ชำแหละการตลาด “โคเรียคิง” คนขายได้บทเรียน-คนซื้อได้สติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/495464

ชำแหละการตลาด "โคเรียคิง" คนขายได้บทเรียน-คนซื้อได้สติ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระทะโคเรียคิงกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยถูกตั้งคำถามถึงเรื่องราคา คุณสมบัติและคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. ได้สั่งระงับการโฆษณาและแจ้งให้ปรับแก้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่โคเรียคิง ประเทศไทย ได้ร่อนหนังสือขออภัยพี่น้องประชาชนต่อการโฆษณาเเต่ย้ำว่ามีความมั่นใจในกระบวนการผลิตเเละมาตรฐานที่ถูกรับรองจากประเทศเกาหลีใต้

ที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้ก็คือ บทเรียนจากการตลาด ลูกเล่นที่ปราดเปรื่องในการนำเสนอข้อมูลของเหล่าผู้ค้าทั้งหลาย

ลดแลกแจกแถม กลยุทธ์อมตะของการค้า

เทคนิคการขายลักษณะ ลด แลก แจก แถมภายในเวลาที่กำหนดไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคพบเห็นมาตลอด

กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาด และคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ บอกว่า กลยุทธ์การตลาดที่ผู้ค้านิยมใช้ เมื่อต้องการเร่งให้ผู้บริโภครีบตัดสินใจ คือ Sales Promotion หรือการส่งเสริมการขาย โดยมีคำศัพท์ที่เราคุ้นเคยอย่าง “ลด แลก แจก แถม ลุ้น รับเลย” ซึ่งในกรณีกระทะยี่ห้อดังก็คือการลดราคาและแถมสินค้า

“สินค้าที่ขายผ่านรายการหรือสปอตโฆษณาทีวีช้อปปิ้ง ต้องการเร่งให้เราตัดสินใจทันที หากไม่ซื้อทันที ยากมากที่จะกลับมาหาเบอร์โทรแล้วค่อยโทรไปสั่งซื้อภายหลัง ช่วงนาทีทองเป็นเหมือนการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อตามสัญชาตญาณนักล่า (นักล่าส่วนลด) ทำให้ตัดสินใจแบบขาดเหตุผล”

กอบกิจ ชี้ว่า เทคนิคการขายลักษณะนี้เน้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล บางท่านซื้อมาแล้ว ค่อยมาคิดอีกทีว่า กระทะใบที่แถมมาจะนำไปให้ใครต่อไปดี การซื้อแบบนี้เรียกว่า Impulse buying หรือซื้อแบบเผลอ ตั้งสติไม่ทัน

การขายลักษณะดังกล่าวปรากฏในหลากหลายช่องทางไม่เฉพาะเเค่ทางโทรทัศน์ เเต่ยังพบได้ในโลกออนไลน์ และบู้ทขายสินค้าต่างๆ ตามห้างสรรพสินค้า

“เวลาเราเห็นดีลกำลังใกล้หมด หรือ เวลาเดินไปเห็นบู้ทขายสินค้าตามห้างที่คนขายประกาศออกไมค์บอกว่าเป็นช่วงนาทีทอง ก็ไม่ต่างกัน ผู้ขายรู้ว่าหากพลาดที่จะรั้งผู้บริโภคเอาไว้ หลุดจากตรงจุดนั้นไปแล้ว ก็ยากที่จะกลับมาซื้อ” ผู้เชี่ยวชาญระบุ

 

 

 

นาทีทองไม่ได้มีแค่แป๊ปเดียว

ประโยคที่ว่า “หากโทรภายใน 10 นาทีนี้ หรือ 50 สายแรกรับไปเลย…..” ที่ถูกถ่ายทอดออกมา ข้อเท็จจริงคือ แทบทั้งหมดเป็นเพียงวิธีการส่งเสริมการขายเท่านั้น

“ส่วนมากโทรมาตอนไหน ก็ยืนราคานั้น แต่บริษัททีวีช้อปปิ้งที่ค่อนข้างเก่งจะมี Tactic หรือลูกเล่นมากกว่านั้น เช่น เปิดโอกาสให้คอลเซ็นเตอร์แต่ละคน สามารถเสนอส่วนลดหรือเพิ่มของแถมเล็กๆน้อยๆได้ เพื่อปิดดีลได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ถ้าใครเคยซื้อของผ่านทีวีช้อปปิ้ง บางค่ายเวลามีสินค้าใหม่เปิดตัวออกมา ทางคอลเซ็นเตอร์คนเดิมที่เคยสื่อสารกับเรา อาจโทรตามมาขายสินค้าใหม่ด้วย โดยมีข้อเสนอพิเศษยื่นให้ พูดง่ายๆ ว่า มีทั้งฝั่งรอรับสายลูกค้า และฝั่งโทรบุกหาลูกค้าเก่า ลักษณะการขายแบบนี้เรียกว่า การขายใน “Direct Response TV” คือ มุ่งเน้นให้คนดูตอบรับ และสั่งซื้อสินค้าทันที”

ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารการตลาด บอกว่า เทคนิคการขายลักษณะดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จมาก หากดูจากยอดขายและการเติบโตของบริษัทชื่อดังอย่าง โอ ช้อปปิ้ง และทีวีไดเร็ค โดยกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทมักนิยมใช้ก็คือ

1. สร้างสรรค์รายการได้สนุก คนขายเก่ง พูดจาน่าสนใจ 2. ต้องรับประกันความพึงพอใจ เช่น ยินดีคืนเงินทันทีเพื่อให้ผู้บริโภคลดความกลัวจากการโดนหลอก 3. เร่งให้เกิดการตัดสินใจทันทีหลังจากออกอากาศ และ 4. คอลเซ็นเตอร์และระบบการจัดส่งสินค้าต้องยอดเยี่ยม

ส่วนข้อเสียและข้อควรระมัดระวังในการใช้เทคนิคการค้าเช่นนี้ คือ ต้องไม่โฆษณาหรือตั้งราคาเกินจริง เนื่องจากยุคนี้ผู้บริโภคสามารถแสวงหาข้อมูลได้ง่าย ผู้บริโภคไม่ใช่ครอบคลุมอยู่เพียงแค่เหล่าแม่บ้านที่นั่งดูละครยามบ่ายในโทรทัศน์เช่นเดิมอีกต่อไป ยุคปัจจุบันแม้บางท่านจะอายุมาก แต่ก็เข้าถึงข้อมูลและสามารถเปรียบเทียบหรือค้นหาราคาที่แท้จริงได้

 

“เสียใจ” รู้สึกว่าถูกหลอก

สถานการณ์กระทะโคเรียคิงล่าสุด สคบ. สั่งยุติการโฆษณาแล้ว จนกว่าจะปรับแก้ เพราะเห็นว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง มีการ Fake Original Price หรือการปลอมราคาจริง โดยราคาที่ตั้งไว้กับราคาที่ขายไม่สอดคล้องและไม่น่าเป็นไปได้ในทางธุรกิจ ส่วนในเรื่องคุณสมบัติอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจาก 3 หน่วยงาน อย่างไรก็ตามเบื้องต้น สคบ. ทราบว่า การเคลือบกระทะถึง 8 ชั้นเป็นเรื่องเท็จ โดยรุ่นโกลด์ซีรีส์มีการเคลือบ 5 ชั้น ขณะที่รุ่นไดมอนด์ซีรีส์เคลือบ 2 ชั้นเท่านั้น ขณะที่เรื่องความลื่นไหล 300% นั้นยังไม่ชัดเจนและสามารถยืนยันได้

วัชรา น้อยชมพู นักประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อายุ 52 ปี บอกว่า หลังจากได้ดูโฆษณาก็เกิดความอยากได้ อยากใช้ตามพรีเซนเตอร์อย่างคุณวูดดี้ เพราะเห็นว่ามีคุณภาพในการทำอาหารเเละสะดวกต่อการล้าง ไม่ติดกระทะ ทำความสะอาดง่าย เเต่สุดท้ายค่อนข้างผิดหวัง

“ผลจากการใช้งานจริง ไม่เป็นเเบบนั้น  ผัดกับข้าวเสร็จไม่ได้เช็ดล้างคราบสกปรกออกโดยง่ายแบบวู้ดดี้” เธอระบุเเละว่า “พอโฆษณาถูกแบน ความรู้สึกเราเหมือนโดนหลอกให้ซื้อ จากนี้คงไม่เลือกซื้อของตามกระแสโฆษณา จะไปเลือกซื้อในที่ที่ได้เห็นสินค้า ได้เลือกเองตามคุณภาพสินค้าจริงๆ”

เจือจันทร์ ศรีแก้ว แม่บ้านรายหนึ่ง บอกว่า เมื่อครั้งเห็นโฆษณาโคเรียคิงครั้งแรกรู้สึกถึงความโอเวอร์เกินจริงทั้งคุณภาพและราคาจนแทบไม่อยากฟัง โดยเฉพาะการเสนอลดราคาให้กับ 50 สายแรกที่โทรเข้ามาทันที แม้เวลาผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่าก็ยังโฆษณาเช่นเดิมยิ่งรู้สึกไม่น่าเชื่อถือ

“โฆษณาประเภทลดแลกแจกแถมไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ฉายไปฉายมาบ่อยๆ เข้า รู้สึกเสียศรัทธาต่อพรีเซนเตอร์ผู้โฆษณาไปด้วย มารับโฆษณาแบบนี้ได้ยังไง กระทะอะไรราคาเป็นหมื่นสุดท้ายลดมโหฬาร โม้มากๆ”

ถึงแม้จะไม่ชอบโฆษณาแต่สุดท้าย ‘เจือจันทร์’ ก็มีโอกาสได้ใช้งานโคเรียคิงจริงๆ หลังได้รับเป็นของขวัญจากคนสนิท

“ตอนได้มา คิดแต่ว่า เนี่ยหรอ…กระทะแพงๆ ที่เขาว่า ก็ใช้งานได้ดีปกติทั่วไป แต่ไม่ถึงขนาดในโฆษณาที่ลื่นชนิดเป่าไข่แล้วปลิว ใช้ไปนานๆ รอยคราบไหม้ที่ติดก้นกระทะก็ล้างไม่ออกไม่เหมือนที่บอกว่าเช็ดล้างง่าย หน้าสัมผัสกระทะก็เริ่มเป็นรอยแล้ว”

เธอ บอกทิ้งท้ายว่า นับจากนี้ผู้บริโภคทั่วประเทศคงตาสว่างและรู้จักเลือกซื้อสินค้าด้วยความรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม

 

บทเรียนที่คนขายและคนซื้อได้เรียนรู้

เหตุการณ์กระทะโคเรียคิง กำลังให้บทเรียนกับหลายฝ่ายทั้งภาครัฐอย่าง สคบ. ผู้ค้า ผู้นำเข้า ตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้บริโภค

กอบกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อการตลาดบอกว่า ดราม่าครั้งนี้กลุ่ม Influencer ที่เป็นแฟนเพจชื่อดัง นักวิชาการ เป็นผู้จุดชนวนในการเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา โดยมีธงนำว่า ราคาที่ขายค่อนข้างแพง ซึ่งอันที่จริงแล้ว สินค้าในโลกนี้ จะดูแค่ต้นทุนของสินค้าที่เป็นวัตถุดิบไม่ได้ เพราะต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบอาจจะเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ของราคาปลีกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ อาหารเสริม หรือ กาแฟ

“ผมมองว่าสิ่งที่เร้าให้เกิดเหตุการณ์นี้คือ การที่ผู้บริโภครู้สึกโดนหลอก ราคาจริงน่าจะถูกมากหลักร้อยบาท ไม่ใช่หลักพันบาท เลยทำให้เกิดการเปิดประเด็นและกระแสขึ้นมา มันแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคนี้ มีความรู้เท่าทันมากขึ้น แสวงหาข้อมูลข่าวสารเป็นและคิดว่าตัวเองสามารถเป็นสื่อได้ที่กระจายข่าวได้”

