึงหาข้อยุติได้   ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามสุดความสามารถ และเหตุที่มาของรัฐบาลชุดนี้ ก็มาเพื่อจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องหลักอยู่แล้ว การสร้างควความปรองดองจึงเป็นหัวใจหลักของรัฐบาลนี้  ท้ายนี้อยากฝากกำลังใจไปให้รัฐบาล  ทำเรื่องดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วและยั่งยืน เพื่อความผาสุกของคนไทย

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากภาคธุรกิจต้องการส่งเสียงสะท้อนไปถึงรัฐบาลต่อความพยายามสร้างความปรองดองโดยผ่านการจัดทำ “ร่างสัญญาประชาคม”

 

น้ำท่วมอีสานภัยธรรมชาติ-ผังเมืองผิดรูป แก้ระยะยาวต้องรื้อใหม่ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 06:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507045

น้ำท่วมอีสานภัยธรรมชาติ-ผังเมืองผิดรูป แก้ระยะยาวต้องรื้อใหม่ทั้งระบบ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แม้ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ จ.สกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง จะเป็นอุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลของพายุเซินกา ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่อง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำระบายได้ช้าลงก็คือ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งก่อสร้างที่ขวางทางระบายน้ำในตัวจังหวัด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำ แบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมใน จ.สกลนคร นอกจากเป็นเรื่องของปริมาณฝนแล้ว ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งเคยมีสำรวจพบตั้งแต่ช่วงปี 2554 ว่า ตามแผนผังการระบายน้ำในเขตเทศบาลสกลนคร อยู่ในงบจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทในยุคนั้น โดยมีข้อเสนอให้ผันน้ำ ปรับปรุงทางระบายน้ำ ขุดลอกทางน้ำ ขุดทางบายพาสให้น้ำไหลผ่าน

“เคยมีการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ พบว่าเมื่อมีฝนตกหนักๆ 3-4 ชั่วโมง ในพื้นที่ก็จะมีน้ำระบายไม่ทันจริง โดยพบว่าในตัวจังหวัดมีการอนุญาตให้มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สร้างเบียดทางน้ำ และมีถนนขวางเส้นทางน้ำ ทำให้น้ำระบายสู่หนองหาร ซึ่งเป็นเส้นทางระบายน้ำสำคัญของ จ.สกลนคร ได้ช้าลง และกรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายภูมิภาค เช่นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งมีการก่อสร้างถนนวงแหวนล้อมรอบตัวเมือง พอฝนตกหนักในพื้นที่เมืองก็เกิดปัญหาน้ำระบายออกไม่ทัน

หรือกรณีน้ำท่วมที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งพบว่าเกิดจากการตัดถนนไปยังสนามบิน โดยถมพื้นที่ป่าพรุซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อสร้างถนนเส้นดังกล่าว ส่งผลให้ถนนขวางทางระบายน้ำออกสู่ทะเล และกรณีน้ำท่วมที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็พบว่าเกิดจากการก่อสร้างถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก และการขยายเมืองโดยมีการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อีก 3 แห่ง ทั้งหมดเป็นตัวอย่างการก่อสร้างที่เข้าไปแทนที่พื้นที่รับน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุหรือแก้มลิงของเมือง ส่งผลต่อการระบายน้ำโดยตรง เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคอีสาน ที่พบว่า พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หรือที่เรียกว่า ‘ป่าทาม’ และ ‘ป่าบุ่ง’ หรือบริเวณที่ลาดลุ่มที่มีแหล่งน้ำแช่ขัง ถูกบุกรุกในหลายแห่ง จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงขึ้น” ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำฯ กล่าว

หาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพบว่าเมื่อมีความพยายามแก้ปัญหาแผนผังทางระบายน้ำของแต่ละจังหวัด ก็มักจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

“เช่น เมื่อให้เทศบาลจังหวัดดำเนินการ ทั้งแผนและมาตรการก็ไม่สอดคล้องกับการก่อสร้างของกรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบท ยังไม่รวมถึงการก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งไม่สอดคล้องไปด้วยกัน เมื่อพบว่ามีปัญหาในการระบายน้ำ ก็ไม่มีการทักท้วงกัน เพราะเห็นว่าเป็นหน่วยงานราชการเหมือนกัน เมื่อเป็นแบบนี้หลายจุด ภาพใหญ่ในการระบายจากพื้นที่เมืองก็ล้มเหลว จนเกิดปัญหาน้ำท่วมดังที่เกิดขึ้น” หาญณรงค์ กล่าว

