หญิงไทยเอี่ยวคดียาเสพติด ยอดติดคุกอันดับ4ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494402

หญิงไทยเอี่ยวคดียาเสพติด ยอดติดคุกอันดับ4ของโลก

โดย…เอกชัย จั่นทอง

น่าตกใจกับข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงไทย เพราะพบว่าผู้หญิงติดคุกเพิ่มขึ้นทุกปีและต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกหลังกำแพงจำนวนมาก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดเสวนา เรื่อง “ผู้ต้องขังหญิง มายาคติ และโลกหลังกำแพง” เพื่อนำเสนอภาพรวมกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดหญิงและผู้ต้องขังหญิงในไทย

นัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์และที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิงกระทำผิดมากขึ้นอย่างน่าตกใจ และในทั่วโลกต่างประสบปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน ข้อมูลการกระทำผิดของผู้หญิง เดิมผู้ชายทำความผิด 10 คน มีผู้หญิงทำผิด 1 คน  ปัจจุบันพบว่า ผู้ชายทำความผิด 4 คน มีผู้หญิงทำผิด 1 คน เฉลี่ยแล้วประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ต่างมีสาเหตุทำให้ตัวเลขถูกบันทึกเพิ่ม

กว่า 10  ปีที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ข้อมูลกรมราชทัณฑ์(วันที่ 1 เม.ย. 2560) แสดงให้เห็นว่าไทยมีผู้ต้องขังทั่วประเทศทั้งสิ้น 288,410 คน แยกเป็นผู้ต้องขังหญิงจำนวน 39,337 คน เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดจำนวน 31,695 คน คิดเป็น 14 เปอร์เซ็นต์ของผู้ต้องขังทั้งหมด

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเฉลี่ยในต่างประเทศซึ่งอยู่ระหว่าง 2-9 เปอร์เซ็นต์ หากพิจารณาสถิติผู้ต้องขังหญิงต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน พบว่าไทยมีสัดส่วนผู้ต้องขังหญิงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของในโลก

อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์เน้นย้ำว่าเมื่อนักโทษเหล่านี้พ้นผิดสังคมจะยอมรับและให้โอกาสคนเหล่านี้หรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น หากทุกภาคส่วนยอมรับได้คนกลุ่มนี้จะมีที่ยืนในสังคม

“จากจำนวนผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังยากลำบากไม่ทั่วถึง อย่างในแดนคุมขังผู้ต้องขังหญิงที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 7-8 คน ต่อผู้ต้องขังกว่า 700-800 คน”

ขณะที่ ชลธิช ชื่นอุระ หัวหน้ากลุ่มโครงการส่งเสริมการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพฯ และการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด เชี่ยวชาญและทำวิจัยศึกษาประเด็นผู้ต้องขังหญิงมาอย่างลึกซึ้ง ให้เฉลยเหตุผลหญิงไทยทำผิดมากขึ้นว่า แถบอาเซียนพบว่ามีสิงคโปร์แห่งเดียวที่ตัวเลขผู้ต้องขังหญิงไม่เพิ่มขึ้น ส่วนไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้ต้องขังหญิงมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐ จีน และรัสเซีย

ส่วนสาเหตุที่ผู้หญิงกระทำความผิดมีความหลากหลายและซับซ้อน โดยส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความยากจน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม และวัฒนธรรมเชิงบริโภคนิยมก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงมีความต้องการทางวัตถุและตัดสินใจกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือวัตถุที่ต้องการ

“ลักษณะความผิดส่วนมากของผู้หญิงมักเป็นความผิดเล็กน้อยและไม่รุนแรง จากสถิติกรมราชทัณฑ์แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และรองมาเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดหญิงส่วนมากไม่ใช่ผู้ที่มีความโหดร้ายหรือรุนแรง”

หัวหน้ากลุ่มโครงการส่งเสริม ระบุว่า ผู้ต้องขังหญิงจำนวนไม่น้อยถูกตัดสินจำคุกเพราะฆ่าสามี เนื่องจากถูกสามีกระทำรุนแรงมาเป็นเวลายาวนานจนตัดสินใจลุกขึ้นปกป้องตนเอง  ผู้ต้องขังหญิงในกลุ่มนี้จึงอยู่ในฐานะเหยื่อและผู้กระทำความผิด อย่างออสเตรีย สหรัฐ กว่า 60-80 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงถูกสามีทำร้าย หรือหญิงไทยถูกชาวต่างชาติหลอกขนยาเสพติด ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง

ชลธิช อ้างอิงรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ต้องขังหญิงจำนวนหนึ่งเข้ามาในเรือนจำโดยยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ แม้ว่าผู้หญิงหลายคนจะรอคอยการมีลูก แต่การตั้งครรภ์และคลอดลูกในเรือนจำเป็นประสบการณ์ที่ผู้หญิงอยากจะหลีกเลี่ยง เพราะความไม่สะดวกสบายเมื่อเปรียบเทียบกับการคลอดลูกนอกเรือนจำและยังขาดกำลังใจจากสามีและญาติ ที่สุดแล้วเรือนจำส่วนใหญ่ไม่สอดรับกับเพศสภาพที่สร้างมาให้เหมาะกับเพศชายมากกว่า

 

ทางเท้าโล่ง-ผู้ค้าอ่วม “วันนี้ขายแทบไม่ได้” เสียงครวญถึงการจัดระเบียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494388

ทางเท้าโล่ง-ผู้ค้าอ่วม "วันนี้ขายแทบไม่ได้" เสียงครวญถึงการจัดระเบียบ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สิงหาคม พ.ศ.2560 คือเส้นตายสุดท้ายที่กรุงเทพมหานคร จะจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าใน 48 เขตจาก 50 เขต หรือราว 17,812 ราย ให้แล้วเสร็จ ตามนโยบายรัฐบาลที่ย้ำ ต้องการให้ทางเท้าทั่วเขตเมืองหลวง สะอาดเป็นระเบียบ

ณ วันนี้ทางเท้าหลายพื้นที่ดูสะอาดตาและเป็นมิตรกับคนเดินถนน ทว่า อีกด้านกับมีคำถามเกิดขึ้นว่า ชีวิตวันนี้ของเหล่าพ่อค้าแม่ขายเป็นอย่างไร

จัดระเบียบทางเท้า ทำให้ผู้ค้าตายแบบออโต้ โดยไม่มีทางฟื้น

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ศูนย์รวมการคมนาคมและอดีตย่านการค้าที่แสนพลุกพล่าน วันนี้ถูกจัดระเบียบอย่างเคร่งครัด

อำนาจ นนทภักดี หรือ ป๋ายักษ์ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ดป๋ายักษ์ อายุ 63 ปี ผู้ที่ค้าขายบริเวณนี้มากว่า 42 ปี ระบายความคับอกคับใจให้ฟังว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อนมาก ไม่มีคน ธุรกิจร้านค้าทุกอย่าง ใกล้เจ๊งหมดแล้ว เมื่อก่อนอนุสาวรีย์ฯ เป็นศูนย์รวมการเดินทางของผู้คนทั้งกรุงเทพ และต่างจังหวัดที่จะมาขึ้น-ลงรถตู้ ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น แต่ละวันมีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่มหาศาล ปัจจุบันภายหลังรถตู้สาธารณะถูกจัดระเบียบให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น รวมทั้งมีการจัดระเบียบทางเท้า ทำให้บรรยากาศการค่าบริเวณนี้ซบเซา

“เมื่อไม่มีร้านค้า ไม่มีรถตู้ ลูกค้าก็หายหมด เพราะเมื่อก่อนลูกค้าอนุสาวรีย์ฯ คือ ลูกค้าจากรถตู้เป็นหลัก เป็นอย่างนี้มานานแล้ว 20-30 ปี แต่เมื่อไม่มีรถ คนเดินก็ลดลง ร้านค้าก็หดหายไปเกือบ 70% ร้านผมเมื่อก่อนขายได้วันละหลายหมื่น วันนี้ยอดตกลงไปกว่า 60%”

ป๋ายักษ์รับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยการลดจำนวนพนักงาน และปรับราคาก๋วยเตี๋ยวลงจากชามละ 12 บาท เหลือเพียง 10 บาท ยอมทนขายโดยไม่มีกำไรไปก่อนเพื่อดึงดูดลูกค้าไว้ และหวังว่าวันหนึ่งบรรยากาศเดิมๆ จะกลับมา หากไม่เป็นเช่นนั้นก็อาจเหมือนกับคนอื่นที่ทยอยเจ๊งหายไป

“คุณมองธุรกิจ มองการค้าขาย มองว่าคนไทยจะอยู่อย่างไร เอาแต่ออกกฎ ประชาชนผู้ค้าขายรับรู้หรือไม่ ขณะนี้ต่างได้รับความเดือนร้อน เพราะไม่มีที่ขาย อยากสะท้อนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ก่อนที่คุณจะจัดระเบียบสังคมหรืออะไร ควรคิดถึงปากท้องประชาชนรากหญ้าก่อน ว่าจะอยู่อย่างไร ไปยังไง ถึงเป็นส่วนน้อยก็ยังเป็นประชาชน ที่บอกเพียงว่า เดี๋ยวไม่ช้าจะดีเอง แต่กว่าจะถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ เพราะพ่อค้า-แม่ค้า หาเงินเป็นรายวัน”

อำนาจ มองว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าแย่ลง ประเทศจะเดินไปไม่ได้ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจคล่องตัว ควรทำให้ธุรกิจการค้าระดับล่างหมุนเวียน เพราะความเป็นจริงขณะนี้สภาพเศรษฐกิจไม่หมุนเวียน เงินกระจุกตัวไหลเข้าศูนย์การค้า ห้างร้าน บริษัทขนาดใหญ่หมด หากปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไป นับวันมีแต่เจ๊งลง

“ขอกล่าวด้วยความคับอกคับใจ อยากให้มองถึงหลักความเป็นจริง บ้านเมืองจะสะอาดและเจริญได้ ต้องทำให้การคมนาคมสะดวก การค้าดี คนมีช่องทางทำมาหากิน แล้วค่อยจัดระเบียบแบบส่งเสริม ไม่ใช่มาฆ่าทำลายคนไทยที่ทำมาหากิน ประเมินว่าอนุสาวรีย์ชัยฯ คงไม่กลับมาเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ค้าตายแบบออโต้ ไม่มีทางฟื้น เพราะนโยบายที่ออกมาเป็นการฆ่าสนิท ตายสนิทแล้ว”

อำนาจ นนทภักดี หรือ ป๋ายักษ์

 

แต๋ว ชยปัญญา อายุ 43 ปี แม่ค้าร้านรองเท้า ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บอกว่า ขายของที่นี้มานาน เมื่อก่อนขายดีมาก ลูกค้าเดินตลอดทั้งวันโดยเฉพาะช่วงเย็นถึงค่ำ  ตอนนี้สถานการณ์การค้าขายซบเซายิ่งกว่าหลังเกิดเหตุการณ์เผาห้างเซ็นเตอร์วันเมื่อปี 53 เสียอีก ขณะนั้นจำนวนคนลดลงเพียงชั่วคราว เมื่อห้างปรับปรุงแล้วเสร็จผู้คนก็กลับมา แต่วันนี้เข้าขั้นวิกฤตจริงๆ

“ยอดขายเหลือเพียง 10% จากเมื่อก่อนที่ขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 6 พันบาท ปัจจุบันขายได้เพียงวันละ 1,000 กว่าบาท ยังต้องเสียค่าเช่าอีกวันละ 800 บาท ทำให้ตอนนี้แทบไปไม่รอด บางเดือนพออยู่ได้ บางเดือนติดลบ หากจะให้มีกำไรเหมือนเมื่อก่อน คิดว่าคงไม่มีแล้วแม้ช่วงเทศกาลก็ยังขายไม่ดี และคิดว่าปีนี้ก็คงไม่ได้ต่อสัญญาเช่าแล้ว”

แต๋ว เล่าว่า ที่ผ่านมาพยายามปรับตัวมาตลอดเพื่อให้พออยู่ได้ เช่น เลือกสินค้าราคาไม่สูงมากมาขาย แต่คงคุณภาพเหมือนเดิม ปรับเปลี่ยนจากลงของทุกสัปดาห์เดือนละ 4 ครั้ง ตอนนี้ลงของเดือนละครั้งยังขายไม่หมด เมื่อก่อนมีลูกจ้าง 3-4 คน ขายไม่ทัน วันนี้ต้องขายคนเดียวก็ยังดูแลได้ทั่วร้าน

“ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน สถานการณ์ถึงจะดีขึ้น คนอื่นหวังว่าสิ้นปีนี้เศรษฐกิจอาจดีขึ้นบ้าง แต่อาชีพค้าขายต้องหาเงินวันต่อวัน ต้นทุนที่มีก็เริ่มลดลงและทุนกำลังจะหมด ไม่รู้ว่าจะรอได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้าทุนหมดคงต้องหยุดขาย หรือไปขายที่อื่นเพื่อให้อยู่ได้” แต๋ว กล่าวทิ้งท้ายด้วยสีหน้ายิ้มแบบสิ้นหวัง

เตี๋ย อายุ 58 ปี หัวหน้าวินรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านอนุสาวรีย์ฯ หากินบริเวณนี้มา 31 ปี สะท้อนว่า สถานการณ์การค้าย่านอนุสาวรีย์ฯ ลดลงไปมากตั้งแต่ผู้ค้าถูกไล่ที่ไม่ให้ขาย ประกอบกับรถตู้ถูกย้ายให้ไปวิ่งที่อื่น ทำให้ผู้ค้าแย่มาก วินรถจักรยานยนต์ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

หัวหน้าวินจักรยานยนต์รับจ้างรายนี้ เปิดเผยว่า เมื่อก่อนรายได้เฉลี่ยอย่างต่ำไม่น้อยกว่า 1,000 บาทต่อวัน แต่ขณะนี้วิ่งรถทั้งวันได้ไม่เกิน 500 บาท เนื่องจากไม่มีลูกค้า