กอบกิจ แนะนำว่า “ผู้ขาย” ในยุค 4.0 นี้ ไม่ใช่แค่ “เก่งการขาย” แบบเดิมอีกต่อไปแต่ต้องเก่งที่จะสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภค สามารถแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตทางการสื่อสาร (Crisis Communications) ได้ด้วย ขณะที่สังคมเองก็ไม่ควรถล่มผู้ขายไปตามกระแส เพราะอย่าลืมว่าสินค้าแต่ละชิ้นล้วนแล้วแต่ ต้องมีต้นทุนค่าการตลาด ต้นทุนค่าโฆษณา ต้นทุนในการดำเนินงานอื่นผสมลงไปด้วย

“ผู้ขายต้องไม่หลอกลวงผู้บริโภค ไม่โฆษณาเกินจริง ไม่เคลมราคาขายตั้งต้นสูงเกินไป ไม่หลอกลวง ในแง่คุณสมบัติ หรือวัสดุวัตถุดิบที่ใช้  ขณะที่ในการพิสูจน์ความจริงก็ต้องมีขอบเขต ต้องระวังเรื่องแกะส่วนผสมเขาละเอียดเกินไป จนกลายเป็น เปิดเผยความลับทางการค้าของเขา”

ด้าน วีระพงษ์ บุญโญภาส ประธานคณะกรรมการขายตรงเเละการตลาดเเบบตรง สคบ.  บอกว่า บทเรียนจากโคเรียคิงกำลังทำให้อนาคตการโฆษณานั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยมติของคณะกรรมการฯ จะสั่งห้ามไม่ให้มีการโฆษณาลักษณะเช่นนี้กับสินค้าตัวไหนอีกเลย เพราะถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคและคู่แข่งรายอื่น

“การซื้อขายเป็นเรื่องเสรีและความพึงพอใจก็จริง แต่แผนการตลาดต้องไม่ทำให้เกิดความปั่นป่วน เป็นลักษณะหลอกลวงหรือเอาเปรียบผู้บริโภค” วีระพงษ์ระบุ

โคเรียคิงมอบบทเรียนอันยิ่งใหญ่ให้สังคมไทยและวงการธุรกิจการค้า จะขายของแบบเดิมๆ ในยุคที่ผู้บริโภคเป็นใหญ่และฉลาดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว.

 

 

 

 

ภาพจากโฆษณาโคเรียคิง

 

 

บูมเมอแรง”ธัมมชโย” ทำฟ้าผ่า “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/495441

บูมเมอแรง"ธัมมชโย" ทำฟ้าผ่า "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์"

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อฟ้าผ่าลงกลางอาณาจักร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH  ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไว้วางใจและยอมรับเรื่องคุณภาพต่อแบรนด์นี้  เมื่อหัวขบวน อย่าง เจ้าสัวอนันต์  อัศวโภคิน หรือ “เฮียตึ๋ง” ประธาน และกรรมการผู้จัดการบริษัทแอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกในข้อหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน กรณีพัวพันคดีซื้อที่ 46 ไร่ ติดวัดพระธรรมกาย

เรื่องราวส่วนตัวของนายอนันต์ คงทราบดีว่าเป็นนักธุรกิจและร่ำรวยระดับชั้นนำของประเทศไทย ข้อมูลจากนิตยสาร ด้านเศรษฐกิจชื่อดังอย่าง “ฟอร์บส์” แห่งสหรัฐอเมริกา เคยเปิดเผยรายชื่อ 50 อันดับมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุดของประเทศไทยประจำปี 2559  ซึ่งพบว่านายอนันต์ มีทรัพย์สินรวม 925 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 33,300 ล้านบาท และเคยได้รับรางวัล Best CEO Of The Year”

ในปัจจุบันพบว่าบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ฯ ยังทำธุรกิจชั้นนำหลายอย่าง เช่น  Home Pro , Shopping Mall ,Terminal 21 และธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์  นั่นถือว่าเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าตระกูล “อัศวโภคิน” ปีละจำนวนหลายร้อยล้านบาท

ทว่าใครหลายคนทราบดีว่า เจ้าสัวอนันต์ ศรัทธาในพลังบุญของวัดพระธรรมกายอย่างมาก ปรากฏตัวในงานสำคัญของวัดหลายต่อหลายครั้ง มีชื่อเสียงเลื่องลือกันในวงศ์ผู้ทำบุญว่า บริจาคเงินแต่ละครั้งให้กับวัดพระธรรมกาย หลายสิบล้านบาท ทั้งยังเป็นศิษย์เอกที่พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดฯให้การเมตตาเอ็นดูนัก กิจกรรมสำคัญหรืองานก่อสร้างต่างๆในวัดถูกเนรมิตได้ก็มาจากฝีมือของเจ้าสัวอนันต์

ครั้งงานบุญวันคล้ายวันเกิด 130 ปี พระมงคลเทพมุณี (สด จันทสโร) เจ้าสัวได้รับเกียรติขึ้นกล่าวกับศิษยานุศิษย์ ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องDMC  โดยมีใจความสำคัญว่า


“ปีนี้วัดเราได้รับเงินบริจาคน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี งานก่อสร้างต่างๆ ที่ตนดูแลอยู่เลยต้องหยุดไปหลายงาน เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็เจอปัญหาแต่ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อ แล้วบอกท่านว่าตนไม่ได้ขยายกิจการเลย  คุณอนันต์ มีบุญอยู่แล้วทำไปเหอะ มันไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ตนว่าพวกเราที่นี้มีบุญทุกคน เสียอย่างเดียวใจเราไม่เกลี้ยงพอ เป็นห่วงวิตกกังวล”

นอกจากนี้เนื้อคำพูดตอนชั่วหนึ่ง เจ้าสัวอนันต์ ระบุว่า ได้บริจาคเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ ไม่แน่ใจว่าจะส่งลูกต่อดีมั้ย เพราะว่าลูกเรียนอยู่เมืองนอก หรือจะเอาเงินก้อนนี้ไปจ่ายดอกเบี้ยแบงก์ แต่นึกขึ้นมาได้ว่าวัดจะสร้างเสาค้ำฟ้า ตนก็เอาเงินก้อนสุดท้ายในบัญชีบริจาคไปทั้งหมดเลย เดี๋ยวต้องหาทางออกให้ลูกเอง วันที่บริจาคขนลุกน้ำตาไหล รู้สึกไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว จำได้จนตายเลย ปลื้มมาก


“อยากจะให้หลวงพ่อท่านปลื้มมั้ยครับ งั้นวันนี้พวกเราปิดบัญชีกันมั้ยครับ ผมเพิ่งทำไปเมื่อกี๊ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำบุญปีละเป็นร้อยแล้วนะ ทำมากกว่านั้นเยอะ เพราะว่ายอมเลิกหมดทุกอย่าง ลูกก็ไม่เอาแล้ว งั้นพวกเราก็อยากเห็นหน้าหลวงพ่อท่านยิ้มและปลื้มมั้ยครับ มาปิดบัญชีกันมั้ยครับ ปิดนะครับ ไม่เม้มนะครับ”
เจ้าสัวอนันต์ กล่าวในงาน

ลิงค์เจ้าสัวอนันต์ฉบับเต็ม/เครดิตMr.InWKicKAss

 

 

ปรากฏการณ์ผิดปกติ ฝนมาเร็ว…ฟันธงน้ำมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/495321

ปรากฏการณ์ผิดปกติ ฝนมาเร็ว...ฟันธงน้ำมาก

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ฝนที่ตกหนักในกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลายวันติดต่อกัน เริ่มสร้างความวิตกกังวลให้กับหลายคน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในหลายจุดของ กทม.เริ่มติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่17 พ.ค.ที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะ กทม.นั้นปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งวันอยู่ที่ 40-50 มิลลิเมตร (มม.)/ชั่วโมง โดยจะตกๆ หยุดๆ เกือบตลอดทั้งวัน เพราะหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเมียนมาจะเคลื่อนที่เข้ามาปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้กระแสลมหมุนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำ และจะดึงเอาลมใต้ให้พัดเอาฝนจากบริเวณอ่าวไทยเข้าสู่ กทม.และปริมณฑล สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ จะทำให้มีฝนตกต่อเนื่องอีกจนถึงวันที่ 18 พ.ค. จะต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมขังหลายๆจุด

ผู้อำนวยการ สสนก. กล่าวว่า ภาพรวมของฝนจากการตรวจสอบแบบจำลองสภาพอากาศ พบว่า ปีนี้น้ำฝนจะมาก โดยในเดือน พ.ค.นี้ ปริมาณฝนจะสูง แต่ มิ.ย.จะเริ่มน้อยลง และจะเกิดปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงในเดือน ก.ค. แต่เมื่อย่างเข้าสู่ ก.ย.-ต.ค. ฝนจะกลับมาอีกครั้ง และเริ่มลดปริมาณลงเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวในเดือน พ.ย. ก็คาดว่าช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเข้าสู่ช่วงเวลาของปรากฏการณ์เอลนินโญ

รอยล กล่าวว่า มีปรากฏการณ์ที่เราไม่ค่อยได้พบบ่อยนักในช่วงเริ่มต้นฤดูฝน คือ ฝนตกทุกพื้นที่พร้อมๆ กันหมด ตั้งแต่ภาคใต้ ภาคกลาง ขึ้นไปถึงภาคเหนือ คือ ตกทั่วประเทศพร้อมกัน ซึ่งปกติแล้ว ฝนจะตกเป็นภาคๆ ตามแนวฝน โดยเคลื่อนจากภาคใต้มาทางภาคกลาง แล้วจึงขึ้นไปภาคเหนือในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สาเหตุมาจากปกติแล้วฤดูฝนนั้นเราจะได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อย่างเดียว แต่เวลานี้เราได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทั้งจากทะเลอันดามัน ทะเลจีนใต้ และอ่าวไทย พัดมาเสริมพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำอีกด้วย

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาที่น่ากังวลในขณะนี้ คือเรื่องของน้ำท่วมขังในบางจุดของพื้นที่ กทม.หากมีฝนตกเกิน 60 มม./ชั่วโมง ก็จะมีปัญหาเรื่องน้ำระบายไม่ทันในบางพื้นที่ได้ เพราะถนนและคูคลองทำงานไม่สอดประสานกัน

ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษา ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ฝนจะตกหนักกว่าสองปีก่อน เพราะยังมีปัจจัยหนุนจากเอลนินโญมาก หรือปรากฏการณ์อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก เขตศูนย์สูตร มีค่าต่ำกว่าปกติ พัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้มีการก่อตัวของเมฆและฝน บริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิกเขตร้อน ฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห้งแล้ง

ศ.ธนวัฒน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปีนี้ประเทศไทยเข้าหน้าฝนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เม.ย.ถือว่า ฝนมาเร็วกว่าปกติ ลักษณะอากาศแบบนี้ ต้องระวังพายุที่จะพัดเข้ามาทางตะวันออกตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นไป หากมีพายุพัดเข้ามาความเสี่ยงต่อวิกฤตน้ำท่วมก็จะตามมา ซึ่งจะมีพายุพัดเข้ามาหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่พยากรณ์ล่วงหน้าได้ในระยะ 10 วันก่อนก่อตัว แต่จะให้ทราบเส้นทางพายุชัดเจนนั้น บอกล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 วัน