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นอกจากจะเกิดจากปัจจัยด้านภัยธรรมชาติแล้ว ความล้มเหลวในการจัดการผังเมืองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาอุทกภัยรุนแรงขึ้น

“พื้นที่ระบายน้ำ ระบบระบายน้ำในอดีต คลองและทางระบายน้ำ สระที่เป็นแก้มลิงถูกถม ทำให้น้ำอยู่นานขึ้น และเพราะเดิมพื้นที่หนองหารเป็นพื้นที่ต่ำมีน้ำขังนานมาก่อน ก็ยิ่งทำให้น้ำท่วมหนักกว่าขึ้นไปอีก หลังจากนี้นอกจากจะสำรวจทางระบายน้ำใหม่แล้ว ทุกเมืองควรจะมีการทบทวนแผนซักซ้อมอุทกภัย ต้องมีการออกแบบระบบสำรวจปริมาณน้ำฝนให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นปัจจุบัน” อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาฯ กล่าว

สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการจากอนุกรรมการวิศวกรรมสถานแหล่งน้ำฯ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องก็คือเรื่องของระบบเตือนอุทกภัย ซึ่งพบว่าที่ผ่านมายังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงหลายด้าน

“กรณีที่เกิดขึ้นที่สกลนครรอบนี้ถือเป็นระดับวิกฤต ซึ่งการเตือนภัยฝากไว้เพียงที่หน่วยงานอย่างกรมชลประทานไม่ได้ เพราะเป็นการเตือนภัยระดับชาติเรายังไม่มี ทำให้ชาวบ้านไม่รู้ตัว ระบบข้อมูลที่ทราบกันก็เป็นรูปแบบเดิมเช่นเดียวกับที่ได้รับตอนเกิดอุทกภัยในที่อื่นๆ ทำให้เกิดบรรยากาศการตอบโต้ข้อมูลกัน ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมีระบบสั่งการจุดเดียวที่เท่าทันกับสถานการณ์ระดับวิกฤต ที่สามารถจัดการรวมศูนย์ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างเช็กข้อมูลจนเกิดความโกลาหล” อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. กล่าว..

บรรยายภาพ –   สถานการณ์นำท่วมใน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิที่ได้รับผลกระทบจากพายุเซินกาอย่างต่อเนื่อง

“ให้กำลังใจได้แต่อย่ากดดัน” ตร.ประเมินมวลชนคดี “ยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506357

"ให้กำลังใจได้แต่อย่ากดดัน" ตร.ประเมินมวลชนคดี "ยิ่งลักษณ์"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของตำรวจเมืองหลวงที่อาจจะต้องรับมือกับคลื่นมหาชนในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เมื่อเป็นวันตัดสินโทษคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เปิดใจว่าค่อนข้างกังวลในวันดังกล่าว เพราะผู้คนที่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ อาจสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุจากมือที่สาม และสร้างงานหนักในการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ

ผลการประชุมร่วมกับบิ๊กตำรวจในห้วงล่าสุด พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ แจกแจงว่ามีการประเมินผู้คนมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ในอัตราไม่น่าจะเกิน 2,000 คน รวมทั้งให้ตำรวจไปวิเคราะห์พื้นที่ว่างของศาลฎีกาว่ามีพื้นที่ว่างจำนวนกี่ตารางเมตร ผลคือกว่า 1,000 ตารางเมตร อัตราส่วนคือ 1 ตารางเมตรจะยืนกันได้ 3 คน ซึ่งหากเต็มพื้นที่คนจะยืนได้อย่างแออัด 3,000 คนเท่านั้น

ขณะที่เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดสุดท้ายในคดีจำนำข้าว มวลชนที่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ มีเพียง 800 คนเศษ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน โดยที่จ.อุบลราชธานีมากที่สุดคือ 300 คน และจ.อำนาจเจริญรองลงมาที่ 180 คน

กระนั้น พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ยืนยันไว้ชัดเจนว่า การมาให้กำลังใจนั้นกระทำได้เพราะเป็นไปตามสิทธิ์ แต่ต้องไม่ใช่การกดดัน หรือเรียกร้อง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ทันที

“มาให้กำลังใจกันก็ไม่ผิด มามอบดอกไม้ไม่ผิดแน่นอน ไม่มีกฎหมายใดห้าม แต่หากมีการกดดัน ยั่วยุ เรียกร้อง หรือต่อต้าน หรือกล่าวหาว่าตัดสินไม่เป็นธรรม เช่นนี้จะเข้าข่ายพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะฯ และผิดกฎหมายทันที มีโทษทางอาญา”พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ย้ำ

