ก้าวหน้าหรือถอยหลัง รัฐไทยกับการคุ้มครองสิทธิสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503359

ก้าวหน้าหรือถอยหลัง รัฐไทยกับการคุ้มครองสิทธิสตรี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา The Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women (CEDAW) ของรัฐบาลไทยต่อคณะกรรมการ CEDAW ของสหประชาชาติที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จบลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

อนุสัญญา CEDAW เป็นอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มุ่งเน้นเรื่องสิทธิสตรี รวมถึงการปกป้องสิทธิมนุษยชนประเด็นอื่นๆ ต่อสตรี โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2528 โดยรัฐภาคีมีหน้าที่ต้องรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติ

การรายงานในครั้งนี้ นภา เศรษฐกรรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับหน้าที่หลักในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และมีผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นตัวแทนในการตอบข้อซักถามของคณะกรรมการ CEDAW ของสหประชาชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการรายงานของรัฐบาลไทยเป็นการนำเสนอรายงานที่จัดทำขึ้นคู่ขนานจากภาคประชาสังคม อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน ได้เป็นตัวแทนของกรรมการสิทธิขึ้นอ่านรายงาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันในหลายเรื่อง อาทิ ประเด็นของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้หญิงกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นหญิงพิการ แรงงานหญิง แรงงานหญิงข้ามชาติ ผู้แสวงหาที่พักพิง ผู้ลี้ภัยหญิง ผู้ต้องขังหญิง โดยในรายงานของทั้งสองคณะระบุว่าผู้หญิงเหล่านี้ต่างเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมและถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

ทั้งนี้ ในส่วนเนื้อหาของการรายงานของรัฐบาลไทยต่อคณะกรรมการ CEDAW ได้มีรายละเอียดที่พูดถึงการดำเนินการที่เกี่ยวกับผู้หญิงในประเทศไทยของรัฐบาล อาทิ ประเด็นการค้ามนุษย์ ประเด็นข้อมูลด้านความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก การคุ้มครองสิทธิกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และประเด็นสถานการณ์สตรีและการมีส่วนร่วมของสตรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงโดยรัฐที่พนักงานบริการ

คณะกรรมการ CEDAW ได้ตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยในหลากหลายประเด็นถึงบทบาทของรัฐในการดูแลเรื่องเหล่านี้ อาทิ การดูแลคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง การเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของผู้หญิง ความแตกต่างของศาลทหารและศาลพลเรือน ประเด็นสิทธิของผู้หญิงที่ทำงานเป็นพนักงานบริการที่ต้องถูกปฏิบัติด้วยการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบุกทลายและล่อซื้อ และประเด็นเรื่องการคุ้มครองพนักงานบริการตามกฎหมายแรงงาน การปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้

โดยภาคประชาสังคมได้ร่วมกันสะท้อนถึงแนวคำตอบของรัฐบาลไทยบางประเด็นที่มีความสำคัญ ซึ่งประเด็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมและการดูแลคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง วิรอน รุจิไชยวัฒน์ ตัวแทนจากกลุ่ม ฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย ได้สะท้อนถึงการตอบคำถามของรัฐบาลไทยและการดำเนินการที่เธอต้องประสบพบเจอว่า “รัฐได้ตอบคำถามเรื่องนี้ที่เราฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใจอยู่พอสมควร เพราะรัฐบอกไปว่าได้มีมาตรการคุ้มครองดูแล นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ซึ่งก็คือการจัดทำคู่มือร่วมกับภาคประชาสังคม และการเตรียมนิยามคำว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมเป็นกลุ่มเป้าหมายในร่างแผนสิทธิมนุษยชนของชาติฉบับที่ 4 ทั้งที่ความจริง ผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อบ้านเกิดยังถูกปฏิบัติแบบเดิมซ้ำๆ ทุกวัน

ปรีดา ปานเมือง ตัวแทนสตรีจากเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อการจัดสรรที่ดินทำกินที่เป็นธรรมในรูปแบบของโฉนดชุมชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ภายใต้เครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เธอบอกว่าการตอบคำถามเรื่องการดูแลพวกเราที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยการจัดทำคู่มือ จึงสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่ารัฐไม่ได้มีมาตรการคุ้มครองดูแลหรือปกป้องพวกเราอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สำหรับก้าวต่อไปหลังจากการรายงานของทุกฝ่ายเสร็จสิ้นสุดลงใน ครั้งนี้คือ การจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติจะจัดทำข้อสังเกตเชิงสรุป ซึ่งรวบรวมข้อคิดเห็นภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ส่งกลับมายังรัฐบาลไทย และจะเผยแพร่สาธารณะต่อไปในลักษณะใด เพราะสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในการรายงานครั้งนี้คือ การดำเนินการในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของรัฐบาลไทยทั่วโลก

 

“สมาร์ทการ์ดพระ” ทางแก้ “มาร” ในคราบผ้าเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503252

"สมาร์ทการ์ดพระ" ทางแก้ "มาร" ในคราบผ้าเหลือง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สมาร์ทการ์ดพระ กำลังเป็นอีกประเด็นในวงการพระสงฆ์ไทยที่ถูกพูดในขณะนี้ เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังนำมาแก้ปัญหาวงการพระสงฆ์ เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหามาตลอด อาทิ พระปลอม พระต่างด้าว หรือการหนีคดีมาบวช

มาตรการดังกล่าวจึงเป็นความหวังว่าจะช่วยตรวจสอบสถานะพระสงฆ์ได้ง่ายขึ้น ล่าสุด 4 ก.ค.ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติสั่งการให้ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เร่งหารือทุกฝ่ายเพื่อวางแนวทางจัดทำก่อนจัดสรรงบประมาณลงให้ไปดำเนินการ

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับพระสงฆ์และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความชัดเจนและมุมมองต่อเรื่องนี้

“พระพยอม” หนุนใช้เทคโนโลยีดูแลสงฆ์

ใบสุทธิ เป็นเอกสารคล้ายหนังสือเล่มเล็กๆ ใช้แสดงตัวตน-ที่อยู่-รายละเอียดการบวชของภิกษุสามเณรเหมือนกับบัตรประจำตัวประชาชน โดยพระอุปัชฌาย์จะเป็นผู้ออกให้ แต่ต้องผ่านการลงลายมือชื่อจากพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอขึ้นไปเพื่อรับรอง แต่ปัญหาที่ผ่านมาใบสุทธิมีการปลอมแปลงสวมสิทธิกันง่ายจึงทำให้มีปัญหาในวงการพระสงฆ์กันมาตลอด

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐที่นำสมาร์ทการ์ดมาใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ได้อย่างรัดกุม เพราะใบสุทธิแบบเก่าไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคนี้ได้ครอบคลุมอีกแล้ว เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนจึงทำให้มีการปลอมแปลงใบสุทธิง่ายขึ้น หากมีเทคโนโลยีมาช่วยติดตามตรวจสอบพฤติกรรมความประพฤติของพระสงฆ์ หรือ ตรวจสอบผู้ที่เคยบวชแต่ต้องสึกเพราะอาบัติหนัก มองว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่จะได้ผลมากน้อยอย่างไรคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

“เรื่องนี้เปรียบเหมือนกับอาหาร หากเรามีการซีนหรือป้องกันไว้ ก็จะไม่มีแมลงวันตอม สมาร์ดการ์ก็เช่นกัน เอาไว้เพื่อป้องกันช่องทางโอกาสของคนไม่ดีที่คิดแอบแฝงเข้ามาบวช”

“เชื่อว่าสมาร์ทการ์ดพระ จะช่วยแก้ปัญหาการบวชปลอม หนีคดีมาบวช เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีตรวจสอบเรื่องพวกนี้ได้ง่าย เหมือนตำรวจที่ใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดสืบสวนตามจับผู้ร้าย”

พระพยอม มองว่าหากปัญหาดังกล่าวปล่อยไปโดยไม่มีการทำอะไร เชื่อว่าจะเป็นช่องทางให้คนฉวยโอกาสเข้ามาย่ำยีพระพุทธศาสนาเหมือนเช่นผลประโยชน์ของวัดที่ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นและรัฐกำลังแก้ไขอยู่ ซึ่งยอมรับว่าปัจจุบันบางวัดมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์มหาศาล

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่าการปฏิรูปวงการสงฆ์เป็นเรื่องที่ควรต้องสังคายนา โดยดำเนินการแก้ไข เริ่มจากฝ่ายสงฆ์ร่วมกับฆราวาส เพราะหากสงฆ์แก้กันเองเกรงว่าบางครั้งอาจเกิดการเข้าข้างกันได้จนกลายเป็นข้อครหา แต่ถึงอย่างไรมองว่าการปฏิรูปวงการสงฆ์ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

“สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อพระควบคุมดูแลกันไม่อยู่ หรือมีอั้งยี่ในวงการพระ จำเป็นต้องไปขอกำลังทางโลกหรือรัฐบาล ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วย เพราะหากมีการตั้งขบวนการเช่นเดียวกับวัดบางแห่ง ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารและตำรวจจำนวนมากเข้าไป เพราะพระสงฆ์ เจ้าคณะจังหวัด-เจ้าคณะหน ดูแลกันไม่อยู่แล้ว ถ้าปล่อยปัญหาให้นานจะเกิดปัญหา”

พระปลอม-บวชหนีคดี แก้ด้วยสมาร์ทการ์ด

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่ารูปแบบสมาร์ทการ์ดพระที่กำลังดำเนินการมีรูปแบบคล้ายบัตรประชาชนทั่วไป มีรูปถ่าย ตัวเลข 13 หลักเช่นเดียวกับในทะเบียนราษฎร์ ข้อมูลวุฒิสถานะพระที่ต้องมากกว่าใบสุทธิ แต่ถึงอย่างไรยังไม่ยกเลิกใบสุทธิเดิม เบื้องต้นขั้นตอนการจัดทำขณะนี้กำลังหารือร่วมกับกรมการปกครองเพื่อวางระบบว่าจะทำอย่างไรให้ง่ายต่อการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งหากได้ข้อสรุปจะต้องนำรายละเอียดเสนอให้มหาเถรสมาคม (มส.) พิจารณาก่อนใช้จริง

