หนี้นอกระบบคือทุกข์คนไทย ระดมหาทางออกแก้ไขปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505989

หนี้นอกระบบคือทุกข์คนไทย ระดมหาทางออกแก้ไขปัญหา

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ประชาชนจำนวนไม่น้อยอยู่ในวังวนของหนี้นอกระบบ ทำให้การดำเนินชีวิตถูกบั่นทอนจากดอกเบี้ยโหดที่กู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่าย วงเสวนาในเวทีการพัฒนาระบบหนี้ที่เป็นธรรมในสังคมนิติธรรมของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือทีไอเจ ได้ชำแหละปัญหาหนี้นอกระบบอย่างน่าสนใจ

ธิปไตย แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ภาพเรื่องหนี้นอกระบบว่า จากข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปี 2560 พบว่า คนไทยใน 10 ล้านครัวเรือนมีหนี้สิน โดย 91% เป็นหนี้ในระบบอย่างเดียวเฉลี่ยประมาณ 1.5 แสนบาท/ครัวเรือน ขณะที่อีก 4.9% เป็นหนี้นอกระบบประมาณ 3,346 บาท/ครัวเรือน บางรายเป็นหนี้นอกระบบสูงกว่า 3.8 หมื่นบาท/คน และอีก 3.7% เป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ และอาชีพกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจ แรงงาน จะเป็นกลุ่มคนที่มีหนี้มากที่สุด แต่ที่น่าตกใจคือ 79% เคยผิดช้ำระหนี้

“ข้อมูลยังพบว่า คนกู้เงินนอกระบบราว 27% มีปัญหาเรื่องการชำระ สาเหตุเพราะจากสัญญาไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยแพง ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนไปถึงการถูกข่มขู่คุกคามใช้ความรุนแรงทวงหนี้ และผลพวงสุดท้ายสร้างผลกระทบต่อสุขภาพจนเสียหน้าที่การงานในที่สุด” นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอ มองภาพปัญหาหนี้นอกระบบ

อีกด้านจาก พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม แบ่งกลุ่มอาชีพที่มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.พ่อค้าแม่ค้า เนื่องจากเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ 2.รัฐวิสาหกิจไม่น่าเชื่อกลุ่มนี้จะตกเป็นหนี้นอกระบบเช่นกัน 3.ข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในต่างจังหวัด อย่างข้าราชการครู มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ และ 4.เกษตรกร มีปัญหาเรื่องเงินกู้นอกระบบอย่างรุนแรง เพราะนายทุนในพื้นที่ได้ทุกอย่างทั้งเครื่องมือการเกษตร อุปกรณ์การเกษตร มีสินค้าให้กู้ยืม และการทำสัญญาขายฝากเพียงแค่เซ็นแล้วนำโฉนดที่ดินมาวางไว้เท่านั้น

พ.ต.ท.วิชัย ระบุว่า เกษตรกรถูกให้ทำสัญญาเงินกู้อย่างเสียเปรียบ เช่น การทำสัญญาขายฝากพวกโฉนดที่ดินต่างๆ เป็นเพราะนายทุนต้องการที่ดินมาก เมื่อสัญญาเงินกู้ที่ไม่เป็นธรรม เกษตรกรก็สุ่มเสี่ยงต่อการเสียที่ดินเพราะเงินกู้ เนื่องจากครบกำหนดชำระหากไม่มีเงินไปไถ่ ทรัพย์ก็จะตกเป็นของเจ้าหนี้ทันที ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ เผยว่าทั่วโลกมีการพูดถึงเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) ซึ่งอาจเป็นทางออกของประชาชนที่อยู่ห่างไกลให้ถึงสถาบันการเงิน แต่ตัวเทคโนโลยีจะช่วยบีบช่องว่างได้มากน้อยขนาดไหน เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ธนาคารจะเน้นกลุ่มลูกค้า และชนชั้นกลางในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงศักยภาพของฟินเทคมีมากกว่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าเมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้เรื่องการปล่อยสินเชื่อ ข้อมูลต่างๆ ของตัวบุคคลเจ้าหนี้มีการดูแลรักษาดีแค่ไหน เพราะคนกลัวว่าหลังทำสัญญาเสร็จแล้วมีคนโทรมาขายของทันที ซึ่งมองถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวและเรื่องระบบด้วยจะสามารถรู้หรือไม่ว่ามีคนเข้ามาแฮ็กข้อมูลของเจ้าหนี้ แล้วลูกค้าจะได้รับการปกป้องอย่างไรบ้าง

“การปล่อยเงินกู้ของเจ้าหนี้ต้องดูความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าว่าสามารถส่งได้หรือไม่ ไม่ใช่มองเรื่องการไม่สามารถชำระเงินได้ก็นำข้อผูกมัดเรื่องทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ ทำให้ถูกยึดทรัพย์ ดังนั้นควรมีเกณฑ์ในการปล่อยกู้ให้ชัดเจน และผู้บริโภคต้องได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน” สฤณี กล่าว

อีกสิ่งที่สฤณีมองเห็นคือ ปัญหาของหนี้นอกระบบคือกลุ่มเหล่านี้ไม่มีรายได้พอกับรายจ่าย และไม่มีหนทางในผ่อนชำระหนี้ นั่นอาจเป็นโจทย์ของสถาบันการเงิน ภาครัฐ ที่ต้องคิดว่าจะสร้างรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยได้อย่างไร หากใช้กฎหมายยังคงไม่ได้ผล แม้กฎหมายจะมีความสำคัญ แต่เราจะทำให้อย่างไรแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้เกิดความยั่งยืน เพื่อคนไทยจะไม่ตกเข้าวงจรนั้นอีก ไม่ใช่เพียงแก้ไขชั่วคราว

สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษา ศาลฎีกา ให้ภาพปัญหาหนี้นอกระบบว่า ผลศึกษาจะเห็นว่าส่วนใหญ่คนจนถูกฟ้องมากที่สุด ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความเหลื่อมล้ำ ทั้งตัวสัญญาการกู้เงินไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูง ล้วนเป็นปัญหานำไปสู่การฟ้องร้องทางคดี

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษา ทิ้งท้ายว่า มีความเป็นได้หรือไม่ที่จะมีหน่วยงานโดยตรงเกี่ยวกับหนี้นอกระบบเข้ามาจัดการรับเรื่องราวต่างๆ ทำงานเป็นวันสต็อปเซอร์วิสเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อลดการฟ้องร้อง การทำงานในรูปแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จอาจจะเป็นคำตอบ และการดำเนินการควรครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่กระจุกตัวที่เมืองหลวงเพียงอย่างเดียว

 

4 ปีน้ำมันดิบรั่วที่ระยอง ปลายังหาย สัตว์ทะเลหนี ประมงตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505670

4 ปีน้ำมันดิบรั่วที่ระยอง ปลายังหาย สัตว์ทะเลหนี ประมงตกงาน

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นเวลาครบ 4 ปี นับจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อน้ำมันดิบ 5 หมื่นลิตร รั่วไหลจากเรือบรรทุกที่กำลังถ่ายน้ำมันดิบจำนวนดังกล่าวมายังโรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เมื่อเดือน ก.ค. 2556 ส่งผลให้ขณะนั้นชายฝั่งเกาะเสม็ด รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ของ จ.ระยอง ถูกปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมัน

หาดทรายที่สวยงาม น้ำทะเลสีฟ้าสวยกลายเป็นสีดำ ทรัพยากรทางทะเลหดหายจากรายงานของชาวประมงในพื้นที่ แม้ว่าหลังเกิดเหตุ PTTGC ได้ขอโทษ และพร้อมจะชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

เวลาที่ผ่านพ้นไป 4 ปีเต็ม ทุกวันนี้สถานการณ์จากผลกระทบน้ำมันดิบรั่วไหลต่อคนในพื้นที่เป็นอย่างไร และเราได้เรียนรู้รับมือกับเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงนี้ในอนาคตรูปแบบไหน เสียงจากวงเสวนา “4 ปี น้ำมันรั่วระยอง บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบันในการจัดการภัยพิบัติภาคอุตสาหกรรม” จัดโดย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จึงสะท้อนออกมาเพื่อหาคำตอบ

ไพบูลย์ เล็กรัตน์ ชาวประมงเรือเล็กจาก อ.เมือง จ.ระยอง บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวประมงหลังเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐบาลมุ่งเน้นฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ทว่าความจริงสภาพปัญหาด้านทรัพยากรทางทะเลยังคงอยู่และไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งทำกินของชาวประมงที่น้อยลง หายาก ตายเร็ว และกลายพันธุ์ ชาวประมงถามผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ ต่างก็ได้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ ท้องทะเลไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้มาก่อน ผลที่ว่าน่าจะเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล

“แม้ตลอด 4 ปี PTTGC และรัฐบาลจะสร้างแหล่งอาศัยเพื่อสัตว์น้ำ แต่สถานการณ์มันไม่ได้ดีขึ้น ปลาทุกวันนี้มันน้อยลง หากว่าดีจริงเราคงมีปลาให้จับให้หาเลี้ยงตัวเองอย่างมโหฬาร” ไพบูลย์ สะท้อนภาพปัญหา

หนทางแก้ไขสำหรับชาวประมงเรือเล็กในพื้นที่ ไพบูลย์ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการฟ้องร้องเพื่อหาคนผิดมารับผิดชอบ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาช่วยกันฟื้นฟูทะเลระยองอย่างจริงจังและให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะทะเลคือชีวิตของชาวประมง หากทะเลไม่ได้ดีขึ้นหรือไม่ได้รับการฟื้นฟู ก็ทำให้อนาคตของลูกหลานลำบาก เพราะไร้หลักประกันในการดำรงชีพ

ไม่ต่างจาก นวรัตน์ ธูปบูชา ชาวประมงอีกคน เล่าถึงความผิดปกติของท้องทะเลระยอง ว่า ในทุกวันนี้ยังคงมีคราบน้ำมันถูกซัดมาที่ชายหาดเป็นประจำ ชาวบ้านชาวประมงในพื้นที่ก็ต้องช่วยกันเก็บขึ้นมา แต่เหนืออื่นใดชาวประมงเรือเล็กต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อจับปลามาขาย บ้างไปถึง จ.ตราด หรือบ้างไปถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะในพื้นที่ไม่อาจเหลือสิ่งใดให้เราได้ทำกิน