 

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ขยายความว่า วันที่ 15 ส.ค.จะมีการประชุมร่วมกับศาลฎีกา ฝ่ายข่าวกรองทั้งส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล กองทัพบก และชุดสืบสวนของตำรวจ เพื่อรับฟังกรอบการปฏิบัติของศาลฯ ว่าต้องการให้ตำรวจดำเนินการอย่างไร หากศาลฯ ไม่ต้องการให้มวลชนเข้ามาบริเวณพื้นที่ของศาลฯ ตำรวจก็ต้องวางแผนเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตาม

“เอากันเรื่องพื้นที่มันยืนกันได้ไม่กี่พันคน จะอยู่กันตรงไหน บางคนแนะนำว่าให้รัฐบาลถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษา เพราะจะได้ให้ประชาชนได้รับรู้ด้วยว่าศาลได้ตัดสินอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร ซึ่งก็จะได้เป็นความรู้กับประชาชนไปด้วย ผมคิดว่าคงเบาไปเยอะ แต่หากมาให้กำลังใจกันก็ทำได้ แต่มากันมากก็เข้าไม่ถึงคุณยิ่งลักษณ์อยู่ดี เพราะยังต้องมีตำรวจอีกหลักร้อยนายดูแลความปลอดภัยด้วย ไม่ใช่พื้นทีว่างจะมีแต่มวลชนอย่างเดียวเท่านั้น”

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ บอกถึงแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอีกว่า อยู่เฉยๆ ตำรวจจะไปวางกำลังในพื้นที่ศาลฎีกาไม่ได้ เพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่และเขตอำนาจของศาล จึงต้องรอประชุมร่วมกันกับศาลฯ เพื่อนำไปสู่ว่าจะใช้แผนอะไร ใช้กำลังพลอย่างไรในการรับมือ ทั้งแผนการดูแลความปลอดภัยให้กับศาล ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาให้กำลังใจ แผนรับมือการเผชิญเหตุ หากมีคำตัดสินออกมา

รองผบช.น. ฝ่ายความมั่นคง อธิบายว่า ตำรวจจะเตรียมแผนรับมือเพื่อดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกทั้งต่อศาลฯ มวลชน และประชาชนอื่นๆ ในเบื้องต้นไว้ 3 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนดูแลความปลอดภัยสถานที่ คือที่ตั้งของศาลฎีกา และศาลต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์โดยรอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.แผนเผชิญเหตุ โดยหากศาลตัดสินพิจารณาแล้ว ตำรวจจะต้องมีแผนเผชิญเหตุรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการเอาคนที่ศาลพิพากษาออกจากพื้นที่ศาล เส้นทางการเดินทางทาง การจราจรเป็นต้น และ 3. แผนดูแลความปลอดภัยให้กับมวลชน ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้มวลชนเข้ามาได้ เพราะอาจจะมีมือที่สามมาก่อเหตุปั่นป่วนได้ ซึ่งต้องไม่ประมาทและเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม หากถึงที่สุดในกรณีที่ไม่มีทางเลี่ยงจำต้องเผชิญเหตุ เมื่อนั้นแผน “กรกฎ 52” ซึ่งเป็นแผนการใช้กำลังของตำรวจจะเข้ามามีบทบาททันที ซึ่งพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ เน้นย้ำว่าแผนกรกฎ 52 เป็นหลักสากลและมีมาตรฐานในการปฏิบัติเพื่อควบคุมฝูงชนและสลายการชุมนุม ความรุนแรงจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าตำรวจจะงัดแผนออกมาใช้ได้ทันที หากแต่อยู่ในเงื่อนไขที่ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายการชุมนุมแล้ว แผนกรกฎ 52 จึงจะถูกนำมาใช้งาน

“แผนกรกฎ 52 ถูกใช้เพื่อมิติของการสลายการชุมนุม ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเอามาใช้ได้เลยเหมือนแต่เดิมที่มีการชุมนุมตำรวจจะใช้กำลังทันที แต่ในขณะนี้เรามีพ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะฯ ตำรวจจะใช้กำลังได้ก็ต้องร้องขอจากศาล เพื่อให้เห็นชอบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะตำรวจจะไม่ถูกข้อครหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยพลการ ยืนยันว่าแผนดังกล่าวเพื่อป้องกันพื้นที่ ควบคุม ไม่ใช่ทำร้ายมวลชนที่ชุมนุม เพราะหากมวลชนละเมิดข้อตกลงตำรวจก็ต้องป้องกัน เพราะถือว่าบอกกันแล้ว เตือนกันแล้ว หากยังดื้ออยู่ ตำรวจก็ต้องใช้กฎการใช้กำลัง” พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ อธิบายเรื่องแผนกรกฎ 52