ส่วนประโยชน์มองว่าช่วยทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดของวุฒิสถานะพระในเชิงลึก เช่น พระจริงหรือไม่ บวชมานานเท่าไหร่ เคยต้องโทษคดีอะไรหรือไม่ รวมถึงป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีพระสงฆ์อยู่ประมาณ 2-3 แสนรูป ซึ่งมีการบวชและสึกอยู่ตลอด

“ขั้นตอนหลังเริ่มใช้สมาร์ทการ์ด เมื่อบวชแล้ว พระสังฆาธิการจะบอกให้ไปทำ แต่ขั้นตอนตรงนี้ขอวางรายละเอียดก่อน แต่หลักๆ จะใช้ตรวจสอบพระปลอม ป้องกันการปลอมแปลง และทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลพระ เหมือนกับบัตรประชาชนเพื่อเป็นการให้ท่านแสดงตัวตนของท่าน”

1 ต.ค.เริ่มใช้สมาร์ทการ์ดพระ

ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าระบบดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 ต.ค.นี้ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากกรมการปกครองเป็นอย่างดี เพราะกระทรวงมหาดไทยมีฐานข้อมูลจากบัตรประจำประชาชนและใบสุทธิอยู่แล้ว จึงคิดว่าการดำเนินการจะไม่ยุ่งยาก โดยรูปแบบข้อมูลในบัตรจะมี เช่น บวชเมื่อไร จำพรรษาอยู่วัดอะไร ได้รับการเลื่อนยศสมณศักดิ์มากี่ครั้ง รวมถึงสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมได้ แต่ยืนยันจะไม่มีการยกเลิกหนังสือสุทธิบัตรพระ

“สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ พระทุกรูปทั่วประเทศมีบัตรสมาร์ทการ์ดพระ ซึ่งจะมีรายละเอียดของพระทั้งหมด ประวัติเป็นอย่างไร มีสมณศักดิ์อะไร บวชมากี่พรรษา หรือเคยทำผิดอะไรมาบ้าง”

 

เมื่อเกรียนเล่น “โดรน” อย่าให้ปลาเน่าตัวเดียวทำตายทั้งฝูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503077

เมื่อเกรียนเล่น "โดรน" อย่าให้ปลาเน่าตัวเดียวทำตายทั้งฝูง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เร็วๆ นี้มีบุคคลนำคลิปวิดีโอ ซึ่งถ่ายบริเวณสนามบินของกองทัพอากาศเป็นภาพมุมสูงจากโดรนไปเผยแพร่ลงในสื่อสังคมออนไลน์จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คนชอบเเละติดใจอากาศยานไร้คนขับอย่างโดรน สามารถควักกระเป๋าสตางค์เพียงแค่หลักพันเพื่อซื้อหาได้ง่ายๆ

คำถามเเละความกังวลครั้งใหญ่ จึงตกไปอยู่ที่การควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้เกิดผลกระทบ

ตัวเล็กปัญหาใหญ่

โดรนนั้นสามารถสร้างประโยชน์ใหักับสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานสำรวจ งานสนับสนุนการท่องเที่ยว วงการสื่อสารมวลชน ตลอดจนงานด้านการทหาร อย่างไรก็ตามมือสมัครเล่นที่เข้าถึงอุปกรณ์ได้ง่ายกำลังสร้างปัญหา

ธานินทร์ วงศ์อาษา ผู้เล่นโดรนมากประสบการณ์ บอกว่า ที่ผ่านมาวงการนักบินโดรนมืออาชีพ คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก และพยายามเตือนนักบินรุ่นใหม่ๆ ให้บินกันโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนและทรัพย์สินเบื้องล่าง ไม่บินสูงเข้าไปในเส้นทางการบิน หรือแนวขึ้นลงของเครื่องบินพาณิชย์ แต่สุดท้ายก็มีคนที่อ้างว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และบินเอาสนุกเป็นการส่วนตัว แถมเผยแพร่ออกสื่อโชเชียลในวงกว้าง กลายเป็นปลาเน่า 1 ตัว ทำให้ปลาทั้งบ่อจะตายไปด้วย

“พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งเสมอ บินโดรนด้วยสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม อย่าเอาแต่ความสนุกส่วนตัวอย่างเดียว”

เขาบอกว่า โดรนที่เป็นข่าวบินท้ายรันเวย์กองทัพอากาศ ไม่ใช่โดรนระดับมืออาชีพ เป็นโดรน Toys Grade (Hubsan H501s) ซึ่งไม่มีการ Lock ไม่ให้บินเข้าไปในเขตสนามบินหรือ No Fly Zone หรืออาจจะมี Lock แต่ถูก Hack ปลด Lock ได้อย่างง่ายดาย

ตามปกติโดรน DJI และยี่ห้ออื่นๆ ที่เป็นโดรนระดับใช้งานจริงจัง จะถูกโปรแกรม Lock No Fly Zone สนามบินต่างๆ ไว้ทั่วโลกไม่ให้บินเข้าไปใกล้ได้ หมายถึง บินเข้าไปจะถูกดีดออกเหมือนมีโดมแก้วบาเรียครอบอยู่ และจะไม่สามารถสตาร์ทมอเตอร์เพื่อขึ้นบินได้ในเขต No Fly Zone

 

“นักบินโดรนมืออาชีพจะประสานงานกับหอบังคับการบินอยู่แล้ว หากต้องทำภาระกิจที่ใกล้สนามบินหรืออยู่ในเส้นทางการบินหรือต้องทำการบินในระดับสูง ทุกคนตระหนักดีถึงเรื่องกฎความปลอดภัยของการบิน และพยายามบอกต่อไปยังนักบินรุ่นใหม่ๆ ไม่ให้กระทำความผิด

เรารณรงค์กันมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนออกกฎหมายซะอีก เพราะไม่อยากให้คนมองว่าเราเป็นตัวอันตราย และเป็นภัยต่อการบินพาณิชย์ ทราบดีว่าถ้าบินกันโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนรวม สุดท้ายแล้วเราจะถูกต่อต้านจากสังคม และกฎหมาย”

ธานินทร์ บอกว่า ปัญหาเกิดจากมือใหม่ อยากบินเลียนแบบพวกมืออาชีพ และโดรนเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันได้อิสระ และมีหลายรุ่นให้เลือกใช้งาน โดยเฉพาะโดรนที่เป็น Toys Grade มีให้เลือกซื้อในราคาถูก แต่ความปลอดภัยน้อย หากหลุดสัญญาณควบคุมจะบินหายไปและไม่สามารถควบคุมได้  ต่างจากโดรนระดับมืออาชีพ หากเกิดสัญญาณหลุดจากการควบคุมจะทำการเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นและลงจอดเองอย่างปลอดภัย

“กฎหมายไม่ได้ไปบังคับเอาผิดโดรนของเด็กเล่นที่สร้างปัญหา เราจะยังเห็นพวก Toys Grade ราคาหมื่นต้นๆ หรืออาจจะไม่ถึงหมื่น ไปสร้างความวุ่นวายในสนามบินได้อีกแน่นอน การควบคุมการใช้งานโดรนด้วยการจดทะเบียนโดรน และออกใบอนุญาตบินโดรน ไม่สามารถใช้ควบคุมคนที่ใช้ของเล่นประเภทนี้ได้ นั่นแหละปัญหาใหญ่ของวงการโดรนมืออาชีพ เพราะถูกเหมารวมไปกับพวก Toys Drone”

ธานินทร์ ยังเห็นว่า กฎหมายในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับศักยภาพและการใช้งานของโดรน ซึ่งส่งผลกระทบต่อปฏิบัติงานของระดับมืออาชีพ

“ถ้าไปอ่านดูข้อกฎหมาย จะเห็นได้ว่า ที่ทำๆ กันมันผิดกฎหมายหลายข้อ ทั้งความสูงในการบิน ช่วงเวลาในการบินที่กำหนดให้บินระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น รวมถึงห้ามบังคับโดยมองจอ FPV ซึ่งขัดกับการใช้งานจริงมาก”

 

ถึงเวลาแก้ปัญหาที่จุดเริ่มต้น

ครูแดง-จรูญศักดิ์ สุขวัฒโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเเละประกันภัย บอกว่า ถึงเวลาต้องเสวนาและปฏิรูปทั้งระบบ โดยผู้ควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ต้องยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมายังทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์กฎระเบียบข้อกฎหมายไม่ดีพอ

“การใช้กฎหมายไม่ใช่แค่ประกาศแล้วหวังว่าทุกคนจะทำตามทันที ที่ผ่านมา กพท. ไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและให้องค์ความรู้เลย คนทราบน้อยมาก”

ประเด็นต่อมาคือปัญหาคลาสสิคระหว่างประชาชน เอกชนและระบบราชการ โดยปัจจุบันมีโดรนที่ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบตามกฎหมายไม่ถึง 400 ลำ ขณะที่ร้านค้าโดรนนั้นมีกลาดเกลื่อนทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีผู้ประเมินว่าปัจจุบันมีผู้ใช้งานโดรนกว่ามากกว่า 30,000 ลำ

จรูญศักดิ์ บอกว่า การจดทะเบียนถือเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่มีการอำนวยความสะดวกที่ดีพอจากหน่วยงานรัฐ มักอ้างว่าต้องใช้เวลาในการตรวจสอบประวัติผู้ใช้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน

“ที่สุดมันจะแว้งกลับมาหาท่าน หากไม่รีบแก้ วันหนึ่งถ้าโดรนไปชนกับเครื่องบินแล้วเกิดปัญหา จะอ้างไม่ได้เลยว่า คนไม่มาจดทะเบียนเพราะจริงๆ แล้ว กพท. เป็นคอขวด ไม่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเเละประกันภัย แนะนำว่า การแก้ปัญหาสามารถกำหนดวิธีการลงทะเบียนล่วงหน้าได้ เพื่อเปิดโอกาสให้โดรนที่เจตนาบินให้ถูกต้องมาลงทะเบียนในระบบ ก่อนตรวจสอบประวัติย้อนหลัง หากไม่ผ่านค่อยยกเลิก อย่างน้อยให้เข้ามาในระบบ เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบได้หากเกิดปัญหาขึ้น