“ลดลงไปเยอะ แต่ก็พออยู่ได้ เพราะไม่ต้องเสียค่าอะไร ผมปรับตัวด้วยการหาเงินเพิ่ม เช่น รับจ๊อบส่งเอกสารหรือขากลับจากส่งผู้โดยสารก็ตระเวนหาคน จากที่เมื่อก่อนส่งแล้วจะรีบมารอรับคนใหม่

ชายหนุ่มวัย 58 ปี ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลชุดนี้มีข้อดีหลายอย่าง อาทิ ทำให้บ้านเมืองสงบ จัดการปัญหาจราจร และปราบปรามทุจริตและคอรัปชั่นต่างๆ แต่ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำกลับได้ผลรับผลกระทบในแง่ลบ ตนหวังว่าหลังมีการเลือกตั้งเศรษฐกิจจะดีขึ้น

 

แต๋ว ชลปัญญา ยืนขายของให้กับลูกค้าที่นานๆ จะเข้ามา

 

วันนี้ผู้ค้าต้องกลายเป็นโจร เพราะไม่มีกิน

อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบ หนีไม่พ้นตลาดหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่อดีตเคยเป็นแหล่งช้อปปิ้งของคนกรุงฯ

“ขายตรงนี้มา 26 ปี เมื่อก่อนหน้ารามคนเดินตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ช่วงเปิดราม 2 ใหม่ๆ ก็ซบเซานิดหน่อย แต่ยังพอมีคน ไม่เหมือนตอนนี้ อาการหนักจริงหลังจัดระเบียบ ลูกค้าหายไปเกือบ 80%” เรณุกา ฤทธิ์บุญ อายุ 59 ปี เจ้าของร้านขายอาหารอิสลาม เปิดใจสะท้อนแบบตรงประเด็น

เขา เล่าว่า หน้ารามฯ ในอดีตนั้นจะคึกคักมากในช่วง 17.00 น. – 24.00 น. ภายหลังจัดระเบียบหลายร้านปิดตัวลง เพราะแทบไม่มีลูกค้ามาเดิน สู้ค่าเช่าที่ไม่ไหว บางร้านเลือกไปทำมาหากินที่อื่น บ้างก็กลับบ้านต่างจังหวัด ส่วนตนเองปัจจุบันหลังหักต้นทุนค่าอาหารและลูกจ้างแล้ว แทบไม่เหลือ ที่ยังอยู่ได้เพราะขายในพื้นที่ของตัวเอง

“เมื่อคนไม่มีอาชีพ ก็ต้องไปเป็นอาชญากร ทำเรื่องผิดกกฎหมาย เพราะเขาไม่มีอะไรทำ จะขายต่อก็สู้ราคาไม่ไหว ฉันเจอมากับตัว ตั้งแต่ช่วงต้นปีมาอุปกรณ์ภายในร้าน หมอ ตะหลิว ช้อนหายเยอะมาก บางครั้งตื่นมาทำอาหาร ยังเคยเจอคนมายืนส่องดูหน้าบ้าน พอตะโกนถามก็วิ่งหนีออกไป บางครั้งมีรถมาส่งไข่ไก่ เขาวางไว้ข้างบ้าน ยังเคยเห็นคนจะมาขโมยเลย” เจ้าของร้านขายอาหารเล่าประสบการณ์

เรณุกา กล่าวว่า รัฐบาลเอาแต่พูดว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งที่จริงพ่อค้าแม่ค้าได้สัมผัสกับสถานการณ์จริงแล้วว่า มันไม่ดีแต่ย่ำแย่ และไม่ได้รับการแก้ไข หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น

“ทำไมรัฐบาลถึงไม่ยอมแก้ไขเรื่องปากท้องประชาชนก่อน ขณะนี้ประชาชน ไม่มีกิน ถ้าไม่แก้เชื่อว่า อนาคตจะเกิดผลกระทบตามมามากมาย ทั้งปัญหาจากความเครียด ปัญหาอาชญากรรม”

เวลา 19.00 น. อดีตเคยเป็นช่วงที่มีคนพลุกพล่าน ปัจจุบันคนบางตา

 

นัน อายุ 58 ปี เจ้าขายร้านรองเท้าหน้าราม เล่าว่า การค้าบริเวณตลาดหน้ารามปัจจุบัน แย่กว่าช่วงที่มีปัญหาทางการเมือง เมื่อก่อนเคยขายได้วันละ 5,000-9,000 บาทต่อวัน ทุกวันนี้ไม่เกิน 4,000 บาท

“คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นคืนมา มาตรการจัดระเบียบครั้งนี้มาผิดทาง ไม่ใช่การจัดระเบียบที่แท้จริง อยากให้รัฐทบทวนหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้ ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนแบบนี้”

วอนรัฐ หันหน้าคุยประชาชน เพื่อความอยู่รอด

เบญจพล นาคพันธุ์ ตัวแทนกลุ่มผู้ค้าหน้าราม และกรรมการจัดหาบเร่แผงลอย บางกระปิ เล่าว่า ขายของหน้ารามมา 33 ปี ฝ่ามรสุมมาหลายอย่างตั้งแต่มหาวิทยาลัยรามคำแหงขยายวิทยาเขต ความรุนแรงจากเหตุชุมนุนทางการเมือง อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรหนักหนาเท่ากับการจัดระเบียบบนทางเท้า ปัจจุบันต้องย้ายร้านเสื้อผ้าไปอยู่ในซอยวัดพระไกรสีห์ (น้อย) เนื่องจากไม่มีรายได้จากบริเวณเดิม

“การที่รัฐจัดระเบียบครั้งแรกในช่วงปี 58 นั้น เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งและตีเส้นให้แผงลอยขายในบริเวณและเวลาที่กำหนด เป็นวิธีที่ดี มีระเบียบ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายมาก ทุกคนยินดีปฏิบัติตาม แต่ครั้งล่าสุดที่ประกาศห้ามขายบนทางเท้าเลย ผมว่ามันผิดผิดหลัก แม้จะช่วยเหลือโดยการจัดหาสถานที่ค้าขายให้ใหม่ บริเวณตลาดตะวันนา 2 (แถวถนนลาดพร้าว) แต่เมื่อผู้ค้าย้ายไปก็ไม่มีลูกค้าเลย สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ เลิกกิจการไปแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่ง เพราะทนภาระที่ต้องแบกรับไม่ไหว”

เบญจพล เรียกร้องว่า อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ค้าและประชาชน หันมาหาทางออกร่วมกันในการจัดระเบียบทางเท้า โดยทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ทิ้งขว้างให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลำบาก และหากปล่อยไว้สถานการณ์หน้ารามจะยิ่งแย่กว่านี้

 

“จ่ายแสนได้ศูนย์” ชำแหละขบวนการหลอกทำงานต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/494008

"จ่ายแสนได้ศูนย์" ชำแหละขบวนการหลอกทำงานต่างประเทศ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ปี พ.ศ. 2533-2534 สถานการณ์หลอกแรงงานไปทำงานยังต่างประเทศ ที่เข้าร้องทุกข์กับกรมการจัดหางานมีมากถึง 9,000 คน สร้างความเสียหายกว่า 500-600 ล้านบาท และมาปี 2558 ตัวเลขลดลงเหลือราว 1,000 คน ปี 2559 เหลือ 500 กว่าคน กระทั่งล่าสุดในปี 2560 มีผู้โดนหลอกแล้ว 349 คน สร้างความเสียหายหลายสิบล้านบาท

คำถามก็คือ ในวันที่โลกเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและความรู้ เหตุใดยังมีผู้ตกเป็นเหยื่อหลงเหลืออาชญากรประเภทนี้อยู่?

กลเม็ดเนียนๆ หลอกเหยื่อยุคปัจจุบัน

“ค่าตอบแทน 7 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อเดือน เป็นแรงจูงใจ ประกอบกับคิดว่าเคยไปมาแล้ว จึงไม่ได้ตรวจสอบให้ดี หลงเชื่อกลุ่มนายหน้า คิดเพียงว่าขอให้ได้ไปเท่านั้นพอ” เสียงจาก ดวงกมล ศรีจุมพล หรือ ขาว อายุ 41 ปี ชาวขอนแก่น ที่ยอมทิ้งอาชีพร้านอาหารตามสั่งย่านพระราม 9 หวังออกเดินทางไปหาโอกาสทองข้างหน้า เล่าด้วยความรู้สึกเสียใจและเสียดายจากการถูกกลุ่มนายหน้าหลอกพาไปทำงานต่างประเทศ

ดวงกมล เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่อยากเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เกิดจากคำชักชวนของน้อง จึงเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลในเฟซบุ๊ก ประกอบกับเคยไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มาแล้ว จึงไม่ได้ตรวจสอบอะไรมากมาย

จากนั้นได้ติดต่อไปยังบริษัทที่มีการกล่าวอ้างในเฟซบุ๊ก มีการแนะนำงานและประเทศที่สามารถเดินทางไปทำงานได้ อาทิ เยอรมนี แคนาดา ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง โดยลักษณะทางทำงาน หากเป็นประเทศในแถบเอเชียจะเป็นงานในโรงงานอุตสาหกรรม หากเป็นประเทศในแถบยุโรปจะเป็นงานทางด้านการเกษตร เช่น ฟาร์มผัก ฟาร์มเห็ดหรือฟาร์มผลไม้

ดวงกมล เล่าว่า เมื่อหาข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ได้สอบถามไปยังนายหน้าว่าเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า “บริษัทผ่านการรับรองจากกระทรวงแรงงาน” และพยายามพูดการันตียกยอตัวเองว่า เป็นคนที่มีสถานะน่าเชื่อถือ เรียนกฎหมาย และคงไม่กล้าเอาอาชีพมาเสี่ยงให้ตัวเองเดือดร้อน

สำหรับวิธีการดำเนินงานของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ จะเริ่มตั้งแต่ มีการสอนภาษา เพื่อใช้ตอบคำถามจากตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประเทศปลายทาง โดยคำศัพท์ที่สอน เช่น มาจากไหน ไปทำอะไร ทำไมถึงอยากเข้าประเทศ จากนั้นจะให้ไปตรวจสุขภาพยังโรงพยาบาลที่ผู้ประสงค์เดินทางไปต่างประเทศนิยมไปตรวจ ซึ่งจะแบ่งระหว่างโรงพยาบาลสำหรับเดินทางไปยุโรปกับเอเชียเพื่อความน่าเชื่อถือ ตรงนี้ทำให้ยิ่งเชื่อมากขึ้น ส่วนค่าตรวจนั้นต้องจ่ายเองราคาประมาณ 5,000 บาท

ขั้นตอนต่อไปกลุ่มคนดังกล่าวจะให้เหยื่อไปขอเอกสารรับรองประวัติอาชญากรรมจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยแจ้งว่าต้องใช้ยื่นขอวีซ่ากับสถานทูต จากนั้นรอประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อเรียกไปสอบสัมภาษณ์วีซ่า โดยพาไปพบกับชาวต่างชาติ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตมาอำนวยความสะดวกนอกสถานที่

เหยื่อรายนี้ บอกต่อว่า มิจฉาชีพจะนัดทุกคนที่เดินทางให้ไปเจอกันที่ห้องประชุมบนอาคารสำนักงานเช่า ย่านสุขุมวิท ภายในอาคารดังกล่าวมีสำนักงานสถานทูตอื่นๆ อยู่จริง เพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อไปถึงจะให้สัมภาษณ์กับชาวต่างชาติที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต เมื่อสัมภาษณ์ครบทุกคน จะให้คำตอบว่า “ผ่านหมด”

หลังวันสัมภาษณ์ประมาณ 1-2 เดือน คนร้ายจะแจ้งให้ไปรับวีซ่า บริเวณสถานทูตประเทศปลายทางที่จะเดินทาง เมื่อทุกคนไปถึงจะได้รับแจกกระดาษขนาดเอ 4  มีเพียงข้อความและตราประทับซึ่งเหมือนกันหมดทุกคน แตกต่างเพียงรูปที่ติด ซึ่งหากใครไม่มีประสบการณ์ก็มักไม่เอะใจและหลงเชื่อ

“ตอนแรกยอมรับว่าไม่แปลกใจ แต่หลังจากกลับมาถึงบ้าน นำเอกสารเก่าที่เคยใช้เดินทางมาเปรียบเทียบ สังเกตว่าตราประทับและรูปแบบไม่เหมือนกัน จึงติดต่อกลับไปยังกลุ่มนายหน้าก็ไม่เปิดเครื่อง และโทรไม่ติดตั้งแต่นั้นมา รู้แล้วว่าต้องถูกหลอก เลยรีบติดต่อสอบถามเพื่อนๆ ที่ตั้งใจเดินทางไปด้วยกัน ทราบว่าทุกคนถูกหลอกเช่นกัน จึงรวมตัวกันไปร้องเรียนกับกรมการจัดหางาน และแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) หลังจากนั้นก็ทราบว่าบุคคลในขบวนการจากทั้งหมด 8 คน โดย 2 คน มีหมายจับอยู่แล้ว”

ดวงกมล เปิดเผยว่า ความเสียหายจากขบวนการดังกล่าว ส่วนตัวเสียหายประมาณ 6 หมื่นบาท แบ่งเป็นค่าดำเนินการเรื่องเอกสาร 5.5 หมื่นบาท ค่าตรวจโรค 5 พันบาท และค่าทำประวัติอาชญากรรม 1.5 พันบาท หากประเมินจากผู้เสียหายรายอื่นที่เดินทางมาจากภาคอีสานและภาคเหนือทั้งหมด เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 4 หมื่น ถึง หนึ่งแสนบาทต่อคน