แต่หากลึกๆ แล้วพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ยังตั้งความหวังว่าเมื่อถึงวันที่ 25 ส.ค.นี้คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงเกิดขึ้น และเผยว่า จริงๆ แล้วไม่อยากให้มวลชนมา เพราะประเทศไทยปกครองโดยหลักนิติรัฐอยู่แล้ว เรายึดกฎหมายเป้นหลัก ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด จะผิดแผกจากนี้ไม่ได้

“ตลอด 10 ปีทีผ่านมาเราใช้กฎหมู่กันมาเยอะ ผลลัพธ์ก็ทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข ขณะนี้เรามีกฎนิติรัฐ เข้าใจว่าหลายคนรักคุณยิ่งลักษณ์ จะมาให้กำลังใจกันก็ไม่เป็นไร แต่อย่ากดดันหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย”พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น

 

ย้อนคดีสลายชุมนุม พธม. 9 ปีสู่วันพิพากษาประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506293

ย้อนคดีสลายชุมนุม พธม. 9 ปีสู่วันพิพากษาประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดฉากเดือนสิงหาฯ เดือด ด้วยคดีแรกกับการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น.

เหตุการณ์ครั้งนั้นสืบเนื่องจากวิกฤตการเมืองเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ก่อนที่ขยับมาปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จนนำมาสู่การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเช้าตรู่วันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 471 คน

กระทั่งปี 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลต่อ สมชาย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมส่งสำนวนให้ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดขณะนั้น

ทว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของอัยการสูงสุดอยู่พักใหญ่ เมื่อ จุลสิงห์ เห็นว่าสำนวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างอัยการ และ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา ซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ อัยการไม่อาจดำเนินคดีให้ได้ จึงมีมติส่งเรื่องกลับไปยัง ป.ป.ช.

อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้ถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อถอดถอนนายกฯ สมชาย ออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้าย เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2553 วุฒิสภามีมติเสียงข้างมาก 76 ต่อ 49 เสียง ไม่ถอดถอน สมชายออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 หลังกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

สุดท้าย ป.ป.ช.มีมติทำสำนวนฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 ครั้งนั้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้มีมติเลือก เพลินจิต ตั้งพูลสกุล วีระพล ตั้งสุวรรณ ศิริชัย วัฒนโยธิน และชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ชาติชาย อัครวิบูลย์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคฯ พฤษภา พนมยันตร์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ นิยุต สุภัทรพาหิรผล ประธานแผนกคดีแรงงานฯ และธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นองค์คณะพิจารณาคดี

ตามสำนวนฟ้องของ ป.ป.ช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 6-7 ต.ค. 2551 จำเลยทั้ง 4 ดำรงตำแหน่ง ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเปิดทางให้ สส.ได้เข้าประชุมสภาในวันที่ 7 ต.ค. 2551 หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา สมชาย นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จำเลยที่หนึ่งได้เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ และเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ขณะนั้น จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น.ขณะนั้น จำเลยที่ 4 พร้อมคณะเข้ารับฟังนโยบายของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชุมนุม ซึ่ง สมชาย มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้

ต่อมาได้มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการสลายการชุมนุม โดยยิงและขว้างแก๊สน้ำตาที่บรรจุด้วยวัตถุระเบิดแรงสูงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม โดยจำเลยทั้ง 4 เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลการชุมนุมของประชาชนที่เป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสม และไม่ได้ดำเนินการตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

กระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย รวมทั้งได้รับบาดเจ็บ และได้รับบาดเจ็บสาหัส 471 ราย ทั้งหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน ถนนพิชัย และถนนสุโขทัย บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ลานพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณใกล้เคียงท้องที่เขตดุสิต กทม.