“คนอยากจดทะเบียนมีเยอะมาก แต่รัฐดันสร้างกฎหมายที่มันลำบาก ยิ่งเป็นหน่วยงานนิติบุคคลหรือองค์กรยิ่งซับซ้อนยิบย่อยไปใหญ่ เมื่อกฎหมายยากคนก็ไม่อยากเข้าไปสู่ระบบ เลือกที่จะเถื่อนกันหมด”

ในมุมมองของผู้คลุกคลีในวงการโดรนมองว่า การมุ่งเพียงแต่จับผู้กระทำความผิดเพียงอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

“ระดับมืออาชีพ ไม่เอาโดรนราคาเฉียดแสนไปเสี่ยงหรอก แต่พวกเล็กๆ ที่เรามองว่าเป็นของเล่นนี่แหละ กำลังสร้างปัญหา เราเกรงกลัวมาตรฐานระดับโลกอย่างองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ที่ปักธงแดง แต่การดูแลโดรน ขนาดเล็กยังทำไม่ได้เลย รัฐมองและเข้าใจว่าโดรนเป็นเรื่องเล็กมาตลอด มีเรื่องใหญ่กว่าต้องทำ คำถามก็คือ ใหญ่ๆ ที่เขาว่าอย่างพวกเครื่องบินโดยสาร ความเสียหายหมื่นล้านอาจเกิดจากโดรนราคาไม่กี่พันก็ได้ เราจะรอวันนั้นหรอ”

จรูญศักดิ์ สรุปว่า หากอยากให้วงการโดรนมีความยั่งยืน ต้องให้การศึกษาให้ความรู้ด้านกฏระเบียบกติกา แล้วให้ทักษะความสามารถในการบิน การฝึกใช้งานอย่างจริงจัง บนพื้นฐานของความปลอดภัยแก่สังคม เคารพในสิทธิของผู้อื่น โดยใช้งานอย่างมีวิจารณญาณ

กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าถึงและครอบครองโดรนในปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย ซึ่งแปลว่าโอกาสที่จะมีผู้ไม่หวังดีใช้โดรนในการสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นหรือองค์กรนั้นมีมากขึ้น

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีกฎหมายระบุถึงการกำหนดเขตห้ามบินตามสถานที่สำคัญต่างๆ อยู่แล้ว เช่น กองทัพ ท่าอากาศยาน เนื่องจากเหตุผลเรื่องความมั่นคงและปลอดภัย อย่างไรก็ตามอนาคตจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ห้ามบินเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบางแห่ง โรงงานอุตสาหกรรม โรงปูนซีเมนต์ที่เต็มไปด้วยสารเคมี ซึ่งเสี่ยงอันตรายหากเกิดความผิดพลาดจากการใช้งานอุปกรณ์

ทั้งนี้แม้จะมีกฎระเบียบในการครอบครองและใช้งาน แต่ในแง่ปฏิบัติพบว่ายังมีผู้ไม่ทราบหรือตั้งใจละเมิดอีกเพียบ ทำให้นอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์กติกาการใช้งานอย่างถูกต้องแล้ว สถานที่สำคัญควรมีวิธีจัดการ ตรวจสอบและป้องกันภัยจากโดรนด้วย

“ถ้าเกิดความผิดพลาด โดรนไปชนทำให้เครื่องบินเกิดความเสียหายจนส่งผลทำให้ตารางไฟต์บินมีปัญหา ถือเป็นเรื่องเสียหายกระทบกับภาพรวมอย่างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรากำหนดเขตห้ามบินก็จำเป็นต้องมีกระบวนการจัดการควบคุม”

การจัดการที่ดร.โกเมน บอก คือการติดตั้งอุปกรณ์ที่ทำให้โดรนไม่สามารถบินเข้าไปได้ในเขตต้องห้าม บังคับหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางของโดรนได้ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวเรียกว่า โดรนแจมเมอร์

การทำงานของ โดรนแจมเมอร์ คือ เมื่อโดรนบินเข้ามาในเขตหวงห้าม โดรนแจมเมอร์จะส่งสัญญาณรบกวนให้โดรนของฝ่ายตรงข้ามกลับฐานหรือค่อยๆ ร่อนลงจอด ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดต่อไป

“เขตห้ามบินจำเป็นต้องมีกระบวนการในการนำจับและป้องกัน คนที่โดนจับจะไม่กล้าฝ่าฝืน เพราะหากตก ถูกยึด หรือตามจับกุมจะไม่คุ้ม”

ทั้งนี้นอกจากพื้นที่ห้ามบินตามกฎหมายแล้ว ดร.โกเมน ยังเห็นว่าโดรนแจมเมอร์ ยังสำคัญต่องานการใช้ในมหกรรมที่มีการรวมตัวของคนหมู่มากด้วย เช่น คอนเสิร์ต พระราชพิธี วิ่งการกุศล เพื่อป้องกันอันตรายและความผิดพลาดจากโดรน

 

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ เเละโดรนแจมเมอร์

 

เตรียมศึกษาแนวทางสากล

จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ยอมรับว่า ถึงแม้จะมีกฎหมายควบคุมการใช้งานโดรน แต่ในทางปฏิบัติการจัดการเป็นเรื่องยากเนื่องจากประชาชนสามารถซื้อหาได้ง่าย ทั้งนี้ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากกลุ่มผู้ใช้มือสมัครเล่น

“ในทางกฎหมายมีกระบวนการกำหนดอยู่แล้ว ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมติดตามได้ทั่วถึง กพท. ทำงานในด้านจัดระเบียบและเชิงป้อง รอรับแจ้งเหตุหรือปัญหาที่เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม  ผู้อำนวยการกพท. ระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันโดรนได้รับความนิยมมากขึ้น เจ้าหน้าที่กำลังศึกษาแนวทางปฏิบัติในต่างประเทศเพื่อควบคุมดูแลการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระยะสั้นอาจจะมีกระบวนที่เอื้อให้คนเข้ามาอยู่ในระบบและสามารถติดตามได้มากขึ้น

“พยายามดูการกำกับและการใช้งานให้สอดคล้องกับสากล เป็นเรื่องใหญ่และขยายตัวทั่วโลกไม่ใช่ปัญหาเฉพาะแค่เมืองไทยอย่างเดียว”  ดร.จุฬา ทิ้งท้าย

อาจถึงเวลาที่ทุกฝ่ายทั้งผู้ควบคุมกฎหมายเเละผู้ใช้งานต้องกลับมานั่งหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจสอดคล้องเเละเดินหน้าไปอย่างถูกต้อง

 

วิพากษ์ปัญหา “โพสต์ภาพศพ” จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502900

วิพากษ์ปัญหา "โพสต์ภาพศพ" จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การนำภาพศพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทุกครั้งในยามที่เกิดเหตุอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุร้ายแรง

ทว่าแม้จะมีเสียงตักเตือนจำนวนมากจากสังคม แต่ก็ยังมีการเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสมออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีผู้คนจำนวนหนึ่งต่างพากันเข้าไปกดไลค์กดแชร์แถมด้วยการแสดงความเห็นว่า “ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีผู้เข้าไปตักเตือนก็กลับถูกต่อว่ากลับโดยอ้างว่าการนำภาพผู้เสียชีวิตมาแชร์ก็เพื่อเป็น “อุทาหรณ์”

เมื่อเกิดกระแสตำหนิถึงความไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต สปอร์ตไลท์มักส่องไปที่ “หน่วยกู้ภัย และ สื่อมวลชน” โดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถ “เข้าถึง” ที่เกิดเหตุได้ตามหน้าที่

วันนี้โพสต์ทูเดย์คุยกับตัวแทนจากมูลนิธิร่วมกตัญญู และ กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และ “สาเหตุ” ที่ทำให้ยังมีภาพไม่สมควรเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกมา

ตามหาญาติ-เตือนภัย เหตุมูลนิธิปล่อยภาพ แต่ต้องเซ็นเซอร์

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เล่าว่าการส่งภาพศพในอุบัติเหตุต่างๆ ของทางมูลนิธิฯ ส่วนใหญ่ใช้เพื่อประโยชน์ 3 เรื่องหลัก คือ 1.ตามหาญาติผู้ประสบอุบัติเหตุที่ไม่มีเอกสารหลักฐานติดตัวให้รับทราบ 2.เตือนภัย ให้คนทั่วไปรับทราบ แต่การนำเสนอต้องผ่านการเซ็นเซอร์ และ 3.เป็นช่องทางสื่อสารขอความช่วยเหลือนอกจากวิทยุสื่อสาร ปัจจุบันใช้โปรแกรมไลน์ในการส่งข้อมูลให้กับ 3 กลุ่มหลัก คือ ภายในหน่วยงานเพื่อแจ้งผลการปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มสมาชิกอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ และใช้ติดติอสื่อสารกับสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ รายนี้มองว่าการส่งภาพนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ส่งแต่ละคน แต่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยส่วนใหญ่กว่า 80% เซ็นเซอร์ภาพผู้เสียหายเพราะทุกคนรับทราบเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากจำเป็นกรณีที่ผู้เสียชีวิตไม่มีญาติก็อาจขึ้นข้อความว่า “ขออภัยที่เราไม่ได้เบลอหน้า เพื่อให้ช่วยติดตามหาญาติ”

“ภาพที่หลุดออกมายอมรับว่าเมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้น้อยลงมาก ทำถูกกันมาเป็น 100 ครั้งไม่มีใครว่า แต่คนส่วนน้อยทำผิดครั้งเดียว ก็ยกขึ้นมาเป็นประเด็น ทำให้คนทำงานไม่สบายใจ แต่ยังไงหากเจอเราจะส่งข้อความไปเตือนให้เซ็นเซอร์หรือลบภาพ เพราะทุกวันนี้กลุ่มอาสาก็เตือนกันเอง เช่นเดียวกับภาคสังคม”