“เจ็บใจมากที่ถูกหลอกในยุคนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มีสื่อให้ความรู้ ก็ไม่แปลกที่จะมีการหลอกลวงเป็นประจำ แต่ปัจจุบันมีสื่อมากมาย กลับยังถูกหลอก รู้สึกเสียใจ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมขบวนการนี้มาลงโทษให้ได้ และอยากเตือนสังคมว่าเหตุการณ์นี้โทษงานไม่ได้ มันอยู่ที่เรา ขอให้ผู้ที่อยากเดินทางไปทำงานต่างประเทศระมัดระวัง ควรตรวจสอบว่าบริษัทที่จะไปด้วยถูกกฎหมายหรือไม่ ก่อนโอนเงิน อย่าเพียงขอว่าให้ได้ไปก็พอ”ดวงกมล กล่าว

 

 

 

เคยไป ก็พลาดได้ หากไม่ตรวจสอบ

กอล์ฟ อายุ 41 ปี พ่อค้าขายอาหารที่จ.อุดรธานี หนึ่งในเหยื่อขบวนการนี้ เล่าว่า จุดเริ่มต้นการหางานต่างประเทศคล้ายกับทุกคนคือไปค้นหาในเว็บไซต์กูเกิล พิมพ์คำว่าหางานต่างประเทศ จะมีเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กขึ้นมาให้เลือกจำนวนมาก เมื่อคลิกเข้าไปก็จะพบรายละเอียดงาน ค่าใช้จ่าย รูปภาพการทำงานจำนวนมาก

เมื่อกรอกข้อมูลเบื้องต้นและเบอร์โทรศัพท์ทิ้งไว้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะมีการติดต่อกลับมาโดยใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อมาอธิบายรายละเอียดงาน เอกสารที่ต้องเตรียม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งส่วนตัวเลือกไปประเทศแคนาดา ราคาประมาณ 1.2 แสนบาท ตกลงแบ่งจ่าย 2 งวด งวดแรกจ่ายที่เมืองไทย 3 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือจ่ายให้อีกครั้งเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทาง

จากนั้นนายหน้าก็จะนัดหมายวัน เวลา สถานที่เพื่อวางเงินมัดจำก้อนแรกเพื่อเป็นค่าดำเนินการ ซึ่งจะนัดตามสถานที่ทั่วไป โดยตนจ่ายเป็นเงินสดและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนคนที่ไม่ได้วางเงินสดจะต้องโอนผ่านเข้าบัญชีธนาคาร ขั้นตอนนี้สังเกตว่า ผู้เป็นนายหน้า ไม่มีการออกใบเสร็จรับรองให้ ต่างจากที่เคยเดินทางไปครั้งก่อน ซึ่งจะนัดเจอที่อาคารสำนักงานถาวรน่าเชื่อถือ และเมื่อชำระเงินครบจะได้ใบเสร็จรับรองทันที

เขาเล่าต่อว่า หลังจากนั้นคนร้ายจะเริ่มให้เหยื่อไปเรียนและทดสอบภาษา ตรวจโรค ขอใบรับรองความประพฤติที่ สตช. ซึ่งตนหยุดเพียงขั้นตอนนี้เท่านั้น ไม่ถึงขั้นสัมภาษณ์ขอวีซ่าที่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 2.2 หมื่นบาท เนื่องจากผู้ที่จะเดินทางไปด้วยกันแจ้งในกลุ่มไลน์ว่าเป็นวีซ่าปลอม จึงรวบรวมผู้เสียหายประมาณ 16 คน ไปแจ้งความดำเนินคดี แต่คาดว่ามีผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 200 คน

กอล์ฟ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านแม้เคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศในลักษณะนี้แล้ว จึงทำให้ครั้งนี้ไม่รู้สึกสงสัยหรือแปลกใจ คิดว่าขั้นตอนติดต่อคงเหมือนกัน แตกต่างเพียงครั้งแรกสถานที่ติดต่อ เป็นสำนักงานถาวรและมีใบอนุญาต แต่ครั้งนี้ สถานที่ติดต่อเป็นเพียงห้องเช่า ไม่มีเอกสารรับรอง

บทเรียนครั้งนี้ อยากสะท้อนถึงผู้ที่สนใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ สิ่งสำคัญหากไม่มีญาติหรือคนรู้จักเดินทางไปจริง อย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด

 

หาคนไปทำงานต่างประเทศในโซเชียล 99% ไม่ใช่เรื่องจริง

“ยืนยันว่า การรับสมัครคนไปทำงานต่างประเทศทางเฟซบุ๊กและสื่อโซเชียลมีเดีย 99 % ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีงานหรือหากมี ก็ไม่ได้ดีอย่างที่กล่าวอ้าง ขอเตือนผู้ใช้แรงงานว่า ก่อนตัดสินใจสมัครหรือจ่ายเงิน ให้สอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดก่อนว่า รายละเอียดงานและบุคคลที่กล่าวอ้างมีจริงหรือไม่ หากระวังตัว ไม่เชื่อคนง่าย ไม่รีบจ่ายตังค์ จะได้ไม่ถูกหลอก””สมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุ

สมบัติ บอกว่า คนที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ผ่าน 136 บริษัทที่กรมการจัดหางานรับรองอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นการเดินทางไปทำงานผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบจากนายจ้างในต่างประเทศ ถูกโกงค่าแรง และอาจตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้าย เพราะขาดการตรวจสอบดูแลสัญญาจากหน่วยงานรัฐทั้งในและต่างประเทศ

ระบบการส่งคนไปทำงานต่างประเทศปกติ นายจ้างจะต้องเข้ามาติดต่อผ่านสถานทูตไทยที่ประจำอยู่ในแต่ละประเทศ และต้องมีการยื่นหลักฐานแสดงตัวตน จากนั้นสถานทูตหรือฑูตแรงงานจะไปตรวจสอบว่า บริษัทที่กล่าวอ้างว่ามีตัวตนรายละเอียดตามที่แจ้งไว้หรือไม่ จากนั้นจะประสานมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อให้บริษัทที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องจัดหาคนไปทำงาน วิธีนี้จะทำให้สถานทูตรับทราบว่าแรงงานอยู่ที่ใด หากเกิดปัญหาจะได้ติดตามช่วยเหลือโดยง่าย

รองอธิบดีฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศที่คนไทยนิยมไปทำงาน คือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบแอฟริกาใต้ โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะนำผลตอบแทนมาเป็นแรงจูงใจ ด้วยค่าจ้างราว 7 หมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเดือน  แต่ความเป็นจริงอัตราค่าจ้าง เช่น ไต้หวันอยู่ที่ 2หมื่นต่อเดือน เกาหลีใต้ 3-4 หมื่นบาทต่อเดือน ญี่ปุ่น 3 หมื่นบาทต่อเดือน และอิสราเอล 4 หมื่นบาทต่อเดือน เท่านั้น

“ขอเตือนว่ารูปแบบการหลอกคนไปทำงานต่างประเทศปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก เมื่อก่อนนายหน้าจะไปตามหมู่บ้านโดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นในโซเชียลมีเดีย โดยมักอุปโลกตัวละคร ข้อมูล สถานที่อบรม รูปภาพปลอมขึ้นมา เมื่อเหยื่อโอนเงินให้สุดท้ายก็จะปิดเฟซบุ๊กหนี ตามตัวไม่ได้ หรือหากจะสืบสวนผู้กระทำความผิดก็ต้องใช้เวลานาน”

สมบัติ ทิ้งท้ายว่า ผู้ที่สนใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ ป้องกันการถูกหลอก ทางแก้ระยะยาวคือต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนทราบถึงวิธีการในการแสวงหาอาชีพยังต่างแดนที่ถูกต้องต่อไป

 

เปิดกม.ข่าวสาร ฉบับสปท. “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นรอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/493732

เปิดกม.ข่าวสาร ฉบับสปท. "ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นรอง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่เพียงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านสื่อสารมวลชน กำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากการเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จนองค์กรสื่อมวลชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านให้ยกเลิกเพราะมองว่าไม่ได้เป็นการคุ้มครองสื่อ แต่จะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อสารมวลชน

ล่าสุด สปท.ต้องเผชิญมุมมองแตกต่างจากหน่วยงานราชการที่กำกับดูแลข้อมูลข่าวสารราชการ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารราชการ (สขร.) หลังจากเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. …”

ความพยายามครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ระบุไว้ในมาตรา 59 เกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ ต้องเปิดให้ประชาชนเข้าถึง “ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ” ที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ จึงต้องมีการยกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นมารองรับ

ทว่า ร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสารสาธารณะฉบับ สปท. กำลังถูกตั้งคำถาม เป็นความต้องการให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารราชการมากขึ้นตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือปกปิดมากขึ้นกันแน่

ทั้งนี้ มีการนำร่าง กฎหมายของ สปท.ไปเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมี สขร. ภายใต้สังกัดสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ซึ่งอาจต้องถูกยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ในอนาคตอันใกล้ด้วย

ประเด็นแรกที่ถูกท้วงติง คือ คำนิยามการขอข้อมูลข่าวสารทางราชการ สปท. มุ่งเน้น “ข้อมูลภาครัฐที่จะต้องเปิดเผย” นั่นหมายความว่าประชาชนต้องเป็นฝ่ายร้องขอก่อน ขณะที่ฉบับ สปน.ระบุว่า “ข้อมูลที่รัฐจะต้องเปิดเผยโดยไม่ต้องร้องขอ” ยิ่งในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลลับทางราชการได้จัดทำเป็นรายการกำหนดไว้ในมาตรา 11 และ 12 กฎหมายฉบับ สปท. ทำไว้ 17 รายการ ขณะที่กฎหมายเก่าตรงกับมาตรา 7 และ 9 ฉบับของ สปน.ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันจัดไว้ 73 รายการ จึงเกิดคำถามว่าการออกกฎหมายใหม่ฉบับ สปท. เนื้อหาสาระจริงๆ แล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากน้อยเพียงใดกันแน่

“เธียรชัย ณ นคร” หนึ่งในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ได้ทำตารางเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายฉบับ สปน. เทียบกับ สปท. โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รายการที่เหมือนกันกับรายการที่ สปท.ไม่มี แต่มีใน สปน.โดยชี้ให้เห็นว่ากฎหมายฉบับ สปท.อ่อนกว่าฉบับ สปน.อย่างมาก โดยเปรียบเทียบได้ดังนี้

17 รายการของ สปท.ที่ก๊อบปี้จากต้นฉบับของ สปน. อาทิ รายการโครงสร้างการบริหารที่ต้องเปิดเผยแม้แต่ที่อยู่ อีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ผลคำวินิจฉัย คำพิพากษาศาล สัญญาสัมปทานโดยเฉพาะโครงการของรัฐที่มีลักษณะผูกขาดตัดตอน หรือรายการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะ เช่น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการเปิดเผยบันทึกการประชุม รายงาน เอกสารทุกชิ้น ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือข้อมูลอื่นใดที่คณะกรรมการกำหนด

สำหรับรายการที่ สปท.ไม่มี แต่มีในกฎหมายเก่าฉบับ สปน.ที่บังคับให้ภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารลับให้สาธารณะรับทราบ อาทิ กฎหมายว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา รวมถึงแผนการจัดหาพัสดุรายงานการขอซื้อขอจ้าง เอกสารราคาและเอกสารประกวดราคา ตามมาตรา 9 (8) และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินผลในแต่ละโครงการหรือรายการ ผลการจัดหาพัสดุในแต่ละโครงการหรือรายการ

สรุปผลการจัดหาพัสดุในแต่ละรอบเดือนและรายงานของผู้ควบคุมหรือผู้ตรวจสอบภายใน ผลการตรวจสอบของสํานักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และคู่มือ พ.ร.บ.การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2548  รวมถึงผลการพิจารณา คําวินิจฉัย หรือคําสั่งที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน ความเห็นแย้งและคําสั่งในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว รวมถึงคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลด้วย

นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยข้อมูลพื้นฐาน เช่น ข้อมูลเชิงสถิติ วิสัยทัศน์ พันธกิจของหน่วยงาน แผนงาน โครงการ และงบประมาณประจําปีของหน่วยงาน รวมถึงหลักเกณฑ์ และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละแผนงานหรือโครงการ และรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินการ จําแนกตามแผนงานและโครงการของผู้ควบคุมหรือผู้ตรวจสอบภายใน

รวมถึงเกณฑ์มาตรฐานความโปร่งใสและตัวชี้วัดความโปร่งใสของหน่วยงานของรัฐเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชน และรายการมาตรฐานทางจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพของบุคลากรรวมถึงผลการประเมินมาตรฐานทางจริยธรรมและจรรยาบรรณ รายงานการประเมินผลเกี่ยวกับการดําเนินการตามหลักเกณฑ์การให้คุณให้โทษต่อบุคลากร

นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยรายการนำเสนอรายงานต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานตามกฎหมายหรือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ขั้นตอนการดําเนินการ รวมทั้งรายงานการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

รวมทั้งสัญญา สัมปทาน ใบอนุญาต หรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการใช้หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แม้แต่ข้อมูลกรอบการเจรจา ความตกลง และหรือข้อตกลงระหว่างประเทศต้องเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบ

 

มหากาพย์รถเมล์ใหม่ “ซื้อทั้งทีขอให้ดีกว่าเดิม” จากใจคนใช้งานถึงขสมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/493546

มหากาพย์รถเมล์ใหม่ "ซื้อทั้งทีขอให้ดีกว่าเดิม" จากใจคนใช้งานถึงขสมก.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

แอร์เสีย รถสั่น เครื่องดัง เบาะขาด หน้าต่างเปื้อน เหล่านี้คือสภาพของรถเมล์จำนวนมากในกรุงเทพมหานคร

ขณะที่คนกรุงกำลังเผชิญกับภาวะนี้ อีกด้านหนึ่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง มีรถเมล์คันใหม่เอี่ยม สีฟ้าสดใสเกือบ 500 คันถูกจอดทิ้งไว้ เนื่องจากมีปัญหาข้อพิพาทระหว่างบริษัทผู้นำเข้ากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