จากคำแถลงปิดคดี สมชาย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษามาแล้วว่าไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่มีการกระทำใดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ชุมนุม และไม่มีพยานฝ่ายโจทก์ปากใดที่ชี้ว่าตนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จนก่อให้เกิดความเสียหาย ล้มตายกับผู้ชุมนุม

อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานประธานรัฐสภา ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่สามารถเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการได้ เพราะเกินระยะเวลาตามกำหนดแล้ว เพื่อหาทางออกจึงเชิญคณะรัฐมนตรีหารือในเวลาประมาณ 23.00 น. คืนวันที่ 6 ต.ค. 2551 โดยเชิญ พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.ท.สุชาติ เพื่อให้ดูแลเหตุการณ์ และรายงานคณะรัฐมนตรีว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ พร้อมกับ พล.อ.ชวลิต ระบุว่า ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจากตำรวจแล้ว โดย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ขอตัวกลับไปดูแลสถานการณ์ ไม่ต้องการเสียเวลานั่งคุยตรงนี้ ซึ่งตนไม่ได้สั่งการใดๆ เพิ่มเติม เพราะหน้าที่ของการดูแลความสงบเรียบร้อยและการควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่โดยตรง

นอกจากนี้ยังระบุว่า เมื่อเดินมาด้านหน้ารัฐสภาเจอตำรวจ ซึ่งระบุว่ากำลังเจรจาเปิดทางกับผู้ชุมนุม แต่ถ้าหากไม่มีการเปิดทาง อาจต้องใช้แก๊สน้ำตากดดัน ตนจึงห้ามไม่ให้ใช้ เพราะเกรงว่าจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย และเกิดความเสียหาย ตนไม่อยากเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ และแจ้ง พล.ต.ท.สุชาติ ว่า ม็อบรุนแรงมากขึ้น ขอให้ดูแลโดยละมุนละม่อม ซึ่ง พล.ต.ท.สุชาติ รับทราบไปปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

คดีนี้ศาลประทับรับฟ้อง เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2559 เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2559 และไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 30 มิ.ย. 2560 และนัดอ่านคำพิพากษา วันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น. พร้อมกำชับให้ พล.อ.ชวลิต มารับฟังคำพิพากษา

ก่อนหน้านี้ อดีตนายกฯ สมชาย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะไม่หนีคดี เพราะจะต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์กับสิ่งที่ดำเนินการ 

ดังนั้น ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ จะได้รู้ตอนจบของคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ที่ผ่านมานาน 9 ปี จะจบลงอย่างไร ซึ่งจะกลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่ง

 

“เงินใส่ซองหมอ” คนไข้ยินดีจ่าย-แพทย์ยินดีรับ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506746

"เงินใส่ซองหมอ" คนไข้ยินดีจ่าย-แพทย์ยินดีรับ?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“ฝากครรภ์ที่คลินิกและจะผ่าคลอดที่รพ. หมอเเจ้งว่าต้องใส่ซอง 7,000 บาท ฉันมีเพียง 5,000 บาท น่าเกลียดไหมคะ”

“ตรวจพบเนื้องอกในมดลูก คุณหมอแนะนำให้ผ่าออก ตั้งใจใช้สิทธิ์ประกันสังคม แต่ถ้ารอผ่าตามคิวต้องรอนาน 2-3 เดือน คุณหมอจึงถามว่าจะผ่าแบบพิเศษไหม ตอนแรกก็งงๆ ไม่ทราบว่าผ่าพิเศษคือการต้องใส่ซองให้คุณหมอ รบกวนถามผู้ที่มีประสบการณ์ต้องใส่ซองให้คุณหมอประมาณเท่าไหร่คะ”

เบื้องต้นคือตัวอย่างประสบการณ์ของคนไข้ที่กระจายอยู่ตามโลกออนไลน์ ระบุถึงการจ่ายเงินซองให้กับแพทย์เพื่อแลกกับการรักษาดูแลรักษาเป็นพิเศษ

เรื่องนี้กำลังกลายเป็นที่สนใจและถึงขนาดถูกตั้งคำถามว่า เงินซองเป็นธรรมเนียมหรือมารยาทปฏิบัติอย่างนั้นหรือ?

ค่าตอบแทนเรื่องปกติของคุณแม่

กระทู้คำถามเกี่ยวกับเงินซองแพทย์นั้นโดยมากและเกือบทั้งหมดปรากฎกับกลุ่มคนไข้ที่ตั้งครรภ์

พีรนันท์ (นามสมมติ) เล่าว่า เคยไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลรัฐเเห่งหนึ่งใน กทม. หลังคลอดเสร็จพยาบาลพูดย้ำหลายรอบว่า ‘อย่าลืมใส่ซองให้คุณหมอนะคะ’