“หรือชาวประมงบางคนต้องหยุดทำประมง ออกไปรับจ้างเรือใหญ่ ออกไปเป็น รปภ. ปั่นสามล้อ หรือบางส่วนยังคงจับปลาในพื้นที่ แต่ปลาก็ผิดปกติ ตาบอด มีเนื้องอก เคยหรือกะปิที่เคยมีชื่อเสียงของระยองก็แทบจะไม่มีแล้ว สิ่งเหล่านี้คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลมา 4 ปี” นวรัตน์ เล่า

ขณะที่การตรวจสอบสารเคมีและสารพิษปนเปื้อนจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล หน่วยงานหลักที่เข้าตรวจสอบอย่างกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันในวงเสวนาว่าผลการตรวจสอบสารพิษที่ก่ออันตรายต่อคนอยู่ในค่าที่ลดลงจนเกือบจะเป็นภาวะปกตินับตั้งแต่ 3 เดือนให้หลังเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล ซึ่งผลตรวจสอบจากฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ลงพื้นที่ทำรายงานออกมายืนยันเรื่องนี้ แต่การควบคุมมลพิษก็ยังติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง

“สารปรอท โลหะเหล็ก หรือสารพิษต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนในพื้นที่แทบไม่มี แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต่างคนต่างมุมมอง เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบ หรืออาจไม่ได้ตรวจสอบและวิจัยผลกระทบด้านประมง จึงไม่อาจฟันธงได้ว่าสารเคมีต่างๆ มีผลอย่างไรต่อประมงในท้องทะเล จ.ระยอง เพียงแต่งานวิจัยของเรามุ่งเน้นไปที่เรื่องผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าทรัพยากรทางทะเล” สุเมธา ย้ำ

อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ยกตัวอย่างการฟื้นฟูทะเลหลังเหตุการณ์น้ำมันรั่ว เทียบเคียงจากต่างประเทศสู่เมืองไทย ว่า การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหลของ PTTGC คือการใช้สารสลายน้ำมันที่มีชื่อว่า Slickgone NS ซึ่งเป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษอนุญาตให้ใช้ อย่างไรก็ตาม สารสลายน้ำมันดังกล่าวหากใช้ในสัดส่วนที่มากเกินไปจะมีพิษต่อสัตว์น้ำในทะเล ซึ่งต่างชาติมีรายงานชัดเจนเกี่ยวกับสารสลายชนิดนี้ว่า หากใช้ปริมาณ 75% จะทำให้ปะการังตายได้ในทันที ขณะเดียวกันองค์ประกอบของสารเคมีในน้ำมันดิบก็มีสารพิษอยู่แล้ว ยิ่งบวกเพิ่มกับสารพิษของสารสลายน้ำมันก็ยิ่งสร้างปัญหาเข้าไปอีก

อาภายกตัวอย่างเหตุการณ์รั่วไหลของน้ำมันดิบครั้งสำคัญของโลกที่ถูกเรียกว่า การรั่วไหลน้ำมันดิบของบีพี หรือการรั่วไหลน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก ที่สหรัฐ เมื่อปี 2553 เหตุการณ์ครั้งนั้นมีการนำสารสลายน้ำมันมาใช้เช่นกัน แต่เมื่อสารดังกล่าวผสมกับน้ำมันดิบยังก่อให้เกิดสารพิษในปริมาณสูงถึง 52 เท่า และส่งผลกระทบโดยตรงกับทรัพยากรทางทะเล

“ก่อนหน้านี้โลกไม่รู้ว่าสารสลายน้ำมันดิบมันมีพิษ กระทั่งมีการตรวจสอบและทดลองจึงพบว่ามีพิษสูงอย่างมาก” อาภา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับมายังเหตุการณ์ที่ จ.ระยอง อาภากล่าวถึงผลการตรวจสอบเรื่องทรัพยากรทางทะเลกับชาวประมงในพื้นที่ ทำให้เห็นภาพว่าสัดส่วนการลดลงของสัตว์น้ำที่สำคัญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเคย ที่ปี 2559ลดลงถึง 95% หรือปู ลดลงไป 50% รวมถึงปลาอินทรี ของขึ้นชื่อของ จ.ระยอง ก็หายไปกว่า 60% เช่นกัน นอกจากนี้ ชาวประมงในพื้นที่ยังสะท้อนว่านับตั้งแต่เหตุกาณ์น้ำมันดิบรั่วไหล มีเต่าทะเลตายในเขต อ.แกลง ไปกว่า 280 ตัว แต่ละตัวมีขนาดราว 4 กิโลกรัม และที่น่าสนใจคือไม่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ในพื้นที่เกาะเสม็ดอีกเลย

“4 ปีที่น้ำมันดิบรั่วไหลที่ จ.ระยอง การแก้ไขยังคงไม่ชัดเจน และยังไม่มีการสำรวจคราบน้ำมันตกค้างอย่างครอบคลุม หนทางแก้ไขคือต้องมีการสำรวจใหม่เพื่อฟื้นฟูอ่าวระยองให้ยั่งยืน ภาครัฐต้องดึงคนในพื้นที่ ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และแน่นอนที่สุดว่าผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลครั้งนี้จะต้องเข้ามามีส่วนในการรับผิดชอบด้วย” อาภา ทิ้งท้ายในวงเสวนา

บรรยายภาพ – เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมหลังนำมันดิบกว่า 5 หมื่นลิตร รั่วกลางทะเลอ่าวไทย จ.ระยอง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2556 ส่งผลกระทบต่อสัตว์นำและชาวประมงจนถึงปัจจุบัน

 

“ต่างคนต่างทำ-ไม่คุย-ไม่ใช้ของไทย” หลุมพรางงานวิจัยไทยไม่ไปไหนจนแพ้ต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505587

"ต่างคนต่างทำ-ไม่คุย-ไม่ใช้ของไทย" หลุมพรางงานวิจัยไทยไม่ไปไหนจนแพ้ต่างชาติ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทยที่ผ่านมา สถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐ-เอกชน วิจัยพัฒนาผลิตนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาตลอด แต่กลับพบว่าแทบไม่เคยถูกพัฒนาต่อยอดนำออกมาใช้จริงเท่าที่ควร

อะไรเป็นสาเหตุทำให้ผลงานวิจัยเทคโนโลยีที่มีมากมายของไทยย่ำอยู่กับที่ จนต้องหันหน้าไปพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งที่นวัตกรรมจากองค์ความรู้ของคนไทยคิดค้นวิจัยพัฒนาขึ้นมาได้

“หลุมพรางงานวิจัย” ตัวฉุดรั้งเทคโนโลยีไทย

พ.อ.ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม มองว่าเรื่องนี้เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้ว่า การนำผลงานวิจัยจากห้างไปสู่หิ้ง ถือเป็นหลุมพรางของงานวิจัย เพราะที่ผ่านมามักเห็นว่า งานวิจัยหลายชิ้นของไทยสามารถกวาดรางวัลชนะเลิศเวทีต่างๆ ได้มากมาย แต่กลับไม่สามารถส่งออกหรือจำหน่ายได้ เพราะตกหลุมพรางนี้

เนื่องจากการพัฒนาต่อยอดผลงาน ไม่ถูกถอดแบบออกจากงานวิจัยนำไปสู่การใช้จริง เพราะไม่มีหน่วยงานไหนสนใจทำงานเรื่องนี้ แต่ขณะนี้สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ จึงกำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้โดยเริ่มจากแก้กฎหมาย เพื่อเป็นหนทางขึ้นจากหลุมพรางงานวิจัย

“งานวิจัยเราที่ผ่านมาอยู่บนหิ้ง ไม่เคยเดินไปสู่ห้าง เพราะมันติดตรงข้อกฎหมาย และความจริงใจที่จะสนับสนุนนำผลงานคนไทยไปใช้ ตรงนี้มันหายไป ดังนั้นเราต้องหาคนมาเติมเต็ม เพื่อให้งานวิจัยเดินไปสู่การใช้จริง”

พ.อ.ชัชพงษ์ เล่าวัตถุประสงค์การตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ว่าเพื่อวิจัยพัฒนายุทโทปกรณ์ขนาดใหญ่ของกองทัพให้มีความทันสมัย แต่การทำงานจะอยู่ภายใต้กรอบแผนแม่บทสภากลาโหม 4 เรื่อง คือ 1.จรวด 2.เทคโนโลยีและการสื่อสาร 3.อากาศยานไร้คนขับ และ 4.ระบบจำลองยุทธ์เสมือนจริง

ตลอด 9 ปี ที่สถาบันฯ ก่อตั้งมีเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน ดำเนินงานผลิตนวัตกรรมออกมาจำนวนมาก อาทิ ยุทโทปกรณ์ประเภทจรวด ยานเกราะ สนามทดสอบอาวุธกองทัพ และอีกส่วนเป็นเทคโนโลยีประเภท อากาศยานไร้คนขับหลากหลายขนาด หุ่นยนต์ตรวจวัตถุระเบิด เทคโนโลยีตรวจสอบทะเบียนรถที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นตามความต้องการกองทัพในฐานะผู้ใช้

พ.อ.ชัชพงษ์ มั่นใจว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 9 ปี ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ถือว่าเติบโตรวดเร็วและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตรวดเร็ว มาจากการทำงานของทีมนักวิจัยใช้วิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีแนวทางการดำเนินงานชัดเจน เพื่อสนองการใช้งานจริงพร้อมรองรับการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาอยู่ตลอด

ผอ.ฝ่ายพัฒนากิจการ รายนี้ เล่าแบบภาคภูมิใจว่าข้อดีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเอง ช่วยลดต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศได้มาก ยกตัวอย่างอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก หรือ มินิ-ยูเอวี ที่พัฒนาขึ้นหากเทียบกับของต่างประเทศขายอยู่ 15-20 ล้านบาท ส่วนงานต้นแบบที่พัฒนาเองใช้งบประมาณเพียง 5 ล้านบาท หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรคิดว่าการทำให้ผลงานเหล่านี้ออกสู่ตลาด ควรเริ่มจากการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้ในประเทศก่อน