เมื่อรถใหม่ยังไม่ได้ใช้ รถเก่ายังต้องฝืนสังขารต่อไป ฝันร้ายเลยตกอยู่กับพี่น้องประชาชน พนักงานและกระเป๋ารถเมล์

รถเก่ายังดี–รถใหม่น่าเป็นห่วง

ปัจจุบันรถเมล์ของ ขสมก. มีให้บริการด้วยกัน 3 ลักษณะ ได้แก่ รถร้อนสีครีมแดง อายุการใช้งาน 26 ปีเข้าประจำการเมื่อปี 2534, รถปรับอากาศสีครีม-น้ำเงิน อายุ 22 ปี ประจำการเมื่อราวปี 2538 และรถปรับอากาศสีส้ม-ยูโรทู ชุดแรกมีอายุ 19 ปี ชุดสองมีอายุ 15 ปี

สิ้นเสียงประตูกระแทกดังปังของรถเมล์ร้อนสีขาว-แดงรุ่นอีซูซุสาย 95 มณี พวงเเก้ว พนักงานขับรถวัย 53 ปีบอกว่า ถึงแม้รถจะผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน แต่ถึงวันนี้สมรรถนะยังยอดเยี่ยม แทบไม่เคยเกิดปัญหา เนื่องจากช่างติดตามซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ

“ผมขับมาตั้งแต่วันแรกของรถคันนี้ เจอปัญหาน้อยมาก ท่อหม้อน้ำรั่วและยางแตกแค่ครั้งเดียว เห็นรถเก่าๆ แต่สภาพยังดี คล่องตัว แข็งแรง พวงมาลัยอาจจะหลวมไปบ้างตามอายุ แต่แจ้งช่าง เขาก็ปรับปรุงแก้ไขได้รวดเร็ว เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่กระทบกับความปลอดภัย ลองสังเกตได้เลยรถของของขสมก. ถ้าเป็นอีซูซุ น้อยมากที่จะเสียระหว่างทาง ไม่เหมือนกับพวกรถร่วมเอกชน พวกนั้นเขาซ่อมกันเอง เนื้อตัวคนขับมอมแมมเลยเห็นไหม”

มณี บอกว่า ปัญหาที่ชัดที่สุดของรถเก่าก็คือสภาพควันดำจากท่อไอเสียโดยเฉพาะเมื่อรถรับน้ำหนักจากจำนวนผู้โดยสารที่หนาแน่น ทำให้ช่วงเร่งเครื่องมีไอเสียออกมามากเกิดเป็นมลพิษทางอากาศให้กับกรุงเทพฯ

ทำงานมาเกือบ 30 ปี สิ่งที่ผู้ชายคนนี้อยากแนะนำก็คือ  ควรเปลี่ยนรถร้อนเป็นรถปรับอากาศหมดทุกคันเนื่องสภาพอากาศที่ร้อนจัดนั้นส่งผลกระทบในแง่ลบทั้งต่อพนักงานและประชาชน นอกจากนี้ขนาดความสูงของบันไดขึ้นลงก็เป็นรายละเอียดสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

“บ้านเราเป็นเมืองร้อน แถมสมัยนี้รถติดมาก มีผลต่ออารมณ์และการทำงาน ทั้งคนขับ กระเป๋า และผู้โดยสาร บางวันเป็นลมบนรถเลยก็มี อีกอย่างคือบันไดขึ้นลง ถ้าปรับให้ต่ำหน่อย ก้าวง่ายขึ้นก็จะดีมากสำหรับผู้หญิงและคนสูงอายุ ช่วงคนเยอะแย่งกันก้าว สายตาเอาแต่มองที่นั่งว่างๆ ก้าวพลาดกันบ่อย”

พล ด่านลำมะจาก อายุ 52ปี โชเฟอร์รถปรับอากาศสีน้ำเงิน-ครีม สาย 543 บอกว่า จากประสบการณ์ของคนขับ รถเมล์เบอร์หนึ่ง คือ อีซูซุ เนื่องจากสมรรถนะเยี่ยม ช่วงล่างแน่น ระบบเบรคดี มีช่างซ่อมบำรุงสม่ำเสมอและใช้งานได้ดีต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

“กล้าพูดเลยตัวนี้ดีสุด สีน้ำเงินครีม ความยาวตัวรถสมดุล แอร์เย็น ระบบเบรคเยี่ยม ช่วงล่างดี วิ่งไกลๆ ยึดถนนดีมา คันนี้ยังแกร่ง ลองไปดูรถรุ่นหลังๆ จากจีนของรถร่วมเอกชนสิ ยังไม่ถึง 10 ปีสภาพไม่เหลือแล้ว แอร์ไม่เย็น ตัวนี้โอ้โห คนนั่งบอก รถอะไรจะหนาวขนาดนี้”

พนักงานมากประสบการณ์รายนี้ บอกว่า แม้จะอยากได้รถใหม่แต่ค่อนข้างเป็นกังวลว่าแนวทางที่ภาครัฐสนับสนุนให้ใช้รถเมล์เอ็นจีวีจะกลายเป็นปัญหาต่อการใช้งานและซ่อมบำรุง เนื่องจากยังมั่นใจว่าการขับเคลื่อนด้วยน้ำมันนั้นดีกว่า

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ สุชาติ น้อยไม้กรุด พนักงานขับรถวัย45 ปี ประจำรถปรับอากาศสีส้มยูโรทูสาย 129 ที่ยืนยันว่า การขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีสุด เวลากว่า 20 ปีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปัญหาน้อย ยิ่งหากมองบริษัทอื่นๆ ที่นำรถก๊าซเข้ามาใช้จะเห็นเลยว่าปัญหานั้นแตกต่างกันมาก

“รถก๊าซแรกๆ มาสวยงาม แต่ผ่านไป 3-4 ปี สภาพเริ่มแย่แล้ว ช่วงล่างดูไม่ดี เห็นขับเด้งๆ ประจำ รถเมล์มันไม่ค่อยได้พัก เพราะงั้นเอารถก๊าซมาอาจเป็นปัญหาได้ บางทีจอดไม่กี่ชั่วโมงต้องออกไปอีกแล้ว เรื่องตำแหน่งการวางเบาะก็ไม่เหมาะกับคนนั่ง ยิ่งข้างหลังยิ่งลำบาก”

สุชาติ บอกอีกว่า หากเลือกได้อยากได้รถที่มีสมรรถนะดีมีระบบจีพีเอส สะดวกสบายสำหรับคนขับและนั่ง แม้อะไหล่จะแพงแต่ก็น่าลงทุนกว่าการไปซื้อรถเมล์ที่สภาพทรุดโทรมรวดเร็วและต้องซ่อมบำรุงบ่อย

สุระ แฝงด่านกลาง พนักงานขับรถประจำรถปรับอากาศสีส้มยูโรทู เผยว่า นอกจากรถใหม่แล้ว สิ่งที่คนขับต้องการก็คือ ประกันภัยชั้น 1 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานได้มากกว่าปัจจุบันที่เป็นชั้น 3 ขณะเดียวกันยังฝากไปถึงพี่น้องประชาชนด้วยว่า เมื่อได้ใช้รถใหม่แล้ว ขอทุกคนร่วมดูแลรักษาไปพร้อมๆ กัน

“คนใช้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้รถเมล์โทรมถึงเวลาเปลี่ยนทัศนคติและร่วมกันบำรุงรักษารถไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชอบกรีด ชอบเขียน ทำลายเบาะ พฤติกรรมแบบนี้ต้องเลิก เพราะมันทำให้ของสาธารณะเสื่อมโทรม”

ด้านพนักงานเก็บค่าโดยสารสาวประจำสาย 543 บุญช่วย ถาวรบอกว่า โครงสร้างรถเมล์ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการยืน เดิน และพยุงตัวในการทำงาน ที่ผ่านมากว่า 20 ปี รถสีน้ำเงิน-ครีมยังคงทำหน้าที่ได้ดี

“สำหรับกระเป๋า เรื่องสำคัญก็คือการทรงตัว เราสัมผัสได้ว่ารถรุ่นนี้ยังโอเค ถามว่าอยากได้คันใหม่ไหม อยากได้ แต่กังวลว่าจะไม่ทนเท่าคันนี้ ยิ่งรถก๊าซจากประเทศจีน บางคันไม่กี่ปีแอร์ไม่เย็นแล้ว ช่วงอากาศร้อนๆ นี่ไม่ต้องคิดเลย”

กัญจนา แสนหลวง สาวใหญ่ประจำรถร้อนสีครีมแดงสาย95 บอกว่า รถยังคงยอดเยี่ยม ปัญหาน้อยมากจนแทบนึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายนั้นเสียหายเมื่อไหร่ เพราะช่างมีการติดตามดูแลเสมอ สิ่งที่อยากได้มากที่สุดก็คือ การติดตั้งพัดลมให้กับรถร้อนทุกคัน

“อยากให้ติดตั้งพัดลมทุกคัน คนใช้งานน่าจะสบายมากขึ้น ประชาชนและเราจะได้ไม่หงุดหงิดเวลาร้อนๆ หรือรถติด”

ทั้งนี้ช่างซ่อมบำรุงรถเมล์รายหนึ่งบอกว่า หากบริษัทผู้ดูแลรถเมล์มีการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อย่างมีมาตรฐาน รถอายุ 20 ปีก็ไม่เป็นปัญหา รถส่วนใหญ่ของ ขสมก. อุปกรณ์ภายในปรับเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพดีมาตลอดอยู่แล้ว

“บอกยากว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนเสียหายบ่อยที่สุด หากปรับเปลี่ยนดูแลตามอายุการใช้งาน ตามระยะทาง มันไม่มีปัญหาหรอก อายุเกิน 20 ปีก็ไม่มีปัญหา ถึงเวลาเราเปลี่ยนเลย ไม่ต้องรอให้เสีย ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าเขาเอาใจใส่มากน้อยแค่ไหน” ช่างซ่อมประจำอู่รถเมล์ระบุ

รถร้อนสีครีมแดงที่ปัจจุบันอายุการใช้งานล่วงเลยมา26ปีแล้ว ขณะที่พนักงานเก็บค่าโดยสารให้ความเห็นว่าควรติดพัดลมทุกคันเพื่อบรรเทาความร้อนขณะใช้บริการให้กับผู้โดยสาร

แอร์เย็น ตำแหน่งที่นั่งดี กระจกสดใส

ความต้องการของประชาชนคนเดินทางนั้นเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นต้องรับฟัง..

อมรรัตน์ วิโล สาวออฟฟิศวัย 28 ปี บอกว่า พูดแบบยุติธรรม รถ ขสมก. โดยเฉพาะรถปรับอากาศยังมีสภาพที่พอรับได้อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่ารถร่วมเอกชน แต่ในฐานะคนใช้ก็หวังได้นั่งรถใหม่ โดยรูปแบบและลักษณะที่อยากได้คือ เครื่องปรับอากาศดี ทางขึ้นลงสะดวก ที่สำคัญมีตำแหน่งการนั่งที่เหมาะสม ไม่มีบันไดหรือเบาะที่ทำให้รู้สึกอึดอัด

“อยากนั่งรถใหม่ แต่มันเลือกไม่ได้ ถ้าจะมีก็ขอให้แอร์เย็น นั่งสบาย ไม่ใช่บางคัน จะนั่งข้างหลังต้องก้าวขึ้นบันไดงอเข่านั่ง คับแคบมาก ซื้อทั้งทีขอให้คำนึงถึงการใช้งาน ไม่ใช่คิดเอาแต่ราคาถูกอย่างเดียว”

เรื่องสำคัญที่ขสมก.และผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่ควรมองข้ามก็คือ กระจกรอบด้านรถเมล์ที่ปัจจุบันหลายคันคำนึงถึงธุรกิจมีการติดแผ่นโฆษณาเต็มพื้นที่ ส่งผลให้การมองเห็นสถานที่ปลายทางของผู้ใช้งานมีปัญหา

“บางที่เราไม่ค่อยได้ไป ต้องคอยมองทางตลอด แต่มันมองลำบาก เพราะติดแผ่นโฆษณา จริงๆ กระจกควรจะใส และไม่เป็นปัญหาต่อการมอง”

ณัฐพล กันศิริ อายุ 21 ปี นักศึกษา บอกว่า รู้สึกเสียประโยชน์ที่ยังไม่ได้นั่งรถเมล์ใหม่เนื่องจากมีปัญหาในระดับการจัดซื้อจัดจ้างและตรวจสอบ อนาคตต้องการให้รถเมล์ทุกคนมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่รถของ ขสมก. เท่านั้น

“ถ้าเป็นของขสมก. อย่างรถปรับอากาศยูโร ผมว่ายังดีอยู่ สบายๆ แอร์เย็น ตัวใหม่ที่จะซื้อก็ขอให้คงมาตรฐานไว้และพัฒนาเพิ่มเติม อยากให้ทุกคันมีแอร์หมด พวกรถร้อนก็เอาไปทำเป็นรถเมล์ฟรีเพื่อบริการประชาชน ส่วนพวกรถร่วมฯ ผมอยากให้มีมาตรฐานกว่านี้ สะอาด สบาย และปลอดภัย เท่าเทียมกับบริการจากขสมก.”