รัชเกล้า (นามสมมติ) เห็นว่า การฝากพิเศษเหมือนกับการเลือกแพทย์ หากไม่ฝากพิเศษการดูแลจะไม่ต่อเนื่อง ผลัดเปลี่ยนไปตามเวรของแพทย์ ยิ่งตนเป็นคนรูปร่างอ้วน ยิ่งต้องการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การฝากพิเศษที่คลินิกจึงเป็นตัวเลือกที่น่าพอใจเเละเอื้อมถึงเนื่องจากราคาถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน

“สำหรับคนเป็นเเม่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่คิดว่าเป็นการคอรัปชั่นสำหรับเรื่องการฝากท้องดูแลพิเศษ ซึ่งเเตกต่างจาก การจ่ายเงินเพื่อลัดคิวเพิ่มความรวดเร็วเพื่อผ่าตัดลักษณะอื่นๆ”

เช่นกันกับ ธิดา (นามสมมติ) ที่เห็นว่า การเสียเงินเพื่อแลกกับการดูแลเอาใจใส่และความสะดวกสบายถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่า

“เสีย 3,000 แต่การแนะนำการดูแลระหว่างท้องดีเยี่ยม คนท้องอึดอัดใช่ไหมล่ะ เวลาไปรอคิวในที่แออัด การไปคลินิกก็สะดวกกว่า เงินที่เสียไปคือค่าดูแลระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่ค่าลัดคิวคลอดหรอก”

อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่เคยสอบถามแพทย์เรื่องการฝากพิเศษ แต่ถูกแพทย์ตอบกลับชัดเจนว่า “ที่นี่ไม่มีฝากพิเศษ คนไข้ที่นี่ถูกดูแลเป็นพิเศษทุกคน”

 

 

อำนาจ-เงิน ตอบโจทย์ภาวะแพทย์ขาดแคลน

นายแพทย์ท่านหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า การให้ค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินซองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ สาเหตุเกิดจากปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอต่อคนไข้ทำให้หลายคนเลือกจ่ายเงินพิเศษเพื่อแลกกับเวลา

“หากไม่ใช่เคสรักษาผ่าตัดเร่งด่วน คนไข้บ้านเราต้องรอคอยกันยาวนานอยู่แล้ว บางคนรอเป็นปีกว่าจะถึงคิวผ่าตัด เมื่อคิวเยอะมาก คุณมีอำนาจคุณก็แซงได้ แต่ถ้าไม่มีอำนาจ คุณก็ต้องใช้เงินซื้อ”

เขาบอกว่า รูปแบบที่คนไข้และแพทย์มักเลือกใช้ในปัจจุบันคือ การเลือกเข้าหาคลินิกทั่วไปเพื่อนัดแนะและให้แพทย์ส่งตัวมารักษายังโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วกว่าการเข้าคิวปกติที่โรงพยาบาลโดยตรง

“เมื่อคุณรู้ว่าหมอรับงานนอกเวลากับคลินิกไหน ก็ไปหา จ่ายค่ารักษาค่าน้ำชาให้คุณหมอและทำเอกสารใบส่งมอบตัวไปส่งยังโรงพยาบาลต่อไป หรืออย่างคลินิกในต่างจังหวัด หากคนไข้ต้องการฝากครรภ์กับคุณหมอ ด้วยจำนวนที่มีจำกัด คนไข้อาจจะไม่ได้รับการดูแลจากหมอคนใดคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หมอเองก็ไม่ได้มีรายได้มากเท่ากับการทำงานในโรงพยาบาลในกทม. ทำให้เกิดการหารายได้ด้วยการดูแลพิเศษเพื่อค่าตอบแทนที่มากกว่าปกติ”

แพทย์รายนี้เล่าต่อว่า โดยทั่วไปหากเป็นโรงพยาบาลรัฐด้วยงบประมาณที่จำกัด มักรอให้คนไข้คลอดเองโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตามมีคนไข้บางรายเลือกใช้วิธีไปฝากครรภ์ไว้กับคลินิก เเละเกิดอยากผ่าคลอดทั้งที่ไม่มีข้อบ่งชี้ จะเลือกจ่ายเงินใส่ซองให้กับแพทย์ แลกกับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลโดยใช้งบการผ่าตัดจากภาษีประชาชน

“บางคนไม่อยากคลอดแบบบธรรมชาติ แต่คุณหมอผ่าให้ได้เฉพาะเคสที่จำเป็นเท่านั้น คุณก็ต้องหาเทคนิค จ่ายเงินเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองเเละผ่าได้ในที่สุด”

เเพทย์หนุ่มแสดงความเห็นต่อว่า เมื่อบุคลากรขาดแคลน เงินพิเศษจึงกลายเป็นเรื่องที่คนไข้และแพทย์ได้ประโยชน์ทั้งคู่ เนื่องจากโดยปกติเเล้วคนไข้ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะให้แพทย์รายนี้ดูแลคุณได้ตลอดเวลา