อัญวุฒิ มองว่าทางออกเรื่องนี้มูลนิธิกู้ภัยเป็นเพียงส่วนน้อยซึ่งมีการคอยเตือนกันอยู่ตลอด แต่ผู้ที่โพสต์ภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประชาชน จึงคิดว่าเรื่องนี้ต้องปลูกฝังให้ทุกคนตระหนักว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถึงอย่างไรสถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้น

“อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบเพราะสื่อมี 2 มุม 2 ด้าน ในทุกเรื่อง ฉะนั้นทุกคนควรช่วยกันดูแลและนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ให้มากที่สุด”

“ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” คอมเมนท์ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักทิ้งไว้หลังจากเข้ามาดูภาพผู้เสียชีวิต

ภาพความสูญเสียไม่ว่าเหตุใด “ไม่ควรเผยแพร่”

จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยืนยันหลักการว่าภาพความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุฆาตกรรมต่างๆ ไม่ว่ากรณีใดเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ เพราะเป็นหลักพื้นฐานและกฎเหล็กของสื่อมวลชน แต่ที่ในสังคมยังมีคนบางกลุ่มส่งภาพประเภทนี้อยู่ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการอบรมเรียนรู้เหมือนสื่อวิชาชีพ จึงไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องความรับผิดชอบของสื่อมวลชนแท้จริง เพราะหลักการคือ ต้องไม่ซ้ำเติมผู้สูญเสีย

กรรมการสมาคมนักข่าวฯ รายนี้ มองว่าการส่งต่อภาพผู้เสียชีวิตทางจิตวิทยาคือการตอบสนองสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องราวอะไรคนทั่วไปมักให้ความสนใจ แม้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงอยากให้คิดซักนิดว่าหากตนเองเป็นครอบครัวผู้เสียชีวิต คงไม่อยากทำเช่นนั้นเหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหาย

“ถ้าหากเป็นเราจะรู้สึกไหม เรื่องเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ควรคำนึงถึงเรื่องของความเป็นมนุษย์ เพื่อนมนุษย์ไม่ควรจะซ้ำเติม ต้องระมัดระวัง”

ทางออกเรื่องนี้คิดว่าต้องสร้างการรับรู้เรื่องสิทธิ ให้กับผู้ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่ไปกับการใช้สื่อออนไลน์ว่าการกระทำอย่างไม่คิดเป็นการซ้ำเติมผู้อื่น และอาจมีความผิดทางกฎหมายฐานหมิ่นประมาทผู้เสียชีวิต แต่ถึงอย่างไรคิดว่ากฎหมายไม่สำคัญเท่าจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ ที่ต้องระมัดระวังไม่ควรละเมิดศักดิ์ศรีของผู้สูญเสีย

จักร์กฤษ แสดงความรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่น่ากังวลเพราะวิวัฒนาการเมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนในสังคมตระหนักรู้ว่าอะไรไม่ควรโพสต์ เช่นเดียวกับช่วงเกิดเหตุระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ช่วงแรกก็มีภาพความสูญเสียเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นสังคมมีการตักเตือนกันสุดท้ายสถาการณ์ดีขึ้น จึงคิดว่าวันนี้ผู้ใช้สังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจแล้ว

ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายนำภาพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่โดยไม่เซ็นเซอร์

 

จิตสำนึก หนทางยุติการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าปัญหานี้เกิดจากความไม่รู้ โดยภาพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ที่ถูกเผยแพร่มาจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งได้เข้าไปในพื้นที่ จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ลดลงไปมาก แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องคอยตักเตือนและให้ความรู้กันอยู่

การที่บางมูลนิธิฯ อ้างว่าเผยแพร่ภาพศพเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ มองว่าไม่จริงเป็นเพียงข้ออ้างเพราะการเผยแพร่ภาพเหล่านั้นไม่ตอบโจทย์ที่จะใช้เป็นอุทาหรณ์ได้ แต่กลับเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติผู้ประสบเหตุมากกว่า อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทางจิตใจแก่ญาติผู้เสียหาย ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยเป็นกระบอกเสียงเตือนผู้นำภาพความสูญเสียออกมาเผยแพร่

มานะ มองว่าวันนี้แม้มีกฎหมายควบคุมดูแลเรื่องเหล่านี้แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ 100% เพราะปัญหานี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ฉะนั้นเป็นเรื่องที่มาตรการทางสังคมต้องช่วยกันทำความเข้าใจ

“ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายจะทำอะไรได้ ถ้าหากมันมีช่องทางและคนจะนำเสนอ แต่สิ่งสำคัญเราต้องช่วยเตือนและสร้างจิตสำนึกกันมากกว่านี้ หากปล่อยไป มันจะทำให้เด็กรุ่นต่อไปเสพความตาย กลายเป็นคนหยาบกระด้าง เพราะเห็นภาพพวกนี้มากเกินไป”

 

ถอดประสบการณ์ “Come out” ความอึดอัดที่หวังเพียงการเข้าใจและยอมรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502700

ถอดประสบการณ์ "Come out" ความอึดอัดที่หวังเพียงการเข้าใจและยอมรับ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยวัยเกือบ 50 ปี ทำตามเสียงหัวใจเรียกร้องครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยการแปลงโฉมรูปลักษณ์ภายนอก จากหนุ่มมาดแมนเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งสู่ผู้หญิงสาวสวย ดัดผมลอนยาว ฉีกรอยยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคม

การเปลี่ยนแปลงและเปิดเผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงนับเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอในสังคมไทย โดยเฉพาะการเกิดขึ้นกับคนดัง

วินาทีนี้ท่ามกลางสายตา คำวิพากษ์วิจารณ์และเสียงซุบซิบนินทาที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทางต่อผู้กล้าเปิดเผยว่าตัวเองมีรสนิยมอย่างไร อีกด้านสำคัญที่ไม่ควรละเลยก็คือ การเรียนรู้บทเรียนความกล้าหาญของผู้ที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น

ซื่อสัตย์กับตัวเองและบุคคลที่เรารัก

“แต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน แต่การที่คนเราได้เป็นตัวของตัวเอง 360 องศา บุคคลคนนั้นจะสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัวและสังคมได้ 360 องศา” วิทยา แสงอรุณ ผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ให้ความเห็นถึงประเด็นการเปิดเผยตัวตนทางเพศ

เขาบอกว่า ทุกคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน การเอ่ยปากบอกหรือไม่บอกนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในครอบครัวของแต่ละบุคคล หากใครประเมินแล้วว่า ครอบครัวตนเองมักจะแลกเปลี่ยนสื่อสารกันอยู่เสมอก็ควรจะตัดสินใจเอ่ยปากบอก แต่หากเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างปิดกั้นเรื่องความหลากหลาย อาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการสื่อสาร

วิทยา กล่าวว่า การพูดข้อเท็จจริงออกไป คือการซื่อสัตย์กับตัวเองและบุคคลที่เรารักอย่างแท้จริง การปิดบังซ่อนเล้นเป็นเรื่องที่อึดอัด ลำบากใจและสร้างความรู้สึกไม่เป็นเนื้อแท้ของเราเอง ที่สำคัญยังนำมาซึ่งการโกหกต่างๆ นานา

“การพูดความจริงในสิ่งที่เราไม่เคยพูดมาก่อน ครึ่งค่อนชีวิต หรือเกือบตลอดทั้งชีวิต มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดแน่นอนแต่การได้พูดความจริงผ่านกระบวนการเจ็บปวดออกไปนั้น เราจะมีความสุข เพราะไม่รู้สึกอึดอัด ซ่อนเร้น โกหกอีกต่อไปแล้ว เราจะอยู่อย่างเปิดเผยและเต็มศักยภาพความเป็นมนุษย์ของเรา”

วิทยา บอกว่า สำหรับคนใกล้ชิดที่ได้ยินการเปิดเผยของคนรัก แน่นอนว่าต้องมีบางคนผิดหวัง สับสัน แต่อยากให้เปิดใจยอมรับ ตั้งใจมองบุคคลที่อยู่ตรงหน้าซึ่งผ่านความอึดอัดมาตลอดชีวิต หน้าที่คุณคือให้กำลังใจ เป็นครอบครัวหรือเพื่อนของเขาต่อไป

“มันเป็นแค่ความจริงที่คุณไม่เคยรับรู้มาก่อนแล้วรู้สึกหวาดวิตก แต่เมื่อรู้แล้ว จะผ่านช่วงเวลานั้นไปด้วยกันอย่างไรคือสิ่งสำคัญ”

 

 

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ “เปิดตัวแล้วเหมือนเกิดใหม่”

ประสบการณ์ Come out of the closet ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนกดดัน บางคนต้องพบกับคราบน้ำตาและบางคนเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง

วิทยา เล่าว่า ในอดีตไม่มีสื่อ ความรู้ และการยอมรับมากเหมือนในปัจจุบัน เพศทางเลือกคือความผิดปกติ ชั่วร้ายในสังคม ถึงขนาดทำให้ต้องเก็บงำความรู้สึกและตั้งกำแพงบอกตัวเองว่า ‘ชาตินี้ฉันจะไม่บอกใคร’ ขอเดินหน้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีอาชีพที่ดี สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และจากโลกใบนี้ไปโดยไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นเกย์

“ความอึดอัดทรมานก็ค่อยๆ เก็บสะสม ถึงขนาดคิดว่า ถ้าเราชีวิตสั้นก็คงจะดีนะ”

เมื่อเติบโตมากขึ้นเขาศึกษาหาข้อมูลเรียนรู้สังคมจนกระทั่งมีมุมมองใหม่ๆ และเริ่มคิดถึงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าหากยังจำกัดตัวเอง คงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ และวิ่งหนีความเป็นจริงไปตลอดกาล โดยคนสำคัญในชีวิตที่บอกยากที่สุดก็คือ คุณแม่

วันนั้นวิทยาในวัยประมาณ 30 ปี เริ่มเกริ่นนำกับคุณแม่ว่า มีเรื่องสำคัญจะมาบอก อยากให้แม่ลองนึกภาพที่ผ่านมา ลูกคนนี้ไม่เคยทำให้แม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักครั้ง แต่วินาทีนี้มีเรื่องหนึ่งที่เก็บเอาไว้มานาน อยากจะบอก คือ ลูกไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ

ภายหลังรับฟังคุณแม่มีใบหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“เชื่อเถอะแม่รู้อยู่แล้ว แม่ทุกคนรู้มาตลอดแค่แม่ไม่พูด” วิทยาคิดแบบนั้นและบอกให้ฟังด้วยน้ำเสียงแห่งความสุขว่า “การพูดออกไปตรงๆ มันลดความอึดอัด รู้สึกโล่งเหมือนเกิดใหม่ คนที่จะมีความสุขที่สุดก็คือตัวของคุณเอง ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในการได้เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องปิดบัง”

 

 

ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ

บางรายไม่ได้เอ่ยปากสารภาพเปิดตัวโดยตรงกับคนใกล้ชิดแต่ท่าทีและพฤติกรรมที่แสดงออกก็ทำให้รับรู้ได้

ป๋อมแป๋ม – นิติ ชัยชิตาทร พิธีกรชื่อดังจากรายการยอดฮิตทอล์กกะเทย บอกว่า ไม่เคยมีโมเม้นท์ของการสารภาพกับคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด เนื่องจากทุกคนนั้นรับรู้โดยปริยายจากการดำเนินชีวิตร่วมกัน

“แม่ครับผมเป็นเกย์ พ่อครับผมเป็นเกย์ เราไม่เคยมีวินาทีเช่นนั้นเลย” ป๋อมแป๋มบอกและเชื่อว่า เพศทางเลือกนั้นเกิดจากภาวะการเลี้ยงดูและเติบโตในสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัว  “บ้านเราไม่มีปัญหานะ คุณพ่อเป็นผู้ชายคนเดียว ที่เหลือเป็นผู้หญิงหมดเลย พ่อค่อนข้างดุ เรารู้สึกว่าไม่อยากดุแบบนั้น ไม่อยากแข็งกร้าวเหมือนพ่อ”

ประสบการณ์ที่นางไม่มีวันลืมก็คือ ช่วงอายุประมาณ 15-16 ปี คุณพ่อเรียกไปนั่งคุยและขอให้เลิกเป็นเพศทางเลือกเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ดี

“เคยมานั่งจับเข่าคุยกับพ่อ พ่อบอกเป็นตุ๊ดมันไม่ดี ไม่เป็นได้ไหม เราก็เลยบอกเขาไปว่า ก็เป็นเพราะพ่ออ่ะ”

เนื่องจากนางคิดว่าการเป็นเพศที่ทางเลือก เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูในครอบครัว จะให้เลิกคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหลังเหตุการณ์นั้น คุณพ่อก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรนางอีกเลย

“เรากับพ่อคุยกันกันน้อยมากอยู่แล้ว เรียกว่าไม่คุยเลย แต่ไม่ได้มีปัญหากันนะ ตั้งแต่มัธยมจนกระทั่งมหา’ลัย พูดอะไรก็ดูจะขวางหูขวางตาไปหมด จริงๆ ก็ตั้งแต่แมตช์ที่เปิดใจนั่นแหละ จนกลับมาคุยกันใหม่วันที่เรารับปริญญา และรู้สึกว่าความหมางใจใดๆ หมดไปเมื่อตอนที่เขาเกษียณแล้วเราดูแลเขาได้”

ป๋อมแป๋ม บอกว่า ประสบการณ์ที่อาจจะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการ Come Out อยู่บ้างก็คือ ตอนที่คุณแม่แสดงอาการและท่าทียอมรับในสิ่งที่ลูกชายเป็น หลังจากที่รับโทรศัพท์ของแฟนหนุ่มคนแรกในชีวิต

“มีแฟนคนแรก เขามารับที่บ้านบ่อยๆ เราคิดว่าพ่อแม่คงเห็นความผิดปกติ จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง อีตานี่โทรมาแล้วแม่เป็นคนรับสาย แม่ก็มาเรียกเรา บอกว่า อ่ะเธอ…แฟนเธอโทรมาน่ะ เราก็ทำตาเหลือกนิดหนึ่ง อุ๊ยตายและ แม่ไม่เคยใช้คำนี้เลยอ่ะ เขาเห็นว่าเป็นมาตลอด แต่ก็ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ หรือแสดงออกให้เห็นว่ารับได้”

เรื่องนี้อยู่ในความทรงจำของนางมาตลอดเพราะครอบครัวไม่เคยพูดประโยคให้การยอมรับเหมือนเช่นครอบครัวอื่น  “อ่ะเธอ….แฟนเธอโทรมาน่ะ แม่พูดแบบนี้ ก็เป็นอันรู้กันว่า นางก็ยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว”  ป๋อมแป๋มย้ำความทรงจำ

สิ่งที่คนใกล้ชิดอย่างคนเป็นพ่อและแม่อยากได้มากที่สุดในมุมมองของพิธีกรชื่อดัง  หนีไม่พ้นความภาคภูมิใจ ความกตัญญูกตเวที การดูแลเอาใจใส่โดยเฉพาะในยามแก่เฒ่าจากคนเป็นลูก ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศอะไร

“ความเป็นตุ๊ดกระเทยไม่ได้มีผล ผู้ชายผู้หญิง เพศไหนๆ ก็สามารถกตัญญูและสร้างความภาคภูมิใจให้เขาได้เหมือนกัน ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดไว้เฉพาะแค่เพศใดเพศหนึ่ง”เจ้าของฉายายายทิ้งท้าย

 

รสนิยมเเละการเเสดงออก

นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาครอบครัว ให้ความรู้ว่า สาเหตุของความหลากหลายทางเพศมีอยู่ 3 เหตุผลหลัก

1.ปัจจัยทางกายภาพ

เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม แสดงออกผ่านอวัยวะเพศที่กำกวมหรือมีสองเพศตั้งแต่กำเนิด ซึ่งลักษณะนี้พบได้น้อยมากในโลก

2.สภาวะทางจิตใจที่แปรปรวน

เด็กอายุประมาณ 3-4 ขวบ จะเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า สับสน ไม่สามารถกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) ของตนเองได้ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นหรือมีความพร้อมมักต้องการที่จะผ่าตัดแปลงเพศ ไม่ได้ต้องการแค่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น

3.รสนิยมและการแสดงออก

ลักษณะนี้พบได้บ่อยมากที่สุดในสังคม บางรายอาจมีรสนิยมแอบแฝงไปจนกระทั่งวัยผู้ใหญ่ แต่งงานมีลูก จนอายุมากขึ้นก่อนจะเปิดเผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงก็เป็นไปได้

“รสนิยมไม่ได้ติดตัวตั้งแต่เกิด เกิดจากการถูกเลี้ยงดูเติบโต ส่วนจะแสดงออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมั่นใจและสภาวะทางสังคมที่แต่ละบุคคลพบเจอ”

พูดง่ายๆ ว่า ถ้ามีรสนิยมบวกกับภาวะทางสังคมที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ ก็อาจนำไปสู่ การเปิดผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงได้นั่นเอง

ทั้งนี้ นพ. สุริยเดว บอกว่า การเปิดเผยตัวตนต่อบุคคลรอบข้างหรือคนใกล้ชิด ไม่มีสูตรสำเร็จแน่ชัด สิ่งสำคัญคือต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับ รวมถึงรายละเอียดหลายอย่างที่แต่ละบุคคลเผชิญ ทั้งบรรยากาศและคนสนิทที่สามารถรับฟัง ยอมรับกับความคิดเห็นแตกต่างได้ดี รวมถึงนำพาไปสู่กระบวนการยอมรับในสังคมต่อไป

“มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับ ขึ้นอยู่กับว่าเขารักและไว้วางใจใคร ใครเป็นคนสำคัญที่อยากให้รับรู้”

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ของเพศทางเลือก ที่น่าจะให้บทเรียนไม่มากก็น้อยแก่ทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้เผชิญหน้ากับเสียงเรียกร้องในหัวใจหรือเป็นผู้รับฟัง สิ่งสำคัญก็คือการให้ความเคารพกับการตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรม อย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502525

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรม อย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร.

 โดย…วัสยศ งามขำ

การตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ” ของรัฐบาลตามกลไกที่บังคับในรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งคำถามว่าปลายทางสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ รัฐบาล คสช.จะกล้าผ่าตัดองค์กรสีกากีแค่ไหน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการปฏิรูป 3 โจทย์ใหญ่ ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ควรสังกัดที่ไหน อำนาจสอบสวนจะคงอย่างเดิมหรือไม่ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย

ในมุมของตำรวจและอดีตตำรวจเอง จะมีประเด็นปฏิรูปนอกเหนือจากนี้หรือไม่ อย่างไร

พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักคิดนักเขียนด้านการปฏิรูปตำรวจของ สตช. กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงครั้งนี้ที่ถึงกับระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มีคำถามที่ตำรวจต้องตอบให้ได้ 2 คำถาม คือ คำถามแรก : ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรจึงจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชน คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากคือ ตำรวจต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน คือ ประการแรก เปลี่ยนที่ตำรวจ คือ 1.สร้างจิตสำนึกในการให้บริการ หรือมีจิตใจในการให้บริการที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความขยันอดทน

2.ตำรวจต้องเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เรียกร้องหรือเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนหรือผู้กระทำผิดกฎหมาย 3.ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เที่ยงธรรม บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนทุกหมู่เหล่าด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และ 4.ตำรวจต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องหมั่นพัฒนาตนเองและหน่วยงาน

คำถามที่สองที่ตำรวจจะต้องตอบให้ได้คือ : ทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ทั้งนี้ “ดัชนีความสุขตำรวจไทย” ที่อยู่ในระดับต่ำ สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสำคัญคือ 1.คุณภาพชีวิต เช่น ไม่มีเวลาพักผ่อนตามมาตรฐานการทำงาน สวัสดิการที่พักอาศัยไม่เพียงพอ 2.รายได้ไม่เหมาะสมกับงานที่เสี่ยงต่อการแสวงหาประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม และต่ำกว่าเป้าในการกวาดล้างอาชญากรรม และไม่มีสิทธิในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว 3.การปกครองที่ไม่มีความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา และ 4.ความภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีในปัจจุบันไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ที่ใด ต้องรู้สึกถึงความมีศักดิ์ศรีในสังคมตำรวจ