“หลุมพรางแห่งการวิจัย ต้องค่อยๆ แก้ ซึ่งรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหานี้ แต่ต้องค่อยๆ แก้และเติมเข้าไปที่ละนิด แต่ยังไงหัวใจสำคัญสุดท้ายอยู่ที่ว่า ผู้ใช้ต้องมั่นใจผลงานของเราเอง”

พ.อ.ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

ต่างคนต่างทำ เทคโนโลยีไทย จึงไม่ถึงฝัน

พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มองว่างานวิจัยไทยส่วนมากทำแล้ว ไม่ได้ใช้ จึงเป็นตัวทำให้อุตสาหกรรมไทย ไม่พัฒนาเพราะไม่ได้นำไปสู่การผลิต แต่ถึงอย่างไรสถาบันฯ พยายามสนับสนุนต่อยอดโดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้ผลงานวิจัยนำไปสู่การผลิต ไม่เช่นนั้นผลงานจะฝ่อ เป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง เพราะไม่มีเป้าหมายชัดเจน

ขณะที่หนทางทำให้งานวิจัยนำไปสู่การผลิตมองว่ามี  2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.ต้องทำให้เทคโนโลยีสิ่งของ พร้อมใช้งานง่าย 2.ทุกหน่วยต้องเชื่อมต่อประสานงานกัน ยกตัวอย่างหากหน่วยงานไหนต้องการผลงานและสนับสนุนงานวิจัยควรหันหน้าพูดคุยกัน เช่น ทหารต้องการใช้โดรนลาดตระเวนพื้นที่ กรมชลประทานต้องการโดรนสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ควรเข้ามาคุยกับทีมนักวิจัย เพื่อร่วมกันวิจัยพัฒนาผลงานออกมาให้ตรงความต้องการ

ทางแก้ปัญหาภาครัฐ เอกชน ต้องร่วมมือทำงานให้เชื่อมกัน หากทำได้จะช่วยให้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตของหน่วยงานรัฐลงไปได้ เหมือนกับต่างประเทศที่ผลิตอะไรขึ้นมา มักนำงานนั้นๆ สู่ภาคธุรกิจทันที”

ผอ.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เผยว่าแผนงานพัฒนาผลงานวิจัยขององค์กร ระยะสั้นกำลังเร่งพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ-เอกชน ขณะนี้กำลังแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถร่วมทุนผลิตผลงานแก่หน่วยงานอื่นได้ ระยะยาวต้องปลูกฝังพัฒนาคนให้รับรู้และเข้าใจเชิงลึก เพราะการสร้างคน สร้างเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมทันที จึงต้องพยายามผลักดันเรื่องนี้

พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

จีน เล็งไทยตั้งฐานผลิตเทคโนโลยี

ลู่ ซีเหว่ย ประธานกรรมการ บริษัท เอชเอ็มดี เอวีเอชั่น จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหลายรูปแบบ เล่าว่าเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในจีนถูกพัฒนานำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ งานทางการทหาร อุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนนิยมทำเกษตรกรรม

ดังนั้นการเข้าร่วมพัฒนาวิจัยกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศฯ เพื่อพัฒนาอากาศยานไร้คนขับทางการเกษตร ซึ่งคิดว่าไทยเป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงคิดว่าหากสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรไทยทำงานได้ง่ายขึ้น

“วันนี้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับทางด้านการเกษตรเข้ามาก่อน แต่อนาคตมองว่า อาจเข้ามาตั้งทำโรงงานผลิตในไทย เพราะประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก จึงมองว่าตลาดไทยน่าพัฒนาได้เร็วเช่นกัน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือที่ดีกันระหว่างไทย-จีน”

อาจถึงเวลาที่ทุกฝ่ายทั้งผู้ต้องการผลงานและเทคโนโลยีดีๆ ผู้วิจัย ภาคธุรกิจต้องหันหน้ามาพูดคัยกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาผลงานวิจัยทางเทคโนโลยีของไทยให้ก้าวหน้าและทันเทียมนานาชาติ

อากาศยานไร้คนขับ-หุ่นยนต์ตรวจระเบิด-เทคโนโลยีตรวจทะเบียนรถ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

ผลงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศฯ

 

พิธีลงนามความร่วมมือสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศฯ กับเอกชนจีน ในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ

 

บัดดี้-ฮันนี่ “สุนัขบำบัด” ยาใจชั้นดีของผู้ป่วยมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505217

บัดดี้-ฮันนี่ "สุนัขบำบัด" ยาใจชั้นดีของผู้ป่วยมะเร็ง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด ภาพ…ฉัตรอนันท์ ฉัตรอภิวันท์

“บัดดี้กับฮันนี่ พวกมันจะทำให้คนไข้มีความสุข ผ่อนคลายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายแพทย์ธนเดช สินธุเสก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี จ.ปทุมธานี บอกด้วยรอยยิ้มในโอกาสนำชมการรักษาเยียวยาวผู้ป่วยมะเร็งด้วย “สัตว์บำบัด” (Pet therapy)

ข้างกายของ นพ.ธนเดช คือ บัดดี้และฮันนี่ สองสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ สีขาว-น้ำตาลอ่อน หน้าตาน่ารักน่าชัง ขนนุ่มสลวย ท่าทีร่าเริงแลดูสุขภาพดี

วินาทีนี้ใครต่อใครคงคิดไม่ถึงว่าน้องหมา 4 ขาจะกลายเป็นยาใจชั้นดีให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง (last stage cancer)

7 ปีเเห่งมิตรภาพเเละความสุข

สัตว์บำบัดเป็นศาสตร์ที่ได้รับความสนใจและมีความนิยมแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น โดยได้รับการยอมรับว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์เพื่อใช้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ได้อย่างดี

นพ.ธนเดช บอกว่า สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนมากที่สุด ดังนั้นจึงเป็นสัตว์ในลำดับต้นๆ ที่ถูกเลือกนำมาฝึกเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย ขณะที่งานวิจัยทั่วโลกจำนวนมากระบุตรงกันว่าสุนัขสามารถช่วยเหลือคนไข้ ทำให้เกิดความผ่อนคลาย มีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์นี้มีต้นกำเนิดในรัฐนิวฟาวด์แลนด์ประเทศแคนาดา เป็นสุนัขที่ฉลาดหลักแหลม กระตือรือร้น รักสนุก มีนิสัยเป็นมิตรเเละช่างเอาอกเอาใจ  ทั้งหมดเป็นเหตุผลให้โรงพยาบาลตัดสินใจเลือกพวกมัน

“บัดดี้กับฮันนี่ ทำหน้าที่มา 7 ปีแล้ว พวกมันบรรลุวัตถุประสงค์ของเรา ช่วยให้คนไข้ผ่อนคลายและมีความสุข”

 

ฮันนี่ และ บัดดี้

 

 

ที่พึ่งทางใจ เพิ่มพลังความหวังของชีวิต

บัดดี้กับฮันนี่ได้รับการฝึกฝนให้ทำตามคำสั่งระดับพื้นฐานที่สุนัขทุกตัวควรรู้ เช่น นั่ง คอย หมอบ มา ชิด ปัจจุบันมีบ้านพักและหน้าที่หลักคอยสนับสนุนดูแลผู้ป่วยที่หออภิบาลคุณภาพชีวิต อาคารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

พญ.ชลศณีย์ คล้ายทอง แพทย์ชำนาญการพิเศษ บอกว่า ผู้ป่วยมะเร็งจะต้องเผชิญกับภาวะที่ต้องอยู่กับความทุกข์ ต้องการที่พึ่งทางใจเพื่อช่วยเป็นพลังความหวังให้มีชีวิตอยู่ต่อ การดูแลรักษาจึงต้องใช้ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวตลอดจนความผูกพันธ์กับสิ่งอื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างพลัง

“ภาวะทางกายอาจเป็นการรักษาเพื่อประคับประคองตามอาการเป็นหลัก ส่วนเรื่องทางใจ การที่เขาได้อยู่กับสิ่งตัวเองรักหรือเคยมีความผูกพันธ์ สิ่งนั้นจะช่วยเยียวยาจิตใจและเพิ่มความสุขให้กับพวกเขาได้ หนึ่งในนั้นก็คือสัตว์เลี้ยงบำบัด”

สุภารัตน์ ลัทธ์ธรรม ห้วหน้าหออภิบาลคุณภาพชีวิต บอกว่า โรงพยาบาลจะสอบถามผู้ป่วยว่าชอบและอยากเล่นกับสุนัขหรือไม่ สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ คนไข้ต้องผ่านการดูแลและประเมินจากทางโรงพยาบาลเสียก่อนว่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีภูมิคุ้มกันไม่ปกติหรืออยู่ระหว่างการให้ยาเคมีบำบัดหรือไม่ ขณะที่สุนัขเองจะมีการตรวจสุขภาพและได้รับวัคซีนตามระยะเวลาที่กำหนดเสมอ

“บางคนเลี้ยงสุนัขและรักสุนัขมาก แต่ไม่สามารถนำมาได้เพราะอยู่ต่างจังหวัด บางคนไม่อยากอยู่โรงพยาบาล แต่พอมีน้องหมามาเล่นด้วยมันคลายเหงาได้” สุภารัตน์บอกต่อว่า หากผู้ป่วยท่านใดต้องการนำสุนัขที่ตัวเองผูกพันธ์มาเป็นเพื่อนคลายเหงาก็สามารถทำได้

เพื่อนใหม่ 4 ขา

โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี มีการทำวิจัยเรื่องสุนัขบำบัดโดยสำรวจความคิดเห็นของคนไข้ พบว่า คนไข้กลุ่มนี้มีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อได้พบปะหยอกล้อกับ บัดดี้-ฮันนี่

ชูชาติ ผู้ป่วยมะเร็งปอด วัย 51 ปี บอกว่า เลี้ยงดูสุนัขที่บ้านอยู่แล้ว การได้เจอบัดดี้-ฮันนี่  เป็นเหมือนเพื่อนคลายเหงา ขจัดความกังวลและทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมากเมื่อได้เล่นกันมัน