“คุณอยากได้หมอที่มีประสบการณ์สูงดูแลอยู่แล้ว แต่หมอต้องมีวันหยุด คุณอาจจะคลอดในวันที่หมอหนุ่มอยู่เวร เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากให้คุณหมอที่มีประสบการณ์ท่านนั้นดูแลตลอด คุณก็ต้องจ่าย ซึ่งหมายถึงการแทรกแซงระบบรัฐ เพราะรัฐไม่ได้จ่ายเงินให้หมอคนนั้นมาทำงานในวันหยุด แต่จ่ายให้หมอเวร”

อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าการรักษาของแพทย์นั้นมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องจ่ายเงินพิเศษ และผู้ป่วยเคสเร่งด่วนก็จะได้รับการรักษาฉุกเฉินโดยที่ไม่ต้องใส่เงินซอง

“เคสที่เสี่ยงสูงต่อชีวิตยังไงก็ได้ผ่าตัดโดยไม่ต้องยัดเงิน บางเคสหากพิจารณาแล้วรอได้ก็เป็นไปตามคิว  เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ที่สำคัญอุปกรณ์และความสามารถของโรงพยาบาลบ้านเราไม่เท่ากัน  ทางแก้ในภาพใหญ่คือการเพิ่มศักยภาพให้กับโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน ตามต่างจังหวัดให้มีความสามารถดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องแออัดเฉพาะในเมือง”

 

 

ด้าน จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจ Drama Addict และอดีตนายเเพทย์ ระบุถึงประเด็นนี้ผ่านเฟซบุ๊กว่า เงินซองถือเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงระบบ ทำกันมานานหลายสิบปีจนถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา การใส่ซองให้เเพทย์ คือ การให้เงินเพิ่มพิเศษกับเเพทย์ที่ทำงานให้โรงพยาบาลรัฐ เพื่อสิทธิพิเศษบางประการ เช่น ฝากพิเศษ หรือให้เเพทย์ลัดคิวผ่าตัด ลัดคิวทำหัตถการให้เร็วกว่าผู้อื่น ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนไข้ที่ต้องรอคิวยาวตามระบบ ทั้งที่งบประมาณในดูเเลคนไข้คือ งบของรัฐจากเงินภาษีประชาชนเหมือนกัน

“จ่ายเพิ่มเติมใส่ซองให้หมอจนได้รับสิทธิพิเศษไป ส่วนหมอก็ได้กำไรไปแบบเนียนๆ ด้วยการใช้อำนาจของตนบิดเบือนโครงสร้างของระบบ 30 บาทที่ควรจะให้บริการกับประชาชนทุกคนที่อยู่ในระบบโดยเสมอภาคไม่แบ่งยากดีมีจน”

อดีตนายแพทย์แนะนำว่า คนไข้ไม่ต้องใส่ซองให้เเพทย์ หากรับการรักษาแล้วรู้สึกประทับใจเพียงซื้อขนมหรืออาหารเล็กน้อยมาฝาก แค่นี้คนทำงานก็ปลาบปลื้มเเล้ว การให้ซองเพื่อรับสิทธิพิเศษใดๆ คือการบ่อนทำลายชาติและระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากอยากได้บริการที่ดีและพร้อมจ่ายควรไปรพ.เอกชน ถ้าจะอยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องพร้อมรับความเสมอภาคกัน

 

 

ไม่ร้องเรียนเพราะอยากได้รับการรักษาที่ดี

ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ แสดงความเห็นว่า ปัญหาการใส่ซองพิเศษให้กับแพทย์ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง แต่กลับมีการทำกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมายาวนาน โดยคนไข้ส่วนใหญ่ไม่กล้าร้องเรียน เนื่องจากตนเองก็ต้องการได้รับการรักษาที่ดีที่สุด

“ทั้งชีวิตอยู่ในมือหมอ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด หากมีปัญหาก็เกรงว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี  ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเองก็คงจะรู้ปัญหาดี แต่ก็ไม่มีมาตรการใด ๆ มาจัดการเพราะหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ”

ปรียนันท์ บอกว่า ปัญหาเหล่านี้ควรจะถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมร่วม เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รับทราบต้นเหตุของปัญหาที่ตรงกันและนำไปสู่การจัดการและทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

“เชื่อว่าถ้าประชาชนมีการจ่ายภาษีสุขภาพให้รัฐนำไปพัฒนารพ.รัฐบาล ยกระดับให้เทียบเคียง โรงพยาบาลเอกชน รวมทั้งดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพของบุคคลากรโรงพยาบาลรัฐบาลให้ดีขึ้น รวมทั้งมีมาตรการป้องกันปัญหา และมีบทลงโทษที่เด็ดขาด เชื่อว่าจะแก้ปัญหาการใส่ซองกับแพทย์ได้”

เธอ บอกด้วยว่า เนื่องจากปัญหาดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงระบบการบริหารในหลากหลายแง่มุม ซึ่งรวมไปถึงปัญหาสมองไหลของบุคลากรโรงพยาบาลรัฐด้วย ซึ่งอนาคตจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาด้วยการส่งเสริมหรือมีแนวทางให้ โรงพยาบาลเอกชน ผลิตบุคลากรหรือมีส่วนร่วมในการผลิต ไม่ใช่การดูดบุคลากรรัฐไปในลักษณะชุบมือเปิปแบบปัจจุบัน และทิ้งปัญหาให้กับโรงพยาบาลรัฐ

“เมื่อโรงพยาบาลรัฐบาลขาดแคลนบุคลากร คนไข้ก็ล้นโรงพยาบาล ภาระงานของบุคลากรก็หนักทั้งยังเผชิญกับปัญหาการร้องเรียนเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น”

สัดส่วนแพทย์ต่อประชากร เป็นตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งของระบบสาธารณสุข หากประเทศใดมีสัดส่วนแพทย์ต่ำต่อประชากรที่สูง ย่อมสะท้อนถึงระบบสาธารณสุขประเทศนั้นว่าอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนแพทย์ และแพทย์ต้องทำงานหนัก โดยรายงานจาก สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ประจำปี 2558 ระบุสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร ว่า ปัจจุบันหมอ 1 คน ต้องดูแลคนไข้เฉลี่ย 1,377 คนต่อปี  ขณะที่ตัวเลขประมาณการปี 2020 คาดว่า แพทย์ 1 คน ต้องรองรับประชากร 1,155 คน

 

 

ออกแบบระบบลดปัญหาคอรัปชั่น

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า การใส่ซองให้แพทย์ในอดีตน่าจะเริ่มต้นจากแผนกสูตินรีเวชกรรมที่มีโปรแกรมฝากครรภ์พิเศษ แต่ปัจจุบันภาคสูติกรรมได้ล้มเลิกระบบดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นการมอบเงินซองยังอาจเกิดจากความรู้สึกประทับใจต่อการดูแลที่ดีของแพทย์ด้วย

เขาบอกต่อว่า สธ.พยายามออกแบบแนวทางปฏิบัติให้ค่าตอบแทนดังกล่าวเข้าสู่ระบบเป็นบริการพิเศษที่มีความชัดเจนนอกเหนือจากเวลาราชการ ซึ่งตามมาด้วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและเป็นที่รับรู้ของประชาชน

“ระบบบริการพิเศษ เช่น คลินิกโรคหัวใจ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ คุณหมอต้องทำงานนอกเหนือเวลาราชการ เป็นบริการพิเศษที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ความเข้าใจและระบบแบบนี้ทำให้ทุกอย่างชัดเจน ไม่ใช่ใส่ซองและหายไปอยู่นอกระบบ”

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า แนวทางปฏิบัตินับจากนี้และในอนาคตทุกอย่างจะชัดเจนมากขึ้น สำหรับการรักษาพิเศษนอกเหนือเวลาราชการ ไม่เป็นลักษณะเบียดเบียนระบบการรักษาและคนไข้ที่เฝ้ารอในระบบปกติ

“ต้องประกาศให้รู้เลยว่า ช่องทางแบบนี้ปกติ แบบนี้พิเศษมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะ”

สำหรับความพึงพอใจของคนไข้ที่มีต่อแพทย์และพร้อมยินดีมอบเงินตอบแทนแต่โดยดี นพ.โสภณ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก แต่ตามกฎหมายมีหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 103 ที่ระบุว่า ราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท

“อาจจะเทียบเคียงกับกฎหมายของ ปปช.ได้ เพราะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เชื่อว่าแพทย์ส่วนใหญ่ ไม่ได้ต้องการเงินซองอยู่แล้ว มีความสุขใจกับการหายเจ็บป่วยของคนไข้ หมอที่รับเงินในเวลาราชการก็คงตะขิดตะขวงใจไม่น้อยเมื่อคนให้ซอง” นพ.โสภณ ทิ้งท้าย