พ.ต.อ.เชิงรณ ระบุด้วยว่า ปัญหาต่างๆ คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยการแก้ปัญหาจะต้องแก้ไขระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจก่อน เพราะความทุกข์อันดับต้นๆ ของตำรวจ โดยเฉพาะระดับสัญญาบัตรก็คือ การไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย การแต่งตั้งจะต้องเน้นการวัดความรู้ความสามารถของคน เช่น การสอบ การดูผลการปฏิบัติงาน การแสดงวิสัยทัศน์ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งของตำรวจต้องกำหนดกรอบ ไม่ใช่ให้ใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา เพราะทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคนมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงหรือไม่ และความรู้ความสามารถที่ว่านั้นเป็นความรู้ความสามารถในการทำงาน หรือเป็นความรู้ความสามารถในการทำให้ตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อตำรวจที่ “ไร้ความสามารถ” ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จึงทำให้ตำรวจที่ “มีความสามารถ” แต่ไม่ได้รับการพิจารณา เกิดความท้อแท้ ท้อถอย และไม่มีความสุขในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังต้องแก้ไขค่านิยมของตำรวจ ให้เชื่อว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคือความสุขที่แท้จริง เมื่อทำดีได้ดีมีแน่ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในเรื่องการครองตน ครองคน และครองงานมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ต้องทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจเพียงบางกลุ่มบางพวก และเลือกสนับสนุนเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตนเองมีความสนิทสนมหรือผูกพันด้วยเท่านั้น จึงทำให้ตำรวจดีๆ แต่ไม่มี “นาย” ซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศนี้ ขาดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า ขาดสมาธิและเวลาที่ควรจะมีในการทำงานเพื่อประชาชน

“ทุกวันนี้ตำรวจเซ็งมากกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ปัญหานี้ทำให้ตำรวจรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าจะปฏิรูปต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน รัฐบาลและการเมืองต้องไม่แทรกแซง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่จบ การซื้อขายตำแหน่งยังดำเนินต่อไป วันนี้พนักงานสอบสวนพยายามไปสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษา พวกเขาบอกตรงกันว่าเป็นอัยการผู้พิพากษามีศักดิ์ศรีมากกว่า เลื่อนขั้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ค่าตอบแทนยังสมกับหน้าที่การงาน ไม่ต้องไปหาเศษหาเลยกับเงินนอกระบบ คนดีๆ เก่งๆ จึงไปอยู่หน่วยงานอื่นหมด” พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าว

พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่าประธานคณะกรรมการฯ คือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. จะเป็นทหาร แต่อยากให้มองที่ปลายทางของการปฏิรูปเป็นสำคัญ ที่ต้องตอบโจทย์สิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้ได้ คือการเป็นตำรวจมืออาชีพอยู่ในหัวใจของประชาชน มีความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนของ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ เห็นว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในการประชุมวาระเพื่อแต่งตั้งหรือโยกย้าย ไม่เช่นนั้นหากนักการเมืองเข้ามาควบคุมหรือแทรกแซงกลไกของตำรวจ ตำรวจก็จะกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนที่ผ่านๆ มา ฝ่ายการเมืองควรกำหนดนโยบาย แต่ไม่ควรเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจตามกฎหมายของตำรวจ

“ตำรวจไทยมีต้นแบบมาจากตำรวจประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมเป็นการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ แต่ปัจจุบันนี้ตำรวจอังกฤษได้กระจายอำนาจไปแล้ว เพราะคิดว่าสามารถตอบโจทย์ของประชาชนในท้องถิ่นได้ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการประชาชนในท้องถิ่นนั้น ในขณะที่เมืองไทยเองแม้ผ่านมาแล้วกว่า 100 ปี ตำรวจก็ยังรวมศูนย์อยู่เช่นเดิม” พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าว

 

“ลดเสี่ยงอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ” ด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์มือถือต้นทุนหลักร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502513

"ลดเสี่ยงอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ" ด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์มือถือต้นทุนหลักร้อย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ความสูญเสียจากเมาแล้วขับ เป็นสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุ เพราะนักดื่มส่วนใหญ่มักประมาทคิดว่าตนเองมีสติที่จะขับขี่ยานพาหนะไปต่อได้ ทั้งที่ร่างกายไม่ไหว บางครั้งอาจไม่ถึงขั้นสูญเสียชีวิตและร่างกาย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เนื่องจากต้องถูกดำเนินคดีจากการตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดในร่างกาย  (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องจนติดหูว่า “เมาไม่ขับ” แต่จนแล้วจนรอด เหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่

ปัญหาเมาแล้วขับกลายเป็นแรงผลักดันให้ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดค้นประดิษฐ์เจ้าอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พร้อมประเมินสมรรถนะและเสนอทางออกในการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือชื่อ “ดริ๊งเซฟ”

โพสต์ทูเดย์จึงได้ไปพูดคุยกับ 2 อดีตนักศึกษาและว่าที่บัณฑิตใหม่ ผู้คิดค้นนวัตกรรมชิ้นนี้

ธรณัส กฤตยานวัช และสิรวุฒิ วิรัตนพรกุล พร้อมกับ ผศ.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการต่อยอดนวัตกรรมที่น่าสนใจชิ้นนี้ว่าจะช่วยลดความเสี่ยงประชาชนจากการอุบัติเหตุอย่างไร

ลดอุบัติเหตุจุดกำเนิด “แอพดริ๊งเซฟ”

สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 10 ปีย้อนหลัง (ปี 2551-2560) พบว่า ปี 51 เกิดอุบัติเหตุจำนวนทั้งสิ้น 4,243 ครั้ง , ปี 52 / 3,977ครั้ง , ปี 53 / 3,516 ครั้ง , ปี 54 / 3,212 ครั้ง , ปี 55 / 3,129 ครั้ง , ปี 56 / 2,828 ครั้ง , ปี 57 / 2,992 ครั้ง , ปี 58 / 3,373 , ปี 59 / 3,690 ครั้ง และปี 60 / 3,690 ครั้ง

ธรณัส กฤตยานวัช เล่าว่า จุดเริ่มต้นการคิดประดิษฐ์เจ้าเครื่องนี้ เพราะเห็นว่าเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ มาจากพฤติกรรมนักดื่มหลายคนเมื่อเที่ยวเสร็จมักพยายามขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง แม้ร่างกายจะไม่ไหว ด้วยเหตุผลนี้จึงอยากทำอะไรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเริ่มพูดคุยกับเพื่อน ก่อนนำโครงการไปปรึกษาต่ออาจารย์ และเสนอเป็นผลงาน วิทยานิพนธ์ (THESIS) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ธรณัส บอกว่า ขั้นตอนการศึกษาและประดิษฐ์แอพดังกล่าวเริ่มจากหาข้อมูล พร้อมกับศึกษาวิจัยรูปแบบการทำงานของแอพพลิเคชั่นใกล้เคียง ก่อนค้นหาว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างเพื่อนำมาเป็นตัวตรวจวัด จากนั้นใช้ความสามารถการเขียนโปรแกรมจากที่เคยศึกษามา เพื่อใช้วางระบบขั้นตอนการทำงานของเครื่องให้มีมาตราฐานใกล้เคียงกับของตำรวจ โดยมีการนำไปทดลองจริงร่วมกับเครื่องของเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง

แอพพลิเคชั่นตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์บนโทรศัพท์มือถือนี้ ไม่สามารถแสดงผลได้ทันทีที่ตัวเครื่องเหมือนของตำรวจ แต่จะแสดงผลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และมีลูกเล่นที่มากกว่าเครื่องปกติ โดยมีระบบแนะนำช่วยเหลือหากพบว่าค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ผศ.ทรงศักดิ์ ระบุว่าเป้าหมายการประดิษฐ์เครื่องดังกล่าวต้องการให้เป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนสามารถพกพาไปได้สะดวก โดยใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและมีมาตรฐานใกล้เคียงอุปกรณ์ของตำรวจ

สิรวุฒิ วิรัตนพรกุล / ผศ.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช / ธรณัส กฤตยานวัช

จุดเหนือเครื่องวัดแอลกอฮอล์ คือมีระบบช่วยเหลือ

ธรณัส แนะนำว่าแอพดังกล่าวมีปุ่มเชื่อมต่อสำหรับเรียกรถรับจ้างสาธารณะ (แกร็บแท็กซี่-อูเบอร์แท็กซี่) ให้มารับโดยรูปแบบจะใช้งานเหมือนปกติ นอกจากนี้มีช่องทางติดต่อเพื่อนผ่านทางข้อความเฟซบุ๊กให้มาช่วยเหลือ รวมถึงมีโหมดคำนวนระยะเวลาการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นรายชั่วโมง จนกว่าระดับค่าจะเป็นศูนย์ เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะขับรถต่อหรือควรเลือกใช้บริการช่วยเหลือ แต่อนาคตคิดว่าจะเชื่อมต่อกับระบบบริการเรียกพนักงานขับรถอีกด้วย

ขณะที่ขั้นตอนการทำงานเมื่อเป่าลมหายใจเข้าไปที่กล่องเซนเซอร์ ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสายไปที่แผงชิปประมวลผล จากนั้นข้อมูลจะแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับมีข้อแนะนำตัวช่วยอื่นต่อไป หากพบว่าร่างกายปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูง

ธรณัส กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ดริ๊งเซฟ เป็นระบบแรกในประเทศไทยที่คิดค้นและพัฒนาระบบเทคโนโลยีขึ้นได้ เพราะระบบเครื่องที่ทางสถาบันการศึกษาอาชีวะส่วนใหญ่ประดิษฐ์ขึ้น เป็นเพียงเครื่องใช้เฉพาะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์เท่านั้น มีรูปแบบคล้ายเครื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท แต่นวัตกรรมดริ๊งเซฟ เป็นการทำงานเชื่อมต่อเทคโนโลยีแอพพิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ มีลูกเล่นมากกว่า แต่ราคาต้นทุนการผลิตเพียง 500-600 บาท

ผศ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องดังกล่าวอาจมีประสิทธิภาพและความแม่นยำน้อยกว่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 10% แต่ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงที่สามารถเชื่อถือได้ โดยอนาคตจะพัฒนาให้สมบูรณ์เต็มที่และใช้งานได้สะดวกว่าปัจจุบัน

“เครื่องของเจ้าหน้าที่ความแม่นยำ 100 % เครื่องนี้ทำได้ 90% ใกล้เคียงกันและสามารถเชื่อถือได้”

หน้าจอแสดงผลการใช้งานรูปแบบต่างๆ

มหา’ลัย มีผลงานดี แต่ขาดการเชื่อมต่อรัฐ-เอกชน

ผศ.ทรงศักดิ์ มองว่าการพัฒนาอนาคตต้องทำให้รองรับโทรศัพท์มือถือระบบ iOS ของไอโฟน รวมถึงพัฒนาให้สะดวกในการพกพา และรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิกับความชื้นหลากหลายสถานที่ ปัจจุบันความแม่นยำเครื่องนี้ทำงานได้เฉพาะบริเวณอุณหภูมิคงที่เท่านั้น การใช้งานจริงจำเป็นต้องใช้ได้ทุกสถานการณ์ เช่น ภายในร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ นอกจากนี้จะพัฒนาทำให้สามารถคำนวณอัตราการเผาผลาญของร่างกายแต่ละคนให้ได้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมต่อไป

ขณะที่การจัดจำหน่ายหรือเผยแพร่ยอมรับว่าขณะนี้สถาบันยังไม่ได้มองเรื่องนี้ แต่ยินดีหากหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน มาขอศึกษาหรือนำไปพัฒนาต่อยอดใช้ในองค์กร ซึ่งสามารถประสานติดต่อเข้ามาทางสำนักงานวิทยาลัยนวัตกรรมของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งมีหน้าที่ดูเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานวิจัยต่างๆ

ผศ.ทรงศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า ผลงานการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัยของสถาบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ยอมรับว่ามีมาก แต่เหตุผลที่ทำให้ผลงานดีๆ มักไม่ถูกนำเสนอสู่สังคมเป็นเพราะปัญหาเรื่องการสื่อสาร ขาดการมองเห็นแบบสองด้านเหมือนสื่อมวลชน ทำให้ผลงานวิจัยที่ดีไม่ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานรัฐ-เอกชน หรือเผยแพร่สู่สังคม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสร้างการรับรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อทำให้ผลงานนวัตกรรมวิจัยออกสู่สังคม ทั้งยังเป็นโอกาสทำให้นักศึกษาเจ้าของผลงานมีความก้าวหน้าในการทํางานอีกด้วย

อุปกรณ์ครบชุด

 

คงอำนาจสอบสวนให้ตำรวจ เปิดแนวทางปฏิรูปฉบับ สปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502372

คงอำนาจสอบสวนให้ตำรวจ เปิดแนวทางปฏิรูปฉบับ สปช.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กระแสปฏิรูปตำรวจกำลังคึกคักเมื่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) นั่งเป็นประธาน ผ่าตัดโครงสร้างตำรวจพร้อมคณะกรรมการรวม 36 คน ยกเครื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ไฉไลดีกว่าเดิม…ตามนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล แม้ที่ผ่านมาร่างปฏิรูปตำรวจหลายฉบับทั้งจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เขียนร่างฯ ขึ้นมาจะยังไม่ถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง

ย้อนดูร่างการปฏิรูปกิจการตำรวจ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ฉบับที่ “ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์” เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นที่ปรึกษาฯ รวมถึงนักวิชาการเชี่ยวชาญเรื่องตำรวจอย่าง อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นกรรมการช่วยกันถกช่วยกันเขียนขึ้นมา

สำหรับร่างการปฏิรูปกิจการตำรวจในฉบับนี้นั้น มีเนื้อหาน่าสนใจสำคัญหลายส่วน ภายในร่างกล่าวถึงเรื่อง “ความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง” เนื่องจากสำนักงานตำรวจฯ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีข้าราชการตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และการที่ข้าราชการตำรวจมีอำนาจหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ ทำให้ถูกแทรกแซงจากทางการเมืองและขาดความเป็นอิสระ

ในร่างการปฏิรูปฯ ระบุอีกว่า นักธุรกิจสีเทา ผู้มีอิทธิพล อาศัยตำรวจเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ และใช้ช่องทางเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือในทางการเมืองเองจะใช้อำนาจของตำรวจเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจนั้นไว้ ฝ่ายการเมืองจึงมีความพยายามเข้าแทรกแซง โดยเฉพาะการใช้อำนาจบริหารงานบุคคลในหน่วยงาน ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ จนมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งกันระหว่างผู้มีอำนาจและตำรวจ และภายในองค์กรตำรวจเองก็มีระบบอุปถัมภ์ สนับสนุนพรรคพวกของตัวเองให้เติบโต โดยไม่ได้มีการพิจารณาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

ดังนั้น การปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ถือว่ามีส่วนสำคัญ แม้จะมีองค์ประกอบ ก.ตร.ที่แตกต่างกัน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ประธาน ก.ตร. ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะเห็นได้ว่าบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองสามารถครอบงำได้เกือบทุกคน ซึ่งในส่วนของ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก และอดีตข้าราชการตำรวจที่เข้ามาทำหน้าที่ ก.ตร.มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่มักไม่มีบทบาทเท่าที่ควร

เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระและลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ต้องปฏิรูปอำนาจองค์ประกอบของ ก.ตร. โดยกำหนดองค์ประกอบของ ก.ตร.ให้มีจำนวน 16 คน ประธานให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.หรือเทียบเท่าขึ้นไป ส่วนกรรมการ ก.ตร.ประกอบด้วย ผบ.ตร. และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ รอง ผบ.ตร. 6 คน และอดีตข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ท. 3 คน มาจากการลงคะแนนเลือกของตำรวจต้องยศ พ.ต.อ.ขึ้นไป

ถัดมาผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี 1 คน ผู้แทนวุฒิสภา 1 คน ผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ 2 คน และให้ ก.ตร.มีวาระครั้งละ 2 ปี นั่นทำให้ทางคณะปฏิรูปกิจการตำรวจเชื่อว่าในอนาคตน่าจะไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทั้งภายนอกและภายใน มีการถ่วงดุลกันที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ต้องมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ให้เป็นองค์กรในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจฯ เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จึงควรให้องค์ประกอบ ก.ต.ช.มี 11 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้ ก.ต.ช.มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ยกเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ผลที่ได้รับมาจะทำให้ผู้ที่ต้องเป็น ผบ.ตร.ต้องสั่งสมผลงานและปฏิบัติตัวดีมาตั้งแต่ต้นจะทำให้ตำแหน่งนี้มีเสถียรภาพมั่นคงพอสมควร

ส่วนเรื่องปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ซื้อขายตำแหน่ง ในร่างฯ ดังกล่าวให้แนวทางว่า การเลื่อนตำแหน่งต้องยึดอาวุโส ประกอบความรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานในแต่ละตำแหน่ง รวมถึงการกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์แต่งตั้งให้ชัดเจนรัดกุม นอกจากนี้ต้องยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น และกำหนดตำแหน่งจำเป็นเพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับผู้บัญชาการทุกหน่วยต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการลงมาในสังกัดได้ และการแต่งตั้งในกองบัญชาการต้องพิจารณาคุณสมบัติให้ครบถ้วนในกองบัญชาการก่อน จากแนวทางทั้งหมดผลที่คาดว่าจะได้รับจะทำให้ตำรวจมีขวัญกำลังใจ มองเห็นเส้นทางเติบโต ลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง

ส่วนประเด็นสำคัญอย่างเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวน ที่บางฝ่ายเสนอให้แยกออกจาก ตร.นั้น ปรากฏว่าในร่างปฏิรูปกิจการตำรวจ สปช.ฉบับนี้มองภายหลังการศึกษาพบว่า การสืบสวน การสอบสวน การป้องกันปราบปราม เป็นกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาเพื่อทราบข้อเท็จจริง ตร.ต้องปรับระบบให้งานสืบสวนสอบสวนสามารถทำงานควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้พนักงานสอบสวนมีความเป็นมืออาชีพ

โดยแนวทางที่ สปช.ชุดนี้ได้ร่างการปฏิรูประบบงานสอบสวนไว้นั้น คือการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพพนักงานสอบสวน โดยปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งพนักงานสอบสวน ด้วยการพิจารณาจากคุณภาพของสำนวนการสอบสวน ประกอบกับจำนวนคดีที่ได้รับ ไม่ใช่การนับเฉพาะจำนวนคดีเช่นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการปรับแก้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บังคับการ และผู้บัญชาการ หน่วยปฏิบัติที่มีอำนาจในการสอบสวน ต้องมีความสามารถความรู้และประสบการณ์ทั้งด้านสอบสวน และงานสืบสวนป้องกันปราบปรามด้วย

สำหรับการรับแจ้งความ พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความทุกคดี ผู้กำกับการสถานีและหัวหน้าพนักงานสอบสวนจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารคดีเพื่อเชื่อมโยงระหว่างการสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ สำนวนการสอบสวนต้องผ่านการตรวจสอบความสมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้กำกับการสถานี และให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้มีความเห็นสั่งคดีในสำนวนการสอบสวน โดยดำเนินการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีความสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ ต้องกำหนดเส้นทางเติบโตให้พนักงานสอบสวนสามารถขยับได้ถึงพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือเทียบเท่าระดับผู้บังคับการ โดยกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนฯ เทียบเท่ารองผู้บังคับการ ไว้ในระดับกองบังคับการ และกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เทียบเท่าระดับผู้บังคับการ ไว้ในกองบัญชาการ ส่วนในสถานีตำรวจกำหนดให้พนักงานสอบสวนเลื่อนจากตำแหน่งพนักงานสอบสวน เทียบเท่าระดับสารวัตร ไปจนถึงพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เทียบเท่าระดับผู้กำกับการ และข้อเสนอสุดท้ายจัดให้มีชุดสืบสวนในคดีอาญา สืบสวนเฉพาะคดีที่เกิดเหตุ เพื่อจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน

ดังนั้นจะเห็นว่า การให้งานสอบสวนคงอยู่กับ ตร. จะทำให้การทำงานของตำรวจประสานกันอย่างเป็นระบบบูรณาการ โดยหัวหน้าหน่วยที่ต้องผ่านงานสอบสวน สืบสวน และป้องกันปราบปราม จะทำให้มีความเข้าใจในการทำงานเพื่อประสิทธิภาพ</p

หอชมเมืองแพ็กเกจเอื้อเอกชน ค่าเช่าที่รัฐถูก 100 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502025

หอชมเมืองแพ็กเกจเอื้อเอกชน ค่าเช่าที่รัฐถูก 100 เท่า

“นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามว่าการให้เอกชนสร้างหอชมเมืองมีธรรมาภิบาลมากแค่ไหน “

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดเสวนาเรื่องการทุจริตเชิงนโยบายและการประพฤติมิชอบของคนในรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรุงเทพมหานคร กรณีโครงการเอื้อประโยชน์เอกชนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง หอชมเมือง ฯลฯ เพื่อตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า มีหลายโครงการที่มีการรวบรัดลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน โดยโครงการหอชมเมืองกลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เงินของรัฐก็ตาม แต่การให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเห็นชอบให้บริษัทเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเช่าพื้นที่บริหารจัดการ ซึ่งบังเอิญว่าพื้นที่หอชมเมืองตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ห้าง “ไอคอนสยาม” ทำให้สงสัยว่าโครงการประชารัฐเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ หากจับตาจะเห็นว่ากรมธนารักษ์ บอกว่าเป็นพื้นที่ตาบอดไม่มีใครสนใจ แต่อนุญาตให้เช่า 30 ปี ราคา 70 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2 แสนบาท ถือว่าราคาค่าเช่าที่ดินต่ำมาก

ทั้งนี้ สถานที่ตั้งของไอคอนสยาม ถูกอ้างว่าจะมีสิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง สอดคล้องกับหอชมเมืองที่มีความสูงมาก มีพื้นที่มาก และใช้พื้นที่บางส่วนจัดแสดงงาน “ศาสตร์พระราชา” เป็นการแอบอ้างถึงพระราชา เพื่อทำให้ที่ดินแปลงนี้มีราคาถูกใช่หรือไม่

“นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามว่าการให้เอกชนสร้างหอชมเมืองมีธรรมาภิบาลมากแค่ไหน รวมถึงโครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีทอง เอื้อต่อไอคอนสยามใช่หรือไม่ แสดงว่าโครงการนี้กำลังเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างเต็มที่” รสนา กล่าว

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า การดำเนินการของ ครม.ได้กระทำผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะตามหลักที่ถูกต้องเมื่อ ครม.อนุมัติให้เอกชนเข้าไปก่อสร้างในพื้นที่ของรัฐแล้ว ทางมูลนิธิหอชมเมือง ซึ่งเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ต้องเข้าไปเซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ แต่ปรากฏว่ามูลนิธิได้เซ็นสัญญาดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จหมดแล้ว ดังนั้นแสดงว่ามีการทำสัญญาก่อนที่ ครม.จะอนุมัติได้อย่างไร เรื่องนี้จึงผิดชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม โครงการหอชมเมืองมีการแถลงข่าวจากโฆษกรัฐบาล ระบุในช่วงแรกว่าโครงการมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุการณ์พูดราคาผิด แต่เป็นเรื่องจริงที่ถูกต้องแล้ว เพราะเมื่อสังคมตกใจว่าทำไมราคาแพง จึงถูกเปลี่ยนราคาใหม่ลงมาให้ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการขนาดกลาง ครม.สามารถอนุมัติได้ทันที แต่ถ้ามูลค่าเกินกว่า 5,000 ล้านบาท ต้องผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุนให้เอกชนเข้ามาดำเนินการร่วมกับรัฐ ซึ่ง ครม.อนุมัติเองไม่ได้

ศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า คำแถลงในช่วงแรกยังไม่มีการพูดถึงศาสตร์พระราชา หรือประชารัฐ ดังนั้น ครม.ไม่มีสิทธิที่จะยกเว้นให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แสดงให้เห็นว่าเป็นอุบายที่ตั้งขึ้นมาทั้งนั้น เรื่องนี้ทำให้ต้องยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ตรวจสอบ ครม.ทั้งชุดถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นต่อไป

“ผมไม่ได้เกลียดหอชมเมือง แต่ไม่ชอบการอนุมัติที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะรัฐบาลไม่เคารพกฎหมายเสียเอง ทำให้โครงการหอชมเมือง ต่อจากนี้จะมีการฟ้องร้องคดีตามมาอีกมาก” ศรีสุวรรณ กล่าว

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านการสร้างหอชมเมือง เพราะหลายประเทศมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์แบบนี้ เป็นเรื่องดีที่สามารถต่อยอดเศรษฐกิจได้ เพียงแต่ไม่ชอบความไม่โปร่งใส เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง และหอชมเมืองมองอย่างไรก็เอื้อประโยชน์ให้ไอคอนสยาม

“พื้นที่ก่อสร้างติดปัญหาน้ำท่วมถึงจึงไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดก่อสร้างอาคารใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งยังมีทางเข้า-ออกถนนคับแคบ สุดท้ายอาจต้องอาศัยทางออกที่ห้างไอคอนสยาม และถ้าวันหนึ่งไอคอนสยามไม่ยอมให้ใช้เส้นทางร่วมกัน นักท่องเที่ยวจะทำอย่างไร เพราะเหลือแต่ทางเข้า-ออกด้วยเรือเท่านั้น จึงเป็นคำถามคาใจที่รัฐบาลต้องชี้แจง” วิลาส กล่าว

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจในเรื่องหอชมเมืองที่มีการอ้างเรื่องศาสตร์พระราชา และอยากรู้ว่ามีตรงไหนบ้างที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ความเป็นไทย น่าสังเกตว่าหอนี้มีความคล้ายกับหอโดฮา ประเทศกาตาร์ จึงแปลกใจที่มีการอ้างแบบนี้ การเช่าพื้นที่สร้างหอชมเมืองที่เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 1.9 แสนบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าผิดจากความจริงถึง 100 เท่า

ทั้งนี้ ขอกล่าวหาว่าผู้มีอำนาจ คสช.มีพฤติการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน

 

พลิกแฟ้มประวัติดรีมทีมปฏิรูปตำรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502007

พลิกแฟ้มประวัติดรีมทีมปฏิรูปตำรวจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้ทุกสายตากำลังจับตามองการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน เพราะเป็นคณะกรรมการที่ตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  ซึ่งมีภารกิจที่สำคัญตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 258 ง. (4)

“ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้รับความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งและโยกย้าย และ การพิจารณาบำเหน็จความชอบ ตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน…” สาระสำคัญของมาตรา 258 ง. (4)

คณะกรรมการชุดนี้แบ่งเป็น 3 โครงสร้างสำคัญ ได้แก่ 1.ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง รวม 6 คน 2.คณะกรรมการฝ่ายรัฐบาล 15 คน และ 3.คณะกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ซึ่งบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวล้วนมีประวัติโชกโชนแทบทั้งสิ้น

เริ่มที่ “พล.อ.บุญสร้าง” ประธานกรรมการ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 6 ร่วมรุ่นกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเตรียมทหารในช่วงปี 2514-2519 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเป็นนักเรียนอยู่ด้วย

ด้านคณะกรรมการฝ่ายรัฐบาลต้องพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กจุก” พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 34 ปัจจุบันเป็นรอง ผบ.ตร.ที่ดูแลด้านการบริหารและกำกับฝ่ายกฎหมาย ก่อนหน้านี้ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานการปฏิรูปตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกัน ต้องคอยจับตาดูนายตำรวจรายนี้ให้ดี เพราะเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ต่อจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นคนที่มีบทบาทในการทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับรัฐบาล อันเป็นร่างกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อไม่นานมานี้

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แม้จะมีงานใหญ่ล้นมือในฐานะ ผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้กลับมาทำงานในเส้นทางสีกากีอีกครั้ง โดยเป็น นรต.รุ่น 30 เกษียณอายุราชการในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่ติดตรงที่ไม่ได้เป็น นรต. ทำให้ไปถึงตำแหน่งสูงสุดในยุทธจักรสีกากี ทำให้รัฐบาลจึงโยกมาดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ แทน

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัจจุบันเป็นสมาชิก สนช. ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทในสภาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่ดูแลการ แก้ไขกฎหมายสำคัญมากมาย เช่น ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ในส่วนกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒินั้น ปรากฏว่าได้มีการดึงมือเขียนรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมงานถึง 4 คน ได้แก่ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิก สนช. อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 “มานิจ สุขสมจิตร” อดีต กมธ.ยกร่างฯ ปัจจุบันเป็นสื่อมวลชนอาวุโส “ศุภชัย ยาวะประภาษ” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบาทในการจัดทำรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ และ “อมร วาณิชวิวัฒน์” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

นอกเหนือไปจากนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีนักกฎหมายมืออาชีพเข้ามาร่วมด้วยอย่าง “เข็มชัย ชุติวงศ์” รองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นว่าที่อัยการสูงสุดคนต่อไป “วรรณชัย บุญบำรุง” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

อย่างไรก็ตาม แม้ถึงจะเป็นกรรมการในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ แต่จะพบว่ายังมีบุคคลในแวดวงทหารและความมั่นคงเข้ามาร่วมด้วย คือ “บิ๊กเฟื่อง” พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์อดีต ผบ.ทอ. ตท.รุ่นที่ 11 ที่ปรึกษา คสช. และ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)