ทับทิม วัย 71 ปี ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ บอกว่า เขารู้สึกเหมือนได้เพื่อนเพิ่มอีก 2 คนในวัยชรา

“รู้สึกดีมากๆ ครับ คล้ายกับว่าเรามีเพื่อนเพิ่มอีก 2 คน ปกติผมรักหมา เล่นกับหมาข้างบ้านของหลานชายบ่อยๆ  แต่ตัวมันเล็ก อันนี้ตัวมันใหญ่น่าเล่นด้วย ตอนแรกกลัวเหมือนกันเห็นตัวมันใหญ่ เกิดมันรุมผมนี่เอาไปคนละซีกเลย แต่พอได้เล่นกับมันแล้วสนุกดี” ทับทิมเผยความในใจพร้อมกับพูดติดตลกทิ้งท้าย

“เล่นกับหมาไม่บ่นเหมือนคน อีก 15 วันว่าจะเอามันขึ้นรถกลับบ้านด้วย”

 

บัดดี้

 

 

ฮันนี่

 

สุภารัตน์ ลัทธ์ธรรม ห้วหน้าหออภิบาลคุณภาพชีวิต

 

“รอคิวนาน ไร้ที่หลบแดด หลบฝน” ปัญหาทุกข์ใจของคนโดยสารรถตู้ย่านรังสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504995

"รอคิวนาน ไร้ที่หลบแดด หลบฝน" ปัญหาทุกข์ใจของคนโดยสารรถตู้ย่านรังสิต

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ภาพผู้คนจำนวนมากกำลังยืนต่อแถวยาวเหยียด ก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ทโฟน บ้างก็อ่านหนังสือ บ้างนั่งเหงาริมฟุตบาทและขอบแบริเออร์คอนกรีตใต้สะพาน

พฤติกรรมลักษณะนี้กลายเป็นภาพชินตาในช่วงเย็น บริเวณใต้สะพานฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถตู้โดยสารสาธารณะระยะใกล้ที่นำส่งผู้โดยสารไปสู่ชุมชนต่างๆ เลียบคลองรังสิต โดยเฉพาะพื้นที่คลอง 3 ที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านจัดสรรหลายหมื่นหลังคาเรือน

สภาพพื้นที่ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการรอคอยรถโดยสาร โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ทำให้คนจำนวนมากต้องเผชิญความลำบากระหว่างการเดินทางไปสู่จุดหมาย

ต่อไปนี้คือ ความคิดเห็นผู้ใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะในย่านนี้

ฝนตก-ไม่มีที่หลบ ปัญหาใหญ่คนรอรถตู้

พื้นที่รอรถตู้โดยสารเส้นทางฟิวเจอร์-รังสิตคลอง 3 อาศัยพื้นที่เล็กๆใต้หลังคาแตกๆ ของป้ายรถเมล์โดยสารเป็นที่พักพิง หลบแดดหลบฝน ขณะที่ทางเท้าที่ทุกคนยืนเหยียบก็ผุพังชำรุดเสียหาย

สมพร พนักงานบริษัทเอกชน ผู้เดินทางสัญจรเป็นประจำบริเวณนี้ บอกว่า พื้นที่โดยรอบฟิวเจอร์ฯ ถือเป็นศูนย์รวมการเดินทางของผู้คนย่านจังหวัดปทุมธานี และชุมชนตลอดแนวริมคลองรังสิต โดยเวลาเร่งด่วนที่มีผู้โดยสารหนาแน่นคือ ช่วงเช้าตั้งแต่ 6.00 น. – 9.00 น. และช่วงเย็นหลังเลิกงาน 17.30 น. -19.00 น.

พนักงานบริษัทรายนี้ สะท้อนว่าปัญหาใหญ่ของผู้โดยสารคือฝน วันไหนหากฝนตกจะลำบากมาก เพราะบริเวณโดยรอบไม่มีที่หลบฝนเท่าไหร่ มีเพียงใต้สะพานและหลังคาเล็กๆ พอให้ยืนหลบรวมกัน ถ้าวันไหนหางแถวยาว ก็ต้องยืนกางร่มตากฝน หากไม่ยืนรอก็ต้องเสียสิทธิขึ้นรถให้คนอื่น ส่วนการเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่นั้นส่วนตัวไม่เคยเห็น มีแต่มากวดขันจับกุมรถตู้มากกว่า

“วันไหนฝนตก คนจะเบียดเสียด ลำบากมาก เพราะแถวนี้ที่หลบฝนน้อย บางคนต้องยืนกางร่มตากฝน หากไม่รอก็เสียสิทธิ มันไม่มีทางเลือก เพราะนี่คือทางหลัก”

สมพร เรียกร้องว่าอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเจ้าหน้าที่มาอำนวยความสะดวกบริการเรื่องการเดินทางของประชาชนละแวกนี้  ไม่เพียงแค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น รวมถึงอยากให้สร้างจุดรอรถถาวรที่มีมาตรฐานใช้บังแดดบังฝน

นวพร ฉลาดธัญกิจ พนักงานบริษัทในฐานะผู้โดยสารที่ใช้บริการรถตู้โดยสาร สายฟิวเจอร์ฯ-คลอง 3 เล่าว่าช่วง 5-6 โมงเย็น จุดขึ้นรถตู้จะมีที่ผู้โดยสารจำนวนมาก เพราะเป็นช่วงคนเลิกงานและเดินทางกลับบ้าน จึงเป็นเรื่องปกติที่มักจะเห็นคนยืนต่อแถวยาว ส่วนปัญหาหลักของผู้โดยสารคือฝนตก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่มีที่ให้หลบฝน วันไหนฝนตกผู้โดยสารต้องหาที่หลบเองตามใต้หลังคาหรือสะพาน ฉะนั้นอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการสร้างจุดรอรถให้ดี เพราะบริเวณนี้ถือเป็นจุดขึ้นลงรถโดยสารสำคัญย่านรังสิต

กิตติพิชญ์ ชินตาปัญญากุล นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้โดยสารอีกคนที่เดินทางมาจากบ้านย่านชุมชนคลองสามเพื่อมาขึ้น-ลงรถบริเวณนี้ สะท้อนว่า ปัญหาของคนที่มารอรถคือสภาพอากาศ หากวันไหนฝนตกช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น ผู้โดยสารจำนวนมากจะไม่มีที่หลบฝน

“ฝนตก ใครมีร่มก็กางร่ม หากไม่มีต้องทนเปียก เพราะที่หลบฝนแถวนี้มีเพียงหลังคาของศาลาริมทางเท่านั้น ซึ่งช่วยอะไรไม่ได้มาก ยิ่งกว่านั้น วันที่ฝนตกจะมีกลิ่นเหม็นเน่าจากแหล่งน้ำขังใกล้ๆ ด้วย”

กิตติพิชญ์ ฝากถึงผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหานี้ ซึ่งอาจทำเหมือนป้ายรถเมล์ทั่วไปก็ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนลงได้มาก

 

 

วอนวินรถตู้อยู่ที่เดิม ย้ายไปคนแก่จะลำบาก

สำหรับพื้นที่บริเวณดังกล่าวบางจุดเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเร่งจัดระเบียบวินรถตู้โดยสารสาธารณะ โดยกำหนดให้บางวินย้ายไปอยู่ภายในพื้นที่ของห้างฟิวเจอร์ฯ รังสิต และด้านข้างโรงหนังเมเจอร์ฯ รังสิต แต่อยู่ระหว่างผ่อนผันเพราะหากย้ายไปอาจทำให้ประชาชนจำนวนมากรวมถึงผู้ประกอบการรถตู้โดยสารได้รับผลกระท

สมศักดิ์ อายุ 75 ปี ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถตู้เส้นทางฟิวเจอร์-คลอง 3 เป็นประจำ เล่าว่า ปัญหาคือการรอรถยาวนาน วันไหนฝนตกยิ่งลำบาก ผู้โดยสารต้องยืนต่อแถวในสภาพที่แออัดใต้หลังคาเล็กๆ ยิ่งช่วงดึกยุงก็มีจำนวนมาก

ส่วนที่มีข่าวว่าจะให้ย้ายวินรถตู้ดังกล่าวไปตั้งในพื้นที่ของห้างฟิวเจอร์ฯ รังสิต ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะอายุมากแล้ว จะให้เดินทางไปขึ้นรถเป็นระยะทางไกลๆ และต้องข้ามสะพานลอยอ้อมเข้าไปในห้างฟิวเจอร์ ทำให้ผู้สูงอายุลำบาก จึงอยากให้ตั้งวินรถตู้อยู่จุดเดิม แต่ควรพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้ดีกว่านี้

วรรณา ป้าแม่บ้าน เล่าว่าใช้บริการรถตู้บริเวณนี้เกือบทุกวัน ทุกครั้งที่มาจะเห็นคนรอคิวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงเย็น บางครั้งแถวยาวถึงใต้สะพาน บางวันเคยรอนานเกินชั่วโมงก็มี ส่วนที่จะให้ย้ายวินรถตู้สายดังกล่าวไปที่อื่น คิดว่าอาจทำให้ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ลำบากมากกว่านี้

“ให้ย้ายไปในนู่น (ฟิวเจอร์) มันไม่ดีหรอก คนแก่นะ กว่าจะเดินขึ้นสะพานลอยก็ลำบากแล้ว กว่าจะเดินหารถอีกก็คง งง เหมือนกัน เพราะคนเคยขึ้น-ลงตรงนี้มานาน”

สภาพหลังคาศาลาริมทาง

ผู้โดยสารหลักพัน ที่ขาดการดูแล

ป้าแอ๊ด พนักงานจำหน่ายตั๋วโดยสารรถตู้สายฟิวเจอร์รังสิต-เสนาฯ เล่าว่าละแวกนี้ทุกเย็นวันศุกร์และวันสุดท้ายก่อนหยุดยาวช่วงเทศกาล จะมีผู้โดยสารมารอขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งการรอของแต่ละคนจะจับจองหาเก้าอี้นั่ง ถ้าหากเก้าอี้ไม่พอก็ต้องหาที่ตามฟุตบาทหรือขอบแบริเออร์คอนกรีตใต้สะพาน หากวันไหนฝนตกยอมรับว่าเต็นท์ที่มีไม่เพียงพอรองรับผู้โดยสารที่จะมายืนหลบฝน ส่วนใหญ่จะหาที่หลบกันเอง ส่วนปัญหาอื่นเช่นมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าบริเวณนี้ไม่เคยพบ มีเพียงนักเรียนยกพวกทะเลาะวิวาทกันเท่านั้น

พนักงานจำหน่ายตั๋วโดยสาร รายนี้ สะท้อนว่าอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ตั้งแต่กำหนดจุดจอดให้ชัดเจน แต่ต้องไม่ทับเส้นทางวิ่งกับวินรถตู้หรือบริการขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น เพราะรถที่วิ่งขณะนี้แต่ละรอบหากเป็นชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อการจราจรหนาแน่นรถจะไม่พอ ส่วนการดูแลผู้โดยสารอยากให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น “ไม่ใช่ปล่อยให้เขายืนกันเละตุ้มเปะ เบียดกันเป็นปลากระป๋อง”

ขณะที่ พนักงานนายท่ารถตู้สายรังสิต-คลองสาม สะท้อนว่าวินรถตู้สายนี้เป็นรถที่วิ่งระยะสั้น แต่ละวันมีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่าพันคน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนาปรับปรุงจุดรอรถให้ดีกว่านี้ แต่การจะให้วินย้ายไปตั้งที่อื่น เกรงว่าอาจทำให้ผู้โดยสารได้รับความเดือดร้อน เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ การเดินข้ามสะพานลอยฟ้าเพื่อเข้าไปฝั่งฟิวเจอร์ฯ รังสิต ถือเป็นระยะทางที่ไกลและอ้อมมาก

ผู้โดยสารต่อคิวยาวเพื่อรอขึ้นรถตู้

 

จำคุกขบวนการค้ามนุษย์ บทพิสูจน์ไทยเอาจริง สานต่ออย่าให้หยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504612

จำคุกขบวนการค้ามนุษย์ บทพิสูจน์ไทยเอาจริง สานต่ออย่าให้หยุด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

คำพิพากษาจำคุก 27 ปี พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และอดีตผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนแยกที่ 1 ระนอง จำเลยในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา นับว่าบ่งบอกถึงมติการตีกรอบจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ของเมืองไทยได้ไม่น้อย

พล.ท.มนัส หรือ “บิ๊กแป้น” เป็นแม่ทัพนายกองอีกคนที่ต้องยอมรับ กับความผิดที่ได้ก่อ เพราะเงินจำนวนกว่า 14 ล้านบาท ถูกถ่ายโอนจากขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาในพื้นที่ภาคใต้ แม้ว่า พล.ท.มนัส จะชี้แจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวมาจากการแข่งขันวัวชน แต่ไม่อาจหาพยานหลักฐานมาลบล้างหลักฐานของเจ้าหน้าที่ที่จะเอาผิดเขาได้

คดีประวัติศาสตร์ที่ถูกจับตา มองจากสังคมโลกในครั้งนี้ โดยเฉพาะสหรัฐที่มองว่าไทยไม่ได้จริงจังจะปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ แต่การตัดสินที่เอาบิ๊กทหารเข้าคุก คงมีนัยที่สำคัญไม่น้อย

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ แรงงานข้ามชาติ และคนพลัดถิ่น มองคดีนี้ในชั้นแรกว่า ความหวังในกระบวนการยุติธรรมได้บังเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะเป็นการลงโทษจำเลยกว่า 60 คน แม้จะมีบางส่วนที่หลักฐานไปไม่ถึงเพื่อเอาผิดได้ แต่ทิศทางของการให้ความสำคัญในคดีค้ามนุษย์ สังคมไทยได้เห็นภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

“กระบวนการยุติธรรมยังคงทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แม้ผู้ต้องหาบางคนจะมีตำแหน่งชั้นยศที่เป็นถึงนายทหารระดับสูงก็ตาม” สุรพงษ์ เน้นย้ำ

แต่กระนั้น สิ่งที่จำเป็นตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ในแนวคิดของสุรพงษ์ คือ การเดินหน้าจัดการปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ให้สิ้นซากออกไปจากประเทศไทยต่อไป และรัฐบาลก็ไม่ควรจะหยุดนิ่งกับผลงานชิ้นเดียวที่เป็นคดีประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ หากแต่ต้องเข้มงวดกับการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สุรพงษ์ ให้ภาพว่า จำนวนผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา จำนวน 103 คน ยังไม่ใช่จุดจบของขบวนการ และรัฐไม่อาจคิดได้ว่า การค้ามนุษย์นั้นหมดไปแล้ว เพราะหากยังคงมีความคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าการแก้ไขปัญหาไม่ได้เดินหน้า แม้ว่าคดีดังกล่าวผลการตัดสินจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยถูกยกระดับให้น่าเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในสายตาโลกก็ตาม แต่อย่าลืมว่ายังมีอีกหลายขบวนการที่หากินกับลมหายใจของผู้คนอยู่ในขณะนี้

“ขบวนการค้ามนุษย์ยังไม่ได้หมดไป ทั้งชาวโรฮีนจา ชาวอุยกูร์ หรือแม้แต่ชาวปาเลสไตน์ที่หนีภัยสงคราม มันยังคงอยู่ เพียงแต่ลดจำนวนลงเท่านั้น หากรัฐบาลพอใจกับการแก้ปัญหาเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้เดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจัง” สุรพงษ์ ให้ความเห็น

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย คือ เรื่องของเหยื่อในขบวนการค้ามนุษย์ ที่สุรพงษ์มองว่า รัฐยังไม่จริงจังในการเยียวยาเรื่องนี้ ทั้งการจัดการส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทาง การประสานงานระหว่างประเทศ ดูจะไม่ต่อเนื่องเท่าใดนัก รวมถึงการประสานเพื่อขอแรงกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งบังกลาเทศ เมียนมา ซึ่งเป็นประเทศต้นทางที่มีขบวนการค้ามนุษย์จัดส่งผู้คนออกมา

สอดรับกับความเห็นของ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch แห่งประเทศไทย ที่มองว่า คดีนี้ถือว่าได้รับทิศทางบวกจากนานาชาติ และสามารถตอบโจทย์ รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือทิปรีพอร์ต ของสหรัฐที่เคยมองปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยว่า รัฐบาลไม่จริงจังกับการดำเนินคดีเอาผิดลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ได้ และโทษของ พล.ท.มนัส ที่ศาลได้ตัดสินไป ก็ตอบคำถามเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

“เป็นสัญญาณบวกกับนโยบายต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย มันทำให้เห็นว่าไม่ว่าใคร ใหญ่แค่ไหน มีตำแหน่งหรืออิทธิพลอย่างไร หากทำผิดอาชญากรรมในการค้ามนุษย์ก็ต้องโดนโทษอย่างไม่มีข้อยกเว้น และผลจากตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่ารัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์” สุนัย ย้ำ

สุนัย ตั้งความหวังว่า รัฐบาลจะประกาศอย่างชัดเจนตามมาว่าจะเดินหน้ากวาดล้างในทุกๆ ขบวนการค้ามนุษย์ของประเทศไทยทันที ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรจะรับลูกต่อจากคำชื่นชมของนานาชาติ ซึ่งจะช่วยให้การยอมรับอย่างมากขึ้นต่อการจัดการแก้ไขปัญหา

แม้ผลการจับกุมจะเห็นผลเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่จุดอ่อนยังคงมีอยู่ ซึ่งสุนัย มองว่า ในทุกวันนี้ยังคงมีชาวโรฮีนจาถูกคุมขังอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศนับหลายพันคน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ดูแลอย่างดีเท่าใดนัก เพราะเมื่อไปช่วยเขาออกมา กลับนำเขามาขังซ้ำอีก เหมือนเป็นการลงโทษพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สุนัย วิพากษ์ถึงจุดอ่อนนี้ว่า รัฐบาลไทยควรให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เข้ามาช่วยเหลือดูแลชาวโรฮีนจากกลุ่มนี้ ซึ่งมีแต่ประโยชน์ทั้งนั้น เพราะการเอาชาวโรฮีนจามาคุมขังไว้ก็สิ้นเปลืองงบประมาณของชาติ แต่หากให้ UNHCR ซึ่งมีงบประมาณเข้ามาจัดการ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้กับรัฐบาลไทยด้วย

บรรยายภาพ – ภาพพิมพ์แกะไม้ โดยศิลปินแถวหน้าชื่อ ประสาท นิรันดรประเสริฐ บอกเล่า เรื่องราวของชาวโรฮีนจา ชนกลุ่มน้อยในเมียนมาที่ถูกผลักดันให้ต้องอพยพออกจากประเทศถิ่นกำเนิด

 

เปิดบัญชีไล่เรียงคดี “เสื้อแดง” วิบากกรรมที่ยังไม่จบสิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504346

เปิดบัญชีไล่เรียงคดี "เสื้อแดง" วิบากกรรมที่ยังไม่จบสิ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดศาลฎีกาพิพากษากลับจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 1 ปี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.)ฐานหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 326, 332 โดยไม่รอลงอาญา

ประเมินว่าคดีนี้ส่งผลกระทบต่อทิศทางและพลังการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก ที่สำคัญวิบากกรรมที่แกนนำเสื้อแดงต้องเผชิญยังไม่จบสิ้น เพราะหลายคนยังต้องลุ้นระทึกกับคดีที่จ่อคิว เริ่มตั้งแต่

1. ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 2552

อัยการเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ พร้อมพวก กรณีนำมวลชนคนเสื้อแดงบุก โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ทำลายการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ในข้อหา  มั่วสุม 10 คน ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เป็นหัวหน้า ยุยงปุกปั่น การตั้งขบวน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2558 ให้จำคุกจำเลย 13 คน ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง  นายนิสิต สินธุไพร  นายพายัพ ปั้นเกตุ  นายวรชัย เหมะ นายวันชนะ เกิดดี  นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง  นายศักดา นพสิทธิ์  พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ นายนพพร นามเชียงใต้ นายสำเริง ประจำเรือ นายสมยศ พรหมมา นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม คนละ 4 ปี

ต่อมา 21 มี.ค.2560 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา จากนี้อยู่ระหว่างการต้องรอการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา ซึ่งทางศาลฎีกายังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

 

 

2. ก่อการร้ายจากการเคลื่อนไหว ปี 2553

คดีนี้ อัยการคดีพิเศษ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง แกนนำ นปช. 19 คนได้แก่   นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์   นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายเหวง โตจิราการ  นายก่อแก้ว พิกุลทอง  นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา  นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก  นายนิสิต สินธุไพร  นายการุณ  โหสกุล นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายภูมิกิติ หรือ พิเชษฐ์ สุจินดาทอง นายสุขเสก  พลตื้อ นายจรัญ ลอยพูล นายอำนาจ อินทโชติ นายชยุต ใหลเจริญ นายสมบัติ มากทอง นายสุรชัย เทวรัตน์ นายรชต วงค์ยอด และ นายยงยุทธ ท้วมมี

ตามความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ

จากการเคลื่อนไหวในวันที่ 28 ก.พ.- 20 พ.ค.2553 จำเลยทั้งหมด ได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนทั่วราชอาณาจักรไทยให้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ และมีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79

ศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2543/2553 และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา

 

 

3. คดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์

อัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน นายวันชัย นาพุทธา นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และข้อหาอื่นๆ

จากกรณี นำขบวนผู้ชุมนุมไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อเรียกร้องกดดันให้พล.อ.เปรม ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกนายนพรุจ 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และนพ.เหวง คนละ 4 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ และนายวันชัย

ต่อมาวันที่ 9 ม.ค. 2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษา ลดโทษ นายวีระกานต์,นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และนพ.เหวง เหลือคนละ  2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 พิพากษายืนยันตามศาลชั้นต้น

ทั้งหมดยังต้องรอดูการพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป

 

 

4. ขัดคำสั่งคสช.เปิดศูนย์ปราบโกง

เริ่มจากศาลทหารเรียก 19 แกนนำ นปช. ให้การในคดี ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติที่อิมพีเรียลลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 แต่ตุลาการศาลทหาร มีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การ เพราะผู้ต้องหาไม่ครบ  เพราะ นายยศวริศ ชูกล่อม   และ นายนิสิต สินธุไพร ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

ทั้งนี้ ศาลให้ทนายความทำเรื่องเบิกตัวทั้งคู่จากเรือนจำ ให้เสร็จสิ้นภายใน 20 มิ.ย. นี้ พร้อมนัดทั้งหมดมาขึ้นศาลพร้อมกันในวันที่ 5 ก.ย. นี้

 

ชาติหน้าไม่ขอเกิด ชาตินี้รอเข้าคุก ชีวิต “เณรคำ” จากวัดสู่ห้องขัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504142

ชาติหน้าไม่ขอเกิด ชาตินี้รอเข้าคุก ชีวิต "เณรคำ" จากวัดสู่ห้องขัง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 4 ปีที่ วิรพล สุขผล หรือ เณรคำ ฉัตติโก อดีตประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีษะเกษ ได้กลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งเมื่อดึกวันที่ 19 ก.ค.2560 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หิ้วตัวข้ามน้ำมาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อก้าวเท้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ภายใต้ 5 ข้อหาหลักที่ดีเอสไอ จัดถวายให้อดีตพระดังในภาคอีสาน คือ พรากผู้เยาว์ อนาจารผู้เยาว์ กระทำชำเราผู้เยาว์ ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน

จากพระดังที่มีคนกราบไหว้นับถือด้วยแรงศรัทธา ดำรงบรรชิตด้วยสิ่งของรอบข้างที่มีราคาสูง เช่าเครื่องบินเจ็ตเดินทาง สวมแว่นตาดำแบรนด์ดัง หิ้วกระเป๋าที่ไฮโซบรรดามี นั่งรถยนต์หรูราคาหลายล้านบาท และทรัพย์สินเป็นเงินสดอีกหลายร้อยล้านบาท

ทั้งหมดทั้งมวลที่เณรคำได้สร้างมา เกิดเตะตาของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงนำไปสู่การตรวจสอบและสืบค้นให้ลึกกว่าเดิม จนนำไปสู่การแจ้งข้อหาที่เกิดขึ้นจากดีเอสไอ

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เณรคำ ที่นับได้ว่าเป็นพระสงฆ์อีกกรูปที่สร้างความแปดเปื้อนให้กับพุทธศาสนาของเมืองไทย มีประวัติชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย

 

 

เณรคำ หรือด.ช.วิรพล สุขผล ชาวจ.อุบลราชธานี ในวัย 6 ขวบ เริ่มสนใจในการนั่งสมาธิ เดินจงกลม และถึงขั้นนอนในป่าช้า โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติธรรม ก่อนที่ปี 2537 จะตัดสินใจบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ที่วัดป่าดอนธาตุ จ.อุบลราชธานี

เดินสายธุดงค์ในหลายอำเภอของจ.อุบลราชธานี กระทั่งปี 2542 เมื่ออายุครบเกณฑ์จึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ว่ากันว่า เณรคำ ออกเดินธุดงค์ไปเรื่อยด้วยเท้าเปล่าไปถึง เชียงใหม่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ก่อนจะกลับมายังสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีษะเกษ

ครั้งหนึ่ง ศิษย์เอกของเณรคำ บอกว่า เณรคำมีความคิดที่ยึดโยงเอาไว้ว่า “ถ้าเสร็จภารกิจทางโลกแล้ว จะไม่กลับมาทางโลกอีก เพราะได้เกิดมาหลายชาติ จึงพอแก่การเกิด อีกทั้งเห็นอะไรก็สังเวชไปทั้งหมด นั่นเพราะรู้มาก่อน เกิดมาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ”

ก่อนใช้ความเชื่อความศรัทธา สั่งสมบารมีของตนขึ้นมา มีลูกศิษย์ลูกหามาโข บ้างให้เงินบริจาคต่างๆ บ้างยกที่ดินถวายให้ เพราะเชื่อสนิทใจว่าเณรคำมีอภินิหาร หยั่งรู้อนาคต รู้อดีตชาติ และหวังจะสร้างโชคลาภให้คนที่กราบไหว้

หากดูเหมือนว่า เณรคำ เป็นสงฆ์ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนมาโดยตลอด แต่แล้วเมื่อกลางปี 2556 คณะสงฆ์ของจ.อุบลราชธานี และจ.ศรีษะเกษ ได้รวมกับขับไล่เณรคำให้พ้นไปจากสมณะเพศ ข้อกล่าวหาคือผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรง เสพเมถุน

สาววัย 26 ปี ออกมาเผยความลึกซึ้งระหว่างเธอกับเณรคำ พร้อมกับมีพยานรักร่วมกันในวัย 11 ปี เธอยืนยันว่าเด็กคนนี้คือลูกของเณรคำ และพร้อมจะให้พิสูจน์ดีเอ็นเอ

ที่สั่นสะเทือนวงการสงฆ์ เพราะคำให้การของเธอที่บอกว่ารู้จักกับเณรคำขณะเรียนอยู่ชั้นม.2 ที่จ.ศรีษะเกษ และพบกับเณรคำที่มาปักกลดธุดงค์แถวบ้านพักของเธอ

ความสัมพันธ์ดำเนินอย่างรวดเร็ว เธออ้างว่าเณรคำขับรถยนต์หรูมารับถึงหน้าโรงเรียนเพื่อไปมีความสัมพันธ์ด้วยกัน ทั้งที่รีสอร์ทห่างตาผู้คน หรือแม้แต่ในรถยนต์ของเณรคำเองด้วย

สอดรับกับทางเจ้าหน้าที่ที่เริ่มได้กลิ่นไม่ดี จึงสืบสวนเชิงลึกและยืนยันได้ว่ายังมีหญิงสาวอีก 7 คนที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำขณะที่เขายังดำรงคราบรรพชิต

กอปรกับหลักฐานที่มีอยู่ในมือ จึงนำไปสู่การแจ้งข้อหา และสอบสวนต่อเนื่องจนพบว่ามีความผิดฉ้อโกงหลอกลวงประชาชน และฟอกเงิน ร้อนถึงคณะสงฆ์ในข้างต้นที่ต้องประชุมและมีมติขับไล่พ้นสมณเพศ

 

ความร้อนเข้ามาเยี่ยมเยือนเณรคำ และทำให้เขาอยู่เมืองไทยอีกต่อไปไม่ได้ ท้ายสุดเณรคำต้องเหินฟ้าหลบไปอยู่ที่ฝรั่งเศส และไปอยู่ที่สหรัฐฯ ในปีเดียวกันนั้นเอง

ตลอดทั้งปี 2556 เรื่องราวของเณรคำเป็นที่สนใจต่อสาธารณะอย่างมาก และปรากฎภาพเณรคำหลากอิริยาบถในสหรัฐฯ ทั้งการรับกิจนิมนต์ และการถ่ายรูปยังสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยลูกศิษย์ที่ยังรักและศรัทธา นัยว่าเป็นการปูเรื่องว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้นเณรคำถูกกลั่นแกล้ง กระทั่งมีข่าวว่าเณรคำได้ลาสิกขาที่วัดแห่งหนึ่ง แต่ยังปรากฏภาพว่ายังคงนุ่งห่มอาภรณ์คล้ายจีวรของพระสงฆ์อยู่ตลอด

วลีว่าชาติหน้าไม่ขอเกิด คนที่รู้ซึ้งเห็นโลกจนชัดแจ้ง ไม่ได้ช่วยให้เณรคำรอดพ้นสำนวนคดีรวม 261 หน้าใน 5 ข้อหาหนักที่ดีเอสไอรวบรวมเพื่อเตรียมฟ้องเอาผิด จากพระชื่อดังที่ปราถนาสร้างตนให้เป็นเกจิดังของเมืองไทย ต้องหลบลี้หนีคดีอาญาอันลือลั่น ดาวที่เคยจรัสแสงก็ดับลงในพริบตา

และในวันนี้เณรคำต้องมานอนคุกหลังดีเอสไอบินไปรับตัวจากสหรัฐฯ จากที่เคยอยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์ ชีวิตกลับตาลปัตรสู่ห้องขังเพื่อรอตัดสินชะตากรรมของตนเองในอีกไม่ช้า