ด้าน ธีรพันธ์ ลิ้มมหาคุณ นักออกแบบตกแต่งภายในวัย 27 ปี  แสดงความต้องการ 5 ข้อหลักจากหัวใจคนเดินทาง

1.รถเมล์ใหม่ควรจะมีทางขึ้นลงที่เหมาะสมกว่าปัจจุบันที่หลายรุ่นบันไดไม่เท่ากัน บางคันสูงมาก อยากให้การออกแบบคำนึงถึงความสอดคล้องกับพฤติกรรมคนใช้งานจริง ขณะเดียวกันทางขึ้นลงหรือชานพักควรกว้างและราบเรียบเท่ากันกับระดับความสูงของทางเท้า

2.ประตูรถเมล์ หากเป็นไปได้อยากให้มีระบบเหมือนในประเทศสิงคโปร์ ชำระค่าโดยสารอัตโนมัติทางประตูหน้าและเดินลงประตูกลางลำตัวรถ ทำให้ทุกคนปฏิบัติตามกฏอย่างเป็นระเบียบ แก้ปัญหาผู้คนแย่งกันขึ้นลงได้มาก

3.รถเมล์ควรออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับผู้คนทุกประเภท ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ต้องรองรับได้หมด บ้านเราควรคำนึงตรงนี้ให้มากเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว

4.วัสดุพื้นรถเมล์ ไม่น่าจะใช้ไม้ที่ผุพังง่ายพื้นที่ดีควรจะกันลื่นและคำนึงถึงการยืนทรงตัว เช่นกันกับราวจับที่ต้องคิดให้รอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจริง

5.ระบบ จีดีเอส กับ แอพพลิเคชั่น ถึงเวลาที่เมืองไทยควรมีได้แล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถคำนวณหรือประมาณเวลาในการเดินทางได้ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตในส่วนอื่นๆ อีกมาก

“การรอคอยโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กอย่างทางเท้าและรถเมล์ที่ดีอย่างยาวนาน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ร่วมมือกันของแต่ละหน่วยงาน รวมไปถึงความด้อยพัฒนาของระบบขนส่งมวลชน” ชายหนุ่มบอกด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

ทั้งนี้การคัดสรรรถเมล์จำเป็นต้องมองอย่างรอบด้าน ตัวอย่างเช่นออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ ที่เลือกใช้รถเมล์ที่มีประตูถึง 4 ช่องทางเพื่อให้ประชาชนเข้าออกอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพย่นระยะเวลาการจอดแต่ละป้าย เพราะถ้าการหยุดแต่ละป้ายใช้เวลานานจะส่งผลให้การเดินทางด้วยรถเมล์นั้นนานไปด้วย จนในที่สุดผู้คนก็จะเลือกใช้รถยนต์แทน

รถปรับอากาศสีส้ม ยูโรทู ที่มีอายุการใช้งานเกือบ20ปีแล้ว

ความล่าช้าของรัฐ = ความเจ็บปวดของประชาชน

ทีมงานเฟซบุ๊กเพจ “รถเมล์ไทย.คอม Rotmaethai.com” เเสดงความเห็นว่า การที่ภาครัฐปล่อยให้ประชาชนต้องนั่งรถเมล์ซึ่งถูกใช้งานมาหลายสิบปี สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ ขสมก. ที่ดำเนินโครงการเพียงเรื่องเดียวใช้เวลานานกว่า 10 ปีโครงการยังไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่รถไฟฟ้าแล้วเสร็จเปิดใช้งานไปถึง 4 สาย

“ขสมก. ผิดพลาดในการบริหารจัดการรถ ขาดการวางแผนที่รอบคอบ มีการปล่อยรถไม่เต็มกำลัง มีการปลดระวางรถเก่าที่ยังวิ่งได้ และการที่ช่างซ่อมบำรุงไม่ซ่อมบำรุงรักษารถเก่า เพียงเพื่อรอรถเมล์ใหม่เข้ามาแทนที่ เมื่อรถเมล์ใหม่ยังไม่มา ในขณะที่รถเก่าบางส่วนปลดระวางไปหรือไม่ซ่อมแซมให้รถออกมาวิ่งได้ ย่อมทำให้รถเมล์ไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน”

นอกจากนั้นในฐานะที่ติดตามความเคลื่อนไหวของรถเมล์ไทยมาตลอด เขาบอกว่า ความล่าช้าของการพัฒนาสะท้อนไปไกลถึง ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบซึ่งยังมีอยู่ดังที่เป็นข่าว หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการปราบปรามการทุจริต ปฏิบัติงานช้า ไม่รู้เท่าทันวิธีการทุจริตตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐในเวลาต่อมา

ความล่าช้าของภาครัฐ และนโยบายรัฐที่ไม่ชัดเจน ไม่เด็ดขาด ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการใช้ระบบขนส่งที่ดี ราคาเหมาะสม ซึ่งเป็นระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงได้ ผลก็คือประชาชนใช้รถเมล์เก่าต่อไป โดยที่สภาพรถหลายสายไม่เต็มร้อย

“วิ่งๆ ไปแล้วรถเสียกลางทาง ทำให้เสียเวลาในการรอรถคันหลัง เมื่อรถเสีย ทำให้รถในสายมีจำนวนลดลง ประชาชนก็รอรถเมล์นานขึ้น ไม่ใช่แต่รถ ขสมก. ที่รอนาน ในบางสายของรถร่วมฯ ก็รอนานมากขึ้นด้วย เมื่อรอรถนานมากๆ คนก็หนีไปใช้ระบบขนส่งมวลชนอย่างอื่นหรือหันไปซื้อรถส่วนตัวแทนเพราะสะดวกสบายกว่า”ทีมงานเฟซบุ๊กเพจ รถเมล์ไทยฯ ระบุ

รถเมล์เอ็นจีวีรุ่นใหม่ที่ยังประสบปัญหาในการจัดซื้อ

อีก 5 ปีได้รถใหม่ครบ 3,450 คัน

ปัจจุบัน ขสมก. จัดบริการรถโดยสารประจำทางวิ่งรับส่งประชาชนในเส้นทางต่างๆ รวม 459 เส้นทาง มีจำนวนรถทั้งสิ้น 2,753 คัน (ณ 30 เดือน มิถุนายน 2559) แยกเป็นรถธรรมดา 1,562 คัน รถปรับอากาศ 1,095 คัน รถ PBC(รถเช่า) 177 คัน และมีรถของบริษัทเอกชนที่ร่วมวิ่งบริการกับ ขสมก. ทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศจำนวน 12,267 คัน แยกเป็นรถธรรมดา 2,309 คัน รถปรับอากาศ 1,467 คัน รถมินิบัส 1,005 คัน  รถในซอย 2,170 คัน รถตู้โดยสารปรับอากาศ 5,185 คัน และรถตู้ CNG 131 คัน

สถานการณ์รถเมล์ NGV ชุดใหม่จำนวน 489 คัน ล่าสุด สมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงการคมนาคมรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.  บอกว่า ยกเลิกสัญญากับทาง บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ในการจัดซื้อรถโดยสารเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่าง จัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คันมาทดแทนเร็วที่สุดภายในเดือนพ.ย.นี้ พร้อมกับจัดหารถเมล์ไฟฟ้าอีก 200 คัน ภายในเดือนมิ.ย. ปีหน้า รวมทั้งหมด 689 คันตามแผนจัดหารถจำนวน 3,450 คัน

“สำหรับแผนการปรับปรุง รถเมล์ในช่วง 5 ปี พ.ศ. 2560-2564 จะมีการจัดซื้อรถใหม่จำนวน 3,450 คัน ปลดระวางรถเก่า 2,753 คัน แบ่งเป็น ปี 2560 จัดหารถใหม่ จำนวน 689 คัน (รถ NGV 489 คัน รถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน) ปี 2561 จัดหารถใหม่จำนวน 700 คัน ปลดระวางรถเก่า 501 คัน ปี 2562 จัดหารถใหม่จำนวน 600 คัน ปลดระวางรถเก่า 624 คัน ปี 2563 จัดหารถใหม่จำนวน 700 คัน ปลดระวางรถเก่า 699 คัน ปี 2564 จัดหารถใหม่จำนวน 761 คัน ปลดระวางรถเก่า 852 คัน โดยปีที่ 2-5 จะเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับรถใหม่ที่จะจัดหาอีกครั้ง”

ภารกิจจัดซื้อรถเมล์ใหม่ทดแทนรถเมล์เก่านับเป็นมหากาพย์ที่กินเวลากว่า 10 ปี มีการเสนอให้จัดซื้อตั้งแต่สมัยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายมาเรื่อยๆ ผ่านสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่สามารถจัดซื้อได้จริงขณะที่ในสมัยของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ดันมีปัญหากับบริษัทผู้นำเข้า

คนกรุงต้องรอต่อไป…มาลุ้นกันว่าในเดือน พ.ย. นี้จะได้เฮหรือชอกช้ำกับคุณภาพเดิมๆ เช่นเคย

 

“ประหยัดสุดขีด-ชีวิตเดือนชนเดือน” เเรงงานไทยยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/493157

"ประหยัดสุดขีด-ชีวิตเดือนชนเดือน" เเรงงานไทยยุค 4.0

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เป็นอีเว้นท์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ในวันแรงงานไปเสียแล้ว สำหรับภาพพี่น้องแรงงานไทย รวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับค่าแรงและสวัสดิการต่างๆ ให้เหมาะสมกับค่าครองชีพปัจจุบัน เพราะชาวแรงงานมองว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน หรือ 15,000/เดือน ไม่ตอบโจทย์ต่อการดำรงชีวิตอีกต่อไป

ขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนาให้เเรงงานไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ทว่าคำถามที่น่าสนใจก็คือ “หากวันนี้ค่าแรงที่ได้ไม่พอกับค่าครองชีพ พี่น้องเหล่านี้ปรับตัวอย่างไร”

ลดรายจ่าย เพิ่มเงินด้วยอาชีพเสริม

“งานประจำอย่างเดียวไม่พอ ไม่งั้นเป็นหนี้ ต้องหารายได้เสริม ไปรับจ้างเสริมเป็นแม่บ้านซึ่งช่วยได้มาก เพราะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทำงานปกติเฉลี่ยวันละ 400 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับตกลงกับนายจ้าง แต่โอกาสทองแบบนี้ก็ไม่ได้มีเข้ามาทุกสัปดาห์” เสียงจาก หนูเจียว คบพิมาย แม่บ้านชาวร้อยเอ็ด ผู้เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ นานกว่า 20 ปี

เธอเล่าว่า ครั้งแรกเข้ามาเป็นสาวโรงงานเย็บรองเท้า ย่านวงเวียนใหญ่ ได้ค่าจ้างคู่ละ 5 บาท ก่อนจะเปลี่ยนมาสมัครเป็นแม่บ้านทำความสะอาด ปัจจุบันทำงานนี้มาแล้วกว่า 10 ปี ยอมรับว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่แสนแพงนั้น ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ

“สมัยนี้อยู่ยากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน อดีตห้องพักราคาเพียงเดือนละ 700-800 บาท แต่ปัจจุบันต่ำสุดก็ 1,500 บาท ยิ่งรวมกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงมากทุกเดือน ทุกปี เงินจากงานประจำอย่างเดียวยังไม่พอกินเลย ไม่ต้องพูดเรื่องเงินเหลือเก็บ”

หนูเจียว บอกว่า ทำงานเป็นลูกจ้างแม่บ้านชั่วคราวตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ได้รับค่าตอบแทนวันละ 320 บาท ค่าล่วงเวลาชั่วโมงละ 56 บาท หากวันไหนหยุดก็ไม่ได้ เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย อาทิ ค่าห้องเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมลูก หรือแม้แต่เงินที่ต้องส่งกลับบ้านที่ต่างจังหวัดในบางเดือน ทำให้ต้องตัดสินใจหารายได้เสริมในช่วงวันหยุด

นอกจากหารายได้เสริม การใช้ชีวิตบางอย่างก็ต้องปรับ เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าอาหารหากซื้อกินปกติราคามื้อละ 30 บาท วันหนึ่ง 3 มื้อเท่ากับ 90 บาท ต้องปรับเปลี่ยนให้ประหยัดลงด้วยการตกลงกับเพื่อน ช่วยกันหาซื้อหรือทำกับข้าวมากินร่วมกันคนละหนึ่งอย่าง

“นั่งกินร่วมกันก็ช่วยลดค่าอาหารไปได้ส่วนหนึ่ง แถมยังได้กินอาหารหลากหลาย ที่สำคัญได้นั่งคุยกับเพื่อนๆ ร่วมงานด้วย ถือว่าเป็นความรู้สึกดีไปอีกแบบ”

หนูเจียว ทิ้งท้ายว่า เหตุผลที่ยังคงทำงานนี้ต่อไปแม้จะได้รับค่าตอบแทนไม่สูงเหมือนอาชีพอื่น คือมีความสุขกับงาน เพื่อน สังคม รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่ดี กว่าการกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย ขอทำอาชีพนี้จนกว่าจะไม่มีแรงหรือไม่มีใครจ้าง อย่างไรก็ตามหากได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 500 บาท/วัน จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาก

หนูเจียว คบพิมาย

 

รู้ว่าเงินไม่เหลือ แต่ต้องดิ้นต่อไป

บุญทับ เมสังข์ พนักงานรักษาความปลอดภัยวัย 53 ปี เล่าว่า ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เเน่นอนในบ้านเกิด จ.มหาสารคาม ส่งผลกระทบต่อราคาพืชผลทางการเกษตร ทำให้ตัดสินใจเดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานเป็นคนสวนให้บ้านแถวจังหวัดนนทบุรี ทำได้ 15 ปี เจ้านายเก่าถูกยึดบ้าน จำเป็นต้องเลิกและเดินทางกลับบ้าน แต่สุดท้ายตัดสินใจกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อสมัครงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย

“ผมทำมา 6 ปี ได้ค่าจ้างวันละ 480 บาท รายจ่ายต่อเดือนแทบไม่เหลือ เพราะมีรายจ่ายมาก แค่ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ตกเดือนละ 5 พันกว่า หากนับรวมกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน แต่ละเดือนแทบไม่เหลือเงิน แม้รวมเงินเดือนของภรรยาแล้ว”

บุญทับ เลือกปรับวิธีการใช้เงิน โดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย กินให้น้อยลง เลือกกินเฉพาะอาหารหลัก 3 มื้อเท่านั้น เวลามาทำงานก็ใช้รถจักรยานยนต์สลับกับจักรยานเพื่อให้มีเงินพอใช้ โดยความฝันของรปภ. สูงวัยรายนี้คือ ต้องการให้หน่วยงานรัฐช่วยเหลือชีวิตแรงงานให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเป็น 530 บาท/วัน เพราะด้วยอายุเท่านี้หากต้องทำงานล่วงเวลาจากปกติ 12 ชั่วโมงคงเป็นไปไม่ได้