อย่างไรก็ดี โอกาสที่พายุจะเปลี่ยนเส้นทางหรืออ่อนตัวก็เกิดขึ้นได้ เพราะสภาพอากาศในปัจจุบันนั้นแปรปรวน มีตัวแปรที่ทำให้พยากรณ์ผิดพลาดหลายปัจจัย หรือกล่าวได้ว่าอากาศเปลี่ยนได้เป็นรายชั่วโมง

“ฝนที่ตกในช่วงนี้ยังถือว่าเป็นฝนปกติ ทุกฝ่ายต้องจับตาดูปรากฏการณ์ไปจนถึง เดือน ก.ย. ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงที่อากาศเปลี่ยนไปเป็นอิทธิพลจาก ลานินญา ที่กลับกัน คือ เกิดความแห้งแล้งในอเมริกาใต้ แต่มีฝนตกหนักบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณชายฝั่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีฝนตกมากกว่าปกติ”

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลจากลานินญาจะส่งผลอย่างชัดเจน ในปี 2561-2562 หากไม่มีการเตรียมตัวอาจจะเสี่ยงต่อน้ำท่วมที่หนักกว่าอุทกภัยเมื่อปี 2554

 

“อย่าให้คนตายฟรี”ถอดบทเรียนต้นไม้ล้มในเมืองกรุงฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/495139

"อย่าให้คนตายฟรี"ถอดบทเรียนต้นไม้ล้มในเมืองกรุงฯ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพต้นไม้ขนาดใหญ่อายุหลายสิบปีหักโค่นลงมาฟาดใส่เสาไฟฟ้าล้มถึง 7 ต้น กลายเป็นเหตุให้หญิงวัย 25 ปี เสียชีวิตกลางแยกชิดลม นับเป็นเหตุสลดครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

หลายปีที่ผ่านมาเเม้จะมีความพยายามผลักดันให้การบริหารจัดการต้นไม้ในเมืองมีมาตรฐาน ความสวยงามควบคู่ไปกับความปลอดภัย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีรูปธรรมจากหน่วยงานผู้มีอำนาจเสียที

ถึงเวลาเเก้ระบบ

สาเหตุที่ทำให้ต้นไทรขนาดใหญ่และมีอายุยาวนานโค่นล้มกลายเป็นคำถามที่สังคมรอคำตอบ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ผู้ก่อตั้งภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า หากมองตามหลักวิชาชีววิทยา เมื่อต้นไม้ถูกแย่งแสงโดยอาคารสูงจึงชะลูดหาแสงสูงและเจริญยื่นออกมาทางถนนที่มีแดดมากเพื่อชดเชยทรงพุ่มด้านในที่หายไป โดยคาดว่าถูกตัดออกเพื่อสร้างอาคาร

นอกจากนี้ “รากสมอ” ด้านในที่ทำหน้าที่รั้งยังถูกตัดทิ้งจากการทำถนนใหม่ “ตามแบบก่อสร้าง” อีกทั้งรากสมอด้านทางเท้าก็ยังถูกเทคอนกรีตที่ทึบน้ำและอากาศทับเพื่อปูบล็อกได้เรียบและสวย รากฝอยจึงหยุดเดินเพราะขาดอากาศ การผุจึงลามมาถึงรากสมอจนหมดคุณสมบัติในการ “ยัน” ไม่ให้ลำต้นเอน ในกรณีนี้ คาดว่ารากใหญ่ด้านทางเท้าริมถนนชิดลมอาจถูกตัดทิ้งเพื่อสร้างคันหินขอบทางเท้าตามแบบก่อสร้างงานโยธาของหน่วยงานแห่งหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ บอกต่อว่า การจะหาคนผิดในกรณีนี้ต้องมองให้ครบวงจร เพื่อให้ทุกคนได้รับบทเรียนอย่างแท้จริง

หนึ่ง ในแง่ของกฎหมาย ผู้รับภาระชดใช้ค่าเสียหายคือ เจ้าของที่ดิน ไม่จัดการตัดแต่งให้ปลอดภัยหรือโค่นทิ้งเสีย แต่เหตุที่ไม่โค่นทิ้งอาจเพราะ  1) มีความรักต้นไม้และนึกไม่ถึงว่ามันจะโค่นทับคนตายได้  2) รู้ว่าต้นไม้สร้างบรรยากาศและเพิ่มมูลค่าแก่อสังหาริมทรัพย์ของบริษัท  3) อาจอยากโค่นทิ้ง แต่กลัวถูกต่อต้านร้องเรียนจากกลุ่มประชาชน

สอง กรุงเทพมหานครและการไฟฟ้านครหลวง อาจกลัวผิดจึงไม่ให้ความช่วยเหลือในการดูแลตัดแต่ง เพราะต้นไม้ในเมืองที่มีขนาดสูงใหญ่มากเช่นนี้ ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษ “ของหลวง” ที่มีราคาแพงเกินกว่าที่เจ้าของต้นไม้หรือตนรับจ้างตัดจะจัดซื้อจัดหามาใช้เองได้ “การนำของหลวงไปเอื้อประโยชน์แก่เอกชน” (ก่อนต้นไม้ล้ม) มีสิทธิ์ถูกไล่ออกจากราชการ

สาม กลุ่มผู้รักต้นไม้และสื่อประเภทต่างๆ ที่อาจดุดันเกินไป คอยเฝ้าระวังและรุมโจมตีทางสื่อออนไลน์ จนบางครั้งเจ้าของและเจ้าหน้าที่ขยาดไม่กล้าไป “ตัดแต่งหนัก” ให้ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องมีการตัดทอนกิ่งขนาดใหญ่ที่หนักมากออกเพื่อให้เหลือโครงสร้างเบาเท่าที่จำเป็นในการรองรับพุ่มใบที่แผ่เฉพาะผิวบนเพื่อรับแดด การตัดเอากิ่งใหญ่หรือลำต้นบางส่วนออก แม้จะถูกวิธีก็ดูเสมือนเป็นการทำร้ายต้นไม้และทำร้ายจิตใจคนรักต้นไม้อยู่เหมือนกัน

สี่ สถาปนิก วิศวกร ภูมิสถาปนิก และรุกขกร ผู้รับจ้างตัดแต่งต้นไม้ต้นนี้ อาจมีความรู้ความเข้าใจงานด้านรุกขกรรมไม่เพียงพอ หรือรู้อยู่บ้างแต่ปล่อยปละละเลย เพราะถ้ารู้และให้ความสำคัญก็ย่อมที่จะแสวงหาความรู้ที่มีการปฏิบัติกันอยู่ทั่วโลกแล้วนำมาปฏิบัติการตัดแต่งให้ถูกต้องตามหลักวิชาไปแล้ว

 

“สรุปแล้วไม่มีคนผิด เพราะผิดครบทั้งวงจรจึงหาตัวบุคคลมาลงโทษไม่ได้ จึงถือว่าถูกเพราะโดยธรรมเนียมการแก้ปัญหาของราชการไทย คือการใช้วิธีเค้นหาตัวบุคคล เอา คนผิดโดยตรง มาลงโทษได้ก็เป็นอันเสร็จพิธี การเค้นหาจุดบกพร่องของระบบหรือกระบวนการหลังเกิดเหตุเสียหายเพื่อแก้ที่ระบบไม่ใช่วัฒนธรรมองค์กรของหน่วยราชการ เราคงจะได้เห็นต้นไม้ใหญ่ในเมืองในชุมชน ตามถนนและโค่นทับทับคนบาดเจ็บ ตายและสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินไปเรื่อยๆ แบบยั่งยืน”

อ.เดชา แนะนำว่า ถ้ารัฐบาลไทยมีธรรมเนียมเค้นหาว่าอะไรผิดแล้วแก้ที่ระบบ ต้นไทรที่เกือบกลายเป็น “signature” ของถนนชิดลมต้นนี้อาจจะยืนต้นอยู่ต่อไปได้อีกนับร้อยปีเพราะจะมีการออกแบบผิวพื้นแข็งของถนนใหม่และผิวทางเท้าที่ปรับปรุงใหม่ให้ คงระบบรากเดิม ไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะรากสมอด้วยเทคนิคการออกแบบภูมิทัศน์เมืองสมัยใหม่ที่ใช้ดินปลูกชนิดโครงสร้าง (structural soil) และใช้วัสดุดาดผิวแข็งที่โปร่งอากาศ เช่นคอนกรีตพรุนเสริมเหล็กหรือคอนกรีตบล็อกชนิดพรุนอากาศปูทับ

หากจำเป็นต้องตัดราดสมอบางรากออก หรือพบว่ารากสมอสำคัญผุมาก่อนแล้ว ให้ทำการฟื้นฟูระบบรากและทำร่องล่อรากแบบ “ตีนไก่” ไปในทิศทางเหมาะสม ตัดแต่งเพื่อลดน้ำหนักทรงพุ่มโดยการสางโปร่งตามวิธีการทางรุกขกรรมโดยใช้แนวคิด “โครงสร้างร่มกันแดด” ซึ่งเป็นโครงเบาที่แข็งแรงแต่สามารถรองรับใบที่ถูกแดดได้เต็มที่

การตัดแต่งที่ถูกต้องตามหลักวิชารุกขกรรมจะทำให้ต้นไม้ใหญ่เดิมค่อยๆ ฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นและพัฒนาโครงสร้างให้ “เพรียวลม” ต้นไม้ที่เพรียวลมเองตามธรรมชาติและมีจุดเกาะกิ่งที่เปราะบาง เช่นกิ่งมุมแคบขนาดใหญ่ที่มีเปลือกแทรกน้อย ต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่เพรียวลมและมีรากแข็งแรงย่อมโอนอ่อนตามแรงลมพายุได้มากกว่าจึงมีกิ่งหักจากพายุน้อยกว่า โค่นยากกว่า

การไฟฟ้าฯ-กทม.ควรร่วมจัดตั้ง “บริษัทรุกขกรรมนครหลวง”

หลังเหตุการณ์สลดเป็นช่วงเวลาเเห่งความท้าทายของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาความปลอดภัย โดยเเนวทางที่ อ.เดชา เเนะนำก็คือ

1)  เหตุการณ์นี้อาจทำให้เจ้าของต้นไม้ที่ใหญ่อยู่ใกล้ถนนต่างกลัวความรับผิดและพากันโค่นหรือกุดยอดต้นไม้ที่เคยให้ความร่มรื่นแก่เมืองทิ้งเพื่อให้พ้นภาระ อย่างการชดใช้ค่าเสา-สายไฟ ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย ค่าชดใช้สินไหมแก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ฯลฯ

ดังนั้น การไฟฟ้าฯ และท้องถิ่นควรแก้ไขกฎระเบียบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ เช่นรถกระเช้า-ปันจั่น-อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการปีนป่าย และจัดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยเหลือเฉพาะเจ้าของต้นไม้สำคัญริมที่ถนนที่กำหนดได้บ้าง

2)  การขออนุญาตปลูกสร้างทุกชนิดหากมีต้นไม้ใหญ่ที่ให้คุณประโยชน์ต่อระบบนิเวศเมืองที่ขึ้นชิดถนนจะต้องยื่นแบบก่อสร้างที่แสดงวิธีปกป้องต้นไม้ทั้งเหนือดินและใต้ดินโดยผู้รู้ประกอบมาด้วย และควรลดภาษีโรงเรือนและที่ดินให้ด้วย ถือหลักคิดว่าเอกชนยอมเสียที่ดินของตนสำหรับ “ติดตั้งเครื่องเก็บกักคาร์บอนแก่โลกและสร้างปัจจัยความน่าอยู่น่าเที่ยวให้แก่เมืองและประเทศ” และจะต้องได้ลดภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นการชดเชย

3)  การเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักวิชารุกขกรรมแก่สาธารณชนและการฝึกอบรมบุคลากรระดับต่างๆ เพื่อออกใบรับรองความรู้ความสามารถระดับปฏิบัติระยะสั้นอย่างเร่งด่วนมีความจำเป็นยิ่ง เช่นต้องมารับความรู้และสอบปฏิบัติปีต่อปีไปก่อน โดยเฉพาะการฝึกอบรมผู้ที่มีอาชีพรับจ้างตัดแต่งต้นไม้ในเมืองอยู่แล้ว

นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาจะต้องเร่งเปิดสอนวิชารุกขกรรมโดยเร็วอีกด้วย โดย ส.ก.อ. หรือสำนักงานการอุดมศึกษาฯ จะต้องผ่อนผันเกณฑ์ที่ว่าจะต้องมีอาจารย์ที่จบด้านรุกขกรรมระดับ Ph.D. โดยตรงมาประจำหลักสูตร ซึ่งหายาก เพราะวิชารุกขกรรม หรือ Arboriculture เป็น Professional Degree ไม่ใช้ Research Degree ควรผ่อนผันให้ใช้ปริญญาโท-เอกข้างเคียง เช่นการป่าไม้ หรือพืชสวนไม้ผล

4)  การไฟฟ้านครหลวงกับกรุงเทพมหานครควรร่วมกันจัดตั้ง “บริษัทรุกขกรรมนครหลวง” ที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ซึ่งมีราคาแพงเกินขีดความสามารถทางการเงินที่รุกขกรเอกชนจะจัดหาได้เอง โดยให้มีรุกขกรมืออาชีพเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติและหรือบริหาร จัดตั้งศูนย์การป่าไม้เมือง 3-4 แห่งโดยรอบกรุงเทพฯ เพื่อจัดการกับใบไม้ กิ่งไม้และลำต้นที่ต้องตัดและนำไปทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละวันโดยเปล่าประโยชน์มาแปรรูปและสร้างรายได้แก่ศูนย์ แทนที่จะทิ้งเป็นกองขยะ

นอกจากรับจ้างตัวเองตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ในแนวสายไฟและตามสถานที่สาธารณะแล้วบริษัทฯ ยังสามารถรับจ้างเอกชนทั่วไปได้อีกด้วย มีให้บริการเช่าอุปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่นเครื่องบดกิ่งไม้ รถกระเช้า ปั้นจั่น ตลอดจนอุปกรณ์ราคาแพงอื่นๆ เช่นเสียมลมสำหรับฟื้นฟูระบบรากหรือการใช้สำหรับการเป่าขุดร่องเพื่อฝังท่อสาธารณูปโภคในเมืองที่ผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ได้ด้วย

5)  กรมป่าไม้จะต้องแก้ไขกฎกระทรวงให้รุกขกรผู้มีใบรับรองสามารถครอบครองเลื่อยยนต์โซ่ที่มีด้ามโซ่ยาวขึ้น เพราะต้นไม้ที่ล้มในเมืองส่วนใหญ่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่บางครั้งใหญ่กว่าต้นไม้ที่ลักลอบตัดในป่าเสียอีก การจดทะเบียนควรง่ายเหมือนการจดทะเบียนรถยนต์หรือจักรยานยนต์

ที่ผ่านมารับฟังแต่ไม่มีใครขยับ

รอบปีที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนหลายแห่งรณรงค์ให้กรุงเทพมหานครพัฒนาการบริหารจัดการต้นไม้ในเมืองอย่างถูกต้องเพื่อความสวยงามและปลอดภัย โดยเฉพาะการเรียกร้องให้มีตำแหน่งรุกขกรหรือหมอต้นไม้อย่างแท้จริง

ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง “เครือข่ายต้นไม้ในเมือง” บอกว่า ความสูญเสียล่าสุดเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นอีกครั้งว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีรุกขกรซึ่งถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญต่อการบริหารจัดการต้นไม้ในเมือง

“ถ้าไม่มีระบบบริหารจัดการ ต้นไม้จะกลายเป็นอันตรายของคนเมือง เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เรื่องของนักอนุรักษ์โลกสวย ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ทำหน้าที่เท่ากับคุณเพิกเฉยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”

ช่อผกา เล่าว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาแม้เครือข่ายภาคประชาชนจะร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการบริหารจัดการต้นไม้ แต่กลับไม่ได้รับการต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ

“ทุกคนพยักหน้าแต่ไม่มีใครก้าวขาเดิน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ ไม่มีรูปธรรมในเชิงนโยบาย เป็นลักษณะรูปธรรมเล็กๆ อย่างการจัดอบรม แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ มันไม่ใช่แค่อบรมรุกขกร แต่ต้องให้รุกขกรเข้าไปทำงานในหน่วยงานและแก้ไขปัญหาต้นไม้ที่มีอยู่ได้ จะเป็นตำแหน่งอย่างเป็นทางการหรือจ้างหน่วยงานภายนอก (outsource) ก็ต้องร่างระเบียบและวางแผนงานอย่างเป็นระบบ” ช่อผกาบอกพร้อมย้ำว่า  “ทุกหน่วยงานพยักหน้าแต่ไม่ก้าวขาเดิน ต้นไม้ก็ล้มฟาดหัวคนตายต่อไป”

ลำต้น เรือนยอด ราก 3 สิ่งที่ควรประเมินให้ดี

ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน ผู้ชำนาญการด้านการดูแลต้นไม้ในเขตเมือง บอกว่า พี่น้องประชาชนควรร่วมกับภาครัฐทำหน้าที่สังเกตต้นไม้ในพื้นที่ของตนเองโดยประเมิน ลำต้น เรือนยอด และราก ซึ่งเป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่พอบอกได้ว่า ต้นไม้เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิตผู้คนหรือไม่

“สังเกตลำต้นผุเป็นโพรง คดงอหรือเอียงออกไปจากศูนย์กลางลำต้นมากหรือป่าว เรือนยอดสมดุลไหม กิ่งก้านหนักไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปหรือไม่ มียอดกิ่ง ที่แห้งผุค้างอยู่หรือป่าว บางทีต้นไม่ล้มแต่กิ่งอาจตกลงมาได้

ขณะที่ระบบรากต้นไม้ในกทม. รากผิวดินมีความสำคัญมาก เพราะรากแก้วไม่มี น้ำใต้ดินมันตื้น ความมั่นคงของต้นไม้ขึ้นอยู่กับรากแขนงเท่านั้น จำเป็นต้องประเมินดูว่าทิศทางของรากแขนงกระจายตัวแบบรัศมีดาวหรือไม่ ด้านหนึ่งทำหน้าที่ค้ำยันอีกด้านเหนี่ยวรั้ง เรื่องนี้ในต่างประเทศมีแบบฟอร์มการประเมินอันตรายจากต้นไม้ใหญ่ระบุชัดเจนว่า ต้นไม้ในพื้นที่ใดมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง บ้านเรายังไม่มีเป็นเรื่องเป็นราว”

ครูต้อ ย้ำเรื่องเดิมๆ ที่ผลักดันมาแทบทั้งชีวิตว่า หลักการจัดการต้นไม้ ต้องรักษาสมดุลระหว่างความอันตรายกับความสวยงาม หมายความว่า รุกขกรต้องมีความสามารถ ประสบการณ์และวิจารณญาณประกอบกันในการตัดแต่ง

“ถ้ารุกขกรขี้กลัวมาก ตัดต้นไม้จนเหลือโอกาสที่จะเกิดอันตรายแค่เพียง 10% เราจะได้ต้นไม้ที่มีหน้าตาอัปลักษณ์มาก แต่ถ้าเกิดรุกขกรเกิดรักและตามใจต้นไม้มาก อันตรายก็จะสูง ตรงนี้เป็นประสบการณ์และวิจารณญาณ เป็นเรื่องใหญ่ของเมืองไทยที่ต้องสร้างคนขึ้นมาและมีพื้นที่รองรับพวกเขาอย่างแท้จริง”

 

ต้นไหนไม่ปลอดภัยกรุณาแจ้งกทม.

จากข้อมูลของกรุงเทพมหานคร พบว่า พื้นที่ 50 เขตของ กทม. มีต้นไม้ยืนต้น ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ บนทางเท้าและสวนสาธารณะรวมทั้งหมด 3,186,640 ต้น แยกเป็นต้นไม้บริเวณทางเท้า เกาะกลางและริมท้องถนนราว 1.5 ล้านต้น

จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) บอกว่า การดูแลต้นไม้ของกทม. เป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตและสำนักสิ่งแวดล้อมคอยพัฒนาต้นไม้ให้เจริญงอกงาม แข็งแรง โดยตัดแต่งตามหลักวิชาการให้มีความเหมาะสมและเกิดความปลอดภัย

หากพบว่าต้นไม้ต้นใดอยู่ในสภาพไม่มีความมั่นคงปลอดภัย เขตหรือสำนักงานสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการโดยการนำท่อนไม้หรือเหล็กมาติดตั้งเพื่อพยุงต้นไว้ หรือหากมีความจำเป็นต้องทำศัลยกรรมต้นไม้ กทม. มีเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถในการเข้าไปดูแล และขั้นตอนสุดท้ายหากพิจารณาแล้วว่า ถ้าปล่อยให้ต้นไม้มีปัญหาอยู่ในพื้นที่ต่อไป จะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อประชาชน จะทำการขุดล้อมและนำออกจากพื้นที่ โดยนำไปบำรุงรักษาจนกระทั่งมีสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ก่อนนำมาปลูกไว้ที่เดิมหรือย้ายไปไว้ยังสวนสาธารณะต่อไป

“แนวทางปฏิบัตินั้นมีอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า จำนวนต้นไม้กว่า 3 ล้านต้น อาจใช้เวลาในการสอดส่องเสียหน่อย แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องคอยหมั่นตรวจสอบ”

จักกพันธุ์ บอกต่อว่า กรุงเทพเป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำใต้ดินสูง ขณะที่ต้นไม้ส่วนใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ล้อมมาปลูก หลังสร้างทางเท้าหรือเกาะกลางแล้วเสร็จ เรื่องสำคัญคือต้นไม้ที่ล้อมมาไม่มีรากแก้ว มีเฉพาะรากแขนง ในกรณีที่ใต้ดินมีระดับน้ำสูงหรือฝนตกลงมา ดินตรงนั้นจะมีสภาพชื้นแฉะ ทำให้โอกาสที่ต้นไม้จะล้มมีเพิ่มมากขึ้น

“โดยสรุปแล้วเป็นหน้าที่ของกทม. ที่จะดูแลต้นไม้ หากเอกชนหรือชาวบ้านเจ้าของต้น อยากให้กทม.เข้าไปให้คำแนะนำหรือจัดการตรวจสอบอันตรายหรือความเสี่ยง กทม.ก็ยินดี สามารถติดต่อไปยังสำนักงานเขตได้”

รองผู้ว่าฯ กทม. ทิ้งท้ายว่า ขณะนี้สำนักงานแต่ละเขตและสำนักสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างการสำรวจและจัดทำบันทึกว่าต้นไม้ใหญ่ต้นใดที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายบ้าง คาดว่าจะมีความคืบหน้าเร็วๆ นี้

อย่าปล่อยให้ความสูญเสียครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่เกิดการเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาเเล้วที่ต้นไม้ในกรุงเทพฯ ต้องสวยงามเเละปลอดภัยมากกว่าที่เป็น

 

ยัดเครื่องเอกซเรย์ฟัน ใส่กม.นิวเคลียร์ “คนไข้เดือดร้อน ลดมาตรฐานหมอไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 21:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494966

ยัดเครื่องเอกซเรย์ฟัน ใส่กม.นิวเคลียร์ "คนไข้เดือดร้อน ลดมาตรฐานหมอไทย"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจาก พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ขั้นตอนร่างกฎหมายลูกประกอบ ก็ถูกเครือข่ายทันตแพทย์เดินหน้าคัดค้าน โดยมองว่ารายละเอียดของกฎหมาย ที่กำหนดให้เครื่องเอกซเรย์ฟัน ต้องอยู่ในการควบคุมของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จากเดิมที่ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดูแลอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้น

คำถามคือ หากบรรจุให้เครื่องเอกซเรย์ฟัน อยู่ภายใต้การควบคุมของ สนง.ปรมาณูฯ ผลกระทบจะเป็นอย่างไร

กฎหมายนิวเคลียร์ ฉุดรั้งวงการแพทย์ไทย

ทพ.อาคม สรรเสริญชูโชติ สมาชิกกลุ่มทันตแพทย์อาสา ระบุว่า การใช้อุปกรณ์เครื่องเอกซเรย์ฟันที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ติดตามตรวจสอบอยู่เป็นประจำเพื่อให้เครื่องมือได้มาตรฐาน รวมถึงการปฏิบัติงานก็อยู่ในการดูแลของทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

หากมีการกำหนดให้เครื่องเอกซเรย์ฟันต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการทำให้ทันตแพทย์ตามคลินิกไม่กล้าใช้เครื่องเอกซเรย์ฟัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเพราะจะหาสถานบริการทันตกรรมยากมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เชื่อว่าจะทำให้มาตรฐานการแพทย์ไทยจากที่อยู่อันดับต้นๆ ของโลกตกลงมา และการที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ เมดิคัลฮับ คงไปไม่ถึงอย่างแน่นอน

ทพญ.วรรัตน์ มโนวิทวัส เจ้าของคลินิก ชยาพรรณ ทันตกรรม ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ เปิดเผยว่า หลังจากพ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์ฯ ประกาศใช้ กระทรวงสาธาณสุขได้สั่งห้ามใช้เครื่องเอกซเรย์ฟัน จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากสำนักงานปรมาณูฯ เท่ากับว่าทำให้แพทย์ตกอยู่ภายใต้กฎหมายอาญา จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง นำกฎหมายฉบับนี้ออกจาก ปส. และกลับมาให้กรมวิทยาศาสตร์ฯ ดูแลเช่นเดิม

ทพ.อาคม สรรเสริญชูโชติ

คลินิก 6 พันแห่งเตรียมเจ๊ง

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ เลขาธิการทันตแพทยสภา เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครื่องเอกซเรย์ที่ทันตแพทย์ใช้อยู่มี 2 แบบหลักๆ คือ เครื่องตรวจในช่องปากขนาดเล็ก เน้นการตรวจภายในว่า มีฟันหักภายในเหงือกและฟันผุหรือไม่ เพราะการตรวจช่องปากบางครั้งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนเครื่องขนาดใหญ่ใช้ตรวจภาพรวมช่องปาก ทำให้เครื่องนี้มีความสำคัญมาก

ขณะที่ปริมาณการใช้รังสีจะอยู่ในระดับต่ำสุด ของเครื่องเอกซเรย์ที่ใช้ในวงการแพทย์ทั่วไป เฉลี่ย 0.008 – 0.014 มิลลิซีเวิร์ต หากเทียบกับการเอกซเรย์ทั้งร่างกายต้องใช้ 10.6 มิลลิซีเวิร์ต แต่ยังไม่ถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ที่ 20 มิลลิซีเวิร์ต

สำหรับขั้นตอนการควบคุมเครื่อง จะมีมาตรการตรวจสอบตั้งแต่นำเข้า จนถึงการนำไปทำลายทิ้ง โดยเมื่อเข้ามาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานเครื่อง จากนั้นเมื่อนำไปใช้ตามโรงพยาบาล คลินิกทันตกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นผู้รับจดแจ้ง ติดตามตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนระดับประชาชนทันตแพทยสภาจะคอยตรวจสอบแพทย์ที่ให้บริการ และก่อนจำหน่ายทิ้ง กรมควบคุมมลพิษจะเป็นผู้ดูแลอีกครั้ง

“เครื่องเอกซเรย์ฟันเป็นอุปกรณ์หลักที่ทันตแพทย์ใช้มานาน ตั้งแต่มีทันตแพทย์ในไทย การนำกฎหมายดังกล่าวมาควบคุม เชื่อว่าจะทำให้คลินิกทันตกรรมทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง บางส่วนต้องเลิกไป หากมีการควบคุมเข้มงวด ผลกระทบจะตกกับประชาชนผู้ใช้บริการอย่างแน่นอน จึงขอให้รัฐบาลแก้ไขเรื่องนี้”

รศ.ทพ.สุนทรา พันธ์มีเกียรติ หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า ระบบการทำงานของทันตแพทย์ ปฏิบัติตามหลักสากลของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ อีไอเอ ที่มี 3 อย่าง คือ 1.การใช้เครื่องแต่ละครั้งแพทย์จะพิจารณา โดยคำนึงว่าผู้ป่วยต้องได้รับประโยชน์มากกว่าผลเสีย 2.ควรใช้ปริมาณรังสีน้อยที่สุด แต่ต้องได้ข้อมูลทางการรักษาครบถ้วน 3.คำนึงถึงความปลอดภัยผู้ปฏิบัติงาน และคนที่อยู่บริเวณโดยรอบ

“การปฏิบัติงานเราอิงตามหลักสากล และการเรียนการสอนทันตแพทย์ ก็เน้นเรื่อความปลอดภัยทั้งกับผู้ป่วย ผู้ปฎิบัติงาน และคนที่อยู่รอบข้างเป็นสำคัญ”

 

ขอให้ทบทวน กลับมาที่กระทรวงสาธารณสุข

ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า การตรวจสอบคุณภาพเครื่องเอกซเรย์ฟันในปัจจุบันเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ การจะนำกฎหมายที่เข้มงวดมาควบคุมเหมือนสารกัมมันตรังสี หรือสารนิวเคลียร์ จะทำให้การใช้งานของทันตแพทย์ลำบากมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบในแง่ลบตามมา

“ถ้าหากพ.ร.บ.ฉบับนี้เริ่มใช้จริงเหมือนนิวเคลียร์ โดยบังคับให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติ ผลที่ตามมาจะทำให้ทันตแพทย์ตามคลินิกส่วนใหญ่ ไม่กล้าใช้เครื่อง ผลกระทบจะตกอยู่ที่ประชาชน จะไม่ได้รับความสะดวก เพราะแม้แต่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี เกาหลีใต้ มาเลเซีย ยังไม่ใช้กฎหมายนิวเคลียร์เข้ามาควบคุมกฎหมายทางการแพทย์ แต่ให้หน่วยงานสาธารณสุขดูแลกันเอง”

ทพ.ไพศาล ทิ้งท้ายว่า  ทันตแพทยสภาขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจนำข้อกำหนดเรื่องเครื่องเอกซเรย์ฟันออกจากกฎหมายนิวเคลียร์ฉบับดังกล่าว และให้ออกเป็นกฎกระทรวง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม

 

 

“เลนขวาสุด” จุดเสี่ยงตายของคนข้ามถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494965

“เลนขวาสุด” จุดเสี่ยงตายของคนข้ามถนน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อเร็วๆ นี้มีคลิปวิดีโอเหตุการณ์อุบัติเหตุหนึ่งถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

ภาพผู้หญิงสาวเดินข้ามถนนพร้อมกับคุยโทรศัพท์ถูกรถยนต์ชนอย่างรุนแรง ร่างกายของเธอลอยขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนหล่นลงมากระแทกกับรถยนต์อีกคันด้านหน้า บาดเจ็บสาหัส กระทั่งไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

เหตุดังกล่าวกำลังมอบบทเรียนและทำให้ประชาชนหันกลับมาตระหนักในการเดินเท้าและข้ามถนนอย่างมีสติมากขึ้น

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เปิดเผยข้อมูลมรณบัตรและหนังสือรับรองการตาย สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พบว่า รอบ 5 ปีที่ผ่านมาการเสียชีวิตของคนเดินถนนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุด พ.ศ. 2559 จากจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศราว 14,000 คน มีคนเดินถนนเสียชีวิตอยู่ราว 8% หรือเท่ากับ 1,200 คน เฉลี่ยแล้วทุกวันจะมีคนเดินถนนเสียชีวิตถึง 3 ราย

“ส่วนใหญ่ 3 ใน 4 ของตัวเลข 1,200 คน หรือประมาณ 900 คนต่อปี เสียชีวิตจากการข้ามถนน ไม่ใช่แค่คุยโทรศัพท์ แต่ยังรวมไปถึงการอ่าน พิมพ์ข้อความ จับกลุ่มเดินไปคุยไป บางส่วนเป็นการถูกชนเพราะรถไม่หยุด ข้ามนอกทางข้ามหรือข้ามถนนเวลากลางคืน” นพ.ธนะพงศ์ ยกตัวอย่าง

นอกเหนือจากพฤติกรรมในการข้ามถนนแล้วอีกหนึ่งเรื่องสำคัญก็คือ กายภาพของถนนที่ส่งผลกระทบให้เกิด “จุดบอด” ระหว่างคนเดินและคนขับ

ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า พื้นที่บริเวณเลนขวาสุดคือจุดบอดหรือมุมอับที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุด พูดง่ายๆว่า ถนนยิ่งกว้างความเสี่ยงก็ยิ่งมาก

“รถยนต์เลนซ้ายสุด สามารถมองเห็นคนข้ามถนนได้ดี แต่เลนถัดมาจะเริ่มมองลำบาก โดยเฉพาะถ้าเป็นถนน 3 เลน หากเลนที่ 1 และ 2 จอดหรือชะลอตัว โอกาสที่รถเลนที่ 3 จะมองเห็นคนข้ามถนนนั้นมีน้อยมาก กลายเป็นจุดบอดที่ทำให้คนข้ามและคนขับปะทะกันโดยไม่ทันระวังตัว”

เพราะฉะนั้นการขับรถในพื้นที่ที่มีหลายช่องทาง แม้เลนที่เรากำลังวิ่งอยู่นั้นโล่ง ก็จำเป็นต้องสังเกตเลนรอบข้างอยู่เสมอ หากรถด้านซ้ายชะลอตัว ให้คิดไว้เลยว่า มีโอกาสสูงที่ด้านหน้าจะมีอะไรโผล่ออกมากะทันหัน

ต่อคำถามถึงหนทางลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิต

นพ.ธนะพงศ์ เสนอว่า ควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการทำความเร็วของรถในเขตเมือง จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ว่าห้ามเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือเพียงไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและโอกาสรอดจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายเมืองทั่วโลกปฏิบัติกัน

“80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากชนคนโอกาสเสียชีวิตเกือบ 100% เทียบเคียงง่ายๆ ความเร็วที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงปะทะที่เกิดขึ้นเทียบได้กับ คนตกตึก 5 ชั้น โอกาสเสียชีวิตราวๆ 80-85% โอกาสรอดเหลือเพียง 15%

ตัวอย่างเคสล่าสุดที่ผู้หญิงเดินคุยโทรศัพท์แล้วถูกรถชนเสียชีวิต ความเร็วไม่น่าเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทบไม่มีใครอยากเชื่อว่า เธอจะตัวลอยได้ขนาดนั้น เราเห็นแล้วว่าความเร็วเพียงแค่ 60 ก็ทำให้คนเสียชีวิตได้”

นอกจากนั้นอาจติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายอย่าง เส้นสัญลักษณ์ซิกแซกบนท้องถนนก่อนถึงทางม้าลาย แจ้งผู้ขับให้รู้ล่วงหน้าก่อนถึงทางม้าลายก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางลดความเสี่ยงได้ โดยกรุงเทพฯ มีการติดตั้งสัญลักษณ์ดังกล่าวเช่นกันในพื้นที่ถนนอโศก ภายหลังมีอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้งในช่วงก่อนหน้านั้น

โดยสรุปคือ ผู้ข้ามถนนจำเป็นต้องระมัดระวัง มีสติ และคำถึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุด ยอมเสียเวลาและพลังในการเดินมากเสียหน่อยเพื่อขึ้นสะพานลอยหรือข้ามถนนในจุดที่กำหนดไว้ ขณะที่ผู้ขับรถก็ต้องระมัดระวัง รู้จักสังเกตสถานการณ์รอบข้างเสมอ โดยเฉพาะถนนที่มีความกว้างตั้งแต่ 3 เลนขึ้นไป

 

ขอบคุณคลิปจาก TNN24 , ข่าวช่อง 8 เเละ Prit RitRong

 

บริการตรวจดีเอ็นเอ เอกสาร ยาเสพติด สลายข้อพิพาททางคดีลดความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494960

บริการตรวจดีเอ็นเอ เอกสาร ยาเสพติด สลายข้อพิพาททางคดีลดความขัดแย้ง

เรื่อง:เอกชัย จั่นทอง / ภาพ:กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับคดีอาญาและคดีแพ่งมีผู้กระทำผิดมากขึ้น  อาทิ เหตุฆาตกรรมอำพราง  ปลอมแปลงเอกสาร  และยาเสพติด ล้วนเป็นปัญหาซับซ้อนทางคดีทั้งสิ้น  ญาติพี่น้องผู้เสียหายต่างต้องการเรียกร้องขอความเป็นธรรม  ดังนั้นพยานหลักฐานคือหัวใจสำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรมต่อสู้ทางคดี

เพื่อบรรเทาปัญหาเหล่านี้ทำให้ “สมณ์  พรหมรส”  ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (สนว.) กระทรวงยุติธรรม ลุกขึ้นมาสลัดความทุกข์ของประชาชนเดินหน้าเชิงรุกบริการตรวจดีเอ็นเอ และตรวจพิสูจน์อื่นๆอีกหลายด้าน พร้อมกับระบุว่า หน้าที่หลักของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์คือพิสูจน์ข้อเท็จจริง สนับสนุนงานในคดีและกำกับดูแลให้ได้มาตรฐาน  ส่วนใหญ่ดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาในการตรวจชันสูตรศพ รวมถึงกรณีชาวบ้านร้องเรียนเข้ามาขอความช่วยเหลือ

ผู้อำนวยการ สนว. เล่าถึงเหตุผลการทำงานครั้งนี้ว่า ปัจจุบัน สนว.มีพระราชบัญญัติการให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ.2559 รองรับ โดยให้อำนาจมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากรับเรื่องจากหน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ และหน่วยงานความมั่นคง  ปัจจุบันสามารถเปิดโอกาสให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ให้บริการกับประชาชน ซึ่งนอกเหนือจากงานผ่าชันสูตรศพแล้ว  ทางสถาบันฯ ยังดำเนินงานอีกหลายด้าน  เช่น การตรวจที่เกิดเหตุ การตรวจสภาพร่างกาย  การตรวจสภาพจิตใจผู้เสียหาย  การตรวจสารเคมีสารพิษ  การตรวจศพนิรนามและบุคคลสูญหาย

ซึ่งการให้บริการต่างๆจะช่วยทำให้ประชาชนลดข้อขัดแย้ง ลดการพิพาททางคดีความได้รวดเร็วขึ้น โดยผู้อำนวยการ สมภ์ ฉายภาพให้เห็นว่า ทางสนว.จะเปิดให้บริการประชาชนในเดือนมิถุนายนนี้ ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี โดยจะดำเนินการใน  3 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย  1.การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ สมมติผู้ใช้บริการอยากรู้ว่าเป็นพ่อแม่ลูก หรือเครือญาติจริงหรือไม่ ระยะเวลาในการตรวจพิสูจน์ 20 วัน

2.การตรวจพิสูจน์เอกสารตรวจลายเซ็น เช่น ผู้ใช้บริการมีปัญหาเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร  ลายเซ็น  ร่องรอยการลบ ขีด ขูด จนต้องฟ้องร้องเป็นคดีความสามารถขอใช้บริการให้ทางสถาบันฯ ช่วยตรวจสอบได้ เพราะบางครั้งคู่กรณีอาจมีอิทธิพล หรือใช้หลักฐานเท็จยื่นต่อศาล  ระยะเวลาในการตรวจพิสูจน์ 33 วัน

3.การตรวจพิสูจน์สารเคมีในเส้นผม  ยกตัวอย่าง บุตรหลานอาจต้องสงสัยว่าติดยาเสพติดหรือไม่ ทางสถาบันฯ มีนวัตกรรมสามารถดำเนินการตรวจหาสารเสพติดจากเส้นผมได้ นอกเหนือจากสารพเสพติดยังตรวจสารเคมีอื่นๆได้อีกด้วย  ระยะเวลาในการตรวจพิสูจน์ 30 วัน

ผอ.สมภ์  กล่าวว่า ทั้งหมดในส่วนนี้ประชาชนสามารถเดินทางมาติดต่อใช้บริการได้ และเชื่อว่าการดำเนินการครั้งนี้คุ้มค่าคืนกำไรให้กับสิ่งที่ประชาชนจะได้รับ เพราะอดีตเราไม่ได้รับตรวจบริการลักษณะนี้ เนื่องจากว่าไม่มีอำนาจ  ดังนั้นการให้บริการจะช่วยให้ประชาชนสามารถลดข้อขัดแย้ง ข้อพิพาททางคดีความในระดับหนึ่ง  หรือบางครั้งไกล่เกลี่ยกันเข้าใจก็ลดปัญหาทางคดีเข้าสู่ชั้นศาลได้อีกจำนวนมาก

“ต่อไปจะต้องทำงานในเชิงรุกไม่ตั้งรับอย่างเดียว เป้าหมายสำคัญคือการลดข้อขัดแย้งของประชาชนและลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ ทั้งนี้เมื่อประชาชนรับรู้ว่าเปิดให้บริการเรื่องของราคาใช้บริการต้องไม่แพงหรือสูงเกินไปจนประชาชนเกิดภาระ สำคัญที่สุดหากผู้ใช้บริการคนใดมีฐานะยากจนทางสถาบันฯยินดีให้บริการฟรี แต่มีเงื่อนไขต้องเป็นผู้มีฐานะยากจนจริง เช่น อาจขอดูบัตรประจำตัวผู้มีรายได้น้อย ตรวจสอบการเสียภาษี ฯลฯ”

ผอ.สมภ์  ให้ความมั่นใจในการเปิดบริการว่า สำหรับความพร้อมเปิดบริการ ทางสถาบันฯจัดเจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้ 20 คน หากไม่มีเพียงพอจะจ้างเอาท์ซอร์สเพิ่มเติมมาเสริมรับเรื่องบริการให้เพียงพอ  และหากประชาชนใช้บริการจำนวนมากทางสถาบันฯ จะให้บัตรคิวนัดเพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะเป็นการเปิดบริการนำร่องครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องมาตรฐานการตรวจพิสูจน์แต่ละด้าน ผอ.สมภ์  ยืนยันว่าไม่ต้องห่วงเพราะสถาบันนิติวิทยาศาสตร์มีมาตรฐานรองรับอย่างดี ขณะนี้พร้อมให้บริการกับประชาชนแล้ว  และในอนาคตอาจขยายการบริการไปทุกภูมิภาคโดยร่วมกับยุติธรรมจังหวัด เป้าหมายหวังบริการประชาชนให้ครอบคลุมเท่าเทียมทุกพื้นที่ทุกคน

 

“สมณ์ พรหมรส” ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (สนว.) กระทรวงยุติธรรม

ขณะที่ พ.ต.ต.หญิง ปวีณา กสิกิจวิวัฒน์  นักนิติวิทยาศาสตร์ ชำนาญการพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายขั้นตอนการตรวจพิสูจน์เอกสารว่า ในการตรวจพิสูจน์เอกสารมีการตรวจหลายอย่าง เช่น การตรวจลายมือเขียน ลายมือชื่อ การตรวจการขูด ลบ แก้ไข ชนิดหมึก ชนิดกระดาษ   ตรวจเอกสารว่ามีการปลอมแปลงหรือไม่  เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ ธนบัตร หนังสือเดินทาง ถือเป็นการตรวจอีกประเภทนอกเหนือจากลายมือและลายเซ็น

ในการตรวจเอกสารแต่ละครั้งมีความยุ่งยากในแต่ละกรณี  อย่างในความไม่ครบถ้วนของเอกสารอาจทำให้การทำงานค่อนข้างยาก เช่น เอกสารตัวอย่างไม่สมบูรณ์  ได้จำนวนน้อย  เอกสารเป็นสำเนา ตรงจุดนี้จะทำให้การทำงานยากขึ้น ปกติต้องตรวจจากต้นฉบับเพราะความชัดเจนจะดีกว่า  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเอกสารที่ได้มาครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ และมีสิ่งบ่งชี้ในเอกสารให้สามารถตรวจตามหลักการทฤษฎีมากน้อยแค่ไหน  ส่วนข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้คือเรื่องของอายุลายเซ็น  อายุน้ำหมึก และอายุกระดาษ

นักนิติวิทยาศาสตร์ ชำนาญการพิเศษ หยิบยกตัวเลขสถิติการตรวจพิสูจน์เอกสาร ก่อนระบุว่า ปริมาณการส่งตรวจพิสูจน์เอกสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เปรียบเทียบกับสถิติย้อนหลัง 3 ปี จะพบว่า ในปี 2557 ส่ง ตรวจพิสูจน์เอกสาร  จำนวน 336 คดี ถัดมาปี 2558 ส่งตรวจพิสูจน์เอกสาร  จำนวน  556 คดี และปี 2559 ส่งตรวจพิสูจน์เอกสาร จำนวน  691 คดี

“ส่วนใหญ่ตอนนี้ที่มีการส่งมาให้ตรวจพิสูจน์จะเป็นเรื่องลายมือลายเซ็น ธนบัตร หนังสือเดินทางมีไม่มาก  และตรวจการต่อเติมแก้ไข อย่างลายมือเขียนกรอกลงในเช็ค ขณะเซ็นเช็คระบุลงจำนวนเงิน  5 หมื่นบาท แต่อาจพบว่ามีการต่อเติมตัวเลข 1 ด้านหน้าทำให้วงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนบาท หรือกรณีอื่นๆอาจต่อเติมปรับแต่งตัวเลข 1 เป็น 4 เป็น 7 สิ่งเหล่านี้ประชาชนต้องระมัดระวัง”

พ.ต.ต.หญิง ปวีณา  ฝากเตือนประชาชนด้วยว่า ก่อนเซ็นเอกสารทุกอย่างควรตรวจทานให้ถี่ถ้วน  ส่วนลายมือชื่อควรให้มีความพิเศษหรือมีเอกลักษณ์ ไม่เซ็นแบบอักษรตัวเดียวหรือลายเส้นน้อยๆ ความคงที่ของลายเซ็นไม่ดี ขอแนะนำว่าถ้าลายเซ็นยังมีเอกลักษณ์ไม่พอควรวงเล็บชื่อ-นามสกุลไว้ด้วย ตรงนี้จะช่วยป้องกันได้  สำหรับคนที่หัดเซ็นลายเซ็นใหม่ควรฝึกฝนเซ็นให้คงที่ก่อนถึงนำมาใช้เซ็นในเอกสารสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการใช้สำเนา ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใช้ทำอะไร  ระบุวัน ลงชื่อให้ชัดเจน ส่วนธนบัตรก็ใช้มือสัมผัสและยกส่องดูให้เรียบร้อย ถ้าเราไม่รีบร้อนและช่างสังเกตในการดำเนินการธุรกรรมต่างๆเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อ

ในฐานะผู้คลุกคลีกับงานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน  พ.ต.ต.หญิง ปวีณา ให้นิยามไว้ว่าอาชญากรรมมันไม่มีทางสมบูรณ์แบบ แต่จะมีร่องรอยให้เราสามารถติดตามได้เสมอ…

*****************

 

สรุปผลการตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านนิติวิทยาศาสตร์ยอดรวม ตั้งแต่เดือน ต.ค.59-มี.ค.60 (6 เดือน) การตรวจพิสูจน์ทั่วไปจำนวน 9,118 เรื่อง และการตรวจพิสูจน์จากพื้นที่ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 376 เรื่อง   รวมทั้งสิ้น 9,494 เรื่อง

แยกเป็นการตรวจพิสูจน์ 11 ด้าน ประกอบด้วย

1.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านเอกสาร 205 เรื่อง

2.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านอาวุธปืน ร่องรอย เครื่องมือ และฟิสิกส์  493 เรื่อง

3.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านศพนิรนามและบุคคลสูญหาย 253 เรื่อง

4.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านนิติพยาธิ  3,287 เรื่อง

5.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านนิติเวชคลินิก 167 เรื่อง  ตรวจใน 4 จังหวัดชายแดนใต้  1 เรื่อง

6.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านนิติจิตเวช  17 เรื่อง

7.การตรวจสถานที่เกิดเหตุ  1,048 เรื่อง

8.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านลายนิ้วมือและฝ่ามืออัตโนมัติ  7 เรื่อง    ตรวจใน 4 จังหวัดชายแดนใต้  28 เรื่อง

9.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านสารพันธุกรรม (DNA)  1,961 เรื่อง   ตรวจใน 4 จังหวัดชายแดนใต้   3,714 เรื่อง

10.การตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ด้านเคมี (ยา สารพิษ สารพเสพติด สารเคมี)  1,668 เรื่อง  ตรวจใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ 3,172 เรื่อง

11.การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ 12 เรื่อง  ตรวจใน 4 จังหวัดชายแดนใต้  54 เรื่อง

“ปรองดอง” เกิดยาก คสช.ทำผิดที่-ผิดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494868

"ปรองดอง" เกิดยาก คสช.ทำผิดที่-ผิดเวลา

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ตลอด 3 ปีกับการเข้าควบคุมบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมชูเหตุผลสำคัญของการทำรัฐประหาร คือ เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น หลังประเทศต้องติดหล่มมานานกว่า 10 ปี แต่ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวยังดูเหมือนแช่แข็งไว้

จักร พันธ์ชูเพชร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษาต่อเนื่อง และรักษาการผู้อำนวยการสถานการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้มุมมองว่า ส่วนตัวเชื่อ คสช.มีความตั้งใจ แต่กระบวนการดูเหมือนตอนหลังจะแผ่วๆ ส่วนหนึ่งมาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพรรคการเมืองและกลุ่มก้อนขับเคลื่อนทางการเมือง มองว่าเป็นเวลานับถอยหลังของ คสช. เมื่ออำนาจจะหมดจึงไม่ทุ่มเทกับการปรองดอง เพราะมุ่งไปสู่กระบวนการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ถ้าหยิบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ จะมีเวลาทำอะไรมากกว่านี้ แต่มาจับช่วงกลางๆ ค่อนปลาย และการปรองดองของรัฐบาลคิดด้วยวิธีแบบทหาร คือ หยิบไม้เรียวมาตบโต๊ะให้ทุกคนเงียบ สุดท้ายก็แค่ชั่วคราว เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ระบบเดิม ดังนั้น คิดว่ายาก ซึ่งการปรองดองเกิดได้ คือ ทำความจริงให้ปรากฏ ใครผิดก็ลงโทษไปตามนั้น ไม่ใช่เริ่มจากการปรองดองแต่กระบวนการยุติธรรมนั้นยังมองไม่เห็นว่าสิ้นสุดตรงไหน

“เรื่องนี้เป็นไปได้ต่อเมื่อรัฐบาลที่เข้ามารับช่วงต่อจะต้องจัดการเรื่องคดีทั้งหมดอย่างถูกต้อง จะอภัยโทษเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่นิรโทษกรรม จึงเริ่มสตาร์ทปรองดองเป็นไปได้ แต่ คสช.ทำตอนนี้ ส่วนตัวเข้าใจถึงความตั้งใจ แต่กระบวนการและวิธีการมันผิดเวลา คือ 1.เริ่มกลางๆ ค่อนปลาย 2.ผิดกระบวนการ จะเริ่มต้นปรองดองเรียกมานั่งคุยทำอะไร แล้วให้หยุดพูดเรื่องอดีต แต่จะพูดอนาคตข้างหน้า มันเป็นไปไม่ได้ เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องในอดีต ไม่ใช่อนาคต ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้”

ขณะที่ วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ยอมรับว่า เรื่องนี้มันยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 แม้ชูเป็นประเด็นหลักว่าจะเข้ามาทำให้เกิดความปรองดอง ก็ยังไม่มีสัญญาณ จนกระทั่งช่วงปลายปี 2559 ถึงจุดกระแสด้วยการเชิญกลุ่มต่างๆ อาทิ ตัวแทนพรรคการเมือง ภาคประชาชน มาให้ความเห็นแต่บทสรุปมันคืออะไร

“สิ่งที่รัฐบาลทำกลับกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งของเดิมยังไม่ได้แก้ไขหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรา 44 ถามว่าจะมีกฎหมายสูงสุด 2 ฉบับอย่างนั้นหรือ แล้วจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยได้อย่างไร”

อีกความขัดแย้ง คือ เรื่องคอร์รัปชั่น ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจริงจังจัดการกับฝ่ายกลุ่มอำนาจเก่า โดยส่วนตัวก็เห็นด้วยและสนับสนุน ทว่า กลับไม่มีการเอาจริงเอาจังยิ่งเฉพาะกับคนใกล้ชิดหรือผู้มีอำนาจซึ่งถูกกล่าวหาสำหรับประเด็นนี้ก็จะเป็นการสร้างความขัดแย้งรอบใหม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีการออกกฎหมายปิดปากสื่อรวมถึงภาคประชาชน นอกจากนี้ เศรษฐกิจตลอด 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าพัง และยังไปสนับสนุนกลุ่มทุน ทำให้คนรากหญ้าลำบาก รวมถึงการเดินหน้าโครงการต่างๆ ก็ไม่ยอมฟังเสียงประชาชน จึงถามว่าจะสร้างความปรองดองได้อย่างไร

ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า เท่าที่ดูสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในความสงบ ไม่ต่างจาก 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง คสช.ก็รักษาเรื่องนี้ไว้อย่างดี รวมถึงได้รับความร่วมมือจากประชาชน

ทั้งนี้ ความเข้าใจความปรองดอง ส่วนตัวคิดว่าเป้าหมายสำคัญ คือ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การปรองดองต้องถามว่าทำเพื่ออะไรตอบได้ว่าทำเพื่อเกิดความสงบเรียบร้อยและทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในบ้านเมือง ถ้าปรองดองทำไปเพื่อสร้างภาพ เอาคนดีและไม่ดีจับมือกันก็ไม่คิดว่าเกิดประโยชน์อะไร

“วันนี้คิดว่า คสช.เข้าใจถูกแล้ว เป้าหมายชัดเจน คือ ทำให้บ้านเมืองสงบ เมื่อสงบเรียบร้อยก็ต้องมาดูว่าจะเอาใครกับใครมาปรองดอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาคนผิดกฎหมายมายกโทษให้ ไม่ถูกต้อง จะนำไปสู่ความวุ่นวาย การปรองดองต้องไม่ประนีประนอมกับผู้กระทำความผิดให้บ้านเมือง”

รัฐหนุน “ไบโอฟาร์มา” ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาโรคเรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494867

รัฐหนุน "ไบโอฟาร์มา" ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาโรคเรื้อรัง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ครั้งสำคัญ เมื่อไทยสามารถผลิตยา “ไบโอฟาร์มา” ใช้เองในประเทศได้เป็นครั้งแรก

นวัตกรรมการคิดค้นดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากหลายโรคเรื้อรังสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลในราคาแพงอีกต่อไป

การผลิตยาไบโอฟาร์มา โดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ทุนลดาวัลย์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในรูปแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่นำเทคโนโลยีชีวภาพชั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการวิจัยพัฒนาและผลิตยา เวชภัณฑ์ และเวชสำอาง ซึ่งต่างจากการใช้เทคโนโลยีทางเคมีหรือสารเคมีที่มักส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย

“ผลิตภัณฑ์ไบโอฟาร์มาจึงมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง อีกทั้งเป็นที่ต้องการของตลาดยารักษาโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคแพ้ภูมิตนเอง โรคไต โรคเบาหวาน เป็นต้น โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 8 ล้านล้านบาท/ปี และอัตราการเติบโตสูงกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

“ประเทศไทยมีการใช้ไบโอฟาร์มากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาล้วนเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้เพียงร้อยละ 2 หรือประมาณ 1 แสนราย จากจำนวนผู้ป่วยกว่า 5 ล้านราย” อภิพร ภาษวัธน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ระบุ

อภิพร กล่าวด้วยว่า หลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ รัสเซีย บราซิล ได้ออกมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมไบโอฟาร์มา โดยให้สิทธิพิเศษในการจัดซื้อแก่ผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนทั้งจากแหล่งทุนในประเทศและต่างประเทศ

“เกาหลีใต้เป็นประเทศตัวอย่างความสำเร็จการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านไบโอฟาร์มาในเวทีโลก ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้เริ่มมาแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมาเลเซียมีการประกันโควตาจัดซื้อยาจูงใจให้ต่างชาติมาตั้งโรงงานในประเทศ ส่วนอินโดนีเซียมีกฎหมายกำหนดว่า บริษัทยาจากต่างประเทศต้องร่วมมือกับผู้ผลิตในประเทศเท่านั้น จึงจะขึ้นทะเบียนยาเพื่อจำหน่ายได้”อภิพร กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลและ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จึงเป็นการบุกเบิกอุตสาหกรรมไบโอฟาร์มาที่ใช้ประโยชน์ได้จริง หากรัฐส่งเสริมเช่นในต่างประเทศจะสามารถดึงดูดให้นักลงทุนไทยและต่างชาติมาลงทุนในอุตสาหกรรมไบโอฟาร์มาในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายแล้ว 2 รายการ คือ ยาบำบัดภาวะเลือดจางในผู้ป่วยโรคไต และยาบำบัดภาวะเสี่ยงการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง การผลิตยาดังกล่าวได้เองในประเทศส่งผลให้ยานำเข้าจากต่างประเทศใน 2 รายการนี้มีราคาลดลงมากกว่า 50% สามารถประหยัดงบประมาณได้กว่า 3,000 ล้านบาท อีกทั้งเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเข้าถึงยากว่าเท่าตัว

ด้าน ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ไบโอฟาร์มาเลียนแบบโปรตีนที่ทําหน้าที่ควบคุมระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น EPO คือ โปรตีนที่ผลิตจากไต เพื่อเปลี่ยนไขกระดูกเป็นเม็ดเลือดแดง เทคโนโลยีไบโอฟาร์มาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่เฉพาะเจาะจง คือเลียนแบบการทำงานร่างกายผลิต EPO เพื่อผู้ป่วยไตวายลดภาวะโลหิตจาง

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวระหว่างเยี่ยมชมโรงงานผลิตไบโอฟาร์มาแห่งนี้ว่า รัฐบาลจะสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายยาให้ขยายกิจการการลงทุน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น ตลอดจนพยายามให้มีการผลิตยาเหล่านี้ เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลด้วย

ความก้าวหน้าดังกล่าวจึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่ผู้ป่วยโรคร้ายแรงจะมีโอกาสเข้าถึงยาได้มากขึ้น โดยเฉพาะการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยอย่างเต็มตัว การผลิตยาใช้เองและลดการนำเข้าลง จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาและค่ารักษาอย่างมหาศาลต่อปี

“งานหนัก-เงินน้อย-ชีวิตไม่มั่นคง” เสียงจากพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว ทำไมถึงต้องบรรจุ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494436

"งานหนัก-เงินน้อย-ชีวิตไม่มั่นคง" เสียงจากพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว ทำไมถึงต้องบรรจุ?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

การบรรจุพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข เข้าเป็นข้าราชการประจำนั้นกำลังกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ในสังคม เมื่อเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ชวนกันแสดงพลังประกาศลาออกในวันที่ 30 ก.ย. นี้ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติไม่อนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10,992 อัตรา

คำถามคือ การบรรจุเป็นข้าราชการประจำนั้นมีความหมายขนาดไหนสำหรับพวกเขา ?

โหมงานหนัก เงินเดือนน้อย คุณภาพชีวิตต่ำ

เป็นที่รับรู้กันดีกว่าบุคลากรทางการแพทย์ในเมืองไทยไม่ว่าตำแหน่งไหนก็ล้วนขาดแคลน ส่งผลให้พวกเขาต้องทำงานหนักและรับผิดชอบหลากหลายหน้าที่

วราพร เลขาธิการเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว เล่าว่า ความแตกต่างระหว่างผู้ที่ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการกับลูกจ้างชั่วคราวคือ เงินเดือน สวัสดิการ ความมั่นคงในชีวิต ตลอดจนความภาคภูมิใจในอาชีพการงาน

“เงินเดือนของข้าราชการขึ้นอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน ผิดกับเงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราวที่ขึ้นอยู่กับกำลังด้านการเงินของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ที่ไหนมีสภาพคล่องมากก็จ้างได้มาก เริ่มต้นราวๆ 11,000–12,000 บาท ปีไหนเงินไม่มีก็ขึ้นเงินเดือนไม่ได้ จมอยู่เท่านั้นไปเรื่อยๆ ผิดกับข้าราชการที่ขึ้นเงินเดือนทุกปีตามลำดับขั้น”

ในแง่สวัสดิการ พนักงานชั่วคราวใช้สิทธิรักษาพยาบาลด้วยประกันสังคม ขณะที่ข้าราชการเป็นสิทธิเบิกจ่ายตรงซึ่งสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ ด้านอื่นๆ เช่น วันลาหยุดประจำปีที่ได้รับ 10 วัน แต่ในทางปฏิบัติด้วยภาระที่หนักและบุคลากรขาดแคลน ทำให้หาวันลาที่เหมาะสมได้ยาก

“ชีวิตพยาบาลไม่ได้สวยงาม ด้วยความที่ขาดแคลนคน ทำให้ต้องขึ้นเวรยาวนานในแต่ละวัน บางคนเข้างาน 7.30 น. ต้องลากยาวไปถึง 24.00 น. กว่าจะได้ลงเวร ส่งเวร ก็ราวๆ 01.00 น. ได้นอนจริงๆ ก็ 02.00 น. ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นไปเข้างาน 7.30 น. อีกแล้ว มันไม่ใช่เรื่องปกติแต่เป็นเรื่องที่เราทำจนชิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เดือนหนึ่งมี 30 วันแต่ชั่วโมงการทำงานจริงเทียบกับอาชีพอื่นเสมือนเราทำงาน 35 วัน แลกกับค่าเวร 6 ร้อยบาท”

เลขาธิการเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพฯ บอกว่า ลูกจ้างชั่วคราวนั้นมีภาระงานหนักอึ้ง ไม่ได้เกิดจากงานในกรอบของพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงงานนอกที่ทุกคนต้องทำ เช่น หากเป็นโรงพยาบาลชุมชน พยาบาลต้องทำหน้าที่ตรวจคนไข้แทนแพทย์ เป็นฝ่ายการเงิน และดูแลงานเอกสารในช่วงเข้าเวรด้วย

ทั้งหมดเป็นคุณภาพและปัญหาชีวิตที่เหล่าลูกจ้างชั่วคราวพบเจอ หากวันหนึ่งพวกเขาทนไม่ไหวจะเริ่มมองหาโอกาสใหม่ที่ดีกว่า ผลกระทบจึงตกอยู่กับภาครัฐที่สูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์ไป

“รพ.เอกชน มีคนไข้น้อยกว่า รับผิดชอบแค่ในหน้าที่ของเขา ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนอัตรากำลัง เงินเดือนก็มากกว่าภาครัฐเกือบๆ 2 เท่า”

พยาบาลรายนี้บอกว่า ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเรื่องนี้หนีไม่พ้นพี่น้องประชาชน เพราะหากพยาบาลชั่วคราวที่มีประสบการณ์ลาออกจากการทำงานในโรงพยาบาลรัฐ กระทรวงสาธารณสุขก็จำเป็นต้องเร่งผลิตบุคลากรขึ้นมาทดแทน ซึ่งหนีไม่พ้นพยาบาลหน้าใหม่ที่เพิ่งเรียนจบการศึกษา ประสบการณ์น้อย ทำให้ความเสี่ยงตกอยู่กับคนไข้

สำหรับ วราพร ปัจจุบันสอบติดบรรจุรับราชการเรียบร้อยแล้ว สาเหตุที่มาร่วมเรียกร้องเพราะต้องการช่วยเหลือรุ่นน้องเพราะเข้าใจชะตากรรมในอดีตที่เคยพบเจอ

“เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิทธิสวัสดิการของตัวเองและครอบครัวก็มีมากขึ้น ในแง่ความภาคภูมิใจและความมั่นคงในอาชีพก็มีมากกว่าเดิม เอาง่ายๆ ถ้าคุณเป็นลูกจ้างชั่วคราวคุณไม่มีสิทธิจะไปยื่นเอกสารกับธนาคารขอกู้เงินซื้อบ้าน เขาบอกว่า เอ้า…..คุณเป็นพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวหรอกเหรอ ไม่ได้นะ ต้องรอเป็นข้าราชการก่อน”

ไม่มีความก้าวหน้า–ย่ำอยู่กับที่–ผลเสียตกอยู่กับประชาชน

ภาณุพงษ์ พังตุ้ย ประธานเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราววัย 26 ปี ทำงานประจำที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหน่วยบริการปฐมภูมิแห่งหนึ่งในจ.อุดรธานี เล่าให้ฟังว่า ปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 4 ปี ได้รับเงินเดือนแรกเข้าที่ 11,230 บาท รวมกับค่าเข้าเวรและค่าอื่นๆ รวมประมาณ 16,000-17,000 บาท โดยได้พิจารณาขึ้นเงินเดือนทุกปีปีละ 500-600 บาทตามความสามารถและผลงานที่ทำ

เขา บอกว่า พนักงานชั่วคราวไม่มีหลักประกันความมั่นคงให้กับชีวิตตัวเองและไม่รู้ว่าจะถูกเลิกจ้างเมื่อไหร่  มีสวัสดิการที่แตกต่างกับข้าราชการมาก เช่น สิทธิรักษาพยาบาล ความก้าวหน้าในอาชีพ ผิดกับข้าราชการที่มีสิทธิเติบโตต่อเนื่องตามลำดับขั้นทั้ง พยาบาลปฏิบัติการ พยาบาลชำนาญการ พยาบาลชำนาญการพิเศษ เป็นต้น

“พวกเราทำงานกันค่อนข้างหนัก และคาบเกี่ยวกับวิชาชีพอื่น เพราะคนขาดแคลน เช่น งานเอกสาร จ่ายยา เจาะเลือด ต้องทำหมด เมื่อวันเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า หากไม่ได้บรรจุสักที ก็น่าจำเป็นต้องมองหาโอกาสอื่นๆ ในชีวิต”

ภาณุพงษ์ บอกว่าเขาและเพื่อนๆ รู้สึกหมดกำลังใจในการทำงาน หากสุดท้ายไม่มีการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ลูกจ้างชั่วคราวได้ วันที่ 30 ก.ย. นี้ ตั้งใจกันว่าจะลาออกและอาจเข้าสมัครเข้าทำงานในรพ. เอกชนต่อไป

“ทุกวันนี้น้องใหม่เรียนจบมา 1-2 ปีก็พากันลาออกแล้วครับ การไม่ได้รับบรรจุเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเรียนจบมาไม่อยู่ในระบบของโรงพยาบาลรัฐ สุดท้ายผลเสียตกอยู่กับประชาชน เพราะส่วนใหญ่พวกเขาต่างเข้ารับการบริการของรัฐด้วยข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย”

รมว.สธ. ย้ำให้ความสำคัญพยาบาลชั่วคราวและเร่งแก้ปัญหา

“ขอให้พยาบาลทุกคนมีขวัญและกำลังใจในการทำงานเพื่อประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขห่วงใยและกำลังแก้ไขปัญหา  ซึ่งหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว ท่านนายกรัฐมนตรีได้เขียนโน้ตถึงผม ให้ช่วยนำตำแหน่งว่างที่มีอยู่มาบริหารจัดการ บรรจุพยาบาลที่รอบรรจุอยู่  เมื่อดำเนินการบริหารจัดการจนถึงที่สุดแล้ว ยังมีปัญหาอยู่ ก็ให้มาพูดคุยกันอีกครั้ง”  เสียงจาก นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภายหลังเสียงสะท้อนปัญหาจากบรรดาลูกจ้างชั่วคราวดังสนั่นไปทั่วสังคม

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ได้ให้ผู้เกี่ยวข้องเรื่องแผนกำลังคนกระทรวงสาธารณสุข มาทบทวนการบริหารจัดการตำแหน่งว่าง ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 มีตำแหน่งว่าง 11,026 ตำแหน่ง โดยเป็นตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ  2,621 ตำแหน่ง  ในจำนวนนี้ใช้เลื่อนระดับและรับโอน รับย้าย บรรจุกลับ เหลือที่สามารถดำเนินการบรรจุใหม่ได้ 1,200 ตำแหน่ง  ซึ่งได้ทยอยดำเนินการแล้ว คาดว่าจะบรรจุได้ภายใน 1-2 เดือนนี้  และจะมีตำแหน่งว่างของผู้เกษียณอายุอีก 785 อัตราในเดือนตุลาคม 2560

เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีเจ้าหน้าที่จำนวน 4 แสนกว่าคน ตำแหน่งที่ว่างร้อยละ 5 ของหน่วยงาน  เมื่อเทียบกับอัตรากำลังก็ถือว่ามีจำนวนไม่มากนัก สำหรับการขอตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ 10,992 อัตรานั้น เป็นการขอตำแหน่งสำหรับ 3 ปี ทั้งนี้หลังการบริหารจัดการแล้วตำแหน่งว่างจะเหลือประมาณร้อยละ 2-3  ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตำแหน่งของพยาบาลวิชาชีพแต่เป็นตำแหน่งของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จะได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข, ก.พ. และ คปร. เนื่องจากพยาบาลเป็นกำลังที่สำคัญของกระทรวงสาธารณสุข  ที่ทำงานบริการประชาชนร่วมกับสหวิชาชีพจำเป็น ต้องมีอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันและมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอก เช่น มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอัตรา โดยขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีพยาบาลทุกการจ้างงาน 100,855 คน เป็นข้าราชการ 87,252 คน พนักงานราชการ 260 คน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 6,538 คน และลูกจ้างชั่วคราว 6,805 คน