 

 

 

บ้านพักของเณรคำใน จ.อุบลราชธานี

 

 

 

“คิดไม่รอบด้าน-ส่อเอื้อผลประโยชน์” เสียงสะท้อนถึงโครงการสะพานคนเดินท่าพระจันทร์-ศิริราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503802

"คิดไม่รอบด้าน-ส่อเอื้อผลประโยชน์" เสียงสะท้อนถึงโครงการสะพานคนเดินท่าพระจันทร์-ศิริราช

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

โครงการสะพานคนเดินและทางจักรยานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าพระจันทร์-ศิริราช ของกรุงเทพมหานคร กำลังเป็นประเด็นร้อนและอยู่ในความสนใจของชาวกรุง

โครงการนี้ถูกเปิดเผยในที่ประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยกรุงเทพฯ ว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,710 ล้านบาท รูปแบบสะพานมี 2 ชั้น ความยาวประมาณ 300 เมตร กว้าง 9 เมตร ความสูงระหว่างชั้น 4 เมตร มีลิฟต์ บันไดเลื่อน

วัตถุประสงค์ของสะพานแห่งนี้มีไว้ สำหรับคนเดิน ทางจักรยาน ทางสำหรับผู้พิการ สวนสาธารณะ เเละมีบริการรถกอล์ฟให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการเดินทางไปโรงพยาบาลศิริราช ตั้งใจออกแบบโดยคำนึงถึงชีวิตตามวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสริมภาพลักษณ์ของประเทศ และเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดการท่องเที่ยวรวมถึงเพิ่มทางเลือกการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ท่ามกลางความปรารถนาดีของผู้พัฒนาโครงการ อีกด้านหนึ่ง ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Friends of the River แสดงความกังวลและตั้งคำถามในหลากหลายแง่มุมของโครงการ

ไม่สอดคล้องกับแผนแม่บท

ว่าไปแล้วแนวคิดสะพานคนเดินและทางจักรยานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปรากฎความเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2553 สมัยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ โดยระบุว่าต้องการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนกรุงให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ความเคลื่อนไหวเงียบหายไปจนกระทั่งกลับมาเป็นข่าวและมีรูปแบบโครงการเปิดเผยผ่านสื่ออีกครั้งเมื่อช่วงต้นปี 2560

ยศพล บอกว่า หากย้อนไปดูแผนแม่บทของการพัฒนาริมฝรั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของ กทม. จะพบว่า ไม่ได้มีการระบุการเชื่อมต่อของสะพานคนข้ามบริเวณท่าพระจันทร์-ศิริราชเลย รวมถึงไม่พบแผนจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)หรือหน่วยงานอื่นๆ เช่นกัน  สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังจนสามารถชี้ชัดได้ว่า กรุงเทพฯ ควรจะมีสะพานแห่งนี้

“เท่าที่ทราบ มีแค่ กทม. ที่อยากทำ ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องกับแผนแม่บทฯ การไม่สอดคล้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่มีแผนแม่บทที่ดีพอและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ยศพล บอกว่า การพัฒนาจำเป็นต้องกำหนดโจทย์ โฟกัสจุดประสงค์และความต้องการของโครงการและสิ่งปลูกสร้างให้ชัดเจน โดยประเมินผลกระทบ ทำการศึกษาอย่างรอบด้าน ก่อนจะเปิดเผยข้อเท็จจริงออกสู่สาธารณชน

สำหรับบริเวณ ท่าพระจันทร์-ศิริราช ถือเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ที่รัฐบาลอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันที่ผ่านมา กทม. ยังแสดงความต้องการให้เกาะรัตนโกสินทร์เเละภูมิทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกของยูเนสโกอีกด้วย

“เราให้น้ำหนักกับเรื่องใดเป็นสำคัญ ถ้าต้องการอนุรักษ์พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ก็น่าสนใจว่า หากมีสิ่งปลูกสร้างลักษณะนี้จะเป็นการลดทอนคุณค่าและโอกาสของการเป็นมรดกหรือเปล่า หากต้องการอนุรักษ์พื้นที่ น่าจะมีทางเลือกอื่นในการเชื่อมต่อที่ดีกว่า เช่น สร้างสะพานในพื้นที่อื่น พัฒนาระบบขนส่งทางเรือ”

 

ภาพเปรียบเทียบระหว่างแบบสะพานศิริราช-ท่าพระจันทร์ กับ Millennium Bridge ของอังกฤษ จาก Friends of the River

 

คิดไม่รอบด้าน-ส่อเอื้อผลประโยชน์

นอกจากเป้าหมายและผลกระทบไม่ชัดเจนแล้ว การบูรณาการกับแผนพัฒนาเมืองด้านอื่น การประชาสัมพันธ์และเปิดรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนก็เป็นอีกเรื่องที่สถาปนิกรายนี้กังวล

ยศพล บอกว่า โครงการนี้คิดเพียงแค่เรื่องทางข้ามแม่น้ำเท่านั้น ผิดกับในประเทศที่เจริญแล้ว มักคิดรอบด้านผนวกแผนพัฒนาเมืองเข้าไปด้วย มองการเชื่อมต่อเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเมือง เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่สำคัญของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาที่ดินระหว่างรัฐและเอกชน ไม่ใช่เชื่อมเส้นทางแล้วไม่มีแผนรองรับในอนาคต

ทั้งนี้การรับฟังความเห็นเฉพาะผู้ที่เห็นด้วย อ้างเรื่องการพัฒนาชุมชนฝั่งธนบุรี ช่วยเหลือผู้พิการและผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า กทม. จำเป็นต้องมีสะพานขนาดใหญ่บริเวณนี้  เนื่องจากมีวิธีการอื่นที่อาจคุ้มค่ากว่า

“เขาไม่ได้คิดเรื่องแผนโดยรวม อาจจะกำลังสร้างในสิ่งที่เมืองไม่ต้องการ  ทั้งที่จริงควรจะมีการศึกษาว่าเราได้ประโยชน์อย่างไร สะพานสำคัญแค่ไหน ผู้พัฒนารู้อยู่แล้วว่าจะไปหาเสียงสนับสนุนจากที่ใด แต่เสียงสนับสนุนต้องแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่คุณทำ ต้องมีข้อเท็จจริงให้สังคมได้ชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ทำโครงการ โดยเลือกเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับธงที่ตั้งไว้แล้ว เพื่อส่งทีโออาร์และรับเอาค่าจ้างที่ปรึกษาจำนวนมหาศาลไป”

“น่าสงสัยว่ามีการชงโครงการขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือเปล่า คำถามคือ คุณทำการศึกษาโครงการขึ้นมาโดยไม่ได้หวังผลว่า การศึกษานี้จะนำไปสู่การสร้างจริง เมื่อคุณก็ได้เงินตัวนี้ไปแล้ว”

สำหรับโครงการจ้างที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบสะพานแห่งนี้  สำนักงานออกแบบ สำนักการโยธา ได้ลงนามว่าจ้าง 4 บริษัทที่ปรึกษาเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2559 ประกอบด้วย 1. บริษัท เอกซิลอน จำกัด 2. บริษัท ไฟนอล ดีไซน์ คอนซัลแตนท์ จำกัด 3. บริษัท แพลนโปร จำกัด และ 4. บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด วงเงินงบประมาณ 49.4 ล้านบาท ระยะเวลา 9 เดือน

 

สะพาน Millennium Bridge กรุงลอนดอน ภาพจาก http://annekhor.blogspot.com/2013/12/the-millennium-bridge-london.html

 

ยศพล ยกตัวอย่างการสร้างสะพานทางเท้ามิลเลนเนียมลอนดอน แห่งอังกฤษ (Millennium Bridge)  สะพานแขวนโครงสร้างเหล็กสำหรับคนเดินที่สร้างข้ามแม่น้ำเทมส์ ที่มีอายุราว 17 ปี รวมถึงโครงการสะพานเฮลิกซ์ ข้ามอ่าวมารีน่า เบย์  ของสิงคโปร์ ให้เป็นโครงการเรียนรู้สำหรับกรุงเทพฯ

อังกฤษวางแผนเรื่องการพัฒนาเมืองก่อน ต้องการเชื่อมย่านธุรกิจของลอนดอนเข้ากับย่าน South Bank เพื่อกระจายการพัฒนาเมืองมาอีกฝั่งของแม่น้ำ และเป็นการเชื่อมให้นักท่องเที่ยวและคนลอนดอนสามารถเดินมายังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อีกฝากของแม่น้ำได้อย่างสะดวก

“ทุกคนเข้าใจว่าอ่อ…เราต้องมีสะพาน เพราะมันเกิดประโยชน์ ตอบโจทย์แผนพัฒนาเมืองที่ต้องการ ที่สำคัญเขารู้ว่าตรงจุดนั้นเป็นเมืองเก่าต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำให้สะพานบางเบา ไม่มีเสาสูงขนาดใหญ่ เพื่อกระทบกับภูมิทัศน์ต่างๆ ให้น้อยที่สุดหรือพูดอีกอย่างว่า อยู่ร่วมกับภูมิทัศน์โดยรอบได้”

ด้านโครงการสะพานเฮลิกซ์ของสิงคโปร์ เริ่มต้นจากการประกาศว่าจะพัฒนาอ่าวมารีน่า เบย์ แผนดังกล่าวนำไปสู่การเชื่อมต่อทั้งรถและคน รัฐประกาศในเว็บไซต์ ระบุตัวเลขงบประมาณ จัดการประกวด และให้ประชาชนได้เลือกสิ่งที่พวกเขาเห็นดีที่สุด

“เขาพยายามจะอธิบายแผนงานและความจำเป็นให้ประชาชนเข้าใจ เสร็จแล้วก็มีการประกวดแบบเพื่อให้ทางเลือกในการพัฒนา มองกลับมาที่บ้านเราตอนนี้ กทม. รวบทุกอย่าง ไม่บอกว่าแผนทำอะไร เสนองบประมาณด้วยตัวเองและเปิดช่องให้ธุรกิจบางอย่าง ซึ่งน่าสังเกตถึงความโปร่งใส”

อย่างไรก็ตาม  ผู้ร่วมก่อตั้ง Friends of the River เชื่อว่า สุดท้ายแล้วโครงการนี้มีโอกาสสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ คาดว่าต้องถูกปฏิเสธจาก คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าและกรมศิลปากร

“ผมเชื่อว่าคณะกรรมการต้องถามกลับไปยังแผนแม่บทในการพัฒนาอยู่ดี ว่าแผนนี้มาจากไหน ซึ่งถ้าตอบไม่ได้ก็คงสำเร็จยาก แต่ว่าไปแล้วก็มีโอกาสชี้แจงและปรับปรุงจนผ่านได้เหมือนกัน”

สะพานเฮลิกซ์ ในสิงคโปร์  ภาพจาก Jeffrey Pioquinto, SJ เว็บไซต์ http://www.thousandwonders.net/The+Helix+Bridge

 

ปฏิรูป กทม. ให้เป็นความหวังของประชาชน

สิ่งที่สถาปนิกรายนี้คาใจและอยากตั้งคำถามก็คือ การบริหารจัดการของหน่วยงานใหญ่อย่าง กรุงเทพมหานคร

ยศพล บอกว่า การบริการจัดการของกรุงเทพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักมีแต่โครงการที่ขัดแย้งกับแผนแม่บท มีการใช้เงินงบประมาณที่น่าสงสัย ไม่มีประสิทธิภาพของแผนหรือผลงานที่ออกมา นับเป็นเรื่องสูญเสียโอกาสอย่างมาก น่าเสียใจหากการพัฒนาเมืองในอนาคตยังตกอยู่ในวังวนนี้

เขาบอกว่า ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการพัฒนาเมืองให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน

“ในต่างประเทศจะมีกลไลพัฒนาเมืองที่เป็นกลไลร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน ที่มาทำโครงการเพื่อประโยชน์ของคนเมืองร่วมกัน เป็นกลไกที่เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐโดยตรงคือทุกคนเชื่อใจในกลไกนี้ ทำข้อเสนอที่อิงกับหลักวิชาและความสำคัญจำเป็นจริงๆ เพื่อให้สังคมได้พิจารณา”

ยศพล บอกว่า หากไม่มีกลไกความร่วมมือระหว่างกัน การทำงานก็จะเป็นไปในลักษณะแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่อ้างอิงกับแผนหรือแผนไม่สามารถบังคับใช้ได้ นำไปสู่การเสนอโครงการโดยขาดการรับฟังความคิดเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีการรับผิดชอบ และสร้างระยะห่างระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐมากขึ้น

“กทม. เป็นหน่วยงานที่ควรปฏิรูปมาก มีงบประมาณมหาศาล สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อคนได้มาก แต่โครงการที่ผ่านๆ มา มีแต่คำถามเต็มไปหมด โยงไปถึงเรื่องคอรัปชั่นด้วย ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างประชาชนกับรัฐ ความคาดหวังของประชาชนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเริ่มเป็นการไม่ไว้วางใจ”

ภูมิสถาปนิก และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Friends of the River ทิ้งท้ายว่า ทุกโครงการไม่ควรเป็นการตันสินใจจากคนกลุ่มเดียวและสังคมไม่ได้ประโยชน์หรือความรู้กลับไปว่า “ทำไมเมืองเราต้องมีสิ่งนี้ด้วย”

 

ม.44คุมเข้ม “ร้านเหล้า” 3ปีปิดแล้ว300แห่งป้องกันเยาวชนมั่วสุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503555

ม.44คุมเข้ม "ร้านเหล้า" 3ปีปิดแล้ว300แห่งป้องกันเยาวชนมั่วสุม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปฏิบัติการปะฉะดะจับสถานบริการผิดกฎหมายทั่วประเทศ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ปฏิบัติเอาจริงเอาจังครั้งนี้ทำให้สถานบริการใกล้สถานศึกษาหลายแห่งถูกดำเนินคดี หลังจากสร้างปัญหาทำลายอนาคตของเยาวชนไทยสู่กับดักอบายมุข และหวังว่าการดำเนินการจะไม่ใช่เพียง “ไฟไหม้ฟาง” เท่านั้น

สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หนึ่งในหน่วยชุดเฉพาะกิจตรวจจับสถานบริการฉายภาพการปราบปรามสถานบริการ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าก่อนมีคำสั่ง คสช.ครั้งนี้ พบว่าพื้นที่หลายแห่งมีสถานบริการเปิดทำการอยู่บริเวณรอบสถานศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก จากคำสั่งดังกล่าวเจ้าหน้าที่ออกจับกุมปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันสถานบริการใกล้กับสถานศึกษาลดน้อยลง

ภายหลังมีการตรวจตราจับกุมอย่างเข้มงวดตามสถานบริการต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้บรรดาสถานบริการหลายแห่งพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการโดยไม่จำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอง แต่มักอ้างว่าลูกค้าเป็นผู้นำมากิน ทางผู้ประกอบการพยายามหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม ถ้าหากทางร้านจำหน่ายหรือขายเกินเวลาจะมีโทษความผิด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเลี่ยงจุดนี้แล้วใช้วิธีบอกว่า “ลูกค้านำเครื่องดื่มมาเอง”

“ในความเป็นจริงจากข้อมูลที่ทราบมาคือผู้ประกอบการสถานบริการใช้วิธีร่วมมือกับร้านค้าจำหน่ายสุราที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกับสถานบริการ เพียงแต่ไม่ได้เปิดในสถานบริการเท่านั้น แต่ตรงนี้เราสามารถเอาผิดได้อยู่ดีในฐานะผู้สนับสนุน เพราะทราบว่าส่วนใหญ่แล้วร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณด้านนอกส่วนใหญ่มีเจ้าของคนเดียวกัน เพราะการทำให้มีการดื่มสุราในพื้นที่รอบสถานศึกษา ยังไงก็ถือว่าไม่พ้นผิด ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ สารพัดต่อรองอ้างว่าส่งผลกระทบต่อกิจการของตัวเอง” สหการณ์ กล่าวย้ำรูปแบบสถานบริการ

สหการณ์ ระบุว่า การเข้าไปจับกุมจะลงพื้นที่กดดันตรวจสอบ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบเข้าใจ หากยังพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ จะลงพื้นที่จับกุมทันที ซึ่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมพินิจฯ กรมสรรพสามิต พม. กรมการปกครอง และ กทม. ร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าสถานบริการ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาและลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิด

ส่วนสถานบริการที่ถูกสั่งปิดแล้วกลับมาเปิดใหม่นั้น ถือว่ามีน้อยมาก เพราะหากเจ้าหน้าที่พบเมื่อไรโทษจะหนักขึ้น การลงโทษครั้งนี้หนักกว่าเก่าที่เน้นเพียงปรับอย่างเดียว ทำให้ผู้ประกอบการที่ถูกคำสั่งปิดบริการไม่กล้ากลับมาทำผิดซ้ำอีก และถ้ามียาเสพติด การพนัน ทุกอย่างจะถูกปิดหมด ในอนาคตสถานบริการต้องไปเปิดในบริเวณจุดโซนนิ่งเท่านั้นและพื้นที่รอบสถานศึกษาต้องปลอดแอลกอฮอล์ หรือร้านที่เอื้อให้เยาวชนเข้าไปใช้บริการ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาสถานบริการสถานประกอบการและจำหน่ายสุรา โดยจังหวัดมีคำสั่งปิด 5 ปี สถานบริการและสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกับสถานบริการไปแล้วจำนวน 288 แห่ง โดยแยกออกเป็น สถานบริการ 21 แห่ง และสถานประกอบการ 267 แห่ง

ในปี 2558 จำนวน 101 แห่ง เป็นสถานบริการ 5 แห่ง และสถานประกอบการ 96 แห่ง ถัดมาปี 2559 จำนวน 144 แห่ง เป็นสถานบริการ 13 แห่ง และสถานประกอบการ 131 แห่ง และปี 2560 จำนวน 43 แห่ง เป็นสถานบริการ 3 แห่ง และสถานประกอบการ 40 แห่ง และในเขตกรุงเทพฯ มีคำสั่งปิด 5 ปี สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกับสถานบริการไปแล้ว จำนวน 23 แห่ง

รองอธิบดีกรมพินิจฯ ยังเปิดเผยข้อมูลสถิติตัวเลขการออกใบอนุญาตขายสุราทั่วประเทศ โดยเป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 พ.ค. 2560 โดยพบว่า ในปี 2556 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 596,772 ฉบับ ถัดมา ปี 2557 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 597,463 ฉบับ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.5% ต่อมา ปี 2558 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 630,139 ฉบับ เพิ่มขึ้น 5.6%

ถัดมาในปี 2559 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 606,562 ฉบับ ลดลง 3.9% และในปี 2560 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 563,441 ฉบับ ลดลง 7.2%  ตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 มีผลบังคับใช้ พบว่า ใบอนุญาตขายสุราในภาพรวมลดลงทุกปี โดยในปี 2560 ใบอนุญาตขายสุราลดลงจาก ปี 2559 กว่า 43,121 ฉบับ คิดเป็น 7.2%

รองอธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการปราบปรามสถานบริการว่า เนื่องจากสถานบริการหลายแห่งคือจุดมั่วสุมของเยาวชนในสังคม อาจทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียกับเยาวชนและสังคมอย่างหนัก เชื่อว่าการดำเนินการเหล่านี้จะเป็นการคุ้มครองสังคมเพื่อช่วยปกป้องไม่ให้สังคมและเยาวชนเกิดปัญหาในอนาคต

“ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงมากำชับให้ปราบปรามจับกุมสถานบริการโดยใช้กฎหมายบังคับเด็ดขาดเอาจริงเอาจัง ทำให้การทำงานหลายอย่างเกิดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว และยืนยันจะดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมพินิจฯ ฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า เข้าใจว่าทุกคนต้องมีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่การดำเนินกิจการก็ต้องมีขอบเขตพรมแดน และไม่เป็นต้นเหตุมอมเมาเยาวชน ทำลายสังคม ทุกคนต้องช่วยกันดูแลสังคม ดูแลเด็กและเยาวชนเพื่อป้องกันปัญหาเยาวชนที่มีความซับซ้อนขึ้นมา