 

บุญทับ เมสังข์

ยอด กลิ่นสุวรรณ อาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่าว่า ทำงานอาชีพนี้มานานกว่า 25 ปีตั้งแต่ปี 2535 ทำเป็นทุกอย่างตั้งแต่งานปูน เดินประปา ระบบไฟฟ้า เมื่อก่อนได้รับค่าแรงเพียงวันละ 200-300 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันด้วยประสบการณ์จึงได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 600 บาท โดยปกติอาชีพนี้เงินค่าจ้างอยู่วันละ 400 – 600 บาท (ราคางานเหมา) แต่หากเป็นตามไซต์งานขนาดใหญ่ ค่าแรงงานยิ่งถูกลงอยู่ประมาณวันละ 300 บาท ยิ่งเป็นแรงงานต่างด้าวค่าจ้างบางคนไม่ถึง 300 บาท เวลางานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น วันไหนหยุดก็ไม่ได้เงิน

สำหรับการปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ เขา บอกว่า ต้องซื้อข้าวมากินรวมกันกับเพื่อนๆ ส่วนเครื่องดื่มชูกำลัง บุหรี่ ต้องลดลง เพราะส่วนตัวมีค่าใช้จ่ายมากและมีหลานที่ต้องดูแลถึง 6 คน ฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเก็บ แต่ก็ต้องทำจนกว่าจะไม่ไหว หรือถ้าหากเดือนไหน เงินไม่พอใช้ก็ต้องเบิกเงินล่วงหน้า จึงคิดว่าหากเป็นไปได้ก็ต้องการค่าแรงมากกว่านี้

 

ยอด กลิ่นสุวรรณ

วิกฤติรัฐบาล 4.0 แก้ปัญหาแรงงานไม่ตรงจุด

วิไลวรรณ แซ่เตีย อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ผู้ที่ทำงานเรียกร้องสิทธิสวัสดิการให้แก่ผู้ใช้แรงงานมานานกว่า 30 ปี สะท้อนว่า สาเหตุผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ที่ยอมออกจากบ้านเกิด เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่เอื้อที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ก็ยังจำเป็นต้องส่งเงินกลับบ้านให้พ่อแม่หรือลูกที่รออยู่ แต่ด้วยสภาพค่าครองชีพในสังคมเมืองปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้แรงงานก็ต้องหาวิธีปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ใช้แรงงานถึงต้องเคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการหมุนเวียนของแรงงาน เพราะผู้ใช้แรงงานคิดแต่เพียงว่า หากทำแล้วไม่พอค่าใช้จ่าย ก็ต้องหางานใหม่

อดีตประธาน คสรท. ฉายภาพวิวัฒนาการค่าแรงจากอดีตถึงปัจจุบันว่า มีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนแม้จะได้รับค่าแรงไม่มาก แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำก็ทำให้แรงงานอยู่ได้ เมื่อปี 2519 ค่าแรงช่วงเริ่มทำงานโรงงานวันละ 20 บาท ก็อยู่ได้เพราะค่าข้าวเปล่า 50 สตางค์ กับข้าวถ้วยละ 1 บาท มีเงิน 100 บาท สามารถซื้อของได้หลายอย่าง แต่เมื่อมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นแบบก้าวกระโดดเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ สถานการณ์ชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานกลับแย่ลง เนื่องจากสินค้าและค่าบริการต่างๆ พากันปรับตัวสูงขึ้น จากที่เคยมีเงินเหลือเก็บหลายร้อยต่อเดือน ปัจจุบันทำงานเท่าไหร่แทบไม่มีเงิน มิหนำซ้ำบางคนยังเป็นหนี้

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานต้องหาวิธีปรับตัวที่ต่างกันออกไปตั้งแต่ หางานทำนอกเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งส่วนตัวคิดว่าค่าแรงในปัจจุบันควรอยู่ที่ 360 บาท/วัน เท่ากันทั่วประเทศ และรัฐบาลควรมีนโยบายควบคุมกลไกราคาสินค้าจำเป็นและมีมาตรการดูแลเรื่องสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ใช้แรงงาน เพราะหากไม่มีความชัดเจน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาแรงงานได้อย่างถาวร และหนีไม่พ้นต้องเรียกร้องกันทุกปี

“การแก้ปัญหาของแรงงานที่ผ่านมา กระทรวงแรงงาน ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง การปฏิรูปสวัสดิการ กฎหมายประกันสังคม การส่งเสริมการรวมตัวเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อรองรับระบบการจ้างงานที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอนาคต ยุคที่ต้องพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลต้องหาวิธีแก้ไขให้ได้เด็ดขาด”

ทั้งหมดนี้คือเสียงสะท้อนจากแรงงานไทยในยุคที่ประเทศกำลังก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

 

วิไลวรรณ แซ่เตีย

 

รากหญ้าร้องเศรษฐกิจไม่ดีจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492830

รากหญ้าร้องเศรษฐกิจไม่ดีจริง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คนรากหญ้าส่งเสียงบ่นระงมยุคนี้ทำมาค้าขายฝืดเคือง สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นจริงตามที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกประกาศก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นแล้ว

ทุกวันนี้การทำมาค้าขายไม่ค่อยดีเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อน วายุภัค จันทร์นวล พ่อค้าขายเนื้อสัตว์สดที่ตลาดบางขุนศรี กทม. สะท้อนเสียงบ่นให้ฟังเป็นเพราะเศรษฐกิจซบเซาทำให้กำลังซื้อหดหายไปด้วยเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเน้นจับจ่ายใช้สอยแบบประหยัดโดยซื้อแต่สิ่งที่จำเป็น เช่น จากที่เคยซื้อเนื้อหมู 1 กิโลกรัม (กก.) ก็ลดลงเหลือครึ่ง กก.เป็นต้น บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังตกต่ำและยังไม่ฟื้น

“การที่รัฐบาลออกมาบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ก็ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจมันดีขึ้นตรงไหน หากเศรษฐกิจดีจริง การทำมาค้าขายต้องคึกคัก ยอดดี แต่ตรงกันข้ามทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้ากำลังย่ำแย่เพราะมียอดขายลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง จากเดิมขายได้วันละประมาณ 1 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันลดลงไปเกือบเท่าตัว ยิ่งขายยิ่งรายได้หด ส่วนรายจ่ายยังคงเท่าเดิม”วายุภัคบ่นด้วยความท้อ

ขณะที่ร้านขายเสื้อผ้าและอาหารต่างๆ ที่ตลาดนัดคลองถม สายใต้ใหม่ บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า รายได้ลดลงมากกว่าครึ่ง แม้ว่าบรรยากาศจะดูคึกคักเพราะมีลูกค้ามาเดินดูสินค้ามากมาย แต่ก็จับจ่ายซื้อสินค้าน้อยลง ซึ่งการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าที่ลดลงเป็นเพราะกำลังซื้อไม่มี

ไม่เพียงแต่พ่อค้าแม่ค้าในกรุงเทพ มหานครเท่านั้นที่ค้าขายสินค้าย่ำแย่ต่างจังหวัดก็ได้กระทบหนักไม่แพ้กัน แม้ว่ารัฐบาลจะหว่านเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทผ่านโครงการสนับสนุนต่างๆ หวังกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากให้กลับมาคึกคัก แต่ก็ไม่เป็นตามคาดหวัง บุญล้อม บรรณสาร แม่ค้าขายผัก ขายผลไม้ในตลาดสดเทศบาลตำบลวัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ส่งเสียงสะท้อนถึงรัฐบาลว่าสภาพเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นเพราะขายสินค้าไม่ค่อยได้เหมือนในอดีตซึ่งแต่ละวันมียอดขายดีกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว มีแต่คนเดินดูสินค้าแต่ไม่ซื้อหรือ ซื้อเท่าที่จำเป็น

สุ เทียรี แม่ค้าชาวกัมพูชา เข้าเปิดร้านขายสินค้ามือสองในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว บอกว่า การค้าในตลาดโรงเกลือซบเซามานานนับปีแล้ว รายได้จากการขายสินค้าไม่พอค่าเช่าที่ ขายไม่ดีเหมือนในช่วงเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู ที่จะมีประชาชนชาวไทยจากทั่วประเทศมาซื้อสินค้าจากตลาดโรงเกลือทั้งไปใช้เองหรือขายต่อ แต่ทุกวันนี้มีลูกค้ามาเดินเลือกดูสินค้ามากกว่าจะซื้อสินค้า เข้าใจว่าชาวไทยมีรายได้ลดลงก็เลยไม่ค่อยอยากซื้อ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่ซื้อ

“การซื้อขายสินค้า ไม่ว่าการค้าตั้งแต่กิจการในครัวเรือนจนถึงระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง ในปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตสูง แต่เมื่อผลิตมาแล้วขายไม่ได้ หรือมีราคาสูงเกินไป ทำให้ประชาชนไม่กล้าควักเงินซื้อ ประกอบกับข้าวสารมีราคาแพง ทำให้ประชาชนต้องเก็บออมเพื่อซื้อข้าวสารไว้หุงกินดีกว่าที่ไปซื้อของฟุ่มเฟือย” สุ เข้าใจหัวอกคนไทย

ธนวัฒน์ ประสิทธิ์พรกุล ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายชุดนักเรียนแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงเศรษฐกิจดีโดยปกติแล้วช่วงใกล้จะเปิดเทอมจะมีผู้ปกครองพาบุตรหลานมาเลือกซื้อชุดนักเรียนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ 80% จะซื้อครบชุด ทั้งรองเท้า เสื้อ กางเกง และกระเป๋า แต่ปีนี้พบว่ามีลูกค้ามาเข้าร้านไม่คึกคักนัก ซึ่งผู้ที่มาส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อแยกชุด ซื้อเฉพาะที่ยังไม่มี ส่งผลให้ยอดขายลดลงจากปีที่แล้วกว่า 20%

นอกจากนี้ จากการสอบถามร้านค้าแบบเดียวกันในจังหวัดอื่นๆ ก็เป็นเหมือนกันอย่างนี้ทั่วประเทศ จึงทำให้เชื่อว่าจะเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาขึ้นไม่หยุด แต่รายได้ประชาชนลดน้อยลง ทำให้หลายครอบครัวพากันใช้จ่ายอย่างประหยัด ซึ่งเรื่องนี้อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนระดับจังหวัดก็อยากให้มีการร่างเป็นแผนพัฒนาจังหวัดระยะยาว เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละคนที่เข้ามาจะได้มาดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันนี้ใช้ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นทางผ่านไปสู่ตำแหน่งใหญ่ขึ้นไป โดยมาอยู่ดำรงตำแหน่งแค่ 1-2 ปีเท่านั้น และทุกครั้งที่มาก็ต้องมาเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่ตลอด ซึ่งไม่มีความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

สุรเชษฐ์ เพชรรอด เจ้าของร้านขายของชำในชุมชนบ้านกระเสียว หมู่ 2 ต.กำปัง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในชุมชนบ้านกระเสียวยังคงย่ำแย่ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าเศรษฐกิจในระดับหมู่บ้านจะดีขึ้นเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณเข้าโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ โครงการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท โครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรไร่ละ 800 บาท และโครงการอุดหนุนกองทุนหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีโครงการเหล่านี้เข้ามา ก็จะทำให้ร้านขายของชำมีลูกค้ามาซื้อของเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับมาสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาเหมือนเดิม ส่วนของที่ขายดีที่สุดในร้านขายของชำ อันดับหนึ่งก็จะเป็นสุรา อันดับสองเป็นบุหรี่ นอกจากนั้นก็จะเป็นของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเหตุที่สุราและบุหรี่ขายดี ก็คาดว่าจะเกิดจากภาวะความเครียดในเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และราคาของใช้อุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไม่สมดุลกัน

รัฐบาลออกประกาศบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้น ไม่รู้วัดดัชนีจากอะไร ถ้าดีจริงทำไมกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าไม่ได้ ยิ่งขายยิ่งรายได้ลดลงสวนกระแสรายจ่ายที่พุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

หาคำตอบ “ประตูกั้น” กระแทกผู้โดยสาร ระบบบกพร่องหรือปัญหาพฤติกรรมคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492813

หาคำตอบ "ประตูกั้น" กระแทกผู้โดยสาร ระบบบกพร่องหรือปัญหาพฤติกรรมคน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ระบบประตูกั้นอัตโนมัติบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสกำลังกลายเป็นประเด็นในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้งานบางกลุ่มเห็นว่า ประตูบานเลื่อนสีแดงที่ใช้อยู่นั้นไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ เครื่องกั้นมักกระแทกสะโพกจนเกิดความเจ็บปวด นำไปสู่การเรียกร้องให้บริษัทผู้ดูแลปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียที

นับตั้งแต่เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 วันนี้ระบบประตูอัตโนมัติที่รองรับผู้ใช้งานสูงสุดกว่า 8 แสนเที่ยวต่อวันกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก…

 

หนีบเร็ว แรง ไม่ปลอดภัย

ธีรวุฒิ สถิตภัทรกุล เจ้าของแคมเปญ “เปลี่ยนซะทีเหอะ…ที่กั้นรถไฟฟ้าให้มันไม่กระแทกสะโพกจนม่วง” โดยรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ change.org เห็นว่าเครื่องกั้นประตูรถไฟฟ้าบีทีเอส มักปิดเร็วและกระแทกผู้โดยสารอยู่เสมอ จึงขอเสนอให้เปลี่ยนระบบเครื่องกั้นให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

ธีรวุฒิ บอกว่า เครื่องกั้นประตูของรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นบีทีเอส ของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มักจะปิดกระแทกโดนสะโพก โดยที่พนักงานบริเวณนั้นไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ซึ่งช่องทางประตูสำหรับคนตั้งครรภ์ก็ไม่ได้มีพนักงานคอยบริการเสมอไป รวมถึงส่วนตัวพยายามเข้าให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การใช้บริการรถไฟฟ้าแล้วก็ตาม

ทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์เหล่านี้ ซึ่งมีผลต่อการบาดเจ็บในร่างกาย เขียวจนถึงม่วงบริเวณสะโพกเป็นสัปดาห์ข้อสังเกตคือ ระบบเครื่องกั้นประตูของประเทศอื่นๆ ก็ไม่มีความอันตราย หรือสร้างความเจ็บปวดเท่ากับเมืองไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนระบบหรือพัฒนาให้เกิดความปลอดภัยเลย จึงขอเสนอให้ไปใช้ระบบเครื่องกั้นประตูแบบในประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว

เจ้าของแคมเปญรายนี้ บอกว่า เรื่องนี้แยกเป็น 2 ประเด็น 1.การใช้งานอย่างถูกต้อง 2.การพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

“เรื่องการใช้งานเครื่องกั้นที่ถูกวิธีนั้น ล่าสุดทางบีทีเอสได้ชี้แจงแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้กระแทกอย่างที่หลายคนโดน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าระบบไม่ได้ลื่นไหล แต่สำหรับประเด็นที่สอง สังคมยังไม่ได้รับการชี้แจง เรื่องการพัฒนาให้ดีขึ้น อาทิเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่เครื่องกั้นเป็นแบบพับไม่ใช่แนวขวาง คำถามคือ ระบบของบีทีเอส เมื่อใช้มาเป็น 10 ปี จะไม่มีการพัฒนาเลยหรือ เหล่านี้คือสิ่งที่องค์กรระดับใหญ่ที่เป็นองค์กรที่ก้าวหน้า ต้องนำไปขบคิด เพราะมีการร้องเรียน”

ไม่ต้องเร่งรีบ ประตูเปิดเมื่อสอดบัตร ปิดเมื่อเดินผ่าน

ภายหลังมีการเรียกร้องและวิพากษ์วิจารณ์จากพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง บีทีเอสได้มีการสาธิตช่องแตะบัตรโดยสารอัตโนมัติอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยสรุปคือ ช่องทางผ่านประตูอัตโนมัติมีความกว้าง 50 เซนติเมตร ทำงานด้วยระบบเซนเซอร์ที่มีมาตรฐาน ผู้โดยสารไม่ต้องรีบเดิน เพราะไม่ได้มีการตั้งเวลากำหนด ประตูจะเปิดเมื่อผู้โดยสารสอดบัตร และปิดเมื่อเดินผ่านไปแล้ว สำหรับผู้โดยสารที่ตั้งครรภ์ สูงอายุ หรือมีสัมภาระขนาดใหญ่ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดใช้ช่องทางพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวลองสอบถามผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสได้รับรู้ความเห็นและความเข้าใจดังนี้

ปิยนุช สุขใจดี อายุ 48 ปี บอกว่า หากมีสัมภาระหรือมากับเด็กต้องรีบเดินซะหน่อย เพราะกลัวว่าจะเดินไม่พ้นประตูอัตโนมัติ

ภาณุวัฒน์ พานิชกุล อายุ 18 ปี บอกว่า ไม่มีปัญหาและไม่เคยกังวลในการเดินผ่านประตู ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบก็สามารถพ้นประตูได้ด้วยความปลอดภัย

เบญจมาศ ทองประไพ อายุ 26 ปี บอกว่า ใช้งานมาหลายปี ไม่เคยโดนหนีบ ประตูมีมาตรฐานดีอยู่แล้ว

วิทยา รักจ้อย อายุ 21 ปี เล่าว่า เคยโดนหนีบเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างเดินผ่านพร้อมกระเป๋า หากเป็นไปได้อยากให้บีทีเอสปรับปรุงระบบลดความเสี่ยงอันตรายให้น้อยลง โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ละคนค่อนข้างรีบ ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการกระแทกได้

ษา อรษา 28 ปี บอกว่า ตัวเองไม่เคยถูกเครื่องกั้นกระแทก แต่พบเห็นชาวต่างชาติที่มาพร้อมกับกระเป๋าถูกกระแทกบ่อยครั้ง เข้าใจว่าประตูอัตโนมัติทำงานด้วยระบบเซนเซอร์และไม่มีปัญหาสำหรับผู้ใช้โดยทั่วไป แต่อยากให้มีการแจ้งเตือนชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับสัมภาระให้เลือกไปใช้ช่องทางพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายถูกกระแทก

ศจิกา ฉายอรุณ อายุ 26 ปี บอกว่า ระบบที่ใช้อยู่นั้นดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คิดว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ใช้บางราย อย่างไรก็ตามหากมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าก็ควรปรับปรุงพัฒนา

คลิปวิดีโอสาธิตการใช้งานประตูอัตโนมัติบีทีเอส โดย JS100

 

เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่พฤติกรรมและความรู้สึก

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระบบรางของเมืองของไทย ให้ความรู้ว่า ระบบประตูอัตโนมัติที่รถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ทีใช้เป็นลักษณะบานเลื่อน ในแง่พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีปริมาณมากได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้ว

ประตูนี้เรียกว่า AFC barrier gates มีเซนเซอร์ชนิด optical ติดอยู่ 4 จุด ไล่ตามลำดับการเข้าใช้งาน เมื่อเราสอดตั๋วโดยสารเข้าไปในช่องสอดตั๋ว ตราบเท่าที่เรายังไม่ดึงตั๋วออกจากช่องรับตั๋ว barrier หรือประตูจะไม่เปิดออก เมื่อเราดึงตั๋วออกจากช่องรับตั๋วแล้วประตูจะเปิดออก ให้เราเดินเข้าไปได้ ระบบถูกออกแบบมาให้ป้องกันไม่ให้มีการโกงด้วยการเดินผ่านประตู มากกว่า 1 คน ในการสอดตั๋วครั้งเดียว ดังนั้น เซนเซอร์ทั้ง 4 จุด จะทำหน้าที่ตรวจสอบการเดินผ่านของคน และควบคุมการปิดประตู

“เซนเซอร์ตัวที่ 1 และ 2 จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่ามีคนผ่านเข้ามาแล้ว และประตูจะปิดลงเมื่อคนเดินผ่านเซนเซอร์ตัวที่ 3 ส่วนเซนเซอร์ตัวที่ 4 มีไว้ตรวจสอบการผ่านออกไปจากประตู มีเพียงเหตุการณ์เดียวที่จะทำให้ประตูปิดตัวลง คือ มีคนเดินผ่านเซนเซอร์ตัวที่ 3 สำหรับเหตุการณ์ปกติ ผู้โดยสารสามารถเดินผ่านแบบช้าๆ ไม่ต้องรีบได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์ประตูหนีบ เวลาที่กำหนดมีมากพอ และในกรณีที่มีผู้โดยสารสอดบัตรติดๆ กัน ระบบจะตรวจจับได้ว่าต้องมีคนผ่านกี่คน ตามจำนวนตั๋วที่สอดติดๆ กัน ต่อให้จำนวนผู้โดยสารมีจำนวนมากก็จะไม่มีใครโดนหนีบ”

ภาพจาก http://www.bts.co.th

 

ภาพจาก http://www.bts.co.th

ดร.ประมวล บอกว่า เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการหนีบคือ ผู้โดยสารมีสัมภาระ กระเป๋าหรือสิ่งของ โดยถือนำเข้าไปก่อนจนถูกเซนเซอร์ตัวที่ 3 จับได้ ระบบจะเข้าใจว่ามีคนกำลังจะแอบผ่านประตูโดยไม่สอดบัตร หรือเข้าใจว่า สิ่งของนั้นเป็นผู้โดยสารและทำให้ตัวเราเองที่เดินตามหลังสิ่งของมาถูกประตูหนีบได้ ฉะนั้นหากต้องถือของผ่านประตู ให้ยกของให้สูงพ้นจากระดับเซนเซอร์ ก็จะไม่มีปัญหา

ในกรณีสตรีมีครรภ์ เจ้าหน้าที่จะเชิญให้ผู้โดยสารเดินผ่านประตูพิเศษซึ่งอยู่ด้านข้างแทน เพราะเข้าใจว่าอาจเกิดความผิดพลาดจากการตรวจสอบได้ เช่นกันกับในกรณีท้องใหญ่ เดินแอ่นมาก จนมีอะไรไปผ่านเซนเซอร์ตัวที่ 3 ก่อนที่ตัวจะเดินผ่านไปก็อาจเกิดความผิดพลาดและถูกหนีบได้

“พิจารณาจากเทคโนโลยีแล้ว ระบบที่บีทีเอสและเอ็มอาร์ทีใช้ ไม่ได้เก่า ล้าสมัย หรือไม่ปลอดภัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัญหาที่กำลังเกิดในขณะนี้น่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจของผู้โดยสาร ตลอดจนพฤติกรรมการถือของเดินนำเข้าไป การเปลี่ยนตัวประตูเป็นนวมแบบญี่ปุ่นจึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ตราบเท่าที่ระบบตรวจจับ และพฤติกรรมการเดินผ่านยังเป็นแบบเดิม”

ผู้เชี่ยวชาญระบบราง ทิ้งท้ายว่า แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่ความผิดพลาดของเทคโนโลยี เป็นเรื่องพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามเมื่อคนส่วนหนึ่งเห็นว่า ระบบที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม บีทีเอสก็อาจจะศึกษาเรียนรู้ระบบอื่นๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับรถไฟฟ้าเส้นทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

 

3.6 หมื่นล้านซื้อเรือดำน้ำ เอามาช่วยโปะ “บัตรทอง” ดีไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492673

3.6 หมื่นล้านซื้อเรือดำน้ำ เอามาช่วยโปะ "บัตรทอง" ดีไหม?

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว, เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

กลายเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบกับ “ความคุ้มค่า” ของการใช้งบประมาณก้อนโต 3.6 หมื่นล้านบาท ไปกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ ด้วยเหตุผลเรื่อง “ความมั่นคง” ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ดและยังมีปัญหาอีกมากมายกำลังรุมเร้า โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่ต้องการงบประมาณไปสะสางเยียวยาอีกจำนวนไม่น้อย

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้งบประมาณไปกับการรักษาพยาบาลประชาชนมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก โดยในส่วนของข้าราชการ 5 ล้านคน ใช้งบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท มากกว่า 2-3 เท่า ถ้าเทียบหัวต่อหัวกับประชาชนส่วนที่เหลือในสังคมอีก 48 ล้านคน ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนเพียงแค่ 1.4 แสนล้านบาท

“หากเทียบกันจะเห็นว่าการใช้เงินจำนวนมหาศาลกับการซื้อเรือดำน้ำ ดูจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ รวมถึงยังเป็นเรือที่ยังถูกตั้งคำถามมากมายแต่ยังไม่ได้คำตอบ เช่น เรือคุณภาพดีจริงหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติควรต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากขึ้น หรือหากนำเงินจำนวน 3 หมื่นกว่าล้านบาทมาใช้กับบัตรทองก็จะช่วยได้มากขึ้น จากปกติบัตรทองที่มีงบประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท”นิมิตร์ กล่าว

อดีตบอร์ด สปสช. ระบุว่า รัฐบาลควรกลับมาคิดถึงเรื่องพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการให้ดีขึ้นโดยไม่ใช่แบบประชานิยม แต่ต้องทำให้เป็นรัฐสวัสดิการที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องมาพิสูจน์ว่าจนหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนคนจนและผู้สูงอายุ ซึ่งสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องจัดการเรื่องความมั่นคงเรื่องรายได้ของผู้สูงวัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปัดภาระไปให้กับลูกหลานที่ลำพังเงินก็ไม่พอกินอยู่แล้ว

ศก.ไม่ดีต้องลดงบมั่นคง เน้นแก้ปัญหาปากท้อง

คำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า การใช้งบประมาณที่สูงมากไปกับการซื้อเรือดำน้ำ ขัดแย้งกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลบอกให้ประชาชนรัดเข็มขัด อีกทั้งยังให้สรรพากรเรียกภาษีจากคนมากขึ้น ควรที่จะนำเม็ดเงินนั้นมาพัฒนาในด้านที่สำคัญ เช่น พัฒนาสาธารณูปโภค การคมนาคม ระบบการขนส่ง หรือปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ถ้าเอางบประมาณไปใช้กับเรื่องสาธารณูปโภค จะได้ผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ เรื่องความปลอดภัย เพราะระบบขนส่งดี คุณภาพชีวิตคนก็ดีขึ้น แต่พอผ่านความเห็นชอบของ ครม.ไปแล้วประชาชนก็คงไปคัดค้านยาก

คำรณ กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี การใช้งบประมาณไปกับความมั่นคงควรจะลดลง หรือในส่วนของงบประมาณที่ไม่ได้สร้างรายได้ก็ควรต้องงดไป ประโยชน์จากเรือดำน้ำหากเอามาใช้ในน่านน้ำอันดามันที่มีความลึกพอจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างดี แต่หากใช้ตรงอ่าวไทยที่หลายคนคิดว่าตื้นก็จะใช้งานได้ระดับหนึ่ง

“แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นตอนนี้ ถามว่าจำเป็นไหม ก็คิดว่ายังไม่จำเป็น แต่ถ้ามีเงินเหลือเฟือกองทัพเรือควรมีไหม ก็ไม่แปลก คือถ้าเรามีเงินคงคลังที่เหลือเฟือและฐานะทางเศรษฐกิจในประเทศดีก็ไม่มีปัญหา”คำรณ กล่าว

รัฐบาลทุ่มงบประมาณแก้ปัญหาสังคมน้อยไป

ศ.พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ นักวิชาการด้านการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำ โดย ครม.อนุมัติการจัดซื้อไปแล้ว จำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาทนั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับการนำงบประมาณจำนวนเท่ากันมาใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษาในประเทศนั้นไม่สามารถเทียบกันได้ เพราะมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม หากมองจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน การจัดซื้อเรือดำน้ำอาจมีความจำเป็น ขณะที่หากนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวไปสนับสนุนด้านการศึกษา ก็มองว่าเป็นตัวเลขที่ยังน้อยเกินไป โดยหากเปรียบเทียบแล้วงบ 1.3 หมื่นล้านบาท เท่ากับงบประมาณที่รัฐนำไปสนับสนุนมหาวิทยาลัยมหิดลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หรือคิดเป็น 20% ของงบประมาณการศึกษาทั้งปีเท่านั้น

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลต้องชั่งใจระหว่างเรื่องความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาด้านสังคม อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการทุ่มเทงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาด้านสังคมอย่างครบวงจรน้อยเกินไป

“ยกตัวอย่างจากที่เพิ่งผ่านไป ก็คือ การจัดประชุมสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีการขับเคลื่อนสภาระดับตำบล 7,000 กว่าแห่ง สภาระดับเทศบาลตำบลอีก 2,000 กว่าแห่ง และสภาใน กทม.อีก 50 เขต ซึ่งรวมแล้วจะมีสภาเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นเกือบ 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ แต่รัฐจัดงบประมาณให้น้อยมาก คือแค่ 304 ล้านบาท แค่งบประมาณในการประชุมยังไม่พอ ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก และถือเป็นการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตย”ศ.สมพงษ์ กล่าว

 

อย่าให้รักทำลาย-รับฟังด้วยหัวใจ หนทางลดปัญหา”ฆ่าตัวตาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492527

อย่าให้รักทำลาย-รับฟังด้วยหัวใจ หนทางลดปัญหา"ฆ่าตัวตาย"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สถิติการการฆ่าตัวตายล่าสุดของคนไทยจากข้อมูลโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เป็นเรื่องน่าห่วง เมื่อพบว่ามีคนฆ่าตัวตายสำเร็จกว่า 4,000 คน เท่ากับเฉลี่ยเดือนละประมาณ 350 คน หรือ ทุกๆ 2 ชั่วโมง คนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน

ที่น่าสนใจคือ การฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์โดยเฉพาะความรัก ความหึงหวง จนนำไปสู่การทำร้ายตัวเองมากที่สุดถึง 20% รองลงมาคือ โรคซึมเศร้า และน้อยใจคนใกล้ชิดดุด่า

คำถามง่ายๆ แต่แก้ได้ยากคือ เราจะป้องกันและจัดการต้นเหตุของความตายนี้อย่างไร

ความรัก–ซึมเศร้า ปัญหาใหญ่สู่ความตาย

ความเศร้าเสียใจนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่ต้องเรียนรู้ก็คือวิธีรักษาเยียวยาความผิดหวังเพื่อให้จิตใจกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว

“คนอกหักครั้งแรกอาจจะเจ็บหนัก แต่ครั้งที่สองจะเริ่มเข้าใจ แต่มีบางคนที่สมานแผลใจไม่ได้ อาจจะด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น บาดแผลนั้นรุนแรงเกินไป มีความผูกพันกันสูงหรือดูแลจิตใจตัวเองไม่เป็นจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือเลือกจบชีวิตด้วยการทำร้ายตัวเอง” เสียงจาก นพ.ประภาส อุครานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคซึมเศร้า

นพ.ประภาส บอกว่า ในการศึกษาทางการแพทย์พบว่า สาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตายนั้นมาจาก “โรคซึมเศร้า” ที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง การรักษานอกจากจะต้องได้รับยาเพื่อปรับระดับของสารเคมีแล้วยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนาจิตใจของคนไข้ควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตามในแง่ปฎิบัติพบว่า ผู้ป่วยหลายรายมักขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง บางรายเบื่อหน่ายที่จะต้องตกอยู่ในภาวะของคนป่วย หยุดยากะทันหันจนอาการกำเริบ ขณะที่บางรายไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรค

“ปัญหาสุขภาพจิตเหมือนตราบาป ไม่เหมือนโรคอื่น เป็นโรคหัวใจเรายังกล้าพูด กล้าเเลกเปลี่ยนกับคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องสุขภาพจิต น้อยคนจะกล้าไปบอกเพื่อนๆ หรือคนอื่นว่า ผมกำลังพบจิตแพทย์อยู่”

สถิติการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเฉลี่ยนเดือนละ 350 รายจากโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เป็นเพียงตัวเลขของผู้ที่ทำสำเร็จเท่านั้น ซึ่งองค์การอนามัยโลกเคยประเมินไว้ว่า แท้จริงแล้ว มีคนพยายามฆ่าตัวตายราว 20 เท่าของคนที่ทำสำเร็จ ขณะเดียวกันยังมีการเปิดเผยว่าราว 75 เปอร์เซ็นต์ของการฆ่าตัวตายทั้งหมด เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลาง และคนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงคือเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุ 20 ปีต้นๆ

นพ.ประภาส บอกว่า การฆ่าตัวตายในเมืองไทยนั้นสะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญ 2 อย่างคือ ปัญหาระบบสุขภาพจิตและปัญหาทางด้านสังคม

“คนไทยยังมีความรู้ ความตระหนักในระบบปัญหาสุขภาพน้อย ขาดการรักษาอย่างถูกวิธีและมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังสะท้อนปัญหาด้านสังคม คนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มีความเครียดง่าย จากสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต เอาแค่บนท้องถนนก็เจอปัญหาทะเลาะวิวาทได้แทบทุกวัน”

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกว่า วิธีลดปัญหาการฆ่าตัวตายต้องพัฒนาสังคมให้มีความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และที่ขาดไม่ได้คือจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่ต้องใส่ใจพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก

“จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์และปรัชญาชีวิต ต้องพัฒนาตั้งแต่การเลี้ยงดู ทำให้เขาเข้าใจ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีจิตสำนึกและเติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ จัดการความผิดหวังของตัวเองได้อย่างถูกวิธี เห็นมิติของสังคมในภาพกว้าง ไม่ใช่ยึดติดตัวเองกับความรัก ความสัมพันธ์หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเท่านั้น”

ปัญหาไม่สำคัญเท่ากับการรับฟังด้วยหัวใจ

ตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์ สมาคมที่ให้บริการเป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย เเนะนำว่า ทุกคนในสังคมสามารถลดปริมาณการฆ่าตัวตายได้ด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี ใช้หัวใจฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสินเเละไม่สั่งสอน

“คนที่มีความเสี่ยงอยากฆ่าตัวตาย คือคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวจากโลกใบนี้ เผชิญกับความทุกข์ด้วยตัวเอง สิ่งที่เราทำได้คือ ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เปิดโอกาสให้ระบายความรู้สึก แม้กระทั่งความคิดอยากฆ่าตัวตาย ฟังโดยไม่ตัดสินว่าคุณคิดแบบนี้มันผิด คุณอ่อนแอไป แต่รับฟังให้เขาพรั่งพรูออกมา นี่คือวิธีการที่ดีที่สุด

“ถ้าไปบอกว่าคิดแบบนี้ได้ยังไง มันผิด เรื่องแค่นี้ทำไมต้องทุกข์ด้วย พูดแบบนี้เขาจะรู้สึกทันทีว่าเราไม่เข้าใจ รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่เก่ง เรื่องนิดเดียวจัดการไม่ได้ ทำให้เขาไม่อยากคุยกับเราอีก เมื่อไหร่ที่เขาคุยแล้วเจอสถานการณ์แบบนี้มันยิ่งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าคุยกับใครอีกเลย เก็บทุกอย่างไว้ในใจ สะสมจนอาจเป็นกลายเป็นความตึงเครียดและนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง”

เบื้องหลังปัญหาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน หนทางสู่ความสำเร็จของคนๆ หนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือ การเป็นเสมือนกระจกเงาที่คอยสะท้อนและทำให้อารมณ์ของผู้เป็นทุกข์กลับมาอยู่ในภาวะปกติให้ได้

“หากเขากำลังเศร้าเพราะคนรัก อาจลองถามว่า เมื่อแฟนคุณไม่ดี เคยคิดไหมว่าจะยุติความสัมพันธ์ ถ้าเขาบอกว่าเคย ก็ลองถามต่อว่า ถ้ายุติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถามให้เขาเป็นคนคิดเอง ถ้าตอบว่า อ่อ..ถ้าเลิกหรอ คงรู้สึกโล่ง แล้วข้อเสียล่ะมีอะไรบ้าง เขาอาจจะบอกว่า คงมีปัญหาเรื่องเงินเพราะยังพึ่งพากันอยู่ คือทำตัวเป็นกระจกให้เขาสะท้อนความคิด ได้ตระหนักในหลายๆ แง่มุม ในที่สุดเขาจะเป็นคนชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเอง”

ตระการ บอกว่า หลักการของสมาคมฯ คือเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพเพียงพอในการเผชิญหน้ากับปัญหาและสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง หากอยู่ในภาวะอารมณ์ปกติที่พร้อมจะเรียบเรียงความคิดเพื่อนำไปสู่ทางออก

“มนุษย์มีศักยภาพเพียงพอในการเผชิญหน้ากับปัญหาเเละสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ ตราบใดที่อารมณ์อยู่ในภาวะปกติ แต่หลายๆ ช่วงเขาอยู่ในภาวะวิกฤต ทำให้สับสนและนึกอะไรไม่ออกจนเกิดอารมณ์ชั่ววูบ หน้าที่ของผู้ฟังคือ ทำให้ภาวะวิกฤตกลับสู่ความปกติ เมื่อนั้นเขาจะเริ่มเรียบเรียงและเผชิญปัญหาด้วยวิธีการของเขาเอง”

นายกสมาคมสะมาริตันส์ บอกว่า แต่ละปีมีคนที่ตกอยู่ในสภาวะความเศร้า โทรศัพท์เข้ามาระบายความทุกข์ถึง 1 หมื่นสาย โดยมีประมาณ 20% ที่ทุกข์มากถึงขนาดอยากจบชีวิตตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สังคมทุกวันนี้เป็นปัจเจกมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่ เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและอ่อนแอ ไร้การดูแลจากคนใกล้ชิด แตกต่างจากสมัยก่อนที่อยู่กันเป็นครอบครัว มีคนที่คอยรับฟังและดูแลมากกว่าปัจจุบัน

อยากตาย เพราะไม่อยากรับรู้

นุ่น ณัฐพร หญิงสาววัย 27 ปีผู้เผชิญกับภาวะซึมเศร้าและอยู่ระหว่างรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่าอาการของเธอเริ่มจากภาวะกดดันภายในครอบครัว ความผิดหวังจากเพื่อนและคนรักอย่างแฟน ปัญหาใหญ่คือ ความเจ็บปวดที่คลี่คลายผ่านไปแล้วพร้อมกลับมาทำให้ชอกช้ำได้เสมอในยามที่ถูกกระตุ้นจากสถานการณ์รุนแรง

“คิดมากเรื่องที่บ้าน รู้สึกถูกบงการชีวิต กดดันไม่ได้เป็นตัวเอง ต้องฟังอย่างเดียว อ้าปากก็โดนหาว่าเถียง ฟังจนเก็บกด กลายเป็นคนที่แคร์คนสนิทมาก เวลาทะเลาะกับที่บ้าน อยากลืม แต่มันไม่ลืม บางครั้งคืนดีกันแล้วก็ยังไม่ลืม กับเพื่อนสนิท เราชอบเอาเรื่องเครียดของเพื่อนมาคิด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเหมือนอารมณ์คนแบกโลก เก็บมาคิดทุกอย่าง คิด คิด คิด  พอถึงเวลามีอะไรมากระทบกับจิตใจหนักๆ ก็จะเอาทุกอย่างมารวมกันหมด เป็นบ้า หาทางออกไม่ได้ คิดทำร้ายตัวเอง หนักเข้าก็คิดฆ่าตัวตาย”

อาการทำร้ายตัวเองของนุ่นก็คือ การใช้มือทุบศรีษะ กรีดข้อมือด้วยมีด เอาบุหรี่จี้แขนของตัวเองจนเป็นแผล

“เวลาทะเลาะกับแฟน ไม่มีที่ลง อยากทำเขาก็ทำไม่ลง ทุกครั้งที่ทำร้ายตัวเอง ในใจเราคิดว่า ไอ้… ทำไรไม่ได้อ่ะ ไม่มีใครเข้าใจ ทำไมวะ..ทำไม คิดว่าการทำร้าย เอาความเจ็บปวดมาลงกับตัวเองคือคำตอบทั้งที่ไม่ใช่ ทำไปแล้วก็ไม่รู้สึกดีขึ้น ถามว่ารู้ตัวไหม รู้ แต่ห้ามและควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้”

ครั้งหนึ่งเธอเคยเกือบตาย กินยาแก้เครียดที่หมอจ่ายให้กว่า 10 เม็ดหวังตัดปัญหาทุกอย่างลง

“มีปัญหาที่บ้านสะสมรู้สึกยกมันออกจากหัวไม่ได้ เล่าให้ใครฟังเป็นสิบเป็นร้อยก็เอาออกจากหัวไม่ได้ ทำไมวะ ทำไม ที่บ้านก็ไม่เข้าใจ พอมาทะเลาะกับแฟนอีก เลยรู้สึกอยากหลับไปเลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องมารับรู้อะไร”

ปัจจุบันสาววัย 27 ปีคนนี้เลือกเข้ารับการรักษากับแพทย์ในปีที่ผ่านมา ทำให้อาการต่างๆ ของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จนกระทั่งล้มเลิกความตั้งใจฆ่าตัวตายทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง

โลกนี้ยังมีทางออกให้กับทุกความล้มเหลว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย ขอเพียงทุกคนรู้จักยอมรับปัญหาของตัวเองเเละระบายมันออกมากับคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้หรือเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรอรับฟังเสมอ